Monday, March 05, 2007
COPY FROM SCREENOUT PAGE 5.2
24 MARCH 2004
ใช่แล้วค่ะ Vidocq คือหนังที่ Depardieu เล่น แต่รู้สึกว่า Guillaume Canet (The Beach, Vidocq) จะไม่ได้เล่นเรื่อง The Adventures of Felix ค่ะ ดิฉันเองก็ยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง The Adventures of Felix เหมือนกัน แต่เช็คจาก imdb.com ดูแล้ว Canet ไม่ได้เล่นเรื่องนี้ (แต่ข้อมูลใน imdb.com เชื่อถือไม่ได้เสมอไป)
หนังของ Guillaume Canet (เกิดปี 1973) ที่น่าจะหาดูได้ในกรุงเทพ
1.THOSE WHO LOVE ME CAN TAKE THE TRAIN (1998, PATRICE CHEREAU, A+) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเกย์ และมี Vincent Perez (Indochine) รับบทเป็นกะเทยแปลงเพศ วิดีโอหนังเรื่องนี้น่าจะพอหาดูได้ค่ะ
สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตเกี่ยวกับ Patrice Chereau ก็คือ นอกจาก Those Who Love Me Can Take the Train แล้ว หนังเรื่อง His Brother (2003) และ The Wounded Man (1983) ที่เขากำกับก็มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเกย์เหมือนกัน
อ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่อง His Brother ได้ที่
http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=6619
2.IN ALL INNOCENCE (1998)
3.LA FIDELITE (2000)
ได้ข่าวว่าหนังเรื่อง Love Me If You Dare (2003, Yann Samuell) ที่ Canet แสดงดังมากเหมือนกัน หวังว่าหนังเรื่องนี้จะมีเข้ามาขายในไทยในอนาคต
ดูรูปของ Guillaume Canet :D ได้ที่
http://marky_mark.fm.interia.pl/canet.htm
ขอบคุณทุกคนมากค่ะที่ช่วยบอกรายชื่อหนังที่มีตัวประกอบเป็นเกย์มา หลายเรื่องดิฉันดูไปแล้วและก็ลืมไปแล้วว่ามีตัวละครเป็นเกย์อยู่ในนั้นด้วย
Together (A) ของ Lukas Moodysson เป็นหนังที่ดิฉันชอบมากที่สุดของเขาค่ะ จุดนึงที่ทำให้หนังเรื่องนี้ได้คะแนนความชอบสูงเพราะตัวละครที่เป็นเกย์ในเรื่องได้รับ “รางวัล” :D ในตอนท้าย ซึ่งหนังทั่วๆไปอาจจะไม่ค่อยมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นเท่าไหร่
จริงๆแล้วก็น่าลองศึกษาดูเหมือนกันว่าหนังเรื่องไหนตัวละครที่เป็นเกย์ได้ผู้ชายที่ตัวเองต้องการในตอนท้าย, ต้องตัดใจจากผู้ชายคนนั้นในตอนท้าย แต่ก็สามารถเชิดหน้าท้าชีวิตต่อไป (รู้สึกกรณีนี้จะมีเยอะ) หรือถูกผู้ชายคนนั้นทำร้ายหรือฆ่าตาย (ตัวอย่างเช่น The Laramie Project ซึ่งอันนี้คงไม่ถือเป็น spoiler เพราะทุกคนคงรู้จักคดีฉาวอันนี้ดีอยู่แล้ว)
ได้ข่าวว่า The Laramie Project มีวีซีดีลิขสิทธิ์เข้ามาในไทยนานมากแล้วด้วย แต่ดิฉันยังไม่ได้ไปหาซื้อมาเก็บไว้เลย
พอดีคุณ Kit เอ่ยถึงชื่อของ Jeremy Northam หนึ่งในดาราที่ดิฉันชอบมาก ดิฉันก็เลยขอนำลิสท์รายชื่อดาราอังกฤษในบทเกย์หรือในหนังเกี่ยวกับเกย์มาลงไว้ในที่นี้ด้วยค่ะ ลิสท์นี้เคยเอาไปลงในเว็บบอร์ด Bioscope แล้ว
นี่คือรายชื่อดาราชายอังกฤษที่พอมีชื่อในยุคปัจจุบันค่ะ (ไม่รวมเดิร์ค โบการ์ดที่ตายไปแล้ว) และรายชื่อหนังเกี่ยวกับเกย์ที่ดาราชายอังกฤษแต่ละคนเคยเล่น (แต่เขาไม่จำเป็นต้องรับบทเป็นเกย์ในเรื่องนั้น) หรือบทเกย์ที่เขาเคยเล่น (แต่บทนั้นอาจเป็นเพียงบทประกอบในหนังที่ focus ไปที่ heterosexual relationship) ตอนนี้นึกออกเพียงแค่นี้ ไม่รู้พอมีใครพอจะนึกออกอีกบ้าง
รายชื่อดาราชายอังกฤษยุคปัจจุบัน
(VD ในที่นี้หมายถึง This actor is Very Desirable in my personal point of view ไม่ได้หมายถึง venereal disease )
1. CHRISTIAN BALE—VELVET GOLDMINE (1998, Todd Haynes) A+ VD VD VD
2. ORLANDO BLOOM—WILDE (A) VD
3. JIM BROADBENT—THE CRYING GAME (A)
4. MICHAEL CAINE—DRESSED TO KILL (A)
5. ROBERT CARLYLE—PRIEST (A+)
6. DANIEL DAY-LEWIS--MY BEAUTIFUL LAUNDRETTE (A+) VD
7. CARY ELWES—ANOTHER COUNTRY VD
8. RUPERT EVERETT--ANOTHER COUNTRY VD
9. COLIN FIRTH—ANOTHER COUNTRY
10. HUGH GRANT—MAURICE (A)
11. RUPERT GRAVES—MAURICE, DIFFERENT FOR GIRLS (A-) VD
12. IOAN GRUFFUDD—WILDE (1997, Brian Gilbert) VD VD VD
13. JOHN HANNAH—MADAGASCAR SKIN (1995, Chris Newby)
14. JOHN HURT—LOVE AND DEATH ON LONG ISLAND (1997)
15. JASON ISAACS—SWEET NOVEMBER (2001)
16. JUDE LAW—WILDE, BENT, MIDNIGHT IN THE GARDEN OF GOOD AND
EVIL, THE TALENTED MR. RIPLEY VD VD
17. EWAN MCGREGOR—VELVET GOLDMINE VD
18. IAN MCKELLEN—BENT (A+)
19. KEVIN MCKIDD—BEDROOMS AND HALLWAYS (1998, Rose Troche)
20. JEREMY NORTHAM—HAPPY, TEXAS (1999) VD VD
21. GARY OLDMAN--PRICK UP YOUR EARS
22. CLIVE OWEN—BENT (1997, Sean Mathias) VD VD VD
23. STEPHEN REA—THE CRYING GAME
24. JONATHAN RHYS-MEYERS—VELVET GOLDMINE VD
25. LINUS ROACHE—PRIEST VD VD
26. TERENCE STAMP—THE ADVENTURES OF PRISCILLA, QUEEN OF THE
DESERT (A)
27. TOM WILKINSON—PRIEST, WILDE
28.ANTHONY HOPKINS--THE LION IN WINTER (A+)
29.TIMOTHY DALTON--THE LION IN WINTER (1968, Anthony Harvey)
เหมือนกับเคยได้ข่าวว่า Jeremy Northam เป็นตัวเลือกนึงของคนที่จะมารับบทเป็นเจมส์ บอนด์คนใหม่เหมือนกัน แต่คาดว่า Hugh Jackman คงมีภาษีดีกว่าในบทนี้ คิดๆไปแล้วทั้ง Jeremy Northam, Clive Owen หรือ Jude Law ต่างก็ใส่ชุดสูทแล้วดูหล่อทั้งหมดเลยค่ะ
หนังแนว My Best Friend Is Gay อีกเรื่องที่พึ่งนึกออกคือ Jacky (2000, Fow Pyng Hu, Brat Ljatifi, A+) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับหนุ่มชาวจีนในเนเธอร์แลนด์ค่ะ ดิฉันเคยเห็นวิดีโอหนังเรื่องนี้มีให้ยืมที่ร้านเฟม ถ้าใครชอบหนังเหงาๆนิ่งๆ ก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้ค่ะ
หนังฮอลลีวู้ดที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกย์อย่าง Philadelphia (B+), In & Out (A-) และ The Object of My Affection (A-) ดิฉันดูแล้วก็รู้สึกชื่นชมในความตั้งใจของคนสร้างที่พยายามนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับเกย์ค่ะ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนกันว่าหนังพวกนี้มันยัง “ไปไม่สุด”, มันยัง “ไม่แน่จริง” หรือมันยัง “ประนีประนอมสูง” ยังไงไม่รู้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังอินดี้หรือหนังเกย์เต็มตัว
ชอบพอล รัดด์มากเหมือนกันค่ะ แต่ก็ประหลาดใจตัวเองเหมือนกัน เพราะสิ่งที่ตัวเองประทับใจมากที่สุดใน The Object of My Affection กลับไม่ใช่บทของพอล รัดด์หรือบทของนางเอก แต่เป็นบทของชายแก่ในเรื่องนี้ ความรู้สึกเจ็บปวดของชายแก่ตอนที่เห็นเด็กหนุ่มของตัวเองปันใจไปให้พอล รัดด์ และฉากที่ชายแก่คุยกับนางเอกถึงเรื่องนี้ เป็นฉากที่โดนใจดิฉันเป็นการส่วนตัวอย่างมากๆค่ะ
เหตุผลส่วนตัวอีกอันนึงที่ทำให้ชอบ The Object of My Affection มาก เป็นเพราะพอดีได้บทเรียนที่ตรงกับปัญหาที่ตัวเองเจออยู่ในตอนนั้นค่ะ หนังเรื่องนี้จะมีประโยคนึงที่พูดว่า “You must pick up one and make it work” ซึ่งบทเรียนนี้ช่วยแก้ปัญหาให้ดิฉันได้ดีมาก ช่วงนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองอยากทำอะไรหลายๆอย่าง อยากทำอย่างนู้น อยากทำอย่างนี้ อยากเก่งในเรื่องนู้น อยากเก่งในเรื่องนี้ อยากซื้ออันนั้น แต่อันนี้ก็อยากซื้อ แต่ในที่สุดก็ต้องบอกกับตัวเองว่าชีวิตเราไม่สามารถได้ทุกอย่างตามที่เราต้องการ เราต้องเลือกว่าเราต้องการอะไรมากที่สุด แล้วก็ทำอันนั้นให้ได้ ส่วนอันอื่นๆก็ตัดใจจากมันไป
อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ The Shape of Things ที่นำแสดงโดยพอล รัดด์ได้ที่
http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=6619
While You Were Sleeping (1995, Jon Turteltaub) ก็เป็นหนังที่ชอบมากเรื่องนึงค่ะ สาเหตุนึงเป็นเพราะว่าตอนนั้นชอบ Bill Pullman มาก แต่หลังจากเห็นเขาไปเล่น ID4 ความรู้สึกชอบเขาก็ลดลงเรื่อยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร สงสัยเป็นเพราะวัยของเขา ((Pullman เกิดปี 1953)
ตอนนี้ Bill Pullman กำลังเล่นหนังเรื่อง Ju On (ผี...ดุ) เวอร์ชันฝรั่งอยู่ โดยได้ Takashi Shimizu มากำกับเหมือนเวอร์ชันญี่ปุ่น และมี Sarah Michelle Gellar กับ Jason Behr ร่วมแสดง
Jason Behr เป็นพระเอกละครชุด Roswell ค่ะ ดิฉันเคยชอบเขามากๆจากหนังเกย์เรื่อง Rites of Passage (A+) ซึ่งเป็นหนังที่โดนใจสุดๆ แต่เดาว่าใน Ju On ตา Jason Behr ไม่น่าจะได้มีโอกาสแสดงความหล่อล่ำของตัวเองมากเท่าไหร่
ดูรูปของ Jason Behr :D :D ได้ที่
http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=3823
Ryan Philippe ก็เป็นดาราที่เซ็กซี่มาก แถมยังได้โอกาสโชว์ความเซ็กซี่ของตัวเองในหนังหลายเรื่องด้วย ฉากที่เขาอาบน้ำใน I Know What You Did Last Summer คือฉากที่น่าประทับใจที่สุดฉากนึงในหนังสยองขวัญ (เพราะปกติหนังสยองขวัญจะมีแต่ฉากผู้หญิงอาบน้ำแล้วฆาตกรย่องมา ยกเว้นแต่หนังของ David Decoteau ที่สร้างหนังสยองขวัญที่เน้นขายเรือนร่างผู้ชายโดยเฉพาะ)
ดูรูปจากหนังชุด The Brotherhood ของ David Decoteau ได้ที่
http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=3823
รูปจากหนังเรื่อง Voodoo Academy และ LEECHES! ของ David Decoteau ดูได้ที่
http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=3848
เว็บไซท์ของ David Decoteau อยู่ที่
http://www.rapidheart.com
ดิฉันชอบรูปดาราในหนังเรื่อง Leeches! ของ David Decoteau มากเลยค่ะ เข้าไปดูรูปดาราจากหนังเรื่องนี้ได้ที่
http://www.rapidheart.com/galleries/LCH_Gal01/index.htm
ดูรูปดาราใน Leeches! :D :D :D แล้วก็ช่วยบอกด้วยนะคะว่าชอบเบอร์ไหนมากที่สุด ดิฉันชอบดาราเบอร์ 6 มากที่สุดค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเบอร์ 6 กับเบอร์ 7 เป็นคนเดียวกันหรือเปล่า ดูหน้าตาคล้ายๆกัน
