Wednesday, April 22, 2020

MY NAME IS JOE (1998, Ken Loach, UK)


POSTERS OF FAVORITE ROMANTIC FILMS

DAY 5
MY NAME IS JOE (1998, Ken Loach, UK)

พอมานั่งนึกทบทวนดูแล้ว เราพบว่าหนึ่งในผู้กำกับที่เราอินกับความรัก ความโรแมนติกในหนังของเขามากที่สุด กลับกลายเป็น Ken Loach 555555 ซึ่งก็น่าประหลาดใจดี เพราะปกติแล้วเรามักจะนึกถึง Ken Loach ในฐานะนักสร้างภาพยนตร์สะท้อนปัญหาสังคม แต่จริงๆแล้วเรากลับพบว่า มีหนังที่เขากำกับ 3 เรื่องที่ทำให้เรารู้สึกอินกับความรักระหว่างตัวละครในหนังของเขาอย่างรุนแรงที่สุด ซึ่งได้แก่เรื่อง MY NAME IS JOE, CARLA’S SONG (1996) และ A FOND KISS (2004)

เราพบว่าเราไม่อินกับหนังโรแมนติกโดยทั่วไป ประเภท LOVE ACTUALLY อะไรทำนองนั้นเลย และเราก็ “ชอบ แต่ไม่อิน” กับหนังประเภท PRETTY WOMAN, WHEN HARRY MET SALLY, SLEEPLESS IN SEATTLE, etc. อะไรพวกนั้นด้วย มันเหมือนกับว่า เราไม่สามารถ identify ตัวเองกับนางเอกหนังประเภทนี้ได้ และพระเอกหนังประเภทนี้ก็ไม่ตรงสเปคของเราซะทีเดียว

แต่ในหนัง 3 เรื่องของ Ken Loach ที่เราเอ่ยชื่อมาข้างต้น มันให้ในสิ่งที่เราต้องการอย่างเต็มที่ มันมีบางอย่างที่ทำให้เรา identify ตัวเองกับ “นักรบสาวแห่งสงครามกลางเมืองนิคารากัว” ใน CARLA’S SONG ได้, กับ “เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์หน้าตาไม่สวย” ใน MY NAME IS JOE ได้ และกับ “หญิงสาวชาวคริสต์ที่ต่อสู้เพื่อความรักกับหนุ่มมุสลิม” ใน A FOND KISS ได้ และตัวละครพระเอกในหนัง 3 เรื่องนี้ก็ตรงสเปคเรามากๆ พระเอกใน CARLA’S SONG เป็น “คนขับรถเมล์” ที่มี integrity บางอย่างในตัวที่ดึงดูดเรามากๆ ส่วนพระเอกใน MY NAME IS JOE กับ A FOND KISS ก็มี sex appeal บางอย่างที่ดึงดูดเรา

คือพอเห็นความเซ็กซี่ของพระเอกใน MY NAME IS JOE (ในสายตาของเรานะ คนอื่นๆอาจจะไม่ได้ชอบเขา) และเห็นหน้าตาที่ไม่แคร์ความสวยใดๆของนางเอกใน MY NAME IS JOE เราก็สามารถจูนติดกับหนังเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดายในทันที

Tuesday, April 21, 2020

DAY 4 – DRUGSTORE ROMANCE (1979, Paul Vecchiali, France)


POSTERS OF FAVORITE ROMANTIC FILMS

DAY 4 – DRUGSTORE ROMANCE (1979, Paul Vecchiali, France)

หนังเกี่ยวกับความรักต่างวัยระหว่างสาวแก่กับหนุ่มวัยฉกรรจ์ เราชอบหนังแนวนี้มากๆ หนังที่เข้าข่ายเดียวกันก็มีเรื่อง THE SCHOOL OF FLESH (1998, Benoît Jacquot) และ LADIES IN LAVENDER (2004, Charles Dance)

Monday, April 20, 2020

MOST FAVORITE STORY IN TUAYTOON SPECIAL MAGAZINE


พอได้อ่านบทความของ a day เกี่ยวกับซีรีส์สยองขวัญเรื่อง LORE เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า มันมีเรื่องสยองขวัญ ลึกลับหลายๆเรื่องที่เราเคยอ่านในนิตยสาร ต่วยตูนพิเศษ และลลนา ตอนเด็กๆ ที่มันเหมาะมาทำเป็นหนังสั้นมากๆ เสียดายที่เราจำรายละเอียดแต่ละเรื่องไม่ได้แล้ว

หนึ่งในเรื่องที่เราชอบมากที่สุดที่เราเคยอ่านในต่วยตูนพิเศษ ก็คือเรื่องของสามีภรรยาคู่นึงในชนบทของไทย สามีภรรยาคู่นี้ พอมีลูกคนแรก ลูกมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วันก็ตาย แล้วพอมีลูกคนที่สอง ลูกก็มีชีวิตอยู่ได้แค่ไม่กี่วันก็ตายอีก หลังจากนั้นภรรยาก็ตั้งครรภ์ลูกคนที่สาม แล้วสามีภรรยาคู่นี้ก็เริ่มกังวลว่า หลังจากคลอดออกมาแล้ว ลูกอาจจะตายตั้งแต่ยังเป็นทารกอีก ทั้งสองก็เลยไปปรึกษาพระวัดนึง พระก็เลยให้คำแนะนำว่า พอคลอดลูกคนที่สามออกมา ให้รีบเอาลูกมาหาพระ

