Sunday, February 12, 2023

YOU & ME & ME (2023, Wanweaw Hongvivatana, Weawwan Hongvivatana, A+30)

 

YOU & ME & ME (2023, Wanweaw Hongvivatana, Weawwan Hongvivatana, A+30)

 

1.งดงามที่สุด สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่ส่วนหนึ่งของหนังมันเหมือนสะท้อนสายตาที่ “ผู้หญิงมองผู้ชาย” ได้ในแบบที่ทาบทับกับสายตาของเราเวลามองผู้ชายได้ตรงมาก ๆ คือเหมือน desire ของตัวละครหลักของหนังมันตรงกับ desire ของเราในระดับที่สูงมาก ๆ

 

เพราะฉะนั้นในฉากที่ตัวละครพยายามจะจ้องตาหนุ่มหล่อให้ได้ 8 วินาที แล้วกล้องมันแทนสายตาของตัวละครหญิง หนังก็เลยเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ “จ้องตาหนุ่มหล่อเป็นเวลานานหลายวินาที” ไปพร้อมๆ กับตัวละครหญิงด้วย ผลก็คือดิฉันตายคาโรงด้วยอาการน้ำลายฟูมปากในฉากนั้นไปด้วยเลยค่ะ การได้จ้องตาหนุ่มหล่อเป็นเวลานานหลายวินาทีในฉากนั้นไปพร้อม ๆ กับตัวละครหญิง มันเป็นอะไรที่ฟินมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

 

ซึ่งนี่แหละมันคือสิ่งที่ดิฉันเคยเขียนถึงมาแล้วหลายครั้งว่า มันคือ “หนึ่งในคุณค่าสูงสุดของภาพยนตร์” สำหรับดิฉัน เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น การที่เกย์/กะเทยอย่างดิฉัน จะไปจ้องหน้าหนุ่มหล่อเป็นเวลานานหลายวินาทีตามท้องถนน มันก็เสี่ยงกับการที่จะต้อง “โดนต่อย” กลับมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันทำได้อย่างปลอดภัย ก็คือการได้จ้องผู้ชายหล่อ ๆ ผ่านทางจอภาพยนตร์เท่านั้นแหละ ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีมาก ๆ

 

2.ซึ่งจริง ๆ แล้วในยุคปัจจุบัน หนังที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้จ้องมองหนุ่มหล่ออย่างเต็มที่ มันมีเยอะมาก เหมือนหนังตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา มันอาจจะเต็มไปด้วยหนัง female gaze, gay gaze, etc. และไม่ได้ถูก dominate ด้วย male gaze เหมือนหนังก่อนปี 2000 แต่สิ่งที่พิเศษในหนังเรื่องนี้ ก็คือว่ามันทำให้เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครนำหญิงทั้งสองตัวมาก ๆ น่ะ คือเหมือนเวลาเรามองพระเอกในหนังเรื่องนี้ เราไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นเกย์วัย 50 ปีกำลังมองหนุ่มหล่อเหมือนเวลาที่เราดูหนังเรื่องอื่น ๆ แต่เรารู้สึกว่าเรากำลังเป็นเด็กสาวที่กำลังมองดูหนุ่มหล่อจริง ๆ คือเหมือนเวลาที่เรากำลังจ้องตาพระเอกในหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกจริง ๆ ว่า

 

Like a virgin
Touched for the very first time
Like a virgin
When your heart beats next to mine

Gonna give you all my love, boy

คือรู้สึกแบบนี้จริง ๆ ค่ะ การดูหนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็น virgin อีกครั้ง 555555

 

3.เหมือนเราดูแล้วรู้สึกเข้าใจตัวละครนำหญิงทั้งสองตัวมาก ๆ เลย คือเราอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับการตัดสินใจของยูกับมีในบางครั้ง แต่ก็รู้สึกเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกการกระทำและการตัดสินใจของยูกับมีในเกือบทุกฉากเลย คืออาจจะไม่ได้เห็นด้วย แต่ก็รู้สึกเข้าใจมาก ๆ

 

4.ความดีงามทางภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้ เราคงปล่อยให้คนอื่น ๆ เป็นฝ่ายเขียนถึงแล้วกัน เพราะเราไม่ถนัด แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังมันทำให้นึกถึงยุคปี 1999 จริง ๆ โดยเฉพาะ

 

4.1 การถอนเงินออกจากธนาคาร เพราะตอนนั้นกูก็ทำ แต่ตอนนั้นกูมีเงินในบัญชีทั้งหมดแค่ราว 2 หมื่นบาทเองมั้ง เพราะฉะนั้นการที่เราถอนเงินที่มีอยู่เพียงน้อยนิดออกมาจนหมด ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเสียดายดอกเบี้ยที่ควรจะได้รับแต่อย่างใด

 

4.2 ความรู้สึกว่า “civilization” เข้ามาเยือนกรุงเทพแล้ว เมื่อเริ่มเปิดเดินรถไฟฟ้าในช่วงปลายปี 1999

 

4.3 นิตยสาร “เธอกับฉัน” ที่เราขอยอมรับว่ามีอิทธิพลต่อความเงี่ยนของเราอย่างรุนแรงมาก แต่เป็นในช่วงทศวรรษ 1980 เพราะตอนที่เราเป็นวัยรุ่นในทศวรรษ 1980 นั้น เราก็เคยซื้อนิตยสาร “เธอกับฉัน” หลายฉบับ และหนึ่งใน “ผู้ชายในฝัน” ของเราในยุคนั้น ก็คือนายแบบที่ชื่อ “มาร์ค มาร์โลว์” ที่ถ่ายแบบลงนิตยสาร “เธอกับฉัน” อยู่ 2-3 ครั้งมั้ง ซึ่งนายแบบคนนั้นก็มีส่วนคล้ายพระเอกหนังเรื่องนี้ในบางจุดเหมือนกัน และถ้าหากเราจำไม่ผิด เขาก็เป็นลูกครึ่งฝรั่ง/ไทย เหมือนกัน

 

แต่น่าเสียดายที่เขาหายสาบสูญไปเลยหลังจากนั้น คือเหมือนเขาถ่ายแบบลง “เธอกับฉัน” แค่ไม่กี่ครั้ง แล้วก็หายสาบสูญไปจากวงการ เราเคยซื้อเล่มที่เขาถ่ายแบบขึ้นหน้าปก น่าจะประมาณปี 1987 แต่เราไม่มีนิตยสารเล่มนั้นเก็บไว้แล้ว เพราะปลวกกินนิตยสารเธอกับฉันที่เราเคยซื้อไว้ในยุคนั้นไปหมดแล้ว

 

 

ก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ บันทึกยุคสมัยเอาไว้ได้ดีทีเดียวค่ะ 555

 

5.ชอบที่หนังเรื่องนี้สะท้อนความรู้สึกนึกคิดของคู่แฝดออกมาได้อย่างละเอียดอ่อนมาก ๆ ด้วย

 

คือเหมือนพอนึก ๆ ดูแล้ว หนัง/ละครเกี่ยวกับแฝดส่วนใหญ่ที่เราชอบ มักจะไม่ได้ออกมาในแนว “สมจริง” แบบนี้นะ 55555 โดยคู่แฝดแบบ fiction ที่เราชอบมาก ๆ ก็มีเช่น