ยังไม่ได้ดู Rabbit-Proof Fence ของ Philip Noyce เลยค่ะ แต่ดู The Quiet American ของ Philip Noyce แล้วชอบมาก
หนังของ Philip Noyce ที่เคยดู เรียงตามลำดับความชอบ
1.THE QUIET AMERICAN (A-)
2.DEAD CALM (A-) ชอบ Billy Zane ในหนังเรื่องนี้มากเลย ตอนนั้นเขายังดูปิ๊งมากๆ แต่หลังจากนั้น
อีกไม่กี่ปี เขาก็ดูจืดๆไปแล้ว
3.SLIVER (B) ชอบเพลงประกอบของ Enigma จากหนังเรื่องนี้มากค่ะ
4.PATRIOT GAMES (B-) แฮร์ริสัน ฟอร์ด แก่จัง
5.CLEAR AND PRESENT DANGER (B-) แฮร์ริสัน ฟอร์ด แก่จัง
6.THE BONE COLLECTOR (C+)
หวังว่า Philip Noyce คงหันมากำกับหนังดรามาอย่าง The Quiet American และ Rabbit-Proof Fence ต่อไปเรื่อยๆนะคะ ไม่ค่อยอยากให้เขากำกับหนังแอคชันเท่าไหร่
เคยฟังเพลงบางเพลงของ Eartha Kitt แล้วชอบมากค่ะ เพลงของเธอแร่ดมากๆ จำได้ว่าใน DJ Station สมัยก่อน จะมีนางโชว์คนนึงถนัดมากในการลิปซิงค์เพลงของ Eartha Kitt ซึ่งเพลงของเธอเป็นเพลงที่ลิปซิงค์ตามได้ยากมาก
เคยเห็น Eartha Kitt ไปปรากฏตัวในหนังสารคดีเรื่อง Unzipped ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวงการแฟชันด้วย
ชอบนางเอก Lost in Translation มากค่ะ อ่านใน Bioscope เห็นบอกว่าผู้กำกับได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Michelangelo Antonioni ตอนที่ตัวเองไปดู Lost in Translation เห็นหน้านางเอกหนังเรื่องนี้ ก็เลยนึกไปถึงอารมณ์หน้าของ Monica Vitti นางเอกขาประจำของ Antonioni ด้วย ดิฉันรู้สึก (หรืออาจจะอุปาทานไปเอง) ว่า อารมณ์ในใบหน้าของ Johansson บางมุม มันมีส่วนคล้ายอารมณ์ในใบหน้าของ Monica Vitti ยังไงไม่รู้ แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือในขณะที่ Johansson รับบทเป็นผู้หญิงธรรมดา Monica Vitti ในหนังอย่าง The Eclipse จะรับบทเป็นผู้หญิงที่มี “ความลึกลับ” สูงกว่า, มี “ความคาดเดาไม่ได้” มากกว่า และมี “ความทุกข์ทรมานเร้นลับในจิตใจที่อธิบายไม่ถูก” ซึ่งจุดนี้เลยทำให้หนังของ Vitti มีมนตร์เสน่ห์แบบเร้นลับที่ถูกใจดิฉันมาก
ถ้าใครดู Lost in Translation แล้วสนใจหนังของ Antonioni ก็ขอแนะนำให้ดูหนังเรื่อง The Eclipse (A+) ของเขาค่ะ เนื้อหาของหนังเรื่องนี้อาจจะไม่คล้าย Lost in Translation แต่อารมณ์ของ The Eclipse มันเหวอๆดี และที่สำคัญก็คือ Alain Delon พระเอกของ The Eclipse หล่อมากๆ :D ตอนจบของ The Eclipse ก็ถูกใจดิฉันอย่างสุดๆด้วย ในขณะที่ตอนจบของ Lost in Translation ไม่ค่อยถูกใจดิฉันมากเท่าไหร่
ในหนังเรื่อง The Eclipse โมนิกา วิตตี รับบทเป็น “translator” ค่ะ
หนังอีกเรื่องนึงของ Antonioni ที่พระเอกหล่อมาก ก็คือเรื่อง Beyond the Clouds (A+) ที่มีพระเอกหลายคน และหนึ่งในนั้นก็คือ Kim Rossi-Stuart ใครดูหนังเรื่องนี้แล้ว รู้สึกอย่างไรกับ Kim Rossi Stuart ก็บอกมาได้นะคะ
ดูรูปของ Kim Rossi Stuart ได้ที่
http://www.risorsefree.net/uominifamosi/kim-rossi-stuart.htm
http://www.risorsefree.net/uominifamosi/stuart8.htm
ดิฉันดูรูปของ Kim Rossi Stuart แล้วรู้สึกอยากตายค่ะ :D :D :D
Sunday, March 04, 2007
SMOKIN' ACES (JOE CARNAHAN, A+++++)
ได้เข้าไปดูเว็บไซท์ ANDREW CHRISTIAN ที่คุณอ้วนแนะนำแล้ว รู้สึกชอบมากๆเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะที่แนะนำเว็บไซท์นี้
http://www.andrewchristian.com/advertising.htm
http://www.andrewchristian.com/advertising/acswim-Simon-BlueTowel.jpg
http://www.andrewchristian.com/advertising/andrewchristian-skateboard.jpg
http://www.andrewchristian.com/advertising/ac-underwear-biz02.jpg
http://www.andrewchristian.com/advertising/ac-underwear-biz14.jpg
http://www.andrewchristian.com/gallery/luis-9024b1.jpg
http://www.andrewchristian.com/gallery/michael-wristband.jpg
http://www.andrewchristian.com/gallery/bart-7090blk1.jpg
ได้ข่าวว่าคุณอ้วนชอบ THE LIVES OF OTHERS (2006, FLORIAN HENCKEL VON DONNERSMARCK, A+++++++++++++++) มากๆ ก็เลยจะบอกว่า เห็นนิยายของ CHRISTA WOLF วางขายอยู่ที่ PLAYGROUND ซอยทองหล่อด้วย CHRISTA WOLF คนนี้เป็นนักเขียนหญิงที่โด่งดังมากในเยอรมันตะวันออก ถ้าหากใครสนใจชีวิตในเยอรมันตะวันออก ก็อาจจะอ่านได้จากนิยายของเธอ โดยเฉพาะเรื่อง WHAT REMAINS
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ CHRISTA WOLF ก็คือว่า เธอเคยทำงานเป็น informant ให้กับตำรวจลับ STASI ของเยอรมันตะวันออกระหว่างปี 1959-1961 ด้วย แต่ตำรวจลับ STASI ไม่ค่อยสนใจในข้อมูลที่ได้รับจากเธอ ก็เลยหันมาตรวจสอบเธอเสียเองในช่วงทศวรรษ 1960-1980
Christa Wolf is the best-known writer to emerge from East Germany. Her first major success came in 1963 with Divided Heaven. Other works include: The Quest for Christa T. and Cassandra. She received the Heinrich Mann Prize (1963) and the Schiller Memorial Prize (1983). She lives in Germany.
ตัวอย่างหนังสือของ CHRISTA WOLF
1.PATTERNS OF CHILDHOOD (1984)
หนังสือเล่มนี้ถูกใช้เป็นหนังสือเรียนในโรงเรียน
http://ec2.images-amazon.com/images/P/0374518440.01._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg
Wolf writes in a way that does not allow the reader to remain passive (which upset some students who wanted the author to do all the work) nor does she allow the Hitler years to become an object of the past (which would allow contemporary readers to remain uncritical of their present society). She wants the reader to consider current issues by using her particular childhood as springboard for thought. Wolf places German suffering in its proper context. She acknowledges that many Germans suffered but she never allows the reader to forget the greater suffering of the Jews and other victims of Nazi hatred. Most remarkable of all, Wolf does not paint herself as a childhood hero bur rather as a typical German young person of the time. She reminds Germans that Germany was responsibility for the war. She also makes it clear (by quoting articles from the local newspaper) that Germans knew far more about the horrible events than they later admitted.
2.ONE DAY A YEAR
หนังสือเล่มนี้บันทึกความคิดทุกอย่างของคริสตา วูลฟ์ในวันที่ 27 ก.ย. ของทุกๆปีตั้งแต่ปี 1960-2000 โดยหนังสือเล่มนี้รวบรวมความคิดของคริสตา วูลฟ์เป็นเวลา 40 วัน ใน 40 ปีเข้าด้วยกัน
http://ec2.images-amazon.com/images/P/1933372222.01._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg
http://ec2.images-amazon.com/images/P/3442734126.03._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg
In 1960, East German writer Christa Wolf received a phone call from a Moscow newspaper asking if she would describe her experiences on a single day, September 27, "as precisely as possible." She was intrigued by the request and has continued recording her thoughts and feelings on that day ever since. This book collects forty of these intimate essays, written between 1960 and 2000. Wolf, one of the most important authors of the twentieth century, writes about the demands and rewards of being a wife and mother and contemplates national and global events during the course of that one day a year.
3.CASSANDRA: A NOVEL AND FOUR ESSAYS
http://ec1.images-amazon.com/images/P/3630620736.03._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg
In this volume, the distinguished East German writer Christa Wolf retells the story of the fall of Troy, but from the point of view of the woman whose visionary powers earned her contempt and scorn. Written as a result of the author's Greek travels and studies, Cassandra speaks to us in a pressing monologue whose inner focal points are patriarchy and war. In the four accompanying pieces, which take the form of travel reports, journal entries, and a letter, Wolf describes the novel's genesis. Incisive and intelligent, the entire volume represents an urgent call to examine the past in order to insure a future.
--ศิลปินหญิงอีกคนที่น่าสนใจจากเยอรมันตะวันออก คือ CORNELIA SCHLEIME ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์และตากล้อง และได้รับสมญานามว่าเป็น CINDY SHERMAN แห่งเยอรมันตะวันออก โดยตัวคอร์เนเลียเองนั้นก็ถูกตำรวจลับเยอรมันตะวันออกเฝ้าจับตามองและทำบันทึกประวัติติดต่อกันนานหลายปีเหมือนกัน
เมื่อเยอรมันตะวันออกล่มสลาย และ CORNELIA ได้ดูแฟ้มบันทึกรายงานของตำรวจลับที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของเธอเอง เธอก็เลยนำแรงบันดาลใจจากแฟ้มดังกล่าวมาสร้างเป็นงานนิทรรศการภาพถ่ายชื่อ HERE’S TO FURTHER FRUITFUL COOPERATION NO. 7284/85
เว็บไซท์ของ CORNELIA SCHLEIME
http://www.cornelia-schleime.de/index.html
ประวัติของ CORNELIA SCHLEIME
http://hosting.zkm.de/ctrlspace/discuss/msgReader$307?mode=day&print-friendly=true
ตัวอย่างผลงานของ CORNELIA SCHLEIME
http://www.cornelia-schleime.de/images/conny-im-wasser-b500.jpg
http://www.cornelia-schleime.de/images/film-conny-lesend-b500.jpg
http://www.cornelia-schleime.de/images/film-unter-tuechern2-b500.jpg
http://www.cornelia-schleime.de/images/conny-bemalt-1981-b300.jpg
http://www.cornelia-schleime.de/images/kinderwagen-zopf-b500.jpg
ตอบคุณ KICHO
If I am not ashamed to be naked, am I a whore?
ตอนแรกดิฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่า คุณ KICHO เป็น WHORE หรือเปล่า แต่หลังจากได้ไปกินข้าวกับคุณ KICHO ในวันอาทิตย์ที่แล้ว ดิฉันก็พบว่าดิฉันชื่นชอบคุณ KICHO มากค่ะ เนื่องจากคุณ KICHO สร้างเสียงหัวเราะให้กับเพื่อนๆได้ตลอดเวลา และคุณ KICHO ก็ยอมให้คุณ LUNAR รังแกหลายครั้งโดยไม่โกรธแต่อย่างใด ดังนั้นดิฉันจึงขอยกให้คุณ KICHO เป็น HERO คนนึงของดิฉันค่ะ
สมการประจำวัน
KICHO = MY HERO
WHORE = MY HERO
KICHO = WHORE
ตอบน้อง ZM
ขอบคุณมากค่ะที่เอาข้อมูลของ LEE BRENNAN มาฝาก
ได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่อง ZYZZYX ROAD ที่น้องเอามาแปะแล้ว ก็รู้สึกสงสารหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก นิตยสาร FILM COMMENT บอกว่าหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้าง 2 ล้านดอลลาร์ และก็ใช้ดาราที่คนพอจะรู้จักดี แต่กลับทำเงินได้ 30 ดอลลาร์เท่านั้น หรือเท่ากับว่าขายตั๋วได้เพียง 3 ใบ
FILM COMMENT ยังรายงานอีกด้วยว่า ปีที่แล้วมีหนังที่ได้รับการจัดจำหน่ายในโรงภาพยนตร์ในสหรัฐสูงถึง 563 เรื่อง สูงกว่าปี 2005 ที่มีหนังได้รับการจัดจำหน่าย 535 เรื่อง และเทียบกับปี 1995 ที่มีหนัง 370 เรื่อง และปี 1985 ที่มี 180 เรื่อง หรือไม่ถึง 1/3 ของจำนวนหนังที่ฉายในปัจจุบัน
แนวโน้มนี้เป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับผู้กำกับภาพยนตร์อิสระที่ต้องการให้หนังของตัวเองได้รับการฉายโดยไม่หวังผลกำไร เพราะหนังอินดี้ที่ได้รับการจัดจำหน่ายในสหรัฐในปี 2006 มีจำนวนสูงมากๆ และหนังพวกนี้ก็ขาดทุนย่อยยับกันเกือบหมด แต่ผู้สร้างหนังกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายหลักในการทำกำไรอยู่แล้ว แต่มีจุดมุ่งหมายหลักในการทำให้หนังของตัวเอง “มีคนได้ดูบ้าง” เท่านั้นเอง
แม้แต่หนังอินดี้ที่ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์อย่างรุนแรง ก็ทำรายได้ต่ำมากเช่นกัน อย่างเช่น OLD JOY (2006, KELLY REICHARDT) ที่คว้ารางวัลใหญ่มาได้จากเทศกาลหนังรอตเตอร์ดัม ก็ทำรายได้ติดอันดับ 300 ของปีที่แล้ว และทำรายได้เพียง 165,000 ดอลลาร์เท่านั้น
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B000N2HDG4.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V45806802_.jpg
ส่วนอันดับ 400 ประจำปี 2006 เป็นของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง PAPER DOLLS (2006, TOMER HEYMANN) ที่ทำรายได้ 35,000 ดอลลาร์ โดยหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มกะเทยฟิลิปปินส์ที่เดินทางไปทำงานดูแลผู้ชายวัยชราชาวยิวในอิสราเอล
http://www.imdb.com/title/tt0783681/
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B000L43AO8.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V45236409_.jpg
http://www.filmsalescorp.com/graphic.php?gid=127
TOMER HEYMANN ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง PAPER DOLLS นี้เคยเดินทางมากรุงเทพเพื่อร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ในเดือนต.ค.ปี 2004 เพราะตอนนั้นหนังสารคดีของเขาเรื่อง AVIV หรือ F***ED UP GENERATION (2003, A-/B+) มาเปิดฉายในงานด้วย โดยหนังสารคดีเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอาวิฟ เกเฟน นักร้องหนุ่มชาวอิสราเอลที่เป็นไบเซ็กชวล และต้องประสบปัญหาจากความผันผวนทางการเมืองในอิสราเอล ถ้าจำไม่ผิด อาวิฟคนนี้ค่อนข้างต่อต้านพวกเคร่งศาสนาชาวยิว/อนุรักษ์นิยม/ชาตินิยม แต่เขาก็ทำให้ฝ่ายเสรีนิยมโกรธเขาด้วยเหมือนกัน เพราะเขาไม่ยอมไปร่วมงานคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นเพื่อประชาชนอิสราเอลที่ปฏิเสธการเกณฑ์ทหาร (เพราะการเกณฑ์ทหารในอิสราเอลอาจนำมาซึ่งการทำร้ายชาวปาเลสไตน์ หรือการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ชาติอื่นๆ) ทั้งๆที่เขาเคยให้สัญญาในตอนแรกว่าจะไปร่วมงานนี้ โดยอาวิฟให้เหตุผลว่าที่เขาตัดสินใจไม่ไปร่วมแสดงในงานคอนเสิร์ตนี้ เพราะเขาถูกกดดันจากพ่อของเขาอย่างรุนแรงไม่ให้ไปร่วมงานนี้
http://www.israelfilmfestival.com/iff03/images/aviv_large.jpg
TOMER HEYMANN เคยกำกับหนังสารคดีที่น่าสนใจมากๆอีกเรื่องนึง ซึ่งก็คือเรื่อง IT KINDA SCARES ME (2001) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับตัว TOMER เองขณะร่วมมือกับเด็กหนุ่มวัยรุ่นกลุ่มนึงในการสร้างละครเวที โดยจุดสำคัญในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือการที่ TOMER ประกาศต่อเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ในเวลาต่อมาว่าเขาเป็นเกย์ และสิ่งนี้สร้างความตกใจอย่างมากให้กับเด็กหนุ่มกลุ่มนี้
This tough Israeli film concentrates on Tomer, a youth group leader in a small town near Tel Aviv who motivates a group of deliquent adolescent boys to create a play. The communal production goes through a number of shifts and changes, especially when the first writer departs abruptly to Canada. In a startling development soon afterwards, Tomer announces to the group that he is gay. For the straight boys in the gang, this is a shock; their process of adjustment forms a major thread in the play and the documentary. Directed by Tomer Heymann, this film has a rough-hewn vitality that matches the energy of the teenage boys
TOMER HEYMANN สร้างหนังสารคดีเกย์ติดต่อกันถึง 3 เรื่อง และนั่นทำให้เขาคงเป็นผู้กำกับหนังเกย์แถวหน้าคนนึงของอิสราเอล ร่วมกับ EYTAN FOX ซึ่งกำกับหนังเกย์เรื่อง YOSSI & JAGGER (2002), WALK ON WATER (2004) และ THE BUBBLE (2006)
EYTAN FOX
http://www.iddistribution.com/assets/images/photo_real.jpg
ตอบคุณแฟรงเกนสไตน์
พูดถึงงานออสการ์ปีนี้แล้ว ก็ชอบการแสดงของนักแสดงบนเวทีที่ใช้เงาของตัวเองทำเป็นรูปประกอบภาพยนตร์เรื่องต่างๆ เป็นการแสดงที่แปลกตาและเก๋ไก๋ดี
รู้สึกเฉยๆกับการที่ THE DEPARTED (A+/A) ได้ออสการ์ เพราะ
1.ชอบหนังเรื่องนี้มาก แต่ไม่ถึงขั้นมากขนาดที่อยากให้ได้ออสการ์ และโดยส่วนตัวแล้ว รู้สึกชอบหนังเรื่อง GANGS OF NEW YORK (A+) และ THE AVIATOR (A+) มากกว่า THE DEPARTED แต่ก็ไม่ได้ชอบหนังสองเรื่องนั้นมากถึงขนาดที่อยากให้ได้ออสการ์เช่นกัน
2.แต่ก็รู้สึกดีใจเล็กน้อยที่ THE DEPARTED ได้ออสการ์ เพราะชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า BABEL (A) และ THE QUEEN (A) ส่วน LETTERS FROM IWO JIMA นั้นไม่ค่อยอยากให้ได้ออสการ์ เพราะถึงแม้ว่าหนังอาจจะดีมาก แต่ CLINT EASTWOOD ก็ดูเหมือนได้ออสการ์ไปมากพอแล้ว ส่วน LITTLE MISS SUNSHINE นั้นไม่มีความเห็นเพราะยังไม่ได้ดู
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่าน่าจดจำมากๆสำหรับปีนี้ ก็คือการที่ปีนี้เป็นปีที่ดิฉันชอบภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลแรซซี WORST PICTURE มากกว่าภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์ BEST PICTURE โดยภาพยนตร์ที่ได้รางวัล WORST PICTURE ในปีนี้ก็คือ BASIC INSTINCT 2 (2006, MICHAEL CATON-JONES, A+) ที่มีตัวละครหญิงที่น่าหลงใหลอย่างสุดๆอย่าง CATHERINE TRAMELL
ภาพยนตร์ที่เข้าชิงรางวัลยอดแย่หลายเรื่องในปีนี้ ก็เป็นภาพยนตร์ที่ชอบมากเช่นกัน อย่างเช่น
--THE WICKER MAN (2006, NEIL LABUTE, A+)
--LADY IN THE WATER (A)
--EMPLOYEE OF THE MONTH (2006, GREG COOLIDGE, A)
--รู้สึกดีใจอย่างสุดขีดที่ THE LIVES OF OTHERS ได้ออสการ์ เพราะชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า WATER (A+) และ DAYS OF GLORY (A+) แต่ยังไม่ได้ดู PAN’S LABYRINTH กับ AFTER THE WEDDING
J.HOBERMAN เขียนวิจารณ์ THE LIVES OF OTHERS ไว้ใน VILLAGE VOICE ด้วย อ่านได้ที่นี่ค่ะ
http://www.villagevoice.com/film/0706,hoberman,75745,20.html
J. HOBERMAN เขียนตำหนิ THE LIVES OF OTHERS ด้วยเหมือนกัน แต่ดิฉันก็ไม่ว่าอะไร เพราะถ้าหากมองในแง่ศิลปะ หนังเรื่องนี้ก็คงมีจุดบกพร่องอยู่แล้ว แต่ถ้าหากมองในแง่หนังที่ให้ความสุขแก่ผู้ชมแล้ว หนังเรื่องนี้ก็คงเป็นหนึ่งในหนังที่ให้ความสุขที่สุดแก่ดิฉันเรื่องนึงในปีนี้
คุณมโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ก็เคยเขียนวิเคราะห์ THE LIVES OF OTHERS ไว้อย่างดีมากๆในนิตยสาร FLICKS ด้วยเหมือนกัน
J.HOBERMAN ระบุอีกด้วยว่า หนังอีกเรื่องนึงที่นำเสนอประเด็นเดียวกัน แต่ทำออกมาได้ดีกว่า THE LIVES OF OTHERS ก็คือหนังสารคดีเรื่อง THE DECOMPOSITION OF THE SOUL (2002, NINA TOUSSAINT + MASSIMO IANNETTA)
http://www.imdb.com/title/tt0388910/
http://www.indiewire.com/movies/decomposition_iw.jpg
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ THE DECOMPOSITON OF THE SOUL ได้ที่
http://www.indiewire.com/movies/2007/02/review_echo_cha.html
ตอบน้อง merveillesxx
เห็นน้องเป็นแฟนหนังญี่ปุ่น ก็เลยจะบอกว่าดีวีดีหนังญี่ปุ่นเฮี้ยนสุดๆที่ห้ามพลาดเป็นอันขาดก็คือ
1.THE FIRST CONTACT (2006, KATSUHITO ISHII)
ดีวีดีออกแล้วที่ร้านพี่คนนั้น
2.WHO’S CAMUS ANYWAY (2005, MITSUO YANAGIMACHI)
http://www.jjflix.net/detail.asp?id=936&Table=CD_NewRelease
ตอบคุณ pc
ขอบคุณมากค่ะที่เอาคลิป CUT PIECE ของ YOKO ONO มาให้ดู ชอบมากๆเลยค่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=d1hekrMheGk
ดูคลิปการแสดงอันนี้แล้วก็นึกถึงหนัง/มินิซีรีส์/มิวสิควิดีโอหลายๆเรื่อง อย่างเช่น
1.มินิซีรีส์เรื่อง JOHN AND YOKO: A LOVE STORY (1985, SANDOR STERN, B+) ที่เคยมาฉายทางช่อง 3 ฉากนึงที่น่าประทับใจในมินิซีรีส์เรื่องนี้คือฉากที่จอห์นเจอกับโยโกะครั้งแรกๆในงานแสดงศิลปะของโยโกะ โดยที่โยโกะเขียนคำคำนึงไว้บนกำแพง แต่เขียนไว้ในขนาดตัวอักษรที่เล็กจิ๋วมากที่ระดับสูงบนกำแพง คนที่จะอ่านคำๆนี้ออกต้องปีนกระไดขึ้นไปอ่าน และต้องใช้แว่นขยายในการอ่านด้วย (ถ้าจำไม่ผิด)
http://www.imdb.com/title/tt0089380/
2.มิวสิควิดีโอเพลง NUMB ของ U2 ที่ THE EDGE ให้คนหลายๆมากระทำอะไรต่างๆนานาต่อตัวเขา mvนี้กำกับโดย KEVIN GODLEY
ดู mv นี้ได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=H2lbiS1fris
ดูรายชื่อผลงานการกำกับของ KEVIN GODLEY ได้ที่
http://www.mvdbase.com/tech.php?last=Godley&first=Kevin
3. ภาพยนตร์โครเอเชียเรื่อง PERSONAL CUTS (1982, SANJA IVEKOVIC, A+) ที่เคยมาเปิดฉายในกรุงเทพในช่วงปลายปี 2001 โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงคนนึงที่เอาถุงน่องสีดำคลุมศีรษะของตัวเองจนหมด แล้วค่อยๆใช้กรรไกรตัดชิ้นส่วนถุงน่องออกไปทีละส่วน จนกระทั่งหัวของเธอปรากฏออกมาอย่างเต็มๆ
อันนี้เป็นภาพถ่าย DOUBLE LIFE (1975, SANJA IVEKOVIC)
http://www.artmargins.com/content/art/stokic/3_snaja_ivekovic_double_life.jpg
GEN XX (2000, SANJA IVEKOVIC)
http://www.artmargins.com/content/art/stokic/1_sanja_ivekovic_genxx.jpg
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SANJA IVEKOVIC ได้ที่
http://www.artmargins.com/content/feature/stokic.htm
4.RELEASE (YUNG-HSIEN CHEN, A+)
ภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่งมาเปิดฉายในกรุงเทพในช่วงกลางปี 2006 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้ชายคนนึงที่ใช้เชือกขนาดยาวรัดใบหน้าของตัวเองจนแน่นไปหมด และเขาค่อยๆใช้กรรไกรตัดเชือกออกไปทีละเปลาะๆ ดูแล้วรู้สึกว่าศิลปินคงทรมานอย่างสุดขีดตอนที่ถูกเชือกรัด (ถ้าหากเขาไม่ได้ใช้เทคนิคพิเศษในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้นะ)
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ YUNG HSIEN-CHEN ได้ที่
http://www.changsgallery.com.tw/a_07_chen.htm
อันนี้เป็นภาพจากภาพยนตร์เรื่อง HEAD ON THE PLATE IN & OUT (2001, YUNG-HSIEN CHEN)
http://www.changsgallery.com.tw/images/artists/chen_01.gif
HEAD ON THE PLATE – GRASSING (2001, YUNG-HSIEN CHEN)
http://www.art-taipei.com/elaasia2006/images/img_13.jpg
5.PHYSICAL REQUIREMENTS FOR AN ARTIST, 2ND ENJOY YOURSELF IN EVERY CONDITION (2000, JANG JIA, A)
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ศิลปินหญิงคนนึงยืนอยู่เฉยๆ และให้ผู้คนขว้างปาไข่เข้าใส่เธอ ในขณะที่เธอพยายามทำหน้าระริกระรื่นต่อไป
http://www.kopenhagen.dk/billeder/reportage/seoul_until_now_charlottenborg/
http://www.kopenhagen.dk/uploads/pics/seoul_0705_62.jpg
http://www.kopenhagen.dk/uploads/pics/seoul_0705_63.jpg
http://www.kopenhagen.dk/uploads/pics/seoul_0705_64.jpg
http://www.kopenhagen.dk/uploads/pics/seoul_0705_65.jpg
http://www.kopenhagen.dk/uploads/pics/seoul_0705_67.jpg
6.OPEN REEL (1976, DALIBOR MARTINIS)
ในภาพยนตร์โครเอเชียเรื่องนี้ ศิลปินคนนึงใช้กล้องวิดีโอบันทึกภาพของตัวเขา แต่พอวิดีโอเทปม้วนแรกบันทึกภาพเสร็จ เขาก็เอาเทปจากวิดีโอนั้นมาพันหัวของตัวเองไปเรื่อยๆ ขณะที่ให้กล้องบันทึกภาพการกระทำนั้นลงวีดีโอเทปม้วนที่สอง จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ CUT PIECE ของ YOKO ONO นอกจากว่ามันเป็นหนังที่บันทึกภาพการแสดงแบบ PERFORMANCE ARTIST เรื่องนึงเท่านั้นเอง และในขณะที่ YOKO ONO ถูกตัดเสื้อผ้าออกไปจากตัวเรื่อยๆ DALIBOR MARTINIS กลับเอา “เทปบันทึกภาพตัวเอง” มาพันหัวมากขึ้นเรื่อยๆ
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DALIBOR MARTINIS ได้ที่
http://www.dalibormartinis.com/
ผลงานของ DALIBOR MARTINIS
6.1 OPEN REEL
http://dalibor.wave-tech.com/slike/659_OpenReel1.jpg
6.2 VIDEO IMMUNITY (1978)
http://dalibor.wave-tech.com/slike/663_Video-Immunity2l.jpg
6.3 CHANOYU (1983)
http://dalibor.wave-tech.com/slike/667_Chanoyu.jpg
6.4 SUPPER AT LAST (1990-1992)
http://dalibor.wave-tech.com/slike/513_Supper-at-Last.jpg
6.5 PRISM (1997)
http://dalibor.wave-tech.com/slike/605_PrizmaFinal1m.jpg
--ตัวดิฉันเองนั้นแทบไม่เคยดูการแสดงแบบ PERFORMANCE ART มาก่อน เคยได้ดูก็แต่ภาพยนตร์ที่บันทึกภาพการแสดงคล้ายๆ PERFORMANCE ART โดยเฉพาะภาพยนตร์ชุด PERFORMATIVITY ที่มาเปิดฉายที่หอกลาง จุฬาในปีก่อน
พูดถึงการแสดงแบบ PERFORMANCE ART แล้ว ก็นึกถึงการแสดงที่อยากดูมากๆของ CAROLEE SCHNEEMANN การแสดงนี้มีชื่อว่า UP TO AND INCLUDING HER LIMITS (1973-1976) โดยในการแสดงนี้ CAROLEE จะเปลือยกายต่อหน้าผู้ชมเป็นเวลาประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยเธอจะห้อยตัวลงมาจากเพดานโดยใช้เชือกป่านอะไรสักอย่างรั้งขาเธอไว้ และเธอก็จะใช้สีเครยองขีดเขียนไปตามพื้นและผนังกำแพงขณะห้อยตัวอยู่อย่างนั้นด้วย
http://www.caroleeschneemann.com/works.html
Up To And Including Her Limits was the direct result of Pollock's physicalized painting process....