หลังจากคลอดลูกคนที่สามเป็นผู้ชาย สามีภรรยาคู่นี้ก็ทำตามพระบอก รีบเอาลูกที่เป็นเด็กทารกไปหาพระ แล้วพระก็เอาสายสิญจน์มาผูกที่ข้อมือเด็กทารกคนนี้ แล้วก็บอกพ่อแม่เด็กว่า ห้ามเอาสายสิญจน์ออกเป็นอันขาด ไม่ว่าจะตอนอาบน้ำหรือตอนไหนก็ตาม ถ้าเด็กโตขึ้น แล้วสายสิญจน์เริ่มคับ หรือสายสิญจน์เริ่มเปื่อยยุ่ย ให้รีบเอามาหาพระ แล้วพระจะผูกสายสิญจน์อันใหม่ให้แทน

สามีภรรยาคู่นี้ก็ทำตามพระบอกมาโดยตลอด เด็กชายที่เป็นลูก ก็เลยเติบโตขึ้นมาโดยมีสายสิญจน์คล้องที่ข้อมือตลอด โดยที่พระช่วยเปลี่ยนสายสิญจน์อันใหม่ให้เป็นระยะๆ

แต่พอเด็กชายคนนี้เติบโตเป็หนุ่มอายุราวๆ 20 ปี เขาก็คิดจะบวชพระตามประเพณี แต่เหมือนในพิธีบวชพระ เขาต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นนาค แล้วจำเป็นต้องถอดสายสิญจน์ออก หรืออะไรทำนองนี้ เขาก็เลยถอดสายสิญจน์ออก

หลังจากนั้นอีกไม่กี่นาที อยู่ดีๆเขาก็สิ้นใจตายไปเลยอย่างกะทันหัน

สามีภรรยาคู่นี้ก็เลยเศร้าโศกเสียใจมาก อุตส่าห์เลี้ยงดูลูกชายคนที่สามมานาน 20 ปี แต่ในที่สุดลูกก็มาตายจนได้หลังถอดสายสิญจน์ออก สามีภรรยาคู่นี้ก็เลยไปปรึกษาพระรูปเดิม

พระรูปนี้ก็เลยบอกให้สามีภรรยาคู่นี้ ถือศีล 8 เป็นเวลาสัปดาห์นึง แล้วพอครบสัปดาห์นึง ก็ให้สามีภรรยาคู่นี้นั่งสมาธิพร้อมกัน

สามีภรรยาคู่นี้ก็ทำตามที่พระบอก ทั้งสองถือศีล 8 จนครบสัปดาห์ นั่งสมาธิ แล้วพอนั่งไปได้สักพัก ทั้งคู่ก็เริ่มรู้สึกว่าวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง ลอยละลิ่วไปตกอยู่ในสถานที่แห่งนึง เป็นเหมือนบ้านหลังนึงริมป่า

สามีภรรยาคู่นี้เห็นหญิงสาวคนนึงอยู่ในบ้าน ก็เลยไปถามหญิงสาวคนนี้ว่าเห็นลูกชายของทั้งสองไหม หญิงสาวคนนี้ก็เลยตกใจ แล้วเธอก็เล่าให้สามีภรรยาคู่นี้ฟังว่า เธอเป็นภรรยาของผู้ชายคนนึง สามีของเธอเคยบอกเธอว่า เขาจำเป็นต้องจากเธอไปแป๊บนึง แต่ปรากฏว่าเขาหายตัวไปเป็นเวลานานมากๆ แล้วพอเขากลับมา เขาก็เล่าให้เธอฟังด้วยความโมโหว่า เขาตั้งใจจะรีบกลับมาหาเธอ แต่มีสามีภรรยาคู่นึง เอาเชือกอะไรไม่รู้มาล่ามเขาเอาไว้ เขาจะถอดแก้เชือกออกก็ทำไม่ได้ เขาถูกสามีภรรยาคู่นี้เอาเชือกวิเศษล่ามเขาไว้เป็นเวลานานมาก กว่าเขาจะเป็นอิสระได้ในที่สุด และได้กลับมาหาภรรยาในเวลาต่อมา เขายังบอกภรรยาอีกด้วยว่า ถ้าวันไหนสามีภรรยาคู่นี้มาตามหาเขา เขาคงจะต้องทุบตีสามีภรรยาคู่นี้ให้หายแค้น

พอสามีภรรยาคู่นี้ได้ฟังเรื่องที่หญิงสาวเล่า ทั้งสองก็ทำใจได้ แล้วดวงจิตของทั้งสองก็ลอยกลับเข้าร่างที่นั่งสมาธิอยู่

เราชอบเรื่องเล่าเรื่องนี้ในต่วยตูนพิเศษอย่างสุดๆ เราว่าเรื่องแบบนี้มันปะทะกับหนังอย่าง INSIDIOUS ได้สบายๆเลยน่ะ เสียดายที่เราจำรายละเอียดอะไรในเรื่องไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าเราจำส่วนไหนผิดพลาดไปบ้างหรือเปล่า มีใครเคยอ่านเรื่องนี้ในต่วยตูนพิเศษ หรือมีเก็บไว้บ้างไหม เราอยากอ่านอีกรอบมากๆ

FAVORITE ALBUM OF 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
FAVORITE ALBUM OF 1989

