Tuesday, January 25, 2005

BKKIFF WRAP UP (1)

ขอจัดลำดับความชอบของตัวเองต่อหนังที่ได้เข้าชิงราซซีดังนี้

1.CATWOMAN (A)
2.ALEXANDER (A-)
3.FAHRENHEIT 9/11 (A-)
4.SHOWGIRLS (A-)
5.ANACONDAS: THE HUNT FOR THE BLOOD ORCHID (A-)
6.DODGEBALL (A-)
7.ALIEN VS. PREDATOR (A-)
8.TAKING LIVES (B+)
9.JERSEY GIRL (B+)
10.WHITE CHICKS (B)
11.THE CHRONICLES OF RIDDICK (B)
12.BATTLEFIELD EARTH (B-)
13.A CINDERELLA STORY (B-)
14.AROUND THE WORLD IN 80 DAYS (B-)
15.EXORCIST 4: THE BEGINNING (C+)
16.ALONG CAME POLLY (C)

--YESTERDAY TODAY AND TOMORROW น่าดูจัง ปีที่แล้วได้ดูหนังสารคดีเรื่อง THE ORPHANS OF NKANDLA (2004, BRIAN WOODS, A+++++++++++++) ที่ลิโด ยังประทับใจจนถึงบัดนี้ หนังเรื่องนี้ติดตามเฝ้าสังเกตชีวิตคนกลุ่มหนึ่งในแอฟริกาใต้ที่ป่วยเป็นโรคเอดส์และครอบครัวกับลูกๆของพวกเขา ดูช่วงแรกแล้วงงมาก เพราะเขาแนะนำให้เรารู้จักกับคนเยอะมาก ดูแล้วแยกไม่ถูกว่าใครเป็นใครอะไรยังไง แต่ดูไปเรื่อยๆแล้วก็ไม่งง เพราะคนในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จะทยอยตายกันไปทีละคนๆ จนในที่สุดก็เหลือแค่ไม่กี่คนในช่วงหลังๆของเรื่อง ดูแล้วก็เลยไม่รู้สึกสับสนว่าใครเป็นใครอีก แต่รู้สึกว่ามันเศร้ามาก หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นคนๆหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้ที่ทยอยเห็นคนที่รู้จักล้มตายกันไปเรื่อยๆ

--ไม่รู้ตัวเองฟังถูกหรือเปล่า แต่ฉากนึงที่ชอบมากใน BEING JULIA คือฉากที่แอนเนทท์ เบนิงพูดใส่ผู้หญิงช่างเสือกคนหนึ่งในทำนองว่า “พ่อของฉันไม่ได้เป็นหมอ แต่เป็นสัตวแพทย์ เขาเคยไปบ้านของเธอเพื่อช่วยทำคลอด BITCHES” (ถ้าฟังผิดต้องขออภัยด้วยนะคะ)

--ไม่ย้อม ไม่ยอม จะเอาพระเอก BONJOUR MONSIEUR SHLOMI ง่ะ ทำไมตอนเรามาดูรอบแรกไม่ยอมมาปรากฏตัวล่ะ

--ถ้าใครชอบหนัง coming of age แบบไม่สดใส แต่เน้นความสะเทือนใจในระดับไม่แพ้ Class Trip วันศุกร์นี้อย่าลืมไปดูหนังญี่ปุ่นเรื่อง MOVING (A++++++) ที่มูลนิธิญี่ปุ่น เวลา 18.30 น.นะคะ แต่หนังสองเรื่องนี้ต่างกันตรงที่ในขณะที่ CLASS TRIP เน้นความรู้สึกหนาวเหน็บเยียบเย็น MOVING กลับเน้นเปลวไฟและอารมณ์โกรธๆร้อนๆของเด็กผู้หญิง

ดูรายละเอียดของมูลนิธิญี่ปุ่นได้ที่
http://www.jfbkk.or.th/event/Theater_200501_eg.html

--ชอบนักแสดงชายหลายคนใน BAD EDUCATION มาก แต่ชอบในด้าน “ฝีมือการแสดง” ค่ะ โดยเฉพาะ
JAVIER CAMARA ที่ชอบมาดของคุณเธอมากๆ

อันดับหนังอย่างคร่าวๆของเทศกาลนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไปๆมาๆ

1.RIGHT NOW (2004, BENOIT JACQUOT) A+
2.DUCK SEASON (2004, FERNANDO EIMBCKE) A+
3.RECONSTRUCTION (2003, CHRISTOFFER BOE) A+
4.GILLES’ WIFE (2004, FREDERIC FONTEYNE) A+
5.THIRST (2004, TAWFIK ABU WAEL) A+
6.CACHIMBA (2004, SILVIO CAIOZZI) A+
7.PRIVATE (2004, SAVERIO COSTANZO) A+
8TOUCH THE SOUND (2004, THOMAS RIEDELSHEIMER) A+
9.THE SYRIAN BRIDE (2004, ERAN RIKLIS) A+/A
10.MY STEP-BROTHER FRANKENSTEIN (2004, VALERY TODOROVSKY) A+
11.MYSTERIOUS SKIN (2004, GREGG ARAKI) A+
12.AFTER MIDNIGHT (2004, DAVIDE FERRARIO) A+
13.ENCHANTED (2003, PUPI AVATI) A+
14.ANATOMY OF HELL (2004, CATHERINE BREILLAT) A+/A
15.BEAUTIFUL CITY (2004, ASGHAR FARHADI) A+/A
16.TO TAKE A WIFE (2004, RONIT ELKABETZ + SHLOMI ELKABETZ) A+/A
17.BAD EDUCATION (2004, PEDRO ALMODOVAR) A+/A
18.VERA DRAKE (2004, MIKE LEIGH) A+/A
19.MONDOVINO (2004, JONATHAN NOSSITER) A
20.YASMIN (2004,KENNY GLENAAN) A
21.FORGIVENESS (2004, IAN GABRIEL) A
22.IMELDA (2003, RAMONA DIAZ) A
23.SCHIZO (2004, GUKA OMAROVA) A
24.HOLY LOLA (2004, BERTRAND TAVERNIER) A
25.ANTARES (2004, GOTZ SPIELMANN) A
26.CLEAN (2004, OLIVIER ASSAYAS) A
27.IN MY FATHER’S DEN (2004, BRAD MCGANN) A
28.BEING JULIA (2004, ISTVAN SZABO) A
29.UNCONSCIOUS (2004, JOAQUIN ORISTRELL) A-
30.TIGERWOMEN GROW WINGS (2005, MONIKA TREUT) A-
31.BONJOUR MONSIEUR SHLOMI (2003, SHEMI ZARHIN) A-
32.CHILDSTAR (2004, DON MCKELLAR) A-
33.HARI OM (2004, BHARATBALA) A-
34.THE MAGICIAN (2004, JAIME APARICIO) A-
35.THE HUNGARIAN SERVANT (2004, MASSIMO PIESCO, GIORGIO MOLTENI) B+
36.ABSOLUT (2004, ROMED WYDER) B+
37.THE BEAUTIFUL WASHING MACHINE (2004, JAMES LEE) B+
38.DOGORA (2004, PATRICE LECONTE) B+
39.MODIGLIANI (2004, MICK DAVIS) B
40.MY FATHER IS AN ENGINEER (2004, ROBERT GUEDIGUIAN) B-
41.FOREVER (2003, ALESSANDRO DE ROBILANT) B-

หนึ่งในประโยคที่สะเทือนใจที่สุดจากหนังในเทศกาล
(ประโยคไม่ได้พูดออกมาตรงๆอย่างนี้ แต่ความหมายออกมาคล้ายๆอย่างนี้)

“พวกมันไม่ไว้ชีวิตเด็กตัวเล็กๆหรอก เพราะตอนที่ผมไปรบที่นั่น ผมก็ไม่เคยไว้ชีวิตเด็กตัวเล็กๆเช่นกัน”—พระเอกของ MY STEP BROTHER FRANKENSTEIN

หนังที่ได้ดูหลังจบเทศกาล
CLOSER (A) ที่ไม่ชอบหนังเรื่องนี้ถึง A+ เพราะไม่มีฉากเซ็กส์ระหว่างจูด ลอว์กับไคลฟ์ โอเวน (ฮ่าๆๆๆ)
MY BROTHER (AHN KWON-TAE, A-) หนังเน่าสนิท แต่ชอบวอน บิน ตอนใส่เสื้อกล้าม
SEED OF CHUCKY (A-) หนังเรื่องนี้มีตัวละครหลักเป็นเกย์ (หรือเปล่า)

ชอบตุ๊กตาทิฟฟานี่มากๆ

ประโยคนึงที่ชอบมากคือประโยคที่ทิลลี่คุยกับเรดแมนแล้วพูดว่า “Mr. Man. Can I call you Red?”

ชอบพล็อตหนังเรื่องนี้มาก รู้สึกว่าพล็อตหนังเรื่องนี้สนุกกว่าหนังสยองขวัญหลายเรื่องด้วยกัน และความฮาก็อยู่ในระดับที่พอเหมาะดี

ตอนนี้คิดว่า SEED OF CHUCKY น่าพอใจในระดับน้องๆ WES CRAVEN’S NEW NIGHTMARE (1994, A+/A) เลยแหละhttp://www.imdb.com/title/tt0111686/

Monday, January 24, 2005

GILLES' WIFE (A+)

ตามความเข้าใจของดิฉัน ซึ่งไม่รู้ว่าถูกต้องหรือเปล่า หนังเรื่อง CLASS TRIP ไม่ได้บอกถึงเรื่อง sexually abuse ไว้อย่างชัดเจนค่ะ แต่ดิฉันก็เดาๆเอาตามความเข้าใจของดิฉันได้ดังนี้

1.ในหนังจะพูดถึงฆาตกรที่ฆ่าเด็กชาย ซึ่งดิฉันเข้าใจว่าฆาตกรคนนี้ฆ่าข่มขืนเด็กชาย คงไม่ได้แค่ฆ่าเฉยๆ

2.ดิฉันเข้าใจว่าการที่พระเอกฝันเฟื่องเห็นจินตนาการสยดสยองต่างๆนานา อาจจะมีสาเหตุมาจากการที่พระเอกอาจเคยถูกพ่อ... ซึ่งดิฉันก็ไม่แน่ใจในจุดนี้เหมือนกัน แต่จะเห็นได้ว่าพระเอกปรารถนาอยู่ตลอดเวลาที่จะให้พ่อของตัวเองตาย และพระเอกจะรังเกียจการถูกพ่อสัมผัสตัวเป็นอย่างมาก มีอยู่บางฉากที่พ่อพระเอกจะแตะตัวพระเอก แต่พระเอกจะแสดงอาการแหยงอย่างรุนแรง

3.ดิฉันเข้าใจว่าพ่อพระเอกอาจจะรังเกียจความเป็น pedophile ของตัวเองเหมือนกัน เพราะที่ข้อมือพ่อพระเอกมีรอยกรีดอยู่ เหมือนกับว่าพ่อพระเอกเคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้ว

อ่านบทสัมภาษณ์ CLAUDE MILLER เกี่ยวกับ CLASS TRIP ได้ที่นี่ค่ะ
http://www.filmscouts.com/scripts/interview.cfm?File=cla-nei

EMMANUELLE BERCOT ที่รับบทเป็นคุณครูหญิงใน CLASS TRIP รับบทเป็นตัวประกอบใน RIGHT NOW ด้วยค่ะ บทของเธอใน RIGHT NOW ไม่หนักและเครียดเหมือนอย่างใน CLASS TRIP (ชอบฉากตอนหลังๆของ CLASS TRIP มาก ที่เธอรู้ว่ามีฆาตกรฆ่าเด็กออกอาละวาดอยู่ และเธอเกิดอาการเครียดจัด) แต่บทของเธอใน RIGHT NOW ก็ดูสง่าดี เธออาจจะไม่ได้โชว์ความสามารถทางการแสดงมากเท่าไหร่ใน RIGHT NOW แต่ดิฉันรู้สึกถูกโฉลกกับ EMMANUELLE BERCOT มากค่ะ

ใน RIGHT NOW Emmauelle Bercot รับบทเป็นผู้หญิงที่อยู่ในอาคารเดียวกับพระเอกค่ะ เธอเป็นคนซ่อมเก้าอี้ และนางเอกเดินมาเจอเธอโดยบังเอิญในกลางดึกคืนหนึ่งที่นางเอกนอนไม่หลับ

EMMANUELLE BERCOT เคยกำกับหนังหลายเรื่องด้วยค่ะ ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่น่าดูอย่างสุดๆก็คือเรื่อง CLEMENT (2001) ที่เธอนำแสดงเองด้วย โดยในเรื่องนี้เธอรับบทเป็นหญิงวัยสามสิบปีที่มีเซ็กส์และตกหลุมรักเด็กหนุ่มอายุ 13 ปี

CLEMENT (2001, EMMANUELLE BERCOT)
http://www.imdb.com/title/tt0284970/

ส่วน CLAUDE MILLER เองนั้น ท่าทางจะผูกพันกับประเด็น child abuse เหมือนกัน เพราะเขาเคยกำกับหนังเรื่อง GARDE A VUE (1981, A-) ที่พูดถึงการสอบสวนหาฆาตกรที่ฆ่าข่มขืนเด็กผู้หญิง ดิฉันเคยดูหนังเรื่องนี้ที่สมาคมฝรั่งเศส ถ.สาทรใต้เมื่อราว 8-9 ปีก่อน น่าเสียดายที่ทางสมาคมไม่ยอมนำมาฉายใหม่อีกเลย อยากดู ROMY SCHNEIDER ในหนังเรื่องนี้อีก

--เนื่องจากคำว่า FEMINIST อาจจะมีการตีความได้แตกต่างกันไปมากมาย ดิฉันก็เลยไม่ขอระบุแล้วกันว่าหนังเรื่องไหนบ้างเป็นหนัง FEMINIST แต่รายชื่อหนังที่ได้ดูเหล่านี้อาจจะพูดถึงผู้หญิงและสถานภาพของผู้หญิงได้น่าสนใจดี

1.THIRST (A+) หนังพูดถึงครอบครัวหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง โดยมีสาเหตุหนึ่งมาจากการที่ลูกสาวคนหนึ่งของครอบครัวนี้เคยโดน MOLESTED แต่การที่เธอตกเป็นเหยื่อของผู้ชาย กลับทำให้คนอื่นๆในสังคมมองว่าเธอเป็นผู้หญิงไม่ดี แทนที่จะมองว่าเธอคือเหยื่อผู้น่าสงสาร (อย่างไรก็ดี การที่ครอบครัวนี้ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเกิดจากสาเหตุอื่นๆด้วยเหมือนกัน)

2.ANATOMY OF HELL (A+)

3.BEAUTIFUL CITY (A+) เนื้อหาบางช่วงของหนังเรื่องนี้พูดถึงความอยุติธรรมระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายในแง่มุมทางกฎหมายด้วย หนึ่งในฉากที่เจ็บปวดมากคือฉากที่ผู้เป็นพ่อรู้ว่า “การตายของผู้ชาย” กับ “การตายของผู้หญิง” นั้น กฎหมายตีค่าเป็นตัวเงินไม่เท่ากัน

4.TO TAKE A WIFE (A+) หนังแสดงให้เห็นถึงภารกิจอันเหนื่อยยากแสนสาหัสของแม่และเมียคนหนึ่ง นางเอกของหนังเรื่องนี้มีจุดหนึ่งที่ตรงข้ามกับ VERA DRAKE นั่นก็คือในขณะที่ VERA DRAKE ดูเหมือนจะเป็น “นาย” ของเวลา และสามารถควบคุมปฏิบัติภารกิจทั้งในบ้านและนอกบ้านได้เป็นอย่างดีโดยไม่ขาดตกบกพร่อง (เธอทำได้อย่างไรกันเนี่ย) นางเอกของ TO TAKE A WIFE ดูเหมือนจะถูก “เวลา” รัดตัวจนแทบจะเป็นบ้า ฉากหนึ่งที่ดูแล้วประทับใจมากคือฉากที่เธอด่ากับสามี ในขณะที่ลูกค้าของเธอก็กำลังถูกสารเคมีกัดหนังศีรษะอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ดี หนังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นเหยื่อของสังคม, สามี หรือคนอื่นๆเพียงอย่างเดียว แต่เธอตกเป็นเหยื่อของตัวเองด้วยเหมือนกัน ถ้าเธอรักสามีน้อยลง หรือเธอต้องการสามีน้อยลง เธอก็คงไม่เป็นทุกข์เท่านี้

5.VERA DRAKE (A+) เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังเฟมินิสต์แบบตรงๆ แต่ประเด็นเรื่องสิทธิในการทำแท้งก็อาจจะพอเกี่ยวข้องในทางอ้อมๆอยู่บ้าง หนึ่งในฉากที่ประทับใจดิฉันมากๆในหนังเรื่องนี้คือฉากที่ตำรวจหญิงแสดงความเห็นอกเห็นใจวีรา เดรคเป็นอย่างมาก บทบาทของตำรวจหญิงในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกไปถึงบทบาทของตำรวจหญิงในหนังโปรตุเกสเรื่อง THE POLICEWOMAN (2003, JOAQUIM SAPINHO, A+++++++) ด้วยเหมือนกัน เพราะในเรื่อง THE POLICEWOMAN นั้น หนึ่งในฉากที่ซาบซึ้งที่สุดคือฉากที่นางเอกของเรื่องได้รับความเห็นอกเห็นใจจากตำรวจหญิง และ “ได้รับมอบอำนาจในการตัดสินผู้ชาย” จากตำรวจหญิง (ประโยคหลังลอกมาจากสำนวนของคุณอ้วนแห่งเว็บบอร์ด SCREENOUT)

6.YASMIN (A) อันนี้ก็อาจจะไม่ใช่หนังเฟมินิสต์แบบตรงๆ แต่ก็เป็นหนังที่น่าสนใจมากๆๆๆๆในส่วนที่เกี่ยวกับนางเอกของเรื่อง เธอต้องต่อสู้กับทั้งสังคมหัวเก่าและสังคมสมัยใหม่ในขณะเดียวกัน ซึ่งนั่นทำให้เธอแตกต่างจากนางเอกในหนังยุคก่อน 11/09/2001 เป็นอย่างมาก

7.CLEAN (A)

8.UNCONSCIOUS (A-) ภาพพจน์ของผู้หญิงในหนังเรื่องนี้น่าสนใจมากทีเดียว หนังเรื่องนี้ใช้ฉากหลังเป็นยุคที่ผู้หญิงยังไม่ได้ยอมรับนับถือในแวดวงวิชาการมากเท่าไหร่ แต่ตัวละครผู้หญิงในหนังเรื่องนี้กลับรวมถึง

1.หญิงสาวผู้เฉลียดฉลาดเป็นอย่างยิ่ง เธอตั้งครรภ์แก่ใกล้คลอด แต่เธอกลับบุกลุยเดี่ยวออกตามล่าหาสามีอย่างไม่ครั่นคร้าม

2.ผู้หญิงที่ถูกสามีกลั่นแกล้งด้วยการจับไปขังในโรงพยาบาลบ้า

3.ผู้หญิงที่มีอาการ PENIS ENVY

อย่างไรก็ดี ดิฉันไม่ค่อยแน่ใจในทัศนคติของหนังเรื่องนี้มีต่อเกย์ และการที่หนังเรื่องนี้เน้นย้ำอย่างเหลือเกินว่าพระเอกของเรื่องนี้มีขนาดของอวัยวะเพศที่ใหญ่มากๆ ก็ทำให้ดิฉันไม่ค่อยแน่ใจในความเป็นเฟมินิสต์ของหนังเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

9.THE BEAUTIFUL WASHING MACHINE (B+)

10.ENCHANTED หรือ A HEART ELSEWHERE (A+) หนังย้อนยุคเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเฟมินิสต์อย่างแน่นอน แต่มีการสอดแทรกประเด็นนี้เข้ามาเล็กน้อย นั่นก็คือฉากที่ตัวละครผู้ชายหลายคนพูดคุยกันว่าไม่เห็นด้วยกับกฎหมายใหม่ที่จะให้สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งแก่ผู้หญิง ผู้ชายหลายคนในเรื่องหยิบยกเหตุผลต่างๆนานาขึ้นมาว่าผู้หญิงไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้งเพราะอย่างนู้นอย่างนี้ จนผู้หญิงคนนึงในโต๊ะทนไม่ไหว เธอไม่กล้าคัดค้านออกมาตรงๆ แต่เธอใช้วิธีถามความเห็นของพระเอกแทน แต่พระเอกกลับมัวแต่หมกมุ่นกับปัญหาของตัวเองจนไมได้ใส่ใจต่อความอยุติธรรมของผู้คนรอบข้าง

11.TIGERWOMEN GROW WINGS (A-)

12.THE SYRIAN BRIDE (A+) นางเอกของหนังเรื่องนี้มีชีวิตแต่งงานที่ไม่มีความสุข แต่เธอก็อดทนเลี้ยงลูกมาจนโต และใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้รับอิสรภาพในชีวิตอีกครั้ง