I am suspended in a tree surgeon's harness on a three-quarter-inch manila rope, a rope which I can raise or lower manually to sustain an entranced period of drawing– my extended arm holds crayons which stroke the surrounding walls, accumulating a web of colored marks. My entire body becomes the agency of visual traces, vestige of the body's energy in motion."
การแสดงอีกอันนึงที่อยากดูมากคือการแสดง THE YEAR OF THE ROPE (1983) ของ LINDA MONTANO + TEHCHING HSIEH ที่ใช้เวลานาน 1 ปี โดยในการแสดงนี้ ศิลปินสองคนข้างต้นได้เอาเชือกมาผูกโยงคนทั้งสองเข้าด้วยกันเป็นเวลา 1 ปี และทั้งสองต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกับเชือกเส้นนี้ โดยที่ห้ามสัมผัสแตะต้องตัวกันเลย
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ THE YEAR OF THE ROPE ได้ที่
http://www.communityarts.net/readingroom/archivefiles/2002/09/year_of_the_rop.php
STATEMENT
We, LINDA MONTANO and TEHCHING HSIEH, plan to do a one year performance.
We will stay together for one year and never be alone. We will be in the same room at the same time, when we are inside. We will be tied together at the waist with an 8 foot rope. We will never touch each other during the year.
The performance will begin on July 4, 1983, at 6 p.m., and continue until July 4, 1984, at 6 p. m.
--With masterful simplicity of means, Tehching Hsieh and Linda Montano created a year-long art epic. Each of the artists' past works had strangely prepared them for the endurance of the rope. The rope provided an extended and controlled shock to the patterns of their lives. Not separate, yet not a "couple," the two artists' work took on layer after layer of meaning. The reality of the rope became the symbol of relationship...the difficulty of relationships...the inescapability of interdependence... The rope made visible the psychic bond that exists between any two people in close relationship and told the truth that we are each alone yet connected.
ภาพยนตร์ที่ได้ดูในวันเสาร์ที่ 3 มี.ค. 2007
1.SMOKIN’ ACES (2007, JOE CARNAHAN, A+++++)
http://www.imdb.com/title/tt0475394/
ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะไม่มีคุณค่าทางศิลปะหรือทางสังคมแต่อย่างใด แต่สำหรับความรู้สึกส่วนตัวแล้ว หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังที่ให้ความรู้สึกสนุก, ตื่นเต้น, ลุ้นระทึกที่สุดสำหรับดิฉันนับตั้งแต่ X-MEN: THE LAST STAND (2006, BRETT RATNER, A+) เป็นต้นมา ฉากลิฟท์ขึ้นในหนังเรื่องนี้เป็นฉากที่ทำให้ดิฉันรู้สึกหัวใจจะวาย ซึ่งนั่นเป็นความรู้สึกที่เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายเดือนแล้ว
ดิฉันเดาว่า สาเหตุที่ SMOKIN’ ACES ให้ความสุขอย่างสุดๆแก่ดิฉันได้นั้น อาจจะเป็นเพราะ
1.1 หนังเรื่องนี้มีคุณสมบัติคล้ายกับ X-MEN: THE LAST STAND และ SWORDSMAN II (1992, CHING SIU-TUNG, A+++++) ที่ให้ความลุ้นระทึกแก่ดิฉันมากๆเหมือนกัน เพราะว่าหนังสามเรื่องนี้
1.1.1 มีตัวละครหลายตัว
1.1.2 ตัวละครทุกตัวมีอิทธิฤทธิ์สูงมาก ไม่ใช่มีแค่พระเอกกับผู้ร้ายตัวเอ้ที่มีอิทธิฤทธิ์สูง
1.1.3 ตัวละครทุกตัวตบกันแหลก ตบกันแหลก
1.2 หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันเดาไม่ถูกจริงๆว่าใครจะอยู่หรือใครจะตาย เพราะว่า
1.2.1 ดิฉันไม่รู้ว่าตัวละครตัวใดเป็นพระเอกหรือนางเอกของหนังเรื่องนี้
1.2.2 ตัวละครที่รับบทโดยดาราดัง ก็ตายได้ง่ายๆเหมือนกับตัวละครที่รับบทโดยนักแสดงโนเนม
1.2.3 สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ ก็คือว่าตัวละครหลายตัวเป็นคนเลว และไม่ว่าตัวละครคนไหนจะเป็นคนดี, คนเลวน้อย หรือคนเลวมาก ทุกตัวก็มีสิทธิตายได้เหมือนกัน และตายได้ทุกเมื่อ ในขณะที่หนังแอคชั่นเรื่องอื่นๆ การตายของตัวละครมักจะตกอยู่ภายใต้การครอบงำของระบบศีลธรรมจนทำให้เดาง่ายไปหน่อย
1.3 ตัวละครตัวนึงในหนังเรื่องนี้ถูกคนหลายๆคนพยายามตามฆ่า ซึ่งนั่นทำให้นึกถึงชีวิตประจำวันของตัวเองและคนธรรมดาหลายๆคนในยุคปัจจุบัน ที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกฆ่าเมื่อไหร่และจากใครในการเดินทางออกไปทำงานแต่ละครั้ง
ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา เมื่อดิฉันก้าวออกจากบ้านไปทำงานในแต่ละวัน ดิฉันไม่แน่ใจว่า
1.3.1 ตัวเองจะถูกระเบิดตายหรือไม่
1.3.2 ตัวเองจะถูกโจรมาดักจี้ปล้นและฆ่าตายหรือไม่
1.3.3 ตัวเองจะถูกคนบ้าฆ่าตายหรือไม่ (มีคนบ้าน่ากลัวอยู่ในซอยบ้านดิฉัน)
1.3.4 ตัวเองจะตกเป็นเหยื่อโดนลูกหลงขณะนักเรียนตีกันหรือไม่
ถึงแม้ชีวิตของตัวละครเอกใน SMOKIN’ ACES จะดูเหมือนห่างไกลจากชีวิตประจำวันของคนธรรมดา แต่ในความรู้สึกส่วนตัวของดิฉัน ดิฉันคิดว่ามันไม่ได้ห่างไกลกันเลย ชีวิตประจำวันของคนธรรมดาในโลกทุกวันนี้ มันก็ตกอยู่ภายใต้เภทภัยจากหลายๆทิศทางเหมือนๆกัน
1.4 ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ขอกราบตีน JOE CARNAHAN คนเขียนบทหนังเรื่องนี้ เพราะดิฉันรู้สึกว่าเขาวางจังหวะได้ลุ้นระทึกถูกใจดิฉันมากๆ เพราะในหนังเรื่องนี้นั้น มันเหมือนกับว่าในทุกๆ “นาที” ที่เนื้อเรื่องดำเนินไป คนเขียนบทต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า ตัวละครราว 10 กลุ่มอยู่ที่จุดใดและกำลังทำอะไรอยู่ในแต่ละนาทีนั้น ในขณะที่คนเขียนบทหนังเรื่องอื่นๆ อาจจะเพียงแค่ต้องควบคุมตัวละครแค่กลุ่มเดียวในแต่ละเหตุการณ์เท่านั้น
อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้ก็มีจุดที่ไม่ชอบอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะหนังเรื่องนี้ดูเหมือนนำเสนอตัวละครเลสเบียนในแง่ไม่ค่อยดีนัก และดูเหมือนเน้นสไตล์มากเกินไป อีกทั้งยังให้ความรู้สึกไร้สาระมากๆ แต่เนื่องจากดิฉันไม่ได้ดูหนังที่ให้ความรู้สึก “สนุกสุดขีด” อย่างนี้มานานแล้ว ก็เลยชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+++++ ถึงแม้จะมีบางส่วนที่ไม่ชอบในหนังเรื่องนี้ก็ตาม
2.CHARLOTTE’S WEB (2006, GARY WINICK, A)
http://www.imdb.com/title/tt0413895/
3.SCHOOL FOR SCOUNDRELS (2006, TODD PHILLIPS, B+)
http://www.imdb.com/title/tt0462519/
http://www.imdb.com/name/nm0680846/
4.THE MESSENGERS (2007, OXIDE PANG + DANNY PANG, B+)
http://www.imdb.com/title/tt0425430/
5.ROCKY BALBOA (2006, SYLVESTER STALLONE, B)
http://www.imdb.com/title/tt0479143/
SCREENOUT PAGE 5.1
นอกจากบทเพื่อนพระเอก/นางเอกแล้ว ยังมีบทตัวประกอบที่เป็นเกย์ (หรืออาจจะเป็นเกย์) ปรากฏออกมาในหนังอีกหลายเรื่องในระยะนี้ เท่าที่พอนึกออกตอนนี้ก็มี
1.SONATINE (Takeshi Kitano, A+)
หนุ่มยากูซ่าระดับกระจอกสองคนในหนังเรื่องนี้แสดงความรักต่อกันได้อย่างน่ารักมากๆ :D
2.EXOTICA (1994, Atom Egoyan, A+)
Don McKellar รับบทเป็นเกย์ในหนังเรื่องนี้ได้น่ารักมาก จริงๆแล้วเขาไม่ใช่ตัวประกอบ แต่หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่มีตัวละครนำหลายตัว
3.THE LOVE LETTER (1999, PETER CHAN, A+)
มีตัวละครที่เป็นเลสเบียนในหนังเรื่องนี้
4.SEE HOW THEY RUN (Michel Blanc, A+)
5.BRING IT ON (2000, Peyton Reed, A)
เชียร์ลีดเดอร์หนุ่มคนนึงในเรื่องท่าทางจะเป็นเกย์ บทของเขาน้อยมาก แต่หนังเรื่องนี้ให้รางวัลกับตัวละครคนนี้ได้อย่างน่าพอใจมาก
6.TWO SUMMERS (2002, Bruce Lapointe, A-)
หนังแคนาดาที่น่ารักมากๆเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กชายคนนึงที่มีพี่ชายเป็นเกย์ (ละครทีวีเรื่อง Six Feet Under ก็เป็นละครที่พระเอกมี brother เป็นเกย์เหมือนกัน)
7.SCHOOL OF ROCK (2003, Richard Linklater, A-)
มีตัวละครประกอบคนนึงในเรื่องนี้ที่ไม่รู้ว่าเป็นเกย์หรือไม่เป็นเกย์ แต่เป็นตัวละครที่น่ารักมากๆ นั่นก็คือเด็กชายในชั้นประถมคนนึงที่หลงใหลใน Liza Minnelli และอยากเป็นดีไซเนอร์ ไม่รู้คนอื่นๆมีความคิดเห็นยังไงกับตัวละครตัวนี้ แต่ดิฉันชอบมากค่ะที่ Linklater และ Mike White (คนเขียนบท) ใส่ตัวละครเด็กชายชั้นประถมคนนี้เข้ามาในเรื่อง (ไมค์ ไวท์ เคยเขียนบทหนังเรื่อง Chuck & Buck)
8.ZATOICHI (2003, Takeshi Kitano, A-)
มีตัวละครเป็น cross dresser คนนึงในเรื่องนี้ ถ้าเข้าใจไม่ผิด หนังไม่ได้ระบุชัดว่าตัวละครคนนี้เป็นแค่ cross dresser หรือเป็น homosexual
9.-10.LEGALLY BLONDE ภาค 1 (A) และ 2 (B)
ในภาคแรก มีตัวละครบางคนเป็นเกย์ (คนที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงจำฉากฮาฉากนั้นได้) ส่วนในภาค 2 มีสุนัขสองตัวในเรื่องเป็นเกย์ (ไม่รู้คิดมุขนี้ขึ้นมาได้ยังไง)
Robert Luketic ผู้กำกับ Legally Blonde ภาคแรกเป็นหนุ่มหน้าตาน่ารักดี แต่ได้ยินข่าวลือว่าเธอ"สาว" มาก ไม่รู้จริงหรือเปล่า ใครมีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของผู้กำกับคนนี้ก็ช่วยบอกด้วย
ดูรูปของ Robert Luketic ได้ที่
http://www.filmstew.com/Content/DailyNews/Details.asp?ContentID=6708&Pg=1
และที่
http://www.venicemag.com/features/robert_luketic.htm
และที่
http://www.totaldvd.net/features/interviews/200204RobertLuketic.php
(ดูรูปแล้วรู้สึกว่าอยากให้เขาอยู่หน้ากล้องมากกว่าอยู่หลังกล้องเพียงอย่างเดียว)
ผลงานอีกเรื่องนึงของ Luketic คือ Win a Date with Tad Hamilton ที่ถึงแม้ไม่ใช่หนังเกย์ แต่ก็เป็นหนังที่ใช้ความหล่อของดาราชายมาดึงดูดผู้ชมอย่างดิฉันให้เฝ้ารอดูอยู่อย่างใจจดใจจ่อ พระเอกของหนังเรื่องนี้คือ Topher Grace กับ Josh Duhamel ค่ะ พอได้ดูรูปของ Josh Duhamel แล้วก็รู้สึกว่า Robert Luketic คราวนี้เลือกดาราชายได้ดีจริงๆ
ดูรูปของ Josh Duhamel :D ได้ที่
http://www.soapsite.com/lv/photos/danny.htm
http://www.soapsite.com/am/photos/leo.htm
ฉากที่น่าสนใจที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับเกย์