1.SOMEWHERE IN TIME (ORIGINAL MOTION PICTURE SOUNDTRACK) – John Barry

2.WATERMARK – Enya

3. A NIGHT TO REMEMBER – Cyndi Lauper

4. LIKE A PRAYER – Madonna

5. ANYTHING FOR YOU – Gloria Estefan

6. CLOSE – Kim Wilde

7. HOLD AN OLD FRIEND’S HAND – Tiffany

8. CUTS BOTH WAYS – Gloria Estefan and Miami Sound Machine

9. ENJOY YOURSELF – Kylie Minogue

10. TOMMY PAGE – Tommy Page

11. ANOTHER PLACE AND TIME – Donna Summer

12. MARTIKA – Martika

13. KALEIDOSCOPE WORLD – Swing Out Sister

14. TEN GOOD REASONS – Jason Donovan

15. GOOD TO BE BACK – Natalie Cole

16. KARYN WHITE – Karyn White

17. BALLADS – Miho Nakayama

18. MANDY – Mandy

19. FOREVER YOUR GIRL – Paula Abdul

20. BEST II – Akina Nakamori

21. FEARLESS – Eighth Wonder

22. MELODY FAIR – Yui Asaka

23. FLOWER BED – Misato Watanabe

24. ELECTRIC YOUTH – Debbie Gibson

25. FUN FAN FUN – Shohjyotai

26. JOY – Shizuka Kudo

27. HOLD ME IN YOUR ARMS – Rick Astley

28. WANTED – Yazz

29. PARADISE – Inner City

30. RAW LIKE SUSHI – Neneh Cherry

31. PRIMITIVE LOVE – Miami Sound Machine

32. THE GREATEST HITS COLLECTION – Bananarama

33. CROSS MY BROKEN HEART – Sinitta

34. WHENEVER YOU NEED SOMEBODY – Rick Astley

35. OUT OF AFRICA (ORIGINAL MOTION PICTURE SOUNDTRACK) – John Barry

36. OUT OF THE BLUE – Debbie Gibson

37. KYLIE – Kylie Minogue

38. HEAVEN ON EARTH – Belinda Carlisle

39. HAIKARASANGATORU (ORIGINAL MOTION PICTURE SOUNDTRACK)

40. BEST OF SHONENTAI -- Shonentai

HERBERT ACHTERNBUSCH


พอดีมีเพื่อนถามเรื่องงาน retrospective ของ Herbert Achternbusch ที่เคยจัดในกรุงเทพ เราก็เลยถือโอกาสนี้จดบันทึกความทรงจำไว้เลย

ตอนนั้น Goethe Institute จัดงาน retrospective ของ Herbert Achternbusch ในกรุงเทพในช่วงปลายปี 2001 และมันถือเป็นหนึ่งในจุดสุดยอดของชีวิต cinephile ของเรา เพราะเราชอบหนังของเขามากๆ เราว่าเขาเป็นคนที่มี humor sense ที่มี wavelength ตรงกับเราน่ะ เพราะปกติเราไม่ชอบหนังตลก เราจูนไม่ค่อยติดกับหนังตลก แต่หนังของ Achternbusch มันมีความเสียสติ วิกลจริตอะไรบางอย่างที่มันทำให้เราหยุดหัวเราะไม่ได้ เราก็เลยยกให้เขาเป็น one of my most favorite filmmakers of all time ไปเลย

ก่อนหน้านั้นเราเคยดูหนังของเขาแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ DER KOMANTSCHE (1980) ที่ทาง FILMVIRUS เคยนำมาฉายที่ซีคอนสแควร์

ส่วนในงาน retrospective ที่กรุงเทพครั้งนั้น มีฉายหนังของ Achternbusch 6 เรื่องด้วยกัน ซึ่งก็คือ

1.THE ANDECHS FEELING (1974)

จำได้ว่าในหนังเรื่องนี้มีตัวละครหญิงสาวคนนึงที่พูดคนเดียวอย่างบ้าคลั่ง เสียสติเป็นเวลานานมากๆ และแน่นอนว่ามันคือ  one of my most favorite scenes of all time

2. BEER WAR (1976)

3.SHE’S AN OLYMPIC WINNER (1983)

4. THE LAST PLACE ON EARTH (1981)

หนังที่ทำให้เราหัวเราะจนเป็นบ้าเป็นหลัง หนังเล่าเรื่องของ Nil ชายเยอรมันที่รู้สึกผิดกับ Holocaust เขาก็เลยตั้งใจว่าเขาจะดื่มเบียร์ให้ได้ 6 ล้านเหยือกเพื่อให้เท่าจำนวนชาวยิวที่เสียชีวิตไป 6 ล้านคนหรืออะไรทำนองนี้ แต่เขาก็ตั้งคำถามว่า แล้วเขาจะทำยังไงกับชาวโซเวียตกว่า 20 ล้านคนที่ถูกทหารเยอรมันฆ่าตายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ในหนังมันมีฉากนึงที่นางเอกด่ากับนักท่องเที่ยวหญิงชาวเยอรมันที่ชอบชะโงกข้ามไหล่นางเอก นางเอกด่าว่า “อย่ามาชะโงกข้ามไหล่” อีนักท่องเที่ยวก็ถอยกลับไป แล้วก็กลับมาชะโงกข้ามไหล่นางเอกอีก (ด้วยใบหน้าโง่ๆ) นางเอกก็ด่าอีนี่อีก แล้วอีนี่ก็ถอยหลังกลับไป แล้วก็ทำอีก วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้อยู่หลายตลบ

ไม่รู้ทำไมเราถึงหัวเราะกับฉากนี้จนหยุดไม่ได้ บางที sense of humor นี่มันก็เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลอะไรเลยจริงๆ แต่นี่แหละเราก็เลยรู้ว่า Achternbusch มี wavelength ในเชิงตลกตรงกับเราอย่างรุนแรงในแบบที่ไม่มีผู้กำกับคนอื่นๆทำได้

เราเคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ลง imdb.com ด้วย อ่านได้ที่นี่นะ

5. HEAL HITLER! (1986, 146min)
ยกให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราชอบที่สุดของ Achternbusch

6.I KNOW THE WAY TO THE HOFBRAUHAUS (1992)

