Sunday, October 12, 2025

DRACULA VS. RESURRECTION

 

FILMS SEEN ON FRIDAY OCTOBER 10, 2025

 

ในวันศุกร์เราได้ดูหนังไปแค่ 3 เรื่อง

 

เนื้อหาข้างล่างนี้มี SPOILERS ของ DRACULA (Radu Jude) และ RESURRECTION นะคะ

 

เรียงตามลำดับการดู

 

1. THE SMASHING MACHINE (2025, Benny Safdie, 123min, A+30)

 

นึกว่า A CELEBRATION OF MALE BODIES ไม่สามารถละสายตาจาก “กล้ามเนื้อต้นขา” ของดาราชายในหนังเรื่องนี้ได้เลยค่ะ ฟินที่สุด

 

2. DRACULA (2025, Radu Jude, Romania, 170min, A+30)

 

2.1 กราบตีนมาก ๆ ดูแล้วนึกว่ารวมผู้กำกับหนังเยอรมัน 3 คนไว้ในตัวคนคนเดียว 5555 ซึ่งได้แก่

 

2.1.1 ความกะหรี่แตกของ Rosa von Praunheim

 

2.1.2 ความการเมือง + เทคโนโลยีด้านภาพและภาพเคลื่อนไหว ของ Harun Farocki

 

เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนสำรวจ “ความเป็นไปได้ของการใช้ AI images ในภาพยนตร์” และสำรวจสื่อภาพเคลื่อนไหวในยุคปัจจุบันอย่างเช่น Tiktok ด้วย

 

2.1.3 ความร้อยเรียงเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกัน แบบในหนังของ Alexander Kluge

 

เหมือนโครงสร้างของ DRACULA ทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง THE POWER OF EMOTION (1983, Alexander Kluge, West Germany, A+30) มาก ๆ ที่เป็นการนำเอาเรื่องราวต่าง ๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรงราว 10-15 เรื่องมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน

 

ก่อนหน้านี้เราเคยดู CARICATURANA (2021, Radu Jude, A+30) แล้วเรารู้สึกว่า CARICATURANA มันมีความเป็น Alexander Kluge สูงมาก ๆ และพอเราได้ดู DRACULA เราก็เลยมั่นใจว่า Radu Jude มีความเป็น Kluge ผสมอยู่ในตัวสูงจริง ๆ

 

2.2 ชอบเรื่องราวต่าง ๆ หลาย ๆ เรื่องมาก ๆ ซึ่งเรื่องราวบางเรื่องเหมือนอาจจะเกี่ยวข้องกับตำนาน Dracula โดยตรงหรือโดยอ้อม อย่างเช่น

 

2.2.1 เรื่องราวของ “ความอยากเป็นอมตะ” ของคนยุคปัจจุบัน โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์

 

2.2.2 เรื่องราวของ “ธุรกิจ” ที่เหมือนเอารัดเอาเปรียบทั้ง “พนักงาน” และ “ลูกค้า”

 

2.2.3 เรื่องราวของ “ม็อบศาลเตี้ย” คือภาพของกลุ่มคนที่ตามไล่ฆ่าตอกอกแดรคคูล่าในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงพวกม็อบศาลเตี้ยมาก ๆ

 

2.2.4 การใช้ AI ซี่งทำให้เราไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้เปรียบเทียบ AI กับ Dracula ในแง่นึงด้วยหรือเปล่า เพียงแต่ว่า AI ไม่ได้สูบเลือดสูบเนื้อ แต่สูบข้อมูลจากมนุษย์เพื่อมาหล่อเลี้ยงตัวเอง

 

2.2.5 เรื่องราวของคู่รักที่อาจจะถือได้ว่ามีการ exploit กันหรือเปล่า เพราะฝ่ายชายไม่บอกฝ่ายหญิงตั้งแต่แรกว่าตนเองมีลูกมีเมียแล้ว

 

2.2.6 การนำตำนาน DRACULA มาพลิกกลับหัวกลับหาง เพราะในตำนานเดิมนั้น “ศาสนา” เป็นฝ่ายดี แต่เรื่องเล่าย่อยในหนังเรื่องนี้ “ศาสนา” เป็นฝ่ายผู้ร้าย เป็นฝ่ายที่ทำร้ายประชาชน ซึ่งก็เข้ากับแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาปกครองโรมาเนียหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

 

2.2.7 เรื่องราวของ Vlad the Impaler ต้นกำเนิดของ Dracula ที่แนวคิดทางการเมืองอันโหดเหี้ยมของ “เผด็จการ” รายนี้ ยังคงสะท้อนให้เห็นได้ในนักการเมืองยุคปัจจุบัน ทั้ง “ความคลั่งชาติ” และ “ความคลั่งจารีต”

 

2.2.8 เรื่องของการเปรียบเทียบ Dracula กับ “นายทุนหน้าเลือด”

 

2.2.9 เรื่องของ “ค่ารักษาพยาบาล” ที่แพงจนผู้ป่วยไม่มีเงินจ่าย

 

2.2.10 บริษัทที่หลอกให้คนมาซื้อหุ้น แล้วบริษัทก็หายสาบสูญไป

 

2.2.11 โฆษณาสินค้าต่าง ๆ ที่พยายามสูบเงินจากผู้ชม

 

2.2.12 ผู้สร้างภาพยนตร์ ที่อาจจะพยายามดึงดูดผู้ชม โดยผ่านทาง  “ฉากอีโรติก” และ “love story” ซึ่งในแง่หนึ่งเราก็รู้สึกว่า ผู้สร้างภาพยนตร์พยายามสูบเอาอะไรบางอย่างจากตำนาน Dracula มาใช้ประโยชน์ 55555

 

2.3 ชอบที่หนังเหมือนใส่เรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำนาน Dracula เข้ามาด้วย อย่างเช่น

 

2.3.1 การเมืองยุคปัจจุบัน ทั้งการเหยียดคนมุสลิม, ปัญหาอุยกูร์, โรฮิงญา, ความเหี้ยของรัสเซียในสงครามยูเครน

 

2.3.2 การล้อเลียนตำนานทางศาสนา ที่คำตรัสของพระเยซูกลายเป็นความจริง

 

2.3.3 เรื่องของคนเก็บขยะในโลกยุคปัจจุบัน ที่ซึ้งมาก ๆ คนเก็บขยะคนนี้ถูกเหยียดทั้งจาก

 

2.3.3.1 ชนชั้นกลาง ที่ฐานะดีกว่า, ถือว่าตัวเองมีความรู้สูงกว่า, มีรสนิยมดีกว่าคนอื่น ๆ

 

2.3.3.2 ครูหรือผู้บริหารโรงเรียน

 

2.3.3.3 ลูกสาวของตัวเอง

 

3. RESURRECTION (2025, Bi Gan, China, 160min, A+30)

 

3.1 งดงามที่สุด รู้สึกว่าหนังมัน “สวยงามหยดย้อย” ในแบบที่เข้าทางเราอย่างรุนแรง ดูแล้วรู้สึกดื่มด่ำกับมันอย่างสุดขีดมาก ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าหนังเรื่องนี้มันมีความเป็น “หนังทดลอง” สูงกว่าหนังเรื่องก่อน ๆ ของ Bi Gan อย่าง KAILI BLUES (2015, A+30) และ LONG DAY’S JOURNEY INTO NIGHT (2018, A+30)

 

หนังเรื่องนี้มันก็เลยเข้าทางเรา เพราะปกติแล้วเรามักจะไม่อินกับ “ตัวละคร” ใน narrative story ในหนังหลาย ๆ เรื่อง แต่เราจะอินกับหนังทดลองหลาย ๆ เรื่องที่ไม่ได้พยายามทำให้ผู้ชมอินไปกับตัวละคร เราก็เลยชอบจุดนี้ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

3.2 ไม่แน่ใจว่าหนังต้องการพูดถึงอะไรบ้าง แต่เรารู้สึกราวกับว่า หนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบการบรรยายของ Dennis Lim ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในประเด็น THE DEATHS OF CINEMA 55555 เพราะในการบรรยายครั้งนั้น Dennis Lim แสดงให้เห็นว่า ในอดีตช่วง 100 กว่าปีที่ผ่านมานั้น มีหลายครั้งหลายหนที่คนบางคนเคยเชื่อกันว่า “ภาพยนตร์” อาจจะตายแล้ว แต่ “ภาพยนตร์” ก็ถูก RESURRECT กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ทุกครั้ง ฆ่าไม่ตาย ถึงแม้จะต้องเผชิญกับ “โทรทัศน์”, “วิดีโอเทป” หรืออะไรต่าง ๆ

 

คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เรารู้สึกราวกับว่า หนังเรื่องนี้พูดถึง cinema ที่มีชีวิตอยู่มานานราว 100 กว่าปี เหมือนเป็น “แวมไพร์” ที่ฆ่าไม่ตาย เหมือนจะตายแต่ก็ไม่ตาย อยู่รอดต่อมาได้เรื่อย ๆ และภาพยนตร์ก็เหมือนกับ “แวมไพร์” ในแง่ที่ว่า ภาพยนตร์มีชีวิตอยู่ได้ “ท่ามกลางความมืด” ในโรงภาพยนตร์ และในบางครั้งภาพยนตร์ก็มีชีวิตอยู่ได้จาก “เลือดเนื้อของตัวละคร”

 

3.3 ชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนกับจะบอกว่า ในอดีตเมื่อราว 100 ปีก่อน ภาพยนตร์ถูกใช้แทนที่ “ฝิ่น” คือในยุคก่อนที่จะมีภาพยนตร์นั้น ความบันเทิงของคนจีนยุคนั้น อยู่ที่ “โรงฝิ่น” ที่ช่วยนำพาผู้คนเข้าสู่โลกของความฝัน แต่เมื่อภาพยนตร์ถือกำเนิดขึ้นในปี 1895 ภาพยนตร์ก็สามารถนำพาผู้คนเข้าสู่โลกของความฝันหรรษา แทนที่ฝิ่นได้ และในความฟุ้งฝันนี้ logic อะไรต่าง ๆ ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป

 

3.4 ชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้มีความเป็น cinephile สูงมาก เพราะหนังเรื่องนี้ประกอบด้วยเรื่องราวย่อย ๆ ที่เหมือนทำให้นึกถึงหนังใน genre ต่าง ๆ กันไป อย่างเช่น

 

3.4.1 ช่วงของดวงตา เป็นหนังเงียบ หนัง German Impressionist หนังของ Georges Melies หนังของ Rene Clair หนังยุคโบราณที่ถ่ายให้เห็นฉากกว้าง ๆ แบบไม่โฟกัสตัวละคร

 

3.4.2 ช่วงของหู “หนังเสียง” หนังฟิล์มนัวร์ โดยเฉพาะ THE LADY FROM SHANGHAI (1947, Orson Welles)

 

3.4.3 ช่วงของ “ลิ้น” หรือช่วงของ “The Spirit of Bitterness” นี่เราไม่แน่ใจว่ามันต้องการพาดพิงถึงหนัง genre อะไร แต่เราก็ชอบช่วงนี้มาก ๆ หรือว่ามันพาดพิงถึง “หนังชีวิตรันทด” หลังสงครามโลกครั้งที่สองเหรอ 55555

 

สิ่งที่ชอบมาก ๆ ในช่วงนี้คือการสะท้อนแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ยุคนั้นที่ต่อต้านศาสนาอย่างรุนแรง มีการโค่นล้มจารีตประเพณีเก่า ๆ อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

3.4.4 ช่วงของ “จมูก” นี่ทำให้เรานึกถึง PAPER MOON (1973, Peter Bogdanovich) โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

3.4.5 ช่วงของมือ ช่วงที่เป็น long take นี่เราก็ไม่แน่ใจว่าต้องการพาดพิงถึงหนัง genre อะไรโดยเฉพาะเจาะจงหรือเปล่า แต่มันก็ทำให้นึกถึง “หนังโรแมนติกที่ใช้ฉากหลังเป็น criminal world” อย่างเช่น FALLEN ANGELS (1995, Wong Kar-wai) และ SUZHOU RIVER (2000, Lou Ye)

 

3.4.6 ช่วงของสมอง ข่วงนี้ทำให้นึกถึง "ภาพพิกเซล"

 

3.5 เหมือน RESURRECTION นี่สะท้อนถึงทั้ง “พัฒนาการทางภาพยนตร์” และ “ความเปลี่ยนแปลงในประเทศจีน” ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาควบคู่ไปด้วยกัน

