Thursday, January 09, 2020

PRISON MAN

HARD TO BE A GOD (2013, Aleksey German, Russia, 177min, A+30)

1.ดูไม่รู้เรื่องเลย 555 พอดูจบแล้วก็เลยพยายามมา search หาเรื่องย่อในอินเทอร์เน็ต แล้วก็พบว่าหลายคนก็ดูหนังเรื่องนี้ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน 555 ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่ดูแล้วงง

2.ทึ่งกับการกำกับมากๆ ไม่รู้กำกับได้ยังไง ดูแล้วนึกถึงหนังพีเรียดที่งดงามมากๆอย่าง ANDREI RUBLEV (1966, Andrei Tarkovsky) ผสมกับหนังพีเรียดที่เน้น "ความโสโครก" อย่าง FLESH+BLOOD (1985, Paul Verhoeven)

3.ถ้าเข้าใจไม่ผิด เหมือนหนังนำเสนอ "โลกยุคกลาง" (ในอีกดาวเคราะห์นึง) ที่ผู้มีอำนาจและชาวบ้านบางส่วนพยายามไล่ฆ่า/ทำลายล้าง/ประหารชีวิต ใครก็ตามที่มีหัวก้าวหน้า/กวี อะไรทำนองนี้ ซึ่งอาจจะคล้ายกับยุคกลางหรือยุคมืดของยุโรป ที่นักวิทยาศาสตร์หรือใครก็ตามที่มีหัวก้าวหน้าจะถูกจับไปประหารชีวิต

แต่ในอีกแง่นึง โลกยุคกลางในหนังเรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึงสถานการณ์ในปัจจุบันในหลายๆประเทศ ที่ฝ่ายคลั่งชาติ หรือฝ่ายขวาจัด พยายามทำลายล้างคนในชาติเดียวกันและผู้อพยพ ทั้งในสหรัฐ, บางประเทศในอเมริกาใต้, บางประเทศในยุโรปตะวันออก, อินเดีย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทย

 THAI FILMS WHICH I SAW ON MONDAY, NOVEMBER 18, 2019

1.Prison Man / เกียรติพงษ์ ลงเย / 48.58 นาที A+30

ชอบสุดๆ ถือเป็นหนึ่งในหนังไทยแนว dystopia อีกเรื่องหนึ่งในปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่มีการผลิตหนังไทยแนว dystopia ออกมาเป็นจำนวนเยอะมาก ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอิทธิพลจากหนังเรื่อง 10 YEARS THAILAND หรือเปล่า

มีบางส่วนของหนังเรื่องนี้ที่ทำให้นึกถึง WOMAN IN THE DUNES (1964, Hiroshi Teshigahara) แต่เราชอบ PRISON MAN มากกว่า WOMAN IN THE DUNES เพราะพระเอกของ PRISON MAN "ทำในสิ่งที่เราเองก็คงจะทำ" ในขณะที่พระเอกของ WOMAN IN THE DUNES "ทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เราจะทำ"

2.Puppy Love / ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ / 57.35 นาที A+30

หนังรักรันทดที่นำแสดงโดย Chulayarnnon Siriphol ชอบช่วงที่เป็นการนั่งสมาธิรำลึกอดีตชาติมากๆ

3.Periphery Village / เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์ / 9.27 นาที A+30

ชอบที่หนังเป็นการบันทึกภาพหมู่บ้านเหงาๆไปเรื่อยๆ พร้อมกับการพร่ำบ่นถึงการอยากฆ่าตัวตาย

4. A Piece of the Moon / พิชญา สุสุข / 21.40 นาที E A+25

นางเอกไปอยู่บ้านเพื่อนสาว แล้วเจอน้องชายของเพื่อนที่หล่อน่ารักมากๆ เรารักพระเอกหนังเรื่องนี้ แต่เสียดายที่นางเอกเรียบร้อยเกินไป

4.Pitubhum / พีรดนย์ อติโรจน์ / 24.23 นาที A+25

หนังการเมืองเกี่ยวกับเหตุการณ์ถังแดงที่ทำออกมาในแนว horror

5. A Peak Day / สิรวิชญ์ เอื้อครองธรรม / 18.30 นาที E  A+25

6.Pianoforte / ณัฐนันท์ สุวรรณ์ / 5.53 นาที E A+

รู้สึกว่าหนังพยายามทำซึ้งเกินไป

FROZEN II

FROZEN II (2019, Chris Buck, Jennifer Lee, animation, A+30)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
--
--
--
--
--
พอดูหนังเรื่องนี้ กับ MALEFICENT: MISTRESS OF EVIL (2019, Joachim Ronning) แล้วเลยทำให้เราหันมาชอบหนังดิสนีย์อย่างสุดๆเลย 555 เพราะเราชอบที่หนังดิสนีย์สองเรื่องนี้พยายามสอนเด็กๆว่า

1.อย่าเชื่อใน "ประวัติศาสตร์" เสมอไป เพราะประวัติศาสตร์หลายๆครั้งถูกเขียนโดยผู้มีอำนาจ ซึ่งสามารถพลิกขาวเป็นดำ พลิกคนดีให้กลายเป็นผู้ร้ายได้ ดังเช่นที่ราชินีอิงกริธใน MALEFICENT บิดเบือนปวศ.ให้ Maleficent กลายเป็นผู้ร้าย และดังเช่นที่อาณาจักร Arendelle ใน FROZEN II พยายามวาดภาพว่า ชนเผ่า Northuldra เป็นผู้ร้าย และพยายามวาดภาพว่ากษัตริย์ของอาณาจักรตนเองเป็นคนดีที่พยายามช่วยเหลือชนเผ่า

เราว่าอันนี้มันสอดคล้องกับความเป็นจริงในโลกยุคปัจจุบันมากๆ ที่ความเชื่อเรื่อง "ชาตินิยม" ส่วนหนึ่งมันถูกปลูกฝังมาจาก "ประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง" นี่แหละ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่ไม่ยอมบอกเล่าว่าคนชาติตนเองเคยทำอะไรเลวร้ายกับชาติอื่นๆบ้าง

2.อย่า "ไว้วางใจ" ปู่ย่าตายายและพ่อแม่ของตนเอง เพราะคนที่ร้ายที่สุดก็คือแม่พระเอกใน MALEFICENT 2 และปู่ของนางเอกใน FROZEN II 555555

Wednesday, January 08, 2020

3 DEC – 9 DEC 1989



อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 49
3 DEC – 9 DEC 1989

1. WITH EVERY BEAT OF MY HEART – Taylor Dayne  https://www.youtube.com/watch?v=LLqavsL003Q

2. NEVER TOO LATE – Kylie Minogue (New Entry)

3. NIJI WO MITAKAI – Misato Watanabe (New Entry)

4.DRIVE ON – Brother Beyond (New Entry)

5. PUMP UP THE JAM – Technotronic featuring Felly
          
6. THE ARMS OF ORION – Prince with Sheena Easton (New Entry)

7. DON’T SHUT ME OUT – Kevin Paige (New Entry)

8. CALL IT LOVE – Poco (New Entry)

9. THE SUN RISING – The Beloved (New Entry)

10. SWEET SURRENDER – Wet Wet Wet (New Entry)

11. I LOVE THE BASS – Bardeux (New Entry)

12. 7TH BIRD  AI NI KOI – Minako Honda (New Entry)

13. TWO TO MAKE IT RIGHT – Seduction (New Entry)

14. I WANT YOU – Shana (New Entry)

15. OVER AND OVER – Pajama Party (New Entry)

AWAY

HEARTBEAT (2019, เจตษ์ บุณโยประการ, A+25)
ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก รักมั้ยลุง

1.ตอนแรกนึกว่า เป็นหนังแอบเชียร์ลุงตู่ เพรามันใช้คำว่า "ลุง" แทนพระเอก 555 แต่พอดูหนังจริงๆแล้วก็พบว่า มันคงไม่ใช่แบบนั้น ตัวพระเอกดูรูปลักษณ์ภายนอกในบางครั้งแล้วทำให้นึกถึง ธนาธร ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นสรุปว่าหนังเรื่องนี้คงไม่ได้มีประเด็นทางการเมืองใดๆแอบแฝงแบบที่เคยแอบสงสัยไว้ 555

2.ชอบความเงี่ยนของนางเอกมากๆ ชอบมากๆที่หนังเรื่องนี้ให้นางเอกเป็น subject of desire และให้พระเอกเป็น object of desire ความชอบของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้มาจากปัจจัยนี้เป็นหลัก

3.แต่น่าเสียดายที่บทของเคน ธีรเดช ในหนังเรื่องนี้มัน แข็งทื่อ มากๆน่ะ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะการแสดงหรือการกำกับ ตัวพระเอกเลยดูไม่ desirable เลยสำหรับเรา นึกว่าผีดิบ ตัวชายหนุ่มที่มาจีบนางเอกยังดูมีชีวิตชีวามากกว่าเยอะเลย

4. เหมือนเคน ธีรเดช ครบวงจรการแสดงอะไรสักอย่าง เพราะเขาเคยดังจากบทชายหนุ่มที่หลงรักสาวสูงวัยใน BEHIND THE PAINTING (2001, Cherd Songsri) แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนมารับบทชายสูงวัยที่มีหญิงสาวมาหลงรัก