POSTERS OF MY FAVORITE ROMANTIC FILMS

DAY 3
INNOCENCE (2000, Paul Cox, Australia)

หนังเล่าเรื่องของคู่รักที่พลัดพรากจากกันไปนาน 40 ปี ก่อนจะได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

Sunday, April 19, 2020

IN 2005


พอเราได้ดู DORIAN GRAY IN THE MIRROR OF THE YELLOW PRESS (1984, Ulrike Ottinger, West Germany) กับ FREAK ORLANDO (1981, Ulrike Ottinger) อีกรอบในช่วงนี้ ก็เลยนึกถึงเพื่อน cinephiles รุ่นเก่าในเว็บบอร์ด BIOSCOPE มากๆ โดยเฉพาะคุณ homogenic ที่ตอนนี้เราไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ไหนแล้ว มีใครจำคุณ homogenic ได้บ้าง

เราจำได้ว่า ในตอนที่ WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK จัดงาน retrospective ของ Ulrike Ottinger ในปี 2005 นั้น ทางเทศกาลได้นำหนังเรื่อง TWELVE CHAIRS (2004, Ulrike Ottinger, 198min) มาฉายด้วย แต่เราพลาด ไม่ได้ดูหนังเรื่องนั้น แต่คุณ homogenic ได้ดู เขาเลยมาเล่าให้เราฟังในภายหลังว่า TWELVE CHAIRS มันสุดยอดมากๆ อะไรทำนองนี้

แต่พอพวกเราเลิกเล่นเว็บบอร์ด BIOSCOPE และหันมาเล่น FACEBOOK แทนตั้งแต่ปี 2009 เราก็ขาดการติดต่อกับเพื่อนๆเว็บบอร์ด BIOSCOPE ไปหลายคนเลย ซึ่งรวมถึงคุณ homogenic ด้วย

พอช่วงนี้ได้กลับมาดูหนังของ Ottinger มันก็เลยทำให้เรารำลึกถึงบรรยากาศของ cinephiles ในปี 2005 อีกครั้ง แต่เสียดายที่เพื่อนบางคนในยุคนั้นขาดการติดต่อกันไปแล้ว

DORIAN GRAY IN THE MIRROR OF THE YELLOW PRESS (1984, Ulrike Ottinger, West Germany, second viewing, A+30)


DORIAN GRAY IN THE MIRROR OF THE YELLOW PRESS (1984, Ulrike Ottinger, West Germany, second viewing, A+30)

1.ดีใจสุดๆที่ ARSENAL 3 เอาหนังเรื่องนี้แบบภาพสดสวย และมีซับไตเติลภาษาอังกฤษมาฉายให้ดูกันฟรีๆจนถึงวันที่ 1 พ.ค. หลังจากที่เราเคยดูหนังเรื่องนี้ใน WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK ในปี 2005 แต่ตอนนั้นมันไม่มีซับไตเติล เราก็เลยได้แต่นั่งดูความบ้าคลั่งของทุกสิ่งทุกอย่างในหนังไปเรื่อยๆ โดยจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก

2.พอได้ดูแบบมีซับไตเติลแล้วก็ปลื้มปริ่มมากๆ เหมือนหนังจะพูดถึงอะไรหลายๆอย่าง ซึ่งรวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์สื่อมวลชน (นึกถึง THE LOST HONOR OF KATHARINA BLUM (1975, Volker Schlöndorff, Margarethe von Trotta) และการเสียชีวิตของเจ้าหญิงไดอาน่า) และการทีประชาชนเสพย์ติดเรื่องประโลมโลก แต่มันตัดสลับกับการพูดถึงการล่าอาณานิคมของคนขาวและคริสตจักรด้วย หนังก็เลยมีความประหลาดพิสดาร และเราเดาว่าน่าจะมีประเด็นอีกหลายประเด็นที่ซ่อนอยู่ในหนังแต่เรายังตีความไม่ออก

3.ชอบการล้อกับหนังชุด DR. MABUSE ของ Fritz Lang มากๆ

4.พอได้ดูหนังเรื่องนี้กับ FREAK ORLANDO (1981, Ulrike Ottinger) อีกรอบในปี 2020 เราก็เลยแอบจินตนาการว่า อยากให้มีคนสร้างหนังแนว superhero, DC, Marvel, SAILOR MOON ที่เต็มไปด้วยตัวละครเฮี้ยนๆแบบใน DORIAN GRAY IN THE MIRROR, FREAK ORLANDO หรือ MADAME X – AN ABSOLUTE RULER (1978, Ulrike Ottinger, Tabea Bluemenschein) มากๆ 55555 เพราะหนังแนวนั้นมันคงจะตรงกับหนังแนวที่เราต้องการดู/ต้องการสร้างมากที่สุด

เหมือนหนัง SUPERHERO โดยทั่วๆไป มันเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายคนดีกับฝ่ายคนร้าย, ธรรมะต่อสู้กับอธรรม และมันเหมือนติดอยู่ในกรอบอะไรบางอย่างน่ะ

ส่วนหนังของ Ulrike Ottinger นั้น มันสอดคล้องกับโลกจินตนาการของเรามากๆในแง่ตัวประกอบเฮี้ยนๆเรื่องละไม่ต่ำกว่า 10 ตัว อย่างเช่นใน DORIAN GRAY IN THE MIRROR คือเราตัดสินไม่ได้ว่าตัวประกอบไหนหนักที่สุด หรือมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากที่สุด ระหว่างสองสาว SIAMESE TWINS, สามสาวลูกสมุน MABUSE, สาวอ้วนที่ใช้เสียงร้องของเธอในการเปิดประตูโรงรถได้ (นึกถึง Black Canary ใน BIRDS OF PREY มากๆ) สองสาววูดู, สามสาวโอเปร่า, คนใช้ชื่อ HOLLYWOOD, สาวที่เหมือนเอาศพคนมาทำเป็นอาหาร ฯลฯ นอกจากนี้ ใน FREAK ORLANDO และ MADAME X ก็มีตัวประกอบเฮี้ยนๆเรื่องละไม่ต่ำกว่า 10 ตัวเช่นกัน