 

3.6 ตอนนี้เราตอบไม่ได้ว่าเราชอบหนังเรื่องไหนของ Bi Gan มากที่สุด เพราะเราชอบ KAILI BLUES และ LONG DAY’S JOURNEY INTO NIGHT อย่างสุดขีดคลั่งเหมือน ๆ กัน เหมือนเราชอบหนัง 3 เรื่องนี้พอ ๆ กัน

 

พอดูหนังของ Bi Gan มาได้ 3 เรื่อง ตอนนี้เราก็ขอยกให้เขาเข้าชิงตำแหน่ง ONE OF MY MOST FAVORITE CHINESE DIRECTORS OF ALL TIME ไปเลย เหมือนตอนนี้ถ้าหากถามว่าเราชอบผู้กำกับหนังจีนคนไหนมากที่สุด เราก็คงตอบว่า Wang Bing, Bi Gan และ Jia Zhangke มั้ง (ไม่รวมผู้กำกับไต้หวันและฮ่องกงนะ)

 

แต่เรายังไม่เคยดูหนังของผู้กำกับหนังจีนอีกหลายคนนะ อย่างเช่น Zhang Lu, Fei Mu, Xie Jin ส่วน Tian Zhuangzhuang, Wang Xiaoshuai, Lou Ye, Zhang Yuan, Pema Tseden นั้นเราก็ชอบหนังของพวกเขามากๆ แต่อาจจะไม่เท่ากับ Wang Bing, Bi Gan และ Jia Zhangke

++++

 

วันอาทิตย์นี้รอบแรกของวันเป็น UNTIL THE END OF THE WORLD ปะทะ KWAIDAN ปะทะ RESURRECTION ปะทะ มือปืน ปะทะ THE SQUARE ปะทะ THE FOX KING ซึ่งก็เลยทำให้เราตัดสินใจเลือกได้ง่ายมากว่าจะดูหนังเรื่องอะไร เพราะในบรรดาหนัง 6 เรื่องนี้มีอยู่แค่เรื่องเดียวเท่านั้นที่เราไม่เคยดูมาก่อนเลยในชาติภพนี้

 

Edit เพิ่ม: เรายังไม่เคยดู UNTIL THE END OF THE WORLD เวอร์ชั่น 4 ชม.กว่านะ เคยดูแต่เวอร์ชั่น 2 ชั่วโมงกว่า แต่ก็ถือได้ว่าเป็นหนังที่เคยดูไปส่วนหนึ่งแล้ว 55555

Saturday, October 11, 2025

SINGLE. A RECORD IS BEING PRODUCED (1980, Harun Farocki, documentary, 49min, A+30)

 

กราบขอบพระคุณหนังเรื่อง SINGLE. A RECORD IS BEING PRODUCED (1980, Harun Farocki, documentary, 49min, A+30) ที่ทำให้เราได้รู้จักวง Witchcraft ซึ่งน่าจะเป็นวงดนตรีที่ถูกลืมจากเยอรมนี เราไม่เคยรู้จักวงนี้มาก่อนเลย แต่เราชอบเพลง TIME TO LOVE ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

พอลองกูเกิลดู ก็พบว่าวงดนตรีวงนี้เป็นวงที่ถูกลืมจริง ๆ เราไม่สามารถหาเพลง TIME TO LOVE ฟังได้เลย เจอแต่เพลง ONE WAY STREET ของวงนี้ในยูทูบ ซึ่งเราชอบมากๆ และก็เจออัลบั้ม OUTSIDE INN (1979) ของวงนี้ในยูทูบ

 

เท่ากับว่า หนังสารคดีเรื่องนี้ช่วยให้วงดนตรีที่หายสาบสูญไปตั้งแต่ปี 1980 หรือหายสาบสูญไปราว 45 ปี ได้กลับมาทำความรู้จักกับผู้ฟังหน้าใหม่อย่างเราได้สำเร็จ

++++

 

FILMS SEEN ON THURSDAY 9 OCT 2025

 

วันพฤหัสบดีเราได้ดูหนังแค่ 2 เรื่อง

 

เรียงตามลำดับการดู

 

1. I ONLY REST IN THE STORM (2025, Pedro Pinho, Portugal, 211min, A+30)

 

กราบตีนอย่างถึงที่สุด หนังเหมือนพาเราไปท่องเที่ยวสำรวจประเทศ Guinea-Bissau ซึ่งเป็นประเทศที่เราแทบไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลใด ๆ มาก่อน และหนังก็เหมือนวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของคนขาว, NGO, ทุนจีน ในแอฟริกาไปด้วย

 

รัก “ฉากร่วมรัก” ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ ได้ใจเราอย่างรุนแรงที่สุด เป็นฉากร่วมรักที่ทำให้เราฟินพอ ๆ กับในหนังของ Scud เลย น้ำแตกของจริง

 

เมื่อกี้ลอง google หาข้อมูลเพิ่มเติม ก็เลยพบว่า Guinea-Bissau เคยเป็นอาณานิคมโปรตุเกส, Guinea เฉย ๆ เคยเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส ส่วนประเทศ “กินีศูนย์สูตร” หรือ Equatorial Guinea เคยเป็นอาณานิคมสเปน

 

2. DRY LEAF (2025, Aleksandre Koberidze, Germany/Georgia, 186min, A+30)

 

นึกว่าหนึ่งในนิยามของ LIMITLESS CINEMA เพราะการดูหนังเรื่องนี้เหมือนช่วยผลัก “พรมแดนความเป็นไปได้ของภาพยนตร์” ในมุมมองของเราออกไปได้อีก นึกไม่ถึงว่า “ภาพยนตร์” ก็เป็นอะไรแบบนี้ได้ด้วย กราบตีนที่สุด

 

น่าจะเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่เตรียมเข้าชิงอันดับ 1 ของเราประจำปีนี้ แต่ต้องแข่งกับ HAPPYEND (2024, Neo Sora, Japan), THE BRUTALIST (2024, Brady Corbet, 216min), ABOUT NARRATION (1975, Harun Farocki, West Germany), BEFORE YOUR EYES – VIETNAM (1981, Harun Farocki, West Germany) และ INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY (1985, produced by Kraisak Choonhavan, documentary, 705min)

+++

 

เราเคยดูหนังของ Valie Export แค่เรื่องเดียวมั้ง ซึ่งก็คือเรื่อง SEEING SPACE AND HEARING SPACE (1974, A+30) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์

+++

ซื้อขนมปังชิ้นนี้ไว้เพื่อกะไว้กินก่อนดู RESURRECTION (2025, Bi Gan, China, A+30) รอบเวลา 19.15 น. ปรากฏว่าไม่มีเวลากิน ก็เลยต้องเก็บไว้กินตอน 23.15 น.แทน นี่แหละชีวิตประจำวันของ cinephile ในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ 55555

+++

 

เห็นเว็บไซต์ของ SF บอกว่าจะมี ASIAN SHORT FILM 2 มาฉายที่ CENTRAL WORLD ในวันอังคารที่ 14 ต.ค. รอบ 15.20 น. เราก็เลยคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เพราะตอนแรกเรากะจะดู KINKI ในรอบเวลานั้น แต่เห็นมีข่าวว่า GDH อาจจะนำ KINKI มาลงโรงฉายทั่วไปในไทยในเวลาต่อมา เพราะฉะนั้นเราก็เลยกะว่าอาจจะเปลี่ยนจากดู KINKI ไปดู ASIAN SHORT FILM 2 แทน เพราะมีหนังของ Lin Htet Aung และ Lee Yong Chao มาฉายด้วย

 

Asian short films competition 2

-A Part of Us Exposed (Jeanne Penjan Lassus)

-Honey, My Love, So Sweet (JT Trinidad)

-A Metamorphosis (Lin Htet Aung, Myanmar)

-Across the River (He Shengjie)

-Exit (Lee Yong Chao)

 

ON THE ROAD (2025, David Pablos, Mexico) เพิ่มรอบฉายที่ SF ในวันพุธที่ 15 ต.ค. รอบ 11.45 น. ด้วย ตอนนี้ดิฉันเริ่มลังเลว่าจะดู ON THE ROAD ในวันเสาร์ที่ 11 ต.ค.ดี หรือว่าจะดูในวันที่ 15 ต.ค.ดี

Friday, October 10, 2025

BAAN (2023, Leonor Teles, Portugal, 103min, A+30)

 

FILMS SEEN ON WEDNESDAY 8 OCT 2025

 

IN PREFERENTIAL ORDER

 

1. HOMEBOUND (2025, Neeraj Ghaywan, India, 119min, A+30)

 

ดูแล้วร้องห่มร้องไห้ ซาบซึ้งมาก ๆ ดูแล้วนึกถึงหนังสารคดีหลาย ๆ เรื่องของ Anand Patwardhan ที่เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพมาก ๆ เพราะหนังเรื่องนี้พูดถึงปัญหาในสังคมอินเดีย โดยเฉพาะการเหยียดมุสลิมและการเหยียดวรรณะ

 

2. BAAN (2023, Leonor Teles, Portugal, 103min, A+30)

 

รู้สึกว่าหนังยังไม่ประสบความสำเร็จในทาง “อารมณ์ความรู้สึก” เท่าไหร่ แต่ “ไอเดีย” ของหนังเรื่องนี้กินขาดมาก ๆ เพราะมันเป็นการให้ “กรุงลิสบอน” กับ “กรุงเทพ” รับบทเป็น “กรุงลิสบอน” เหมือนกัน (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) ดูแล้วก็เลยนึกถึงหนังอย่าง THAT OBSCURE OBJECT OF DESIRE (1977, Luis Bunuel, A+30) ที่ให้ดาราหญิงสองคนสลับกันเล่นบทตัวละครคนเดียวกันไปเรื่อย ๆ เพราะเราก็รู้สึกว่า THAT OBSCURE OBJECT OF DESIRE ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเราอย่างรุนแรงเท่ากับหนังเรื่องอื่น ๆ ของหลุยส์ บุนเยล แต่ “ไอเดีย” ของ THAT OBSCURE OBJECT OF DESIRE นั้นถือว่ากินขาดมาก ๆ

 

ตอนที่เราดู BAAN ช่วงแรก ๆ ของหนังเราก็งงมาก ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะการตัดสลับกรุงลิสบอนกับกรุงเทพตลอดเวลา ทำให้เราเห็นแต่ว่า ตัวละครพูดหรือทำอะไร แต่เราจับไม่ได้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น “ที่ไหน” และ “เมื่อไหร่” จนผ่านเข้าไปครึ่งเรื่องแล้ว เราถึงค่อยเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้มันตั้งใจหลอมรวมกรุงลิสบอนกับกรุงเทพเข้าด้วยกัน สถานที่ในหนังเรื่องนี้เลยกลายเป็นเหมือนกึ่ง ๆ fantasy place หรือเป็น mental landscape ตลอดเวลา

 

ชอบกลวิธีที่หนังใช้ในการหลอมรวมสถานที่ด้วย เพราะนอกจากหนังจะใช้ “การตัดต่อ” ที่เอาฉากตัวละครในลิสบอนกับกรุงเทพมาเรียงตัดสลับกันไปเรื่อย ๆ แล้ว หนังยังใช้วิธีอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น

 

2.1 ในฉากที่ตัวละครอยู่ในลิสบอน หนังจะใช้เพลงประกอบเป็นเพลงไทย

 

2.2 ในฉากที่ตัวละครอยู่ในลิสบอน ตัวละครจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการประท้วงในไทย

 

2.3 ในฉากที่ตัวละครอยู่ในกรุงเทพ ตัวละครจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองในโปรตุเกส

 

2.4 สิ่งของในประเทศไทย จะไปปรากฏอยู่ในลิสบอน และป้ายภาษาโปรตุเกส จะไปปรากฏอยู่ในบางสถานที่ในไทย

 

ก็เลยรู้สึกว่า นี่เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตเรา ที่เราได้เห็น “กรุงเทพ” รับบทเป็น “ลิสบอน” ในหลาย ๆ ฉาก เพราะก่อนหน้านี้เรามักจะได้เห็นแต่ “ประเทศไทย” รับบทเป็น “เวียดนาม” และ “กัมพูชา” ในหนังฮอลลีวู้ดหลาย ๆ เรื่อง แต่ไม่เคยเห็น “กรุงเทพ” รับบทเป็น “ลิสบอน” มาก่อน