--ใน Stuck On You (A-) มีอยู่ฉากนึงที่เกร็ก คินเนียร์ คิดถึงฝาแฝด (แมทท์ เดมอน) ของเขามาก จนเขาต้องหาความอบอุ่นทางกายและทางใจด้วยการไปซุกซบรูปปั้นหุ่นผู้ชาย ฉากนี้ดูแล้วให้ความรู้สึก อิอิอิ มากเลย และในตอนหลังปรากฏว่ารูปปั้นนี้ไม่ใช่รูปปั้นซะด้วย แต่เป็นผู้ชายจริงๆ (ฮิฮิฮิ)
เกร็ก คินเนียร์รับบทเป็น straight ในหนังเรื่องนี้ก็จริง แต่ตัวละครคนนี้ก็ชื่นชอบ Cher เป็นอย่างมาก
--ใน THE EYE 2 (B-) จะมีชายหนุ่มสองคนในเรื่องนี้ที่สอนซูฉีเรื่องวิธีรับมือกับการตั้งครรภ์ ไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นๆที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดยังไงกับตัวละครสองคนนี้
COPY FROM SCREENOUT PAGE 4
อ่านเรื่องของ XQ28.NET ได้ที่กระทู้นี้
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=16584
คุณ PRINCEGENT เขียนไว้ว่า
โดนแฮกเพราะเกิดจากจุดโหว่ของบอร์ดนะครับ เพื่อป้องกันการเสียหายจากการโดนแฮกอีกในอนาคต อาจจะต้องมีการปรับปรุงบอร์ดใหม่เร็วๆนี้ ใครชอบทู้ไหน ก็ save เก็บๆไว้นะครับ เพราะเมื่อ update ปรับปรุง version บอร์ดใหม่ database เดิมอาจใช้ไม่ได้นะครับ
Copy from screenout page 4
19 mar 2004
MDS
สัปดาห์นี้ได้ข่าวว่าจะมีดีวีดีหนังเกย์ของ Derek Jarman ออกขายหลายเรื่องในกรุงเทพค่ะ ถ้าใครชอบหนังที่ไม่เน้นเนื้อเรื่องและไม่เน้นความเข้าใจ ก็อาจจะชอบหนังของเขาค่ะ
ดิฉันชอบหนังของ Derek Jarman มากค่ะ ดิฉันดูหนังของเขาแทบไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ดูแล้วรู้สึกว่าอารมณ์และจินตนาการมันแตกซ่านอย่างรุนแรงมาก
หนังของดีเรค จาร์แมนที่ดิฉันเคยดู
1.THE GARDEN (A+)
2.EDWARD II (A+)
3.SEBASTIANE (A)
4.CARAVAGGIO (A)
5.THE LAST OF ENGLAND (A-)
6.WITTGENSTEIN (A-)
ถ้าเข้าใจไม่ผิด Edward II เล่าเรื่องของกษัตริย์อังกฤษที่เป็นเกย์ และกษัตริย์องค์นี้อาจจะเป็นองค์เดียวกับที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่อง Braveheart ที่กำกับโดยเมล กิบสัน แต่ในขณะที่หนังของเมล กิบสันให้ภาพว่ากษัตริย์เกย์เป็นคนชั่วและมเหสี (โซฟี มาร์โซ) เป็นคนดี หนังเรื่อง Edward II กลับให้ภาพว่ากษัตริย์เกย์เป็นคนดี และมเหสี (ทิลดา สวินตัน) เป็นคนชั่ว
สรุปก็คือว่าดิฉันเกลียดหนังเรื่อง Braveheart และเมล กิบสันค่ะ
Sebastiane เล่าเรื่องของนักบุญยุคโบราณค่ะ ดูแล้วนึกถึงมิวสิควิดีโอ Losing My Religion ของ R.E.M.ด้วย (ถ้าเข้าใจไม่ผิด ไมเคิล สไตป์ นักร้องนำวง R.E.M. ก็เป็นเกย์) ส่วน Caravaggio เล่าเรื่องของจิตรกรที่มีชื่อเสียงโด่งดังในอดีตและความสัมพันธ์ของเขากับนายแบบ ส่วน The Last of England คงพูดถึงการเมืองในอังกฤษ ในขณะที่ Wittgenstein เล่าเรื่องของนักปรัชญา ซึ่งก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้ดิฉันดูแล้วมีอารมณ์ร่วมน้อยที่สุดเพราะดิฉันไม่มีความรู้เรื่องปรัชญาเลย
ข้อมูลเล็กน้อยเกี่ยวกับ Wittgenstein
http://www.planetout.com/popcornq/db/getfilm.html?297
ดูรูปของจอร์จ เนเดอร์ได้ที่
http://www.briansdriveintheater.com/georgenader.html
http://www.briansdriveintheater.com/georgenader2.html
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาได้ดูหนังและวิดีโอไป 10 เรื่องค่ะ เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้
1.O FANTASMA (2000, JOAO PEDRO RODRIGUES)—A+ (หนังเกย์)
2.BENT (1996, SEAN MATHIAS)—A+ (หนังเกย์)
3.LES CHOSES DE LA VIE (1969, CLAUDE SAUTET)---A+
4.ALABAMA—2000 LIGHT YEARS FROM HOME (WIM WENDERS)—A+
5.LOST IN TRANSLATION (SOFIA COPPOLA)—A-
6.WHEEL OF TIME (2003, WERNER HERZOG)—B+
7.BETTER LIVING (2000, MAX MAYER)—B+
8.THE EYE 2—B-
9.THE MIRACLE OF BERN (2003, SONKE WORTMANN)—C+
10.WHEN THE PARTY’S OVER (1992, MATTHEW IRMAS)---C+
MOST DESIRABLE ACTORS
1.NICOLAJ COSTER WALDAU--BENT
2.RICARDO MENESES—O FANTASMA
3.ANDRE BARBOSA—O FANTASMA
4.KNUT HARTWIG—THE MIRACLE OF BERN
5.MICHAEL LANDES—WHEN THE PARTY’S OVER คนนี้เป็นพระเอก Final
Destination 2 ด้วย
6.CLIVE OWEN—BENT
7.MIRKO LANG—THE MIRACLE OF BERN
8.LUKAS GREGOROWICZ—THE MIRACLE OF BERN
9.GERARD LARTIGAU—LES CHOSES DE LA VIE
10.BRIAN MCNAMARA—WHEN THE PARTY’S OVER
11.RAYMOND CRUZ—WHEN THE PARTY’S OVER
ดูรูปของ Nicolaj Coster Waldau ได้ที่
http://costerwaldau.frac.dk/
http://costerwaldau.frac.dk/images.htm
ดูรูปของ Michael Landes ได้ที่
http://www.galleryofcelebrities.com/landes.htm
http://www.imdb.com/name/nm0484680/
ดูรูปของ Mirko Lang ได้ที่
http://www.die-agenten.de/actors/photos_actors.php?job=actor&id_actor=50
ดูรูปของ Lukas Gregorowicz จากหนังเรื่อง Lammbock ได้ที่
http://www.lammbock-derfilm.de/frame2.htm
ดูรูปของ Knut Hartwig จาก The Miracle of Bern ได้ที่ (หารูปหน้าตรงของเขา
ไม่ได้เลยค่ะ)
http://www.glaubeaktuell.net/portal/journal/journal.php?IDD=1066202861
ดูรูปของ Raymond Cruz ได้ที่
http://perso.club-internet.fr/vatzhol/img/alien023.jpg
http://www.tonylukes.com/cruz.htm
MATT:
amores perros ได้ชิงออสการ์หนังต่างประเทศจริงๆครับ แต่ว่าพลาดรางวัลไป
ส่วนนาย BERNAL แฟนผม เขาเถื่อนเท่มากๆ แล้วก็น่าจะทำ"อะไรบางอย่าง" ด้วยจริงๆอย่างที่พี่ kit บอก ถ้างั้นทำไมถึงไม่น่าจะหนีตามไปด้วยล่ะครับ ?
ไม่อยากหนีกันไปทำ "อะไรบางอย่าง" กันเหรอครับ ผมล่ะรีบไปสุดฤทธิ์
======================
โอ้ ดีใจจังที่พี่ MdS มาเยี่ยมที่บอร์ดนี้ ! :D
ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับพี่ MdS นะครับ
พี่เขารู้เรื่องหนังเยอะมาก ส่วนมากเป็นหนังหาดูยากเสียหน่อย
และมักมีอะไรข้อมูลอะไรใหม่ๆ น่าสนใจมาให้อ่านโดยเสมอ
ผมเป็นแฟนประจำติดตามผลงานพี่เขามาตลอดจากบอร์ด Bioscope
มีเรื่องอะไรสงสัยเกี่ยวกับหนัง ถามพี่เขาได้เลยครับ จะพบคำตอบ
หนังของดีเรค จาร์แมน ที่ผมเคยดูมีแค่เรื่องเดียวเองครับคือ SEBASTIANE
ดูไม่ค่อยเข้าใจครับ เพราะเป็นเรื่องทางคริสต์มากๆ
แต่รู้ว่า นักแสดงมีแต่ผู้ชาย และแก้ผ้ากันทั้งเรื่อง
ซึ่งเพียงพอแล้วสำหรับผม
ส่วน Edward II นี่รอดูอยู่ที่บ้านในรูปแบบวิดิโอ
ผมจำได้คุ้นๆเหมือนกันว่าตอนดู Braveheart ก็รู้สึกนิดหน่อยว่า นำเสนอภาพเกย์ไม่ค่อยดีเลย
แต่ถ้าเราลองมองกันแฟร์ๆ เกย์ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีไม่ใช่เหรอครับ หนังที่พี่แนะนำมาที่เหลือ ผมดูแค่ 3 เรื่องเองครับ
คือเรื่อง Bent , The Deep End และ Adaptation
Bent นั้นพูดไปบ้างแล้วในการโพสต์ครั้งก่อนๆ
The Deep End (หนังเกย์) ไม่ได้ชอบมากครับ แต่ชอบการแสดงของ ทิลด้า สวินตัน นับว่าเป็นนักแสดงโปรดของผมคนหนึ่งเช่นเดียวกัน
สำหรับนักแสดงชายสุดโปรดของพี่
ผมชอบ Clive Owen ใน Bent อยู่เหมือนกัน
เขาดูเท่ห์ดี
พี่ MdS ได้ดูหนังสั้นโฆษณารถยนต์ ชุด THE HIRE ที่เขาเล่นเป็นพระเอก
และรวมผู้กำกับชื่อดังทั่วโลกหลายคน มากำกับหรือเปล่าครับ
สำหรับนักแสดงที่พี่ชอบที๋โพสต์ไว้ที่
http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=3479&start=32
ผมก็รู้จักอยู่ไม่กี่คนครับ มี
5.James Franco—THE COMPANY หล่อมากในเรื่องนี้ครับ
14.JOSH LUCAS—SECONDHAND LIONS
18.Mark Ruffalo--MY LIFE WITHOUT ME + IN THE CUT คนนี้ชอบมากๆจากเรื่อง You
Can Count On Me
20.TOPHER GRACE—MONA LISA SMILE
22.ASHTON KUTCHER—THE BUTTERFLY EFFECT
24.Scott Speedman--MY LIFE WITHOUT ME
และก็เหล่านักแสดงจากเรื่อง See How They Run เท่านั้น
ส่วนลิงค์ที่ให้มา ผมทยอยดูอยู่ครับ :D :D
MDS:
จริงๆแล้วก็ต้องยอมรับค่ะว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่ชอบ Braveheart เป็นเพราะหนังเรื่องนี้เป็นผลงานของเมล กิบสันน่ะค่ะ เมล กิบสันเคยแสดงความเห็นในเชิง homophobic เมื่อนานมาแล้ว แต่ดิฉันไม่รู้ว่าเขาพูดว่าอะไร รู้แต่ว่าเมล กิบสันเป็นคนที่มีชื่อเสียงคนนึงในทาง homophobic ถ้าหาก Braveheart เป็นผลงานของคนอื่นๆ ดิฉันก็คงไม่รู้สึกระแวงหนังเรื่องนี้มากเท่านี้
อ่านบทวิจารณ์หนังเรื่องใหม่ของเมล กิบสันได้ที่
http://www.heraldsun.news.com.au/common/story_page/0,5478,8875371%5E25717,00.html
จริงๆแล้วดิฉันก็ชอบหนังหลายเรื่องที่ไม่ได้นำเสนอภาพเกย์/ไบเซ็กชวลในด้านดีเท่าไหร่นัก อย่างเช่น "เดชคัมภีร์เทวดาภาค 2", หนังของไรเนอร์ แวร์เนอร์ ฟาสบินเดอร์, The Talented Mr.Ripley, O Fantasma, Sister My Sister (สร้างจากเรื่องจริงของเลสเบียน 2 คนที่ฆ่านายจ้างของตัวเองตาย) หรือล่าสุดก็ Monster (A+) เรื่องอย่างนี้บางทีดิฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมหนังบางเรื่องถึงทำให้ตัวเองรู้สึกระแวงในทัศนคติของผู้กำกับ แต่บางเรื่องดูแล้วกลับรู้สึกว่าผู้กำกับเขาไม่ได้เกลียดเกย์หรอก เขามองว่าเกย์ก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ปุถุชนคนนึงที่ย่อมมีข้อบกพร่องในตัวเหมือนมนุษย์คนอื่นๆ
ดิฉันเคยดูเรื่อง Les Biches (A) ของ Claude Chabrol ซึ่งนำเสนอภาพความสัมพันธ์แบบไบเซ็กชวลในทางลบ แต่ดูแล้วก็ไม่รู้สึกหวาดระแวงทัศนคติของ Chabrol แต่อย่างใด เพราะหนังเรื่องอื่นๆของเขาก็นำเสนอภาพความสัมพันธ์แบบหญิงชายในทางลบอยู่แล้วแทบทุกเรื่อง คู่ผัวเมียหญิงชายในหนังส่วนใหญ่ของเขาไม่ใช่คนดีเท่าไหร่นัก ดังนั้นการที่คู่ไบเซ็กชวลในหนังของเขาไม่ใช่คนดีจึงเป็นเรื่องธรรมดา
สรุปก็คือยอมรับค่ะว่าชื่อเสียงของผู้กำกับบางคนทำให้ดิฉันรู้สึกมีอคติต่อตัวหนังค่ะ
เพิ่งอ่านเจอข่าวเกี่ยวกับนิทานสำหรับเด็กที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกย์ด้วย
http://www.worldnetdaily.com/news/article.asp?ARTICLE_ID=37643
เคยดู Kip Pardue จาก Driven เขาเท่มากเลย ตัวสูงดี Driven เป็นหนังที่ดูแล้วทรมานใจมาก เพราะนอกจาก Kip Pardue แล้ว ยังหลงรัก Til Schweiger (คนนี้เคยเล่นหนังเยอรมันเรื่อง Maybe… Maybe Not ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเกย์) กับ Christian de la Fuente ด้วย