คือการออกแบบตัวละคร, การแต่งหน้า, ทาคิ้ว, ออกแบบเครื่องแต่งกาย, ออกแบบฉาก, การวางท่าของตัวละครในหนังของ Ottinger นี่มันเข้าทางโลกในจินตนาการของเรามากๆเลยน่ะ

แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า ในโลกของหนัง Ottinger นั้น ตัวประกอบเหล่านี้ เหมือนเป็นการสะท้อนกลับไปยัง “ประเด็นทางสังคม” ที่หนังต้องการจะสื่อน่ะ ตัวประกอบเหล่านี้ไม่ได้เป็น “ตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เพื่อมาต่อสู้กัน” แบบในหนัง SUPERHERO แต่เป็นตัวละครที่นำไปสู่การกระตุ้นความคิดของผู้ชมให้ขบคิดถึงประเด็นทางสังคมที่หนังต้องการจะสื่อ

ซึ่งอันนี้อาจจะเห็นได้ชัดใน FREAK ORLANDO ด้วยเหมือนกัน เพราะเหมือน FREAK ORLANDO มันจะเต็มไปด้วยตัวละครพิสดารมากมาย แต่ตัวละครเหล่านั้นกลับแทบไม่มี “อิทธิฤทธิ์ในการต่อสู้ป้องกันตัวเอง” เลย (อย่างเช่น หญิงเตี้ยที่ใช้ธนูเป็นอาวุธ) ตัวละครเหล่านี้ต้องตกเป็นเหยื่อของอำนาจเผด็จการในสังคมในแต่ละยุคสมัยอย่างแทบไม่มีทางต่อสู้ ซึ่งอำนาจเผด็จการเหล่านั้นอาจจะรวมไปถึงเผด็จการทางศาสนาและยุคนาซีด้วย

มันก็เลยเหมือนกับว่า หนังของ Ottinger ก็มีอะไรบางอย่างที่ไม่เข้ากับโลกจินตนาการของเราซะทีเดียว ในขณะที่หนัง SUPERHERO โดยทั่วไป ก็อยู่ภายใต้กรอบบางอย่างที่ทำให้มันไม่เข้ากับโลกจินตนาการของเราซะทีเดียวเหมือนกัน

เราก็เลยอยากให้มีคนสร้างหนัง superhero แบบที่เราต้องการน่ะ นั่นก็คือหนังที่เต็มไปด้วยตัวละครชิบหายๆ แบบในหนังของ Ulrike Ottinger มาตบตีกันให้วุ่นวายไปหมด โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้กรอบคนดีปะทะคนชั่ว และไม่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของ “สัญลักษณ์เพื่อสื่อไปยังประเด็นทางสังคม” ด้วย แบบตัวละครมาตบกันเพราะสนุกที่ได้ตบกันไปเรื่อยๆ เดินฉ่ำฉีบานหีหลุดไปเรื่อยๆ อะไรทำนองนี้ 555

DAY 2 – KILOMETRE ZERO (2017, Torfun Chumaksorn, 30min)


POSTERS OF FAVORITE ROMANTIC FILMS

DAY 2 – KILOMETRE ZERO (2017, Torfun Chumaksorn, 30min)
กิโลเมตรที่สูญ (2017, ทอฝัน ชุมอักษร)

จำรายละเอียดของหนังไม่ได้แล้ว แต่จำได้ว่าชอบนางเอกมากๆ หน้าเธอดูร้ายมากๆ เธอเหมาะจะไปเล่นเป็นนางเอกหนังแบบ BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh-Thi)

เราชอบที่นางเอกเป็นสาวติดยาน่ะ เธอดูไม่ใช่นางเอกตามขนบหนังไทยทั่วไป และเธอก็ได้พบรักกับหนุ่มน่ารักที่เหมือนจะมีอาชีพแนวๆ food delivery หรืออะไรทำนองนั้น ถ้าจำไม่ผิด

เหมือนนานๆทีเราจะเจอนางเอกในหนังไทยที่มีบุคลิกแบบนี้น่ะ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ

Saturday, April 18, 2020

DAY 1 – ALWAYS (1989, Steven Spielberg)


POSTERS OF FAVORITE ROMANTIC FILMS

ได้รับคำท้าจากคุณ Athikom ให้โพสรูป poster หนังที่ดูแล้วชื่นชอบ เป็นเวลา 7 วัน

เนื่องจากเราเล่นเกมนี้มาหลายครั้งแล้ว คราวนี้เราก็เลยเพิ่มความสนุกให้ตัวเอง ด้วยการที่โปสเตอร์ล็อตนี้จะเป็นโปสเตอร์ของหนังโรแมนติกที่เราชื่นชอบ หรือโปสเตอร์ของหนังแนวอื่นๆก็ได้ที่เราดูแล้วชอบความรักของตัวละครเอก จริงแล้วเขาบอกว่าไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ แต่เราจะใส่คำบรรยายเข้าไปด้วยในบางครั้ง เพราะเราต้องการจะตั้งกฎที่เหมาะสมสำหรับตัวเราเอง 555

DAY 1 – ALWAYS (1989, Steven Spielberg)