 

Leonor Teles จงใจ tribute ให้ Wong Kar-wai และ Hou Hsiao-hsien ในหลาย ๆ ฉากด้วย

 

นอกจากไอเดียของหนังเรื่องนี้จะทำให้นึกถึง “ความเฮี้ยน” ของ Luis Bunuel แล้ว มันยังทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง THE BEAUTIFUL PRISONER (LA BELLE CAPTIVE) (1983, Alain Robbe-Grillet, A+30) ด้วย เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด เหตุการณ์ใน THE BEAUTIFUL PRISONER ก็เกิดขึ้นใน “หลายสถานที่” อย่างเช่นเกิดขึ้นใน บ้านเอ, คฤหาสน์บี, โรงแรมซี, etc. แต่หนังใช้ “ห้องห้องเดียว” ในการรับบทเป็นทั้งบ้านเอ, คฤหาสน์บี, โรงแรมซี อะไรทำนองนี้ เพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลก ๆ แต่ผู้ชมจะบอกไม่ได้ว่าอะไรที่ทำให้รู้สึกแปลก ๆ 55555

 

3. ORWELL: 2+2 = 5 (2025, Raoul Peck, France, documentary, 119min, A+30)

 

เป็นหนังที่พูดถึงทั้งสก็อตแลนด์, อังกฤษ, สหภาพโซเวียต, สงครามกลางเมืองสเปน, สหรัฐ, อิรัก, อัฟกานิสถาน, อิหร่าน, ยูเครน, เมียนมา, ไฮติ, สหรัฐอเมริกา แต่ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยโดยตรง

 

แต่เนื้อหาของหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงประเทศไทยมาก ๆ ประเทศที่ 2+2 = 5 ของจริง

 

เราเพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้ว่า ในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนนั้น ฝ่ายซ้ายของสเปนไม่ได้ต่อสู้กับ fascism เท่านั้น แต่ยังต่อสู้กับ “สายลับของสหภาพโซเวียต” ด้วย คือเป็น “ซ้ายฆ่าซ้าย” ด้วยกันเอง เพราะว่าสตาลินส่ง “สายลับโซเวียต” มาฆ่า Trotskyists หลาย ๆ คนในช่วงสงครามกลางเมืองสเปน น่าเศร้ามาก ๆ

 

อย่างไรก็ดี การได้ดูหนัง essay film เรื่องนี้หลังจากที่เราเพิ่งได้ดูหนังของ Harun Farocki ไปแล้วหลายสิบเรื่อง ทำให้เรารู้สึก “ไม่ค่อยว้าว” กับหนังมากเท่าที่ควร 55555

 

ตอนนี้เพิ่งได้ดูหนังของ Raoul Peck ไปแค่ 3 เรื่อง เราชอบ I AM NOT YOUR NEGRO (2016) เป็นอันดับหนึ่ง และชอบ THE YOUNG CARL MARX (2017) เป็นอันดับสอง

 

 

4. NEST (2022, Hlynur Pálmason, Denmark/Iceland, 22min, A+30)

++++

 

หนึ่งในฉากที่เราประทับใจมากที่สุดในปีนี้ อยู่ในหนังเรื่อง BEFORE YOUR EYES – VIETNAM (1981, Harun Farocki, West Germany, 114min, A+30)  ที่เพิ่งมาฉายที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN ซึ่งจริง ๆ แล้วมันคือ 3 ฉาก เป็น

 

THREE STEPS OF FALLING ASLEEP หรือ การผล็อยหลับ 3 ขั้นตอน

 

1. ฉากแรกเป็นฉากที่นางเอกเล่า+สาธิตให้พระเอกฟัง เรื่องที่เธอพยายามศึกษาเกี่ยวกับประเทศเวียดนาม เหมือนเธอไม่พบหนังสือภาษาเยอรมันที่พูดถึงเวียดนามได้อย่างถ่องแท้ เธอก็เลยต้องไปอ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศสเกี่ยวกับเวียดนาม ซึ่งนั่นก็เลยเป็นการบังคับให้เธอต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสไปด้วย

 

เนื่องจากเธอต้องการอ่านหนังสืออย่างรุนแรง เธอก็เลยตั้งใจว่าจะลดเวลานอนลงให้เหลือน้อยที่สุด เธอไม่ต้องการผล็อยหลับขณะอ่านหนังสือ เธอก็เลยเหมือนถือพวงกุญแจไว้ที่ปลายนิ้วมือ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เธอผล็อยหลับ ข้อมือก็จะหมดแรง พวงกุญแจที่คล้องไว้ที่นิ้วมือก็จะร่วงหล่นลงสู่พื้น เกิดเสียงดัง และทำให้เธอตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือต่อได้

 

2.ในช่วงต่อ ๆ มาของหนัง เราก็จะเห็นทหารอเมริกันในเวียดนามคนนึงทำแบบเดียวกัน เหมือนเขาประจำการถือปืนซุ่มอยู่ที่พุ่มไม้ และเขาต้องทำให้ตัวเองไม่ผล็อยหลับ เพราะถ้าหากเขาผล็อยหลับ พวกเวียดกงก็จะถือโอกาสมายิงเขาให้ตายได้ เราไม่แน่ใจว่าเขาใช้วิธีถือพวงกุญแจไว้ที่ปลายนิ้วมือเหมือนนางเอกหรือเปล่านะ แต่ฉากนี้แสดงให้เห็นว่า การผล็อยหลับนำมาสู่การถูกศัตรูฆ่าตาย ไม่ใช่แค่เสียเวลาอ่านหนังสือ

 

3. ในช่วงต่อ ๆ มาของหนัง เราก็จะเห็นทหารอเมริกันถือลูกระเบิดอยู่ที่ขั้นบันได เหมือนเขาถือระเบิดและใช้นิ้วเกี่ยวสลักระเบิดเอาไว้หรืออะไรทำนองนี้ แล้วพอเขาผล็อยหลับ ลูกระเบิดก็ร่วงตกลงมาตามขั้นบันได

 

เราชอบที่หนังใส่ 3 ฉากนี้เข้ามาในหนังมาก ๆ โดยไม่ได้ใส่เข้ามาแบบเรียงติดต่อกัน แต่เหมือนใส่เข้ามาในนาทีที่ 60, 75, 90 ของหนังอะไรทำนองนี้ เราว่าการใส่ฉากที่เชื่อมโยงกันเข้ามาในจังหวะที่ห่างกันแบบนี้ มันทำให้เกิด “สัมผัสคล้องจองแบบบทกวี” ได้ดี

 

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่า ทำไมเราถึงชอบทั้ง 3 ฉากนี้มาก ๆ เหมือนมันเป็นฉากที่สร้างความประทับใจให้เราและฝังใจเราอย่างรุนแรงมาก โดยที่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร

 

รูปไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ 55555

+++

 

วันศุกร์นี้ที่ SF CENTRAL WORLD ฉาย THE SMASHING MACHINE (2025, Benny Safdie, 123min) ที่โรง 5 รอบ 13.20 น. แล้วก็ฉาย DRACULA (2025, Radu Jude, Romania, 170min) ที่โรง 5 ต่อในรอบ 16.00 น.

 

ถือได้ว่า SF วางโปรแกรมหนังได้ฉลาดมากค่ะ จับทางถูกว่าคนดูหนังเทศกาลเขาต้องการอะไร 55555

 

 

Thursday, October 09, 2025

STORIES WITHIN STORIES IN RYUSUKE HAMAGUCHI'S FILMS

 

FILMS SEEN ON TUESDAY 7 OCT 2025

 

เรียงตามลำดับการดู

 

1. DONGJI RESCUE (2025, Hu Guan, Fei Zhenxiang, China, 133min, A+30)

 

ถือเป็นหนังที่เป็น “ขั้วตรงข้าม” ของ BEFORE YOUR EYES – VIETNAM (1981, Harun Farocki, West Germany, A+30) เพราะว่าในขณะที่ BEFORE YOUR EYES – VIETNAM “ต่อต้านการเร้าอารมณ์อย่างรุนแรง”  DONGJI RESCUE กลับทำทุกอย่างเพื่อ “เร้าอารมณ์ผู้ชมอย่างรุนแรง” ทั้งอารมณ์สนุกตื่นเต้นลุ้นระทึก, สะใจที่คนเลวถูกฆ่า, ซาบซึ้งจนร้องห่มร้องไห้, etc.

 

พอดูแล้วก็เลยรู้ตัวเองว่า เราชอบหนังทั้งสองแบบ ทั้งแบบ BEFORE YOUR EYES – VIETNAM และแบบ DONGJI RESCUE ถึงแม้ว่าหนังทั้งสองแบบนี้จะตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง 55555 คือรู้ทั้งรู้ว่า DONGJI RESCUE มันจงใจทำอะไรกับผู้ชมบ้าง แต่เราก็ยินยอมให้หนังเรื่องนี้ทำกับเราแต่โดยดี

 

2. THE LIMINAL SPACE (2025, Surasit Mankhong, video installation, 9min, A+30)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC

 

3. PLACING THE PLACE (2025, Prach Pimarnman, Rozee Haree, video installation, A+30)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC

 

4. ANONYMOUS LETTER... (2025, Melayu Living, mixed-media installation with video, A+30)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC

 

เรายืนดูวิดีโอนี้แค่ราว 5 นาทีนะ ดูแล้วอยากกินอาหารภาคใต้มาก ๆ แต่ไม่รู้ว่าตัววิดีโอจริง ๆ มีความยาวกี่นาที

 

5. ARCO (2025, Ugo Bienvenu, France, animation, 82min, A+30)

 

ชอบสีสันในหนังเรื่องนี้มาก ๆ และชอบสุด ๆ ที่หนังเรื่องนี้ “ไม่ได้โอ๋เด็ก” แบบหนังแอนิเมชั่นฝรั่งเศสบางเรื่องที่ชอบนำเสนอตัวละคร “เด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง” แล้วหนังก็ “ให้รางวัล” เด็กที่เอาแต่ใจตัวเองแบบนั้น โชคดีที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ไปในทิศทางนั้น

 

6. YOUNG MOTHERS (2025, Jean-Pierre Dardenne, Luc Dardenne, France/Belgium, 105min, A+30)

 

นึกว่า TRUE MOTHERS (2020, Naomi Kawase, Japan, A+30) ผสมกับละครทีวี MELROSE PLACE (1992-1999) เพราะหนังเรื่องนี้นำเสนอตัวละครหญิงแรง ๆ หลายตัวมารวมกัน

 

ชอบสุด ๆ ที่หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกว่า อุปสรรคไม่ได้เกิดจาก “ระบบสวัสดิการสังคม” แต่เกิดจากตัวละครแต่ละตัวเอง อย่างเช่น

 

6.1 เด็กสาวที่ขาดความรักความอบอุ่นจากแม่

 

6.2 เด็กสาวที่มีแม่ติดเหล้า ชอบใช้ความรุนแรงกับลูกสาว

 

6.3 เด็กสาวที่หวังจะพึ่งพาผัว แต่ผัวพยายามหลบหน้า

 

6.4 เด็กสาวที่ติดยาเสพติด

 

ฉากที่แม่จะตบลูกสาว แต่ลูกสาว “ต้านการตบ” ไว้ได้ทัน นี่ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES I SAW THIS YEAR เลย

 

++++

 

อยากให้มีคนทำ diagrams ของ “เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า” ในหนังของ Ryusuke Hamaguchi หรือเขียนบทความเกี่ยวกับประเด็นนี้ เพราะว่าพอเราดูหนังของเขาหลาย ๆ เรื่อง เราก็พบว่า หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากในหนังของเขา ก็คือการถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยการให้ตัวละครเล่า หรือพูด แต่ไม่แสดงภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องเล่านั้นให้ผู้ชมเห็นโดยตรง ผู้ชมต้องฟังจากปากของตัวละคร (หรืออ่าน subtitle text) แล้วจินตนาการภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามเรื่องเล่านั้นในหัวของตัวเอง

 

หนังของ Ryusuke Hamaguchi ที่เราได้ดู

 

1. LIKE NOTHING HAPPENED (2003, A+30)

 

ตัวละครที่แสดงโดย Ryusuke Hamaguchi เล่าเรื่องราวชีวิตของเขาสมัยเป็นเด็กนักเรียน ที่เขาเหมือนเคยมีส่วนร่วม bully เด็กผู้ชายคนนึง และเรื่องเล่านั้นส่งผลกระทบกระเทือนทางจิตใจต่อนางเอกมาก ๆ