ดูประวัติการทำงานของ Christian de la Fuente ได้ที่
http://www.imdb.com/name/nm0209246/
รู้สึกเหมือนตัวเองจะเคยดูหนังเรื่อง Whatever It Takes ที่ Kip Pardue กับ James Franco แสดงด้วย แต่ทำไมจำอะไรในหนังเรื่องนี้แทบไม่ได้เลยก็ไม่รู้
The Rules of Attraction กับ But I’m a Cheerleader ที่ Kip Pardue เล่น เป็นหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเกย์ แต่ยังไม่ได้หามาดูเลย
เห็นดีวีดีหนังเรื่อง Ned Kelly ที่นำแสดงโดยออร์แลนโด บลูม, Heath Ledger และ Naomi Watts มาวางขายแล้ว ไม่รู้มีใครได้ดูแล้วบ้าง ดิฉันยังไม่ได้ดูเหมือนกันค่ะ
ยังไม่ได้ดู The Hire เลยค่ะ แต่ชอบ Clive Owen มากๆจากเรื่อง Croupier (A-) ในเรื่องนั้นเขาดูเท่มากเลย ตอนหลังก็มาเห็นเขาแสดงใน Gosford Park ด้วย ไม่รู้ว่า Beyond Borders ที่เขาแสดงจะได้เข้ามาฉายในไทยหรือเปล่า สงสัยว่าอาจจะไม่ได้เข้ามา
อยากรู้เหมือนกันว่าตอนที่ Beyond Borders มาถ่ายทำที่เมืองไทย ไคลฟ์ โอเวนได้เดินทางมาเมืองไทยด้วยหรือเปล่า ส่วนทิลดา สวินตันนั้นเคยได้ข่าวว่าเธอก็เป็นคนหนึ่งที่ประสบเหตุเรือล่ม ต้องลอยตุ๊บป่องอยู่กลางทะเลในไทยตอนที่มาถ่ายทำ The Beach พร้อมกับดิคาปริโอด้วย เฮ้อ นี่ถ้าได้มีโอกาสเจอโอเวนกับสวินตันตัวจริงตอนที่พวกเขามาเมืองไทยก็คงดี อ้อ ถ้าได้เจอ Guillaume Canet ตอนที่เขามาถ่าย The Beach ด้วยก็คงดีเหมือนกัน จำ Guillaume Canet ได้ใช่ไหมคะ คนที่รับบทเป็นแฟนนางเอก (Virginie Ledoyen) ใน The Beach Canet ก็เป็นดาราหนุ่มฝรั่งเศสอีกคนนึงที่น่ารักมาก ได้ข่าวว่าเขาเล่นเรื่อง Vidocq ด้วย แต่ยังไม่ได้หาวีซีดีเรื่องนี้มาดูเลย และอีกอย่างที่น่าชื่นชมก็คือตอนนี้ Canet หันมากำกับหนังเองด้วย ทั้งๆที่อายุยังน้อยอยู่เลย
ที่หยิบ Bent มาดู ก็เพราะเห็นคุณ Matt และหลายๆคนในนี้เขียนถึงหนังเรื่องนี้กัน สำหรับตัวดิฉันนั้น ดิฉันประทับใจกับการถ่ายภาพใน Bent มาก โดยเฉพาะในช่วงหลังของเรื่องที่เน้นพื้นที่โล่งว่างแต่เต็มไปด้วยความแห้งแล้งขรุขระ มันให้บรรยากาศที่งดงาม, ทรงพลัง แต่หมองเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ฉากที่เซอร์ มิค แจ็กเกอร์ล่องลอยอยู่กลางอากาศในช่วงแรกของเรื่องก็เริ่ดมากเหมือนกัน
พูดถึงเซอร์ มิค แจ็กเกอร์ใน Bent ก็เลยนึกไปถึง Marianne Faithful นักร้องหญิงไบเซ็กชวลที่เคยเป็นคนรักของแจ็กเกอร์ ดิฉันเคยอ่านประวัติของเธอแล้วรู้สึกว่านี่เป็นผู้หญิงอีกคนที่น่าสนใจมาก มาเรียนน์ เฟธฟุลเป็นนักร้องสาวเสียงแหบที่เคยติดยาเสพติดและมีสัมพันธ์รักกับผู้ชายและผู้หญิงหลายคน ซึ่งรวมถึงมิค แจ็กเกอร์ นักร้องนำวงโรลลิง สโตนส์, ไบรอัน โจนส์, คีธ ริชาร์ดส์, อนิตา พาลเลนเบิร์ก, เดวิด โบวี, จิมมี เฮนดริกซ์, เจเรมี ไคลด์, อัลเลน คลาร์ก (สมาชิกวงเดอะ ฮอลลีส์), ยีน พิทนีย์, แองจี โบวี, โทนี คาลเดอร์, เจอรี บรอน, ซาเดีย, คริส แบล็คเวล, มาริโอ ชิฟาโน, แพดดี รอสมอร์, ฌอง เดอ เบรเตยล์, โอลิเวอร์ มัสเกอร์, ฮิลลี ไมเคิลส์ และ โฮเวิร์ด โทส นอกจากนี้ เธอยังเคยแต่งงานกับจอห์น ดันบาร์, เบน ไบรเออร์ลีย์ และจอร์จิโอ เดลลาเตร์ซาด้วย
เฟธฟุลเคยออกหนังสือชีวประวัติชื่อ Faithfull ในปี 1994 โดยเธอระบุในหนังสือเล่มนี้ว่าทั้งเธอและมิค แจ็กเกอร์ต่างหลงรักคีธ ริชาร์ดส์ ถึงแม้คีธกับมิคไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกันก็ตาม โดยเฟธฟุลยอมรับว่าเธอเคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับสมาชิกคนอื่นๆในวงโรลลิง สโตนส์ ซึ่งรวมถึง ไบรอัน โจนส์ และอนิตา พาลเลนเบิร์ก (แฟนสาวของคีธ ริชาร์ดส์) ในขณะที่อนิตาเองก็มีสัมพันธ์รักกับไบรอัน โจนส์ และมิค แจ็กเกอร์เช่นกัน
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาเรียนน์ เฟธฟุลได้ที่
http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=5266
มิค แจ็กเกอร์เล่นหนังเรื่อง The Man from Elysian Fields (2001) ด้วย ดิฉันยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เลย แต่ก็อยากดูเพราะหนังเรื่องนี้เพราะหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายหนุ่ม (แอนดี การ์เซีย) ที่หันมาทำงานบริการเอสคอร์ทให้กับบรรดาสตรีสูงวัยที่ร่ำรวย
หนังอีกเรื่องหนึ่งที่มิค แจ็กเกอร์แสดงและน่าดูมากคือเรื่อง Performance (1970) แต่ไม่รู้ว่าจะหาดูได้จากไหน พอดีมีข้อมูลเล็กน้อยเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ก็เลยขอนำมาลงให้อ่านกัน
Performance เป็นผลงานการกำกับเรื่องแรกของนิโคลัส โรก (Don't Look Now, The Witches, Cold Heaven) หลังจากที่เขาเคยทำงานเป็นตากล้องมาก่อน โดยมีโดนัลด์ แคมเมลมาช่วยกำกับ และแคมเมลยังทำหน้าที่เขียนบทด้วย โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เคยประสบปัญหาในการออกฉายเมื่อสตูดิโอผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ขัดแย้งกับแคมเมลในเรื่องการตัดต่อขั้นสุดท้าย ซึ่งส่งผลให้ภาพยนตร์ถูกดองไว้เป็นเวลาราว 2 ปีก่อนได้ออกฉาย
Performance ใช้ฉากเป็นกรุงลอนดอนในทศวรรษ 1960 โดยเจมส์ ฟ็อกซ์ รับบทเป็นแชส เดฟลิน อาชญากรระดับหางแถวที่พยายามหลบหนีการตามล่าจากเพื่อนร่วมแก๊งหลังจากเกิดเหตุการณ์สังหารผู้ชายชื่อโจอี้ แมดด็อคส์ (แอนโธนี วาเลนไทน์) โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ แชสต้องการหลบหนีออกจากประเทศ แต่ในระหว่างนั้นเขาต้องหาที่ซ่อนตัวให้ได้ก่อน และเขาก็ได้พบกับเกสท์เฮาส์แห่งหนึ่ง
ในตอนแรกทางเกสท์เฮาส์ไม่ยอมให้แชสเข้าพัก แต่ก็ยินยอมในเวลาต่อมาเมื่อแชสยืนกรานที่จะเช่าห้องให้ได้ และแชสก็พบว่าที่พักแห่งนี้ไม่ใช่ที่พักธรรมดา โดยเขาได้พบกับร็อคสตาร์ชื่อเทอร์เนอร์ (มิค แจ็กเกอร์) ที่กำลังแก่ตัว และพบกับหญิงสาวสองคนที่เป็นแฟนของเทอร์เนอร์ ซึ่งได้แก่เฟอร์เบอร์ (อานิตา พาลเลนเบิร์ก) และลูซี (มิเชล เบรตอง) เทอร์เนอร์ซึ่งชอบเก็บตัวพบว่าอาชญากรที่รักความรุนแรงคนนี้มีความกล้าหาญเหมือนกับตัวเขาในวัยหนุ่ม ดังนั้นเขาจึงแนะนำให้แชสได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆที่เกี่ยวกับเซ็กส์, ยาเสพติด และร็อคแอนด์โรล และแชสก็พบว่าตัวตนเดิมของเขากำลังเปลี่ยนแปลงไป เขากลายเป็นเหมือนเด็กที่ถูกควบคุมบงการโดยเทอร์เนอร์ และเขาก็เริ่มสวมใส่เครื่องแต่งกายของเพศหญิงโดยได้รับความช่วยเหลือจากเฟอร์เบอร์ ทั้งนี้ ความเป็นชายของแชสค่อยๆมลายหายไปจนในที่สุดเขาก็ยอมรับว่าเขามีความรู้สึกทางเพศกับเทอร์เนอร์ :D :D :D
เทอร์เนอร์เป็นตัวละครที่ได้กล่าวประโยคที่น่าสนใจหลายประโยคในเรื่องนี้ ซึ่งรวมถึงประโยคที่ว่า "Nothing is true, everything is permitted" และประโยคที่ว่า "ผมขอบอกคุณว่า การแสดงเดียวที่ประสบความสำเร็จ ที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ คือการแสดงที่ถึงขั้นบ้าคลั่ง ผมพูดถูกหรือเปล่า คุณเห็นด้วยกับผมไหม"
ถึงแม้นักวิจารณ์บางคนคิดว่า Performance ได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์สวีเดนเรื่อง Persona ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสลับบุคลิกภาพ แต่แคมเมลเปิดเผยว่าแรงบันดาลใจที่แท้จริงของเขามาจากงานประพันธ์ของโฮร์เก หลุยส์ บอร์เกส และงานประพันธ์เรื่อง Despair ของวลาดิมีร์ นาโบคอฟ โดยอิทธิพลของบอร์เกสปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ในส่วนของอาณาจักรของเทอร์เนอร์ที่ยึดถือในกฎเกณฑ์ที่แตกต่างจากสังคมภายนอก, ตัวละครที่มีทั้งความเป็นชายและหญิงอยู่ในคนๆเดียวกัน, ความขัดแย้งระหว่างชีวิตกับหน้าที่การงาน, ตัวตน, ศิลปินที่แท้จริง และกลอุบายของศิลปิน โดยมีการนำรูปของบอร์เกสและข้อความจากหนังสือของบอร์เกสมาใส่ไว้ในภาพยนตร์ด้วย
ส่วนนิยายเรื่อง Despair ของนาโบคอฟนั้นก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของชายสองคนที่มีความคล้ายคลึงกัน โดยเนื้อหาของหนังสือจะเน้นไปที่ประเด็นทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน ทั้งนี้ ไรเนอร์ แวร์เนอร์ ฟาสบินเดอร์ ผู้กำกับชาวเยอรมันเคยนำ Despair มาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่นำแสดงโดยเดิร์ค โบการ์ด และเคลาส์ โลวิทช์ และภาพยนตร์เรื่องนี้เคยเข้ามาฉายที่สถาบันเกอเธ่ อินเตอร์นาซิโอนเนส ซ.สาทร 1 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
นอกจากบอร์เกสและนาโบคอฟแล้ว แคมเมลยังนำผลงานศิลปะแนวโฮโมอีโรติกของฟรานซิส เบคอนมาใส่ไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย
นักวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตว่าจุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้คือเทคนิคต่างๆในเรื่อง ตั้งแต่การเล่าเรื่องที่ไม่ได้เรียงตามลำดับเวลา และผู้ชมจะต้องคอยถามตัวเองอยู่เสมอว่าเหตุการณ์ในฉากแต่ละฉากเกิดขี้น "พร้อมกับ, ก่อน, หรือหลัง" ฉากก่อนๆ และเหตุการณ์ในแต่ละฉากเป็นเพียงจินตนาการหรือไม่
ช่วงครึ่งแรกของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นช่วงที่แทบไม่มีบทสนทนา และช็อตแต่ละช็อตก็มักกินเวลาไม่เกิน 5 วินาที นอกจากนี้ นักวิจารณ์ยังระบุว่าผู้ชมจะเข้าใจบทสนทนาในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมากหากได้ชมมากกว่า 1 รอบ และจะพบว่าบางช็อตในช่วงต้นเรื่องเป็นการบอกใบ้ถึงตอนจบของเรื่อง ในขณะที่ดนตรีที่นำมาประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความหมายทับซ้อนกันหลายระดับมากยิ่งขึ้น
นักวิจารณ์ของนิตยสารวิลเลจวอยซ์เคยโหวตให้ Performance ติดอันดับที่ 62 ในอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล
เพิ่งอ่านเจอว่า John Waters เคยนำเรื่องความ homophobia ของเมล กิบสันมาล้อเลียนในหนังสือชื่อ Director's Cut ด้วยค่ะ
Waters pays particular attention to the opening credits of films, enjoying their potential for poetic effect. In one work, he has selected a frame from a credit sequence featuring the words "Mel Gibson", which are written in a chunky, angular typeface. Waters has named the work, "Straight", alluding simultaneously to the font and Mel Gibson's well-publicised homophobia.