เราได้ดู “ไฟฝันควันรัก” ที่โรงหนังในชั้นหนึ่งมาบุญครองในปี 1990 และจนถึงตอนนี้มันก็ยังคงเป็นหนังของ Steven Spielberg ที่เราชื่นชอบมากที่สุด ตอนนั้นเราคลั่งหนังเรื่องนี้มากๆ เราซื้อวิดีโอจากร้านลูกแมวมาดูซ้ำ และดูหนังเรื่องนี้ไปหลายครั้งมากๆ แต่ดูเฉพาะฉากที่ Brad Johnson กับ Holly Hunter มากินข้าวด้วยกันและเต้นรำกัน ส่วนฉากอื่นๆเราไม่ได้ดูซ้ำ 555

สาเหตุที่เรายกให้ ไฟฝันควันรัก เป็นหนังที่เราชื่นชอบมากที่สุดของ Steven Spielberg และเป็น one of my most favorite romantic films of all time ก็เป็นเพราะว่า

1.ตัวละคร Ted Baker (Brad Johnson) ในหนังเรื่องนี้ เป็น one of my most desirable male characters of all time เลย Ted Baker ในหนังเรื่องนี้ตรงสเปคเราที่สุด นี่แหละผู้ชายในฝันของเรา น่ารัก น่ากิน อบอุ่นมากๆ

2.ปกติแล้วเราจะไม่อินกับหนังโรแมนติก เพราะตัวละครนางเอกในหนังประเภทนี้มักจะเป็นสาวสวย อ่อนหวาน น่ารัก เพื่อตอบสนองแฟนตาซีของผู้ชมเพศชาย  แต่ตัวละคร Dorinda Durston (Holly Hunter) ที่เป็นนางเอกของหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่ตรงกันข้าม เพราะเธอเป็นผู้หญิงถึกๆห้าวๆ เราก็เลยอินกับเธอมากๆ

3.ความรักที่เป็นแกนหลักของหนังเรื่องนี้ ก็เข้าทางเรามากๆ เพราะความรักของหนังเรื่องนี้คือความรักแบบที่ว่า “ฉันรักเธอ และฉันต้องการจะเห็นเธอมีความรัก มีความสุขกับชายอื่น” มันไม่ใช่ความรักแบบที่ต้องการครอบครองคนที่ตัวเองรัก แต่มันเป็นความรักแบบที่ต้องการเห็นคนที่ตัวเองรักมีความสุข ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความสุขกับผู้ชายคนอื่นๆก็ตาม เพราะฉะนั้น concept ของหนังเรื่องนี้ก็เลยเข้าทางเรามากที่สุด เพราะจริงๆแล้วเราเชื่อในเรื่อง polygamy, free sex, orgy, etc. และไม่อินกับการหึงหวง 55555

จำได้ว่า ตอนนั้นเราก็คลั่งไคล้ Brad Johnson มากพอสมควร แต่พอเราได้ดูเขาในหนังและละครทีวีเรื่องอื่นๆ อย่างเช่น FLIGHT OF THE INTRUDER (1991, John Milius) และ THE BIRDS II: LAND’S END (1994, Rick Rosenthal) เราก็เฉยๆกับเขามาก เราก็เลยได้ข้อสรุปว่า เราไม่ได้หลงรัก Brad Johnson แค่ที่รูปร่างหน้าตา แต่เป็นเพราะว่าตัวละคร Ted Baker ที่เขาเล่นใน ALWAYS ต่างหากที่มันตรงสเปคเรา

Friday, April 17, 2020

WHERE WE BELONG (2019, Kongdej Jaturanrasmee, A+30)


WHERE WE BELONG (2019, Kongdej Jaturanrasmee, A+30)

ดูมานานเกือบ 1 ปีแล้ว แต่แทบไม่ได้จดบันทึกอะไรเอาไว้เลย ฮือๆ จำรายละเอียดอะไรไม่ได้แล้ว แต่ตอนนี้ขอจดไว้ก่อนก็แล้วกันว่าชอบ 3 ฉากในหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ มันเป็น 3 ฉากทิ่ติดค้างอยู่ในใจเราตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

1.ฉากซูเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกในตอนท้าย ที่กล้องเป็นลองเทคจับใบหน้าของซู เรายกให้ฉากนี้เป็นฉากคลาสสิคพอๆกับฉากที่กล้องจับใบหน้าของ Nicole Kidman ใน BIRTH (2004, Jonathan Glazer) เลย

2.ฉากที่เบลล์ทะเลาะกับซูในร้านขายอาหารของซู ถ้าเราจำไม่ผิด เหมือนตอนนั้นเบลล์หวังดี พยายามพูดเข้าข้างซูในปัญหาระหว่างซูกับพ่อมั้ง แต่มันดันทำให้ซูโกรธขึ้นมา

เราชอบอารมณ์ขัดข้องขุ่นเคืองใจในฉากนี้อย่างสุดๆ นึกถึงทั้งตัวเราเองและเพื่อนบางคนที่มีปัญหาครอบครัว แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ถึงปัญหาครอบครัวของเพื่อนเรา และมันก็เป็นไปไม่ได้ที่เพื่อนเราจะเข้าใจปัญหาครอบครัวของเรา แม้ทุกคนจะหวังดีต่อกันก็ตาม มันเหมือนซู, เรา หรือเพื่อนเราบางคน แบกปมความทุกข์บางอย่างไว้เพราะปัญหาครอบครัว และในบางครั้ง ความทุกข์เหล่านั้นมันแปรสภาพเป็นเหมือนชนวนระเบิดอยู่ภายในใจ และพร้อมที่จะระเบิดออกมาได้ ถ้าหากมีใครไปสะกิดมันโดยไม่ได้ตั้งใจ