 

2. PASSION (2008, 115min, A+30)

 

อันนี้ไม่ได้เป็นฉาก “เล่าเรื่อง” แต่เป็นฉากที่ตัวละครที่เป็นครูพูดคุยกันอย่างยืดยาวกับนักเรียนในห้องเรียน เกี่ยวกับนักเรียนชายคนนึงที่ฆ่าตัวตายไปเพราะถูก bully คนดูไม่ได้เห็นภาพผู้ตายหรือ flashback ของสิ่งที่เกิดขึ้นเลย แต่คนดูต้องจินตนาการภาพในหัวเอาเอง

 

3. I LOVE THEE FOR GOOD (2009, 58min, A+30)

 

อันนี้เหมือนไม่ได้มีฉากเล่าเรื่องยาว ๆ แต่อย่างใด ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

แต่เราสงสัยว่า หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจาก TESS OF THE D’URBERVILLES (1891, ประพันธ์โดย Thomas Hardy, A+30) หรือเปล่า 55555 เพราะตัวละครเทสส์ในนิยายก็ต้องการเขียนจดหมายสารภาพเรื่อง “ความไม่บริสุทธิ์” ของตนเองให้สามีได้อ่านในคืนแต่งงานเหมือน ๆ กัน (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ)

 

4. THE DEPTHS (2010, 121min, A+30)

 

อันนี้เหมือนไม่ได้มีฉากเล่าเรื่องยาว ๆ แต่อย่างใด ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

แต่เราสงสัยว่า หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากนิยาย DEATH IN VENICE (1912, ประพันธ์โดย Thomas Mann) หรือเปล่า 55555

 

5. INTIMACIES (2012, 255min, A+30)

 

ในหนังเรื่องนี้มี

 

5.1 นักแสดงละครเวทีชายคนหนึ่ง เล่าถึงประวัติชีวิตของตัวเองตอนเด็ก ที่พี่ชายของเขาเคยช่วยชีวิตเขาจากการจมน้ำ

 

5.2 เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “ชนเผ่าบันจี้จัมป์”

 

5.3 เนื้อหาของ “ละครเวที” ที่ซ้อนอยู่ในหนังเรื่องนี้

 

5.4 เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “รายการวิทยุที่รับแฟกซ์จดหมายรัก” (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) ที่อยู่ในละครเวที เพราะฉะนั้นเรื่องเล่านี้ก็เลยเป็น “เรื่องเล่าที่ซ้อนอยู่ในละครเวทีที่ซ้อนอยู่ในภาพยนตร์”

 

5.6 ตัวละครกะเทยในละครเวที ก็เล่าถึงประวัติชีวิตของตัวเอง

 

6. TOUCHING THE SKIN OF EERINESS (2013, 53min, A+30)

 

เหมือนไม่มีเรื่องเล่ายาว ๆ ในหนังเรื่องนี้นะ ถ้าหากเราจำไม่ผิด แต่มีเรื่องเล่านิดนึงเกี่ยวกับ “ปลาประหลาด”

 

7. STORYTELLERS (2013, documentary, 120min, A+30)

 

เหมือนเป็นหนังที่สะท้อนประเด็นนี้โดยเฉพาะ หนังเต็มไปด้วย “เรื่องเล่าที่ถ่ายทอดด้วยปาก” เพื่อให้ผู้ชมจินตนาการภาพในหัวเอาเอง

 

ถ้าจำไม่ผิด เรากลัวเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “เงา” ที่กระโดดออกจากบ้าน แล้วกระโดดข้ามภูเขา ในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เหมือนเราเชื่อว่านี่คือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง เป็น supernatural phenomenon ที่ไม่มีคำอธิบายใด ๆ อีกต่อไป

 

8. HAPPY HOUR (2015, 317min, A+30)

 

มีฉากที่ “นักเขียนสาว” อ่านเรื่องแต่งของเธอให้ผู้ชมในฮอลล์ฟัง เป็นเรื่องแต่งเกี่ยวกับเพื่อนที่แอบหลงรักเพื่อนระหว่างไปทัศนศึกษามั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

9. HEAVEN IS STILL FAR AWAY (2016, 38min, A+30)

 

มีฉากที่ตัวละครเล่าเรื่อง “การวิ่งซนในวัยเด็ก จนชนของล้มพังพินาศ” และ “การเดินไปโรงเรียนในวัยเด็ก พร้อมกับจับมือน้องสาวไปด้วย” ซึ่งก็เหมือนกับในทุก ๆ เรื่องของ Hamaguchi ที่ผู้ชมจะไม่เห็นภาพ flashback แต่ต้องจินตนาการภาพในหัวด้วยตัวเอง

 

10. WHEEL OF FORTUNE AND FANTASY (2021, 121min, A+30)

 

มีฉากที่ผู้หญิงอ่านเรื่องราวอีโรติกให้อาจารย์ชายฟัง

 

11. DRIVE MY CAR (2021, 179min, A+30)

 

ตัวละครเมียพระเอก เล่าเรื่องของหญิงสาวที่เคยเกิดเป็น lamprey ในชาติก่อน และในชาติต่อมาก็เลยกลายเป็น “คนที่ชอบแอบย่องเข้าบ้านคนอื่น” ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

12. EVIL DOES NOT EXIST (2023, 106min, A+30)

 

เราว่า “การกระตุ้นภาพในหัวของผู้ชม” ในหนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Hamaguchi เพราะว่าในหนังเรื่องอื่น ๆ นั้น ตัวละครมักจะ “เล่าเรื่องราวประวัติชีวิตของตนเองในอดีต” หรือ “เล่าเรื่องแต่ง” ต่าง ๆ แต่ในหนังเรื่องนี้ ฉากที่คล้าย ๆ จะกระตุ้นภาพในหัวของเรามากที่สุด คือฉากที่ตัวละครชาวบ้านถกเถียงกันอย่างยาวนานกับตัวแทนบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นการกระตุ้น “ภาพของความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต” ให้เกิดขึ้นในหัวของเรา ซึ่งเป็นความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าหากบริษัทแห่งนั้นมาก่อสร้างอาคารสถานที่ท่องเที่ยว แล้วไม่มีการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียที่ดีพอ ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อแหล่งน้ำของหมู่บ้านแห่งนี้

 

เราว่าการที่ Ryusuke Hamaguchi มักจะใช้วิธีการแบบนี้ในหนังของเขา มันทำให้เกิด gaps บางอย่างที่เราชอบสุดขีดในหนังของเขา ซึ่งได้แก่

 

A. GAP ระหว่าง “เรื่องเล่าจากปากของตัวละคร”, “ภาพของตัวละครขณะเล่าเรื่องที่ปรากฏอยู่บนจอภาพยนตร์” และ “ภาพของเรื่องเล่าในหัวของผู้ชม”

 

B. GAP ระหว่าง “ความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องเล่านั้น ๆ” กับ “เนื้อหาหลักของภาพยนตร์” เพราะว่าเรื่องเล่าเหล่านี้ หลาย ๆ เรื่องมันไม่ได้บอกโดยตรงว่า มันเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักอย่างไร อย่างเช่นเรื่องของ lamprey girl กับเรื่องราวของพระเอกกับคนขับรถใน DRIVE MY CAR

 

ถ้าหากใครจำ “เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า” อะไรได้อีกในหนังของ Ryusuke Hamaguchi ก็มาช่วยให้ข้อมูลกันได้นะคะ

 

ภาพจาก THE DEPTHS

++++

 

NEST (2022, Hlynur Pálmason, Denmark/Iceland, 22min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้เหมือนเป็น prequel ของ THE LOVE THAT REMAINS (2025, Hlynur Pálmason, Iceland,  A+30)

 

ชอบมาก ๆ ที่ตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้เหมือนจะประกอบด้วย

 

1. เสา

2. บ้านบนเสา

3. ท้องฟ้าและก้อนเมฆ

4. แสงแดด

5. สภาพอากาศในแต่ละวัน

6. ฤดูกาล

7. landscape ระยะใกล้

8. landscape ระยะไกล

9-11. เด็ก 3 คน

 

คือชอบที่หนังเหมือนไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวละครมนุษย์เป็นหลักเหมือนหนังทั่ว ๆ ไป แต่เหมือนให้อะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิต กลายเป็นตัวละครหลักของหนังด้วย

 

หนังเรื่องนี้เปิดให้ดูฟรีออนไลน์ที่ le cinema club จนถึงราวเที่ยงวันศุกร์ที่ 10 ต.ค.นะ

 

+++

ดีใจที่จะได้ดู THE BANSHEES OF INISHERIN (2022, Martin McDonagh, Ireland, 114min)

 

 

 

 

Wednesday, October 08, 2025

MY FATHER’S SHADOW (2025, Akinola Davies, UK/Nigeria, 94min, A+30)

FILMS SEEN ON MONDAY 6 OCT

 

IN PREFERENTIAL ORDER

 

หนังที่ได้ดูทั้ง 3 เรื่องในวันจันทร์ เป็นหนังที่ “เล่าจากมุมมองของเด็ก” หมดเลย

 

1. MY FATHER’S SHADOW (2025, Akinola Davies, UK/Nigeria, 94min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับไนจีเรียในปี 1993 ในช่วงที่ประชาชนหลายคนในประเทศคาดหวังว่า ประเทศจะก้าวเดินไปข้างหน้าในระบอบประชาธิปไตย แต่ก็เผชิญกับอุปสรรคขัดขวางครั้งใหญ่จากกองทัพ

 

ดูแล้วรู้สึกอินมาก ๆ และพอเราไม่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ไนจีเรีย เราก็จะรู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรงตลอดเวลาว่า มันอาจจะเกิดเหตุการณ์โหดร้ายอย่างคาดไม่ถึงขึ้นมาได้ทุกเมื่อ

 

พอดูหนังเรื่องนี้เสร็จ ก็เลยเช็คข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต และก็พบว่ามันเป็นหนังที่ผสม fiction กับเหตุการณ์จริงเข้าด้วยกัน เพราะเหตุการณ์ Bonny Camp massacre ในหนังเรื่องนี้น่าจะเป็น fiction แต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีและการที่ฝ่ายรัฐบาลเผด็จการทหารเข้ามาขัดขวางการเลือกตั้งในปี 1993 เป็นเรื่องจริง

 

ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยรู้สึกว่า ไนจีเรียกับไทยนี่มีความคล้ายคลึงกันมาก ๆ อย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อน แต่เป็นความคล้ายคลึงกันที่น่าเศร้ามาก ๆ ระหว่างสองประเทศนี้

 

2. THE MYSTERIOUS GAZE OF THE FLAMINGO (2025, Diego Céspedes, Chile, 104min, A+30)

 

งดงามที่สุด ดูแล้วนึกว่าเป็น “ภาคต่อ” ของ THE PLACE WITHOUT LIMITS (1978, Arturo Ripstein, Mexico, A+30)

 

3. ORPHAN (2025, László Nemes, Hungary, 132min, A+30)

 

3.1 คิดว่ามันเป็นหนัง allegory ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง “สหภาพโซเวียตกับฮังการี” ผ่านทางความสัมพันธ์ระหว่าง “butcher กับเด็กชาย”

 

Butcher ในหนังเรื่องนี้เป็น “ผู้มีพระคุณ” ต่อเด็กชาย เขาเคยช่วยชีวิตแม่ของพระเอกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เขาก็เป็นผู้ชายที่กักขฬะ อารมณ์ร้อน มีความเหี้ยอยู่ในตัวมากพอสมควร แต่ก็ไม่ใช่คนเลวแบบเลวสนิท

 

Butcher ในหนังเรื่องนี้ ก็เลยดูเหมือนว่าอาจจะเป็นสัญลักษณ์แทนสหภาพโซเวียต เพราะว่าโซเวียตถือว่าเป็น “ผู้มีพระคุณ” ต่อฮังการี ช่วยปลดปล่อยฮังการีจาก “นาซี” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่โซเวียตก็เข้ามาปกครองฮังการีแบบเผด็จการ และนำไปสู่การสังหารหมู่ชาวฮังการีราว 2500 คนในปี 1956

 

เราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มันเล่าเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร” แต่สิ่งนี้มันอาจจะเป็นสัญลักษณ์สะท้อน “สถานะของประเทศ” แบบหนังเรื่องอื่น ๆ อย่างเช่น CLOSELY WATCHED TRAINS (1966, Jiri Menzel, Czechoslovakia) และ DIVIDED WE FALL (2000, Jan Hrebejk, Czech)