ตัวละครหญิงอีกคนในหนังเรื่องนี้ก็พูดประโยคที่ซึ้งมากๆ เธอกำลังจะแต่งงานกับดาราชายชื่อดังคนหนึ่ง แต่เธอกลับพูดในทำนองว่า “บางทีฉันอาจจะเพียงแค่ออกจากกรงขังเก่า เข้าไปอยู่ในกรงขังใหม่” (จำประโยคที่เธอพูดแน่นอนไม่ได้ค่ะ)

ฉากจบของหนังเรื่องนี้ ให้ความรู้สึกสุดยอดมากๆ การแสดงของ HIAM ABBASS ในฉากจบของหนังเรื่องนี้ ทำให้ดิฉันรู้สึกอยากก้มลงกราบแทบเท้าเธอ อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องสถานภาพของสตรีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้เท่านั้น เพราะหนังเรื่องนี้ยังพูดถึงประเด็นการเมือง และความคิดเชิงอคติในอีกหลายๆอย่างนอกเหนือไปจากอคติในเรื่องเพศ

13.GILLES’ WIFE (A+) หนังเรื่องนี้ก็มีจุดนึงที่ตรงกับ TO TAKE A WIFE นั่นก็คือผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อของสังคมและเหยื่อของผู้ชายเท่านั้น แต่เธอเป็นเหยื่อของตัวเองด้วย

อีกจุดนึงที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือ “กล้อง” ของหนังเรื่องนี้ เน้นถ่ายเรือนร่างบึกบึนล่ำสันของพระเอกได้อย่างถูกใจดิฉันมากๆค่ะ จุดนี้อาจจะมองว่าหนังเรื่องนี้ชื่นชมความงดงามของเรือนร่างของผู้ชายก็ได้ หรือจะมองว่ากล้องของหนังเรื่องนี้ทำให้พระเอกมีสถานะเป็น “วัตถุทางเพศ” ในสายตาของผู้ชมก็ได้เหมือนกัน ขณะที่ดิฉันดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันรู้สึกอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะว่าหนังเรื่องนี้ปฏิบัติต่อเรือนร่างของผู้ชายกับเรือนร่างของผู้หญิงอย่างไม่เท่าเทียมกัน เพราะรู้สึกพระเอกของหนังเรื่องนี้จะถอดเสื้อบ่อยมากๆ

ตากล้องของ GILLES’ WIFE เป็นผู้หญิงชื่อ VIRGINIE SAINT-MARTIN ค่ะ
http://www.imdb.com/name/nm0756738/

ถึงแม้ผู้กำกับของ GILLES’ WIFE จะเป็นผู้ชาย แต่หนังเรื่องนี้สร้างมาจากนิยายของ MADELEINE BOURDOUXHE ซึ่งเป็น feminist และหนึ่งในคนร่วมเขียนบทของหนังเรื่องนี้คือ MARION HANSEL ซึ่งเป็นผู้กำกับหญิงที่น่าสนใจมากๆๆ

MARION HANSEL เคยกำกับหนังเรื่อง DUST (1985) และ LES NOCES BARBARES (1987, A) ซึ่งเคยมีผู้นำหนังทั้งสองเรื่องนี้ไปตีความในแง่ของเฟมินิสต์ได้อย่างน่าสนใจมากๆเลย โดย DUST มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงผิวขาวในแอฟริกาใต้ยุคเก่า พ่อของเธอเคยมีเซ็กส์กับผู้หญิงผิวดำที่เป็นคนใช้ในบ้าน สามีของผู้หญิงผิวดำคนนั้นก็เลยมาข่มขืนเธอเพื่อเป็นการแก้แค้นพ่อเธอ หนังเรื่องนี้นอกจากจะนำเสนอปัญหาเรื่องสถานภาพของผู้หญิงในสังคมแล้ว ยังนำเสนอปัญหาเรื่องสีผิวควบคู่กันไปด้วย

ส่วน LES NOCES BARBARES (หรือ THE CRUEL NIGHTS) มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยถูกทหารอเมริกันรุมข่มขืนจนตั้งครรภ์ เมื่อเธอคลอดลูกที่ไม่ต้องการออกมา เธอก็เลยปฏิบัติต่อลูกชายคนนี้อย่างไม่ดีนัก และส่งผลให้ลูกชายคนนี้มีปัญหาทางจิต นักวิจารณ์แนวเฟมินิสต์บางคนบอกว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดฉากข่มขืนออกมาได้ดีมาก เพราะในฉากนั้น เราจะเห็นเพียงโคมไฟแกว่งไปแกว่งมา เหมือนกับสภาพจิตของคนที่โดนข่มขืน ที่พยายามจะบล็อกหรือปิดกั้นความทรงจำอันเลวร้ายนั้นทิ้งไป และจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เพียงบางส่วน หรือจดจำได้เพียงเป็นห้วงๆเท่านั้น

(อย่าจำ MARION HANSEL สลับกับ MARION VERNOUX เพราะทั้งสองคนนี้เป็นผู้กำกับหญิงเหมือนกัน แต่แนวทางการกำกับแตกต่างกัน)
http://www.imdb.com/name/nm0405578/

หนังอีกเรื่องที่ฉายนอกเทศกาลนี้ แต่เพิ่งได้ดูเมื่อต้นเดือนม.ค. และฝังใจอย่างสุดๆก็คือ THE CASTLE (MICHAEL HANEKE, A++++++++++++++) ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่หนังเฟมินิสต์ แต่มีตัวละครประกอบบางตัวในเรื่องนี้ที่ฝังใจดิฉันมากๆ ซึ่งก็คือตัวละครหญิงสาวคนนึงในหนังเรื่องนี้ เธอเคยเป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้ชายคนนึงที่มาจาก “the castle” แต่ผู้ชายคนนี้เขียนจดหมายมาหาเธอโดยใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ เธอก็เลยโกรธ และฉีกจดหมายนั้นทิ้ง แต่การที่เธอปฏิเสธผู้ชายที่มาจาก THE CASTLE ส่งผลให้คนทั้งหมู่บ้านไม่กล้ามาคบหากับครอบครัวของเธออีกต่อไป ครอบครัวของเธอกลายเป็นหมาหัวเน่าประจำหมู่บ้าน ไม่มีคนมาซื้อสินค้าจากครอบครัวของเธออีก และในที่สุด น้องสาวของเธอก็เลยต้องหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการขายตัวให้กับบรรดาคนรับใช้ชายใน THE CASTLE ดิฉันรู้สึกว่าเนื้อหาตรงจุดนี้มันทำร้ายจิตใจดิฉันอย่างรุนแรงมากๆเลยค่ะ ดิฉันรู้สึกว่าตัวละครผู้หญิงคนนั้นทำถูกแล้วที่ฉีกจดหมายทิ้ง แต่ผลปรากฏว่าชีวิตของเธอกับครอบครัวของเธอกลับถูกทำร้ายอย่างรุนแรงเพียงเพราะเธอปฏิเสธผู้ชายที่เธอไม่ต้องการ

หนังที่ได้ดูในวันนี้
1.GILLES’WIFE (2004, FREDERIC FONTEYNE) A+
http://www.lafemmedegilles.com/EN/index_flash.htm
2.BAD EDUCATION (2004, PEDRO ALMODOVAR) A+/A
3.HOLY LOLA (2004, BERTRAND TAVERNIER) A
4.DOGORA (2004, PATRICE LECONTE) B

MOST DESIRABLE ACTOR
CLOVIS CORNILLAC—GILLES’ WIFE
http://www.chez.com/filmocornillac/portraits.htm
BRUNO PUTZULU—HOLY LOLA
http://www.chez.com/filmoputzulu/

FAVORITE ACTRESS
EMMANUELLE DEVOS—GILLES’ WIFE

FAVORITE ACTOR
JACQUES GAMBLIN—HOLY LOLA

FAVORITE SUPPORTING ACTRESS
LAURA SMET—GILLES’ WIFE
LARA GUIRAO—HOLY LOLA

FAVORITE ENDING
GILLES’ WIFE

Sunday, January 23, 2005

MY STEP-BROTHER FRANKENSTEIN (A+)

หนังที่ได้ดูในวันนี้
1.MYSTERIOUS SKIN (2004, GREGG ARAKI) A+
2.MY STEP-BROTHER FRANKENSTEIN (2004, VALERY TODOROVSKY) A+
http://www.kinokultura.com/reviews/R104frankenstein.html
3.BEING JULIA (2004, ISTVAN SZABO) A
4.MODIGLIANI (2004, MICK DAVIS) B

DESIRABLE ACTOR
1.BILL SAGE—MYSTERIOUS SKIN
http://www.imdb.com/name/nm0756083/
2.TOM STURRIDGE—BEING JULIA (+ VANITY FAIR)
3.SHAUN EVANS (เกิดปี 1980)—BEING JULIA

FAVORITE ACTOR
1.DANIIL SPIVAKOVSKII—MY STEP-BROTHER FRANKENSTEIN
2.JOSEPH GORDON-LEVITT—MYSTERIOUS SKIN
3.BRADY CORBET (BRIAN LACKEY)—MYSTERIOUS SKIN

FAVORITE ACTRESS
1.YELENA YAKOVLEVA—MY STEP-BROTHER FRANKENSTEIN

FAVORITE SUPPORTING ACTRESS
1.ELISABETH SHUE—MYSTERIOUS SKIN
2.MARY LYNN RAJSKUB—MYSTERIOUS SKIN
http://www.imdb.com/name/nm0707476/
3.LUCY PUNCH—BEING JULIA
4.MIRIAM MARGOLYES—BEING JULIA + MODIGLIANI

FAVORITE MUSIC
MYSTERIOUS SKIN—HAROLD BUDD + ROBIN GUTHRIE (อดีตสมาชิกวง cocteau twins)

MYSTERIOUS SKIN เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกโรแมนติกมากๆ ทั้งที่เนื้อหาในหนังไม่ได้โรแมนติกเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกโรแมนติกกับหนังเรื่องนี้ บางทีอาจจะเป็นเพราะหนังเรื่องนี้พูดถึงหนุ่มเหงา บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าหนังเรื่องนี้มีดนตรีประกอบที่โดนใจและให้บรรยากาศเหงาหวานอย่างมากๆ เพลงประกอบส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้เป็นของวง SLOWDIVE แถมมีเพลง CRUSHED ของวง COCTEAU TWINS อยู่ในเรื่องนี้ด้วย

ดู MYSTERIOUS SKIN แล้ว รู้สึกว่า GREGG ARAKI น่าจะขึ้นมาเป็นคู่แข่งของ GUS VAN SANT กับ TODD HAYNES สองเจ้าแม่ผู้กำกับเกย์แห่งสหรัฐได้สบาย เพียงแต่ว่า ARAKI คงไม่เลือกที่จะสร้างหนังกระแสหลักเอง MYSTERIOUS SKIN เป็นหนังที่ใช้ฉากหลังเป็นทศวรรษ 1980 กับต้น 90 ดูแล้วก็เลยนึกถึงหนังบางเรื่องของ GUS VAN SANT อย่างไรก็ดี สไตล์ภาพและการใช้สีบางช่วงที่ปรากฏในหนัง กลับไม่ทำให้นึกถึงหนังฮอลลีวู้ดในยุค 80 แต่ทำให้นึกถึงหนังในยุค 50-60 มากกว่า ก็เลยทำให้นึกถึง TODD HAYNES ด้วยเหมือนกัน

ตัวละครหลักของ MYSTERIOUS SKIN คือชายหนุ่มสองคนที่มีความผูกพันกัน แต่ทั้งสองแทบจะไม่ได้พบกันเลย และทั้งสองก็ไม่ใช่คนรักกันด้วย จุดนี้ก็เลยทำให้ดิฉันรู้สึกโรแมนติกมากๆ ทั้งๆที่เนื้อหาจริงๆของมันไม่ได้โรแมนติก

MYSTERIOUS SKIN มีเนื้อหาบางช่วงพูดถึงการ SEXUALLY ABUSE เด็ก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่ซ้ำซากมาก แต่การนำเสนอประเด็นนี้ในหนังเรื่องนี้ กลับไม่ทำให้ดิฉันรู้สึกว่ามันน่าเบื่อหรือซ้ำซากเลย มันดูแตกต่างไปจาก THE BUTTERFLY EFFECT (2004, ERIC BRESS, J. MACKYE GRUBER, A-), CLASS TRIP (CLAUDE MILLER, A+) และ THE CELEBRATION (THOMAS VINTERBERG, A+) ดิฉันรู้สึกว่าหนังทั้งสี่เรื่องนี้นำเสนอเนื้อหาตรงจุดนี้ได้อย่างน่าสนใจมากในแนวทางที่แตกต่างกันไป

เนื้อหาบางช่วงของ MYSTERIOUS SKIN พูดถึงชีวิตเกย์ในนิวยอร์คในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ด้วย ก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เหมือนกับเป็นภาค 2 ของหนังไตรภาคที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นก็คือหนังไตรภาคที่พูดถึงเกย์นิวยอร์คในยุคต่างๆ โดยภาคแรกคือ A HOME AT THE END OF THE WORLD (2004, MICHAEL MAYER, A+) ที่พูดถึงเกย์นิวยอร์คยุค 1980, ต่อด้วย MYSTERIOUS SKIN ซึ่งเป็นภาคสอง ส่วนภาคสามคือ PARTY MONSTER (2003, FENTON BAILEY, RANDY BARBATO, A) ที่พูดถึงเกย์นิวยอร์คในยุค 80-90

ฉากหนึ่งที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้คือฉากจานบินตอนต้นเรื่อง แต่ MRS. LACKEY (LISA LONG) กลับบอกว่ามันเป็นบอลลูนตรวจอากาศ

ชอบฉากที่ MRS.LACKEY ใส่ชุดลูกหมีด้วยเหมือนกัน

ฉากรูปภาพ VERMEER ก็ซึ้งมาก ไม่แน่ใจว่าดาราที่เล่นในฉากนี้ชื่อ billy drago หรือเปล่า

ชอบการแสดงของทุกคนในหนังเรื่องนี้มาก มันไม่ได้ดูเป็นธรรมชาติเหมือนอย่าง A HOME AT THE END OF THE WORLD แต่มันเป็นการแสดงในสไตล์ที่ดิฉันชอบ

ไม่รู้มีใครได้ดูดีวีดี TOTALLY F***ED UP ของ GREGG ARAKI แล้วยัง เห็นมีขายในกรุงเทพมานานราว 1-2 เดือนแล้ว

พูดถึง TODD HAYNES ตอนนี้ดีวีดีที่น่าดูมากๆคือ DOTTIE GETS SPANKED ของ TODD HAYNES ที่พูดถึงเกย์วัย 7 ขวบ ดูรายละเอียดการสั่งซื้อดีวีดีหนังเรื่องนี้ได้ที่
http://www.zeitgeistfilms.com/videocatalog/product_info.php?products_id=89


--ชอบการถ่ายภาพของ MODIGLIANI ในระดับ A+ ชอบการกำกับหนังเรื่องนี้ในระดับ C- สรุปว่าก็เลยชอบหนังเรื่องนี้ในระดับประมาณ B

--เห็น ELSA ZYLBERSTEIN ใน MODIGLIANI แล้วรู้สึกสงสารเธอมากๆ ดิฉันชอบเธอในหนังของ RAOUL RUIZ แต่รู้สึกว่าเธอควรจะเลิกเล่นหนังเกี่ยวกับจิตรกรเมื่อราว 100 ปีก่อนได้แล้ว เธอเคยรับบทเป็นโสเภณีขาประจำของวินเซนต์ แวน โก๊ะใน VAN GOGH (1991, MAURICE PIALAT, A++++) ซึ่งเธอก็ดูดี หลังจากนั้นเธอก็มารับบทเป็นนางเอกในหนังเรื่อง LAUTREC (1998, ROGER PLANCHON, B+) แล้วนี่เธอยังจะมาเล่นเป็นคนรักของ MODIGLIANI อีก เธอไม่เบื่อกับบทแบบนี้บ้างหรืออย่างไรนะ

--พูดถึง TOUCH THE SOUND แล้วนึกขึ้นมาได้ว่า สมัยก่อนนู้น เมื่อครั้งยังไปเที่ยวเธค บางทีก็เจอกลุ่มคนหูหนวกเข้าไปเที่ยวเธคด้วยเหมือนกัน แถมคนกลุ่มนี้ยังเต้นตามจังหวะได้อีกด้วย คงเป็นเพราะเสียงเพลงในเธคมันสั่นสะเทือนมากๆ คนกลุ่มนี้ก็เลยสัมผัสจังหวะตึ๊งๆๆๆที่พื้นได้สบาย และเต้นตามจังหวะเพลงแดนซ์ได้ตรงสเต็ปทั้งๆที่หูไม่ได้ยินเสียง

--วันนี้ตอนดู BEING JULIA ที่แกรนด์อีจีวี สยามดิสคัฟเวอรี ทางโรงหนังก็ไม่ยอมเปิดเพลงตอนจบให้ทั้งๆที่ไม่มี Q&A ซึ่งเป็นเรื่องที่แย่มาก เดาว่าเพลงตอนจบหนังเรื่องนี้อาจเป็นเพลง SMOKE GETS IN YOUR EYES ที่เพราะมากๆด้วย

--ตอนดู MODIGLIANI ที่โรงเดียวกันในรอบต่อมา ทางโรงหนังก็ไม่ยอมเปิดเพลง ending credit ให้ในช่วงแรก แต่เดาว่าคงมีคนไปด่า เพราะพอเวลาผ่านไปราว 3-4 นาที เพลงตอนจบหนังถึงดังขึ้นมาอีกครั้งนึง

--ยังดีที่ตอนจบ MYSTERIOUS SKIN ไม่มีปัญหาอะไร ทางโรงแกรนด์อีจีวีเปิดเพลงให้ตามปกติ

Saturday, January 22, 2005

TOUCH THE SOUND (A+)

หนังที่ได้ดูในวันนี้
1.TOUCH THE SOUND (2004, THOMAS RIEDELSHEIMER) A+
2.THE SYRIAN BRIDE (2004, ERAN RIKLIS) A+/A
http://www.syrianbride.com/english.html
3.THE MAGICIAN (2004, JAIME APARICIO) A-
4.THE HUNGARIAN SERVANT (2004, MASSIMO PIESCO, GIORGIO MOLTENI) B+

MOST DESIRABLE ACTOR
EDOARDO SALA—THE HUNGARIAN SERVANT

FAVORITE ACTOR
NERI MARCORE—ENCHANTED

FAVORITE ACTRESS
HIAM ABBAS—THE SYRIAN BRIDE

FAVORITE SUPPORTING ACTOR
ASHRAF BARHOUM—THE SYRIAN BRIDE

FAVORITE MUSIC
TOUCH THE SOUND

FAVORITE OPENING
TOUCH THE SOUND

FAVORITE ENDING
ENCHANTED
THE SYRIAN BRIDE

--ถึงแม้ดิฉันจะรู้สึกไม่ค่อยดีกับปัญหาขลุกขลักบางอย่างในเทศกาลนี้ในช่วงต้นๆของเทศกาล แต่พอล่วงมาถึงช่วงปลายเทศกาล ดิฉันก็พบว่าตัวเองรู้สึกประทับใจกับเทศกาลนี้ในหลายๆอย่าง ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ประทับใจก็รวมถึงการที่เทศกาลนี้เชิญผู้กำกับมา Q&A เยอะกว่าที่คาดไว้มาก ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ดิฉันประทับใจมากกว่าการเชิญดาราดังๆมาร่วมงานอีก

SHLOMI ELKABETZ, MONIKA TREUT, OLIVIER ASSAYAS, JAIME APARICIO (รู้สึกเขาจะมีปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษ ยังดีที่ทางเทศกาลเตรียมล่ามภาษาสเปนไว้ให้เขา) และ SILVIO CAIOZZI คือผู้กำกับที่มาร่วม Q&A ในรอบที่ดิฉันได้ไปดูค่ะ ส่วนดาราที่มาร่วม Q&A ที่ได้เจอก็คือ VINCENT BONILLO ที่เป็นพระเอกของเรื่อง ABSOLUT บุคคลเหล่านี้ทำให้รู้สึกดีกับเทศกาลนี้ขึ้นมามาก
http://www.absolut-film.com/presse/index.html

--อ่านที่ทุกๆคนเขียนแล้วทำให้อยากดูหนังอีกมากมายหลายเรื่อง ทั้ง LAND OF PLENTY, WOMAN OF BREAKWATER, OUT OF THE FOREST, WHAT REMAINS OF US, BOAT OUT OF WATERMELON RINDS, PEEP TV SHOW, ELECTRIC SHADOWS, ETC. ความรู้สึกที่ดิฉันได้รับจากการอ่านสิ่งที่คนอื่นๆเขียน ตรงกับความรู้สึกที่ MARK OLSEN เขียนไว้ในบทความเรื่องเทศกาลหนังโตรอนโตในนิตยสาร FILM COMMENT โดยเขาเขียนไว้ว่า