3. ฉากที่สมาชิกวงดนตรีซ้อมกัน แล้วก็ทะเลาะกันอย่างรุนแรง

ชอบอารมณ์ในฉากนี้มากๆ นึกถึงตัวเราเองในสมัยก่อนมากๆ เหมือนฉากนี้เข้าใจตัวเรา, อารมณ์ของเรา, สภาพจิตของเราอย่างสุดๆ

ความรู้สึกของเราที่มีต่อฉากนี้จะคล้ายกับข้อสองน่ะ เหมือนเราชอบหนังที่เข้าใจตัวละครที่ “ซ่อนความขึ้งเคียด เกลียดชัง” ไว้ภายใน โดยเฉพาะความขึ้งเคียด เกลียดชังที่มีต่อเพื่อนๆและสมาชิกครอบครัว  และตัวละครตัวนั้นก็รักเพื่อนหรือสมาชิกครอบครัวคนนั้นในเวลาเดียวกันด้วย มันไม่ใช่ความเกลียดชังอย่างรุนแรงที่มีให้กับศัตรู แต่มันเป็นความไม่พอใจ ความเกลียดชังที่มีต่อคนที่เราไม่อยากแสดงความเกลียดชังออกไปน่ะ เพราะเขาเป็นสมาชิกครอบครัวของเรา หรือเป็นเพื่อนที่เรารัก และพอเราไม่สามารถแสดงความเกลียดชังหรือความไม่พอใจออกไปได้โดยตรง เราก็เลยได้แต่เก็บกดมันไว้ และมันก็เลยกลายเป็นความขึ้งเคียดที่ฝังลึกอยู่ในใจไปเรื่อยๆ และกลายเป็นวัตถุระเบิดภายในใจที่ระเบิดออกมาอย่างรุนแรงในภายหลัง

เราก็เลยรักฉากนี้อย่างสุดๆ ฉากนี้มันเข้าใจจิตวิญญาณของเราจริงๆ



THE MUDGUARD AND A LONELY MONKEY (2020, Wichanon Somumjarn, 78min, A+30)


THE MUDGUARD AND A LONELY MONKEY (2020, Wichanon Somumjarn, 78min, A+30)

1. หนังเรื่องนี้มันคืออะไร 55555 ประหลาดดี ชอบความ organic, free form, freestyle ของมัน แต่ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้ดีไหม เราก็คงตอบไม่ได้ เพราะมันตอบได้ยากว่าหนังเรื่องนี้มีคุณค่าอะไรบ้างหากจะวัดจาก “บรรทัดฐานแบบดั้งเดิม” อย่างเช่น การเล่าเรื่องสนุก, การให้สาระความรู้, ความงดงามเชิงกวี, การสร้างอารมณ์ซาบซึ้งสะเทือนใจ อะไรแบบนี้ ซึ่งดูเหมือนหนังเรื่องนี้จะไม่มีสิ่งเหล่านี้ให้ 555

2.เข้าใจว่าหนังเรื่องนี้เหมือนจะเป็นบันทึกของผู้กำกับขณะ research ข้อมูลเพื่อนำไปทำเป็นหนังยาวอีกเรื่องในภายหลังนะ เพราะฉะนั้นตอนแรกเราก็เลยนึกว่าหนังเรื่องนี้อาจจะมีความเป็น “สารคดีเบื้องหลังการถ่ายทำ” เหมือนกับหนังอย่าง IN PUBLIC (2001, Jia Zhangke, China), THE EIGHTIES (1983, Chantal Akerman, Belgium), MALADY DIARY (2004, Teekhadet Vucharadhanin), THE COLOUR OF WORDS: INDIA SONG (1984, Jerome Beaujour, Jean Mascolo) อะไรทำนองนี้

แต่ปรากฏว่าแทนที่หนังเรื่องนี้จะนำเสนอ “เบื้องหลังการถ่ายทำ”  อย่างตรงไปตรงมา หนังเรื่องนี้กลับเต็มไปด้วยฉากที่ไม่รู้ที่มาที่ไป หรือฉากที่เราไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร อยู่หลายฉาก มันเหมือนกับว่าความเป็น “สารคดีเบื้องหลังการถ่ายทำ” หรือ “สารคดีบันทึกชีวิตของผู้กำกับขณะพยายามจะทำหนังใหม่” เป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งในหนังเรื่องนี้เท่านั้น หนังเรื่องนี้ยังมีองค์ประกอบส่วนอื่นๆผสมเข้ามาด้วย และนั่นก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้หลุดพ้นจากความเป็นหนังสารคดีธรรมดา และดูมีความเป็นหนังทดลองแบบ freestyle มากกว่า

3. ส่วนที่ดูแล้วเข้าใจง่ายที่สุดในหนังเรื่องนี้ คงเป็นส่วนที่หนังนำเสนอการเดินทางเยือนสถานที่สำคัญต่างๆ อย่างเช่น กู่บ้านนาคำน้อย ที่ดูเหมือนจะเป็นซากปราสาทขอมโบราณ (ชอบส่วนนี้อย่างสุดๆ) , พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง และนิทรรศการอะไรสักอย่าง ที่นำเสนอโลกอนาคตของขอนแก่น มันเหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้พาเราซึ่งเป็นคนนอก เข้าไปสำรวจทั้งอดีต, ปัจจุบัน และอนาคตของขอนแก่น เราได้เห็นทั้งอดีตหลายล้านปีก่อน (ไดโนเสาร์), อดีตเมื่อพันปีก่อน (ปราสาทขอม), ปัจจุบัน (ภาพวิวทิวทัศน์ต่างๆของขอนแก่นในหนังเรื่องนี้) และอนาคตของขอนแก่นในหนัง