 

3.2 หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังเรื่องที่ 3 ที่เราได้ดู ที่พูดถึงการที่โซเวียตสังหารหมู่ชาวฮังการีในปี 1956 ส่วนหนังอีก 2 เรื่องที่เราได้ดูที่พูดถึงประเด็นนี้ ก็คือ CHILDREN OF GLORY (2006, Krisztina Goda, Hungary) และ PUSKÁS HUNGARY (2009, Tamás Almási, Hungary, documentary)

 

3.3 รู้สึกว่าเนื้อเรื่องของ ORPHAN มันเมโลดราม่ามาก ๆ มันดัดแปลงเป็น “ละครน้ำเน่า” ได้สบายมาก ๆ แต่เราว่า “choice ทางการกำกับ” ของหนังเรื่องนี้มันดี มันช่วยยกระดับ “ละครน้ำเน่า” ให้ออกมาเป็นหนังที่ดูดี ดูแพงได้

 

++++

 

เนื่องจาก THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, Peter Handke, West Germany, A+30) กำลังจะมาฉายที่โรงภาพยนตร์ Lido ที่สยามสแควร์ในวันที่ 15 ต.ค. มันก็เลยทำให้เรานึกถึง “ความหลัง” ของเราที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 เมื่อราว 25-30 ปีก่อน (ในรูปแบบฟิล์ม 16 มม.มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด) และมันก็ติดอันดับ one of my most favorite films of all time ของเราไปเลย เรารักตัวละครนางเอกของหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุด และตอนหลังเราก็ได้วิดีโอเทปหนังเรื่องนี้มาจากเพื่อนคนนึง

 

แล้วหลังจากนั้นเราก็พบว่า หนังเรื่องนี้เป็น “หนังที่ cinephiles ในต่างประเทศ” อยากดูอย่างรุนแรงสุดขีดมากเมื่อราว 20-30 ปีก่อน แต่พวกเขาหาดูไม่ได้ ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าเมืองที่เขาอยู่ไม่มีสถาบันเกอเธ่ หรือสถาบันเกอเธ่ในเมืองที่เขาอยู่ไม่ได้ฉายหนังเรื่องนี้บ่อย ๆ เหมือนสถาบันเกอเธ่ในกรุงเทพ

 

เราก็เลยพบว่า ในปี 2003 มีเพื่อน cinephile ชื่อ Scott ในลอสแองเจลิส ที่บอกเราทางอีเมลว่า เขาอยากดูหนังเรื่องนี้อย่างมาก แต่เขาหาดูไม่ได้

 

และในปี 2009 ก็มีคุณ Yasheer จาก London มา comment ใน blog ของเราใน wordpress เพราะเขาอยากดู THE LEFT-HANDED WOMAN อย่างรุนแรงมาก แต่เขาก็หาดูไม่ได้เช่นกัน

 

ตอนนั้นเราก็เลยรู้สึกประหลาดใจมากพอสมควร ที่เราซึ่งเป็น cinephile ในกรุงเทพ เคยดูหนังเรื่องนี้เพราะทางสถาบันเกอเธ่ในกรุงเทพชอบนำมาฉายบ่อย ๆ แต่ cinephile ในลอสแองเจลิสและลอนดอนอยากดูหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง แต่กลับหาดูไม่ได้ ไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าบางที cinephile ในกรุงเทพก็สามารถเข้าถึงหนังดี ๆ บางเรื่องได้มากกว่า cinephile ในลอสแองเจลิสและลอนดอน

 

แต่นั่นก็ถือเป็นอดีตในทศวรรษ 2000 นะ ตอนนี้ระบบ streaming อะไรต่างๆ คงทำให้คนทั่วโลกเข้าถึงหนังดี ๆ ได้เกือบเท่าเทียมกันหมดแล้วมั้ง

++++++++

 

ฉันรักเขา Zhu Yilong from DONGJI RESCUE (2025, Hu Guan, Fei Zhenxiang, China, 133min, A+30)

 

ฉันรักเขา Wu Lei from DONGJI RESCUE (2025, Hu Guan, Fei Zhenxiang, China, 133min, A+30)

++++

 

อยากให้ความร่วมมือกันระหว่างกองกิจการภาพยนตร์ไทย กับสถานทูตอิหร่านในครั้งนี้ นำไปสู่การจัดงาน retrospective ของผู้กำกับภาพยนตร์เหล่านี้ในกรุงเทพในช่วงต้นปี 2026 (ไม่ต้องจัดงานอะไรในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.ปี 2025 นะ เพราะเดี๋ยวชนกับเทศกาลหนังสั้นมาราธอน 55555)

 

1. Bahram Beyzaie

2. Masud Kimiai

3. Ebrahim Golestan

4. Parviz Sayyad

5. Mohammad Reza Aslani

+++++++

เนื่องจาก THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, Peter Handke, West Germany, A+30) กำลังจะมาฉายที่โรงภาพยนตร์ Lido ที่สยามสแควร์ในวันที่ 15 ต.ค.  เราก็เลยถือโอกาสนี้แชร์บทวิจารณ์หนังเรื่องนี้ใน TIME OUT FILM GUIDE เป็นบทวิจารณ์สั้น ๆ ที่เขียนโดย Chris Auty และเราว่าเขาเขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้อย่างงดงามสุด ๆ

 

A train shatters the stillness of a Paris suburb, leaves a puddle on the station platform quivering with some unsolicited, mysterious, moving energy. This Romantic metaphor is at the very centre of Handke's grave, laconic film, produced by Wim Wenders, which begins where The American Friend left off: in the ringing void of Roissy airport. Here, the Woman (Edith Clever, superb in the role) meets her husband (Ganz) and, for no apparent reason, rejects him in favour of a solitary voyage through her own private void. In her house, with her child, the film records a double flight of escape and exploration, her rediscovery of the world, her relocation of body, home and landscape. This emotional labour makes its own economy: silence, an edge of solemnity, an overwhelming painterly grace. Self-effacement is made the paradoxical means of self-discovery, and the film becomes a hymn to a woman's liberating private growth, a moving, deceptively fragile contemplation of a world almost beyond words.

 

 


Tuesday, October 07, 2025

AGON (2025, Giulio Bertelli, Italy, 100min, A+30)

 

SUNNY SANSKARI KI TULSI KUMARI (2025, Shashank Khaitan, India, 135min) เข้าโรงฉายในกรุงเทพแล้ว ฉันควรจะไปดูดีไหม

 

FILMS SEEN ON SUNDAY 5 OCT 2025

 

เรียงตามลำดับการดู

 

 1. THE SQUARE (2025, Kim Bo-sol, South Korea, animation, 73min, A+30)

 

ไม่รู้ว่าผู้กำกับต้องการให้ผู้ชม “จิ้นวาย” หรือเปล่า แต่เราจิ้นไปแล้วอย่างรุนแรง หนังเล่าเรื่องความรักต้องห้ามระหว่างนักการทูตหนุ่มหล่อชาวสวีเดนกับสาวเกาหลีเหนือ แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังคือ “ล่ามหนุ่มชาวเกาหลีเหนือ” ที่ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ แต่ก็สามารถพูดภาษาต่างประเทศจนคล่อง เพราะสิ่งนี้ทำให้เรานึกถึงตัวเราเอง ที่อายุ 52 ปีแล้วแต่ก็ไม่เคยได้เดินทางไปต่างประเทศเลย (ถ้าหากไม่นับว่า เราเคยเดินไปเที่ยวในพม่าแค่ 1 กิโลเมตรจากชายแดนไทยได้มั้ง 55555)

 

หนังไม่ได้บอกโดยตรงว่า ล่ามหนุ่มชาวเกาหลีเหนือรู้สึกอย่างไรกับหนุ่มหล่อชาวสวีเดน แต่เราจินตนาการไปแล้วว่า ล่ามหนุ่มชาวเกาหลีเหนือ “แอบหลงรักเขาข้างเดียว”

 

2. MOVING TARGET SHADOW DETECTION (2022, Sung Tieu, video installation, Vietnam, 19min, A+30)

 

3. SONIC WEAPON DISRUPTS DIPLOMATIC RELATIONS (2020, Sung Tieu, Vietnam, video installation, A+30)

 

4. SHELL REVOLUTION (2018, Ho Rui An, Singapore, video installation, second viewing, A+25)

 

5. A PETROPOLIS IN A GARDEN WITH A LONG VIEW นครปิโตรท่ามกลางสวนที่มีทิวทัศน์ทอดยาว (2024, Ho Rui An, Singapore, video installation, A+30)

 

6. TEKI COMETH (2024, Daihachi Yoshida, Japan, 108min, approximately A+30)

 

เสียดายมาก ๆ ที่เราพลาดช่วง 10 นาทีแรกของหนัง

 

อยากฉายหนังเรื่องนี้ควบกับ TIME REGAINED (1999, Raúl Ruiz, France, 169min, A+30)

 

7. TWO SEASONS, TWO STRANGERS (2025, Sho Miyake, Japan, 89min, A+30)

 

งดงามที่สุด ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

ฝังใจกับเรื่อง “ศพเด็กที่ถูกปลาหมึกรุมแทะกิน” ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

8. AGON (2025, Giulio Bertelli, Italy, 100min, A+30)

 

ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป นึกว่ามีฉากคลาสสิคทุก 5 นาที ติดอันดับประจำปีอย่างแน่นอน

 

9. THE BLACK MAGIC WITH BUDDHA อาถรรพ์สมองผี (1983, Lo Lieh, Hong Kong, 94min, A+30)

 

ถึงแม้ว่าพล็อตหลักของหนังมันจะดู cliche อย่างรุนแรง แต่หนังก็สามารถคิด “รายละเอียด” ต่าง ๆ เพื่อทำให้หลาย ๆ ฉากของหนังมันออกมาน่าจดจำได้ อย่างเช่น

 

9.1 ฉากหมอผีโสร่งหลุดเพราะถูกประตูรถยนต์หนีบโสร่ง

 

9.2 อิทธิฤทธิ์ของพระพรหมที่ส่งผลต่อนางเอก

 

9.3 Tibetan curse

 

9.4 ฉากเปิดเรื่องที่ทำให้นึกถึง INDIA SONG (1975, Marguerite Duras) เพราะมันเป็นฉากที่ “แสดงแผนที่ประเทศต่าง ๆ บนโลก”

 

9.5 ฉากพระพุทธเจ้า (หรือพระโพธิสัตว์ เราไม่แน่ใจ)

 

9.6 การพูดถึง “ความเสี่ยงจากการลงทุนในทองจริง และการลงทุนใน สัญญาซื้อขายทอง” ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่ร่วมสมัยในโลกยุคปัจจุบันมาก ๆ 55555

 

9.7 ชอบการเล่าเรื่องช่วงที่พี่สาวพระเอกตายมากๆ เพราะพอพี่สาวพระเอกตาย ฉากต่อมาเป็นฉากของพระเอกในบาร์ ซึ่งเรานึกว่าเป็น “เหตุการณ์ในคืนเดียวกัน” แต่ปรากฏว่าไม่ใช่

 

9.8 ผีโมนาลิซ่า

 

9.9 ตู้เย็นผีสิง

 

9.10 ฉากจบในโรงพยาบาล

 

สรุปว่า ในบรรดาหนัง 9 เรื่องที่เราได้ดูในวันที่ 5 ต.ค. เราชอบ AGON เป็นอันดับ 1 และชอบ TWO SEASONS, TWO STRANGERS มากเป็นอันดับสองของวัน

++++

 

พอดู ONE BATTLE AFTER ANOTHER (2025, Paul Thomas Anderson, A+30) แล้วก็เลยทำให้นึกถึงสิ่งที่ Claire Denis เคยพูดไว้ในโรงภาพยนตร์ SF CENTRAL WORLD ในวันที่ 28 ก.ย. 2009 เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด ตอนนั้น Claire Denis พูดในโรงหนังประมาณว่า เธอเชื่อว่า “THE FUTURE OF THE WORLD DEPENDS ON THE MIXED-RACE CHILDREN.”

