Sunday, January 06, 2019

GIRL (2018, Lukas Dhont, Belgium/Netherlands, A+30)


GIRL (2018, Lukas Dhont, Belgium/Netherlands, A+30)

1.งดงามน้ำตาไหล เหมือนเป็นภาคสองของหนังสารคดีเรื่อง VALENTIJN (2007, Hetty Nietsch, Netherlands, A+30) ที่ติดตามชีวิตของเด็กชายวัย 10-12 ขวบที่เริ่มใช้ puberty inhibitors เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ขั้นตอนการแปลงเพศเป็นสตรีในอนาคต

2.พอดู GIRL ไปได้ 15 นาที ใจเราก็ภาวนาให้หนังจบโดยเร็วที่สุด เพราะเรารักตัวละครนางเอกมากๆ ดูแล้วนึกถึงเพื่อนคณะอักษรคนนึง เพราะฉะนั้นเราก็เลยภาวนาให้หนังจบโดยเร็ว เพื่อที่นางเอก (ที่ดูมีความอ่อนหวาน เปราะบาง) จะได้ไม่เผชิญความยากลำบาก หรือความชิบหายใดๆในชีวิต 555

คือ "การมีชีวิตเป็นตัวละครในหนัง narrative" มันทำให้เราคาดเดาล่วงหน้าได้ว่า นางเอกที่มีชีวิตค่อนข้างลงตัว มีพ่อที่ใจกว้าง ดีเลิศประเสริฐศรี ในช่วงต้นเรื่อง มีโอกาสสูงมากๆที่เธอจะต้องเจออุปสรรคแรงๆในชีวิต เจอความทุกข์มากๆในเวลาต่อมา ตามขนบการเล่าเรื่องของหนัง ก่อนที่ทุกอย่างจะคลี่คลายในตอนจบ หรือไม่นางเอกก็ตายตอนจบ อะไรทำนองนั้นน่ะ แต่พอเรารักตัวละครนางเอกมากๆตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง เราก็เลยไม่อยากให้นางเอกเจออะไรเลวร้ายทั้งสิ้นในเวลาต่อมา เราอยากให้หนังรีบจบโดยเร็ว เธอจะได้ไม่ต้องเจออะไรซวยๆ แล้วยิ่งเธอมีชีวิตอยู่ในหนังยุโรปด้วยแล้ว โอกาสที่เธอจะเจออะไรโหดๆก็มีเยอะกว่าในหนังอเมริกันด้วย (ดูอย่าง IRREVERSIBLE ของ Gaspar Noe และ A WEDDING ของ Stephan Streker สิคะ)

3.พอดูหนังจบแล้ว ทำให้รู้สึกว่า แต่ละสังคมมันก็มีข้อดีข้อเสียของมันเอง 555 คือตอนแรกเราจะรู้สึกว่า สังคมในหนังเรื่องนี้มัน “อารยะ” มากๆ และมันมีวิธีการจัดการกับประเด็นยากๆในแบบที่น่าสนใจดี อย่างเช่น ตอนที่ครูให้โหวตเรื่องการใช้ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของนางเอก

 แต่พอดูจบแล้ว เราจะสงสัยว่า ถ้าหากนางเอกเกิดในไทย เธอจะเจอปัญหาแบบเดียวกับในหนังเรื่องนี้หรือเปล่า คือเรารู้สึกว่า สังคมเบลเยียมในหนังมันดูดีกว่าสังคมไทยในแง่นึง แต่สิ่งหนึ่งที่สังคมเบลเยียมในหนังเรื่องนี้ไม่มี ก็คือ “แก๊งกะเทยในโรงเรียนมัธยม” 555 เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า ถ้าหากนางเอกเกิดในไทย เธอก็คงจะมีเพื่อนกะเทยมากมายในโรงเรียนมัธยมไปแล้ว เธอจะรู้สึกว่า เธอไม่โดดเดี่ยว มีเพื่อนๆมากมายที่เป็นแบบเดียวกับเธอ และรอการแปลงเพศแบบเดียวกับเธอ และเพื่อนๆในแก๊งของเธอก็มีสิทธิเชิดชูเธอให้เป็นราชินีประจำกลุ่มด้วย เพราะเธอสวยซะขนาดนั้น แล้วเธอจะรู้สึกกดดันแบบในหนังเรื่องนี้ไหม ถ้าหากเธอเกิดในไทย

ก็เลยรู้สึกว่า GIRL เป็นหนังที่งดงามมากๆ และมันก็อาจจะสะท้อนความแตกต่างทางสังคมด้วย เพราะเราว่ากะเทยวัยมัธยมในไทย มักจะมีปัญหาเรื่องพ่อแม่ญาติโกโหติกาไม่ยอมรับ แต่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่อง “ขาดเพื่อน” เพราะฉะนั้นสถานการณ์แบบใน GIRL ก็เลยเหมือนเป็นอะไรที่น่าสนใจดีสำหรับเรา เพราะมันเป็นปัญหาที่เกิดในโลกที่ศิวิไลซ์มากๆแล้ว ซึ่งมันจะมีลักษณะแตกต่างจากปัญหาสำหรับกะเทยในสังคมอื่นๆ ทั้งสังคมไทย, สังคมฟิลิปปินส์ (ลองดูหนังอย่าง ASTRI & TAMBULAH), สังคมอิหร่าน (ลองดูหนังอย่าง BE LIKE OTHERS), ฯลฯ

Tuesday, January 01, 2019

CONCRETE ROOTS (2018, Achitaphon Piansukprasert, 90min, A+30)


CONCRETE ROOTS (2018, Achitaphon Piansukprasert, 90min, A+30)
รากพราย

1.หนังยาวเรื่องแรกที่เราได้ดูในปีนี้ ถือว่าหนักข้อมากทีเดียว เพราะมันเป็นหนังทดลองที่ไม่มีความประนีประนอมใดๆต่อผู้ชม เราคิดว่าองค์ประกอบของหนังเรื่องนี้อาจจะแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ซึ่งก็คือ