5.ชอบการแสดงของ Parnupong Chaiyo ในบทเพื่อนกะเทยมากๆ เสียดายที่บทไม่เอื้อให้แสดงอะไรได้มากกว่านั้น

AWAY (2019, Teeraphan Ngowjeenanan, documentary, A+30)
ไกลบ้าน

สารคดีที่สัมภาษณ์วัฒน์ วรรลยางกูร กับลูกชายของเขา เจ็บปวดมากๆ

Tuesday, January 07, 2020

BANGKOK CIVILIAR

EL RAYO (2013, Fran Araujo, Ernesto de Nova, Spain, A+30)

ชอบทัศนียภาพในหนังมากๆ

 THE ODYSSEY: BCC ACADEMIC DAY 2018 (2019, ชวิศ ปานจินดา, พิท พงษ์พิทยาภา, A+30)

หนังที่กำกับโดยเด็กมัธยม เน้นการใช้ CG visual effects อย่างรุนแรง พระเอกหล่อมาก กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 BANGKOK CIVILIAR (2019, บรรณวิฑิต วิลาวรรณ, จิรเมธ โง้วศิริ, Watcharapong Sripor, A+30)
ศิวิไลซ์ บางกอก

หนังสั้นที่ใช้เสียงบรรยายเป็นเสียงชายหนุ่มกลุ่มนึงคุยกันในรถ (ไม่แน่ใจว่าคุยกันเรื่องโสเภณีชายด้วยหรือเปล่า) ขณะที่ภาพของหนังเป็นวิวจากหน้าต่างรถยนต์ขณะรถแล่นผ่านถนนต่างๆแถบเกาะรัตนโกสินทร์

 MY DEATHINY (2019, ณัฐพร พึ่งพันวุฒิ, A+20)

หนังสั้นเกี่ยวกับหญิงชราที่วางแผนจัดงานศพตัวเอง หนังน่ารักดี

PEOPLE ON SUNDAY 2019

PEOPLE ON SUNDAY (2019, Tulapop Saenjaroen, video installation, A+30)

1. ดูแล้วงงมาก thought provoking มากๆ เหมือนกับตอนที่ดูหนังอย่าง BY THE TIME IT GETS DARK (2016, Anocha Suwichakornpong) เพราะเหมือนวิดีโอนี้จะประกอบด้วยส่วนต่างๆที่เราไม่แน่ใจว่าต้องการสื่อถึงอะไร แต่ถึงเราดูแล้วไม่เข้าใจ เราก็ชอบมากๆอยู่ดี

 2.ส่วนต่างๆในวิดีโอนี้รวมถึง ส่วนที่ให้นักแสดงสมัครเล่นชาวไทยมาทำท่าเลียนแบบตัวละครในหนังเรื่อง PEOPLE ON SUNDAY (1930, Robert Siodmak, Edgar G. Ulmer, Germany, 73min) ซึ่งส่วนนี้จะตลกดี เพราะเรามองว่าหนังเยอรมันที่เป็นต้นฉบับนั้น ถือเป็นหนังที่ดูเป็นธรรมชาติมากๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนัง fiction ทั่วไปในยุคนั้น คือ "การแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ" ดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ของ PEOPLE ON SUNDAY (1930) แต่พอมาเป็นวิดีโอปี 2019 นี้ ทุกอย่างดูเกร็ง ดูเป็นการแสดงอย่างจงใจไปเกือบหมด เพราะฉะนั้นวิดีโอในส่วนนี้ก็เลยเหมือนเบลอเส้นแบ่งระหว่าง "การผ่อนคลาย/ความเกร็ง" และ "การแสดง/การไม่แสดง" เข้าด้วยกัน

 3.ส่วนต่อมาเหมือนเป็นการโฟกัสไปที่ทีมงานเบื้องหลังการถ่ายทำวิดีโอนี้ ซึ่งส่วนนี้เราไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร แต่มันทำให้เรานึกถึงการทับซ้อนกันระหว่างการทำงานกับการไม่ทำงาน เพราะเหมือนวิดีโอนี้จะบอกว่า ในขณะที่วิดีโอนี้และหนังเยอรมันที่เป็นต้นฉบับพยายามนำเสนอ "การพักผ่อนหย่อนใจ" แต่การผลิต "ภาพแทน" ของ "การพักผ่อนหย่อนใจ" หรือ "การใช้เวลาว่างนอกเหนือจากการทำงาน" ออกมา ก็ต้องอาศัย "การทำงาน" ของคนจำนวนหนึ่ง เพราะฉะนั้นคนจำนวนหนึ่งก็เลยต้อง "ทำงานแลกเงิน" เพื่อสร้างภาพแทนของ "การใช้เวลาว่าง" ออกมา เราไม่แน่ใจว่าวิดีโอนี้ต้องการสื่อถึงอะไร แต่สิ่งที่วิดีโอนี้ทำให้เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็คือคนจำนวนหนึ่งที่ทำงานแลกเงินเพื่อรองรับการพักผ่อนหย่อนใจของเรา อย่างเช่น พนักงานขายของในห้างสรรพสินค้า/พนักงานทำความสะอาดห้างสรรพสินค้าในวันเสาร์, วันอาทิตย์, วันหยุด ฯลฯ อะไรทำนองนี้

 4.อีกส่วนหนึ่งในวิดีโอเหมือนเป็นการนำเสนอชีวิตของ colorist โดยเขาพูดถึงการที่เขาใช้เวลาไปกับการดูอะไรต่างๆมากมายทางทีวี, คอมพิวเตอร์, จอมือถือ อะไรทำนองนี้ ถ้าจำไม่ผิด

 5.แต่ส่วนที่เราชอบที่สุดในวิดีโอนี้ คือส่วน "free time" ที่คั่นระหว่างช่วง "ทีมงานเบื้องหลังวิดีโอ" กับช่วงของ "colorist" คือช่วงนี้จะเป็นจอขาวๆโล่งๆราว 1 นาที โดยมีตัวเลขนับเวลาถอยหลัง คือตอนที่วิดีโอนี้ขึ้นจอขาวขึ้นมา เราก็ไม่แน่ใจว่าวิดีโอนี้จบแล้วยัง เราก็เลยเดินไปสำรวจงาน installation ด้านหลังจอวิดีโอ แล้วก็เล่นมือถือ ดูอะไรต่างๆทาง facebook ฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ จนช่วง free time จบไป แล้ววิดีโอก็กลับมาเล่าเรื่องต่อ แล้วพอเราดูวิดีโอนี้จนจบ เราก็เลยสงสัยขึ้นมาว่า ผู้ชมคนอื่นๆ ทำอะไรกับ "free time" ในช่วง 1 นาทีนี้บ้าง พวกเขาพยายาม "ทำให้ตัวเองไม่ว่าง" เหมือนกับเราในช่วง 1 นาทีนี้หรือเปล่า หรือพวกเขาทำให้ตัวเอง "ว่าง" จริงๆ ไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องพยายามถม "ทุกวินาทีแห่งความว่าง" ให้เต็มเหมือนที่เราทำ

 6.เนื่องจากเราไม่เข้าใจวิดีโอนี้ เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่พยายามตีความมันแล้วกัน แต่เราจะบันทึกผลกระทบจากวิดีโอนี้ที่มีต่อเรา ถึงแม้วิดีโอนี้จะไม่ตั้งใจส่งผลกระทบเช่นนั้นก็ตาม สิ่งที่เราชอบที่สุดในวิดีโอนี้ ก็คือการที่มันทำให้เราตระหนักถึง "ความกระหืดกระหอบ ร้อนรนของเราที่จะถมทุกวินาทีแห่งความว่างให้เต็ม" น่ะ ซึ่งการที่วิดีโอนี้ทำให้เรารู้สึกเช่นนี้ มันมาจาก 3 ส่วนในวิดีโอ ซึ่งก็คือช่วง free time, การที่ตัวละครของคุณอภิชน รัตนาภายน พูดถึงคำคมต่างๆในการใช้ชีวิต โดยพูดวนไปวนมา ซ้ำซากไปเรื่อยๆ (ดูแล้วนึกถึงโฆษณากิจกรรมเยอะ ของเมืองไทยประกันชีวิต), และช่วงที่ colorist พูดถึงการดูอะไรต่างๆมากมายผ่านทางหน้าจอต่างๆ https://www.youtube.com/watch?v=Cv-JzhBEGp0

คือเนื้อหาตรงส่วนนี้ของวิดีโอนี้ มันทำให้เราตระหนักว่า เราเองก็ treat "เวลาว่าง" ของตัวเอง ในแบบที่อาจจะซีเรียสเกินไป คือแทนที่เราจะใช้เวลาว่างอย่างสบายใจ เรื่อยๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องเค้น "ผลผลิต" หรือ "ผลสำเร็จ" อะไรจากมันมากนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอาจจะเคยทำเมื่อ 20-30 ปีก่อน แต่ในปัจจุบันนี้ เรากลับใช้เวลาว่างทุกวินาทีอย่างพยายามที่จะทำให้มันเกิดผลผลิตสูงสุดออกมา ในวันทำงานแต่ละวัน พอเรามีเวลาว่าง 1-15 นาทีระหว่างโดยสารรถไฟฟ้า, รออาหารที่สั่ง ฯลฯ เราก็จะพยายามเล่นมือถือ พยายามจะเสพข้อมูลให้ได้มากที่สุดจากมือถือในเวลาว่างนั้นๆ