“WHATEVER SCREENING YOU ATTEND, YOU HAVE THE NEAR-CONSTANT FEELING THAT YOU SHOULD BE SEEING SOMETHING ELSE.” (ไม่ว่าคุณกำลังดูหนังเรื่องอะไรอยู่ คุณจะรู้สึกในขณะเดียวกันว่าบางทีฉันน่าจะเลือกดูหนังอีกเรื่องนึงดีกว่านะ)

--คุณมโนธรรม เทียมเทียบรัตน์เขียนถึง “THEY CAME BACK” ไว้ในนิตยสาร FLICKS เล่มใหม่

--ประทับใจกับความน่ารักน่าหยิกของ NIKOLAJ LIE KAAS ใน RECONSTRUCTION มากๆ ตอนนี้เขามีผลงานหนังอีกเรื่องนึงที่น่าดูมากๆ นั่นก็คือ BROTHERS ของ SUSANNE BIER ผู้กำกับหญิงชาวเดนมาร์ค

คำวิจารณ์หนังเรื่อง BROTHERS ที่นำแสดงโดย NIKOLAJ LIE KAAS
http://www.shadowsonthewall.co.uk/04/art-q.htm#brot

--ในหนังเรื่อง TOUCH THE SOUND มีโปสเตอร์หนังเรื่อง Hysterical BLINDNESS โผล่เข้ามาแวบนึง แต่คงเป็นเรื่องบังเอิญ คงไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของผู้กำกับ แต่ก็ดูตลกดี

--อยากดู TOUCH THE SOUND สองรอบ โดยรอบสองจะลองหลับตาดู เพราะเสียงดนตรีในหนังเรื่องนี้มันไพเราะและกระตุ้นจินตนาการมากๆ รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายภาพได้สวยมาก และเลือกภาพมาเข้ากับดนตรีได้ดีมากก็จริง แต่พอลองหลับตาดู ฟังแต่เสียงเพลง และจินตนาการภาพขึ้นมาเองตามเสียงเพลง ก็รู้สึกสนุกมากๆเช่นกัน

--TOUCH THE SOUND เหมือนเป็นหนังที่ขยายโสตประสาท เพราะพอเดินออกมาจากโรงหนัง จะรู้สึกว่าหูของตัวเองคอยสังเกตเสียงต่างๆที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน ทั้งเสียงเครื่องเป่าลมในห้องน้ำ, เสียงประตูห้องน้ำลั่นเอี๊ยดอ๊าด, etc. เพิ่งรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าเสียงเล็กๆน้อยๆเหล่านี้มันน่าสนใจดี (แต่ไม่รวมถึงเสียงผายลมของคนในห้องน้ำห้องข้างๆ)

---รู้สึกว่า TOUCH THE SOUND เหมาะจะควบกับหนังสารคดีเรื่อง DUTCH LIGHT (2003, PIETER-RIM DE KROON, A+) อย่างมาก เพราะเรื่องนึงทำให้ผู้ชมได้สัมผัสกับความงดงามอย่างสุดยอดของเสียง แต่อีกเรื่องนึงทำให้ผู้ชมได้สัมผัสกับความงดงามอย่างสุดยอดของแสง

--THE SYRIAN BRIDE เป็นหนังที่ดูตลาดๆ แต่ก็ดูสนุกดี หนังเรื่องนี้เหมือนกับเป็นส่วนผสมระหว่าง THE KITE (2003, RANDA CHAHAL SABAG, A-) กับ MONSOON WEDDING (MIRA NAIR, A) ดิฉันรู้สึกว่า THE KITE กับ MONSOON WEDDING อาจจะมีความเป็นศิลปะ, มีความซับซ้อน หรือมีความลุ่มลึกมากกว่า THE SYRIAN BRIDE แต่ดิฉันกลับรู้สึกอินกับ THE SYRIAN BRIDE มากกว่า

--THE MAGICIAN กับ THE HUNGARIAN SERVANT ก็ดูเป็นหนังสูตรๆที่ไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่เช่นกัน แต่ดิฉันรู้สึกว่าหนังสองเรื่องนี้ดูเพลินๆสนุกๆดี

--อีกฉากที่ชอบมากใน RIGHT NOW คือฉากตอนต้นเรื่องที่นางเอกมีเซ็กส์กับพระเอก แล้วก็มีเสียงนางเอกพูดขึ้นมาในทำนองว่า “นี่ช่างเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุข นี่เป็นชีวิตในความฝันหรือเปล่านะ” (จำประโยคแน่นอนในฉากนี้ไม่ได้ค่ะ ใครจำได้ช่วยบอกที) แล้วภาพก็มืดไป แล้วหลังจากฉากนี้เป็นต้นไป นางเอกก็ได้เรียนรู้ว่าชีวิตของเธอไม่ได้มีแต่ความสุข เพราะความสุขที่มาในรูปของแฟนหนุ่มนั้น มันมาพร้อมกับความทุกข์ด้วย

--ดู RECONSTRUCTION แล้วก็นึกถึงหนังอีกเรื่องนึงด้วยเหมือนกัน นั่นก็คือ THE BREAD OF THOSE EARLY YEARS (1962, HERBERT VESELY, A+) เพราะ THE BREAD OF THOSE EARLY YEARS มีเนื้อหาเกี่ยวกับหนุ่มหล่อคนนึงที่มีแฟนสาวสวยอยู่แล้ว แต่พอเขาไปเจอหญิงสาวคนหนึ่ง (ที่หน้าตาคล้ายๆแฟนของเขา) ในสถานีรถไฟ เขาก็ตกหลุมรักหญิงสาวคนใหม่นี้ และหนังก็เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งวันในชีวิตของตัวละครกลุ่มนี้ โดยมีฉากที่สถานีรถไฟใส่เข้ามาหลายครั้ง และหนังก็เล่าเรื่องไม่เรียงตามลำดับเวลา อย่างไรก็ดี หนังสองเรื่องนี้ก็แตกต่างกันเป็นอย่างมาก เพราะถึงแม้ THE BREAD OF THOSE EARLY YEARS จะพูดถึงชายหนุ่มที่จิตใจโลเลระหว่างหญิงสาวสองคนที่หน้าตาคล้ายกัน แต่หนังเรื่องนี้ก็เน้นประเด็นเรื่องสภาพสังคมและชนชั้นเป็นหลัก ในขณะที่ RECONSTRUCTION จะไม่มีประเด็นนี้เลย

--เห็น BEATRICE DALLE ใน CLEAN แล้วจำเธอแทบไม่ได้เลย เธอดูแตกต่างจากใน TROUBLE EVERY DAY เป็นอย่างมาก ตอนนี้ก็เลยอยากดูหนังเรื่อง THE INTRUDER ของ CLAIRE DENIS เป็นอย่างมาก เพราะ BEATRICE DALLE เล่นหนังเรื่องนี้ด้วย โดยรับบทเป็น “QUEEN OF THE NORTHERN HEMISPHERE”

--OLAF MOLLER เขียนไว้ใน FILM COMMENT ว่าหนังที่เข้าขั้นมาสเตอร์พีซในเทศกาลเวนิซปีที่แล้ว กลับเป็นหนังสองเรื่องที่ไม่ได้เข้าประกวดสิงโตทองคำ นั่นก็คือ THE INTRUDER ของ CLAIRE DENIS กับ KINGS AND QUEENS ของ ARNAUD DESPLECHIN


หนังหลายเรื่องในเบอร์ลินปีนี้น่าสนใจมากๆเลย

ที่เชียร์เป็นพิเศษก็คือ

1.PARADISE NOW เพราะเคยดูหนังเรื่อง FORD TRANSIT (2002, HANY ABU-ASSAD, A++++++) ในเดือนม.ค.ปีที่แล้ว รู้สึกประทับใจอย่างสุดๆ FORD TRANSIT เป็นหนังสารคดีที่เล่าเรื่องของหนุ่มชาวปาเลสไตน์คนนึงที่หล่อมาก (ในความเห็นส่วนตัวของดิฉัน) แต่ชีวิตของเขามันช่างเต็มไปด้วยอุปสรรค และตอนจบของหนังเรื่องนี้มันฝังใจมากๆเลย

2.GHOSTS เพราะเคยดู THE STATE I AM IN (2000, CHRISTIAN PETZOLD, A++++++++) ในเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพ แล้วประทับใจมากๆเช่นกัน

ส่วน ANDRE TECHINE, ALAIN CORNEAU, JACQUES AUDIARD กับ SOKUROV นั้นก็ชอบเหมือนกัน แต่พวกเขาดังพอแล้วล่ะ ไม่ต้องได้รางวัลเพิ่มมากไปกว่านี้หรอก ขอรางวัลให้กับผู้กำกับที่ยังไม่ดังมากนักอย่าง ABU-ASSAD กับ PETZOLD จะดีกว่า

RACHIDA BRAKNI ร่วมแสดงใน ONE DAY IN EUROPE ด้วย ดาราหญิงคนนี้เคยฝากฝีมือการแสดงอันน่าตกตะลึงเอาไว้ในหนังฝรั่งเศสเรื่อง CHAOS (2001, COLINE SERREAU) ที่เคยมาฉายทางช่อง HBO

อย่างไรก็ดี ดิฉันไม่แน่ใจว่า ONE DAY IN EUROPE จะเป็นหนังที่น่าดูจริงหรือเปล่า เพราะเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง BERLIN IS IN GERMANY (2001, HANNES STOHR, B+) ที่สถาบันเกอเธ่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน แล้วรู้สึกว่าหนังมันยังไม่ถึงขั้นที่น่าพอใจ หวังว่า HANNES STOHR คงพัฒนาฝีมือขึ้นมาจากเดิมบ้างแล้วนะ

Friday, January 21, 2005

PRIVATE (A+)

หนังที่ได้ดูในวันนี้
1.PRIVATE (2004, SAVERIO COSTANZO) A+
2.ENCHANTED (2003, PUPI AVATI) A+
3.ANTARES (2004, GOTZ SPIELMANN) A
http://www.antares-themovie.com/
4.TIGERWOMEN GROW WINGS (2005, MONIKA TREUT) A-

DESIRABLE ACTOR
DENNIS CUBIC—ANTARES

FAVORITE SUPPORTING ACTOR
ANDREAS KIENDL—ANTARES


--TIGERWOMEN GROW WINGS มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับผู้กำกับ FORMULA 17 และมีเบื้องหลังการถ่ายทำ FORMULA 17 (B+) แทรกเข้ามาเล็กน้อย

--MONIKA TREUT ผู้กำกับ TIGERWOMEN GROW WINGS มาปรากฏตัวพูดคุยกับผู้ชมที่โรงหนังด้วย น่าเสียดายที่ผู้ชมมีจำนวนน้อย ทั้งๆที่หนังเรื่องนี้เพิ่งตัดต่อเสร็จ และ “เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ของโลก” ที่กรุงเทพนี่เอง

---คาดว่า TIGERWOMEN GROW WINGS จะได้เปิดฉายในเทศกาลหนังเบอร์ลินปีนี้เป็นลำดับถัดไป

--อ่านข้อมูลของ MONIKA TREUT ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ได้ที่ http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=1644
http://www.hyenafilms.com/

--โครงการลำดับถัดไปของ MONIKA TREUT คือการกำกับหนังสารคดีเกี่ยวกับหญิงสาวอายุ 17 ปีคนหนึ่งในไต้หวัน

--ทั้ง MONIKA TREUT, ULRIKE OTTINGER และ ROSA VON PRAUNHEIM ต่างก็เป็นผู้กำกับหนังเยอรมันที่เคยถนัดในการทำหนังแสบๆเกี่ยวกับเกย์,เลสเบียนมาก่อน แต่ไม่รู้เพราะอะไร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้ง TREUT, OTTINGER และ PRAUNHEIM ถึงหันมาสร้างหนังสารคดีกันเป็นการใหญ่

--เนื้อหาของ TIGERWOMEN GROW WINGS แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ นั่นก็คือ

1.ส่วนที่เกี่ยวกับอดีตดารางิ้ว เธอเป็นหญิงชรา ในวัยเด็กเธอถูกขายให้กับคณะละครงิ้ว และเธอก็มักแสดงเป็นผู้ชายอยู่เสมอ เธอแสดงเป็นผู้ชายมานาน 40 ปีจนกระทั่งได้รับรางวัล BEST ACTRESS จากบทของผู้ชาย

2.ส่วนที่เกี่ยวกับนักเขียนหญิงวัยกลางคน ซึ่งถนัดในการเขียนนิยายที่มีเนื้อหาอื้อฉาว แต่แม่ของเธอไม่เคยอ่านสิ่งที่เธอเขียนเลย

3.ส่วนที่เกี่ยวกับผู้กำกับ FORMULA 17

--TREUT ตั้งใจเลือกนำเสนอชีวิตของผู้หญิงสามวัย เพื่อสะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมไต้หวัน เพราะในขณะที่ดารางิ้วหญิงเคยรู้สึกมีปมด้อยที่ตัวเองได้เล่นแต่บทของผู้ชาย ผู้กำกับ FORMULA 17 กลับไม่พบอุปสรรคแต่อย่างใดในการสร้างหนังเกย์

--ดู TIGERWOMEN GROW WINGS แล้วถึงเพิ่งรู้ว่ากลุ่มของเจียงไคเช็คเคยฆ่าคนในไต้หวันตายไปมากมายมหาศาลในยุค white terror

--เคยดูหนังไต้หวันมาหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึง A CITY OF SADNESS (1989, HOU HSIAO-HSIEN, A-) แต่นึกไม่ออกว่ามีหนังเรื่องไหนที่นำเสนอประวัติศาสตร์อันโหดร้ายตรงจุดนั้นอย่างตรงไปตรงมาบ้าง รู้สึกประหลาดดีที่ได้มารู้จักประวัติศาสตร์ของไต้หวันจากหนังเยอรมัน แทนที่จะได้เรียนรู้จากหนังไต้หวันเอง จริงๆแล้ว A CITY OF SADNESS ก็เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ตรงจุดนั้นเหมือนกัน แต่เนื่องจาก A CITY OF SADNESS คงไม่ได้ตั้งใจจะสอนประวัติศาสตร์ ดิฉันดูหนังเรื่องนั้นแล้วก็เลยงุนงงเป็นอย่างมาก

--คิดๆไปแล้วก็คงจะมีหนังหลายเรื่องที่เข้าข่ายทำนองนี้เหมือนกัน เพราะในขณะที่ดิฉันได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไต้หวันจากหนังเยอรมัน แทนที่จะได้เรียนรู้จากหนังไต้หวัน หนังหลายเรื่องที่ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เยอรมันในยุคนาซี ก็ไม่ใช่หนังของประเทศเยอรมนีเองเช่นกัน

--ANTARES เป็นหนังที่ชอบมากกว่าที่คาด เพราะก่อนหน้านี้เพิ่งดู DER NACHBAR (1993, GOTZ SPIELMANN, B) แล้วรู้สึกไม่ค่อยประทับใจมากเท่าไหร่ พอดู DER NACHBAR เสร็จ ก็รู้สึกลังเลใจว่าจะเอาตั๋ว ANTARES ที่ซื้อไว้แล้วไปให้คนอื่นๆฟรีดีไหมเนี่ย

ANTARES เป็นหนังที่เล่าถึงชีวิตเส็งเคร็งของตัวละครกลุ่มหนึ่ง ดูแล้วก็ทำให้นึกถึงหนังออสเตรียในแนวทางเดียวกันอย่าง DOG DAYS (2001, ULRICH SEIDL, A+/A) และ FREE RADICALS (2003, BARBARA ALBERT, A+)

ถึงแม้ดิฉันจะชอบ ANTARES น้อยกว่า DOG DAYS และ FREE RADICALS และรู้สึกไม่ค่อยชอบตัวละครบางตัวใน ANTARES โดยเฉพาะตัวละครผู้ชายที่พยายามตามง้อแฟนเก่า กับตัวละครแคชเชียร์สาวขี้ระแวง แต่อารมณ์โดยรวมๆของ ANTARES ก็เข้าทางดิฉันมากๆ รู้สึกว่าตัวเองสามารถปล่อยอารมณ์ให้ไปกับหนังได้เรื่อยๆ โดยอาจจะรู้สึกรำคาญตัวละครขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราว

--ดู ANTARES กับ DER NACHBAR แล้วแทบไม่รู้เลยว่าเป็นผู้กำกับคนเดียวกัน ANTARES ดูใจเย็น เยือกเย็น และสุขุมดี ตัวละครใน ANTARES ก็ดูน่าสนใจในระดับปานกลาง แต่ใน DER NACHBAR นั้น ตัวละครไม่น่าสนใจเลย อย่างไรก็ดี จุดที่เหมือนกันระหว่างหนังสองเรื่องนี้ ก็คือประเด็นเรื่องผู้หญิงที่ถูก abuse

--หนังอีกเรื่องที่อาจจะพอนำมาดูควบกับ ANTARES ได้ก็คือ LA VIE MODERNE (2000, LAURENCE FERREIRA BARBOSA, A+) ที่เล่าถึงชีวิตของตัวละคร 3 คนที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกันสักเท่าไหร่ หนังเรื่องนี้นำแสดงโดย ISABELLE HUPPERT กับ LOLITA CHAMMAH ซึ่งเป็นลูกสาวของ HUPPERT เอง

--ดู PRIVATE แล้วรู้สึกอินและลุ้นระทึกไปกับสถานการณ์ของตัวละครในหนังมากๆ ดูแล้วรู้สึกลุ้นพอๆกับตอนที่ดู THE TEXAS CHAINSAW MASSACRE (1974, TOBE HOOPER, A+) หนังทั้งสองเรื่องนี้เป็นหนังที่มีแนวทางตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง แต่บางฉากดิฉันกลับรู้สึกลุ้นและกลัวจนแทบปัสสาวะราดเหมือนๆกัน เพราะในขณะที่ดู THE TEXAS CHAINSAW MASSACRE นั้น ดิฉันจะรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังหนีฆาตกรโรคจิตอยู่ ไม่รู้ว่าตัวเองกับเพื่อนๆจะหนีรอดหรือเปล่า ส่วนในขณะที่ดู PRIVATE นั้น ดิฉันก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังซ่อนตัวจากทหารอิสราเอลอยู่ รู้สึกเครียดมาก (แต่เครียดแบบสนุก) เพราะไม่รู้ว่าตัวเองกับครอบครัวจะถูกทหารอิสราเอลฆ่าล้างบางเมื่อไหร่

--ดู ENCHANTED แล้วร้องไห้ค่ะ รู้สึกว่าเทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่ทำให้ดิฉันรู้สึกโรแมนติกไปกับหนังอย่างมากๆจริงๆ เพราะถึงแม้หนังบางเรื่องในเทศกาลนี้จะไม่ใช่หนังโรแมนติก แต่ก็รู้สึกอินไปกับความรักของตัวละครอย่างมากๆ

--หนังที่ทำให้ดิฉันรู้สึกอินกับความรักของตัวละครอย่างมากๆในเทศกาลนี้ก็รวมถึง RIGHT NOW, DUCK SEASON, ENCHANTED, RECONSTRUCTION และ AFTER MIDNIGHT

--ดู DUCK SEASON แล้วก็ร้องไห้เหมือนกัน ทั้งๆที่เป็นหนังที่ออกมาในทางตลก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะรู้สึกอินกับตัวละคร MOKO อย่างมากๆ ถ้าหากดิฉันไม่อินกับตัวละครตัวนี้ ดิฉันก็คงจะรู้สึกว่า DUCK SEASON เป็นเพียงหนังน่ารักๆเรื่องนึง แต่พอดิฉันรู้สึกอินกับตัวละคร MOKO หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้ดิฉันรู้สึกสะเทือนใจและเจ็บปวดอย่างรุนแรง

--เป็นเรื่องยากที่จะเปรียบเทียบความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อหนัง 3 อันดับแรกในเทศกาลนี้ เพราะความรู้สึกชอบที่มีต่อหนังแต่ละเรื่องแตกต่างกันไป ดิฉันชอบ RIGHT NOW มากเพราะรู้สึกอินกับนางเอกอย่างมากๆตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกอารมณ์พุ่งปรี๊ดถึงขีดสุดในระหว่างที่ดู แต่รู้สึกมีความสุขอย่างมากๆในแบบคงเส้นคงวาตั้งแต่ฉากเปิดจนถึงฉากปิด โดยที่ไม่มีฉากไหนในเรื่องนี้ที่รู้สึกไม่ชอบหรือไม่อินเลย

--ส่วน DUCK SEASON นั้น รู้สึกเฉยๆในช่วงต้นเรื่อง เพราะยังไม่อินกับตัวละครตัวไหนทั้งสิ้น มารู้สึกอินกับ MOKO ในช่วงกลางเรื่อง และพอรู้สึกอินกับตัวละครตัวนี้ปุ๊บ ความรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้ก็พุ่งสูงขึ้นมาอย่างกะทันหัน และมาพุ่งปรี๊ดถึงขีดสุดในช่วงใกล้จบ แต่นั่นคงไม่ได้เป็นเพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังดี แต่เป็นเพราะหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงชีวิตบางช่วงของตัวเอง