ข้อมูลจาก http://www.sensesofcinema.com/contents/02/20/titles.html
ยังไม่เคยดู My Own Private Idaho เลย แต่เป็นหนังที่อยากดูมากเรื่องนึง ชอบ Gus Van Sant มากจาก To Die For (A+, นำแสดงโดย Joaquin Phoenix) และ Drugstore Cowboy (A-) ่ส่วน Good Will Hunting (B+) กับ Finding Forrester (B) นั้นถึงแม้ว่าจะเป็นหนังที่ดี แต่ดิฉันอยากให้เขาทำหนังแนวอื่นๆมากกว่า ไม่ค่อยอยากให้เขาทำหนังความสัมพันธ์ระหว่างชายสองวัยออกมาในแนวทางครูกับลูกศิษย์อย่างนี้ มันไม่ค่อยท้าทายยังไงไม่รู้ อีกจุดนึงที่น่าสนใจใน My Own Private Idaho ก็คือการที่หนังเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลบางส่วนมาจากบทประพันธ์ของเชคสเปียร์ และยังมีการอ้างอิงถึงหนังของออร์สัน เวลส์ อยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย
อ่านบทวิจารณ์ My Own Private Idaho ที่น่าสนใจมากๆได้ที่นี่
http://www.river-phoenix.org/filmography/idaho/press-kit/
Nowhere in Africa เป็นหนังที่ชอบมากในระดับ A ทั้งๆที่ปกติแล้วดิฉันไม่ค่อยชอบหนังแนวนี้ ขณะที่ดู Nowhere in Africa ก็รู้สึกว่าหนังมันเข้าใกล้ความเป็นหนังฮอลลีวู้ดมากๆ ไม่ใช่หนังเยอรมันในแบบที่ตัวเองคุ้นเคยและไม่ใช่หนังเยอรมันในแบบที่ตัวเองต้องการ แต่พอดูจนจบก็รู้สึกว่าหนังมันก็ซึ้งจริงๆน่ะแหละ และก็รู้สึกชอบมากกว่า Hero (B+) และ The Man Without a Past (B+) ที่เข้าชิงออสการ์สาขาหนังภาษาต่างประเทศในปีเดียวกันด้วย ส่วน The Crime of Father Amaro และ Zus & Zo ที่ชิงออสการ์เหมือนกันนั้นดิฉันยังไม่ได้ดูเลยค่ะ
*****(ข้อมูลข้างล่างนี้มีการเฉลยความลับของหนังบางเรื่อง เพราะในหนังบางเรื่องประเด็นที่ว่าตัวละครตัวไหนเป็นเกย์หรือไม่เป็นเกย์ถือเป็นการหักมุม เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่อยากรู้ twist ล่วงหน้าก็ไม่ควรอ่านอันนี้ค่ะ)*****
My Best Friend’s Wedding (1997, P.J. Hogan) เป็นหนังที่ชอบมากเหมือนกัน บทเกย์ที่ Rupert Everett เล่นเป็นบทที่ทำออกมาได้ดีมากๆ และท่าทีที่หนังเรื่องนี้มีต่อตัวละครตัวนี้ก็ดูดี ในขณะที่หนังเรื่อง The Mexican (2001, Gore Verbinski) ที่นำแสดงโดยจูเลีย โรเบิร์ตส์เหมือนกัน ก็มีตัวละครเด่นเป็นเกย์ (James Gandolfini จากละครชุด The Sopranos) เช่นเดียวกัน และเจมส์ แกนโดลฟินีก็เล่นบทเกย์ได้น่ารักมาก แต่ดิฉันยังไม่ค่อยแน่ใจในท่าทีที่หนังเรื่องนี้มีต่อตัวละครตัวนี้เท่าใดนัก ถ้าหาก The Mexican ปฏิบัติต่อตัวละครเกย์ในเรื่องดีกว่านี้ ดิฉันอาจจะชอบ The Mexican มากกว่านี้
MY BEST FRIEND’S WEDDING เป็นหนึ่งในหนังหลายๆเรื่องที่ตัวละครเอกของเรื่องเป็น heterosexual แต่มีเพื่อนหรือเพื่อนสนิทเป็นเกย์/เลสเบียนนิสัยดี ในที่นี้ดิฉันขอเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าหนังแนว My Best Friend Is Gay :D ไม่รู้ว่ามีใครนึกถึงหนังหรือละครแนวๆนี้ออกบ้างมั้ย ท่าทางจะมีหนังแนวนี้อีกหลายเรื่องที่น่าสนใจเหมือนกัน
หนังแนว My Best Friend Is Gay เท่าที่นึกออก
1.CLUELESS (1995, Amy Heckerling, A+) บทของ Justin Walker ที่เป็นเพื่อนของ Alicia Silverstone
2.DANCE ME TO MY SONG (1998, Rolf de Heer, A+) หนังออสเตรเลียเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับสาวพิการ (Heather Rose) ที่ตกหลุมรักชายหนุ่ม (John Brumpton) แต่ก็ต้องเผชิญกับการขัดขวางอย่างชั่วร้ายมากๆจากนางอิจฉาชื่อ Madelaine (Joey Kennedy) อย่างไรก็ดี ในฉากสำคัญฉากหนึ่ง สาวเลสเบียน (Rena Owen) ที่เป็นเพื่อนของนางเอกก็สามารถช่วยเหลือนางเอกไว้ได้อย่างทันท่วงทีไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของนางอิจฉา :D
3.LAST NIGHT (1998, DON MCKELLAR, A+) นี่อาจจะไม่ใช่หนังแนว My Best Friend Is Gay แต่เป็นหนังที่เรียกว่า My best friend wants to try practising bisexuality with me มากกว่า
Patrick (Don McKellar) ซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องนี้ มีเพื่อนสนิทเป็นชายหนุ่มชื่อ Craig (Callum Keith Rennie) ที่เป็น heterosexual แต่ในเมื่อโลกมนุษย์กำลังจะถึงกาลแตกดับ Craig ก็เลยตัดสินใจว่าไหนๆแล้วก่อนจะตายทั้งที หนึ่งในสิ่งที่เขาอยากทำก็คือการลองมีเซ็กส์กับผู้ชายดูบ้าง Craig ก็เลยขอลองกับ Patrick :D :D :D
น่าเสียดายที่ Last Night ให้เวลากับเนื้อหาส่วนนี้เพียงแค่ฉากเดียวเท่านั้น เรียกได้ว่าเนื้อหาส่วนนี้กินเนื้อที่เพียงประมาณ 1-3 % ของหนัง แต่เป็นเนื้อหาส่วนที่ชอบมากๆและเป็นสิ่งที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมาก ถ้าหากมีชายหนุ่มที่ชอบลองของแบบ Craig เยอะๆก็คงดีไม่น้อย
4.STORYTELLING (2001, Todd Solondz, A) ฉากนึงที่ชอบมากคือฉากของ Mark Webber กับเพื่อนผู้ชาย คนที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงพอนึกออกว่าฉากไหน
5.WANEE AND JUNAH (2001, Kim Yong-gyun) บทชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนของนางเอก
6.THE BARBARIAN INVASIONS (2003, Denys Arcand, A-) มีเกย์วัยชราชื่อ Claude (Yves Jacques) ที่เป็นเพื่อนของพระเอก (คนที่ใกล้ตาย) น่าเสียดายที่บทของเกย์ในเรื่องนี้มีอยู่น้อยมาก ไม่รู้ว่าบทของ Claude มีอยู่มากน้อยแค่ไหนใน The Decline of the American Empire (1986, Denys Arcand) ที่เป็นภาคแรกของเรื่องนี้
7.FRANKIE AND JOHNNY (1991, Garry Marshall) บทของรูมเมทของ Michelle Pfeiffer
8.AS GOOD AS IT GETS
9.FACING WINDOW (Ferzan Ozpetek, B) นางเอกหนังเรื่องนี้ได้พบกับชายวัยชราคนนึง (Massimo Girotti) ที่เป็นเกย์และเคยประสบเหตุเศร้าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นางเอกได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตจากชายวัยชราคนนี้
Ferzan Ozpetek เคยกำกับเรื่อง Steam: The Turkish Bath และเคยกำกับหนังเกย์เรื่อง His Secret Life อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ His Secret Life ได้ที่
http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=4118
10.SWEET HOME ALABAMA (2002, Andy Tennant, C+) มีบทเกย์คนหนึ่งที่เป็นเพื่อนของพระเอกกับนางเอก แต่จำไม่ได้แล้วว่าใครเล่น
11.ALONG CAME POLLY (C+) บทครูสอนเต้นรำที่เป็นเพื่อนของเจนนิเฟอร์ อนิสตัน
12.SWEET NOVEMBER (2001, Pat O’Connor, C) บทของ Jason Isaacs ที่เป็นเพื่อนของ Charlize Theron
การที่ Jason Isaacs มารับบทเป็นเกย์ในหนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่แปลกหูแปลกตามากๆ เพราะเพิ่งเห็นเขาเล่นบทที่แมนมากๆใน The Patriot (2000)
Jason Isaacs เคยแสดงหนังเรื่อง Peter Pan (A-), Harry Potter and the Chamber of Secrets, The Tuxedo, Windtalkers, Black Hawk Down, Hotel (A+), The End of the Affair, St. Ives, Soldier, Armageddon, Event Horizon และ Dragonheart ดิฉันชอบเขามากเลยค่ะ ถึงแม้เขาจะอายุค่อนข้างมากก็ตาม (เกิดปี 1963)
13.LAVENDER (2000, RILEY YIP KAM-HUNG, C) นางเอก (Kelly Chan) มีเพื่อนบ้านเป็นเกย์ (Eason Chan) และอยู่ดีๆวันนึง Takeshi Kaneshiro (Chungking Express, Fallen Angels) ก็ร่วงตกจากท้องฟ้าลงมาที่ระเบียงห้องของนางเอก
ส่วนซีรีส์ของฝรั่งนั้นดิฉันไม่ค่อยได้ดูเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ติด UBC แต่เคยเห็นแว้บๆว่าใน FELICITY กับใน SEX AND THE CITY นางเอก (Keri Russell และ Sarah Jessica Parker) จะมีเพื่อนเป็นเกย์วัยกลางคนหัวล้านเหมือนกัน
เคยดู MELROSE PLACE ตอนมาฉายช่อง 3 จำได้ว่ามีบทที่ Doug Savant เล่นเป็นเกย์คนนึงที่ค่อนข้างนิสัยดีในสถานที่พักนั้น น่าเสียดายที่บทเขาน้อยมากเมื่อเทียบกับตัวละครคนอื่นๆ แต่ยังไงละครเรื่องนี้ก็สนุกมากอยู่ดี
ส่วนมินิซีรีส์ชุด Tales of the City (1993), More Tales of the City (1998) และ Further Tales of the City ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับซานฟรานซิสโกนั้นดิฉันยังไม่ได้ดูเลยค่ะ รู้แค่ว่ามินิซีรีส์ที่นำแสดงโดย Laura Linney เรื่องนี้มีตัวละครประกอบเป็นเกย์ด้วย
กรณีพิเศษ:-
ถึงแม้หนังหลายเรื่องจะน่าชื่นชมที่ใส่บทตัวประกอบเกย์นิสัยดีเข้ามาในเรื่อง แต่บางเรื่องดูแล้วก็ไม่แน่ใจว่าผู้สร้าง “จริงใจ” หรือเปล่าในการทำเช่นนั้น ตัวอย่างนึงที่ดูแล้วไม่แน่ใจก็คือ 8 Mile ที่กำกับโดย Curtis Hanson และนำแสดงโดย Eminem ที่ต้องมีบท Eminem ไปช่วยเพื่อนร่วมงานที่เป็นเกย์ผิวดำ เพราะดูแล้วไม่แน่ใจว่าผู้สร้างหนังเรื่องนี้แต่งบทนี้มีขึ้นเพื่อช่วยแก้ไขภาพพจน์ Eminem หรือเพราะอะไรกันแน่
Saturday, March 03, 2007
ODILON REDON VS. ROLAND TOPOR
--ยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง FANTASTIC PLANET เลย แต่ท่าทางจะน่าดูมากๆเลยค่ะ
เห็นคุณ FILMSICK เขียนถึงแนวคิดเทวนิยมใน FANTASTIC PLANET ก็เลยนึกถึงคำพูดของ BLAISE PASCAL (1626-1662) ที่ดิฉันชอบมาก BLAISE PASCAL พูดว่า
Men never do evil so completely and cheerfully as when they do it from religious conviction.