 ในวันหยุด เราก็มักจะวางแผนให้ตัวเองได้ดูหนังที่อยากดูให้ได้มากเรื่องที่สุดในวันหยุดนั้นๆ ถ้าในวันหยุดไหนเราได้ดูหนังโรงถึง 4 เรื่อง เราก็จะมีความสุขมากๆ

 พอได้ดูวิดีโอนี้ เราก็เลยตั้งคำถามว่า เรา treat เวลาว่าง ของตัวเองในแบบที่เหมาะสมกับตัวเราจริงๆหรือเปล่า มันเหมือนกับว่า เราหวาดกลัวที่จะใช้เวลาว่างด้วยการทำให้ตัวเองว่างจริงๆ เพราะฉะนั้นพอเรามีเวลาว่างปุ๊บ เราก็มักจะหาทางเค้นผลผลิตจากมันให้ได้มากที่สุดในทุกๆวินาที ด้วยการเสพข้อมูลต่างๆให้ได้มากที่สุดในเวลาว่างนั้น หรือทำงานอดิเรกให้ได้มากที่สุดในวันว่างนั้นๆ แต่การทำเช่นนี้มันทำให้เรามีความสุขจริงๆหรือเปล่า มันคือการผ่อนคลายจริงๆหรือเปล่า

Monday, January 06, 2020

MELODY OF MURDER (1944, Bodil Ipsen, Denmark, A+30)


MELODY OF MURDER (1944, Bodil Ipsen, Denmark, A+30)

คลาสสิคดี จริงๆแล้วรู้สึกว่ามันไม่ “ลุ้นระทึก” มากเท่าหนังในยุคเดียวกันของ Alfred Hitchcock และ Henri-Georges Clouzot แต่แค่นี้ก็ถือว่าใช้ได้ดีมากแล้วล่ะ

STATIONS OF THE CROSS (2014, Dietrich Brüggermann, Germany, A+30)


STATIONS OF THE CROSS (2014, Dietrich Brüggermann, Germany, A+30)

1.มีสิทธิติด top ten ประจำปี 2020 ไปเลย หนักหนามาก ชอบมากๆที่หนังทั้งเรื่องมีแค่ราว 15 ซีน โดยที่แต่ละซีนจะยาวราว 5-10 นาที โดยไม่มีการตัดภาพเลยในแต่ละซีน ซึ่งวิธีการทำหนังแบบนี้เป็นวิธีการแบบที่เคยพบในหนังอย่าง MATTHIAS KNEISSL (1971, Reinhard Hauff, West Germany) และ BEAUTY AND THE DOGS (2017, Kaouther Ben Hania, Tunisia) ด้วยเช่นกัน และมันเป็นวิธีที่ทำให้อารมณ์ในแต่ละซีนมัน intense มากๆ

2. ฉากที่น่าสนใจมากๆคือฉากที่นางเอกที่เป็นคนเคร่งศาสนามากๆมาสารภาพบาป คือก่อนหน้านี้นางเอกไปนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุด แล้วมีเด็กหนุ่มมาจีบเธอ ทั้งสองพูดคุยกันจนสร้างความรำคาญให้ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดเดียวกัน

หลังจากนั้นนางเอกก็มาสารภาพบาปกับบาทหลวงในโบสถ์ เธอพูดถึงบาปต่างๆที่เธอทำ และรวมถึง “ความเงี่ยนในใจ” ที่เธอมีต่อเด็กหนุ่มคนนั้น เหมือนเธอมองว่าความเงี่ยนผู้ชายเป็นบาปหนักมาก อะไรทำนองนี้

พอดูฉากนี้แล้วเราก็เลยรู้สึกอยากด่าอีนางเอกอย่างรุนแรง คือเรามองตรงข้ามกับเธอ เพราะเรารู้สึกว่า ความเงี่ยนผู้ชายไม่ใช่บาปแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เรารับเธอไม่ได้เลยก็คือว่า “มึงไม่รู้สึกผิดเลยเหรอ ที่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่นๆในห้องสมุดน่ะ อีห่า” ทำไมมึงไม่สารภาพบาปเรื่องนี้ด้วยล่ะ

คือถ้านางเอกสารภาพบาป หรือรู้สึกผิดที่ “เธอส่งเสียงดังในห้องสมุด” เราก็คงจะมอง “คนเคร่งศาสนา” ในแง่ดีมากยิ่งขึ้น แต่เหมือนหนังเรื่องนี้จะแสดงให้เห็นว่า คนเคร่งศาสนาแบบนางเอกนี่มันเหี้ยจริงๆ คือมึงไปรู้สึกผิด รู้สึกบาป ในสิ่งที่มึงไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นๆ (ความเงี่ยนผู้ชาย) แต่มึงไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลยใน “การสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นๆ”  (การส่งเสียงดังในห้องสมุด)

3.ดูแล้วนึกถึงหนังอีก 3 เรื่องที่น่าฉายควบกันมากๆ ซึ่งได้แก่

3.1 THÉRÈSE (1986, Alain Cavalier, France)

3.2 CAMINO (2008, Javier Fesser, Spain)

3.3 LOVE LIKE POISON (2010, Katell Quilévéré, France)

MIDNIGHT TRAVELER

FRAMING JEAN DELOREAN (2019, Don Argott, Sheena M. Joyce, documentary, A+25)

เรื่องเริ่มต้นที่การตบตีกันอย่างรุนแรงระหว่างผู้บริหารบริษัท General Motors ก่อนจะนำไปสู่อะไรต่างๆที่น่าสนใจอีกมากมาย

โดยเนื้อหาแล้ว เราว่าหนังเรื่องนี้น่าสนใจมากกว่า FORD V FERRARI อีก แต่หนังเรื่องนี้อาจจะอ่อนด้อยด้านการ "ไล่เรียงระดับอารมณ์" คือเนื้อหาในหนังมันแน่นสุดๆ จนเรารู้สึกว่า มันแน่นเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่ Jean ตบตีกับ FBI

เหมือนหนังมัน research ข้อมูลมาดีมากๆ แต่ยังไม่เก่งเรื่องการ manipulate อารมณ์ของผู้ชม

MIDNIGHT TRAVELER (2019, Hassan Fazili, documentary, A+30)

1.สะเทือนใจกับความเกลียดชังผู้อพยพใน Bulgaria มากๆ

2.ฉากที่ติดตามากๆคือฉากภรรยาหึงสามี กับฉากลูกสาวเต้นตาม Michael Jackson

3.ดูหนังเรื่องนี้แล้วเหมือนทำให้เข้าใจ TRANSIT (2018, Christian Petzold) มากยิ่งขึ้น

LATE NIGHT (2019, Nisha Ganatra, A+30)

1.ชอบหนังที่ focus ไปที่ "การทำงาน" แบบนี้มากๆ ดูแล้วนึกถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง "ยอดรักจอแก้ว"

2.นึกถึง THE DEVIL WEARS PRADA (2006, David Frankel) ด้วย

Sunday, January 05, 2020

SNAKE

SNAKE (2019,  Jazzsiam, A+30)
งู

1. FAVORITE QUOTE OF THE YEAR " ฉันไม่อยากได้หรอก บุญเบิญ ฉันอยากได้ผัว" -- กระถินพูด

ตัวละครกระถินนี่ เป็น favorite character ของเราเลย

2.เหมือนการกำกับและการถ่ายภาพมีปัญหา ภาพเบลอในจุดที่ไม่ควรเบลอ อย่างเช่นที่หน้าพระเอกในบางฉาก 555

3.แต่ชอบการนำเสนอ สถาบันศาสนา ในหนังเรื่องนี้ อย่างสุดๆ รู้สึกว่ามันไปไกลกว่าหนังไทย mainstream เรื่องอื่นๆในจุดนี้

4.อภิชาติ จีนประชา ในบทยี่สุ่น น่ากินสุดๆ กรี๊ดดดดดดดดดดดด ฟินมาก ดูด้วยอาการน้ำลายฟูมปาก

5.นึกถึงที่พี่สนธยา filmvirus เคยพูดเมื่อราวสิบกว่าปีก่อนที่ว่า หนังไทยยุคเก่าหลายๆเรื่อง จะสร้างจากงานวรรณกรรมดีๆ โดยเฉพาะจากนิยายดีๆ แต่เด็กรุ่นใหม่ ไม่อ่านนิยายไทยกันแล้ว แต่จะสร้างหนังโดยได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งอื่นๆมากกว่า อย่างเช่น เพลง, videogame, etc.  ซึ่งมันก็จะสะท้อนความคิด/lifestyles/สังคมของเด็กรุ่นใหม่ได้ดี แต่มันก็น่าเสียดายเล็กน้อย ถ้าหากงานนิยายดีๆจะถูกทอดทิ้ง ไม่มีใคร adapt มาเป็นหนังอีก