--ส่วน RECONSTRUCTION นั้น ดูแล้วไม่รู้สึก IDENTIFY กับตัวละครในหนังเหมือนอย่าง RIGHT NOW หรือ DUCK SEASON แต่รู้สึกทึ่งกับความสามารถของผู้กำกับ+คนเขียนบท, ทึ่งกับการถ่ายทำ และรู้สึกอินกับบรรยากาศและอารมณ์บางอย่างในหนัง อย่างไรก็ดี มีบางฉากใน RECONSTRUCTION ที่ดิฉันรู้สึกอารมณ์สะดุดๆ หรืออารมณ์พุ่งขึ้นพุ่งลง ในขณะที่อารมณ์ของดิฉันขณะที่ดู RIGHT NOW ไม่สะดุดเลย สรุปว่า RECONSTRUCTION ทำให้ทึ่งกับตัวหนังและผู้กำกับ แต่ RIGHT NOW ดูแล้วรู้สึกมีอารมณ์ร่วมมากกว่า แต่นั่นคงไม่ใช่เป็นเพราะว่า RIGHT NOW ดีกว่า RECONSTRUCTION แต่เป็นเพราะว่า RIGHT NOW เล่าเรื่องผ่านทางตัวละครหญิงที่ดิฉันสามารถ IDENTIFY ด้วยได้ ในขณะที่ RECONSTRUCTION เล่าเรื่องผ่านทางตัวละครชายที่ดิฉันไม่ชอบนิสัยของเขาสักเท่าไหร่

--นักวิจารณ์บางคนบอกว่าสิ่งที่ควรสังเกตใน VERA DRAKE คือท่าเดินของนางเอกในช่วงต้นเรื่อง กับท่าเดินของนางเอกในฉากรองสุดท้าย


ส่วนที่ชอบมากๆในหนังแต่ละเรื่อง

MONDOVINO—ชอบเรื่องราวของพ่อ, ลูกสาว, ลูกชายของครอบครัวนึงมาก ที่พ่อดูเหมือนจะชอบลูกสาวมากกว่าลูกชาย แต่ลูกสาวกลับไปทำงานให้บริษัทอื่น ในขณะที่ลูกชายกลับอยู่ทำงานให้พ่อ ดิฉันชอบตัวลูกสาวในหนังเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ

CLEAN—ชอบฉากจางม่านอี้เสพยาในรถช่วงต้นเรื่อง แล้วก็ฉายให้เห็นรถคันนั้นอยู่ท่ามกลางภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยโรงงาน

ไม่เคยรู้มาก่อนเลยค่ะว่า JEANNE BALIBAR ร้องเพลง เพิ่งจะรู้จากที่คุณ BATEAU IVRE เขียนเอาไว้ ขอบคุณมากๆค่ะ
http://www.amazon.fr/exec/obidos/ASIN/B0000CC62K/qid%3D1106244327/171-3316164-8162649

RIGHT NOW—ชอบฉากที่นางเอกวิ่งลงจากรถยนต์ แล้วเตลิดหายไปในท้องถนนยามค่ำคืน

--ชอบฉากที่นางเอกยิ้มให้หนุ่มหล่อในร้านอาหารช่วงต้นเรื่อง แต่พอหนุ่มหล่อคนนั้นนั่งลงข้างนางเอก นางเอกกลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และผลุนผลันออกไปในทันที


ส่วนที่ชอบมากๆใน BIRTH ก็คือบรรยากาศและมาดของนักแสดงหญิงแต่ละคนในเรื่องค่ะ บรรยากาศของหนังเรื่องนี้มันดูเยียบเย็นดี และนักแสดงหญิงแต่ละคนก็ดูดีมาก นอกจากนี้ ช่วงท้ายๆของหนังก็ทำออกมาได้ถูกใจดิฉันมากๆด้วย ส่วนฉากที่นิโคล คิดแมนเข้าไปดูโอเปรานั้น ก็เป็นฉากที่ “คลาสสิค” มากๆค่ะ

ดาราหญิงที่ดิฉันชอบมากในหนังเรื่องนี้ก็คือ ANNE HECHE, LAUREN BACALL, ALISON ELLIOTT (ในบทพี่สาวนางเอก), CARA SEYMOUR ในบทแม่ของเด็กชาย และ ZOE CALDWELL ในบทของหญิงชราคนนึงที่ชอบอยู่กับลอเรน เบคอลล์ ซึ่งดิฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเธอมีฐานะอะไรในครอบครัวของนางเอก

CARA SEYMOUR เคยเล่นหนังเรื่อง GANGS OF NEW YORK (MARTIN SCORSESE, A+), ADAPTATION (A), AMERICAN PSYCHO (A-) และ DANCER IN THE DARK (A+)
http://www.imdb.com/name/nm0786806/

Thursday, January 20, 2005

RIGHT NOW

หนังที่ได้ดูในวันนี้
1.RIGHT NOW (2004, BENOIT JACQUOT) A+
2.DUCK SEASON (2004, FERNANDO EIMBCKE) A+ หนังเรื่องนี้มีฉากต่อท้าย ending credit
3.MONDOVINO (2004, JONATHAN NOSSITER) A
4.ABSOLUT (2004, ROMED WYDER) B+

สรุปอันดับเล่นๆในตอนนี้ (ความหล่อของผู้กำกับชายและนักแสดงชายมีอิทธิพลสูงมากต่อการจัดอันดับของดิฉันค่ะ โฮะ โฮะ โฮะ)
1.RIGHT NOW (2004, BENOIT JACQUOT) A+
2.DUCK SEASON (2004, FERNANDO EIMBCKE) A+
3.RECONSTRUCTION (2003, CHRISTOFFER BOE) A+
4.THIRST (2004, TAWFIK ABU WAEL) A+ 5.CACHIMBA (2004, SILVIO CAIOZZI) A+
6.AFTER MIDNIGHT (2004, DAVIDE FERRARIO) A+
http://www.medusa.it/dopomezzanotte/
7.ANATOMY OF HELL (2004, CATHERINE BREILLAT) A+/A
8.BEAUTIFUL CITY (2004, ASGHAR FARHADI) A+/A
9.TO TAKE A WIFE (2004, RONIT ELKABETZ + SHLOMI ELKABETZ) A+/A
10.VERA DRAKE (2004, MIKE LEIGH) A+/A
11.MONDOVINO (2004, JONATHAN NOSSITER) A
12.YASMIN (2004,KENNY GLENAAN) A
13.FORGIVENESS (2004, IAN GABRIEL) A
14.IMELDA (2003, RAMONA DIAZ) A
15.SCHIZO (2004, GUKA OMAROVA) A
16.CLEAN (2004, OLIVIER ASSAYAS) A
17.IN MY FATHER’S DEN (2004, BRAD MCGANN) A/A-
18.UNCONSCIOUS (2004, JOAQUIN ORISTRELL) A-
19.BONJOUR MONSIEUR SHLOMI (2003, SHEMI ZARHIN) A-
20.CHILDSTAR (2004, DON MCKELLAR) A-
21.ABSOLUT (2004, ROMED WYDER) B+
22.THE BEAUTIFUL WASHING MACHINE (2004, JAMES LEE) B+/B
23.MY FATHER IS AN ENGINEER (2004, ROBERT GUEDIGUIAN) B-
24.FOREVER (2003, ALESSANDRO DE ROBILANT) B-

MOST DESIRABLE DIRECTOR
1.SHLOMI ELKABETZ—TO TAKE A WIFE
2.JONATHAN NOSSITER—MONDOVINO
3.OLIVIER ASSAYAS—CLEAN
4.DON MCKELLAR—CHILDSTAR

DESIRABLE ACTOR
1.NICOLAS DUVAUCHELLE—RIGHT NOW
http://www.imdb.com/name/nm0245164/bio
http://www.cinemotions.com/modules/Artistes/fiche/22606/Nicolas-Duvauchelle.html
2.MATTHEW MACFADYEN—IN MY FATHER’S DEN
3.BRENDAN FEHR—CHILDSTAR
4.OSHRI COHEN—BONJOUR MONSIEUR SHLOMI
5.NIKOLAJ LIE KAAS—RECONSTRUCTION

FAVORITE ACTRESS
1.ISILD LE BESCO—RIGHT NOW
http://www.imdb.com/name/nm0494066/
2.MARIA BONNEVIE—RECONSTRUCTION
3.TARANEH ALIDOOSTI—BEAUTIFUL CITY
4.IMELDA STAUNTON—VERA DRAKE
5.RONIT ELKABETZ—TO TAKE A WIFE

FAVORITE ACTOR
1.ARNOLD VOSLOO-FORGIVENESS
2.BABAK ANSARI—BEAUTIFUL CITY
3.SIMON ABKARIAN—TO TAKE A WIFE
4.PABLO SCHWARZ—CACHIMBA
5.LUIS TOSAR—UNCONSCIOUS

FAVORITE SUPPORTING ACTRESS
1.HELEN COKER—VERA DRAKE
2.LAETITIA SPIGARELLI--CLEAN
3.JEANNE BALIBAR—CLEAN
4.EMMANUELLE BERCOT—RIGHT NOW
5.ALEX KELLY—VERA DRAKE

FAVORITE SUPPORTING ACTOR
1.PHIL DAVIS—VERA DRAKE
2.PETER WIGHT—VERA DRAKE
3.EDUARD TABISHEV—SCHIZO

FAVORITE CINEMATOGRAPHY
1.MANUEL ALBERTO CLARO—RECONSTRUCTION
2.AFTER MIDNIGHT
3.MIGUEL ABAL—CACHIMBA
4.ANATOMY OF HELL
5.ASAF SUDRI—THIRST

FAVORITE MUSIC
THOMAS KNAK—RECONSTRUCTION

FAVORITE EDITING
LUC BARNIER--RIGHT NOW

FAVORITE OPENING
1.TO TAKE A WIFE
2.CACHIMBA

FAVORITE ENDING
1.THIRST
2.BEAUTIFUL CITY
3.YASMIN
4.TO TAKE A WIFE
5.VERA DRAKE

Wednesday, January 19, 2005

VERA DRAKE

หนังที่ได้ดูในวันนี้
1.VERA DRAKE (2004, MIKE LEIGH) A+/A
2.CLEAN (2004, OLIVIER ASSAYAS) A
3.CHILDSTAR (2004, DON MCKELLAR) A-
4.THE BEAUTIFUL WASHING MACHINE (2004, JAMES LEE) B+/B


MOST DESIRABLE ACTOR FOR TODAY
BRENDAN FEHR--CHILDSTAR
http://www.brendanfehr.com

ก่อนหน้านี้ BRENDAN FEHR เคยเล่นหนังเรื่อง
1.EDGE OF MADNESS (2002, C)
2.FINAL DESTINATION (2000, B+)
3.DISTURBING BEHAVIOR (1998, DAVID NUTTER, B-)

FAVORITE SUPPORTING ACTRESS
HELEN COKER (ตำรวจหญิง)—VERA DRAKE
ก่อนหน้านี้ HELEN COKER เคยรับบทเป็นสาวใช้ของมิส มาทิลดา ครอว์ลีย์ และเป็นคนที่คอยชิงดีชิงเด่นกับ BECKY SHARP มาแล้วใน VANITY FAIR

FAVORITE GUEST APPEARANCE
FENELLA WOOLGAR—VERA DRAKE
ชอบดาราหญิงคนนี้มากๆจาก BRIGHT YOUNG THINGS และก็รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นเธออีกครั้งใน VERA DRAKE แต่น่าเสียดายที่เธอโผล่มาแค่แป๊บเดียว

FAVORITE ENSEMBLE ACTING
VERA DRAKE (รู้สึกว่าการแสดงในหนังส่วนใหญ่ของไมค์ ลี ถูกโฉลกกับดิฉันอย่างมากๆ)


--ตอนนี้อันดับ 1-4 ของดิฉันประจำเทศกาลนี้ยังคงเป็น RECONSTRUCTION, THIRST, CACHIMBA และ AFTER MIDNIGHT

--เห็นด้วยกับคุณเจ้าชายน้อยค่ะเรื่องตอนจบของ IN MY FATHER’S DEN รู้สึกว่าเขาตัดสลับเนื้อเรื่องอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการเอาฉากนั้นมาใส่ไว้ตอนจบของหนังทำให้รู้สึกงดงามมากๆ

--ปกติดิฉันชอบหนังที่ตัดสลับเรื่องราวไปมา แต่มีอยู่สองเรื่องในงานนี้ที่เล่าเรื่องแบบสลับไปมา แต่ตัวเองกลับไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับมันเลย นั่นก็คือ FOREVER กับ MY FATHER IS AN ENGINEER

--อย่างไรก็ดี ถึงแม้ดิฉันจะไม่ค่อยชอบหนังสองเรื่องนี้ แต่หนังสองเรื่องนี้ก็มีส่วนที่ประทับใจตรงกัน นั่นก็คือการเอาเพลงป็อปตลาดๆมาใส่ไว้ในหนัง และฟังแล้วทำให้หวนรำลึกถึงอดีตดี โดยเพลงที่ใช้ใน FOREVER คือเพลง BECAUSE THE NIGHT ของ PATTI SMITH ส่วนเพลงที่ใช้ใน MY FATHER IS AN ENGINEER คือเพลง WONDERFUL LIFE ซึ่งดิฉันชอบเวอร์ชันเก่าที่ BLACK ร้องไว้ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เป็นอย่างมาก

--นอกจาก FOREVER แล้ว หนังอีกเรื่องในเทศกาลนี้ที่ให้ความสำคัญกับ PATTI SMITH ก็คือ IN MY FATHER’S DEN

--ถ้าจำไม่ผิด ในหนังเรื่อง MALINA (WERNER SCHROETER, A+++++++) ที่เพิ่งฉายไปเมื่อเดือนธ.ค. มีการพูดถึง JEAN EUSTACHE ในช่วงท้ายของหนังด้วย และวันนี้ก็ได้ดูหนังเรื่อง CHILDSTAR ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็มีเนื้อหาพาดพิงไปถึง JEAN EUSTACHE เช่นเดียวกัน

---วิดีโอหนังเรื่อง THE MOTHER AND THE WHORE ของ JEAN EUSTACHE เคยมีให้เช่าในกรุงเทพ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ JEAN EUSTACHE ได้ที่
http://www.sensesofcinema.com/contents/00/11/eustache.html

--ในหนังเรื่อง CLEAN มีฉากที่แม่ห้ามลูกดูดีวีดีหนังเรื่อง MANIAC
อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่ (ดิฉันกลัวหน้าปกดีวีดีหนังเรื่องนี้มาก)
http://www.amazon.com/exec/obidos/tg/detail/-/B00005KHJS/qid=1106070745/sr=1-1/ref=sr_1_1/103-6470739-3362209?v=glance&s=dvd

--ชอบช่วงครึ่งแรกของ CLEAN มาก แต่หลังจากฉากจางม่านอี้วิ่งกลับไปกลับมาในช่วงกลางเรื่องแล้ว ความรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้ก็ลดลงเรื่อยๆ

--CLEAN ไม่ใช่หนังไม่ดี แต่เป็นหนังที่ไม่เข้าทางของดิฉันสักเท่าไหร่ ซึ่งชื่อหนังก็อาจจะบอกอยู่แล้วว่ามันไม่ใช่ทางของดิฉัน

--ถ้าหากบทของจางม่านอี้น้อยลง แต่บทของ JEANNE BALIBAR, BEATRICE DALLE กับ LAETITIA SPIGARELLI เพิ่มมากขึ้น หนังเรื่อง CLEAN ก็คงจะเข้าทางดิฉันมากขึ้น

--ชอบฉากจบของ VERA DRAKE มาก



ฉากที่ชอบมากๆใน MY FIRST BOYFRIEND คือฉากที่ผู้กำกับเล่นละครมือตอนที่หนุ่มหล่อหลับอยู่ค่ะ

จริงๆแล้วอยากให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดทำหนังสารคดีชุด MY … BOYFRIEND ออกมาค่ะ โดยโครงสร้างหนังชุดนี้เป็นอย่างนี้

1.MY SECOND BOYFRIEND
ผู้กำกับพาหนุ่มหล่อคนเก่ากับคนใหม่ไปเที่ยวที่ภาคเหนือในเดือนม.ค. หนังจะเน้นแสดงให้เห็นถึงความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวภาคเหนือในฤดูหนาว แถมด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์อันลุ่มๆดอนๆระหว่างผู้กำกับกับหนุ่มหล่อสองคนในระหว่างการเดินทาง

2.MY THIRD BOYFRIEND

ผู้กำกับพาหนุ่มหล่อเก่าสองคน บวกกับหนุ่มหล่อใหม่อีกหนึ่งคนไปเที่ยวที่จังหวัดอะไรก็ได้ในไทยในเดือนก.พ. หนังจะแสดงให้เห็นถึงจุดที่น่าเที่ยวในจังหวัดนั้นๆ, ความสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้นระหว่างผู้กำกับกับหนุ่มเก่าๆ, ความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มหล่อด้วยกันเอง และหนุ่มหล่อคนใหม่ที่อาจทำให้ความสัมพันธ์ของคนในกลุ่มเปลี่ยนแปลงไป

และหนังชุดนี้ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนถึง MY THIRTEENTH BOYFRIEND ที่เนื้อหาเกิดขึ้นในเดือนธ.ค. และเป็นการเดินทางของผู้กำกับพร้อมกับหนุ่มหล่อสิบสามคน หนังชุดนี้สามารถขายเป็นดีวีดีแพคเกจไปทั่วโลก เพื่อชักนำนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทย


BIRTH OF THE SEANEMA กับ INDIA SONG เป็นหนังสองเรื่องที่ทำให้ดิฉันไม่สามารถขยับตัวได้ขณะที่ดูในรอบแรกค่ะ เพราะหนังมันโดนมากๆ มันตรึงตาตรึงใจมากๆจนลืมหายใจ ไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้เลยขณะที่ดู

ชอบพระเอกหนังเรื่อง BEAUTIFUL CITY มากเลยค่ะ เขาไม่ใช่คนหล่อ แต่นิสัยของเขาในเรื่องนี้มันทำให้เขาดูดีมากๆ ดูแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหญิงวัยกลางคนในหนังเรื่องนี้ ถึงได้รู้สึกอยากได้เขามาเป็นลูกเขยนัก

การแสดงของ ADELE HAENEL ในบทเด็กสาวที่มีปัญหาทางสมองใน LES DIABLES เป็นการแสดงที่รุนแรงมากๆ ถ้าดิฉันแสดงหนังเรื่องนี้ ดิฉันคงเครียดไปนาน

OSAMA ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ชอบในระดับ A+ เหมือนกันค่ะ

ตอนแรกที่เห็น PAUL BETTANY จาก A KNIGHT’S TALE (B+) กับ A BEAUTIFUL MIND (A-) รู้สึกว่าดาราชายคนนี้หน้าตาดูไม่ได้เรื่องเลย เหมาะจะเล่นแต่บทตลกโปกฮาบ้าๆบอๆเท่านั้น แต่พอเห็นเขาใน THE HEART OF ME (A++++++++) หัวใจของดิฉันก็กลายเป็นของเขาในทันที ส่วนใน MASTER AND COMMANDER กับ WIMBLEDON นั้น เขาก็ดูดีจริงๆค่ะ

Tuesday, January 18, 2005

FORGIVENESS

หนังที่ได้ดูในวันนี้

1.FORGIVENESS (2004, IAN GABRIEL) A
2.IN MY FATHER’S DEN (2004, BRAD MCGANN) A/A-
3.UNCONSCIOUS (2004, JOAQUIN ORISTRELL) A-
4.MY FATHER IS AN ENGINEER (2004, ROBERT GUEDIGUIAN) B-

สรุปว่าตอนนี้อันดับ 1-4 ของดิฉันประจำเทศกาลนี้ยังคงเหมือนกับเมื่อวานนี้ค่ะ

MOST DESIRABLE ACTOR
MATTHEW MACFADYEN—IN MY FATHER’S DEN
http://www.matthew-macfadyen.co.uk/

จริงๆแล้วรู้สึกว่าลูกชายนางเอกใน TO TAKE A WIFE หล่อมาก แต่เสียดายที่ไม่รู้ชื่อคนเล่นน่ะ

--UNCONSCIOUS เป็นหนังที่ดูสนุกมาก แต่ไม่ค่อยชอบช่วงท้ายๆของหนัง ความรู้สึกชอบก็เลยร่วงจาก A+ ลงมาอยู่ A-

--LEONOR WATLING ใน UNCONSCIOUS ดูน่ารักดี (บางมุมดูแล้วนึกถึง HELENA BONHAM CARTER) และดูแปลกตาไปจากบทของเธอใน TALK TO HER กับใน MY LIFE WITHOUT ME ถึงแม้ว่าดิฉันยังไม่เคยดู LEONOR WATLING รับบทหนักๆ แต่การได้ดูเธอมาในสภาพที่แตกต่างกันในหนัง 3 เรื่องนี้ ก็ทำให้รู้สึกว่าเธอน่าจะมีฝีมือด้านการแสดงอยู่ไม่ใช่น้อย