1.1 ส่วนที่เป็นการจับภาพคนงานก่อสร้างขณะทำงานสร้างบ้านหลังหนึ่ง โดย focus ไปที่การผสมปูน

1.2 ส่วนที่เป็นการจับภาพกิจกรรมในวัดแห่งหนึ่ง ที่มีการบูชาเจ้าแม่ตะเคียนทอง, เจ้าแม่สะไบทอง และเจ้าแม่สะไบเงิน โดยมีการ focus ไปที่เสาปูน 2-3 เสาที่วางนอนอยู่ และมีคนมาบูชาเสาปูนเหล่านี้ ซึ่งเราก็ไม่มีความรู้ว่ามันคืออะไร มีใครรู้บ้างว่าเสาปูนที่คนบูชาในวัดมันคืออะไรกัน

1.3 ส่วนที่เป็นการจับภาพพืชและสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะปลาและนก

1.4 ส่วนที่เป็นหนังทดลองหลอนๆ

2.ถ้าจะถามว่าหนังเรื่องนี้สื่อถึงอะไร เราก็ตอบไม่ได้ 555 แต่ตอนที่ดูหนังเราก็ตระหนักถึงความจริงที่ว่า ทั้งบ้าน,อาคารที่เราอยู่อาศัย หรือแม้แต่วัตถุบูชาบางอย่าง มันก็สร้างจากวัสดุพื้นฐานและแรงงานคนเหมือนๆกัน บ้านที่เราอยู่ก็มาจากปูนและแรงงานของคนงานก่อสร้าง หรือ “วัตถุศักดิ์สิทธิ์” ต่างๆ มันก็ทำจากอิฐ,หิน, ดิน, ทราย, ไม้, โลหะ อะไรพวกนี้ แต่เราว่าหนังอาจจะไม่ต้องการสื่อถึงอะไรพวกนี้หรอก หนังมันคงมีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งเราไม่รู้ว่าคืออะไร 555

3.องค์ประกอบที่ชอบที่สุดในหนัง ก็คือความเป็นหนังทดลองหลอนๆนี่แหละ เพราะเรามีรสนิยมชอบอะไรแบบนี้ และจูนติดกับอะไรแบบนี้ได้ง่าย คือยอมรับเลยว่า ช่วง 20 นาทีแรกที่เป็นการจับภาพคนงานก่อสร้างทำงานไปเรื่อยๆเนี่ย เราปรับตัวให้เข้ากับหนังได้ยากมาก แต่พอหนังตัดไปเป็นการซูมเข้าไปหาอะไรสักอย่างในแมกไม้ (มันคืออะไร เราดูไม่ออก) พร้อมกับสร้างบรรยากาศหลอนๆขึ้นมา เราก็จูนติดกับฉากนั้นในทันที

ชอบฉากที่ถ่ายตุ๊กตาบูชาด้วยอารมณ์หลอนๆด้วย ฉากที่เป็น graphic หลอนๆอะไรต่างๆ เราก็ชอบมาก

รู้สึกด้วยว่า หนึ่งในลายเซ็นของ Achitaphon คือ “การสร้างความรู้สึกที่ว่า มีคลื่นพลังงานอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น ลอยอยู่ในบรรยากาศ” ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ในหนังเรื่อง “หวีนางเงือก” และ “วิญญาณ” และก็พบได้ในหนังเรื่องนี้ด้วย

4.แต่ยอมรับเลยว่า เราจูนไม่ติดกับส่วน 1.1  และ 1.2 ที่เป็นการถ่ายคนงานก่อสร้างกับการถ่ายบรรยากาศในวัด เหมือนมันหนักข้อเกินไปสำหรับเรา แต่มันก็น่าสนใจดีที่มีคนเลือกใช้วิธีการแบบนี้ในการถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมา คือตอนที่ดู เราจะนึกไปด้วยว่า มันมีวิธีการใดๆอีกบ้างในการถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ โดยวิธีการอื่นๆก็มีเช่น

4.1 การสัมภาษณ์คนงานก่อสร้างและคนขายวัตถุบูชาในวัดโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะ ถ้าหากผู้กำกับต้องการทำหนังที่เน้นการให้ “ข้อมูล” แก่ผู้ชม

4.2 แต่ถ้าหากไม่ต้องการทำหนังที่เน้นการให้ข้อมูลโดยตรงแก่ผู้ชม เราก็ให้ข้อมูลแก่ผู้ชมในทางอ้อมได้ ด้วยการ frame ภาพที่ดี เพราะการเลือก frame ภาพที่ดีจะทำให้ซีนนั้นให้ได้ทั้งข้อมูล และความสวยงามเพลินตา ดูได้นานๆไม่เบื่อ ซึ่งวิธีการแบบนี้สามารถศึกษาได้จากหนังอย่าง OUR DAILY BREAD (2005, Nikolaus Geyrhalter) และ IN COMPARISON (2009, Harun Farocki) ที่ถ่ายทอดวิธีการทำงานของคนงานเหมือนๆกัน

5.จริงๆแล้วก็คือว่า เรารู้สึกว่าส่วนที่เป็นการถ่ายคนงานก่อสร้างกับถ่ายบรรยากาศในวัด มันเหมือนขาดมนต์เสน่ห์ทางภาพอยู่บ้างน่ะ แล้วพอเราดูหนังผ่านทางจอคอมพิวเตอร์ มันก็เลยยิ่งเหมือนต้องใช้ความอดทนในการดู แต่ถ้าดูทางจอใหญ่ๆ อาจจะจูนติดกับมันง่ายขึ้น