 

5.1 โอบเดือน - เอื้อมดาว ใน “บ้านสอยดาว” ที่เป็นสองแฝดหญิงที่ incest กันเอง ถ้าจำไม่ผิด

 

5.2 Eve กับ Alexandra ใน MASTER OF THE GAME (1984, 6HOURS 53MINS, miniseries, จากบทประพันธ์ของ Sidney Sheldon) ซึ่งเราขอยกให้ Eve ในมินิซีรีส์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในตัวละครหญิงที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต เพราะเธอหนักมากจริง ๆ ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

แต่พวกตัวละครแฝดหญิงเหล่านี้ก็ไม่ได้มาแนว “สมจริง” น่ะ เราก็เลยชอบมากที่หนังเรื่องนี้เหมือนพาเราไปสำรวจความรู้สึกนึกคิดของคู่แฝดได้ในแบบที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ

Saturday, February 11, 2023

FILMS SEEN DURING 15-21 JANUARY 2023

 

FILMS SEEN DURING 15-21 JANUARY 2023

 

1. ALL THE THINGS YOU LEAVE BEHIND (2022, Chanasorn Chaikitiporn, short film, A+30)

 

2. NOTRE DAME (2019, Valérie Donzelli, France, A+30)

 

3. GRANDMA’S BROKEN LEG (2021, Huynh Cong Nho, Vietnam, short film, A+30)

 

4.NOTHING TO LOSE – Everything But the Girl (2023, Charlie Di Placido, music video, A+30)

 

5.RIDE TO NOWHERE (2022, Khozy Rizal, Indonesia, short film, A+30)

 

6.FURTHER AND FURTHER AWAY (2022, Polen Ly, Cambodia, short film, A+30)

 

7.UNICO (1981, Toshio Hirata, Osamu Tezuka, Japan, animation, A+30)

 

8.TOUBAB (2021, Florian Dietrich, Germany/Senegal, A+30)

 

9.KUTTEY (DOG) (2023, Aasmaan Bhardwaj, India, A+30)

 

10.A WORM, WHATEVER WILL BE, WILL BE (2022, Mickey Lai, Malaysia, short film, A+30)

 

11.HAND ROLLED CIGARETTE (2020, Kin Long Chan, Hong Kong, A+25)

 

12.THE LEGEND OF TIMM THALER OR THE BOY WHO SOLD HIS LAUGHTER (2017, Andreas Dresen, Germany, A+25)

 

13.THE FAMILY SECRET (1992, Toshiyuki Mizutani, Japan, second viewing, A+15)

 

14.ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ (2023, Theerathorn Chaowanayothin, B )

 

สรุปว่า 3 สัปดาห์ดูหนังไปแล้ว 47+14 = 61 เรื่อง แต่เป็นหนังสั้นหลายเรื่อง

SECOND YEAR OF M PASS

 

บันทึกเรื่องบัตร M PASS

 

ตอนนี้บัตร M PASS ปีที่สองของเราได้หมดอายุลงแล้ว ก็เลยจดบันทึกการใช้ไว้สักหน่อย

 

บัตร M PASS ปีแรกของเราเสียค่าสมัคร 4800 บาท เราใช้ดูหนังไป 100 เรื่อง ตั้งแต่ THE HUNT (2020, Craig Zobel, A+30) ในวันที่ 23 ส.ค. 2020 และใช้บัตรนี้ดูหนังเรื่องที่ 100 ซึ่งก็คือเรื่อง HOUSE OF GUCCI (2021, Ridley Scott, A+25) ในวันที่ 29 ม.ค. 2022 (มันใช้ได้นานกว่า 1 ปีเพราะมันเจอช่วง lockdown ที่โรงหนังปิดทำการ)  สรุปว่าเราจ่ายค่าตั๋วหนัง 100 เรื่องนี้ในราคาเรื่องละ 48 บาทเท่านั้น

 

บัตร M PASS ปีที่สองของเราเสียค่าสมัคร 4800 บาท เราใช้ดูหนังเรื่องแรก ซึ่งก็คือ GINTAMA: THE FINAL (2021, Chizuru Miyawaki, Japan) ในวันที่ 11 ก.พ. 2022 และใช้ดูหนังเรื่องที่ 128 ซึ่งก็คือ TÁR (2022, Todd Field, A+30) ในวันที่ 9 ก.พ. 2023

 

สรุปว่า ใช้ดูหนังไป 128 เรื่อง ในราคา 4800 บาท ซึ่งจริง ๆ มากกว่านั้น เพราะมีจ่ายส่วนเกิน 20 บาทเป็นครั้งคราว แต่รวม ๆ กันแล้วก็ไม่น่าจะเกิน 5000 บาท  ซึ่งถ้าหาก 5000/128 ก็จะได้เรื่องละ 39.0625 บาท แต่ถ้าหากเป็น 4800/128 ก็จะได้เรื่องละ 37.5 บาท

 

ก็เลยสรุปว่า เราจ่ายค่าตั๋วหนังไปเรื่องละประมาณ 37.5-39.0625 บาทในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาจากการใช้บัตร M PASS

 

เนื่องจากเราไปดูหนังที่ PARAGON เป็นประจำ ซึ่งคิดค่าตั๋วประมาณ 300 บาทต่อที่นั่งในวันเสาร์อาทิตย์ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราไม่ใช้บัตร M PASS เราก็ต้องจ่ายเงินราว 128x300 = 38,400 บาท แต่เราจ่ายเงินไม่เกิน 5000 บาทในการดูหนัง 128 เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าบัตร M PASS ในปีที่สอง ช่วยประหยัดเงินให้เราไปแล้วราว 33,400 บาท

 

สรุปว่าขอบคุณบัตร M PASS ค่ะ ที่ช่วยประหยัดเงินให้เราราว 33,400 บาท 😊

Friday, February 10, 2023

RIP CARLOS SAURA

 

RIP CARLOS SAURA

 

เขาเสียชีวิตขณะอายุ 91 ปี ปรากฏว่าหนังเรื่องล่าสุดของเขาคือ WALLS CAN TALK (2022, 75min) แสดงว่าเขายังคงกำกับหนังยาวอยู่ทั้ง ๆ ที่มีอายุ 90 ปีแล้ว รุนแรงมาก

 

ชอบหนังของเขามาก ๆ เราเคยดูหนังของเขาแค่ 6 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1.THE HUNT (1966)

2.CRÍA CUERVOS (1976)

3.FLAMENCO (1995)

4.TANGO (1998)

5.IBERIA (2005)

6.FADOS (2007)

 

ในบรรดา 6 เรื่องนี้ เราชอบ THE HUNT กับ TANGO มากที่สุด ตัดสินใจไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากันใน 2 เรื่องนี้ อาจจะเป็น TANGO มั้ง เพราะมันซับซ้อนกว่า

 

อยากให้มีคนจัด retrospective ของเขามาก ๆ

 