เราก็เลยดีใจมากๆที่นอกจาก "หม่อมน้อย" แล้ว ยังมีผู้กำกับไทยคนอื่นๆนำบทประพันธ์ดีๆมาดัดแปลงเป็นหนังอยู่

อย่างหนังเรื่องนี้นี่ ความชอบของเรา 60% มาจากเนื้อเรื่อง และ 40% มาจากความน่ากินของพระเอกเลยนะ ส่วนการกำกับเราเฉยๆ

NE ZHA (2019, Yu Yang, China,  animation, A+30)

BEN-HUR (1959, William Wyler, A+30)

ชอบที่หลังจากฉากแข่งรถผ่านไปแล้ว หนังยังเล่าเรื่องต่อมาอีกราว 1 ชั่วโมง เพราะตอนแรกเรานึกว่าหนังจะจบลงที่ฉากแข่งรถ

HUSH, TONIGHT THE DEAD ARE DREAMING LOUDLY (2019, Kong Pahurak, A+30)

เจ็บปวดมากๆ

ONLY YOU (2019, Wasunan Hutawet, documentary, A+30)

 สุดขีด หนังเล่าเรื่องของเลสเบียนที่ไม่ได้กลับบ้านมานานหลายปีแล้ว เพราะแม่รับความเป็นเลสเบียนของเธอไม่ได้ รักหนังเรื่องนี้ที่สุด


Saturday, January 04, 2020

THE DRUMMER AND THE KEEPER

STRAY (2019, Olga Gorodetskaya, Russia, A+30) พอหนังเฉลยว่าอะไรเป็นอะไร ก็ชอบสุดๆ 555 ชอบเรื่องทำนองนี้ แต่จริงๆแล้วดูเหมือนหนังจะมี plot holes อยู่เหมือนกัน

THE DRUMMER AND THE KEEPER (2017, Nick Kelly, Ireland, A+30)

 ชอบแนวคิดของหนังเรื่องนี้ ที่เป็นการพึ่งพาอาศัยกันของชายหนุ่ม straight  2 คน คนนึงเป็น asperger ที่ไม่ค่อยเข้าใจมนุษย์คนอื่นๆ (หมายถึงว่า เป็นคนที่ถูกหลอกได้ง่าย) แต่เป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ได้ดี ไม่ค่อยโกรธ ส่วนอีกคนเป็น  bipolar ที่รู้เท่าทันมนุษย์คนอื่นๆ แต่เขาโมโหร้าย ชอบอาละวาดทำลายสิ่งต่างๆ สองคนนี้ก็เลยช่วยเติมเต็มสิ่งที่อีกคนนึงขาดได้ดี

CHARLIE'S ANGELS (2019, Elizabeth Banks, A+25)


ชอบที่มันไม่เน้น comedy แบบเวอร์ชั่น Cameron Diaz น่ะ เราว่าเวอร์ชั่นนั้นมันดูไม่ serious เราชอบให้มันออกแนว serious เหมือนตอนเป็นละครทีวียุค Farrah Fawcett, Jaclyn Smith, Cheryl Ladd อะไรแบบนั้นมากกว่า เราก็เลยชอบเวอร์ชั่นนี้ที่มันดู serious ขึ้นมาหน่อย

LAST CHRISTMAS (2019, Paul Feig, UK, A+30) เปิดทศวรรษด้วยหนังเรื่องนี้ ดูแล้วแอบร้องไห้

Wednesday, January 01, 2020

LIFE IN 2019


สรุปชีวิตปี 2019

1.ดีใจที่รอดชีวิตมาได้อีกหนึ่งปี ทุกข์ที่ใหญ่ที่สุดของเราในปี 2019 ก็คืออาการ “จอประสาทตาฉีกขาด” นี่แหละ ซึ่งเราเริ่มเป็นในปี 2019 และในระหว่างปี เราก็พบว่า จอประสาทตาเราฉีกขาดถึง 4 จุดด้วยกัน แต่โชคยังดีที่หมอตรวจเจอทันเวลา ก็เลยยิง laser รักษาจุดที่ฉีกขาดทั้ง 4 จุดนี้ได้

ถ้าหากหมอตรวจเจอไม่ทันเวลา จอประสาทตาของเราก็อาจจะหลุดลอกได้ และนั่นจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่อย่างรุนแรงตามมา เพราะถ้าหากจอประสาทตาหลุดลอก เราก็ต้องผ่าตัดตา และต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากๆ แต่ถ้าหากเราแค่จอประสาทตาฉีกขาด เราก็ยิง laser รักษาได้ แล้วก็ใช้สายตาได้ตามปกติ

เพราะฉะนั้นตั้งแต่เดือนก.พ.เป็นต้นมา หลังจากเราเจอจอประสาทตาฉีกขาดจุดแรก เราก็เลยใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความกังวลมาโดยตลอด พอเราเห็นอะไรผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย เราก็ต้องรีบวิ่งแจ้นไปหาหมอ เพื่อให้ขยายม่านตา  ตรวจดูจอประสาทตา แล้วพอขยายม่านตาแล้ว เราก็จะทำงาน/ดูหนัง อะไรพวกนี้ไม่ได้ไป 6 ชั่วโมง

มีบางสัปดาห์ที่เราไปหาจักษุแพทย์เพื่อขยายม่านตา+ตรวจตา ถึง 3-4 ครั้งด้วยกัน เพราะเราเห็นอะไรผิดปกติ

ช่วงปี 2019 จึงเป็นปีที่เราอยู่ภายใต้ความกังวลว่าจะตาบอดมาโดยตลอด แต่ในแง่นึงมันก็ทำให้เราปลงตกกับชีวิต คือก่อนหน้านี้เราจะรู้สึกว่า เรามีความทุกข์ที่การงานไม่มั่นคง, เรามีความทุกข์ที่หาผัวไม่ได้, เรามีความทุกข์ที่เรายากจน, เรามีความทุกข์ที่เราอ้วน, เรามีความทุกข์ที่เราหาเวลาดูหนัง+เขียนถึงหนังได้ไม่มากพอ ฯลฯ

แต่พอเราเป็นโรคจอประสาทตาฉีกขาด เราก็เลยขอแค่ได้มีชีวิตอยู่ต่อไปโดยที่ตาไม่บอด โดยที่สุขภาพแข็งแรง เราก็พอใจมากๆแล้ว

เพราะฉะนั้นในบางครั้งพอเราเริ่มกังวลกับปัญหาอะไรมากเกินไป บางทีเราก็จะบอกตัวเองว่า “ยังไงวันนี้เราก็ยังโชคดีนะ เพราะวันนี้ดูเหมือนดวงตาเราจะยังปกติอยู่”

2.ความกังวลกับอาการจอประสาทตาฉีกขาดนี่ ก็ทำให้เราพลาดดูหนังดีๆไปบ้างเหมือนกัน หนึ่งในเหตุการณ์ที่ตลกดีก็คือว่า วันอาทิตย์ที่ 24 พ.ย. เราไปดูหนังชิลีเรื่อง SAL ที่โรง Lido Connect ในตอนค่ำๆ แล้วในระหว่างที่ดูหนัง เราก็เห็นแสงคล้ายแสงฟ้าแลบ หรือแสงแฟลช ราว 2-3 ครั้ง ซึ่งการเห็นแสงแฟลชนี่แหละ คือสัญญาณเตือนว่า จอประสาทตาเราอาจจะฉีกขาดได้

เพราะฉะนั้นในวันจันทร์ที่ 25 พ.ย. ซึ่งเป็นวันที่เราตั้งใจจะไปดูหนังเทศกาลบางเรื่อง ก็เลยกลายเป็นวันที่เราต้องไปหาหมอ เพื่อขยายม่านตา ตรวจจอประสาทตา ซึ่งหมอก็ไม่พบอะไรผิดปกติ และเราก็ดีใจสุดๆที่ผลตรวจออกมาแบบนั้น แต่เราก็ต้องพลาดดูหนังเทศกาลไป

อย่างไรก็ดี พอเราเจอเพื่อนนักดูหนังบางคนในวันต่อๆมา และเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง เขาก็บอกว่า ตอนที่หนังเรื่อง SAL ฉายอยู่น่ะ มีผู้ชมบางคนยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายจอหนัง แล้วก็มีแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปด้วย น่ารำคาญมากๆ

เราก็เลยพบว่า ไอ้แสงแฟลชที่เราเห็นในวันที่ 24 พ.ย.น่ะ มันคือแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปจริงๆนั่นแหละ ไม่ใช่เกิดจากวุ้นลูกตาเสื่อมไปดึงจอประสาทตาแต่อย่างใด โธ่ ชีวิต

3.ทุกข์หนักของเราอีกอันนึง ก็คืออารมณ์โกรธของเรานี่แหละ ที่มันมาปะทุในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของปี และพอมันปะทุขึ้นมาแล้ว เราก็เลยเสียใจกับมันมากๆ เสียใจที่เราไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธของตัวเองได้ มันทำให้เรารู้สึกละอายใจ รู้สึกผิด และในที่สุดเราก็โกรธและเกลียดตัวเองน่ะ และถ้าหากเราเกลียดตัวเองแล้ว มันก็ยากที่เราจะมีความสุขได้ เพราะเราต้องอยู่กับตัวเองตลอดเวลา