คือเราว่า  “มนต์เสน่ห์ทางภาพ” ถ้าหากทำได้ มันก็จะทำให้หนังย่อยง่ายขึ้นสำหรับผู้ชมในวงกว้างนะ 555 คือนอกจากหนังของ Nikolaus Geyrhalter และ Harun Farocki แล้ว เราก็นึกถึงหนังอีกหลายๆเรื่องที่มันถ่าย “สิ่งของ” หรือ “สถานที่” แบบจับจ้องไปที่สิ่งนั้นนานๆ โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยน่ะ แต่หนังเหล่านี้มันมี “มนต์เสน่ห์ทางภาพ” อย่างรุนแรง มันก็เลยสะกดเราได้อยู่หมัด หนังในกลุ่มนี้ก็มีเช่น HOTEL MONTEREY (1973, Chantal Akerman), AGATHA AND THE LIMITLESS READINGS (1981, Marguerite Duras), WINDOWS (1999, Apichatpong Weerasethakul), RUHR (2009, James Benning) คือจะให้เราจ้องประตูลิฟท์ 10 นาที, จ้องหน้าต่าง 20 นาทีอะไรแบบนี้ เป็นสิ่งที่เราทำได้สบายมาก ถ้าหากหนังมันถ่ายทอดอะไรแบบนี้ออกมาได้อย่างมีมนต์สะกดจริงๆ แต่พอให้เราต้องดูคนงานก่อสร้างทำงานแบบ “ดิบ” มากๆอย่างนี้ เราก็ยอมรับว่า เราจูนติดได้ยากเหมือนกัน 555

6.แต่ก็ชอบหนังมากๆอยู่ดีนะ ถือว่ามันเป็นการทดลองทำอะไรแปลกๆใหม่ๆที่น่าสนใจดี มีความเป็นตัวของตัวเอง และก็ไม่ประนีประนอมกับคนดูจริงๆ เป็นหนังที่เราต้องใช้ความอดทนในการดูมากพอๆกับหนังอย่าง YOU HAVE TO WAIT, ANYWAY (2007, Nawapol Thamrongrattanarit, 22min), THE RAPE OF BANGKOK ข่มขืนกรุงเทพ (2011, Wachara Kanha, Teeranit Siangsanoh, 90min) และ “นิราศเขาวงกต” (2014, Prap Boonpan, 268min) เพราะหนังเหล่านี้ก็ถ่ายทอดซีนต่างๆที่บางทีแทบไม่มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นเป็นเวลานานเหมือนๆกัน และก็ไม่ได้เน้นความสวยงามด้านภาพมากนักด้วย แต่ก็ถือว่าชอบหนังกลุ่มนี้มากๆอยู่ดีน่ะแหละ และบางทีการที่ต้องใช้ความอดทนในการดู ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้หนังมันน่าจดจำได้เหมือนกัน

MY SONG CHART 30 YEARS AGO


MY SONG CHART 30 YEARS AGO

เมื่อ 30 ปีก่อน หรือเมื่อต้นปี 1989 ตอนนั้นเราอยู่ม.4 กำลังจะขึ้นม. 5 มันเป็นช่วงที่เรามีความสุขที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต และเราก็มักจะรำลึกถึงอดีตเมื่อ 30 ปีก่อนเสมอเวลาที่เราเศร้าสร้อยหรือท้อแท้ใจ

กิจกรรมหนึ่งที่เรามักจะทำในตอนนั้น ก็คือการทำอันดับเพลงประจำสัปดาห์ เหมือนกับที่เพื่อนๆของเราในยุคนั้นทำกัน เราชอบการทำอันดับเพลงประจำสัปดาห์ของเรากับเพื่อนๆมากๆ มันเหมือนกับว่า เพลงที่เราชอบบางทีมันไม่ขึ้นอันดับสูงๆในชาร์ทเพลงของอังกฤษหรืออเมริกา แต่มันก็ขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ทของเราหรือเพื่อนๆบางคน มันเหมือนกับว่า เราทุกคนต่างก็มีอำนาจในการทำชาร์ทเพลงของตนเอง ไม่ใช่แค่นิตยสาร Billboard, Music Week, Oricon และสถานีวิทยุต่างๆที่มีสิทธิทำชาร์ทเพลง เราทุกคนต่างก็มีสิทธิให้เพลงที่เราชอบ “ขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ท” ของเราเองได้

เรากับเพื่อนบางคนทำชาร์ทเพลงแบบนี้ตั้งแต่ปี 1989-1994 เราหยุดทำชาร์ทเพลงไปในปี 1994 เพราะตอนนั้นเรียนปีสุดท้ายในมหาลัย แล้วเรียนหนัก เลยไม่มีเวลาทำ เราหยุดทำชาร์ทเพลงไปด้วยพักนึงในปี 1990 เพราะตอนนั้นเพิ่งเข้ามหาลัย แล้วไม่ค่อยมีเวลาตามฟังเพลง+ทำชาร์ทเพลงเหมือนกัน

คิดๆดูแล้ว การทำชาร์ทเพลงตั้งแต่ปี 1989 มันคงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีนิสัยชอบจัดอันดับหนังประจำปีในเวลาต่อมา 555 และเราก็ชอบมากๆด้วยที่เพื่อนๆทำอันดับหนังประจำปีของตนเอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า หนังที่เราชอบ บางทีมันไม่ได้รางวัล หรือมันไม่ได้ขึ้นอันดับหนึ่งของนิตยสารหนัง หรือของนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ แต่เราทุกคนก็สามารถให้หนังที่เราชอบ “ขึ้นอันดับหนึ่ง” ในลิสท์ของตนเองได้ หนังอย่าง 30 YEARS OF ADONIS (2017, Scud) คงไม่ติดโผอันดับของนักวิจารณ์หลายคน แต่เราก็สามารถให้มันติดลิสท์ของเราได้

ตอนนี้ก็เลยคิดว่า จะลองบันทึกอันดับเพลงของตัวเองเมื่อ 30 ปีก่อน ลงไว้ในที่นี้ด้วย เพราะเราจดมันไว้ด้วยดินสอ และตอนนี้มันก็จางจนอ่านแทบไม่ออกแล้ว ก็เลยคิดว่า เราจดบันทึกมันไว้ในคอมพิวเตอร์ด้วยน่าจะดีกว่า เหมือนเป็นการ digitalize diary ของตัวเอง