เห็นชื่อเขาแล้วนึกถึงร้านวิดีโอ AVS มาก ๆ เพราะร้าน AVS มีวิดีโอหนังของเขาขายหลายเรื่องมาก แต่เราไม่เคยซื้อหนังของเขาจากร้านนี้มาดูเลย เพราะยุคนั้น (ทศวรรษ 1990) วิดีโอม้วนละ 300 บาท ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราก็เลยไม่ได้อุดหนุนร้านนี้บ่อยนัก เพราะมันแพง

 

 

 

AFTERSUN

 UNICO (1981, Osamu Tezuka, Toshio Hirata, Japan, animation, A+30)


1. มันเป็นหนังสำหรับเด็กเล็ก นึกว่าเหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 ขวบ แต่หนึ่งในสิ่งที่ชอบสุด ๆ ในหนังเรื่องนี้คือ concept ที่ว่า "gods" เป็นอะไรที่ชั่วร้ายมาก ๆ น่ะ

คือหนังเปิดเรื่องด้วยการเล่าว่า Unico เป็นยูนิคอร์นน้อยที่ทำให้บรรดามนุษย์ที่อยู่ใกล้มีความสุข gods ก็เลยไม่พอใจที่มนุษย์มีความสุขได้อย่างง่ายดาย ก็เลยสั่งให้เทพธิดาแห่งสายลมองค์หนึ่งหอบเอา Unico ไปปล่อยที่ดินแดนที่ไกลโพ้นห่างไกลมนุษย์มาก ๆ

คือพอเปิดเรื่องมา ก็รู้สึกได้เลยว่า gods ในหนังเรื่องนี้เหี้ยมาก ๆ 555

2.เหมือนหนังแบ่งเป็น 3 องก์ องก์แรกนี่นึกว่าสำหรับเด็กอายุ 3 ขวบ ส่วนองก์สองนี่นึกว่าสำหรับเด็กอายุ 6 ขวบ

แต่อยู่ดี ๆ ไม่รู้ทำไมองก์ 3 เกิดนรกแตกอะไรขึ้นมา เหมือนเนื้อเรื่องอยู่ดี ๆ ก็ dark ขึ้นมาก ซับซ้อนขึ้นมาก มีตัวละครชั่วร้ายโผล่ขึ้นมาอีก และแม้แต่เทพธิดาแห่งสายลมก็ต้องตบกับคู่ปรับที่ชั่วร้ายมาก ๆ ด้วย เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ  A+30 ในที่สุด

RESEMBLANCE ปรากฏการณ์ (2023, Jumpot Ruaycharoensap, A+)

Serious spoilers alert
--
--
--
--
--

1.ชอบชายหนุ่มที่ไปปฏิบัติธรรม นุ่งขาวห่มขาว ปักกลดมาก ๆ แต่ไม่รู้ว่าใครเล่นเป็นตัวละครตัวนี้

2.เราว่าการกำกับมันยังไม่ทรงพลัง แต่ชอบ "ความพิศวง" ของหนังมาก ๆ

3. เหมือนเราดูหนังเรื่องนี้แล้วเราเข้าใจหนังผิดไปในทางตรงกันข้ามกับที่หนังต้องการเลย เพราะเราดูแล้วเรารู้สึกว่า หนังมันดูต่อต้าน free sex  เพราะตัวละครที่มี free sex จะติดเชื้อโรค แล้วจะเข้าป่า หายสาบสูญไป, มีตัวละครที่ไม่ safe sex, และตัวละครที่มี free sex ก็ทำอากัปกิริยาราวกับว่า พวกเขาไม่เป็นตัวของตัวเอง, พวกเขากลายเป็นเหมือนคนอื่น ๆ อีกหลายคน เหมือนพวกเขาไม่ได้บรรลุถึงความสุขแท้จริงของชีวิตแต่อย่างใด แล้วพวกเขาก็ชอบทำหน้าทำตาราวกับว่า พวกเขาเป็นตัวร้ายหรือนางอิจฉา


คือเหมือนหนังทำให้เรารู้สึกว่า ตัวละครชายหนุ่มหญิงสาวที่มี free sex ในหนังเรื่องนี้ ไม่ได้ถูกมองในทางบวกมากนักน่ะ เราก็เลยรู้สึกราวกับว่า หนังมันต่อต้าน free sex

แต่เราก็คิดว่า เราน่าจะเข้าใจหนังผิดแน่ ๆ เลย เพราะเรื่องสั้นของปราบดา หยุ่น มันไม่น่าจะ " สั่งสอนศีลธรรม" แบบนั้นหรือเปล่า เราก็เลยมาอ่านความเห็นของผู้ชมคนอื่น ๆ ดู ซึ่งเขาบอกว่า ตัวละครที่มี free sex เหล่านี้ ได้ "หวนคืนสู่ธรรมชาติ"

เราก็เลยคิดว่า นั่นน่าจะเป็นจุดประสงค์แท้จริงของหนังมั้ง แต่ตลกดีที่ "ความพิศวง" ของหนัง ทำให้เราอาจจะเข้าใจหนังผิดไปในทางตรงกันข้ามกับที่หนังต้องการได้ 555

AFTERSUN (2022, Charlotte Wells, UK, A+30)

1.เห็น Paul Mescal แล้วนึกถึง Emmanuel Macron กับ Aidan Quinn 555

2.จุดที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ ก็ตรงกับสิ่งที่เพื่อนบางคนได้เขียนถึงไปแล้ว นั่นก็คือการบันทึกโมงยามเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญต่อเส้นเรื่องไปเรื่อย ๆ และการจับสังเกตอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ของมนุษย์ไปเรื่อย ๆ

3.ส่วนใหญ่แล้วหนังเกี่ยวกับชายหาดที่เราเคยดูมักจะพูดถึงความสัมพันธ์ romantic ระหว่างชายหญิง (อย่างเช่นหนังของ Eric Rohmer) หรือ sexual awakening ของตัวละครวัยรุ่น เราก็เลยชอบสุด ๆ ที่หนังเรื่องนี้ไปเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่ยังไม่เงี่ยน มันสร้างความแตกต่างให้หนังเรื่องนี้ได้ดีมาก ๆ

4.ฉากที่เราชอบสุดขีด และยกให้เป็นหนึ่งในฉาก classic อมตะนิรันดร์กาลของเรา คือฉาก LOSING MY RELIGION เพราะนอกจากฉากนี้จะเปิดเผยปมปัญหาทางการเงินของพระเอกแล้ว เรายังชอบอย่างสุดขีดมาก ๆ ด้วยที่พระเอกไม่ยอมออกไปร้องเพลง เพราะถ้าเป็นเรา เราก็จะไม่ออกไปร้องเพลงเช่นกัน

คือหนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เรารู้สึกว่าฉากนี้มันสอดคล้องกับสิ่งที่เราคิดว่าพ่อแม่ควรสอนลูก ๆ น่ะ นั่นก็คือสอนว่า "ลูกอยากทำอะไรก็ทำไป ถ้ามันไม่สร้างความเดือดร้อนต่อคนอื่น ๆ อย่างเช่น การร้องเพลงในกาลเทศะนั้น แต่ลูกจะไปบังคับให้คนอื่น ๆ ทำในสิ่งที่ตัวเขาเองไม่ต้องการไม่ได้ ไม่ว่าลูกจะรักเขามากแค่ไหนก็ตาม"