ตอนนี้เราก็ได้แต่ทำใจว่า เราได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เราจะต้องระมัดระวังไม่ให้อารมณ์โกรธครอบงำเราได้อีก และเราจะใช้ความเสียใจและความรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็น “เชื้อเพลิง” ให้เราพยายามพัฒนาตัวเองต่อไป

4.มีหลายครั้งในปี 2019 ที่เรารู้สึกท้อถอยกับชีวิต แต่เราก็รับมือกับมันด้วยการจินตนาการว่า ลูกหมีของเราพูดกับเราว่า “คุณแม่ช่วยมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 1 วันเพื่อผมนะครับ”

คือพอเราจินตนาการแบบนี้ เราก็ไม่ต้องกังวลกับอนาคตข้างหน้ามากนักน่ะ ไม่ต้องกังวลกับความจน หรือปัญหาสุขภาพอะไรมากนัก เพราะการมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 1 วัน มันคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงสำหรับเราในปัจจุบัน

เราก็เลยใช้จินตนาการแบบนี้นี่แหละ ในการช่วยต่ออายุชีวิตตัวเองมาได้เรื่อยๆจนในที่สุดก็ผ่านปี 2019 มาได้

5. ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะผ่านปี 2020 ไปได้หรือไม่ สิ่งที่เราปรารถนาที่สุดในชีวิตตอนนี้ก็คือว่า คืนใดคืนนึง เมื่อเรานอนหลับไปแล้ว เราก็จะตายไปเลย ไม่ต้องเจ็บปวดทรมาน ไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีก

แต่ถ้าหากเรายังไม่โชคดีแบบนั้น ยังคงตื่นนอนขึ้นมาอยู่ เราก็จะพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 1 วันเพื่อลูกหมีของเราก็แล้วกัน 555

STRANGER IN PARADISE

พอดู ฮาวทูทิ้ง แล้วก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ฉากที่ชอบมากที่สุดฉากนึงในปีนี้ คือฉากที่พระเอกใน SOLARIS (1972, Andrei Tarkovsky) จัดการกับ วิญญานเมียเก่า/ความทรงจำถึงเมียเก่า ด้วยการหลอกเมียเก่าให้เข้าไปในยานอวกาศลำเล็กๆ แล้วถีบส่งยานลำนั้นออกไปสู่อวกาศ

แต่แน่นอนว่า การจัดการกับอดีต/ความทรงจำ ด้วยวิธีการแบบนี้ ไม่ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด 555

KNIVES OUT (2019, Rian Johnson, A+30)

Spoilers alert
--
--
--
--
--
--
--
--
--
--
ดูแล้วนึกถึง."บ้านทรายทอง"  GOLDEN SAND HOUSE (2005, Chulayarnnon Siriphol) ที่ให้ "ชาวไทใหญ่" รับบท้ป็นพจมาน สว่างวงศ์

F11 AND BE THERE (2018, Jethro Waters, documentary, A+30)

--ช่วง Klu Klux Klan น่ากลัวมากๆ

-- ดูแล้วรู้สึกว่า Burk Uzzle เป็นตากล้องที้น่านับถือมากๆ

FORD V FERRARI (2019, James Mangold, A+30)

ดูแล้วเกลียด Ford และชอบ Ferrari

CAPERNAUM (2018, Nadine Labaki, Lebanon, A+30)
+ THE BEST OF ALL WORLDS (2017, Adrian Goiginger, Austria, A+30)

ตอนดู CAPERNAUM เราจะมีปัญหากับหนังนิดนึงในแง่ที่ว่า ทำไมคุณแม่ผิวดำถึงไม่กลัวลูกตัวน้อยๆของเธอจะตายบ้างเลยเหรอไง คือเธอถูกทางการจับตัวไป แต่แทนที่เธอจะบอกทางการว่าเธอมีลูกน้อยรออยู่ที่บ้าน เธอกลับไม่ยอมบอก เพราะเธอกลัวทางการจะมาพรากลูกเธอไป เธอคงคาดหวังว่าพระเอกซึ่งเป็นเด็กวัยแค่ราว 10-12 ขวบจะดูแลลูกให้เธอ แต่เรามองว่า แม่ที่คิดแบบนี้ไม่โง่ก็บ้าแน่ๆ เพราะถ้าหากเธอบอกทางการ ลูกเธอก็ "น่าจะมีชีวิตอยู่ ถึงแม้ไม่ได้อยู่กับเธอ" แต่การที่เธอไม่บอกทางการ เท่ากับว่าเธอเสี่ยงให้ลูกเธอตาย มันเหมือนกับว่าเธอมองว่า "การได้อยู่กับลูก สำคัญกว่าการช่วยให้ลูกมีชีวิตรอด" ซึ่งเราสงสัยว่าเธอจัดลำดับความสำคัญผิดหรือเปล่า

เพราะฉะนั้นตอนที่ดู CAPERNAUM เราจะสงสัยว่า หนังสร้างตัวละครแม่แบบนี้ขึ้นมา เพื่อจงใจหวังผลทาง drama หรือเปล่า ชีวิตพระเอกจะได้ลำบากสุดๆ คือชีวิตพระเอกลำบากอยู่แล้ว แต่ถ้าหากพระเอกต้องเลี้ยงดูเด็กทารกไปด้วย ชีวิตพระเอกจะได้บัดซบยิ่งขึ้นไปอีก

แต่พอเราได้ดู  THE BEST OF ALL WORLDS เราก็ให้อภัย CAPERNAUM ได้ เพราะ THE BEST OF ALL WORLDS สร้างจากชีวิตจริงของผู้กำกับ ที่มีแม่ติดเฮโรอีนอย่างรุนแรง แต่แทนที่แม่จะยอมรับกับทางการออสเตรียตามความเป็นจริงว่า "กูติดเฮโรอีน กูเลี้ยงดูลูกไม่ได้" เธอกลับไม่บอก เธอยังดึงดันจะเลี้ยงดูลูกด้วยตัวเอง และสร้างความชิบหายอย่างมากให้กับชีวิตลูกชายของตัวเอง

คือพอเราได้ดู THE BEST OF ALL WORLDS เราก็เลยเข้าใจว่า แม่แบบใน CAPERNAUM มีจริงๆ แม่แบบนี้คิดว่าตัวเองรักลูกจริงๆ แต่แม่แบบนี้ "อยากให้ลูกมีความสุข" จริงๆหรือเปล่า เราคงจะตอบคำถามนี้ไม่ได้

STRANGER IN PARADISE (2016, Guido Hendrikx, Netherlands, documentary, A+30)

1.มีสิทธิติด top ten ประจำปี นึกว่ากำกับโดย Prap Boonpan เพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนัง political essay ที่ให้ subjects พูดคุยกันตลอดทั้งเรื่อง แต่สิ่งที่พูดคุยกันนั้นมันมาจากข้อมูลด้านสังคม/การเมือง/กฎหมายที่แน่นปึ้กสุดๆ มันก็เลยทำให้นึกถึงภาพยนตร์ของ Prap Boonpan มากๆ

2.ชอบโครงสร้างของหนังมากๆ หนังเหมือนแบ่งเป็น 5 ส่วน ซึ่งได้แก่

2.1 ประวัติการกำเนิดโลกและรัฐชาติ

2.2 การให้ผู้อพยพ ปะทะกับแนวคิดของชาวยุโรปขวาจัด หัวรุนแรง ช่วงนี้เดือดสุดๆๆ หนักมากๆๆ

2.3 การให้ผู้อพยพ ได้รับฟังความเห็นของฝ่ายเสรีนิยมในยุโรป ซึ่งช่วยหักล้างความเห็นใน 2.2

2.4 การจัดรายการเกมโชว์จำลองที่โหดร้ายมากๆ เพื่อให้ผู้อพยพราว 30 คน ฝ่าด่านการตอบคำถามต่างๆในรายการเกมโชว์นี้ ซึ่งจะเหมือนกับคำถามของ immigration officers จริงๆ และในที่สุดก็มีผู้อพยพเพียง 3 คนเท่านั้น ที่จะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในช่วงท้าย

2.5 บันทึกภาพการพบปะและการสนทนาโดยบังเอิญ ระหว่างทีมงานหนังกับผู้อพยพ

3. Guido Hendrikx เคยกำกับหนังเรื่อง AMONG US (2014) ที่เป็นการสัมภาษณ์ pedophiles และเคยมาฉายที่ Reading Room



OUTER SPACE


สรุปว่า หนังโรงเรื่องสุดท้ายที่เราดูในปี 2019 คือ KIM JI-YOUNG: BORN 1982 (2019, Kim Do-young, South Korea, A+30) ซึ่งเราดูในวันที่ 30 ธ.ค.