ใครเคยทำอะไรแบบนี้ ก็เล่าให้ฟังกันบ้างก็ได้นะ

WEEK 1 1 JAN-7 JAN 1989

1.I SHOULD BE SO LUCKY – Kylie Minogue

2.IT’S THE LOVER (NOT THE LOVE) – Tiffany

3.ESCAPE 3:00 AM – Shohjo-Tai

4.ONLY IN MY DREAMS – Debbie Gibson

5.KITCHEN PATROL – Shohjo-Tai

6.ALL THIS TIME – Tiffany

7.DROP THAT BOMB – Tiffany

8.SHAKE YOUR LOVE – Debbie Gibson

9.RADIO ROMANCE – Tiffany

10.FOOLISH BEAT – Debbie Gibson

Monday, December 31, 2018

DEAD AIR + OTW


DEAD AIR สิ้นลม (2018, Weerapat Emprasertsuk, 17min, A+30)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

งดงามสุดๆ หนังจับภาพหมาตัวนึงที่ดูเหมือนนอนหายใจร่อแร่ ใกล้ตาย ตัดสลับกับภาพแมกไม้ต่างๆที่บางทีก็หยุดนิ่ง บางทีก็ไหวติงอยู่ไกลๆ และช่วงครึ่งหลังของหนังก็กลายเป็นภาพมินิมัลของเส้นต่างๆที่ไหวติงไปเรื่อยๆ

หนังเหมือนเป็นการใคร่ครวญถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ซึ่งถ้ามองในด้านนี้ หนังก็จะมีจุดที่คล้ายกับ IN A BLUR OF DESIRE (2007, Araya Rasdjarmrearnsook) ที่จับภาพช่วงเวลาสุดท้ายของสัตว์ใกล้ตาย แต่ดีที่หนังเรื่องนี้กับวิดีโอของ Araya ใช้วิธีการที่แตกต่างกันไป

DEAD AIR มีพลังสะกดจิตสูงมาก เราชอบทั้งช่วงครึ่งแรกและครึ่งหลังของหนัง เราว่าช่วงครึ่งแรกของหนังเลือกเฟรมภาพได้งามมากๆ ซีนแมกไม้แต่ละซีนถ่ายออกมาได้งามมาก โดยเฉพาะซีนที่มีกิ่งไม้ไหวติงอยู่ไกลๆ เราว่าซีนนั้นเลือกถ่ายมาได้ดีมาก

ช่วงครึ่งหลังของหนังก็เป็นมรณานุสติที่ดีมากๆ

คุณ Weerapat เคยกำกับ MOTHER EARTH (2014, 16min) ซึ่งเป็นหนังที่เราชอบสุดๆเหมือนกัน

ดู MOTHER EARTH ได้ที่นี่


OTW เพื่อน (ตาย) ร่วมทาง (2018, Nuttapol Sirirojjanananont, 23min, A+30)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

Cult จริงๆ 555 จริงๆแล้วอยากให้ช่วงกลางเรื่อง ที่เป็นตัวละครหนี มันยาวกว่านี้ หรือลุ้นระทึกกว่านี้ ส่วนการหักมุมในช่วงท้ายเรื่อง เราว่ามันดูมีความลักลั่นบางอย่าง เพราะมันถูกใส่เข้ามาเหมือนเพื่อ “หักมุม” ตามสิ่งที่หนัง genre นี้มักทำกัน แต่มันเหมือนไม่ได้ถูก hint มาก่อนหน้านี้อย่างดีพอ

TAKASHI MAKINO


THE LOW STORM (2009, Takashi Makino, Japan, 15min, A+30)

เสียงพายุ, ภาพของคลื่นทะเล, ภาพของนกบิน, ภาพของนกบินท่ามกลางพายุที่เกิดจาก visual effects เหล่านี้คือสิ่งที่จะพบได้ในหนังเรื่องนี้

รู้สึกว่า Takashi Makino เก่งมากในการเลือก “โทนสี” สำหรับหนังเรื่องต่างๆ ของเขา เหมือนหนังเรื่องต่างๆของเขามันไม่มีเนื้อเรื่องอยู่แล้ว มันมีแต่ภาพกับบรรยากาศ ซึ่งสิ่งนี้อาจจะคล้ายกับหนังของ Teeranit Siangsanoh แต่หนังของ Teeranit จะไม่มีการใช้ visual effects ในขณะที่ Makino จะปรับโทนสีของแต่ละซีนให้ออกมาดูงดงามสุดๆในหนังเรื่องต่างๆของเขา

หนังของ Takashi Makino เรื่องนี้ยังคงงดงามเหมือนเรื่องอื่นๆ แต่เรื่องนี้ดูเหมือนจะมี “พลังสะกดจิต” น้อยกว่าเรื่องอื่นๆของเขา

INTER VIEW (2010, Takashi Makino, Japan, 23min, A+30)

หนักมาก เหมือน 10 นาทีแรกเป็นภาพจอสีฟ้าที่มีร่องรอยกระดำกระด่างปรากฏบนหน้าจอให้เห็นเป็นระยะๆ ท่ามกลางเสียงดนตรีที่หลอกหลอนสุดๆ แล้วพอเข้าสู่นาทีที่ 15 เราถึงเพิ่งเห็นภาพลางๆเหมือนกับวิวที่ถ่ายจากหน้าต่างรถไฟ ก่อนจะมีภาพนกบินหรือภาพอะไรอื่นๆตามมา

เป็นหนังที่ไปสุดทางอีกเรื่องนึงจริงๆ ชอบความไม่ประนีประนอมของมันมากๆ

GHOST OF OT301 (2014, Takashi Makino, Japan, 9min, A+30)