เราก็เลยหลงรักความใจแข็งของคุณพ่อในฉากนี้มาก ๆ มันตรงใจเรามาก ๆ คือเราเดาว่า ถ้าหากมันเป็นหนังเรื่องอื่น พ่ออาจจะใจอ่อน แต่พอคุณพ่อในหนังเรื่องนี้ใจแข็ง เราก็เลยชอบตรงจุดนี้มาก ๆ

เราว่ามันสลับกับหนังเรื่องอื่น ๆ ด้วยแหละ เพราะในหนังเรื่องอื่น ๆ พ่อแม่ชอบบังคับให้ลูก ๆทำในสิ่งที่ลูกไม่ต้องการ (อย่างเช่นใน CHILDREN OF THE MIST) แต่ในหนังเรื่องนี้ ลูกสาวกลับพยายามบีบให้พ่อทำในสิ่งที่พ่อไม่ต้องการ

เราว่าสิ่งที่พ่อทำในฉากนี้มัน dilemma ดีด้วยแหละ เพราะในแง่นึงมันก็คงสร้างความผิดหวังให้ลูกสาวอย่างมาก ๆ, สร้างรอยปริร้าวทางความความสัมพันธ์ครั้งสำคัญ หรือถ้าหากเป็นกรณีของเด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง เด็กคนนั้นก็อาจจะคิดในตอนแรกว่า "พ่อไม่รักฉันมากพอที่จะออกมาร้องเพลงกับฉัน" แต่อย่างที่หนังเรื่องอื่น ๆ ว่าไว้ว่า "When you lose something, you always gain something." เราก็เลยหวังว่า เด็กคนนั้นอาจจะผิดหวังกับพ่อในตอนแรก แต่เด็กคนนั้นก็อาจจะได้รับบทเรียนที่ดีว่า เราไม่ควรจะไปบีบให้คนอื่น ๆ ทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ ไม่ว่าเขาจะเป็นพ่อหรือเป็นลูกของเราก็ตาม

เราก็เลยรู้สึกชอบฉากนี้อย่างสุดขีด เพราะถ้าหากเราเป็นลูก เราก็คงรู้สึก "ใจสลาย" แต่ถ้าหากเราเป็นพ่อ เราก็จะไม่ยอมออกไปร้องเพลงเช่นเดียวกัน
‐---
พอเห็น trailer "เธอกับฉันกับฉัน" ก็นึกถึงเพื่อนเก่ากลุ่มนึงมาก ๆ รู้เลยว่าถ้าเพื่อนกลุ่มนั้นมาทำหนังเรื่องนี้ หนังมันจะใช้ชื่อเรื่อง "เธอกับฉัน มันกับมึง" แล้วนางเอกจะชอบร้องเพลงว่า "ช่วยเก็บผ้าอนามัยให้ฉันหน่อยได้ไหม"
----
ZERO FUCKS GIVEN (2021, Julie Lecoustre, Emmanuel Marre, France, A+30) เคยดูตอนหนังเรื่องนี้มาฉายที่  Alliance ชอบหนังมาก ๆ

หลังจากดูหนังอินเดียเรื่อง THAMP  (1978, Govindan Aravindan, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ก็ต้องมากินอาหารอินเดียต่อ

Film Wish List: ROAD (1987, Alan Clarke, UK) หนังเรื่องนี้ติด TOP TEN หนังสุดโปรดตลอดกาลของ Clio Barnard
‐---
ตอนเด็ก ๆ ที่ครอบครัวพาเข้าโรงหนัง เราไม่รู้ค่าตั๋ว เพราะเราไม่ได้จ่ายเอง ที่จ่ายเงินเองครั้งแรก คือตอนดู FLASHDANCE (1983, Adrian Lyne) ที่โรงแมคเคนนา ตอนนั้นค่าตั๋วต่ำสุดคือ 20 บาท

ใครรู้ช่วยตอบด้วย หนังไทยเรื่องแรก ๆ ที่เราได้ดู เป็นหนังที่เราได้ดูตอนมันมาฉายทางทีวี เนื้อเรื่องคือนางเอกเข้าโรงพยาบาล มีอาการโคม่า แล้ววิญญาณหลุดออกร่าง วิญาณของเธอก็เลยเดินทางไปเรื่อย ๆ แล้วก็เลยได้รับรู้ความจริงบางอย่างเกี่ยวกับผู้คนรอบตัวเธอ แล้ววิญญาณก็กลับเข้าร่างในตอนจบ เธอฟื้นขึ้นมา นางเอกน่าจะแสดงโดยลลนา สุลาวัลย์ แต่เราจำชื่อเรื่องไม่ได้ แล้วลลนาก็เล่นหนังเยอะมาก จนเราเดาไม่ออกว่ามันคือหนังเรื่องอะไร

TO ALL OF YOU THAT I LOVED (2022, Jun Matsumoto, Japan, animation, A+30)
+  TO THE ONLY ONE WHO LOVED YOU, ME (2022, Kenichi Kasai, Japan, animation, A+30)

1.หนัง animation ที่พูดถึงโลกคู่ขนานที่ตัวละครในเรื่องกระโดดข้ามไปข้ามมาระหว่างโลกคู่ขนานได้ในบางครั้ง แต่เนื่องจากมันเป็นโลกคู่ขนานกัน หนังก็เลยแตกออกเป็น 2 เรื่องไปเลย โดยที่เรื่องนึงจะเล่าว่า เมื่อพ่อแม่ของพระเอกหย่ากันตอนที่พระเอกยังเป็นเด็ก แล้วพระเอกเลือกไปอยู่กับแม่ แล้วชีวิตต่อมาจะเป็นยังไง ส่วนอีกเรื่องนึงจะเล่าว่า ถ้าพระเอกเลือกไปอยู่กับพ่อตอนเด็ก แล้วชีวิตต่อ ๆ มาจะเป็นยังไง

2.เรามองว่า มันเป็นหนังโลกคู่ขนานที่เราชอบในระดับใกล้เคียงกับหนังอย่าง DOCTOR STRANGE IN THE MULTIVERSE OF MADNESS (2022, Sam Raimi) และ EVERYTHING EVERYWHERE ALL AT ONCE (2022, Dan Kwan + Daniel Scheinert) เลยนะ เพราะถึงแม้มันจะไม่ "ตื่นตา" เท่า DOCTOR STRANGE และ ไม่ "ตื่นใจ" เท่า EEAAO  แต่มันก็รู้ว่าจุดแข็งของ "หนังญี่ปุ่น" หรือของตัวเองคืออะไร

ผลก็คือว่า พอกูดูจบทั้งสองภาคแล้ว กูร้องห่มร้องไห้หนักมากค่ะ โดนสุด ๆ หนักมาก ๆ ไม่นึกว่าจะร้องไห้จนหยุดไม่ได้ขนาดนี้

3.มีบางจุดของหนังที่ทำให้นึกถึง DEJA VU (1997, Henry Jaglom) ด้วย  ซึ่งหนังของ  Jaglom เรื่องนี้ถือเป็น one of my most favorite films of all time

LIKAY STAR (2016, Marco Wilms, documentary, A+30)

1.เป็นสารคดีเกี่ยวกับประเทศไทย แต่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับคน 2 กลุ่มในไทยที่เราเองก็มีความรู้เกี่ยวกับพวกเขาน้อยมาก