 

แต่เราจำคำพูดแน่นอนไม่ได้นะ ไม่รู้ว่ามีใครจดคำพูดของ Claire Denis ในตอนนั้นเอาไว้แบบคำต่อคำหรือเปล่า หรือมีใครจำสิ่งที่ Claire Denis พูดในตอนนั้นได้บ้าง เราไม่รับประกันความถูกต้องของความทรงจำของเรานะคะ

 

ตอนนั้น Claire Denis มาร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ Bangkok International Film Festival และเธอมาร่วม Q&A ที่โรงหนัง SF CENTRAL WORLD ในตอนที่มีการฉายหนังเรื่อง 35 SHOTS OF RUM (2008, Claire Denis, France, A+30) ในวันที่ 28 ก.ย. 2009

 

เราจำไม่ได้แล้วว่า ตอนนั้นในโรงหนังมีการเสวนากันถึงประเด็นอะไร แล้วมันถึงส่งผลให้ Claire Denis ประกาศวาทศิลป์บิณฑบาตอันนี้ออกมา แต่ปรากฏว่าประโยคนี้ของ Claire Denis ยังคงฝังอยู่ในหัวของเราตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้เห็นด้วย 100% กับประโยคนี้ก็ตาม เพราะเรามองว่าไม่ว่าคนจะเชื้อชาติอะไรมันก็ช่วยเปลี่ยนแปลงโลกไปในทางที่ดีได้ เพียงแต่ว่าถ้าหากมันเป็น “ประเทศของคนขาว” เด็กลูกครึ่งก็น่าจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งน่ะแหละที่จะช่วยลดปัญหาเรื่อง racism

 

เหมือนตอนที่ Claire Denis พูดประโยคนี้ออกมา เราก็ไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เธอพูดนะ เพราะยุคนั้นมันเป็นยุคที่ Obama เพิ่งขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี แล้วตอนนั้นเราก็ยังใสซื่อเกินไป เรามองโลกในแง่ดีว่า ปัญหาเรื่อง racism มันน่าจะลดน้อยลงไปเองเรื่อย ๆ แล้วยิ่งเราอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย เราก็เลยเหมือนแทบไม่เคยประสบปัญหาเรื่อง racism กับตัวเราเองเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ Claire Denis พูดในวันที่ 28 ก.ย. 2009 ก็เลยเหมือนเป็นเรื่องที่ไกลตัวเรา

 

แต่พอกาลเวลาผ่านมา มันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราคาดการณ์ผิด ปัญหาเรื่อง racism ยังคงมีความรุนแรงอยู่อย่างมากในโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่อง ONE BATTLE AFTER ANOTHER มันก็เลยทำให้เรานึกถึงวาทศิลป์บิณฑบาตของ Claire Denis ในวันที่ 28 ก.ย. 2009 ในโรงหนัง SF CENTRAL WORLD เพราะเราคิดว่า บางทีผู้สร้างหนังเรื่อง ONE BATTLE AFTER ANOTHER อาจจะแชร์ความคิดเดียวกับ Claire Denis ก็ได้ บางทีเขาอาจจะเชื่อว่า “THE FUTURE OF THE WORLD DEPENDS ON THE MIXED-RACE CHILDREN.”

 


Monday, October 06, 2025

MIRRORS NO. 3 VS. L'AVVENTURA

 

FILMS SEEN ON FRIDAY 3 OCT 2025

 

In preferential order

 

1. THE LOVE THAT REMAINS (2025, Hlynur Pálmasan, Iceland, 109min, A+30)

 

น่าจะเป็นหนังเกี่ยวกับ “รักร้าง” ที่เราดูแล้วรู้สึก “รื่นรมย์” มากที่สุดเท่าที่เคยดูมา 55555 คือให้อารมณ์ตรงข้ามกับหนังกลุ่ม “ผัวเมียละเหี่ยใจ” ของ Ingmar Bergman และกลุ่ม Post French New Wave อย่างสิ้นเชิง

 

ชอบที่หนังผสมความจริง, ความฝัน, จินตนาการเข้าด้วยกัน จนเรางงไปหมด 555

 

ชอบที่ “เนื้อเรื่อง” มันดูบางมาก แต่หนังหล่อเลี้ยงอารมณ์ของเราให้รู้สึกรื่นรมย์ตลอดเวลาได้ กราบตีนจริง ๆ

 

2.INTIMACIES (2012, Ryusuke Hamaguchi, Japan, 255min, A+30)

 

 

ไม่แน่ใจว่าในอนาคตเราอาจจะชอบเรื่องนี้มากกว่า THE LOVE THAT REMAINS ก็ได้นะ แต่วันนี้ขอให้ THE LOVE THAT REMAINS ครองอันดับหนึ่งไปก่อน เพราะมันเป็นหนังที่ประหลาดดีสำหรับเรา

 

ส่วน INTIMACIES นั้นเราก็ชอบสุด ๆ แต่มันก็ไม่ได้ “ประหลาด” ไปกว่าหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Hamaguchi ที่เราเคยดูมา คือเราก็ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับที่มากกว่าหรือเท่ากับหนังของ Hamaguchi อีกหลาย ๆ เรื่อง

 

3. THE SUN RISES ON US ALL (Cai Shangjun, China, 133min, A+30)

 

ก็เป็นหนังที่ชอบมากน่ะแหละ แต่มันครองอันดับ 3 เพราะมันเป็น straightforward narrative มากที่สุดในบรรดาหนังที่เราดูมาในวันศุกร์นี้ 555

++++++

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

MIRRORS NO. 3 (2025, Christian Petzold, Germany, A+30)

+ L’AVVENTURA (1960, Michelangelo Antonioni, Italy, A+30)

 

พอเราได้ดู MIRRORS NO. 3 เมื่อวานนี้ เราก็เลยอยากฉายหนังสองเรื่องนี้ควบกัน เพราะเราชอบสุดขีดที่หนังสองเรื่องนี้เลือกที่จะเป็น “หนังชีวิต” แทนที่จะเป็น “หนัง thriller” และเราชอบสุดขีดที่หนังสองเรื่องนี้เลือกที่จะให้ความสำคัญลำดับแรกกับความเป็นมนุษย์ของตัวละคร มากกว่าการเอาอกเอาใจผู้ชม

 

ในแง่หนึ่งเราก็รู้สึกว่า MIRRORS NO. 3 มัน “พลิก genre” ได้สาหัสกว่า SINNERS (2025, Ryan Coogler, A+30) เพราะตอนที่เราดู MIRRORS NO. 3 นั้น ช่วงแรก ๆ เรานึกว่ามันจะเป็นหนัง psychological thriller ที่ต้องมี “ฉาก climax ที่ให้อารมณ์รุนแรง” แบบหนังฮอลลีวู้ด แต่หนังกลับไม่ได้เป็นไปในทางนั้น ซึ่งก็เลยเป็นสิ่งที่เราชอบสุดขีด ส่วน SINNERS นั้นมันเป็นการพลิก genre ที่เราคาดเดาไว้ล่วงหน้าได้อยู่แล้ว

 

สิ่งหนึ่งที่เราชอบสุดขีดใน MIRRORS NO.3 ก็คือการเล่นกับการ HINT

 

1. เรารู้สึกว่าหนังมัน HINT ไว้หลายครั้ง โดยที่หนังอาจจะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ คือ HINT ให้คนดูอย่างเราจินตนาการไปต่าง ๆ นานาว่า

 

1.1 ครอบครัวในหนังต้องมีความลับดำมืดซ่อนอยู่ มีความโรคจิตรุนแรง Betty (Barbara Auer) อาจจะโรคจิตพอ ๆ กับนางเอกของหนังเรื่อง MISERY (1990, Rob Reiner)

1.2 นางเอก (Paula Beer) อาจจะมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่

1.3 หมู่บ้านในหนังอาจจะมีความลับดำมืดซ่อนอยู่

1.4 พ่อกับลูกชายเป็นอาชญากรใหญ่ หรืออาจจะรับใช้อาชญากรรายใหญ่

1.5 นางเอกกับลูกชาย Betty อาจจะตกหลุมรักกัน

 

2. ซึ่งหนังก็บอกกลาย ๆ ว่า “สิ่งที่มึงคิดนั้น เป็นเพียงจินตนาการที่เว่อร์วังเกินไป” อย่างเช่น

 

2.1 นางเอกคิดว่าผัว Betty แอบกระซิบ “ความลับอะไรบางอย่าง” กับลูกชาย อาจจะด้วยประสงค์ร้ายอะไรบางอย่าง แต่จริง ๆ แล้วผัว Betty แค่หวังดีกับนางเอก ไม่อยากให้นางเอกต้องผ่านจุดเกิดเหตุ

 

2.2 นางเอกคิดว่าผัวกับลูกชายของ Betty เป็นแก๊งขโมยรถ หรืออะไรทำนองนี้ แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาแค่แก้ GPS (หรือเปล่า)

 

2.3 ลูกชาย Betty ทำท่าทำทางเหมือนจะ “บอกความลับสำคัญ” กับนางเอก แต่หนังก็สร้างอุปสรรคขัดขวางไม่ให้เขาสามารถบอกความลับสำคัญได้สักที เหมือนเป็นการ “ล้อเลียน” หนัง thriller แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ความลับสำคัญอะไร คนดูคาดเดาสิ่งที่เขาจะบอกได้อยู่แล้วตั้งแต่ต้นเรื่อง 55555

 

3. แล้วหนังมันก็พูดถึงเรื่อง การ HINT โดยตรงด้วย ครั้งแรกก็คือเรื่องของ TOM SAWYER ที่ตัวละครทอมจงใจ hint ให้เพื่อน ๆ ของเขาเอง “เข้าใจผิด” ว่า การทาสีรั้วบ้านเป็นความสุขสุดขีด เป็นสิ่งที่ควรต้องจ่ายเงินเพื่อจะได้แลกกับความสุขนี้ แต่จริง ๆ แล้ว เพื่อน ๆ ของ Tom ล้วนเข้าใจผิดกันไปเอง

 

4. Betty กับ Laura ก็จงใจ hint ให้ผัวกับลูกชาย “ทำงาน” ให้ ด้วยการบอกว่าอะไรในบ้านเสียบ้าง อย่างเช่น ก๊อกน้ำกับเครื่องล้างจาน เพราะทั้งสองรู้ว่า ถึงไม่ขอร้องโดยตรง แค่พูดว่า “อะไรเสีย” ผัวกับลูกชายก็จะต้องมาซ่อมให้อยู่แล้ว

 

ในแง่หนึ่งเราก็เลยรู้สึกว่า ตัวเราเองคล้ายกับ “เพื่อน ๆ ของ Tom Sawyer” และ “ผัวกับลูกชายของ Betty” ในหนังเรื่องนี้ คือเหมือนหนังแค่ hint อะไรที่เล็กน้อยมาก ๆ แต่เราก็จินตนาการถึงเหตุการณ์ตามข้อ 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 ไปเองแล้วเรียบร้อย คนดูอย่างเรา “ทำงานแทนคนเขียนบท” ของหนังเรื่องนี้ไปแล้วเรียบร้อย แค่เจออะไรบางอย่างมากระทุ้ง เราก็ทำงานไปแล้วโดยอัตโนมัติ คนเขียนบทไม่ต้องคิดความลับดำมืดอะไรเลย เขาแค่กระทุ้งนิดนึง เราก็ทำงานแทนคนเขียนบทไปแล้วแบบเพื่อน ๆ ของ Tom Sawyer ก่อนที่จะพบว่า เอ๊ะ กูโดน Tom Sawyer (คนเขียนบท) หลอกหรือเปล่าวะ 55555

 

 

Sunday, October 05, 2025

FILMS SEEN ON SATURDAY 4 OCT 2025

 

มีเพื่อนถามเรื่องคลิป “ทางลัดจาก PARAGON ไป CENTRAL WORLD ผ่านทางสำนักชีสงบจิตต์” ที่เราลงไว้เมื่อวานนี้ ว่าเราเดินออกจาก PARAGON ทางประตูไหน เราก็เลยตอบไปตามนี้จ้ะ

 

ตรง Paragon ชั้น G มันจะมี food court แล้วข้างหลัง food court มันจะมีลิฟท์หลาย ๆ ตัว และก็มีห้องน้ำชายห้องน้ำหญิงด้วย ตรงนั้นมันจะมีประตูออกไปลานจอดรถ เราก็เดินออกจากชั้น G ไปทางประตูลานจอดรถ แล้วก็เดินออกจากลานจอดรถ แล้วก็เลี้ยวซ้าย แล้วเดินไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นประตูที่มีรถแล่นเข้ามาเยอะ ๆ ประตูนั้นจะพาเราออกไปทาง “สำนักชีสงบจิตต์” จ้ะ เดินไปตามทางเดินนั้น ก็จะนำเราไปสู่ CENTRAL WORLD