--เวลาที่ดิฉันนึกถึงดาราหญิงในหนังสเปน ดิฉันมักจะนึกถึง
1.CARMEN MAURA ในช่วงทศวรรษ 1980
2.VICTORIA ABRIL ในยุคปลาย 80 ต่อต้น 90
3.PENELOPE CRUZ ในยุคปลายทศวรรษ 1990
ไม่รู้เหมือนกันว่าในทศวรรษ 2000 นี้ LEONOR WATLING จะก้าวขึ้นมาเป็นดาราชั้นนำได้หรือเปล่า หรือจะกลายเป็นแค่ “ลิงวัด”

--ดูหนังแอฟริกาใต้เรื่อง FORGIVENESS แล้วก็นึกไปถึงหนังเยอรมันเรื่อง FORGIVENESS (1994, ANDREAS HONTSCH, A++++++) ซึ่งนอกจากชื่อหนังจะเหมือนกันแล้ว หนังสองเรื่องนี้ก็เหมาะจะมาฉายควบกันเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหนังที่พาดพิงถึงปัญหาทางการเมืองในอดีตของแต่ละประเทศเหมือนกัน และตั้งคำถามที่ยอกแสยงใจคนในประเทศนั้นๆเหมือนกัน

ในหนังเยอรมันเรื่อง FORGIVENESS นั้น ถ้าจำไม่ผิด หนังใช้ฉากหลังเป็นช่วงที่เยอรมันตะวันตกกับตะวันออกเพิ่งรวมกันใหม่ๆ หน่วยตำรวจลับสตาซีของเยอรมันตะวันออกที่เคยคุกคามทำร้ายคนในประเทศนั้นได้ถูกยุบไปแล้ว แต่บาดแผลทางจิตใจที่คนในประเทศนั้นเคยได้รับจากตำรวจลับและ “สายของตำรวจลับ” ยังคงฝังรากลึกอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “สายของตำรวจลับ” คือสมาชิกครอบครัวของตัวเอง และสมาชิกครอบครัวคนนั้นขายความลับของคนในครอบครัวด้วยกันเองให้หน่วยตำรวจลับ

แม้ประเทศเยอรมนีและแอฟริกาใต้จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมากในบางแง่มุมในทศวรรษ 1990 แต่บาดแผลที่เกิดจากระบอบการปกครองในอดีต มันช่างยากที่จะเยียวยา มันช่างยากที่จะลืมเลือน มันช่างยากที่จะให้อภัย มันกลัดหนองและกลายเป็นมะเร็งทางอารมณ์ที่พร้อมจะเผาผลาญคนรอบข้างให้มอดไหม้ และหนังเรื่อง FORGIVENESS ของทั้งเยอรมนีและแอฟริกาใต้ ก็ทำออกมาได้สะใจมิใช่น้อย แต่ของเยอรมนีดูแล้วสะเทือนใจดิฉันมากกว่า โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่องที่ไม่มีวันลืมลง

หนังเรื่อง FORGIVENESS ของเยอรมนีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 1 วัน ซึ่งเป็นวันที่สมาชิกครอบครัวหนึ่งที่เคยอยู่ในเยอรมันตะวันออกนัดกันมากินข้าวกลางแจ้งกลางธรรมชาติที่สวยงามร่มรื่นด้วยกัน แต่ฉากเปิดของหนังเรื่องนี้ เป็นฉากที่เด็กหญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง ประกาศต่อผู้ชมว่า “ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ดิฉันจะถูกฆ่าตายค่ะ” มันเป็นฉากเปิดเรื่องที่ช็อคดิฉันพอสมควร และกำหนดโทนอารมณ์ของหนังตั้งแต่ฉากเปิดได้ดีมากๆ

ดูหนังเรื่อง FORGIVENESS ของแอฟริกาใต้กับเยอรมนีแล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่ามีหนังอีกเรื่องนึงที่ตั้งคำถามเรื่องการให้อภัยที่คล้ายๆกัน นั่นก็คือ TWIN SISTERS ของ BEN SOMBOGAART (2002, A-)

--IN MY FATHER’S DEN ได้คะแนนสูงจากดิฉันเพราะความหล่อของพระเอกค่ะ ตัวหนังก็รู้สึกว่าพอใช้ได้ มันเป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกว่า “มันเป็นหนังที่ดีจังเลย แต่ไม่ดีจนถึงขั้นน่าประหลาดใจ” ซึ่งดิฉันก็รู้สึกอย่างนี้กับ SCHIZO เหมือนกัน รู้สึกว่าหนังพวกนี้มันมีมาตรฐานของตัวเองดี ทุกอย่างดูดีไปหมด โดยเฉพาะการแสดงและการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ แต่มันไม่ทำให้รู้สึกเต็มตื้นสุดขีดจนถึงขั้นอยากร้องกรี๊ด

---ชอบตอนจบของ YASMIN มากเหมือนกัน ความรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเยอะเพราะตอนจบ

--ทั้งหนังเรื่อง YASEMIN (1988, HARK BOHM, B) และ YASMIN (2004, KENNY GLENAAN, A) ต่างก็มีทั้งส่วนที่คล้ายกันและต่างกัน เพราะ YASEMIN พูดถึงสาวตุรกีที่อยู่ในสังคมเยอรมนี และหนังก็พูดถึงการปะทะกันทางวัฒนธรรมด้วย แต่การที่หนังสองเรื่องนี้สร้างห่างกันราว 15 ปี และสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงภายในช่วงเวลาดังกล่าว ก็เลยมีผลทำให้บทสรุปของหนังสองเรื่องนี้ออกมาตรงกันข้าม

--ใช่แล้ว อยากให้เทศกาลหนังมีรอบ 23.00 น. หรือรอบที่ดึกกว่านั้น เพื่อไว้ฉายหนังเรทที่ไม่เหมาะสำหรับเด็ก โดยเฉพาะ

ถ้าหากดิฉันเป็นคนเลือกหนังที่มาฉายในรอบเที่ยงคืน ดิฉันจะเลือกหนังออสเตรียเรื่องนี้มาฉายค่ะ เพราะอยากดูอย่างสุดๆ

ANGST (1983, GERALD KARGL)
http://www.ce-review.org/01/22/kinoeye22_schneider.html
http://www.ikonenmagazin.de/interview/Kargl.htm

What makes this film tough to watch is the very realistic murder scenes, which include a graphic rape/murder and the long, drawn-out drowning death of an invalid.

--ถ้าจำไม่ผิด เหมือนเคยอ่านจากที่ไหนสักแห่งว่าหนังเรื่อง THE NIGHT (1985, HANS-JURGEN SYBERBERG) ได้ฉายที่คานส์รอบเที่ยงคืน แต่หนังยาวราว 4 ชั่วโมง พอหนังฉายเสร็จ คนดูหนังก็ไปกินครัวซองท์+อาหารเช้าต่อด้วยกันที่ชายหาด ไม่รู้ในอนาคตเทศกาลหนังในกรุงเทพจะมีจัดฉายหนังต่อด้วยเลี้ยงข้าวต้มปาท่องโก๋รอบเช้าแบบนี้บ้างหรือเปล่า (รู้สึกชื่อหนัง THE NIGHT มันจะเหมาะกับงานแบบนี้จริงๆ)

--ถ้าพูดถึงหนังที่มีโครงสร้างน่าสนใจในระดับใกล้เคียงกับ RECONSTRUCTION แล้ว หนังอีกเรื่องที่อาจจะเหมาะเอามาดูควบคู่กันได้ก็คือ TRANS-EUROP EXPRESS (1966, ALAIN ROBBE-GRILLET, A+) เพราะ TRANS-EUROP EXPRESS เป็นเรื่องของตัวละครกลุ่มนึงที่นั่งรถไฟไปด้วยกัน และช่วยกันแต่งบทหนังแนวทริลเลอร์เกี่ยวกับการผจญภัยของสายลับหนุ่ม โดยกลุ่มคนที่แต่งเรื่องกับกลุ่มคนที่อยู่ในเรื่องแต่งใช้นักแสดงชุดเดียวกัน และมีการเปลี่ยนใจแก้ไขบทหนังใหม่ไปเรื่อยๆ

แต่ถึงแม้โครงสร้างของ RECONSTRUCTION กับ TRANS-EUROP EXPRESS จะน่าสนใจเหมือนกัน แต่อารมณ์ของหนังสองเรื่องนี้ต่างกันมาก เพราะ RECONSTRUCTION ให้อารมณ์หวานซึ้งรันทดงดงาม แต่ TRANS-EUROP EXPRESS ให้อารมณ์ขี้เล่น และหนึ่งในฉากที่ดิฉันติดใจมากที่สุดใน TRANS-EUROP EXPRESS คือฉากเซ็กส์แบบซาดิสม์มาโซคิสม์ของ JEAN-LOUIS TRINTIGNANT

Monday, January 17, 2005

THIRST (A+)

หนังที่ได้ดูในวันนี้
1.RECONSTRUCTION (2003, CHRISTOFFER BOE) A+
2.THIRST (2004, TAWFIK ABU WAEL) A+
3.CACHIMBA (2004, SILVIO CAIOZZI) A+
4.FOREVER (2003, ALESSANDRO DE ROBILANT) B-


TO TAKE A WIFE

--เห็นด้วยค่ะว่าฉากเปิดหนังเรื่องนี้เยี่ยมมาก แต่น่าเสียดายที่หนังไม่ทรงพลังอย่างนั้นตลอดทั้งเรื่อง

--ชอบที่ในหนังเรื่องนี้นางเอกไม่ได้เป็นผู้ถูกกดดันเพียงฝ่ายเดียว เธอไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อของคนอื่นหรือของสังคมเท่านั้น แต่เธอเป็นเหยื่อของตัวเองด้วย ยิ่งดูไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่านางเอกมีส่วนอย่างมากในการทำให้ตัวเองเป็นทุกข์

--RONIT ELKABETZ แสดงได้อย่างเสียจริตมากๆในหนังเรื่องนี้ เห็นการแสดงของเธอในหนังเรื่องนี้แล้วอยากให้เธอมาปะทะกับ LENA ENDRE ในหนังเรื่อง FAITHLESS (2000, LIV ULLMANN, A) เพราะรู้สึกว่าบทของสองคนนี้บีบคั้นอารมณ์ในระดับใกล้เคียงกัน

-- สามารถดูฝีมือการแสดงของ RONIT ELKABETZ ได้ในดีวีดีหนังอิสราเอลเรื่อง LATE MARRIAGE (A-) ที่มีขายที่จตุจักรค่ะ เพราะเธอเล่นเป็นนางเอกหนังเรื่องนั้นด้วยเหมือนกัน

--ลูกชายของนางเอกหล่อมากๆค่ะ ฉากที่เธอลูบไล้ลูกชายตัวเองเป็นฉากที่ดีมากๆ

--สาเหตุที่ดิฉันชอบหนังเรื่อง TO TAKE A WIFE มากเป็นเพราะรู้สึกว่ามันใกล้เคียงกับชีวิตจริงคนบางคนที่รู้จัก ดิฉันไม่รู้เหมือนกันว่า TO TAKE A WIFE เป็นหนังที่มีความเป็นศิลปะมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นหนังที่แสดงให้เห็นว่าผู้กำกับมีความสามารถมากน้อยแค่ไหน แต่รู้สึกว่าชีวิตในหนังเรื่องนี้มันใกล้กับชีวิตจริงของคนใกล้ตัวมากๆ

ทั้ง TO TAKE A WIFE และ ANATOMY OF HELL ต่างก็มีการปะทะกันระหว่างเพศหญิงกับเพศชายเหมือนกัน แต่ ANATOMY OF HELL อาจจะดูเป็นศิลปะมากกว่า แต่ในขณะเดียวกันดิฉันก็รู้สึกเหินห่างจากตัวหนังมากกว่า รู้สึกว่าเรื่อง (หรืออารมณ์) ใน ANATOMY OF HELL ค่อนข้างไกลจากตัวเอง ถ้าหากเทียบกับ TO TAKE A WIFE แต่นั่นก็เป็นความตั้งใจของ BREILLAT อยู่แล้ว ในการสร้างระยะห่างทางอารมณ์ในหนังเรื่องนี้

ความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นกับ THE CASTLE และ BENNY’S VIDEO ของ MICHAEL HANEKE เหมือนกัน เพราะดิฉันรู้สึกว่า BENNY’S VIDEO อาจจะเป็นหนังที่ดีกว่า หรืออาจจะมีความเป็นศิลปะมากกว่า THE CASTLE แต่เรื่องราวใน BENNY’S VIDEO ไกลตัวดิฉันมากกว่า THE CASTLE เพราะดู THE CASTLE แล้วนึกถึงชีวิตการทำงานของคนใกล้ตัวบางคนอย่างมากๆ

---รู้สึกว่า TO TAKE A WIFE เหมาะจะดัดแปลงเป็นละครเวทีอย่างมากๆ

--ชอบที่หนังทำให้รู้สึกว่าเวลา 1 วันในชีวิตของนางเอกนี่มันช่างยาวนานเสียเหลือเกิน

--หนังที่ควรดูควบคู่กับ TO TAKE A WIFE

1.THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, PETER HANDKE) A++++++
มีวิดีโอให้ยืมที่ห้องสมุดสถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1

ในขณะที่นางเอกของ TO TAKE A WIFE ชอบขู่ว่าจะหย่าขาดจากสามี นางเอกของ THE LEFT-HANDED WOMAN กลับหย่าขาดจากสามีในทันทีอย่างปุบปับฉับพลัน โดยไม่มีการให้เหตุผลอะไรทั้งสิ้นตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง และเธอก็ค่อยๆเรียนรู้ที่จะปรับชีวิตตัวเอง และปรับตัวเองให้เข้ากับโลกและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวเธอได้อย่างงดงาม แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือนางเอกของ THE LEFT-HANDED WOMAN มีลูกเพียงคนเดียว ในขณะที่นางเอกของ TO TAKE A WIFE มีลูกหลายคน

ตัวละครนางเอกของ THE LEFT-HANDED WOMAN คือสุดยอดนางเอกที่ดิฉันชอบมากที่สุดคนนึงในชีวิตค่ะ เธอไม่ใช่คนที่ “ดีแต่ปาก” แต่เธอ “ทำ” ในทันที เธอไม่ “ขู่” ว่าจะหย่า แต่เธอ “หย่า” ไปเลย นางเอกของหนังสองเรื่องนี้เหมือนกับเป็นขั้วตรงข้ามกันในบางแง่มุม นางเอกของ TO TAKE A WIFE เน้นพูดพล่ามไม่หยุด แต่นางเอกของ THE LEFT-HANDED WOMAN เน้น “ทำ” นางเอกของ TO TAKE A WIFE เน้นแสดงออกทางอารมณ์อย่างรุนแรง แต่นางเอกของ THE LEFT-HANDED WOMAN เน้นทำหน้านิ่งๆราวหินผา

http://www.babelguides.com/view/work/8453


2.LE BLEU DES VILLES (1999, STEPHANE BRIZE, A++++) เรื่องของผู้หญิงที่ต้องการหย่าขาดจากสามีเหมือนกัน

3.SHIRLEY VALENTINE (1989, LEWIS GILBERT, A++++++++) เรื่องของหญิงวัยกลางคนที่ใช้ชีวิตเป็นภรรยาที่ดีมานาน จนกระทั่ง....


---ตอนนี้ชอบ RECONSTRUCTION มากเป็นอันดับ 1 ของงานนี้ค่ะ, อันดับ 2 คือ THIRST, อันดับ 3 คือ CACHIMBA ส่วนอันดับ 4 คือ AFTER MIDNIGHT

--เทศกาลนี้ในปีที่แล้วรู้สึกประทับใจกับหนังกลุ่ม “SUPER FEEL-BAD” มากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น IN MY SKIN, FREE RADICALS, SPARE PARTS, OSAMA, A NATION WITHOUT WOMEN แต่ปีนี้ประทับใจกับหนังโรแมนติกในเทศกาลนี้มากๆ ทั้ง RECONSTRUCTION และ AFTER MIDNIGHT ส่วน BEAUTIFUL CITY ก็เป็นหนังที่ทำให้ดิฉันรู้สึกโรแมนติกอย่างมากๆเช่นกัน ถึงแม้ผู้กำกับอาจไม่ได้ตั้งใจให้รู้สึกเช่นนั้น เพราะพระเอกในหนังเรื่องนี้ดูดี ส่วนนางเอกของ BEAUTIFUL CITY ก็ดูกร้านโลกมาก ก็เลยทำให้รู้สึกอินกับความรู้สึกของนางเอกหนังอิหร่านเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ

--สาเหตุที่ทำให้ประทับใจการแสดงของ TARANEH ALIDOOSTI ใน BEAUTIFUL CITY มากเป็นพิเศษ ไม่ได้เกิดจากการแสดงของตัวเธอในหนังเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะรู้สึกว่าตัวเธอในเรื่องนี้ กับตัวเธอใน I, TARANEH, AM FIFTEEN (2002, A-) ดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะใน I, TARANEH, AM FIFTEEN เธอดูใสมากๆ แต่ใน BEAUTIFUL CITY เธอดูกร้านโลกอย่างมากๆ ก็เลยตกใจกับความแตกต่างกันของตัวเธอในหนังสองเรื่องนี้

--เห็นด้วยกับคุณ merveillesxx เป็นอย่างยิ่งค่ะที่ว่าหนุ่มคาซัคสถานนี่ก็หล่อในบางมุมเหมือนกัน แต่ไม่ใช่พระเอก SCHIZO นะ แต่หมายถึงพ่อเลี้ยงพระเอกกับนักมวยคนนึงใน SCHIZO

--ดูจากหนังคาซัคสถานแล้วรู้สึกว่าประเทศนี้คงมีทั้งคนเชื้อสายคอเคเชียนกับมองโกลอยด์อยู่ปะปนกัน และก็คงมีลูกครึ่งระหว่างคนสองเชื้อชาตินี้อยู่เยอะ หน้าตาคนหลายคนในหนังคาซัคสถาน ดูเหมือนคนไทยมากๆ ในขณะที่หน้าตาอีกหลายๆคนในหนังคาซัคสถาน ก็เหมือนคนรัสเซียมากๆ

--พระรองในหนังคาซัคสถานเรื่อง LITTLE MEN (2003, NARIMAN TUREBAYEV, A+++++) หน้าตาตรงสเปคดิฉันมากๆเลยค่ะ ในขณะที่พระเอกของหนังเรื่อง Little Men หน้าตาเหมือนคนไทยจัง (หนังเรื่องนี้มาฉายในเทศกาลหนังเมื่อเดือนต.ค.)