2.คนกลุ่มแรกก็คือชาวเมียนมาที่หนีตายจากประเทศตนเองมาตั้งรกรากแถบจังหวัดชายแดนของไทย ตัว subject เป็นเด็กชายหน้าตาน่ารัก ฉลาดเฉลียวที่เติบโตในไทยมานานหลายปี แต่เขามีพ่อแม่เป็นเมียนมา เขาเลยไม่ได้สัญชาติไทย และต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางปัญหายุ่งยากทางกฎหมาย โดยเฉพาะในเรื่องการเดินทางในไทย แบบที่เราอาจจะเคยเห็น ๆ มาแล้วในหนังกลุ่มของคุณ Supamok Silarak

พ่อของเขาทำงานในไร่ ส่วนแม่ทำงานฟรีในโรงเรียน (เหมือนเป็นภารโรง ถ้าเราจำไม่ผิด) เพื่อแลกกับการที่ลูกชายจะได้มีโอกาสเรียนในโรงเรียนนั้น

นอกจากตัว subject หลักแล้ว หนังยังพาเราไปรู้จักกับครูสอนลิเก และเด็กคนอื่นในโรงเรียนที่มีเชื้อสายเมียนมาด้วย

3. เนื่องจากเด็กชายในหนังมีความใฝ่ฝันอยากเล่นลิเก และเหมือนจะมีพรสวรรค์ทางด้านนี้ เขาก็เลยเขียนจดหมายไปหาไชยา มิตรชัย และได้รับคำเชิญให้ไปร่วมแสดงลิเกของไชยาด้วย

หนังเรื่องนี้ก็เลยพาเราไปรู้จักกลุ่มบุคคลที่สองที่เราแทบไม่รู้จัก ซึ่งก็คือคณะลิเกมืออาชีพ

คือถึงแม้ลิเกจะเป็น popular culture อย่างนึงของไทย แต่เราซึ่งเป็น cinephile เหมือนได้รับรู้เรื่องของคนกลุ่มนี้น้อยกว่าเรื่องของชาวเมียนมาในไทยเสียอีก ซึ่งก็คงเป็นเพราะว่า ชีวิตของชาวเมียนมาหลายคนเต็มไปด้วยความยากลำบาก เป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข ปัญหาของคนกลุ่มนี้ก็เลยได้รับการนำเสนอผ่านทางหนังสั้นหลาย ๆ เรื่อง  แต่ชีวิตของคณะลิเกอาจจะไม่ได้เต็มไปด้วยปัญหาและความยากลำบากมากนักมั้ง? คือเหมือนเป็นอาชีพนึงในไทย เราก็เลยไม่ได้เห็นเรื่องราวของคนกลุ่มนี้ในหนังไทยมากนัก อันนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

เหมือนก่อนหน้านี้เราเคยดูหนังเกี่ยวกับลิเกแค่ไม่กี่เรื่องเองมั้ง เรื่องนึงที่จำได้คือ ฮันเล่วังชา (2015, Wachara Kanha, documentary,  A+30) แต่เหมือนเรื่องนั้นจะทำให้เรารู้สึกถึงความร่วงโรยของวงการลิเกในไทยมั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด มันก็เลยตรงข้ามกับความฟู่ฟ่าของไชยา มิตรชัยในหนังเรื่องนี้

หนังเกี่ยวกับลิเกอีกเรื่องที่เราเคยดู คือเรื่อง LIVE IN BANGKOK (2007, Unnop Saguanchat) ที่พูดถึงคณะลิเก วสันต์-ปรีชา

4. เหมือนชีวิตของไชยา มิตรชัยก็น่าสนใจมาก ๆ นะ เขาเล่าว่าตอนเด็ก ๆ เขาเคยถูกครูดูถูกอย่างรุนแรงมาก เขาก็เลยมุมานะอย่างรุนแรง เล่นลิเกหาเงินเลี้ยงตัวเองตั้งแต่เด็ก ๆ จนกลายเป็น superstar ได้ในที่สุด

5.เห็นแม่ยกให้พวงมาลัยที่ทำจากธนบัตรแก่นักแสดงลิเกในหนังเรื่องนี้ ก็เลยนึกถึงแม่ยกชาวจีนที่ให้เงินจำนวนมากแก่นักแสดงซีรีส์วายไทยในยุคนี้มาก ๆ

6.แต่สงสัยมากว่า ในช่วงโควิดระบาด ชาวคณะลิเกมีชีวิตอย่างไรบ้าง ลำบากมากน้อยแค่ไหน ต้องเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น ๆ หรือเปล่า

7.เหมือนเราได้ดูหนังไทยเกี่ยวกับ "หมอลำ" มากกว่า "ลิเก"  ด้วยนะ เราก็เลยสงสัยว่า

7.1 หมอลำ กับ ลิเก นี่ได้รับความนิยมแตกต่างจากกันมากน้อยแค่ไหน เราเดาว่าหมอลำน่าจะได้รับความนิยมสูงอยู่ ส่วนลิเกนี่มันเสื่อมความนิยมลงไปเรื่อย ๆ หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

7.2 หมอลำ นี่ได้รับความนิยมในภาคอีสานเป็นหลักใช่ไหม ส่วนลิเกนี่ได้รับความนิยมในภาคไหนบ้าง

8.เหมือนช่วงหลัง ๆ มีงาน video หรือ video installation ที่นำ "ฉาก" ของลิเกมาใช้ เพื่อสื่อถึงนัยยะทางการเมือง อย่างเช่น SOMETHING LIKE A THING, SOMETHING LIKE EVERYTIME (2018, Anupong Charoenmitr), A MINOR HISTORY (2021, Apichatpong Weerasethakul), ON BLUE (2022, Apichatpong Weerasethakul) แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงลิเกในแง่มุมนั้น

METAL POLITICS TAIWAN (2018, Marco Wilms, documentary, A+30)

1.subject น่ารักมาก 555 ดูแล้วนึกถึงธนาธรในแง่ความหัวก้าวหน้าและความเป็นหนุ่มไฟแรง

2.เหมือนหนังของ Marco Wilms 6 เรื่องที่เราได้ดู จะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ซึ่งก็คือ

2.1 ชีวิตคนท่ามกลางความผันผวนทางการเมือง อย่างเช่น เรื่องนี้, BERLIN VORTEX (2003), ART WAR (2014)

2.2 หนังสารคดีแนว "ฝันที่เป็นจริง" อย่างเช่น TAILOR MADE DREAMS (2006, ช่างตัดเสื้อชาวอินเดียอยากไปยุโรป), COMRADE COUTURE (2009,  ผู้กำกับอยากจัดงานแฟชั่นโชว์เพื่อรำลึกถึงวันวานในยุโรปตะวันออก), LIKAY STAR (2016, เด็กเชื้อสายเมียนมาอยากเล่นลิเก)

3.ตลกดีที่ตอนเราเป็นเด็กในทศวรรษ 1980 เหมือนเราถูกปลูกฝังให้คิดว่า เจียงไคเช็ค เป็นฝ่ายดี เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย ต่อสู้กับ communists ก่อนที่เราจะได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับ Taiwan ในเวลาต่อมา