 

เราสามารถเดินเข้า CENTRAL WORLD ตรงประตูที่มีคำว่า HUG THAI จ้ะ ประตูนั้นจะพาเราเข้าสู่ FOOD COURT ชั้นหนึ่งของ CENTRAL WORLD ได้เลย เป็น FOOD COURT ที่เราสิงสถิตอยู่เป็นประจำในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ที่จัดที่ CENTRAL WORLD

 

+++

 

FILMS SEEN ON SATURDAY 4 OCT 2025

 

วันนี้ได้ดูหนัง 5 เรื่อง และชอบทั้ง 5 เรื่องในระดับที่สุดขีดคลั่งหมดเลย ตัดสินไม่ได้อีกต่อไปว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุดใน 5 เรื่องนี้

 

เรียงตามลำดับการดู

 

1. MILK TEETH (2025, Mihai Mincan, Romania, 104min, A+30)

 

ชอบ “การกำกับ” มาก ๆ เหมือน “การกำกับ” ทำให้หนังเรื่องนี้ดูมีมนตร์เสน่ห์มาก ๆ

 

2.THE CHRONOLOGY OF WATER (2025, Kristen Stewart, 128min, A+30)

 

อันนี้จะตรงข้ามกับ MILK TEETH ในแง่ที่ว่า อันนี้เราชอบ “ตัวละครนำหญิง” อย่างรุนแรงที่สุด เหมือนตัวละครนำหญิงมันเข้าทางเรามาก ๆ แต่เราว่าการกำกับมันดู “หนักมือ” เกินไปนิดนึง

 

คือเหมือนเราชอบ “วัตถุดิบ” ของหนังเรื่องนี้ แต่หนังเรื่องนี้มันใส่เครื่องปรุงที่ “จัดจ้าน” เกินไปหน่อย

 

ดูแล้วนึกว่าเป็น Terrence Malick + Catherine Breillat

 

อยากฉายหนังเรื่องนี้ควบกับ THOM (2009, Suphisara Kittikunarak, 30 min, A+30) และ SINK OR SWIM (1990, Su Friedrich, A+30)

 

บางทีสิ่งที่ “แอบขัดใจ” เรานิดนึงใน THE CHRONOLOGY OF WATER ก็คือว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับ “หญิงสาวที่มีความต้องการทางเพศสูง” แต่กล้องของหนังเรื่องนี้ไม่ยอม treat ผู้ชายเป็น “วัตถุทางเพศ” แต่อย่างใด ซึ่งนั่นทำให้หนังเรื่องนี้ตรงข้ามกับหนังของ Scud 55555

 

3. MIRRORS NO. 3 (2025,Christian Petzold, Germany, 86min, A+30)

 

กราบตีน Petzold อย่างรุนแรงที่สุด เราชอบหนังเรื่องนี้ในแบบเดียวกับที่เราชอบ JERICHOW (2008, Christian Petzold) เพราะเรามองว่า JERICHOW คือการ “คืนความเป็นมนุษย์ให้กับตัวละครในหนังฟิล์มนัวร์” คือเหมือนตัวละครในหนังแต่ละ genre มันมักจะถูก “ข้อบังคับของ genre” นั้น ๆ ไปลดทอนความเป็นมนุษย์ของตัวละคร หรือไปบีบบังคับให้ตัวละครคิด,พูด,ทำอะไรบางอย่างเพื่อ please แฟนหนัง genre นั้น ๆ แต่ JERICHOW ช่วยปลดปล่อยตัวละครในหนังฟิล์มนัวร์ออกจากพันธนาการดังกล่าวได้

 

ส่วน MIRRORS NO.3 นั้น เรารู้สึกราวกับว่า หนังเรื่องนี้ช่วย “คืนความเป็นมนุษย์ให้กับตัวละครในหนัง psychological thriller” เพราะตัวละครในหนังเรื่องนี้มีชีวิตเป็นของตัวเอง และไม่ยอมถูกกรอบของหนัง psychological thriller มาบีบบังคับให้ต้องทำอะไรเพื่อเอาใจผู้ชมอีกต่อไป

 

4. MAGELLAN (2025, Lav Diaz, Philippines, 160min, A+30)

 

สะเทือนใจอย่างรุนแรงกับชะตากรรมของเกย์หรือไบเซ็กชวลในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

ชอบหนังเรื่องนี้ในแบบเดียวกับที่เราชอบ BENEDETTA (2021, Paul Verhoeven) ในแง่ที่ว่า มันสะท้อนสังคมยุโรปยุคหลายร้อยปีก่อนในแบบที่โหดร้ายมาก ๆ โดยเฉพาะในส่วนของ “ศาสนจักร”

 

ชอบ “วิธีการเล่าเรื่อง” ในหนังเรื่องนี้ด้วย เพราะเราว่า Lav Diaz ต่อต้านการนำเสนอ “ความรุนแรง” บนจอภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้เลยเต็มไปด้วยฉากศพคนนอนตายจำนวนมาก แต่ “การฆ่าคน” มักจะเกิดขึ้น offscreen หรือเกิดขึ้นก่อนหรือหลังภาพที่ผู้ชมได้เห็นบนจออยู่เสมอ เพราะฉะนั้นเราก็เลยต้องปะติดปะต่อเนื้อเรื่องเอาเองจากฉากที่เราได้เห็น เพราะ action ส่วนใหญ่เกิดขึ้นก่อนฉากที่เราได้เห็น 55555

 

5. ANGEL’S EGG (1985, Mamoru Oshii, Japan, animation, 71min, A+30)

 

อาจจะเป็นหนังที่ชอบที่สุดของวันเสาร์ ดูแล้วไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

เหมือนถ้าหากเอา THE CHRONOLOGY OF WATER มาผสมกับ ANGEL’S EGG มันถึงจะได้หนังที่สามารถเข้าชิงอันดับหนึ่งประจำปีของเรา เพราะเราชอบองค์ประกอบเกือบทุกอย่างของ ANGEL’S EGG ยกเว้นตัวละครนางเอกที่ดูเป็น “เด็กผู้หญิงที่ดูบริสุทธิ์เกินไป” คือถ้าหากตัวละครนางเอกของ ANGEL’S EGG มันแรงได้เท่ากับตัวละครนางเอกของ THE CHRONOLOGY OF WATER นั่นแหละมันถึงจะลงตัวสำหรับเรา 55555

 

Friday, October 03, 2025

FILMS SEEN ON THURSDAY 2 OCT 2025

 

FILMS SEEN ON THURSDAY 2 OCT 2025

in preferential order

 

1. AFTERNOONS OF SOLITUDE (2024, Albert Serra, Spain, documentary, 125min, A+30)

 

ดูแล้วรู้สึก “เกลียดมนุษย์” อย่างรุนแรงมาก

2. ROMERÍA (2025, Carla Simón, Spain, 114min, A+30)

 

3. CARAVAN (2025, Zuzana Kirchnerová, Czech, 100min, A+30)

4. GIRLS ON WIRE (2025, Vivian Qu, China, 115min, A+30)

เหมือนเป็นหนังเมนสตรีม หนังบันเทิงกระแสหลักที่ทำออกมาดี และเราว่าน่าสนใจดีที่หนังจีนเรื่องนี้มีความ melodrama หรือมีความ “ดราม่าชีวิตเข้มข้น” แต่มันทำออกมาแล้ว “ลงตัว” กว่า SKIN OF YOUTH (2025, Ash Mayfair, Vietnam, A+15) และ JENNY, I LOVE YOU (2025, Boonsong Nakphoo, Jumpoth Ruayjaroensap, A+15) ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม คือเรารู้สึกว่าใน SKIN OF YOUTH กับ JENNY, I LOVE YOU นั้น มันมีความ “หนักมือ” เกินไปในการเล่นกับชะตากรรมของตัวละครและอารมณ์ดราม่าของหนัง แต่ใน GIRLS ON WIRE นั้น เรากลับรู้สึกว่ามันกำลังออกมาพอดี ๆ

++++

แอบรู้สึกว่า ที่ปีนี้งาน BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL มีขนาดใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะจริง ๆ แล้วมันคือ 3 เทศกาลรวมกันในความรู้สึกของเรา ซึ่งก็คือ

 

1. BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL

 

2. THAILAND INTERNATIONAL FILM DESTINATION FESTIVAL

ซึ่งเป็นเทศกาลที่รวบรวม “หนังต่างชาติที่เข้ามาถ่ายทำในไทย” เทศกาลนี้เหมือนเคยจัดติดต่อกันหลายปีในทศวรรษ 2010 ก่อนที่จะหยุดจัดไปตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

3. BANGKOK ASEAN FILM FESTIVAL

 

เพราะในเทศกาล BKKIFF ปีนี้มีหนังจากหลายชาติในอาเซียน อย่างเช่น

 

3.1 หนังเวียดนามหลายเรื่อง

3.2 GENERAL CARTOON (1963, Tha Du, Myanmar, 142min)

3.3 BECOMING HUMAN (2025, Polen Ly, Cambodia)

3.4 THE FOX KING (2025, Woo Ming Jin, Malaysia, 94min)

3.5 THIS CITY IS A BATTLEFIELD (2025, Mouly Surya, Indonesia, 119min)

3.6 MAGELLAN (2025, Lav Diaz, Phillippines)

 

แต่เราไม่รู้ว่ามีหนังสิงคโปร์และลาวในเทศกาลปีนี้หรือเปล่า แต่ถึงไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงนี่ก็ไม่ใช่ BANGKOK ASEAN FILM FESTIVAL อยู่แล้ว 55555

 

ก็เลยรู้สึกว่า การมางาน BKKIFF ในปีนี้ = การได้ร่วมเทศกาลภาพยนตร์ 3 เทศกาลในเวลาเดียวกัน

 

Thursday, October 02, 2025

MY SCHEDULE FOR BKKIFF 2025

 

ตารางชีวิตฮิสทีเรีย ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า

ตอน BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 2025 2 OCT-15 OCT

 

ตอนนี้วางแผนคร่าว ๆ ว่าจะดูแค่เท่าที่พอดูได้ เพราะเราแก่มากแล้ว อายุ 52 ปีแล้ว เรื่องไหนที่พลาดไปก็รอดูใน streaming แทนแล้วกัน

 

ตอนนี้เราได้ดูหนังในงาน SCUD RETROSPECTIVE และ HARUN FAROCKI RETROSPECTIVE ครบหมดแล้ว ก็เลยรู้สึกว่านอนตายตาหลับได้แล้ว

 

THURSDAY 2 OCT 2025

 

10.00-13.00

ดู video installations in the exhibition ON-AIR, OFF-AIR

AT JIM THOMPSON

 

13.40

SF

AFTERNOONS OF SOLITUDE (2024, Albert Serra, Spain, 125min)

 

16.05

SF

CARAVAN (Zuzana Kirchnerová, Czech, 100min)

 

18.05

SF

GIRLS ON WIRE (2025, Vivian Qu, China, 115min)

 

2030

SF

ROMERÍA (2025, Carla Simón, Spain, 114min)

 

FRIDAY 3 OCT

 

11.00

PARAGON

INTIMACIES (2012, Ryusuke Hamaguchi, Japan, 255min)

 

18.00

SF

THE LOVE THAT REMAINS (2025, Hlynur Pálmasan, Iceland, 109min)

 

2030

SF

THE SUN RISES ON US ALL (Cai Shangjun, China, 133min)

 

SATURDAY 4 OCT

 

11.00

SF

MILK TEETH (2025, Mihai Mincan, Romania, 104min)

 

1415

HOUSE

THE CHRONOLOGY OF WATER (2025, Kristen Stewart, 128min)

 

16.35

HOUSE

MIRRORS NO. 3 (2025,Christian Petzold, Germany, 86min)

 

18.30

HOUSE

MAGELLAN (2025, Lav Diaz, Philippines, 160min)

 

21.25

HOUSE

ANGEL’S EGG (1985, Mamoru Oshii, Japan, animation, 71min)

 

SUNDAY 5 OCT

 

11.50

HOUSE

THE SQUARE (2025, Kim Bo-sol, South Korea, animation, 73min)

 

15.35

HOUSE

TEKI COMETH (2024, Daihachi Yoshida, Japan, 108min)