ช่วงครึ่งแรกของหนังนี่หลอกหลอนที่สุด ทั้งดนตรีประกอบ ทั้งภาพมันหลอกหลอนมากๆ แต่พอเข้าสู่ช่วงครึ่งหลัง เราถึงค่อยเห็นภาพลางๆของชาวบ้านฝรั่ง เหมือนกับเป็น found footage จากเมื่อ 50 ปีก่อน และดนตรีก็ค่อยๆผ่อนคลายลง

เหมือนเป็นการผสมผสานกันระหว่างความหลอกหลอนจาก SUSPIRIA (2018), การใช้ found footage แบบ Peter Tscherkassky และ music video FOREVER BLUE (1989) ของ Swing Out Sister


Sunday, December 30, 2018

WHY COLONEL BUNNY WAS KILLED (2010, Miranda Pennell, UK, 27min, A+30)


WHY COLONEL BUNNY WAS KILLED (2010, Miranda Pennell, UK, 27min, A+30)

1.ถึงแม้หนังจะตั้งชื่อเรื่องว่า WHY COLONEL BUNNY WAS KILLED แต่พอดูจบแล้ว เราก็ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใดว่า เพราะเหตุใดเขาถึงถูกฆ่า เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Colonel Bunny เป็นใคร และเหตุฆาตกรรมเขาเป็นอย่างไร เพราะหนังไม่ได้เล่าถึงเหตุการณ์นั้นเลย หนังไม่ได้พูดถึง Colonel Bunny อะไรเลยด้วย นอกจากว่ามีภาพถ่ายสถานที่แห่งหนึ่งปรากฏขึ้นมาในช่วงกลางของหนัง และมีคำเขียนไว้ใต้ภาพถ่ายนั้นว่า นี่เป็นจุดที่ Colonel Bunny ถูกฆ่า

2.หนังทั้งเรื่องเหมือนเป็นการผสมผสานองค์ประกอบสามอย่างเข้าด้วยกัน นั่นก็คือภาพถ่ายเมื่อราว 100 ปีก่อนของกองทหารอังกฤษในแถบอินเดีย/อัฟกานิสถาน/ปัญจาบ หรืออะไรทำนองนี้, เสียง voiceover ที่หยิบเอาบางส่วนจากหนังสือ AMONG THE WILD TRIBES OF THE AFGHAN FRONTIER (1908, Theodore Leighton Pennell) มาเล่าให้ผู้ชมฟัง และเสียง sound effects ที่ทรงพลังมากๆ

3.องค์ประกอบทั้งสามอย่างนี้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวสุดๆ และแต่ละองค์ประกอบก็ยอดเยี่ยมมากๆด้วย โดยในส่วนของภาพถ่ายนั้น กล้องมีการโฟกัสไปยัง background เลือนๆในบางภาพ ซึ่ง background เลือนๆนั้นเป็นรูปของคนรับใช้ชาวพื้นเมือง ซึ่งน่าจะเป็นชาวอัฟกัน/อินเดีย/ปัญจาบ

การเลือกโฟกัสอะไรแบบนี้ มันทำให้เกิดอารมณ์ thriller ขึ้นมาได้ดีมาก ในแง่นึงมันทำให้นึกถึงหนังเรื่อง TRAIN OF SHADOWS (1997, José Luis Guerin,Spain) ที่นำเอาฟุตเตจหนังเก่าที่ดูเหมือนไม่มีอะไรสลักสำคัญ มาสำรวจตรวจสอบ เพ่งพินิจพิจารณาใหม่ เพื่อดูว่ามันบ่งชี้ถึงเบาะแสการหายตัวไปของคนคนหนึ่งในทศวรรษ 1920 ได้หรือเปล่า  และมันทำให้นึกถึงหนังเรื่อง BLOW-UP (1966, Michelangelo Antonioni) ด้วย ที่เป็นการเอาภาพถ่ายสวนสาธารณะมาส่องขยาย เพื่อหาเบาะแสฆาตกรรมหรืออะไรทำนองนี้

4.เสียง voiceover ที่เป็นการเอาบันทึกในปี 1908 มาเล่าใหม่ ก็น่าสนใจมากๆ เพราะมันเล่าถึงความขัดแย้งด้านศาสนาตั้งแต่ปี 1908 ซึ่งพอได้ยินเรื่องราวความขัดแย้งในปี 1908 แล้ว มันก็เลยแทบไม่น่าประหลาดใจที่ Afghanistan จะกลายเป็นประเทศที่น่ากลัวสุดๆในอีก 100 ปีต่อมา

5.เสียง sound effects นี่ยอดเยี่ยมสุดๆ ออกแบบมาได้ดีงามมากๆ เพราะหนังทั้งเรื่องมันเป็น “ภาพนิ่ง” น่ะ เพราะฉะนั้นมันก็เลยต้องพึ่งพาการไหลเลื่อนของเสียง, การสร้างบรรยากาศความเคลื่อนไหวผ่านทางเสียง นี่แหละ ที่จะช่วยให้หนังเรื่องนี้มันดูไม่หยุดนิ่งได้

JANE, HAIRAT, MIA AND THE WHITE LION


JANE (2017, Brett Morgen, USA, documentary, A+30)
HAIRAT (2017, Jessica Beshir, Ethiopia/USA, 7min, A+30)
MIA AND THE WHITE LION (2018, Gilles de Maistre, France/South Africa, A+20)

ดูหนังเรื่อง HAIRAT ได้ที่นี่

ช่วงนี้อยู่ดีๆก็ได้ดูหนังเกี่ยวกับ “ความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า” 3 เรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็เลยเขียนรวบยอดไปเลย โดย JANE เป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับมนุษย์กับลิงชิมแปนซี, HAIRAT เป็นหนังเชิงกวีเกี่ยวกับมนุษย์กับไฮยีน่า ส่วน MIA AND THE WHITE LION เป็นหนัง fiction เกี่ยวกับเด็กสาวกับสิงโต