ส่วนวันที่ 31 ธ.ค. เราก็เลยนั่งดูหนังสั้นที่ห้องไป 8 เรื่อง เรื่องสุดท้ายที่เราเลือกดูเพื่อปิดปี หรือปิดทศวรรษ คือ OUTER SPACE (1999, Peter Tscherkassky, Austria, A+30)  ซึ่งก็ถือเป็นการปิดทศวรรษที่งดงามสำหรับเรามากๆ

คงอีกนานกว่าเราจะมีเวลาว่างทำอันดับหนังประจำปี 2019 แต่เราก็ตั้งใจว่าจะทำอันดับหนังอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นฐานข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับตัวเราเอง

ส่วนอันดับหนังประจำทศวรรษ 2010-2019 เราอาจจะยังไม่ทำ เพราะอันดับหนังแบบนี้มันให้ความสำคัญกับปีที่ผลิตหนัง แต่เราทำอันดับหนังประจำปีโดยยึดตาม “ปีที่เราได้ดูหนัง” เพราะเราเป็นคนดูหนังช้ากว่าปีที่ผลิตหนังเป็นอย่างมาก อันดับหนังประจำปี 2019 ของเราก็จะเต็มไปด้วยหนังเก่าๆ ประเภท THE END OF THE TRACK (1970), AWAKENING (2006, Junji Sakamoto) อะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราจะทำอันดับหนังทศวรรษโดยยึดตามปีที่ผลิตหนังจริงๆ เราก็อยากจะทำของทศวรรษเก่า 2000-2009 มากกว่า แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหาเวลาทำได้หรือเปล่า

ปี 2019 เราก็ยังคงพบปัญหาซ้ำซาก นั่นก็คือ เรามีเวลาแปะชื่อหนัง+เกรด เพียงแค่ 50% ของหนังที่เราได้ดูเท่านั้น มีหนังอีก 50% ของที่เราได้ดูไปแล้วในปีนี้ แต่เรายังไม่มีเวลาเขียนถึงชื่อหนัง+ชื่อผู้กำกับ+ระดับความชอบเลย

ซึ่งการที่เราไม่มีเวลาแปะชื่อหนังที่เราได้ดูราว 50% ต่อปีนี้ มันสร้างปัญหาให้เราในภายหลังมากๆ เวลาเราต้องการจะค้นข้อมูลว่า เราเคยดูหนังเรื่องนั้นไปแล้วหรือไม่ และเราชอบมันมากน้อยแค่ไหน

เพราะฉะนั้นสำหรับปี 2020 นี้ เราก็เลยตั้งปณิธานไว้ว่า เราจะพยายาม post ชื่อหนังยาวที่เราได้ดู + ระดับความชอบ ในทันที มันจะได้เป็น database ของเรา ส่วนชื่อหนังสั้นที่เราได้ดูนั้น เราอาจจะไม่มีเวลา post อยู่ดี 555

เราคงจะทยอยแปะเกรดหนังที่เราได้ดูในปี 2019 ไปเรื่อยๆด้วยนะ เพื่อเป็นฐานข้อมูลของเราเอง

Sunday, December 29, 2019

HAPPY OLD YEAR (2019, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30)


HAPPY OLD YEAR (2019, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30)
ฮาวทูทิ้ง ทิ้งอย่างไร ไม่ให้เหลือเธอ
SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
--
--
--
--
--
1.พอดูจบแล้ว จะเกิดข้อสงสัยทางกฎหมายมากๆ แต่เนื่องจากเราไม่มีความรู้ทางกฎหมาย เราก็เลยอยากจะถามผู้รู้ว่า

1.1 ในทางกฎหมายนั้น เปียโนเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร เป็นทรัพย์สินของใคร หรือเป็นทรัพย์สินร่วมกันของแม่, จีน, เจย์

1.2 ถ้าหากมันเป็นทรัพย์สินร่วมกันของคน 3 คน แล้วคนนึงเอาไปขายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกคนนึง เพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง อย่างนี้แม่สามารถฟ้องร้องจีนในข้อหา “ลักทรัพย์” ได้หรือไม่ หรืออย่างนี้เรียกว่าเป็นคดีอุทลุม 55555

1.3 แม่สามารถทำให้ “จีน” ติดคุกในข้อหาลักทรัพย์ได้หรือไม่

2.คือพอดูหนังจบแล้ว เราก็สร้างเรื่องราวต่อจากฉากจบในหัวของเราทันที เป็นฉากแม่ฟ้องร้องจีนในข้อหาลักทรัพย์ เพื่อทำให้จีนติดคุก แต่เราไม่รู้ว่า “ฉากจบในจินตนาการ” ในหัวของเรา เป็นสิ่งที่ทำได้จริงในทางกฎหมายของไทยหรือเปล่า

แอบคิดว่า ฉากจบในจินตนาการในหัวของเรา มันดู Claude Chabrol ยังไงไม่รู้ 555

3.คือเราเกลียดจีนอย่างสุดๆเพราะการขายเปียโนน่ะ คือเราเข้าใจว่ามันเป็นทรัพย์สินร่วมกันของคน 3 คนนะ แล้วบ้านที่จีนอาศัยอยู่ ก็เป็นทรัพย์สินร่วมกันของคน 3 คนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันต้องตกลงกันให้ชัดๆว่า ใครมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอะไรในบ้านบ้าง และห้องไหนของบ้านที่มึงมีสิทธิ์ล่วงล้ำ หรือมึงไม่มีสิทธิ์ล่วงล้ำ

คือพอเรามองว่า เปียโนมันเป็นทรัพย์สินร่วมกันของคน 3 คน เราก็เลยมองว่า มึงไม่มีสิทธิเอามันไปขายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมน่ะ สิ่งที่มึงทำคือการลักทรัพย์น่ะ คือมันไม่สำคัญสำหรับเราแม้แต่น้อยเลยว่า เปียโนนั้นมี “คุณค่าทางใจ” หรือ “ไม่มีคุณค่าทางใจ” ในสายตาของแม่ คือถึงเปียโนตัวนั้นจะไม่มีคุณค่าทางใจใดๆเลยในสายตาของแม่ แต่ถ้าหากแม่มีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินนั้น และแม่ไม่ต้องการให้ขายสิ่งนั้น (ไม่ว่ามันจะมีคุณค่าทางใจหรือไม่ก็ตาม) มึงก็ไม่มีสิทธิ์ไปละเมิดทรัพย์สินของคนอื่น หรือทรัพย์สินที่คนอื่นถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับมึงอยู่น่ะ

แต่ไม่รู้เราเข้าใจอะไรในทางกฎหมายผิดไปหรือเปล่านะ คือถ้าหากเปียโนมันเป็นทรัพย์สินของจีนกับเจย์เพียงแค่สองคน มึงก็ขายไปได้เลย หรือถ้าหากจีนกับเจย์เป็นเจ้าของอาคารนั้น และแม่ไม่มีสิทธิ์ในอาคารนั้น มึงก็ขายเปียโนไปได้เลยเช่นกัน แต่ถ้าหากคนอื่นมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินและที่ดิน/อาคารด้วย สิ่งที่มึงทำคือสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้น่ะ

เราก็เลยจินตนาการฉากจบ เป็นฉากแม่ฟ้องร้องจีนเพื่อให้จีนติดคุก

3.แต่ก็ชอบหนังอย่างสุดๆนะ ถึงแม้เราจะไม่อินกับจีนก็ตาม เพราะเราเป็นคน “โหยหาอดีตอย่างรุนแรง” น่ะ “อดีต” คือหนึ่งในสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิตเรา

เราชอบหนังอย่างสุดๆในแง่ที่ว่า หนังมันนำเสนอตัวละครนางเอกที่เป็นสีเทามากๆสำหรับเราน่ะ ถือว่ากล้ามากๆ นางเอกมันดูมีความเย็นชา และไร้หัวใจมากๆเมื่อเทียบกับมาตรฐานนางเอกหนังไทยโดยทั่วไป (แต่อย่าไปเทียบกับนางเอกละครทีวีแบบ “เพลิงพ่าย” ก็แล้วกัน) และก็ไม่ใช่เย็นชา และไร้หัวใจแบบทื่อมะลื่อ แบนๆ แต่เป็นคนที่มีความซับซ้อนจริงๆ และเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามแต่ละสถานการณ์ที่มากระทบ เดี๋ยวใจแข็ง เดี่ยวใจอ่อน เดี๋ยวอยาก “ใจดี” แต่พอ “ใจดี” แล้ว “เจ็บปวด” ก็กลับมา “ใจร้าย” อีก ซึ่งเราว่าอันนี้มันดีสุดๆ มันเป็น character ที่เป็นมนุษย์มากๆสำหรับเรา และเราว่าหนังเรื่องนี้มัน “ละเอียดอ่อนสุดๆ” ในความเห็นของเรา มันสามารถกะเทาะอารมณ์ความรู้สึกจิตใจจิตวิญญาณของตัวละครหลักๆในหนังออกมาได้อย่างละเอียดอ่อนมากๆ และมันทำได้สำเร็จผ่านทางนางเอกที่ค่อนข้าง unlikeable ด้วย