 

17.40

HOUSE

TWO SEASONS, TWO STRANGERS (2025, Sho Miyake, Japan, 89min)

 

19.35

HOUSE

AGON (2025, Giulio Bertelli, Italy, 100min)

 

22.25

HOUSE

THE BLACK MAGIC WITH BUDDHA (1983, Lo Lieh, Hong Kong, 94min)

 

MONDAY 6 OCT

 

ซักผ้า

 

14.00

SF

THE MYSTERIOUS GAZE OF THE FLAMINGO (2025, Diego Céspedes, Chile, 104min)

 

16.10

SF

MY FATHER’S SHADOW (2025, Akinola Davies, UK/Nigeria, 94min)

 

19.00

HOUSE

ORPHAN (2025, László Nemes, Hungary, 132min)

 

TUESDAY 7 OCT

 

10.00-16.00

BACC

 

ดู video installations ในนิทรรศการ

LOCAL MYTHS (ต้องดูภายใน 10 OCT)

ดาราภิวัฒน์

UNTIL WE MEET AGAIN

 

16.45

SF

LOVE ON TRIAL (2025, Koji Fukada, Japan, 124min)

 

20.20

HOUSE

YOUNG MOTHERS (2025, Jean-Pierre Dardenne, Luc Dardenne, France/Belgium, 105min)

 

WEDNESDAY 8 OCT

 

10.00-15.00

ตามเก็บหนังโรงปกติ อย่างเช่น

DONGJI RESCUE (2025, Guan Hu, Fei Zhenxiang, China, 133min)

 

15.50

SF

ORWELL: 2+2 = 5 (2025, Raoul Peck, France, 119min)

 

18.30

HOUSE

HOMEBOUND (2025, Neeraj Ghaywan, India, 119min)

 

20.45

HOUSE

BAAN (2023, Leonor Teles, Portugal, 103min)

 

THURSDAY 9 OCT

 

10.00-15.00

ตามเก็บหนังโรงปกติ อย่างเช่น

THE SMASHING MACHINE (2025, Benny Safdie, 123min)

 

15.30

PARAGON

I ONLY REST IN THE STORM (2025, Pedro Pinho, Portugal, 211min)

 

20.00

SF

DRY LEAF (2025, Aleksandre Koberidze, Germany/Georgia, 186min)

 

FRIDAY 10 OCT

 

10.00-15.00

ตามเก็บหนังโรงปกติ อย่างเช่น

GOOD BOY (2025, Ben Leonberg, 72min)

 

16.00

SF

DRACULA (2025, Radu Jude, Romania, 170min)

 

19.15

SF

RESURRECTION (2025, Bi Gan, China, 160min)

 

SATURDAY 11 OCT

 

12.30

HOUSE

THE MASTERMIND (2025, Kelly Reichardt, 110min)

 

15.00

SF

THIS CITY IS A BATTLEFIELD (2025, Mouly Surya, Indonesia, 119min)

 

17.40

SF

ON THE ROAD (2025, David Pablos, Mexico, 93min)

 

20.45

PARAGON

GOD WILL NOT HELP (2025, Hana Jusic, Croatia, 137min)

 

SUNDAY 12 OCT

 

11.40

SF

THE FOX KING (2025, Woo Ming Jin, Malaysia, 94min)

 

15.00

PARAGON

CASE 137 (2025, Dominik Moll, France, 115min)

 

18.00

PARAGON

URCHIN (2025, Harris Dickinson, UK, 99min)

 

20.30

PARAGON

YES (2025, Nadav Lapid, France/Cyprus, 150min)

 

MONDAY 13 OCT

 

10.30

HOUSE

DIRECTOR’S DIARY (2025, Alexander Sokurov, Russia, 305min)

 

15.45

HOUSE

SAND CITY (2025, Mahde Hasan, Bangladesh, 100min)

 

18.35

HOUSE

KONTINENTAL ’25 (2025, Radu Jude, Romania, 109min)

 

20.55

HOUSE

KY NAM INN (2025, Leon Le, Vietnam, 140min)

 

TUESDAY 14 OCT

 

11.00

PARAGON

GENERAL CARTOON (1963, Tha Du, Myanmar, 142min)

 

15.20

SF

ABOUT A PLACE IN THE KINKI REGION (2025, Koji Shiraishi, Japan, 103min)

 

17.30

SF

DUSE (2025, Pietro Marcello, Italy, 122min)

 

20.45

PARAGON

THE PRESIDENT’S CAKE (2025, Hasan Hadi, Iraq, 102min)

 

WEDNESDAY 15 OCT

 

11.00

PARAGON

SECRET OF A MOUNTAIN SERPENT (2025, Nidhi Saxena, India?, 108min)

 

14.00

PARAGON

FLOATING CLOUDS (1955, Mikio Naruse, Japan, 123min)

 

16.50

PARAGON

ALPHA (2025, Julia Ducournau, France, 128min)

 

19.40

PARAGON

LANDMARKS (2025, Lucrecia Martel, Argentina, 119min)

 

สรุปว่า เราคงพลาดดูหนังหลายเรื่อง อย่างเช่น HAIR, PAPER, WATER... (2025, Truong Minh Quy, Nicolas Groux, Vietnam/France, 71min), TWO PROSECUTORS, etc.

 

Wednesday, October 01, 2025

BEFORE YOUR EYES – VIETNAM (1981, Harun Farocki, West Germany, 114min, A+30)

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

ONE BATTLE AFTER ANOTHER (2025, Paul Thomas Anderson, A+30)

+ BEFORE YOUR EYES – VIETNAM (1981, Harun Farocki, West Germany, 114min, A+30)

 

ชีวิตนี้มีแต่การกราบ Farocki ตลอดไป 55555 เมื่อวานเราได้ดู BEFORE YOUR EYES – VIETNAM ที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN แล้วเราก็กราบจอตลอดเวลา นี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังสงครามเวียดนามที่ “หนักที่สุด “ เท่าที่เราเคยดูมา และก็เฉกเช่นเดียวกันกับหนังของ Jean-Luc Godard นั่นก็คือหนังของ Godard + Farocki เต็มไปด้วยสิ่งที่เราไม่เข้าใจ แต่หนังของทั้งสองคนนี้เต็มไปด้วย IDEAS มากมายที่มันกระตุ้นให้เรานำไปคิดถึงสิ่งอื่น ๆ อะไรต่าง ๆ ได้อีกมากมายโดยที่ตัวผู้กำกับหนังไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่น้อย และนั่นแหละคือ “ความสุขสุดยอด” ที่เราได้รับจากหนังของทั้งสองคนนี้

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบสุดขีดใน BEFORE YOUR EYES – VIETNAM คือฉากที่ตัวละครพระเอกกับนางเอก วิเคราะห์ “ท่ากอดกันของคู่รัก” ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราพบเห็นจนชินตา แต่เราไม่เคยวิเคราะห์มันมาก่อน

 

และฉากนี้ก็ทำให้เราคิดถึงสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายโดยที่ตัว Farocki เองไม่ได้ตั้งใจด้วย

 

1. ท่ากอดกันของคู่รักโดยปกติ คือท่าที่ “ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน และทั้งสองฝ่ายต่างก็หันหลังให้กับโลก”

 

คือท่านี้ทำให้เรารู้สึกว่า มันคือ “คู่รักชนชั้นกลาง ignorant” น่ะ 55555 คู่รักที่สนใจแต่ความรัก สนใจแต่ผัวเมียของตัวเอง และไม่สนใจปัญหาสังคม, ปัญหาการเมือง อะไรต่าง ๆ

 

2. ท่าที่ตัวละครในหนังบอกว่า “ดี แต่ทำได้ยาก” (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) คือท่าที่คู่รักหันหลังชนกัน แล้วทั้งสองก็หันหน้าเข้าใส่โลก ทั้งสองต่างก็รับรู้โลกจากมุม  180 องศาต่อหน้าแต่ละคน และนำสิ่งที่ตัวเองรับรู้มาถ่ายทอดให้ผัวหรือเมียของตนเอง ทั้งสองคนจึงได้รับรู้โลกจากมุม 360 องศา

 

ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านี้มันไม่ใช่ “ท่ากอดกัน” แต่อย่างใด 55555

 

ท่านี้ทำให้เรานึกถึง

 

2.1 คุณเหวง โตจิราการ กับคุณธิดา ถาวรเศรษฐ์

2.2 เสกสรรค์ กับ จิระนันท์

 

คือเป็นคู่รักที่แต่ละฝ่ายต่างก็เป็น activists กันทั้งคู่

 

3. ท่าที่ตัวละครบอกว่า “ดี” กว่าท่าในข้อ 1 ก็คือท่าที่คู่รักฝ่ายหนึ่งสวมกอดอีกฝ่ายหนึ่งจากทางด้านหลัง

 

ฝ่าย A หันหลังเข้าใส่โลก หันหน้าเข้าหาคู่รัก ส่วนฝ่าย B หันหลังให้คู่รัก และหันหน้าเข้าใส่โลก

 

ฝ่าย A คอย support ฝ่าย B ระวังหลังให้ฝ่าย B ส่วนฝ่าย B ก็ทำหน้าที่ต่อสู้กับโลก ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงสังคมต่อไป

 

คือฉากนี้ใน BEFORE YOUR EYES – VIETNAM ทำให้เรานึกถึงคู่ของ Bob กับ Perfidia ใน ONE BATTLE AFTER ANOTHER โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเรารู้สึกว่า คู่ของ Bob กับ Perfidia ก็เหมือนสวมกอดกันในท่านี้ (แบบ symbolic นะ เพราะเราไม่ได้เห็นทั้งสองสวมกอดกันในท่านี้จริง ๆ ในหนัง ถ้าหากเราจำไม่ผิด) เพราะว่า Bob เหมือนเน้นทำหน้าที่เลี้ยงลูก เขาก็เลยเหมือนหันหลังให้กับโลก หันหน้าเข้าหา Perfidia คอย support Perfidia ส่วน Perfidia ก็ทำหน้าที่ต่อสู้กับโลก เปลี่ยนแปลงสังคมต่อไป โดยมี Bob คอยระวังหลังให้

 

พอเราได้ดูงาน retrospective ของ Harun Farocki ที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN ในช่วงนี้ เราก็เลยกราบกรานมาก ๆ คือแค่ฉาก “การวิเคราะห์ท่าสวมกอดของคู่รัก” แค่ฉากเดียวใน BEFORE YOUR EYES – VIETNAM มันก็กระตุ้นให้เราคิดถึงอะไรต่ออะไรได้อีกมากมาย

 

I WORSHIP HARUN FAROCKI จริง ๆ

+++

 

ในที่สุดเราก็ได้ไปดู PARALLEL I-IV (2014, Harun Farocki, video installation, A+30) ที่สถาบันเกอเธ่ ในวันอังคารที่ 30 ก.ย.

 

ดูแล้วก็แอบนึกถึงตัวเอง 55555 เพราะว่าในงานวิดีโอชิ้นนี้ Farocki พยายามใช้ virtual camera ในการเจาะทะลุทะลวงผืนน้ำ, ผิวดิน และฐานอนุสาวรีย์ อะไรต่าง ๆ ในโลกของวิดีโอเกม

 

เราก็เลยนึกถึงตัวเองตอนที่ดูงาน A CONVERSATION WITH THE SUN (VR) by Apichatpong Weerasethakul ที่เราพยายามเดินเข้าไปในจู๋ยักษ์ในงาน VR นี้ เพราะเราอยากรู้ว่าเราจะเห็นอะไรบ้างข้างในจู๋ยักษ์ คือสิ่งที่กล้องของ Farocki พยายามทำในวิดีโอเกม ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่ตัวเราเองพยายามทำในงาน VR ของพี่เจ้ยโดยไม่ได้ตั้งใจ ถึงแม้ว่าจุดประสงค์มันแตกต่างกันมาก ๆ ก็ตาม 55555

 

เสียดายที่ Farocki เสียชีวิตในปี 2014 ถ้าหากเขายังมีชีวิตอยู่ เขาคงได้สร้าง essay films เกี่ยวกับ

 

1. โลกของ VR

2. โลกของ TIKTOK

3. โลกของ AI-GENERATED IMAGES AND VIDEOS

4. โลกของ deepfake, การใช้แอปแต่งรูป และการยืนยันตัวตนโดยการสแกนใบหน้า

5. โลกของ fake news

6. โลกของ Google Earth

7. โลกของ camera drones and weaponized drones