1.ชอบ JANE มากที่สุดใน 3 เรื่องนี้ เราทึ่งกับเรื่องราวใน JANE มากๆ รู้สึกว่า subject เป็นคนที่กล้าบ้าบิ่นแบบเดียวกับตัวละครใน KON-TIKI (2012, Joachim Ronning, Espen Sandberg, Norway) และ GORILLAS IN THE MIST (1988, Michael Apted)

ชอบการเรียนรู้ของ Jane Goodall ในระหว่างการทำงานด้วย ทั้งเรื่องวิธีการผูกมิตรกับลิง, การจัดการกับลิงหัวขโมย, การรักษาความปลอดภัยให้ลูก, การระบาดของโรคโปลิโอ และเรื่องที่หนักที่สุดคือเรื่องที่ลิงชิมแปนซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเองโดยแทบไม่มีเหตุผล ซึ่งมันเป็นอะไรที่ทำให้ทั้ง Jane และเราต่างก็ช็อคไปตามๆกัน คือ Jane คงพึ่งผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมา และอาจจะคิดว่าคงมีแต่มนุษย์ที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันได้แบบนั้น (เราก็คิดแบบเดียวกัน) แต่พอมาเจอลิงชิมแปนซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเองนี่ มันเป็นอะไรที่ทำให้เรามอง “ธรรมชาติ” แตกต่างไปจากเดิมมากๆ

2.HAIRAT เป็นหนังเชิงกวีเกี่ยวกับผู้ชายที่ผูกพันกับหมาไฮยีน่ามานาน 30 กว่าปี แต่แทนที่หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมาแบบ documentary เหมือน JANE หรือแบบ fiction เหมือน MIA AND THE WHITE LION หนังเรื่องนี้กลับเลือกที่จะไม่เล่าเรื่อง แต่แค่จับ moments ระหว่าง subject กับไฮยีน่าขณะอยู่ด้วยกัน ใส่บทกวีเข้าไปในหนัง และพยายามเน้นบรรยากาศของหนัง

คือถ้าเราดูหนังเรื่องนี้พร้อมกับหนังทดลองเรื่องอื่นๆ หนังเรื่องนี้อาจจะไม่โดดเด่นมากนัก แต่พอมาดูหนังเรื่องนี้ในเวลาไล่เลี่ยกับการดู JANE และ MIA เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า เรื่องราวประเภทเดียวกัน มันสามารถนำเสนอออกมาใน form หรือ style ที่แตกต่างกันได้ เราไม่จำเป็นต้องนำเสนอเรื่องราวแบบนี้ด้วยการเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมาก็ได้ และเราสามารถเพิ่ม layer อะไรอื่นๆซ้อนทับเข้าไปในหนังแบบนี้ได้ด้วย

3.MIA AND THE WHITE LION นี่เป็นหนังที่ทำให้เราทึ่งในแบบเดียวกับ PIHU (2018, Kapri Vinod, India, A+30) คือทึ่งในแง่ที่ว่า มันถ่ายทำกันได้ยังไง คือ PIHU เป็นหนังที่ถ่ายเด็กตัวเล็กๆขณะเผชิญกับอันตรายต่างๆนานาจากข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ส่วน MIA AND THE WHITE LION นี่ก็ให้เด็กๆคลุกคลีกับสิงโตตลอดเวลา และเราเดาว่ามันคงไม่ใช้ special effects สร้างภาพสิงโตขึ้นมาหรอกนะ มันคงใช้สิงโตจริงๆในการถ่ายทำน่ะแหละ และเราก็เลยทึ่งมากๆว่า มันถ่ายทำกันได้ยังไง คือถ้าให้เงินเราหลายล้านบาทในการแสดงหนังเรื่องนี้ เราก็คงต้องขอคิดหนักก่อนรับแสดงอยู่ดี กลัวว่าไม่ใช่แสดงอยู่ดีๆอีสิงโตเกิดตะปบหน้าเราขึ้นมา แล้วเราจะตบอีสิงโตกลับไปยังไง

จริงๆแล้วชอบทั้ง setting และการถ่ายทำใน MIA นะ เราว่า setting มันแปลกตาดีที่เป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงสิงโต เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอะไรแบบนี้อยู่บนโลกนี้ด้วย คือบ้ามาก ไปสร้างบ้านอยู่ในฟาร์มที่มีสิงโตเป็น 10-20 ตัววนเวียนอยู่รอบบ้าน คือมึงอยู่กันเข้าไปได้ยังไง  ส่วนการถ่ายทำก็น่าสนใจดี เพราะกล้องมันดูลื่นไหลมากๆ

แต่เรารู้สึกว่า MIA AND THE WHITE LION มันมีการ romanticize สัตว์ป่ามากเกินไปยังไงไม่รู้ คือถ้ามองหนังเรื่องนี้ด้วยสายตาของคดียิงเสือดำในไทย หนังเรื่องนี้ก็มีจุดยืนที่ถูกต้องมาก แต่เรารู้สึกว่าคนบางคนมัน romanticize สัตว์มากเกินไปน่ะ และหนังเรื่องนี้ก็อาจจะดูเหมือนเข้าข่ายนั้นอยู่บ้าง ซึ่งต่างจาก JANE, HAIRAT และ GRIZZLY MAN (2005, Werner Herzog) ที่ subjects ของหนังมีความหลงใหลในสัตว์ป่าอย่างรุนแรงก็จริง แต่ตัวหนังมันไม่ได้ปฏิเสธความโหดร้ายของสัตว์ป่าแต่อย่างใด

REWIND FORWARD (2017, Justin Stoneham, Switzerland, documentary, 24min, A+30)


REWIND FORWARD (2017, Justin Stoneham, Switzerland, documentary, 24min, A+30)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่

หนังสารคดีที่เราเคยพลาดดูที่ Reading Room เพราะเราป่วยในวันที่หนังฉาย โชคดีที่หนังเรื่องนี้มีให้ดูใน VIMEO