 4.พอดูหนังเรื่องนี้ต่อจาก DIE TOMORROW แล้วรู้สึกเลยว่า เต๋อสร้างตัวละครหญิงไทยในหนัง 2 เรื่องนี้ได้ “ใกล้เคียง” กับตัวละครหญิงแนวที่เราชอบสุดๆ แต่เป็นแค่ “ใกล้เคียง” นะ ยังไม่ถึงกับ “ตรงเผง” แต่แค่ใกล้เคียงนี่ก็ถือว่าหาได้ยากแล้วในหนังไทย

คือใน DIE TOMORROW นั้น มันมีตัวละครนักแสดงหญิงที่ดีใจที่คู่แข่งตายน่ะ ซึ่งมันคล้ายกับตัวละครที่เราชอบสุดๆ ซึ่งก็คือตัวละคร Havana Segrand (Julianne Moore) ใน MAPS TO THE STARS (2015, David Cronenberg)  (นึกถึงฉาก NA NA HEY HEY ใน MAPS TO THE STARS สิ)

ส่วนตัวละครจีนในหนังเรื่องนี้นั้น มันมีบางอย่างที่ทำให้เรานึกถึงตัวละครที่เราชอบสุดๆ นั่นก็คือ Lee (Catherine Keener) ใน FULL FRONTAL (2002, Steven Soderbergh) และนี่คือคำบรรยายถึงตัวละคร Lee ใน FULL FRONTAL

 I think Lee is like... Have you ever seen a dog get hit by a car but walk away? And there's this impact and you know something terrible has happened to that dog but it walks away and it doesn't seem to even realize the implications cause it just goes on. But you know that something terrible has happened inside this dog. That's, I think, what happened to Lee. It's like she's a dog that got hit by a car, and she walked away and she's still walking, but some very, very important things inside her are damaged.

5. การที่เรามองว่า ตัวละครจีนมันซับซ้อนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรารู้สึกว่า เรามีทั้งส่วนที่เหมือนเธอ และส่วนที่ตรงข้ามกับเธอน่ะ และนั่นแหละคือสาเหตุนึงที่ทำให้เรามองว่า จีนมันคล้ายมนุษย์จริงๆ

ส่วนที่เราตรงข้ามกับเธอ ก็คือการที่เราหมกมุ่นกับอดีตอย่างรุนแรงนั่นแหละ แต่เราก็ยอมรับว่า เราเองก็เป็นคนที่ใจร้าย เย็นชา หรือไร้หัวใจ หรือ bitter มากๆเหมือนกัน ซึ่งบางครั้งเราก็เสียใจอย่างสุดๆกับความใจร้ายของเรา แต่ในบางครั้งเราก็ดีใจอย่างสุดๆกับความใจร้ายของเรา

เรายังไม่เคยทิ้งใครนะ (ในฐานะคนรัก) เพราะเราหาผัวไม่ได้เลย 555 แต่พฤติกรรมความใจร้ายของเราที่เราภูมิใจมากๆ ก็มีอย่างเช่น

เมื่อ 4-5 ปีก่อน มีผู้หญิงต่างชาติคนนึงมาขอ add เราเป็น friend ทาง Facebook น่ะ แล้วเราก็รับ add ไป เหมือนเธอเป็นคนอเมริกันที่จะมาอยู่กรุงเทพ อยากรู้จักเพื่อนเกย์แปลกหน้า เธอถามเราเรื่องสถานที่ฉายหนังนอกกระแส เราก็ให้ข้อมูลอะไรไปยืดยาว หลังจากนั้นเธอก็อยากนัดเจอเรา แต่เราก็ปฏิเสธไปว่า เราไม่ว่าง เพราะสาเหตุนู่นนั่นนี่ คือจริงๆแล้วเราไม่อยากเจอเธอ เพราะเราขี้เกียจ เรายุ่ง เราอยากเอาเวลาว่างของเราไปทำอย่างอื่นที่ให้ความสุขแก่ตัวเรามากกว่า เราก็ปฏิเสธเธอไปเรื่อยๆว่า เราไม่ว่าง และเราคิดว่า คนธรรมดา มันก็น่าจะสำเหนียกได้แล้วว่า เราไม่อยากเจอเธอ

แต่อีนี่ก็ไม่หยุด ยังมาตื๊อกูอยู่นั่นแหละ เราก็เลย “พูดความจริง” ดีกว่า เราก็เลยบอกไปตามตรงว่า “I don’t want to see you” อีนั่นก็เลยโมโหมาก ด่าเราว่าเป็นคนที่ bitter สุดๆ แล้วมันก็ block เราไป

เราก็เลยดีใจสุดๆ รู้สึกว่าความ bitter นี่แหละคือคุณสมบัติอย่างนึงที่เราภูมิใจ ความจริงใจ การพูดความจริง ไม่โกหกนี่แหละ ช่วยตัดตัวเหี้ยออกไปจากชีวิตเราได้ในทันที 555

สรุปว่า ข้อ 5 นี่ไม่เกี่ยวกับหนังแต่อย่างใด แต่แค่จะบอกว่า เราก็เป็นคนที่ใจร้ายเหมือนกัน แต่อาจจะใจร้ายในแบบที่แตกต่างจากจีน

6.เหมือนหลายคนจะมองว่าหนังเรื่องนี้มีความ political นะ ซึ่งมันก็อาจจะจริงอย่างที่หลายคนมอง แต่เราไม่ถนัดการมองในแง่มุมนี้ เราก็เลยขอข้ามไป

แต่ดูแล้วจะนึกถึงหนังสั้นเรื่อง “สนทนา พนา ธานินทร์” (2019, Witchapaul Pothinarm) ในแง่มุมนึงนะ เพราะ “สนทนา พนา ธานินทร์” เป็นเหมือนการปะทะกันของคนสองคนที่คนนึงเหมือนเป็นคนรุ่นเก่า อนุรักษ์นิยม และอีกคนนึงเหมือนเป็นเด็กรุ่นใหม่ หัวก้าวหน้า ทุนนิยม และหนังมันดูเหมือนเข้าข้างฝ่ายอนุรักษ์นิยมน่ะ โดยผ่านทางการนำเสนอตัวละครเด็กรุ่นใหม่ว่า ก้าวร้าวเกินไป อะไรทำนองนี้

พอเราดู HAPPY OLD YEAR แล้วเราพบว่า เราเกลียดจีนมากๆ ในแง่การละเมิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่น เราก็เลยนึกถึง “สนทนา พนา ธานินทร์” น่ะ

7.ยอมรับนะว่า ตัวเองไม่ใช่ targeted audience ของเต๋อ เพราะ targeted audience ของเต๋อ คือผู้ชมที่อายุน้อยกว่าเรา และรวยกว่าเรา 555

แต่เราไม่ว่าอะไรเต๋อในจุดนี้ทั้งสิ้น เพราะเราก็ไม่ใช่ targeted audience ของหนังส่วนใหญ่อยู่แล้ว (ยกเว้นหนังอย่าง 30 YEARS OF ADONIS) สิ่งสำคัญก็คือว่า เราว่าเต๋อเก่งมากๆแหละ ที่น่าจะรู้จัก targeted audience ของตัวเองเป็นอย่างดี และทำหนังออกมาเพื่อรองรับผู้ชมกลุ่มเป้าหมายหลักของตัวเองได้

THE VICE OF HOPE

SEVEN SAMURAI (1954, Akira Kurosawa, Japan, A+30)

 ประโยคที่ประทับใจที่สุดจากผู้ชมที่ Scala วันนี้

"ซามูไรไม่ได้ seduce ลูกสาวมึง ลูกสาวมึงนั่นแหละที่เป็นฝ่าย seduce ซามูไร" 55555

NORTH BY NORTHWEST (1959, Alfred Hitchcock, A+30)

สนุกมากๆ

GONE WITH THE WIND (1939, Victor Fleming, A+30)
วิมานลอย

1.อยากใส่ชุดแบบ Scarlett O'Hara ในช่วงครึ่งแรกของหนังมากๆ อยากใส่กระโปรงบานๆ เดินกรุยกรายไปมา

2.ตอนแรกนึกว่า หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับความรักของ Scarlett กับ Rhett Butler แต่พอดูจริงๆก็พบว่า หนังมันเกี่ยวกับความรักข้างเดียวที่ Scarlett มีต่อ Ashley Wilkes มากกว่า

THE VICE OF HOPE (2018, Edoardo De Angelis, Italy, A+30)

สภาพบ้านเมืองอิตาลีในหนังเรื่องนั้โสโครกมากๆ หนักมาก

Saturday, December 28, 2019

BLACK CHRISTMAS (2019, Sophia Takal, A+15)


BLACK CHRISTMAS (2019, Sophia Takal, A+15)
Spoilers alert
--
--
--
--
--
--
--
--
--
--
1.จริงๆแล้วหนังไม่ดีเท่าไหร่ 555 เราว่าหนังสอบตกมากๆในแง่ความเป็นหนังสยองขวัญ ลุ้นระทึก ตื่นเต้น เทียบกันไม่ติดกับเวอร์ชั่นปี 1974 ของ Bob Clark ที่หลอนมาก และเทียบไม่ติดกับ KRISTY (2014, Olly Blackburn) ที่ใช้ฉากหลังเป็นมหาลัยช่วงวันหยุดคล้ายๆกัน และเทียบไม่ติดกับ URBAN LEGEND (1998, Jamie Blanks) ที่ใช้ฉากหลังเป็นมหาลัยได้อย่างสนุกมากๆด้วย