--เคยดูวิดีโอหนังคาซัคสถานเรื่อง KILLER (1998, DAREZHAN OMIRBAEV, A+++) ซึ่งพระเอกหนังเรื่องนี้หน้าตาก็พอใช้ได้ค่ะ แต่หน้าเหมือนคนจีน วิดีโอหนังเรื่องนี้เคยมีขายที่จตุจักร

--สุดยอดผู้กำกับคาซัคสถาน คงจะเป็น DAREZHAN OMIRBAEV อ่านข้อมูลของตัวเขาได้ที่
http://www.filmref.com/directors/dirpages/omirbaev.html


--ชอบตอนจบของ NOI ALBINOI (A+++++) มากๆ แต่ไม่ค่อยชอบช่วง 30 วินาทีสุดท้ายของ SCHIZO คิดว่าถ้าหากตัด 30 วินาทีสุดท้ายของ SCHIZO ทิ้งไป ก็อาจจะดีเหมือนกัน

--ชอบตอนจบของ BEAUTIFUL CITY กับ THIRST มากๆ

--FRANCESCA INAUDI นางเอกของ AFTER MIDNIGHT เหมาะจะมาปะทะกับ JEANNE BALIBAR นางเอกหนังฝรั่งเศส ดิฉันรู้สึกว่าหน้าตาของสองคนนี้เก๋ไก๋พอๆกัน

---ชอบรองเท้าบู๊ตของนางเอก RECONSTRUCTION

Sunday, January 16, 2005

SHLOMI ELKABETZ

MOST DESIRABLE DIRECTOR
SHLOMI ELKABETZ—TO TAKE A WIFE

หนังที่ได้ดูในวันนี้
1.AFTER MIDNIGHT (2004, DAVIDE FERRARIO) A+
2.TO TAKE A WIFE (2004, RONIT ELKABETZ + SHLOMI ELKABETZ) A+/A
3.YASMIN (2004,KENNY GLENAAN) A
4.IMELDA (2003, RAMONA DIAZ) A
5.MEET THE FOCKERS (2004, JAY ROACH) B+

LOVELY ACTOR IN THE FESTIVAL
GIORGIO PASOTTI—AFTER MIDNIGHT
http://www.giorgiopasotti.it/

--หนังเรื่อง CRONICAS เป็นหนังภาษาสเปน แต่ไม่มีซับไตเติล ก็เลยต้อง refund ตั๋ว และดิฉันก็เลยตัดสินใจเข้าไปดู IMELDA แทน ซึ่งเป็นหนังที่ฮามากๆ

--ในเครดิตท้ายหนังเรื่อง TO TAKE A WIFE มีขึ้นคำขอบคุณ YASMINA REZA ด้วย

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ YASMINA REZA ได้ที่
http://www.businessweek.com/magazine/content/01_24/b3736621.htm

--ตอนนี้ชอบ AFTER MIDNIGHT มากที่สุดในบรรดา 8 เรื่องของเทศกาลนี้ที่ได้ดูมา
แหงะ ร้านเน็ตจะปิดแล้ว เดี๋ยวคืนนี้ต้องพอแค่นี้ก่อน

DECEMBER 2004

ดิฉันเอาข้อมูลเกี่ยวกับหนังบางเรื่องในเทศกาลไปแปะไว้ที่นี่ค่ะ http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=13866

มีหนังเกย์เรื่องนึงมาฉายในเทศกาลนี้ด้วยค่ะ ซึ่งก็คือเรื่อง THE NOMI SONG
http://www.thenomisong.com/

หนังในเทศกาลที่ได้ดู
1.ANATOMY OF HELL (2004, CATHERINE BREILLAT) A+/A
2.BEAUTIFUL CITY (2004, ASGHAR FARHADI) A+/A
3.SCHIZO (2004, GUKA OMAROVA) A/A-
4.BONJOUR MONSIEUR SHLOMI (2003, SHEMI ZARHIN) A-/B+

FAVORITE ACTRESS
TARANEH ALIDOOSTI—BEAUTIFUL CITY

หนังนอกเทศกาลที่ได้ดูในเดือนม.ค.
1.THE CASTLE (1995, MICHAEL HANEKE) A+
2.BENNY’S VIDEO (1992, MICHAEL HANEKE) A+
3.BIRTH (2004, JONATHAN GLAZER) A+
4.THE FORGOTTEN (2004, JOSEPH RUBEN) A
5.HANA-BI (1997, TAKESHI KITANO) A
6.TWILIGHT SAMURAI (2002, YOJI YAMADA) B+
7.I LOVE VIENNA (1991, HOUCHANG ALLAHYARI) B
8.THE NEIGHBOUR (1993, GOTZ SPIELMANN) B
9.BAD SANTA (2003, TERRY ZWIGOFF) B
10.FACE (2004, YOO SANG-GON) B-
11.EXTREME DATING (2004, LORENA DAVID) C+
12.เอ๋อ เหรอ C

FAVORITE ACTOR
ULRICH MUHE—THE CASTLE + BENNY’S VIDEO

อันดับหนังโรงประจำเดือนธ.ค. 2004
1.THE DEATH OF MARIA MALIBRAN (1973, WERNER SCHROETER) A+
2.MALINA (1991, WERNER SCHROETER) A+
3.THE FEMALE PATRIOT (1979, ALEXANDER KLUGE) A+
4.ARTISTS UNDER THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968, ALEXANDER KLUGE) A+
5.YESTERDAY GIRL (1966, ALEXANDER KLUGE, A+)
6.SOMEONE TO LOVE (1987, HENRY JAGLOM, A+)
7.THE DOOR IN THE FLOOR (2004, TOD WILLIAMS, A+)
8.A HOME AT THE END OF THE WORLD (2004, MICHAEL MAYER) A+
9.STRONGMAN FERDINAND (1976, ALEXANDER KLUGE) A
10.THE CHRONICLE OF ANNA MAGDALENA BACH (1968, JEAN-MARIE STRAUB, A)
11.PARTY MONSTER (2003, FENTON BAILEY + RANDY BARBATO) A
12.8 WOMEN (FRANCOIS OZON) A
13.VANITY FAIR (2004, MIRA NAIR) A
14.THE INCREDIBLES (2004, BRAD BIRD) A
15.OCEAN’S TWELVE (2004, STEVEN SODERBERGH) A
16.ขุนกระบี่ ผีระบาด A-
17.AMEN (2002, COSTA-GAVRAS) A-
18.THE PRESIDENT’S BARBER (2004, LIM CHAN-SANG, A-)
19.UNTOLD SCANDAL (2003, LEE JE-YONG, A-)
20.หมานคร (2004) A-
21.THE RAINBOW SEEKER (1995, YOJI YAMADA) A-
22.AB-NORMAL BEAUTY หรือ “คนอยากเห็นคนตาย” (2004, OXIDE PANG, B+)
23.HERR LEHMANN (2003, LEANDER HAUSSMANN) B+
24.BROTHER (2001, TAKESHI KITANO) B+
25.BRIDGET JONES: THE EDGE OF REASON (2004, BEEBAN KIDRON, B+)
26.THE POLAR EXPRESS (2004, ROBERT ZEMECKIS, B+)
27.CHRISTMAS WITH THE KRANKS (2004, JOE ROTH, B+)
28.TAEGUKGI (2004, KANG JE-GYU, B)
29.แจ๋ว B
30.กั๊กกะกาวน์ (B)
31.CUBE ZERO (2004, ERNIE BARBARASH, B)
32.NATIONAL TREASURE (2004, JON TURTELTAUB) B
33.BLADE TRINITY (2004, DAVID S. GOYER) C+/C

MOST DESIRABLE ACTOR
JAMES PUREFOY—VANITY FAIR

FAVORITE ACTRESS
HANNELORE HOGER—THE FEMALE PATRIOT + ARTISTS UNDER THE BIG TOP: PERPLEXED

FAVORITE ACTOR
HEINZ SCHUBERT—STRONGMAN FERDINAND

FAVORITE SUPPORTING ACTRESS
SALLY KELLERMAN—SOMEONE TO LOVE

FAVORITE SUPPORTING ACTOR
MASAYA KATO--BROTHER

FAVORITE EDITING
BEATE MAINKA-JELLINGHAUS—THE FEMALE PATRIOT + ARTISTS UNDER THE BIG TOP: PERPLEXED + YESTERDAY GIRL

FAVORITE MUSIC
THE DEATH OF MARIA MALIBRAN

FAVORITE CINEMATOGRAPHY
WERNER SCHROETER—THE DEATH OF MARIA MALIBRAN

FAVORITE OPENING
MALINA

FAVORITE ENDING
THE DOOR IN THE FLOOR

THE FORGOTTEN

หนังที่เคยดูแล้ว
1.BIRTH OF THE SEANEMA (A+)
2.MY FIRST BOYFRIEND (A+) หนังเกย์
3.DESTINEES SENTIMENTALES (A+)
4.MALADY DIARY (A+)
5.BORN INTO BROTHELS (A)

หนังที่อยากดูมากๆถ้าหากแยกร่างได้

1.BUTTERFLY น่าดูมาก เพราะเคยดู BROTHER (GE GE) ของผู้กำกับคนนี้แล้วชอบมาก BROTHER (GE GE) เป็นหนังที่เน้นทัศนียภาพโล่งว่างของแถบตะวันตกของประเทศจีน และเข้ากันได้ดีมากๆกับหนังของเจียฉางเคอะ
2.CAFE LUMIERE
3.DEEP BLUE 4
.MACHUCA
5.OPEN MY HEART หนังเลสเบียน http://www.villagevoice.com/film/0450,anderson,59223,20.html 6.RIGHT NOW
7.SEDUCING DOCTOR LEWIS
8.STOLEN CHILDHOOD

รางวัลบริทอวอร์ดปีนี้มีสาขาเพลงยอดเยี่ยมในรอบ 25 ปีด้วยค่ะ ซึ่งเพลง WUTHERING HEIGHTS ของ KATE BUSH ก็ได้เข้าชิงกับเขาด้วย ดีใจจริงๆเจียว
http://brits.co.uk/artists/

ชอบบุคลิกนางเอกชั่วฟ้าดินสลายมากเหมือนกันค่ะ ชอบเสียงเธอด้วย และหนังเรื่องนี้ก็ใช้ประโยชน์จากเรือนร่างของคุณชนะ ศรีอุบลได้ดีมากๆเลย มันช่างน่าเลียอะไรเช่นนี้ เมื่อหลายปีก่อนเคยเห็นวิดีโอ “ชั่วฟ้าดินสลาย” วางขายตามเทศกาลหนัง ก็เคยรู้สึกอยากซื้อเก็บเอาไว้เหมือนกัน แต่ราคาม้วนละ 300 บาทมั้ง ก็เลยไม่ได้ซื้อเก็บไว้ ถ้าจำไม่ผิด หนังเรื่อง “เมืองมายา กรุงธิดา” (A+) ของคุณ ลี ชาตะเมธีกุล ก็มีการอ้างอิงถึงเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ด้วยเหมือนกัน

เรื่องเทคนิคการเคลื่อนกล้องหรือถ่ายภาพของหนังยุคเก่า ดูแล้วก็ทึ่งเหมือนกัน ตอนนี้ที่นึกออกมีอยู่ 3 เรื่อง
1. I AM CUBA (1964, MIKHAIL KALATOZOV, A+) ที่มีฉากนึงที่สระว่ายน้ำ ถ้าจำไม่ผิด ฉากนั้นจะถ่ายจากมุมสูงแล้วลงมาจนถึงใต้น้ำในสระว่ายน้ำได้อย่างลื่นไหล,ต่อเนื่อง และพิศวงมาก
2. ORPHEUS (1949, JEAN COCTEAU, A+) ฉากตัวละครเดินทะลุมิติโดยผ่านทางกระจก เป็นฉากที่คงไม่ได้ใช้เทคนิคพิเศษอะไรมากมาย แต่เด่นที่การใช้ความคิด
3.ฉากตอนจบของ THE PASSENGER (1975, MICHELANGELO ANTONIONI, A-) ที่กล้องถ่ายจากในห้อง แล้วทะลุลูกกรงตรงหน้าต่างออกไปนอกห้อง แล้ววกกลับเข้ามาในโรงแรมอีกครั้ง

อ่านเรื่อง HOMOPHOBIC แล้ว ทำให้นึกถึงบทวิจัยอันนึงที่เคยอ่านในนิตยสาร GAY TIMES เมื่อราว 10 ปีก่อน มันเป็นการวิจัยที่แร่ดมากในความเห็นของดิฉัน นั่นก็คือเขาเอาผู้ชาย straight สองกลุ่มมาทำวิจัย โดยกลุ่มนึงเป็น HOMOPHOBIC และอีกกลุ่มไม่เป็น และให้ทั้งสองกลุ่มนี้ดูวิดีโอหนังโป๊ของเกย์ แล้วผู้วิจัยก็ “วัดขนาดเส้นรอบวงของอวัยวะเพศ” ของผู้ชายสองกลุ่มนี้ขณะดูวิดีโอดังกล่าว ผลการวิจัยปรากฏว่า กลุ่มที่เป็น HOMOPHOBIC มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อวิดีโอหนังโป๊เกย์อย่างรุนแรงมากกว่ากลุ่มที่ไม่เป็น ผลการวิจัยนี้ก็เลยเหมือนกับจะทำให้เชื่อได้ว่า พวกที่เป็น homophobic หลายคนจริงๆแล้วอาจจะเป็นเกย์เสียเอง

ถ้ามีการให้รางวัล ดิฉันก็อยากจะมอบรางวัล “ประกาศเกียรติคุณพิเศษ” สักหนึ่งรางวัลให้ ALEXANDER (A-) เหมือนกันค่ะ เพราะถึงแม้ดิฉันจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง แต่ก็รู้สึกว่ามันมีคุณค่าน่าจดจำตรงความกล้าเป็นเกย์ของมันนั่นเอง

พูดถึงประเด็น “คนที่เรารักและผูกพัน...ผู้ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำ” ก็เลยนึกถึงหนังที่โง่ที่สุดเรื่องนึงในชีวิตที่พูดถึงประเด็นนี้ค่ะ นั่นก็คือ THE FORGOTTEN หรือ “ความทรงจำที่สาบสูญ” (2004, JOSEPH RUBEN, A) แต่หนังโง่ได้สะใจมาก ดูแล้วมีความสุขมากค่ะ

ชอบจูลีแอนน์ มัวร์ใน THE FORGOTTEN มากๆ เห็นเธอในหนังเรื่องนี้แล้วสงสัยว่าเธอใช้แชมพูยี่ห้ออะไร ผมเธอถึงได้ปลิวไสวขณะวิ่งได้แบบนั้น ดูหนังเรื่องนี้แล้วอยากวิ่งแบบเธอบ้างจัง

ดาราชายใน THE FORGOTTEN ก็ตรงสเปคดิฉันมากๆ ไม่ว่าจะเป็น DOMINIC WEST, ANTHONY EDWARDS, LINUS ROACHE รู้สึกว่า THE FORGOTTEN จะมีคุณสมบัติเหมือนกับหนังเคเบิลทีวีแบบที่ดิฉันชอบ นั่นก็คือเป็นหนังทริลเลอร์ของผู้หญิงวัยกลางคนที่ได้พบเจอกับหนุ่มๆหล่อๆในระหว่างการผจญภัยแบบโง่ๆ

DOMINIC WEST เคยเล่นหนังมาแล้วหลายเรื่อง แต่เรื่องที่โชว์ความหล่อของเขาได้อย่างเร้าอารมณ์มากที่สุดเรื่องนึง คงจะเป็นเรื่อง TRUE BLUE (1996, FERDINAND FAIRFAX, A/A-) ฉากห้องอาบน้ำของนักศึกษาชายในหนังเรื่องนี้ เป็นฉากที่บรรเจิดมากๆ
http://dominic-west.net/
http://www.imdb.com/name/nm0922035/
http://www.imdb.com/title/tt0117973/

ชอบบรรยากาศใน THE FORGOTTEN ด้วยเหมือนกัน อีกจุดนึงที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ นั่นก็คือผู้ร้ายส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้คือ “หน่วยงานรักษาความมั่นคงของชาติ” แต่หน่วยงานนี้กลับดูเหมือนจะทำตัวเป็นศัตรูของประชาชน และมีส่วนร่วมใน “การทำให้ประชาชนหายสาบสูญ” (จะมีหนังไทยที่พูดถึงประเด็นนี้บ้างมั้ยนะ)

(โจเซฟ รูเบน ผู้กำกับ THE FORGOTTEN เคยทำหนังเรื่อง THE STEPFATHER (1987, B) ที่ดูเผินๆเหมือนเป็นหนังฆาตกรโรคจิต แต่นักวิจารณ์บอกว่าจริงๆแล้วหนังมีเนื้อหาต่อต้านประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน)

หนังบางเรื่องอาจจะพูดถึงแม่ที่รู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสกับการสูญเสียลูกไปก่อนวัยอันควร แต่แม่คนนั้นก็จะค่อยๆทำใจยอมรับกับการสูญเสียได้ และค่อยๆเรียนรู้ที่จะก้าวพ้นจากความทุกข์ในอดีตและเปิดจิตใจออกรับความสุขอื่นๆในชีวิตในเวลาต่อมา แต่ THE FORGOTTEN ดูเหมือนจะเริ่มต้นด้วยแม่ประเภทเดียวกัน แต่หนังกลับมุ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับหนังกลุ่มในย่อหน้าข้างต้น ก็เลยเป็นอีกสาเหตุนึงที่ทำให้รู้สึกสะใจกับ THE FORGOTTEN มากๆเลยค่ะ หนังกลุ่มแรกพูดถึงแม่ที่ค่อยๆลืมความเจ็บปวด แต่คุณแม่ใน THE FORGOTTEN กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม

ถ้าใครชอบหนัง COMING OF AGE จากญี่ปุ่น อย่าลืมไปชมหนังเรื่อง MOVING (1991, SHINJI SOOMAI, A+++++++++++++) ที่จะมาฉายที่มูลนิธิญี่ปุ่นในวันศุกร์ที่ 28 ม.ค. เวลา 18.30 น. (ดีจังที่ไม่ตรงกับเทศกาลหนัง BKKIFF) หนังมีซับไตเติลภาษาไทย ดูฟรี ดิฉันเคยดูหนังเรื่องนี้แล้ว ชอบอย่างสุดๆเลยค่ะ หนังเล่าเรื่องของเด็กหญิงที่พ่อแม่หย่าร้างกัน

ดูโปรแกรมหนังได้ที่ http://www.jfbkk.or.th/event/Theater_200501_eg.html
อ่านความเห็นของดิฉันที่มีต่อ MOVING ได้ที่ http://www.imdb.com/title/tt0107736/

CABLE TV MOVIES

ไม่รู้มีใครชอบผู้ชายคนนี้ใน “แจ๋ว” บ้างหรือเปล่า http://www.siamzone.com/movie/m/2247/picture/27

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผู้ชายคนนี้ชื่ออะไร ใครมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้ก็ช่วยบอกมาด้วยนะคะ ผู้ร้ายใน “เอ๋อ...เหรอ” (C ) ก็น่ารักมากค่ะ ใครมีข้อมูลเกี่ยวกับคนที่เล่นเป็นผู้ร้ายในเอ๋อ...เหรอก็ช่วยบอกมาด้วยนะคะ

(spoiler เรื่องตามสายน้ำ)

ดิฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน และก็จำรายละเอียดในหนังไม่ได้แล้วด้วย เพราะดิฉันดูหนังเรื่องนี้ไปรอบเดียวตอนที่มาฉายที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาในเดือนส.ค. ยังไม่ได้ซื้อวีซีดีหนังเรื่องนี้มาเก็บไว้ แต่ถ้าดิฉันจำไม่ผิด ดิฉันเดาว่าวินน่าจะมีความเป็นไบเซ็กชวลอยู่ในตัวเองบ้างเหมือนกัน เขาน่าจะโน้มเอียงมาทางชอบผู้ชาย แต่ก็เลือกที่จะควงกับผู้หญิงเพราะกรอบสังคม (เดาเอา ไม่รู้ว่าผิดหรือเปล่า)

ส่วนที่กริตไม่ยึดติดกับวินนั้น ดิฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่ในความฝันของดิฉัน ดิฉันอยากให้กริตเลิกยึดติดกับวินเพราะเขารู้แล้วว่าเหนี่ยวรั้งตะเกียกตะกายยึดติดไปมันก็เป็นทุกข์เปล่าๆ สู้ปล่อยความยึดติดนี้ไปเพื่อก้าวเข้าสู่ภพภูมิทางจิตที่สูงขึ้น ผุดผ่องขึ้น สะอาดบริสุทธิ์ขึ้นจะดีกว่า เขาเวียนว่ายอยู่ในห้วงทุกข์มาตลอดทั้งเรื่อง แต่เมื่อเขารู้เหตุแห่งทุกข์ และสามารถทำใจดับเหตุแห่งทุกข์นั้นได้ เขาก็หลุดพ้นจากความทุกข์นั้นในที่สุด

ได้ดูหนังทางเคเบิลทีวีเรื่อง THE PARADISE VIRUS (2003, BRIAN TRENCHARD-SMITH, C+) ซึ่งใช้ฉากหลังเป็นเกาะในทะเลแคริบเบียนเหมือนกัน หนังโง่มาก แต่ดูเพลินดี เนื้อเรื่องเกี่ยวกับหญิงวัยกลางคนที่เป็นนักระบาดวิทยา เธอพาลูกชายหนุ่มหล่อไปเที่ยวเกาะ และได้พบกับลอเรนโซ ลามาส ซึ่งเป็นพ่อ ม่ายเจ้าของโรงแรม ทั้งสองปิ๊งกัน แต่พอดีเกิดโรคระบาดร้ายแรงบนเกาะ ทั้งสองจึงต้องไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าลัทธิของเกาะนี้ที่มีร่างกายบึกบึน

ดิฉันไม่รู้เหมือนกันว่าดิฉันเข้าใจผิดหรือเปล่า แต่เท่าที่สังเกตดูหนังที่เหมือนทำขึ้นเพื่อฉายทางทีวีบางเรื่อง หนังเหล่านี้อาจจะดูโง่ๆ แต่ดูแล้วเพลินและอาจจะอินกว่าหนังฮอลลีวู้ดฟอร์มใหญ่ที่ฉายโรงบางเรื่องเสียอีก เพราะหนังที่ทำขึ้นเพื่อฉายทางทีวีบางเรื่องมีคุณสมบัติเหมือนกับ THE PARADISE VIRUS นั่นก็คือ
1.นางเอกเป็นหญิงวัยกลางคนที่อาจจะไม่สวยมากนัก
2.หนังมีตัวประกอบหนุ่มหล่อ ทั้งหนุ่มใหญ่และหนุ่มรุ่นกระทง
3.นางเอกได้ผจญภัย อาศัยความฉลาดไหวพริบของตัวเองในการเอาชนะอุปสรรค

ดิฉันเดาว่าการที่ดิฉันมักจะเจอหนังที่มีคุณสมบัติเหล่านี้บ่อยๆ อาจจะเป็นเพราะว่าหนังเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อจับตลาดคนดูกลุ่มแม่บ้านวัยกลางคนเป็นหลัก เพราะคนดูทีวีพวกนี้น่าจะมีกลุ่มแม่บ้านอยู่เยอะเหมือนกัน ในขณะที่ผู้ชายมักจะดูกีฬามากกว่า และแม่บ้านเองก็อาจจะไม่ออกไปดูหนังโรงมากนัก ดังนั้นในขณะที่หนังโรงฟอร์มใหญ่หลายเรื่องมักจะเป็น thriller ที่เดินเรื่องด้วยผู้ชายหรือด้วยวัยรุ่น หนังที่ทำขึ้นเพื่อฉายทางทีวีก็เลยเต็มไปด้วย THRILLER ที่เดินเรื่องด้วยผู้หญิงโดยเฉพาะผู้หญิงวัยกลางคน หรือไม่ก็หนังที่สร้างจากนิยายของ MARY HIGGINS CLARK หรือออกมาในแนวคล้ายๆกัน หนังเหล่านี้น่าจะตอบสนองความฝันของคนดูกลุ่มแม่บ้านได้ไม่ต่างไปจากนิยายโรแมนซ์หน้าปกวาบหวามหรือละครน้ำเน่า แต่ดีกว่าตรงที่มันจบภายในเวลา 2 ชั่วโมง และดิฉันก็มีความสุขกับการดูหนังทำนองนี้มากพอสมควรค่ะ