เราชอบดูหนังแบบนี้ เพราะเราเป็นคนที่ป่วยด้วยโรคต่างๆเกือบตลอดเวลา ทำให้ไม่มีกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไป พอได้มาดูหนังเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคต่างๆที่หนักหนาสาหัสกว่าเราหลายเท่า มันก็เลยทำให้เราพอมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง

ดูแล้วก็รู้สึกว่า ชีวิตมนุษย์มันหนักหนาสาหัสจริงๆ ตัวแม่ของผู้กำกับนี่ดูสวยสดใส ชีวิตดีงามเพียบพร้อมมากๆ แต่อยู่ดีๆก็เป็น brain stroke ขึ้นมาทั้งๆที่ยังอยู่ในวัยสาว แล้วหลังจากนั้นร่างกายก็เป็นอัมพาตซีกขวา และพิการไปเลยตลอดชีวิต ลูกชายกับลูกสาวบางคนก็ไม่อยากดูแลแม่อีกต่อไป ชีวิตคนเรานี่มันไม่แน่นอนจริงๆ

ผู้กำกับเหมือนมีตราบาปฝังใจมานานหลายปี เพราะเขาเคยเจอตา, ยาย, แม่ (ที่พิการ) โดยบังเอิญในวันหนึ่ง แต่เขาก็ขี่จักรยานผ่านเลยไป ไม่ยอมทัก และการที่เขาตัดสินใจไม่ยอมทักในวันนั้น มันก็เลยเหมือนเป็นตราบาปฝังในใจเขา

TRANQUIL (2007, Takashi Makino, Japan, 19min, A+30)


TRANQUIL (2007, Takashi Makino, Japan, 19min, A+30)

หนังสะกดจิตขั้นสูงมาก เหมือนภาพในหนังเป็นแค่ภาพแมกไม้มืดๆที่นำมา superimposed กับภาพสายน้ำมืดๆ และเหมือนจะมีเงาของพระจันทร์อยู่ในสายน้ำ ท่ามกลางเสียงดนตรีที่หลอกหลอนสุดๆ แต่หนังสามารถทำให้ภาพและเสียงเหล่านี้กลายเป็นอะไรที่ทรงพลังมากๆไม่แพ้หนังของ Enzo Cillo, Scott Barley, Philippe Grandrieux และ Tanatchai Bandasak

แต่เราคิดว่าถ้าหากตัด visual effects ทางด้านภาพและเสียงใน TRANQUIL ออกไปให้หมด เราก็อาจจะได้หนังของ Teeranit Siangsanoh 555 เพราะภาพแมกไม้ในหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึง HOME COMPUTER (2011, Teeranit Siangsanoh, 19min), ภาพสายน้ำมืดๆในหนังเรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึง “ชลลดาและหน้าหนู (2015, Teeranit Siangsanoh) ส่วนภาพพระจันทร์หรือแสงสว่างอะไรสักอย่างในหนังเรื่องนี้ ก็ทำให้นึกถึง (..........) (2012, Teeranit Siangsanoh, 35min)

FRIENDLY DISCORD PROGRAM YEAR 2


Films in FRIENDLY DISCORD program YEAR 2           

1.VICIOUS CIRCLE วงจรอุบาทว์ (Ajmal Rerngsamut, A+30)

เนื้อหาแรงมาก ชอบความ feel bad ของหนังมากๆ หนักจริงๆ ชอบการเล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลาด้วย แต่จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องแบบเป็นเส้นตรงก็ได้นะ เพราะเนื้อหามันรุนแรงมากอยู่แล้ว แต่การเล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลามันทำให้หนังสนุกขึ้น และผู้ชมต้องตั้งใจดูหนังมากยิ่งขึ้น

2.ONE MORE TIME (Sutthikan Puntawee, Sakaowrat Weerawutikrai, Chefadia Chearwae, A+30)

หนังเลสเบียนมุสลิม ชอบความเข้มแข็งและมั่นใจของนางเอก สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นมากในหนังเรื่องนี้ก็คือว่า กลุ่มนักแสดงวัยเด็กกับกลุ่มนักแสดงวัยผู้ใหญ่นี่หน้าตาไม่เหมือนกันเลย ไม่รู้ว่าตั้งใจให้ตลกหรือเปล่า แต่ชอบมากๆที่หนังไม่แคร์เรื่องความสมจริงด้านหน้าตาในจุดนี้

3.45 องศา DOG EYE’S VIEW (Chanatip Thongjun, Astapon Piriya, A+30)

ชอบวิธีการเล่าเรื่องผ่านสายตาของสุนัข

4.OUR WAR ความแตกร้าว (วาลิด นาวินพัฒนรัตน์, ชมพูนุช ทองแป้น, อัสรีนา อารง, A+30)

หนังเดือดมาก เรื่องวัยรุ่นชายทะเลาะกันเพราะการล้อเลียนด้านศาสนา หนังถ่ายทอดอารมณ์คุกรุ่น ปะทุ เหมือนมีเชื้อไฟในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี

5.LINE (วิภาวนี อักษรชู, A+30)

หนังเกย์มุสลิม จริงๆแล้วรู้สึกว่าหนังมีจุดที่ไม่น่าพอใจอยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็น guilty pleasure เรื่องนึงประจำปีนี้ เพราะเหตุการณ์บางอย่างในหนังเป็นสิ่งที่เคยเกิดกับตัวเราตอนเป็นวัยรุ่น

6.อาลิส (นูรฮายาตี ยูโซ๊ะ, คัสมีนี วานิ, A+25)

สาวมุสลิมอยากเล่นฟุตบอล แต่โดนชาวบ้านบางคนครหานินทา ชอบที่หนังหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูด

7.KAWAE KAWAN (ซูไฮมี ยะโกะ, A+25)