แต่พอเราโตมา เหมือนเรายังไม่เคยดูหนังที่มองเจียงไคเช็คในแง่บวกเลยมั้ง ทั้งหนังไต้หวันหลาย ๆ เรื่อง, หนังฮ่องกง/จีน อย่างเช่น  THE SOONG SISTERS (1997, Mabel Cheung), THE SILENT WAR (2012, Felix Chong, Alan Mak) และแม้แต่หนังที่ได้ทุนสร้างจากเยอรมนีเรื่องนี้ 555

ART WAR (2014, Marco Wilms, Germany, about Egypt, documentary, A+30)

1. ฉากที่ศิลปินใส่เสื้อยืดเดินไปตามถนน แล้วเจอกลุ่มคนคลั่งศาสนาเข้ามาข่มขู่คุกคามนี่มันน่ากลัวมาก ๆ

2.สถานการณ์ในอียิปต์น่าสนใจมาก ๆ เพราะมันไม่ได้เป็นการต่อสู้แค่ 2 ฝ่าย ระหว่างฝ่ายเผด็จการนิยมกับเสรีนิยม แต่ดูเหมือนจะมี 4 ฝ่ายหลัก ซึ่งได้แก่ฝ่าย Hosni Mubarak, กองทัพ, Muslim Brotherhood และเสรีนิยม ก็เลยรู้สึกว่าสถานการณ์มัน dilemma  มาก ๆ

ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด คือพอล้ม Hosni Mubarak ได้แล้ว ฝ่าย Muslim Brotherhood ก็ชนะการเลือกตั้ง แล้วหลังจากนั้นกองทัพก็ทำรัฐประหาร ก็เลยเหมือนมีหลายฝ่ายตบกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนน่ากลัวที่สุด

3.ชอบเรื่องของ blogger สาวที่ถ่ายนู้ดมาก ๆ

Thursday, February 09, 2023

THE BOWERY—SPRING, 1994 (1994, Sara Driver, documentary, 10min, A+30)

 

THE BOWERY—SPRING, 1994 (1994, Sara Driver, documentary, 10min, A+30) สารคดีที่บันทึกภาพถนน Bowery ในนิวยอร์คในปี 1994 ดูแล้วบอกได้คำเดียวว่า “สภาพ”

 

หนังน่าจะเปิดฉายออนไลน์จนถึงเที่ยงวันศุกร์นี้นะ

https://www.lecinemaclub.com/now-showing/the-bowery-spring-1994/

BLACK FEMALE FILMMAKERS

 

ถึงแม้เราจะไม่ได้ชอบ THE WOMAN KING (2022, Gina Prince-Bythewood, A+25) กับ WHITNEY HOUSTON: I WANNA DANCE WITH SOMEBODY (2022, Kasi Lemmons, A+15)  ในระดับ A+30 แต่ก็ดีใจมาก ๆ นะที่หนังสองเรื่องนี้ได้เข้ามาฉายโรงในไทย เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด เหมือนกับว่าหนังที่กำกับโดยผู้หญิงผิวดำนี่แทบไม่เคยได้เข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์ไทยเลยน่ะ Kasi Lemmons นี่ก็กำกับหนังมาตั้งแต่ปี 1996 แล้ว แต่เหมือนหนังของเธอแทบไม่เคยได้เข้ามาฉายในไทยเลยมั้ง นอกจาก THE CAVEMAN’S VALENTINE (2001) ซึ่งเราก็จำไม่ได้แน่ชัดว่าได้เข้ามาฉายจริงหรือเปล่า ส่วน Gina Prince-Bythewood นั้น เราไม่แน่ใจว่าหนังเรื่อง LOVE & BASKETBALL (2000) ของเธอ เคยเข้ามาฉายโรงในไทยหรือเปล่า แต่หนังเรื่องอื่น ๆ ของเธอก็ไม่ได้เข้ามาฉายโรงในไทยเลยจนกระทั่งถึง THE WOMAN KING

 

ถ้าหาก SAINT OMER (2022, Alice Diop, France, A+30) ได้เข้าฉายโรงในไทยต่อจากนี้ ก็จะถือว่าปีนี้เป็นปีที่มีหนังของผู้กำกับหญิงผิวดำเข้าฉายโรงในไทยมากเป็นประวัติการณ์เลยหรือเปล่า ไม่รู้มีใครเคยทำสถิติเรื่องนี้เก็บไว้มั้ย

 

เชียร์ให้มีคนนำหนังเรื่อง ALL DIRT ROADS TASTE OF SALT (2023, Raven Jackson, 92min) เข้ามาฉายในไทยด้วยนะ ปีนี้จะได้เป็นปีของผู้กำกับหญิงผิวดำ

 

 

อยากดูหนังของผู้กำกับหญิงผิวดำเหล่านี้ด้วย

 

1.Ava DuVernay

2.Ayoka Chenzira

3.Cheryl Dunye

4.Fanta Régina Nacro (Burkina Faso)

5.Julie Dash

6.Kathleen Collins

7.Katy Lena Ndiaye (Belgium)

8.Michelle Parkerson

9.Ngozi Onwurah

10.Wanjiru Kinyanjui (Kenya)

11.Yvonne Welbon

12.Zeinabu irene Davis

Wednesday, February 08, 2023

JAMNIME AUDIENCE

 

ช่วงวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ไปดูหนัง 3 เรื่องในงาน JAMNIME FESTIVAL ที่ SF MABOONKRONG รู้สึกประทับใจผู้ชมในงานอย่างสุดขีดมาก ก็เลยขอบันทึกไว้หน่อย

 

ในงานนี้เราได้ดูหนัง 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ TO ALL OF YOU THAT I LOVED (2022, Jun Matsumoto, Japan, animation, A+30) หรือ PARALLEL WORLD PART 1,  TO THE ONLY ONE WHO LOVED YOU, ME (2022, Kenichi Kasai, Japan, animation, A+30) หรือ PARALLEL WORLD PART 2 และ HAKEN ANIME! (2022, Kohei Yoshino, Japan, A+30) โดยที่สองเรื่องแรกคนดูเกือบเต็มโรง ซึ่งแสดงว่ามีคนดูทั้งโรงเกือบ ๆ 200 คน ส่วน HAKEN ANIME! นั้นมีคนดูไม่มากนัก

 

สิ่งที่เราประทับใจมาก ๆ ก็คือว่า ถึงแม้มีคนดูเกือบ 200 คนในโรงใน PARALLEL WORLD ทั้งสองภาคนี้ แต่ในโรงไม่มีเสียงคนคุยเลยตลอดทั้งเรื่องน่ะ หรืออย่างน้อยก็ในบริเวณที่เรานั่ง ซึ่งมีคนดูคนอื่น ๆ นั่งอยู่รอบตัวเรา แต่ไม่มีเสียงคนคุยกันเลย มีแต่คนดูส่งเสียงหัวเราะสนุกสนานเฮฮา หรือส่งเสียงแสดงอารมณ์ร่วมไปกับหนัง คือหนักมาก ๆ ผู้ชมภาพยนตร์ในเทศกาลนี้เรียกได้ว่ามีมารยาทดีงามที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมาในชีวิตเลยมั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร เพราะเราเองก็ไม่ได้อยู่ในวงการ ANIME แต่คือผู้ชมหนังนอกกระแสตาม Alliance หรือใน Film Festival นี่สู้ไม่ได้เลย (เพราะตามเทศกาลหนังมักจะมีผู้ชมเหี้ย ๆ หลุดมาเป็นครั้งคราว 555) ผู้ชมที่เราเจอในงาน JAMNIME นี่เรียกได้ว่าสุดยอดจริง ๆ ไม่รู้ว่ามารยาทหรือวัฒนธรรมของผู้ชมในเทศกาลภาพยนตร์นี้ได้รับการปลูกฝังมาจากอะไร