ชอบ THE DOOR IN THE FLOOR (A+), THE FLOWER OF EVIL (A+), POLICE WOMAN (A+) และ ERIC CARAVACA

ฉากรถไฟใน SECRET DEFENSE เป็นฉากที่คลาสสิคประทับใจดิฉันมากที่สุดเลยค่ะ เพราะตลอดทั้งฉากนี้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในทางรูปธรรมเลย สิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียง “ความคิดและการตัดสินใจ” ของนางเอกเท่านั้น

ดีใจมากค่ะที่น้องให้ EVIL (A+) กับ CLASS TRIP (A+) ติดอันดับประจำปีด้วย

หนังในอันดับของคนอื่นๆที่ดิฉันก็ชอบสุดๆในระดับราวๆ A+ เหมือนกัน
NOI ALBINOI (หนังเรื่องนี้เหมาะกับช่วงนี้มากๆ)
MY FIRST BOYFRIEND
TROPICAL MALADY
13 GOING ON 30 T
HE SADDEST MUSIC IN THE WORLD
THE ADVENTURES OF IRON PUSSY
A HOME AT THE END OF THE WORLD
EVIL
ETERNAL SUNSHINE OF THE SPOTLESS MIND
โหมโรง
EXILS
SUITE HABANA

mouchette down the river

ดู MOUCHETTE (A+) ที่คุณอ้วนให้มาแล้วค่ะ นางเอกของเรื่องนี้เป็นตัวละครที่น่าสนใจมากจริงๆ เธอไม่ใช่คนที่น่าเข้าใกล้ในชีวิตจริง แต่ในแง่ของความเป็นตัวละครแล้ว เธอเป็นคนที่น่าสนใจมากๆ เธอไม่ใช่คนดีและก็ไม่ใช่คนเลว เธอดูน่าสงสารในบางครั้ง แต่ก็ดูไม่น่าสงสารในบางครั้ง เธอเป็นทั้งเหยื่อและผู้กระทำ ใบหน้าของเธอทำให้ตัดสินใจไม่ถูกว่าเธอสมควรแก่คำปลอบโยนหรือสมควรโดนตบกันแน่ ผู้กำกับเลือกคนที่มาเล่นเป็นนางเอกได้ดีมากๆเลยค่ะ http://www.filmref.com/directors/dirpages/bresson.html

ได้ข่าวว่าที่ร้านนั้นในมาบุญครองมีดีวีดีหนังเกย์เรื่อง THE EVERLASTING SECRET FAMILY (1988, MICHAEL THORNHILL) ขายแล้ว เป็นหนังที่น่าดูมากๆๆๆเลยค่ะ หนังเซอร์เรียลเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับวุฒิสมาชิกคนหนึ่งที่มักเดินทางไปเลือกเด็กหนุ่มหน้าตาดีจากโรงเรียนเอกชนมาเป็นคู่รักของตน และเขาก็เลือกหนุ่มผมบลอนด์ (มาร์ค ลี) มาเป็นคู่รักของเขา แต่ปรากฏว่าลูกชายของวุฒิสมาชิกคนนี้ก็ตกหลุมรักมาร์ค ลีเช่นกัน และมาร์ค ลีก็ได้ครอบครองทั้งพ่อและลูกชายคู่นี้ http://www.outrate.net/outrateeverlastingsecret.html


ตามสายน้ำ

ชอบตอนจบของตามสายน้ำมากเลยค่ะ ตอนจบของหนังเรื่องนี้ทำให้ความรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้พุ่งพรวดขึ้นมาอย่างรุนแรง อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้มากก็คือนางเอกของเรื่องค่ะ เพราะดิฉันชอบตัวละครเกย์สาวแบบนี้ ชอบบุคลิกของเธอที่ไม่วี้ดว้ายกระตู้วู้ทำหุยฮาไปเรื่อยๆเหมือนตัวละครเกย์สาวในหนังไทยบางเรื่อง หน้าของเธอนิ่งดี และเธอก็ไม่แสดงออกทางอารมณ์มากเกินไป แต่ถ้าเป็นในชีวิตจริง ดิฉันก็คงไม่ชอบคนนิสัยอย่างเธอเหมือนกัน สรุปว่าชอบบุคลิกของนางเอกหนังเรื่องนี้มากค่ะ ถึงแม้นิสัยเธอจะไม่น่าคบนัก ฉากที่ชอบมากในตามสายน้ำคือฉากที่นางเอกเดินเข้าไปในบาร์ท่ามกลางความมืดค่ะ จะเห็นหน้านางเอกลอยโผล่ออกมาจากความมืดตามแสงไฟสลัวๆในบาร์ เป็นฉากที่ให้อารมณ์บรรเจิดมาก

ส่วนฉากที่ติดตามากๆในหนังเรื่องนี้ ยังรวมถึง
1.ฉาก “ผายปอด”
2.ฉากที่ทั้งสองคนนอนอยู่ใต้ต้นไม้แล้วมีอะไรก็ไม่รู้ลอยฟุ้งเต็มไปหมด เป็นฉากที่ “เหมือนฝัน” มากๆ
3.ฉากที่ทุกคนตื่นขึ้นมาและพบว่าน้ำท่วม

Sunday, January 02, 2005

SOMEONE TO LOVE (HENRY JAGLOM, A+)

รู้สึกจิตตกกับเหตุการณ์สึนามิเหมือนกันค่ะ ทำให้คิดอะไรไม่ค่อยออกเลยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แต่ดูข่าวทางโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นึกถึงหนังเรื่องนึงที่ดูตอนเด็กๆค่ะ นั่นก็คือหนัง (หรือมินิซีรีส์) เรื่อง CONDOMINIUM (1980, SIDNEY HAYERS) ที่มีความยาว 4 ชั่วโมงและมาฉายทางช่อง 3 หลายครั้งมาก หนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับคนหลายคนในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ติดชายหาดในรัฐฟลอริดา แต่พอพายุเฮอริเคนพัดผ่านมา คนในคอนโดมิเนียมแห่งนี้ก็จมน้ำตายกันเกือบหมด หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยบาร์บารา อีเดน

อย่างไรก็ดี ความน่ารันทดใจของเหตุการณ์ที่อยู่ใน CONDOMINIUM คงไม่ได้หนึ่งในล้านของเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในตอนนี้

ดีใจมากค่ะที่คุณอ้วนชอบ THE QUINCE TREE SUN (A+) เพราะดิฉันชอบหนังเรื่องนี้มากเลยค่ะ โดยเฉพาะช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเรื่อง ที่เราได้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ การเปลี่ยนจากการใช้พู่กันและผืนผ้าใบมาเป็นการใช้กล้องถ่ายภาพยนตร์ในการบันทึกภาพการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ และความรู้สึกถึงการผันผ่านของกาลเวลา ลิงค์ที่คุณอ้วนให้มาก็ดีมากๆเลยค่ะ

THE QUINCE TREE SUN ให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมมาก เท่าที่ดิฉันเคยดูมา ก็มีหนังอีก 2 เรื่องที่ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้เหมือนๆกัน นั่นก็คือ THE MYSTERY OF PICASSO (1956, HENRI-GEORGES CLOUZOT, A+) ที่มีความเป็นสารคดีมากกว่า THE QUINCE TREE SUN และ LA BELLE NOISEUSE (JACQUES RIVETTE, A+) ที่มีความเป็นเรื่องแต่งมากกว่า THE QUINCE TREE SUN หนังทั้ง 3 เรื่องนี้ทำให้เราได้เห็นกระบวนการวาดภาพอย่างละเอียด แต่ THE QUINCE TREE SUN ดูเหมือนจะมีความพิเศษตรงที่หนังอยู่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นเรื่องจริงกับเรื่องแต่งได้ดีมาก

รู้สึกดีเหมือนกันค่ะที่ BEYOND RANGOON พูดถึงประเทศไทยในแง่ดี

ถ้าหากพูดถึงหนังเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านของเราแล้ว มีอีกเรื่องนึงที่ติดอยู่ในความทรงจำค่ะ นั่นก็คือมินิซีรีส์เรื่อง DADA IS DEATH (1988, JERRY LONDON, B+) ที่มีความยาว 3 ชม.กว่า และเคยมาฉายทางช่อง 3 เมื่อหลายปีก่อน หนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับชายออสเตรเลีย 2 คนที่ต้องโทษประหารชีวิตในมาเลเซียในข้อหาขนยาเสพติด หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกแก่มาเลเซียในทางลบ แต่ดูเหมือนจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจมากกว่าว่าอย่าได้ทำผิดเป็นอันขาด

JULIE CHRISTIE, HUGO WEAVING และ SARAH JESSICA PARKER นำแสดงในมินิซีรีส์เรื่องนี้

หนังเกี่ยวกับมาเลเซียอีกเรื่องนึงที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองเคยดูหรือเปล่าคือเรื่อง TURTLE BEACH (1992, STEPHEN WALLACE) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามที่ประสบกับความโหดร้ายเมื่อเดินทางมาถึงฝั่งมาเลเซีย หนังเรื่องนี้ถ่ายทำที่ภูเก็ต ประเทศไทย ดิฉันรู้สึกเหมือนเคยดูหนังเรื่องนี้แว๊บๆทางช่อง 7 แต่ก็ไม่แน่ใจว่าใช่เรื่องนี้แน่หรือเปล่า

มินิซีรีส์อีกเรื่องนึงที่ชอบมากตอนเด็กๆและมีเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวกับประเทศไทย คือเรื่อง LACE II (1985, WILLIAM HALE, A-/B+) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงสาว (ฟีบี้ เคทส์) ที่ต้องค้นหาว่าในบรรดาผู้ชาย 3 คนนั้น คนใดกันแน่ที่เป็นพ่อของเธอ และรู้สึกว่าผู้ชายคนนึงที่อาจจะเป็นพ่อของเธอทำงานอยู่ในประเทศแถบอินโดจีน แต่ดูแล้วรู้เลยว่าหนังถ่ายทำในไทย เพราะมีเสียงตัวประกอบคนไทยเล็ดลอดเข้ามาในฉากเป็นระยะๆ
http://www.imdb.com/title/tt0089453/maindetails

JUSTIN BARTHA ใน NATIONAL TREASURE น่ารักมากจริงๆค่ะ รู้สึกว่าหนังเรื่อง NATIONAL TREASURE นี้มีองค์ประกอบบางอย่างคล้ายคลึงหนังฮอลลีวู้ดเรื่อง BLADE: TRITINY (C+) และองค์ประกอบนั้นก็คือ

1.พระเอกที่ไม่หล่อ แต่มีชื่อเสียงโด่งดัง
2.นางเอกที่มีความเซ็กซี่ เพื่อเอาไว้ดึงดูดคนดูเพศชาย
3.พระรองที่หล่อกว่าพระเอก เพื่อเอาไว้ดึงดูดเพศชายที่ชอบดูเพศชาย

หนังอย่าง HELLBOY (B) ก็มีพระรอง (Rupert Evans) ที่หล่อกว่าพระเอกเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจของสตูดิโอหรือเปล่า ที่ต้องพยายามดึงดูดคนดูด้วยวิธีการนี้ แต่นั่นก็เป็นความคิดที่ถูกต้องแล้วล่ะ ถ้าพระเอกไม่หล่อ ก็ช่วยหาพระรองหล่อๆมาให้ดูก็ยังดี

ดูรูปของ JUSTIN BARTHA ได้ที่
http://www.imdb.com/gallery/ss/0368891/Ss/0368891/NTC-6816.jpg?path=pgallery&path_key=Bartha,%20Justin
และที่
http://www.starswelove.com/scriptsphp/showimg.php?imageid=35696

หนังที่ได้ดูในระยะนี้

หนังที่ได้ดูในช่วงนี้
1.THE DEATH OF MARIA MALIBRAN (1973, WERNER SCHROETER, A+)
2.SOMEONE TO LOVE (1987, HENRY JAGLOM, A+)
Stephen Bishop เจ้าของเพลง IT MIGHT BE YOU ร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย
3.THE DOOR IN THE FLOOR (2004, TOD WILLIAMS, A+)
4.THE CHRONICLE OF ANNA MAGDALENA BACH (1968, JEAN-MARIE STRAUB, A)
5.HANA-BI (1997, TAKESHI KITANO, A)
6.UNTOLD SCANDAL (2003, LEE JE-YONG, A-)
7.AB-NORMAL BEAUTY หรือ “คนอยากเห็นคนตาย” (2004, OXIDE PANG, B+) หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเลสเบียนด้วย แต่ไม่แน่ใจว่านำเสนอด้วยทัศนคติที่ถูกต้องหรือเปล่า
8.THE POLAR EXPRESS (2004, ROBERT ZEMECKIS, B+)
9.BAD SANTA (2003, TERRY ZWIGOFF, B)
10.CUBE ZERO (2004, ERNIE BARBARASH, B)
11.NATIONAL TREASURE (B)

FAVORITE ACTRESS
SALLY KELLERMAN—SOMEONE TO LOVE
http://www.sallykellerman.com/

หนังที่กำกับโดยทาเคชิ คิตาโน่ เรียงตามลำดับความชอบ
1.SONATINE (1993) A+
2.BOILING POINT (1990) A+
3.A SCENE AT THE SEA (1991) A
4.HANA-BI (1997) A
5.DOLLS (2002) A-
6.ZATOICHI (2003) A-
7.VIOLENT COP (1989) B+
8.KIDS RETURN (1996) B+
9.BROTHER (2000) B+
10.GETTING ANY? (1995) B
11.KIKUJIRO (1999) B

Saturday, January 01, 2005

SWEDISH CINEMA

หนังที่กำกับโดยอิงมาร์ เบิร์กแมนที่เคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

1.THE SILENCE (1963, A+)
2.PERSONA (1966, A+)
3.CRIES AND WHISPERS (1972, A+)
4.THE SEVENTH SEAL (1957, A+)
5.THE VIRGIN SPRING (1960, A+)
6.AUTUMN SONATA (1978, A+)
7.WINTER LIGHT (1963, A+)
8.THROUGH A GLASS DARKLY (1961, A/A-)
9.AFTER THE REHEARSAL (1984, A-)

นอกจากอิงมาร์ เบิร์กแมนแล้ว สวีเดนยังเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยผู้กำกับและหนังที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งรวมถึงหนังและผู้กำกับดังต่อไปนี้


5 ผู้กำกับหนังสวีเดนที่ดิฉันอยากดูแต่ยังไม่ได้ดู

1.MAI ZETTERLING (ผู้กำกับหญิงที่เคยเล่นหนังให้เบิร์กแมนมาก่อน)
http://www.imdb.com/name/nm0955195/

นอกจากหนังของไม เซทเทอร์ลิงจะน่าสนใจมากๆแล้ว ยังมีหนังเกี่ยวกับตัวเซทเทอร์ลิงอีกเรื่องนึงที่น่าสนใจมาก ซึ่งก็คือเรื่อง LINES FROM THE HEART (1996, CHRISTINA OLOFSON) ที่ให้ดาราหญิง 3 คนมานินทาไม เซทเทอร์ลิงกับอิงมาร์ เบิร์กแมน โดยดาราหญิงสามคนนี้ได้แก่ HARRIET ANDERSSON, BIBI ANDERSSON, GUNNEL LINDBLOM เพราะทั้งสามคนนี้เคยปะทะกันครั้งใหญ่มาแล้วในหนังเรื่อง THE GIRLS (1968, MAI ZETTERLING) ที่ดัดแปลงมาจากบทละครของอริสโตฟาเนส

2.VICTOR SJOSTROM (1879-1960)
สุดยอดผู้กำกับหนังยุคทองของสวีเดน แต่รู้สึกว่าเขาจะเกิดก่อนดิฉันราว 90 กว่าปี http://www.imdb.com/name/nm0803705/

3.MAURITZ STILLER (1883-1928) (เกิดที่ฟินแลนด์ แต่เป็นหนึ่งในผู้กำกับหนังยุคทองของสวีเดน) http://www.imdb.com/name/nm0830249/

หนังเรื่องนึงของเขาที่น่าดูมากๆคือ THE THREE WHO WERE DOOMED (1919) http://www.imdb.com/title/tt0010247/

4.GUSTAF MOLANDER (1888-1973) เกิดฟินแลนด์แต่มาทำหนังในสวีเดนเหมือนกัน http://www.imdb.com/name/nm0596410/

5.ALF SJOBERG (อิงมาร์ เบิร์กแมนเคยเขียนบทหนังให้ผู้กำกับคนนี้) http://www.imdb.com/name/nm0803549/awards


สิบหนังสวีเดนในดวงใจของดิฉัน

1. BEFORE THE STORM (REZA PARSA, A+)
2. IL CAPITANO (1991, JAN TROELL, A+)
3. LOVE FOOLS (1998, LEIF MAGNUSSON, A+)
4. SONGS FROM THE SECOND FLOOR (2000, ROY ANDERSSON, A+)
5. TOGETHER (2000, LUKAS MOODYSSON, A+)
6. EVIL (2003, MIKAEL HAFSTROM, A+)
7. HAXAN (1921, BENJAMIN CHRISTENSEN, A)
8. THE SLINGSHOT (1993, AKE SANDGREN, A-)
9. ALL THINGS FAIR (BO WIDERBERG, A-)
10. THE OX (1992, SVEN NIKVIST, A-)


หนังสวีเดนที่อยากดูสุดๆ 5 เรื่อง

1.WHAT ARE YOU DOING AFTER THE ORGY? (1970, JAN HALLDOFF)
เป็นเรื่องของผู้หญิงคนนึงที่หายสาบสูญไปจนทุกคนคิดว่าเธอตายไปแล้ว แต่อยู่ดีๆเธอก็กลับมาหาครอบครัวอีกครั้งในสภาพของโสเภณี และเธอก็ให้สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวมาช่วยเหลือเธอในการจัดตั้งสถานโสเภณีในบ้านด้วย

2.SVEN KLANG’S COMBO (1976, STELLAN OLSSON)
ได้รับคำชมว่าเป็นหนังที่ถ่ายทอดบรรยากาศของดนตรีแจ๊สได้ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล

3.SUNDAY’S CHILDREN (1992, DANIEL BERGMAN)
หนังเรื่องนี้กำกับโดยลูกชายของอิงมาร์ เบิร์กแมน และเป็นหนังภาคที่ 3 ของหนังชุด “ชีวิตครอบครัวอิงมาร์ เบิร์กแมน) โดยภาคที่ 1 คือ FANNY AND ALEXANDER และภาคสองคือ THE BEST INTENTIONS (BILLE AUGUST)

4.THE DAUGHTER OF THE PUMA (1994, ULF HULTBERG + ASA FARINGER)
หนังเกี่ยวกับผู้หญิงในสงครามกลางเมืองกัวเตมาลา แต่รู้สึกผู้กำกับจะเป็นชาวสวีเดน

5.SUMMER PARADISE (1976, GUNNEL LINDBLOM)
อำนวยการสร้างโดยอิงมาร์ เบิร์กแมน

ดูหน้าเล็กๆของ GUNNEL LINDBLOM ได้ที่ http://www.geocities.com/the_magic_works_of_i_b/repertory_co/troupers.htm

OSCAR FOREIGN LANGUAGE

เพลงของ TAYLOR DAYNE ที่ดิฉันชอบมากๆยังรวมถึงเพลง I KNOW THE FEELING ด้วยค่ะ ส่วนเพลงเร็วของเธอที่ชอบมากคือ WAIT FOR ME ทั้งสองเพลงนี้อยู่ในอัลบัมชุด CAN’T FIGHT FATE ค่ะ

http://www.amazon.com/exec/obidos/tg/detail/-/B000002VGC/ref=m_art_li_2/102-3551069-9787322?v=glance&s=music

เพลงของ DEBBIE GIBSON ที่ชอบมากๆคือ SILENCE SPEAKS A THOUSAND WORDS

เพลงของ TIFFANY ที่ชอบมากๆคือ IT’S THE LOVER (NOT THE LOVE) กับ HEARTS NEVER LIE ค่ะ

อัลบัมชุดแรกของ WILSON PHILIPS เป็นอัลบัมที่ออกมาในยุคของดิฉันพอดีค่ะ เพลง HOLD ON ในอัลบัมชุดนี้น่าจะเป็นเพลงที่ช่วยยับยั้งความต้องการฆ่าตัวตายไว้ได้ดีเพลงนึง
http://www.sing365.com/music/lyric.nsf/Hold-On-lyrics-Wilson-Phillips/89E79C93C2B4291C48256910003240AA