ชอบความเป็นธรรมชาติของหนังเรื่องนี้มากๆ ชอบที่หนังแทบไม่มี conflict อะไรเลยด้วย เพราะเนื้อเรื่องพูดถึงหนุ่มมุสลิมจากกรุงเทพที่ย้ายมาภาคใต้ และเขาพูดภาษายาวีไม่ได้ เพื่อนๆใหม่ของเขาก็เลยค่อยๆสอนภาษายาวีให้เขา เราชอบมากที่หนังเลือกที่จะนำ “เรื่องราวในชีวิตประจำวัน” มาเล่า โดยไม่พยายามใส่ conflicts เข้าไปเพียงเพื่อให้เข้ากับรูปแบบของหนังทั่วๆไป

8.สัมผัสที่อบอุ่น (อับดุลการีม หะมะ, อิรฟาน รีดน, เฟอร์ดินันด์ ยือโร๊ะ, A+5)

เรื่องของหนุ่มมุสลิมจากกรุงเทพที่ย้ายมาอยู่ภาคใต้พร้อมด้วยความรู้สึกหวาดระแวงเหตุร้ายแรงตลอดเวลา เราว่าหนังมีส่วนคล้าย “KAWAE KAWAN” แต่เรื่องนี้ดูไม่เป็นธรรมชาติมากเท่า KAWAE KAWAN

9.สะพานแห่งศรัทธา (ซาการียา แม, A+)

10.สติ (ฮาฟิช หละบิลลา, A-)

SANGNUAL LAP PROGRAM


Films seen for the first time in the program “HERE AND NOWADAYS, WE ARE AT THE MOMENT RIGHT NOW” at Sangnual Lap

1.FRIENDSHIP ENDED WITH MUDASIR  NOW SALMAN IS MY BEST FRIEND (Tewprai Bualoi, A+30)

เหมือนเป็นการเล่าเรื่อง 6 ต.ค. 2519 โดยใช้สัญลักษณ์ต่างๆ โดยเลียนแบบวิธีการสร้าง meme ใน internet ชอบการพูดถึง “กลุ่มนวพล” ที่มีบทบาทในช่วง 6 ต.ค. 2519 โดยการใช้ภาพของนวพลมากๆ ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง 555

2.STORIES IN MY DRUGSTORE (Rattakhate Puksuk, A+30)

เป็นหนังทดลองที่นำเสนอภาพอะไรก็ไม่รู้ เข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับเครื่องบดยา และภาพที่เราเห็นในหนังก็ดูเป็นนามธรรมมากๆ ประหลาดมากๆ ดูไม่ออกจริงๆว่ามันคือภาพอะไร

แต่เราชอบหนังแบบนี้มากๆ ในแง่นึงมันก็คือหนังกลุ่ม “กระทำชำเราฟิล์ม/วิดีโอ” แบบหนังอย่าง “หมาแดงบ่ไซ” (1999, Phaisit Phanphruksachat), DAMAGED UTOPIA (2013, Chulayarnnon Siriphol), C REGENERACIONES (1999, Antoni Pinent, Spain) และ WHAT THE WATER SAID NOS. 13 (1997-1998, David Gatten) น่ะ ที่ศิลปินมักจะนำฟิล์ม/วิดีโอไปผ่านกระบวนการพิลึกพิลั่นต่างๆ เพื่อให้ได้ภาพแปลกๆออกมา

3.NI R A Su Ni R A n- (Aka Tongpunt, A+25)

เนื้อหาของหนังอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวในกลุ่มเพื่อน ซึ่งคนนอกดูแล้วคงไม่เข้าใจ แต่ก็ชอบ form หรือ style ของหนังมากๆ เพราะหนังเรื่องนี้ใช้ voiceover เป็นเสียงคนอ่านนิราศ ที่เราฟังแล้วก็ไม่รู้เรื่อง  ส่วนภาพที่เห็นในหนังก็เป็นเหมือนบันทึกกิจกรรมของกลุ่มเพื่อน แต่มีการตกแต่งภาพด้วยตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นและสไตล์เก๋ๆต่างๆ ทำให้ดูเพลินๆได้

4.THE DEATH OF THE OTHER (Karnchanit  Posawat, A+25)

เหมือนหนังแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกเป็นการพูดถึงกิจกรรมเช็งเม้งและความตาย ส่วนที่สองเป็นการบันทึกภาพวิวทิวทัศน์ในเยอรมนี ถ้าเข้าใจไม่ผิด

ชอบช่วงกลางมากๆ ตอนที่มันจะตัดจากช่วงแรกเข้าสู่ช่วงที่สอง โดยช่วงนี้เป็นภาพถ่ายกลุ่มเครือญาติทื่ยืนกันอยู่ที่ฮวงซุ้ย ภาพนึงจะมีชายหนุ่มยืนด้วย แต่อีกภาพจะไม่มีชายหนุ่มยืนอยู่ด้วย และมีการเลือนภาพทั้งสองเข้าหากัน เราว่าช่วงนี้ดูงดงามมากๆ

จริงๆแล้วเหมือนมีหนังสั้นไทยหลายเรื่องที่พูดถึงกิจกรรมเช็งเม้ง โดยเฉพาะหนังอย่าง “ในหนึ่งปีมีหนึ่งวัน” (ONCE IN A YEAR) (2014, Teeraphan Ngowjeenanan) เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบที่ THE DEATH OF THE OTHER มันใส่ part ของ Germany เข้ามาด้วย เพราะมันช่วยให้หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่น แตกต่างไปจากหนังสั้นไทยเรื่องอื่นๆที่นำเสนอกิจกรรมเดียวกัน

5.LAST ACT CALLED LOVE (Aim Thavornsiri, A+25)

ไม่สามารถบรรยายอะไรใดๆได้ 555

6.THE PILLOWMAN CAN ONLY DREAM (Quinn Lum, Singapore, A+15)

7.THE LIGHTS WENT OUT (Adar Ng, Singapore, A+15)

8.“SHINING” FROM THE SERIES OF PHOTOGRAPHY “LOOK OVER (THROUGH THE PARALLEL UNIVERSE)” 2017-2018 (Au Tammarat, A+15)

9.IN LOVE BUT SUFFER (Anukul Chueamon, A+10)