 

แล้วไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ได้อยากคุยกันนะ เพราะตอนที่หนังเรื่อง PARALLEL WORLD ภาคหนึ่งขึ้น end credit ปุ๊บ ปรากฏว่าผู้ชมทั้งโรงเหมือนรีบเมาท์แตกกับเพื่อนกันทันทีในช่วง end credit คือเหมือนผู้ชมทั้งโรงต้องการ discuss กับเพื่อนอย่างรุนแรงถึงสิ่งที่เพิ่งได้ดูมา ถึงปริศนาที่ยังค้างคาอยู่และจะได้รับการเฉลยในภาคสอง หรืออะไรทำนองนี้ แต่ทุกคนรักษามารยาทดีมาก และรอให้ ending credit ขึ้นก่อน แล้วพวกเขาถึงค่อยหันมาเมาท์แตกกับเพื่อน ๆ

 

เราสังเกตดูแล้วพบว่าผู้ชมส่วนใหญ่ในโรงเป็น “เด็กมัธยมชาย” นะ กราบตีนมาก ๆ เห็นผู้ชมกลุ่มนี้แล้วน้ำตาไหล ทุกคนรักษามารยาทดีงามมาก ๆ

 

เราแอบขำผู้ชมที่นั่งข้าง ๆ เราในทั้งสองรอบด้วย ตอนเราดู PARALLEL WORLD ภาคแรก ผู้ชมที่นั่งข้าง ๆ เราเป็นผู้ชายวัยประมาณ 18-20 ปี แล้วเหมือนเขาแทบไม่ขยับตัวเลยตลอดทั้งเรื่อง ไม่รู้ว่าทำได้ยังไง คือ “นิ่ง” กว่าเราอีกน่ะ แล้วพอเราดู PARALLEL WORLD ภาคสอง ผู้ชมที่นั่งติดกับเราเป็นหญิงสาวที่มากับแฟน แต่เธอก็ไม่คุยกับแฟนเลย แต่มีจับมือแฟนเป็นระยะ ๆ และตัวเธอเองก็แทบไม่ขยับตัวเลยด้วย คือนั่งดูแบบ “นิ่ง” มาก ๆ เหมือนกัน

 

พอเราเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อน cinephiles บางคนฟัง เขาก็บอกว่าเขาเคยเจอเหมือนกัน เหมือนเขาเคยไปดูหนังในงาน ANIME แบบนี้นี่แหละ เจอผู้ชมเป็นกลุ่มเด็ก ๆ วัยรุ่น ตอนแรกเขาก็นึกว่าซวยแล้ว เด็ก ๆ พวกนี้จะต้องคุยกันเสียงดังแน่นอน แต่ปรากฏว่าผู้ชมทั้งโรงในงานนั้นไม่คุยกันเลย แต่ส่งเสียงเฮฮาครึกครื้นมีอารมณ์ร่วมไปกับหนัง

 

ก็เลยสงสัยมาก ๆ ว่า ทำไมผู้ชมในเทศกาลหนัง ANIME แบบนี้ถึงมีวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามขนาดนี้คะ อะไรปลูกฝังให้พวกเขามีมารยาทที่งดงามขนาดนี้

 

และเราก็เลยสงสัยต่อไปว่า บรรยากาศในโรงหนังที่ญี่ปุ่นมันเป็นอย่างไร มันเป็นแบบนี้หรือเปล่า คือเราแอบเดาเอาเองว่า บรรยากาศในโรงหนังที่ญี่ปุ่นกับบรรยากาศในโรงหนังที่อินเดียอาจจะตรงข้ามกัน ถึงแม้ว่าทั้งสองประเทศนี้มีจุดนึงที่ตรงกัน นั่นก็คือมีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ทำเงินในประเทศตนเองได้สูงมาก ๆ เหมือนกัน แต่เนื่องจากเราไม่เคยไปดูหนังทั้งที่ญี่ปุ่นและอินเดีย เราก็เลยไม่รู้ว่าบรรยากาศในโรงหนังทั้งสองประเทศนี้มันตรงข้ามกันจริงหรือเปล่า

 

แล้วพอวันเสาร์เราดู PARALLEL WORLD ภาคหนึ่งกับภาคสองที่มาบุญครองเสร็จ เราก็ไปดู “ปรากฏการณ์” กับ PLANE (2023, Jean-Francois Richet, UK/USA, A+25) ที่เอสพลานาด รัชดาต่อ ซึ่งในรอบที่ฉาย PLANE นั้น คนดูทั้งโรงน่าจะมีไม่ถึง 10 คน แต่คุยกันจ้อกแจ้กจอแจเซ็งแซ่มาก ก็เลยรู้สึกว่าประหลาดดี คือตอนที่ฉาย TO ALL OF YOU THAT I LOVED  นั้น คนดูน่าจะประมาณ 180 คน แต่เสียงคุยในโรงคือ 0 เดซิเบล, ตอนที่ฉาย TO THE ONLY ONE WHO LOVED YOU, ME คนดูน่าจะประมาณ 180 คน แต่เสียงคุยในโรงคือ 0 เดซิเบล แต่ตอนที่ฉาย PLANE คนดูน่าจะมีแค่ 10 คน แต่เสียงคุยในโรงคือ 80 เดซิเบล 555

 

แต่ยังดีที่เสียงคุยจ้อกแจ้กตอนฉายหนังเรื่อง PLANE มันยังไม่ดังถึงขั้นที่ทำให้เรารำคาญ (เราแค่หงุดหงิดเล็กน้อย) เราก็เลยดูหนังต่อไปได้

 

พอเขียนถึงประเด็นนี้แล้ว ก็เลยอยากจดบันทึก “จินตนาการ” ของเราไว้ด้วย 5555 คือเรามีจินตนาการว่า อยากให้พวกโรง MULTIPLEX ที่มันมีหลาย ๆ โรงตั้งอยู่ในจุดเดียวกัน โดยเฉพาะโรงที่มันมี KIDS CINEMA อยู่แล้ว (โรงที่ให้พ่อแม่พาลูกตัวเล็ก ๆ มาดูหนังในโรงได้) จัดสรรโรงจำนวนนึงให้เป็น PARTY CINEMA ด้วย โดย PARTY CINEMA นี้คือโรงที่อนุญาตให้ผู้ชมส่งเสียงดังได้ตามใจชอบ คุยกันได้ตามสบาย

 