4.ส่วนที่เป็น “ปัจจุบัน” ของหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงหนังของกลุ่มสำนักงานใต้ดิน/Teeranit Siangsanoh/Wachara Kanha อะไรทำนองนี้ 555 เพราะหนังของกลุ่มสำนักงานใต้ดินหลายๆเรื่อง อย่างเช่น สูญ (LOSE) (2011, Wachara Kanha, 70min), ผีโป่ง (2010, Wachara Kanha, 30min), ผู้บุกรุก (2011, Wachara Kanha, 90min) มันเหมือนเป็นการบันทึกความประทับใจของผู้กำกับที่มีต่อสถานที่ต่างๆเอาไว้เหมือนกันน่ะ และมันถ่ายทอดออกมาในสไตล์ของหนังทดลองเหมือนกัน แทนที่จะถ่ายทอดออกมาเป็น video diary ที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมา หรือถ่ายทอดออกมาเป็นสารคดีท่องเที่ยวอย่างตรงไปตรงมา

คือใน THE MUDGUARD AND A LONELY MONKEY มันอาจจะมีส่วนที่ดูเป็น video diary ที่น่าประทับใจอยู่ด้วย อย่างเช่นฉากที่ถ่ายปลาอะไรสักอย่างที่อาศัยอยู่ใต้หนองน้ำที่แห้งขอด, ฉากที่ถ่ายต้นมะม่วงมหาชนก, ฉากที่ถ่ายมดไต่ต้นไม้, ฝูงควายกินหญ้า อะไรทำนองนี้

แต่มันก็จะมีความเป็นหนังทดลองแทรกเข้ามาในหนังเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน อย่างเช่น ฉากที่กล้องลงไปดำผุดดำว่ายอยู่ในลำน้ำชีโดยไม่มีสาเหตุ หรือการใส่ดนตรีประกอบเฮี้ยนๆเข้ามาในฉากพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ โดยในฉากนั้นลำโพงขวาจะเหมือนเป็นเสียงดนตรีไทยโบราณ แต่ลำโพงซ้ายจะเป็นดนตรี ambient หลอนๆ

การถ่ายทอดความประทับใจต่อสถานที่ต่างๆออกมาในสไตล์ video diary บวกหนังทดลองแบบนี้ ก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังของสำนักงานใต้ดิน เพราะหนังของสำนักงานใต้ดินบางเรื่องก็จะเป็นการบันทึกความประทับใจขณะไปเที่ยวป่า หรือเที่ยวทะเล แต่แทนที่จะบันทึกมันอย่างตรงไปตรงมา ผู้กำกับก็มักจะใส่ฉากที่เป็น fiction เข้าไปด้วย มีการสร้างเรื่องแต่งบางๆ เข้าไปในหนังด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เราก็ดูแล้วไม่รู้เรื่องแต่อย่างใด 555

5.ฉากที่เฮื้ยนที่สุด และอาจะเป็นฉากที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ ก็คือฉากที่เราไม่รู้ว่าเราดูอะไรนานราว 10 นาที มันเหมือนหนังให้เราจ้องกลุ่มก้อนวัตถุขมุกขมัว กลุ่มก้อนสีอะไรบางอย่างเป็นเวลานานมาก พร้อมกับฟังเสียงดนตรีไปด้วย ก่อนที่ในช่วงท้ายของฉาก เราถึงจะพอมองออกว่า วัตถุแต่ละชิ้นในฉากนั้น มันมีอะไรบ้าง และมันจัดวางอย่างไร มันถึงเกิด effect ด้านภาพ, แสง, สี ที่ประหลาดแบบนั้นออกมา

คิดว่าฉากนี้คงคล้ายๆกับเป็นการทดลองด้านภาพของผู้กำกับมั้ง มันให้อารมณ์ดิบๆ หลอนๆ ประหลาดดี นึกว่าอยู่ในทศวรรษ 1960 ยุคของ Stan Brakhage, Andy Warhol อะไรทำนองนี้

ความประหลาดของฉากนี้ ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง “มารเกาะกุมนครหลวง” (THE DEVIL RULES THE CAPITAL CITY) (2001, Manussak Dokmai, 13min) ด้วย เพราะ”มารเกาะกุมนครหลวง” ก็เป็นหนังที่ให้เราจ้องก้อนวัตถุอะไรก็ไม่รู้เป็นเวลานานมากเหมือนๆกัน 555

6.สรุปว่าก็ชอบหนังเรื่องนี้มากๆแหละ คิดว่าคนที่ชอบหนังที่ดู “อิสระ” มากๆ แบบหนังของ Wachara Kanha และ Phaisit Phanphruksachat ก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยากเหมือนกัน น

Monday, April 13, 2020

TOP JAPANESE SONGS CHART FOR JAN-MARCH 1990


TOP JAPANESE SONGS CHART FOR JAN-MARCH 1990

1. HANBUN FUSHIGI – Coco

2. IMA SUGU KISS ME – Lindberg

3. KUCHIBIRU KARA BIYAKU – Shizuka Kudo

4. LIKE A FIRE – Ayumi Nakamura

5. MIDNIGHT TAXI – Miho Nakayama

6. YUME O SHINJITE – Hideaki Tokunaga

7. WHITE COMMUNICATION – Mariko Nagai

8. NO TITLIST – Rie Miyazawa

9. PRESENT – Jitterin’ Jinn

10. SEISHUN – Chisato Moritaka

11. NIJI NO MIYAKO E (TO THE RAINBOW CITY) – Hiroshi Takano

12. AI NI KITE! I NEED YOU – Go-Bang’s

13. BAD AGAIN – Seikimatsu

14. KIMI NO QUATRE-VINGT DIX – Stardust Revue

15. CHANCE – Yui Asaka