เพลง SEASONS CHANGE ของ EXPOSE ก็เป็นเพลงที่ติดหูมากๆค่ะ http://www.mp3lyrics.org/song/EXPOSE/SEASONS%20CHANGE/

ยุคนั้นเป็นยุคของวง GIRL GROUP จริงๆ มีวงหญิงล้วนที่ดิฉันชอบมากมายหลายวงในยุคนั้น วงนึงที่ตอนนี้รู้สึกคิดถึงอย่างมากคือ KLYMAXX กับเพลง I MISS YOU ตอนนี้ยังไม่ได้เช็คข้อมูลของวงนี้เหมือนกันว่าตอนนี้สมาชิกแต่ละคนไปทำอะไรอยู่
http://www.theromantic.com/lovesongs/imissyou.htm


เพลงยุค 1980 ที่ชอบสุดขีดอีกเพลงนึงคือ YOU GOT IT ALL ของ THE JETS

http://www.amazon.com/exec/obidos/ASIN/B00005PJB2/qid=1103548016/sr=2-1/ref=pd_ka_b_2_1/102-3551069-9787322



ตอนนี้หนังที่อยากดูมากคือเรื่อง THREE DANCING SLAVES (2004, GAEL MOREL) ค่ะ หนังฝรั่งเศสเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกย์ด้วย ส่วน GAEL MOREL ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เคยกำกับหนังเกย์เรื่อง FULL SPEED (1996, A) มาก่อน
เคยฟังเพลงของเจมส์ อินแกรมเพลงนึงแล้วชอบมากค่ะ นั่นก็คือเพลง I DON’T HAVE THE HEART http://www.lyricsdownload.com/james-ingram-i-don-t-have-the-heart-lyrics.html

ใน Bridget Jones: The Edge of Reason นั้น ดิฉันชอบ PAUL NICHOLLS ที่รับบทเป็น JED มากค่ะ หนังเรื่องนี้ขายความน่ารักของเขาได้ดีมาก แต่ในเรื่อง IF ONLY (A-) ที่เขารับบทเป็นพระเอกนั้น เขาจะดูไม่น่ากินเท่าใน BRIDGET JONES แต่หนังเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความสามารถทางการแสดงมากกว่า (ก็เล่นเป็นพระเอกนี่นา)


ฟังคุณอ้วนพูดถึง BRIDGET JONES เกี่ยวกับนางเอกที่พบว่าความทุกข์ของตัวเองเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วเมื่อเทียบกับความทุกข์ของคนอื่น ๆก็เลยนึกถึงหนังอีกเรื่องที่มีประเด็นนี้สอดแทรกเข้ามาเหมือนกันค่ะ นั่นก็คือเรื่อง BEYOND RANGOON (1995, JOHN BOORMAN, B+) ที่นำแสดงโดยแพทริเซีย อาร์เควทท์ รู้สึกว่าในเรื่องนี้นางเอกจะเป็นหมอที่จมปลักอยู่กับความทุกข์ที่ครอบครัวของเธอถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม แต่พอเธอได้มาเจอความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศพม่า เธอก็เลยได้เรียนรู้ที่จะเลิกสงสารตัวเองและลุกขึ้นมาทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อชาวโลกอีกครั้ง

ตอนที่ดิฉันดูหนังเรื่องนี้เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ดิฉันรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ยังมีบางอย่างขาดๆเกินๆ และงานด้านโปรดักชันบางฉากก็ดูหลอกตาจนกลายเป็นฮาไปโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้ก็มีอะไรให้รู้สึกซาบซึ้งอยู่มากเหมือนกันค่ะ

ส่วนฉากใน BRIDGET JONES นั้น มีอยู่ฉากนึงที่ดิฉันดูแล้วรู้สึกว่า “นี่มันคือตัวดิฉันเองนี่นา” นั่นก็คือฉากบนเครื่องบินที่รู้สึกว่าเพื่อนบริดเจ็ตจะทำบ่นกะปอดกะแปดที่ไม่ได้ที่นั่งคู่กับบริดเจ็ต แต่พอเธอเห็นที่นั่งว่างที่เดียวอยู่ใกล้ๆหนุ่มหล่อ เธอก็เลยหยุดบ่นและรีบแยกตัวไปนั่งติดหนุ่มหล่อในทันที ดิฉันรู้สึกว่าพฤติกรรมของผู้หญิงคนนี้ช่างเหมือนกับตัวดิฉันมากๆ


EVIL

ดิฉันเองขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ก็รู้สึกอินไปกับหนังมาก แต่ดูจบแล้วก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้มีคุณค่าทางศิลปะตรงไหน แต่รู้สึกว่าทุกอย่างมันลงตัว โดยเฉพาะบรรยากาศในโรงเรียนที่มันมีทั้งความสวยงาม, ความไม่น่าไว้วางใจ และความชั่วร้ายรวมอยู่ด้วยกันอย่างเหมาะเจาะ ดิฉันชอบทั้งการจัดแสง, การถ่ายภาพ, การจัดฉากในเรื่องนี้ด้วยค่ะ เพราะหนังเรื่องนี้ จะถ่ายให้สวยสว่างไปเลยก็ไม่ได้ จะถ่ายให้มืดทึมไปเลยก็ไม่ได้ ผู้กำกับต้องคุมปริมาณของเงามืดตามริมขอบของแต่ละฉากให้ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ถึงจะออกมาได้อารมณ์ขนาดนี้

ส่วนเรื่องหนังที่เข้าชิงออสการ์ภาษาต่างประเทศนั้น ดิฉันก็เห็นตรงกับน้องอ้วนค่ะ เพราะหนังหลายเรื่องที่ผ่านเข้ารอบ 5 เรื่องสุดท้ายในช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นหนังที่ “ให้ความบันเทิง” และ “ดีในระดับกลางๆ” เป็นหนังแนว “ขวัญใจมหาชน” และเป็นหนังที่ “ประนีประนอมสูง” แน่นอนว่าผู้กำกับหนังเหล่านี้ล้วนมีฝีมือสูงด้วยเช่นกัน แต่มันดูแล้วไม่ค่อยสะใจยังไงไม่รู้

หนังที่เข้าชิงออสการ์สาขาภาษาต่างประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรียงตามลำดับความชอบส่วนตัวแบบมั่วๆ

1. BEFORE THE RAIN (A+)
2. THE NASTY GIRL (A+)
3 . WOMEN ON THE VERGE OF A NERVOUS BREAKDOWN (A+)
4. JU DOU (A+)
5. BABETTE’S FEAST (A+)

6. BETTY BLUE (A+)
7. FAREWELL MY CONCUBINE (A+)
8. EVIL (A+)
9. STRAWBERRY AND CHOCOLATE (A)
10. CAMILLE CLAUDEL (A)

11. THE WEDDING BANQUET (A)
12. RAISE THE RED LANTERN (A)
13. NOWHERE IN AFRICA (A)
14. EAST-WEST (A)
15. INDOCHINE (A)

16. CHILDREN OF HEAVEN (A)
17. LIFE IS BEAUTIFUL (A)
18. ALL ABOUT MY MOTHER (A)
19. EAT DRINK MAN WOMAN (A)
20. JESUS OF MONTREAL (A/A-)

21. THREE MEN AND A CRADLE (A/A-)
22. HANUSSEN (A-)
23. THE SCENT OF GREEN PAPAYA (A-)
24. THE STARMAKER (A-)
25. WHEN FATHER WAS AWAY ON BUSINESS (A-)

26. THE OX (A-)
27. PELLE THE CONQUEROR (A-)
28. SALAAM BOMBAY (A-)
29. AMELIE (A-)
30. A CHEF IN LOVE (A-)

31. TWIN SISTERS (A-)
32. DIVIDED WE FALL (A-)
33. THE OTHER SIDE OF SUNDAY (A-)
34. BELLE EPOQUE (A-)
35. FARINELLI: IL CASTRATO (A-)

36. ALL THINGS FAIR (A-)
37. THE ELEMENTARY SCHOOL (A-)
38. SOLOMON AND GAENOR (A-)
39. CROUCHING TIGER, HIDDED DRAGON (A-)
40. THE BARBARIAN INVASIONS (A-)

41. CHARACTER (A-)
42. OPEN DOORS (B+)
43. CYRANO DE BERGERAC (B+)
44. THE MAN WITHOUT A PAST (B+)
45. HERO (B+)

46. UNDER THE SUN (B+)
47. BEYOND SILENCE (B+/B)
48. MY SWEET LITTLE VILLAGE (B)
49. EVERYBODY FAMOUS (B)
50. THE GRANDFATHER (C+)


STACEY Q -- GIVE YOU ALL MY LOVE

ดิฉันเคยฟังเพลงของมารายห์กับเจเน็ตเฉพาะตอนประมาณช่วงต้นทศวรรษ 1990 เท่านั้น แล้วก็ไม่ได้ติดตามอีกเลย เพลงของมารายห์ที่ชอบที่สุดคงจะเป็น LOVE TAKES TIME ส่วนเพลงของเจเน็ต (ที่ไม่เขียว) ที่ชอบที่สุดอาจจะเป็น ESCAPADE และ LET’S WAIT AWHILE

ขอรำลึกถึงเพลงที่ชอบมากๆของนักร้องหญิงรุ่นคุณป้ารายอื่นๆบ้าง

1.GLORIA ESTEFAN—CAN’T STAY AWAY FROM YOU
2.BELINDA CARLISLE—CIRCLE IN THE SAND
3.KYLIE MINOGUE—ENJOY YOURSELF (เพลงนี้ไม่ได้ตัดเป็นซิงเกิล)
4.LISA STANSFIELD—ALL WOMAN
5.TAYLOR DAYNE—LOVE WILL LEAD YOU BACK
6.WHITNEY HOUSTON—ALL AT ONCE
7.STACEY LATTISAW—LOVE ON A TWO-WAY STREET
8.STACEY Q—GIVE YOU ALL MY LOVE
http://www.amazon.com/exec/obidos/tg/detail/-/B000002IO4/qid=1103392250/sr=1-7/ref=sr_1_7/102-8161784-5768962?v=glance&s=music
9.TIFFANY—ALL THIS TIME
10.SONIA—YOU’LL NEVER STOP ME LOVING YOU

ดิฉันดูลิสท์ของคนข้างล่างนี้แล้ว รู้สึกว่าเขาอยู่ในยุคเดียวกับดิฉันมากๆเลยค่ะ http://www.amazon.com/exec/obidos/tg/listmania/list-browse/-/32S5WGUKKOANX/ref=cm_lm_lists/102-8161784-5768962

ชอบ AMADEUS เหมือนกันค่ะ แต่ที่ชอบมากๆคือ THE LION IN WINTER (A+) เพราะชอบประเด็นเกย์ในหนัง

หนังที่ดัดแปลงจากบทประพันธ์ของเชคสเปียร์ เท่าที่เคยดูและพอนึกออกในตอนนี้
1.PROSPERO’S BOOKS (1991, PETER GREENAWAY, A+)
2.ROMEO + JULIET (1996, BAZ LUHRMANN, A+)
3.RAN (1985, AKIRA KUROSAWA, A)
4.RICHARD III (1995, RICHARD LONCRAINE, A) http://www.imdb.com/title/tt0114279/
5.HAMLET (1996, KENNETH BRANAGH, A)
6.HAMLET (2000, MICHAEL ALMEREYDA, A-) http://www.imdb.com/title/tt0171359/
7.KING LEAR (1987, JEAN-LUC GODARD, A-)
ดูแล้วไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น รู้แต่ว่าอยากดูซ้ำ
8.ROMEO AND JULIET (1968, FRANCO ZEFFIRELLI, A-)
9.OTHELLO (1995, OLIVER PARKER, B+/B) http://www.imdb.com/title/tt0114057/
10.HENRY V (1944, LAWRENCE OLIVIER, B+/B)
11.FALSTAFF (1965, ORSON WELLES, B+) ดูไม่รู้เรื่องเลย
12.LOVE’S LABOUR’S LOST (2000, KENNETH BRANAGH, B) เจอรัลดีน แมคอีแวนเล่นหนังเรื่องนี้ด้วย
13.A MIDSUMMER NIGHT’S DREAM (1999, MICHAEL HOFFMAN, B) http://www.imdb.com/title/tt0140379/ 1
4.MUCH ADO ABOUT NOTHING (1993, KENNETH BRANAGH, B) http://www.imdb.com/title/tt0107616/
15.O (2001, TIM BLAKE NELSON, B) ฉากที่จำได้ติดตาคือฉากที่ JOSH HARTNETT ถลกเสื้อโชว์กล้ามท้องขณะฉีดยา เพราะจริงๆแล้วฉากนั้นเขาไม่ต้องอวดกล้ามท้องตัวเองก็ได้ ดูแล้วรู้เลยว่าผู้กำกับใส่ฉากนั้นเข้ามาเพื่อขายเรือนร่าง JOSH HARTNETT โดยเฉพาะ ส่

วน SHAKESPEARE IN LOVE ชอบในระดับประมาณ A/A- ค่ะ สาเหตุที่ทำให้ชอบเรื่องนี้มากเพราะช่วงต้นๆเรื่องพระเอกทำท่าว่าจะชอบกวิเน็ธทั้งๆที่เขานึกว่ากวิเน็ธเป็นผู้ชาย มี

หนังบางเรื่องที่พาดพิงถึงเชคสเปียร์และก็ชอบมากๆเช่นกัน ซึ่งรวมถึง
1.SOUND AND FURY (JEAN-CLAUDE BRISSEAU, A+++++) เข้าใจว่าหนังเรื่องนี้มีการพาดพิงถึงแมคเบธ 2.FULL MOON IN NEW YORK (STANLEY KWAN, A+++++) หนังเรื่องนี้มีฉากที่ซิลเวีย ชางพูดพาดพิงถึงแมคเบธ
3.A TALE OF WINTER (ERIC ROHMER, A) เรื่องนี้มีการพาดพิงถึง WINTER’S TALE ของเชคสเปียร์
4.MEN OF RESPECT (1991, WILLIAM REILLY, B+) ดัดแปลงมาจาก MACBETH แต่ดิฉันยังไม่เคยดูแมคเบธแม้แต่เวอร์ชันเดียวเลยค่ะ เวอร์ชันที่อยากดูมากคงเป็นของโรมัน โปลันสกี

หนังที่ได้ดู
1.YESTERDAY GIRL (1966, ALEXANDER KLUGE, A+)
2.ARTISTS UNDER THE BIG TOP: PERPLEXED (1968, ALEXANDER KLUGE, A+)
3.THE PRESIDENT’S BARBER (2004, LIM CHAN-SANG, A-)
4.TAEGUKGI (2004, KANG JE-GYU, B)

ALL THE SORROW IN THE WORLD

ขอแสดงความเสียใจกับทุกคนที่สูญเสียเช่นกันค่ะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงจนสุดจะบรรยายจริงๆ หลายคนสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปในชั่วพริบตาเดียว อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว แต่พอหันหลังมา ก็หายลับไปแล้ว

แต่ก็ยังชื่นใจที่มีคนหลายคนอุทิศตนช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ขอให้สู้ต่อไปไม่ท้อถอยนะคะ

ในอดีตนั้น เคยดูข่าวภัยพิบัติในประเทศอื่นๆ ภัยน้ำท่วม, แผ่นดินไหว, แผ่นดินถล่ม ไม่ว่าจะในอิหร่าน, ตุรกี, บังคลาเทศ etc. เห็นคนตายจำนวนมาก เห็นภาพผู้คนในประเทศนั้นร้องไห้คร่ำครวญปิ้มว่าจะขาดใจ ก็รู้สึกสงสารพวกเขา แต่ก็แอบรู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่ “มันไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย” ก่อนหน้านี้ เคยมองเหตุการณ์เหล่านี้ว่ามันเป็นเพียง “ความทุกข์ความเจ็บปวดของคนประเทศอื่น” ก่อนหน้านี้ เคยดูข่าวคนตายเพราะน้ำท่วมในบังคลาเทศ แล้วก็รู้สึกชินชา รู้สึกไม่ค่อยสนใจอีกต่อไป คิดแต่เพียงว่า “บังคลาเทศอีกแล้วหรือนี่”

ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ามันทุกข์ขนาดไหน มันเจ็บปวดขนาดไหน มันเศร้าแสนสาหัสขนาดไหน ตอนนี้คงทำได้เพียงช่วยเหลือคนในไทยให้ดีที่สุด แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นกับประเทศอื่นๆอีก ก็คงจะไม่มองอีกต่อไปแล้วว่ามันเป็นเพียงความทุกข์ความเจ็บปวดของ “คนอื่น”

ขออวยพรให้ทุกๆคนและคนที่คุณรักแคล้วคลาดจากภยันตรายตลอดทั้งปี 2005 นะคะ

MASAYA KATO IS VERY HANDSOME

หนังที่ได้ดูในช่วงนี้

1.THE FEMALE PATRIOT (1979, ALEXANDER KLUGE) A++++++++++

หนังเล่าเรื่องของอะไรไม่รู้มากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องหลักๆอาจจะมีอยู่สองเรื่อง นั่นก็คือเรื่องของ “หัวเข่า” ของนายทหารเยอรมันคนหนึ่งที่เสียชีวิตในสมรภูมิสตาลินกราดในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยถึงแม้ทหารคนนั้นจะตายไปแล้ว แต่หัวเข่าของนายทหารคนนี้ก็ยังคงเล่าเรื่องต่างๆนานาของมันและของประวัติศาสตร์โลกต่อไป

ส่วนเรื่องที่สองเป็นเรื่องของครูสอนประวัติศาสตร์ (แสดงโดย HANNELORE HOGER จาก ARTISTS UNDER THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968, A+++++++)) ที่ตั้งคำถามกับหลักสูตรการเรียนการสอนประวัติศาสตร์เยอรมนีในโรงเรียน ดังนั้นเธอก็เลยพยายามขุดค้นหาข้อมูลวัตถุดิบทางประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง ด้วยการใช้จอบเสียมขุดลงไปในดินเรื่อยๆ และเธอก็พยายาม “ซึมซับ” ประวัติศาสตร์ ด้วยการเอาเลื่อย, ค้อน และสว่านมาเจาะทำลายตำราประวัติศาสตร์ และเอาเศษตำราเหล่านั้นไปผสมกับน้ำต้มเพื่อเอามาดื่มกิน

หนังเรื่องนี้อาจจะทำให้ชีวิตดิฉันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่ะ เพราะขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันพบว่าหัวสมองของดิฉัน คือ “ศัตรู” ที่สำคัญที่สุดของตัวเอง เพราะในช่วงแรกที่ดูหนังเรื่องนี้ สมองของดิฉันจะทำงานโดยอัตโนมัติ และจะพยายามทำความเข้าใจกับหนัง และพยายามหาทางเชื่อมโยงฉากต่างๆในหนังเข้าด้วยกัน แต่สักพักนึงดิฉันก็รู้ตัวว่าถ้าหากดิฉันหยุดคิดเมื่อใด ดิฉันจะจูนตัวเองให้เข้ากับหนังได้ในทันที ดังนั้นดิฉันก็เลยต้องคอยควบคุมความคิดของตัวเองตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่คิดปุ๊บ ดิฉันก็จะหยุดคิดปั๊บ และทำให้การดูหนังเรื่องนี้กลายเป็นความบันเทิงและความสุขอย่างมาก หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้และฝึกฝนที่จะต่อสู้กับ “การคิด” ของตัวเองอย่างดีมากเลยค่ะ และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ดิฉันได้สัมผัสกับความสุขของ “การหยุดคิด” อย่างที่แทบไม่เคยรู้สึกกับหนังเรื่องไหนมาก่อน

2.STRONGMAN FERDINAND (1976, ALEXANDER KLUGE) A

3.PARTY MONSTER (2003, FENTON BAILEY + RANDY BARBATO) A หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกย์ และเปิดฉายที่ HOUSERAMA ตอนนี้ค่ะ ชอบการแสดงของ SETH GREEN ในเรื่องนี้มาก

4.AMEN (2002, COSTA-GAVRAS) A-

5.BROTHER (2001, TAKESHI KITANO) B+

6.แจ๋ว B+/B

MOST DESIRABLE ACTOR

1.MASAYA KATO—BROTHER
ก่อนหน้านี้เขาเคยเล่นเรื่อง OKINAWA RENDEZ-VOUS กับ THE MYSTERY OF RAMPO (1994, A-) ดูเว็บไซท์ของเขาได้ที่ http://www.jap.co.jp/masaya/

2.CLAUDE MAKI-BROTHER
ก่อนหน้านี้เขาเคยเล่นหนังเรื่อง A SCENE AT THE SEA (1991, TAKESHI KITANO, A) และ BUDDIES (1989, YASUO FURUHATA, B)

ดิฉันเอาข้อมูลเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับอิงหมา เบิร์กแมน ไปแปะไว้ที่กระทู้ของคุณเจ้าชายน้อยค่ะ ถ้าใครสนใจก็ตามไปอ่านได้ที่ http://www.bioscopemagazine.com/review/index-in.php?id=13192