คือจินตนาการนี้ของเรามีสาเหตุส่วนนึงมาจากการที่เราเป็นโรคหอบหืด แพ้ควันบุหรี่น่ะ ซี่งพอเราเป็นหอบหืด เราก็จะไม่เดินสยายหีไปยังจุดที่อนุญาตให้คนสูบบุหรี่ ซึ่งเราก็พบว่า การแบ่งโซนให้คนไปสูบบุหรี่อะไรแบบนี้มันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนเป็นโรคหอบหืดอย่างเรา คือใครอยากสูบบุหรี่ ก็ไปสูบในจุดที่เขาอนุญาตให้สูบ ส่วนเราซึ่งเป็นโรคหอบหืด ก็จะไม่ไปข้องแวะอะไรตรงจุดนั้น เหมือนแต่ละฝ่ายก็จะได้ไม่ต้องเบียดเบียนซึ่งกันและกัน หรือสร้างความลำบากเดือดร้อนให้กันและกัน

 

เราก็เลยจินตนาการเล่น ๆ ว่า บางทีพวกโรง MULTIPLEX นั้น นอกจากจะมี KIDS CINEMA แล้ว ก็จัดสรรบางโรงให้เป็น PARTY CINEMA หรือ ORGY CINEMA ไปเลยก็ได้นะ โดยใน PARTY CINEMA นี้ ใครอยากเมาท์เสียงดังแค่ไหนก็เมาท์ได้, ใครอยากเล่นมือถือตลอดทั้งเรื่องก็ทำได้, ใครอยากพูดคนเดียวตลอดเวลาก็ทำได้, ใครอยากมีเซ็กส์กันก็ทำได้, ใครอยากนั่งขยำถุงพลาสติกตลอด  2 ชั่วโมงขณะดูหนัง ก็นั่งขยำถุงพลาสติกไปเลยตลอด 2 ชั่วโมง, etc. คือถ้ามันแปะป้ายไปเลยว่าเป็น PARTY CINEMA หรือ ORGY CINEMA เราก็จะได้ไม่ต้องเข้าโรงนั้น เหมือนอย่างเราที่เป็นโรคหอบหืด ก็จะไม่ไปเดินตรงบริเวณที่อนุญาตให้คนสูบบุหรี่

 

ไม่รู้ว่าไอเดียนี้ถ้าทำจริง ๆ แล้วจะเป็นอย่างไร แต่มันน่าจะ happy ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ใครอยากเมาท์กับเพื่อนก็เข้าโรง PARTY CINEMA ส่วนเราที่ชอบดูหนังแบบเงียบ ๆ ก็เข้าโรงอื่น ๆ ไม่ต้องเบียดเบืยนซึ่งกันและกัน 555

 

 

 

 

 

 

 

Saturday, February 04, 2023

KNOCK AT THE CABIN (2023, M. Night Shyamalan, A-)

 

KNOCK AT THE CABIN (2023, M. Night Shyamalan, A-)

 

SERIOUS SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

1.ชอบ “การกำกับ” นะ รู้สึกว่าการกำกับของหนังทำให้หนังมันสนุกดีสำหรับเรา และเห็นด้วยกับพี่สนธยาที่ว่า ดูแล้วนึกถึง THE SACRIFICE (1986, Andrei Tarkovsky) ด้วย

 

คือจริง ๆ เราเกลียดตอนจบของหนังมากในระดับ F แต่ก็ไม่ได้ให้ F กับหนังเรื่องนี้ เพราะอย่างน้อยเราก็ชอบการกำกับของหนัง

 

2.คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกว่ากลุ่มผู้เชื่อเรื่องวันสิ้นโลกในหนังเรื่องนี้ เหมือนกับ “กลุ่มคนคลั่งศาสนา ที่ชอบไปบังคับให้คนอื่น ๆ ที่ไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกับตน ต้องทำนู่นนั่นนี่ตามความเชื่อทางศาสนาของพวกมึงน่ะ”

 

ซึ่งพวก “กลุ่มคนคลั่งศาสนา ที่ชอบไปบังคับขู่เข็ญคนต่างศาสนา” นี่ ก็รวมถึง “กลุ่มคนที่ชอบไป comment ตาม facebook ของคู่รักเกย์ในทำนองที่ว่า การเป็นเกย์จะทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ การเป็นเกย์ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อมวลมนุษยชาติ” อะไรทำนองนี้ด้วย คือกลุ่มคนพวกนี้พยายามจะทำให้พวกเราฆ่าทิ้งความรักของเรา ฆ่าทิ้งตัวตนของเรา เพื่อประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติตามความเชื่อของพวกเขา

 

3.เพราะฉะนั้นพอหนังเรื่องนี้มาเฉลยว่า “กลุ่มผู้เชื่อเรื่องวันสิ้นโลก” นี่เป็นฝ่ายที่ถูกต้อง เราก็เลยเกลียดตอนจบของหนังเรื่องนี้มากในระดับ F เลย 55555

 

4.คือเหมือนเราไม่ซื้อกับตอนจบของหนังอย่างรุนแรงน่ะ และเราก็สงสัยว่า สรุปแล้วหายนะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้นี่ เกิดจากการตั้งสมมุติฐานว่า “พระเจ้า” มีจริงใช่ไหม แล้วทำไมอยู่ดี ๆ พระเจ้าถึงมีความสุขกับการฆ่าคนจำนวนมากเป็นว่าเล่นแบบนี้ล่ะ หรือมีความสุขกับการทำร้ายมวลมนุษย์แบบนี้ล่ะ แล้วถ้าหากพระเจ้าเป็นฆาตกรโรคจิตที่ชอบฆ่ามวลมนุษยชาติเป็นว่าเล่นแบบนี้ แล้วเราจะยังคงนับถือหรือทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า/ฆาตกรโรคจิตแบบนี้ทำไม ดิฉันจะขอตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า/ฆาตกรโรคจิตแบบนี้อย่างถึงที่สุดค่ะ (นึกถึงตัวผู้ร้ายใน PRISONERS ของ Denis Villeneuve)

 

แต่ถ้าหากหายนะในหนังเรื่องนี้เกิดจากสิ่งที่อธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ วิธีการแก้ไขก็ต้องแก้ไขตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่จากการทำในสิ่งที่ไร้เหตุผล

 

5.แต่เราไม่ได้มีปัญหาแบบนี้กับหนังปาฏิหาริย์วันสิ้นโลกเรื่องอื่นๆ นะ เพราะเราก็ชอบหนังเรื่อง THE RAPTURE (1991, Michael Tolkin) อย่างสุดขีด และขอยกให้ THE RAPTURE เป็นหนังกลุ่มปาฏิหาริย์วันสิ้นโลกที่เราชอบมากที่สุด และเราก็ชอบ TAKE SHELTER (2011, Jeff Nichols) กับ VANISHING ON 7TH STREET (2010, Brad Anderson) มาก ๆ ด้วย แต่เกลียด THE SEVENTH SIGN (1986, Carl Schultz) มาก ๆ เพราะหนังมันไม่สนุก 555

 

6.สรุปว่าในบรรดาหนังของ M. Night Shyamalan ที่เคยดูมา ก็ถือว่าเราชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า THE LAST AIRBENDER (2010) และ AFTER EARTH (2013) แต่ชอบน้อยกว่าหนังเรื่องอื่น ๆ ที่เหลือของเขาเท่าที่เราเคยดูมา