แต่เราชอบเวอร์ชั่นนี้มากกว่า BLACK CHRISTMAS เวอร์ชั่นปี 2006 ของ Glen Morgan นะ เพราะถึงแม้เวอร์ชั่นปี 2019 จะอ่อนด้อยด้านความสนุกตื่นเต้น แต่เราก็ชอบประเด็นในหนังอยู่ดี คือพอมันเป็น "หนังประเด็น" มันก็เลยมีอะไรให้น่าจดจำสำหรับเรา แทนที่จะเป็นหนังฆาตกรโรคจิตดาษดื่นทั่วๆไป

2.เหมือนหนังเรื่องนี้เป็นการนำเอาสารคดี THE HUNTING GROUND (2015, Kirby Dick) และกระแส #Metoo มาทำเป็นหนังสยองขวัญ และเราก็ชอบตรงจุดนี้

แต่เสียดายที่มันผสม "ประเด็น" กับ genre หนังสยองขวัญได้ไม่ลงตัวน่ะ ซึ่งแตกต่างจากหนังอย่าง KNIVES OUT ที่ผสมประเด็นผู้อพยพ กับหนังแนว whodunit ได้ลงตัวและสนุกมากๆ

3.จุดนึงที่เราชอบสุดๆใน BLACK CHRISTMAS ก็คือว่า กลุ่มฆาตกรโรคจิตในหนังเรื่องนี้ แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ เพราะถึงแมักลุ่มฆาตกรในหนังเรื่องนี้จะทำพิธีไสยาศาสตร์ มนตร์ดำ ซึ่งอาจจะถือเป็นพฤติกรรม “นอกรีต” แต่ในแง่นึง เรากลับรู้สึกว่า กลุ่มฆาตกรในหนังเรื่องนี้ "ไม่ใช่คนนอกของสังคม" แบบในหนังฆาตกรโรคจิตทั่วไปน่ะ อย่างเช่นใน KRISTY, TEXAS CHAINSAW MASSACRE, FRIDAY THE 13TH, HALLOWEEN อะไรพวกนี้

คือในหนัง slasher โดยทั่วไปนั้น ฆาตกรโรคจิต เป็นเหมือนคนที่มา disrupt สังคมที่สงบสุขน่ะ คือมันเหมือนมีสังคมที่ “ดีงาม” อยู่ (ถึงแม้มันจะอยู่ในรูปของกลุ่มหนุ่มสาวเงี่ยนๆ) แล้วฆาตกรโรคจิต ซึ่งเป็น “คนนอก” ของสังคม เพราะเขาเป็น “ผู้ป่วยทางจิต” ก็มาทำลายสังคมที่ดีงามนั้น

แต่ใน BLACK CHRISTMAS เวอร์ชั่นนี้ มันเหมือนกับว่า กลุ่มฆาตกรโรคจิต มีลักษณะบางอย่างที่คล้ายกับ norm ของสังคมเสียเองน่ะ ถึงแม้ว่ามันจะเป็น norm ของสังคมในอดีตเมื่อ 200 ปีก่อนก็ตาม คือเราว่าลักษณะของกลุ่มฆาตกรโรคจิตในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่ “ผู้ป่วยทางจิต” แบบในหนัง slasher ทั่วไป แต่กลับมีลักษณะเป็นเหมือน norm ของสังคมปิตาธิปไตย, conservative

เราก็เลยชอบหนังมากๆตรงจุดนี้ เพราะมันแตกต่างจากหนัง slasher ทั่วไป คือในหนัง slasher ทั่วไปนั้น “ฆาตกรโรคจิต” คือผู้ป่วยทางจิตที่ต้องถูกฆ่าให้ตาย หรือกำจัดออกไปจากสังคม แต่ในหนังเรื่องนี้ “ผู้ร้าย” ที่แท้จริง คือ “แนวคิดแบบปิตาธิปไตย + conservative” และหนังก็แสดงให้เห็นว่า ผู้ร้ายที่แท้จริง ซึ่งก็คือ “แนวคิด” นี้ มัน “อยู่ในหัว” ของผู้ชายหลายๆคน แนวคิดนี้มันควบคุมผู้ชายที่ conservative ได้อยู่หมัด และมันก็แอบแฝงอยู่ในหัวของ “ผู้ชายที่หัวก้าวหน้า”บางคนด้วย โดยเฉพาะเมื่อใดก็ตามที่ผู้ชายที่หัวก้าวหน้าทะเลาะกับผู้หญิง แนวคิดแบบปิตาธิปไตยที่แอบแฝงอยู่ในหัวพวกเขาก็จะได้โอกาสสำแดงฤทธิ์ออกมา (เอ๊ะ มันเหมือนกับการทะเลาะกันในเพจบางเพจหรือเปล่า)

และแนวคิดแบบปิตาธิปไตยนี้ มันก็อยู่ในหัวของผู้หญิงบางคนด้วย

หนังเรื่องนี้ก็เลยแสดงให้เห็นว่า การตามฆ่า+กำจัดฆาตกรโรคจิตแต่ละคนในหนังเรื่องนี้ จึงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะต้นเหตุมันคือ “สิ่งที่อยู่ในหัวของมนุษย์แต่ละคน”

4.ถึงแม้หนังจะแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ควบคุมความคิดตัวละครฝ่ายผู้ร้าย คือมนตร์ดำ+คาถาจาก “รูปปั้นของบุคคลสำคัญในอดีต” แต่เราเดาว่าจริงๆแล้วหนังอาจจะ hint ให้ผู้ชมรู้ว่า ผู้ร้ายที่แท้จริงคืออะไร

เราเดาว่า มันคือ “ตำราคลาสสิค” หรือ “สิ่งที่เขียนโดยผู้ชายเมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อน” ที่ตัวละครถกเถียงกันในช่วงครึ่งแรกของหนังน่ะ

คือเราชอบการถกเถียงกันของตัวละครในช่วงครึ่งแรกของหนังมากๆ โดยเฉพาะตัวละครที่ตั้งข้อสังเกตว่า ตำราคลาสสิคที่เด็กแต่ละคนต้องเรียนกันนั้น ส่วนใหญ่มันเขียนโดย “ผู้ชาย” เกือบทั้งนั้น

หนังเรื่องนี้มันก็เลยทำให้เราได้คิดว่า หรือจริงๆแล้ว “แนวคิดแบบปิตาธิปไตย” ซึ่งเป็น “ผู้ร้ายที่แท้จริง” ของหนังเรื่องนี้ มันมาจากไหน หรือว่ามันมาจาก “หนังสือที่เขียนโดยผู้ชาย เมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อน” อย่างที่ตัวละครผู้หญิงบางคนในหนังเรื่องนี้ พยายามต่อต้านนั่นแหละ

บางทีหนังเรื่องนี้อาจจะต้องการบอกว่า ตำราคลาสสิค หรือ “สิ่งที่เขียนโดยผู้ชาย เมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อน” มันคือสิ่งที่มีส่วนสำคัญในการปลูกฝังแนวคิดแบบปิตาธิปไตย ในบางสังคมมานานมากแล้ว จนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ สืบทอดกันมาหลายร้อยหลายพันปี และแน่นอนว่า มันก็ยังคง “ฝังอยู่ในหัว” ของผู้ชายหลายคนในยุคปัจจุบัน ไม่งั้นคงไม่เกิดหนังสารคดีเรื่อง THE HUNTING GROUND ออกมา

บางทีการที่หนังเรื่องนี้ให้ตัวละครมาถกเถียงกันเรื่อง “ตำราคลาสสิค” (สิ่งที่เขียนโดยผู้ชายเมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อน) กันเป็นเวลานาน ก็อาจจะเป็นเพราะหนังต้องการจะบอกว่า นี่แหละคือ “ผู้ร้าย” ที่แท้จริงของหนังเรื่องนี้

5.แอบสงสัยว่า การที่เหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในวันคริสต์มาส เป็นสิ่งที่มีความหมายอะไรหรือเปล่า

6.ชอบการถกเถียงกันของตัวละครในหนังมากๆ ชอบที่หนังแสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงบางคนก็ radical เกินไป และบางคนก็เชิดชูปิตาธิปไตยเสียเอง แต่สิ่งที่ชอบมากๆก็คือการเน้น “ความสามัคคี” แบบมด (ซึ่งสังคมมดมีผู้นำเป็น “นางพญามด”)  ในการต่อสู้กับผู้ร้าย

7.สรุปว่าเสียดายมากๆที่หนังมันออกมาไม่สนุก มันไม่ลงตัวมากๆ ถึงแม้เราจะชอบแนวคิดบางแนวคิดของหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ ชอบมากๆที่หนังนำเสนอ “ผู้ร้าย” ที่ไม่ใช่ผู้ป่วยทางจิตแบบหนัง slasher ทั่วไป เพราะผู้ร้ายที่แท้จริงของหนังเรื่องนี้ก็คือ “แนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ ในหัวของคนแต่ละคน ที่อาจจะได้รับการปลูกฝังมาจาก สิ่งที่เขียนโดยผู้ชายในอดีตเมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อน”