--นักวิจารณ์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า งานออกแบบของ ROLAND TOPOR ใน FANTASTIC PLANET ทำให้นึกถึงผลงานของ ODILON REDON (1840-1916)
อ่านประวัติของ ODILON REDON ได้ที่
http://www.ibiblio.org/wm/paint/auth/redon/
ตัวอย่างภาพจิตรกรรมของ ODILON REDON
ภาพ THE GOLDEN CELL (1892)
http://www.ibiblio.org/wm/paint/auth/redon/redon.golden-cell.jpg
--GUY MADDIN เคยกำกับหนังสั้นเรื่อง ODILON REDON OR THE EYE LIKE A STRANGE BALLOON MOUNTS TOWARD INFINITY (1995, A+) ด้วย ดิฉันเคยดูหนังสั้นเรื่องนี้ในวิดีโอรวมหนังสั้นชุด DREAMS เป็นหนังสั้นที่ทำออกมาเหมือนหนังเงียบเมื่อ 80 ปีก่อนตามสไตล์ของกาย แมดดิน และเป็นหนังที่ดูฮาๆดี ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับ ODILON REDON หรือว่าอาจจะได้แรงบันดาลใจจากภาพจิตรกรรมของเขา
http://www.imdb.com/title/tt0114028/
DVD หนังสั้นชุด DREAMS
http://www.amazon.com/gp/product/B000031VPS/imdb-adbox/
CABEZA DE VACA (1991) = HERZOG + JODOROWSKY + TARKOVSKY
http://filmsick.exteen.com/20070131/fando-and-lis?page=1#
พอดีเจอข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่อง CABEZA DE VACA (1991, NICOLAS ECHEVARRIA) ที่ได้รับคำชมว่าคล้ายกับภาพยนตร์ของ ALEJANDRO JODOROWSKY ก็เคยก็อปปี้มาให้อ่านค่ะ
หนึ่งในภาพยนตร์เม็กซิโกที่ได้รับคำชมอย่างมากคือเรื่อง Cabeza de Vaca (1991) ที่กำกับโดยนิโคลัส เอเชบาร์เรีย และสร้างจากหนังสือชื่อ Naufragios ของอัลบาร์ นูนเยซ คาเบซา เด บาคา โดยนักวิจารณ์ของไทม์ เอาท์ระบุว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเหมือน "สารประกอบที่เกิดจากการผสมผสานกันอย่างวิปริตระหว่างภาพยนตร์ของแวร์เนอร์ แฮร์โซก, อเลฮานโดร จาโดโรสกี และอังเดร ทาร์คอฟสกี"
Cabeza de Vaca เคยเข้าชิงรางวัลหมีทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน และมีเนื้อหาเกี่ยวกับอัลบาร์ นูนเยซ คาเบซา เด บาคา นักสำรวจชาวสเปนที่เดินทางมายังโลกใหม่ในทวีปอเมริกาในปี 1528 แต่เรือของเขาที่บรรทุกผู้โดยสาร 600 คนเกิดล่มลงในชายฝั่งรัฐฟลอริดา และเขาต้องใช้เวลาเดินทางด้วยเท้านานถึง 8 ปีก่อนจะมาถึงชุมชนของชาวสเปนในเม็กซิโก โดยในยุคนั้นยังไม่มีการใช้ม้าเนื่องจากม้าเป็นสิ่งที่ชาวยุโรปนำมายังอเมริกาในภายหลัง
คาเบซา (ฮวน ดีเอโก) และเพื่อนๆที่รอดชีวิตจากเรือต้องเผชิญกับการโจมตีจากชนเผ่าอินเดียนแดง และคาเบซาได้กลายเป็นทาสของหมอผีในเผ่าแห่งหนึ่งที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ รวมทั้งต้องรับใช้มาลาโคซา ซึ่งเป็นผู้ช่วยหมอผีที่มีรูปร่างแคระแกร็นและไม่มีแขน ในตอนแรกคาเบซารู้สึกว่าตัวเองใกล้จะเป็นบ้าในการต้องทำงานรับใช้สองคนนี้ แต่เขาก็เรียนรู้ที่จะใช้ความฉลาดของตัวเองในการเรียนเวทมนตร์จากหมอผี จนกระทั่งตัวเขาเองได้กลายเป็นหมอผีด้วย ทั้งนี้ เมื่อหมอผีที่เป็นหัวหน้าของเขาเห็นว่าคาเบซาสามารถรักษาหัวหน้าเผ่าที่ตาบอดได้สำเร็จ เขาก็รู้ว่าคาเบซามีอำนาจเท่ากับเขาและปลดปล่อยคาเบซาให้เป็นอิสระในที่สุด อย่างไรก็ดี คาเบซายังต้องเผชิญกับอินเดียนแดงเผ่าอื่นๆอีกก่อนจะเดินทางไปถึงชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกในเม็กซิโก
Cabeza de Vaca เป็นภาพยนตร์ขนาดยาวที่สร้างจากเรื่องแต่งเรื่องแรกของเอเชบาร์เรีย ซึ่งเป็นนักมนุษยวิทยาที่เคยสร้างภาพยนตร์สารคดีมาแล้วหลายเรื่อง โดยเอเชบาร์เรียนั้นเป็นคนที่มีความรู้เรื่องวัฒนธรรมอินเดียนแดงดีมาก และปัจจัยนี้ส่งผลให้อินเดียนแดงในเรื่องนี้แตกต่างจากอินเดียนแดงในภาพยนตร์คาวบอยหรือในภาพยนตร์เรื่อง Dances with Wolves เพราะอินเดียนแดงในเรื่องนี้เป็นอินเดียนแดงที่ไม่เคยพบกันคนผิวขาวมาก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้จักม้าและยังคงยังชีพด้วยการล่าสัตว์และพึ่งพาอาศัยกัน และเทคโนโลยีของพวกเขาก็ยังคงใกล้เคียงกับมนุษย์ยุคหิน
โธมัส อี. บิลลิงส์ นักวิจารณ์ทางอินเทอร์เน็ตระบุว่านอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้จะแสดงให้เห็นถึงการเดินทางทางกายของคาเบซาแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังพูดถึงการเดินทางทางจิตใจของเขาด้วย โดยปฏิสัมพันธ์ที่เขามีต่อลัทธิหมอผีคือจุดสนใจสำคัญของเรื่องนี้
ริตา เคมพ์ลีย์ นักวิจารณ์ของวอชิงตันโพสท์ระบุว่า Cabeza de Vaca เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงการเดินทางทางจิตวิญญาณที่ทุกข์ทรมาน และให้บทสรุปว่าชาวอินเดียนแดงในอเมริกาคือเหยื่อของชาวยุโรปที่ป่าเถื่อนและเต็มไปด้วยความละโมบ ซึ่งบทสรุปนี้ตรงกับภาพยนตร์เรื่อง The Mission และ Black Robe
รูปของ CABEZA DE VACA ตัวจริง
http://www.sjsu.edu/faculty/watkins/cabeza.jpg
รูปจากภาพยนตร์เรื่อง CABEZA DE VACA
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00005JXYF.01._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg
http://g-ec2.images-amazon.com/images/G/01/ciu/0b/f2/0dec7220eca0c41944469010.L.jpg
INTERESTING PROGRAMS IN MARCH
http://fr.alliance-francaise.or.th/index.php?option=com_content&task=blogcategory&id=46&Itemid=89
2.ละครเวทีเรื่อง MOUTH ของคณะละครแปดคูณแปดร่วมกับดรีมบ็อกซ์ จะมาเปิดแสดงอีกครั้ง อ่านรายละเอียดได้ที่
http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=8x8theatre&id=35
เมื่อสิงหาคม ปี 49 คณะละครแปดคูณแปดนำเสนอละคร เรื่อง MOUTH ในโรงละครเล็กๆ ของตัวเองที่โรงละครแปดคูณแปด สามย่าน ซึ่งประสบความสำเร็จ และได้รับการต้อนรับจากผู้ชมและนักวิจารณ์เป็นอย่างมาก ถึงขนาดต้องเพิ่มรอบการแสดง
ในปี 50 นี้ คณะละครแปดคูณแปด ตั้งใจนำละครเรื่อง Mouth กลับมาให้ผู้ชมได้ชมอีกครั้งในโรงละครที่สมบูรณ์แบบ ยิ่งขึ้น
เม้าท์ เป็นละครร่วมสมัย ที่นำเสนอ ความปากมากของมนุษย์ ได้อย่าง เมามัน และสนุกสนาน ผู้ชจะได้รับรู้ถึง กลวิธีในการพูด การเม้าท์ ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเม้าท์ลับหลัง เม้าท์ ต่อหน้า เม้าท์ อ้อมๆ เม้าท์ไม่จบไม่สิ้น พูดจนน้ำไหลไฟดับ สรรเสริญ เยินยอ โกหกหลอกลวง ออดอ้อน ออเซาะ ฉอเลาะ นินทาว่าร้าย กระทบกระเทียบ แดกดัน เหน็บแนม เสียดสี ใส่ไฟ ใส่ไคร้ใส่ความ ปล่อยข่าวให้ร่ำลือ ด่าทอ ผรุสวาท ตลบตะแลง ตอแหล ล่อลวง เกลี้ยกล่อม ยุแยงตะแคงรั่ว แก้ต่างแก้ตัว ยั่วให้โกรธ ฯลฯ
โดยคณะ ละครแปดคูณแปด ใช้วิธีการเล่าเรื่องที่ทันสมัย ถ่ายทอดโดยนักแสดงที่ผ่านการฝึกฝนอย่างจริงจัง เน้น ทักษะ และความสามารถทางการแสดง และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทีมนักแสดงทั้ง 10 คนทำให้เม้าท์เป็นละครเวทีร่วมสมัย ที่มีทั้งความแปลกใหม่ และความสนุกสนานที่ไม่เหมือนใคร
คิดดี ทำดี และที่สำคัญ ต้องพูดดีด้วย ถึงจะดีครบสูตร9 -10 -11 มีนาคม 2550 ศุกร์ รอบ 20.00นเสาร์ อาทิตย์ รอบ 14.00 น. และ 20.00 น. ณ โรงละคร BANGKOK PLAYHOUSE @ METROPOLIS ชั้น 7 โรงภาพยนตร์ EGV ราชดำริ
บัตรราคา 400 500 เก้าอี้สวีท คู่ละ 1,200 บาทสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่ง ที่ 081 623 2747
3.ตารางการฉายภาพยนตร์
โครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานอุทยานการเรียนรู้และหอภาพยนตร์แห่งชาติ
ทุกวันอาทิตย์ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ ห้องมินิเธียเตอร์
http://www.bioscopemagazine.com/web2006/webboard/index-in.php?id=56991
อาทิตย์ที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๐
หอบรักมาห่มป่า (๒๕๓๗)
กำกับโดย : บัณฑิต ฤทธิ์ถกล
นำแสดงโดย : จักรกฤษณ์ อำมรัตน์, จันทร์จิรา จูแจ้ง
“ชลิต” และ “ดนัย” เดินขึ้นเหนือเพื่อพิสูจน์รักแท้ที่มีต่อ “หวี” และ “หวัน” แต่เหตุการณ์กลับตาลปัดกลายเป็นการลักพาตัวเกมการไล่ล่าจึงเริ่มขึ้น ผืนป่าที่กว้างใหญ่กลายเป็นสนามแห่งการผจญภัยที่อบอวลด้วยกลิ่นอายของความรักที่หนักหน่วงไม่น้อยไปกว่ากลิ่นควันปืน......
อาทิตย์ที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๐
ตามหาชาวนา (๒๕๔๙) / ชาวนากลับบ้าน (๒๕๔๒ / ๑๒ นาที)
กำกับโดย : บุญส่ง นาคภู่
นำแสดงโดย : บุญส่ง นาคภู่
ตามหาชาวนา เรื่องของอาจารย์ใหม่ไฟแรง ตั้งโจทย์ให้นักศึกษาทำหนังเกี่ยวกับ "ชาวนา" ในความหมายของแต่ละคน ทำให้เกิดคำถามว่าสังคมได้หลงลืมอะไรไปหรือไม่ ?ชาวนากลับบ้าน เมื่อหางานทำไม่ได้ ชาวนาคนหนึ่งจึงพยายามกลับบ้านแต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย
อาทิตย์ที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๐
ช้าง (๒๔๗๑)
กำกับโดย : มีเรียน ซี คูเปอร์
ภาพยนตร์โดยคณะนักถ่ายทำภาพยนตร์ชาวต่างประเทศ ออกฉายสู่สายตาสาธารณชนครั้งแรกในอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2470
อาทิตย์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๐
เงาะป่า (๒๕๒๓)
กำกับโดย : เปี๊ยก โปสเตอร์
นำแสดงโดย : จตุพล ภูอภิรมย์, ศศิธร ปิยะกาญจน์
“ซมพลา” เงาะหนุ่มซึ่งเป็นที่หมายปองของสาวๆ แต่เขาชอบพอกับ “ลำหับ” เงาะสาวซึ่งถูกพ่อจับให้แต่งงานกับ “ฮเนา” หนุ่มเงาะอีกคน ซมพลาจึงพาลำหับหนีในคืนวันงาน โศกนาฏกรรมจึงเกิดขึ้น
FUR: AN IMAGINARY CONVERSATION BY A DEMENTED TEDDY-BEAR LOVER

THIS IS A PHOTO OF “HECATIA” (THE WHITE TEDDY BEAR), WHOM I REGARD AS MY DAUGHTER, AND HER NEW HUSBAND “NATHAN” (THE BROWN TEDDY BEAR).
RECENTLY, I JUST CAME BACK HOME FROM WORK AND FOUND MY DAUGHTER CUDDLING WITH A HANDSOME NEW TEDDY BEAR. SHE KISSED HIM SHAMELESSLY.
“I ALWAYS THOUGHT YOU WERE A BEAR. BUT NOW I THINK YOU ARE A BITCH.” I SCOLD HER.
“I JUST TAKE AFTER MY MOTHER.” MY DAUGHTER REPLIED WITH HER INNOCENT SMILE.
KEIKO ITAKURA AND JAKKAI SIRIBUTR

THE PHOTO ABOVE IS A FLOOR INSTALLATION MADE FROM PAPER, RUBBER, ACRYLIC, PLEXIGLASS BY KEIKO ITAKURA. IT IS SHOWN IN THE "PERVERSION/SUBVERSION" EXHIBITION AT "PLAYGROUND" SOI SUKHUMVIT 55, BANGKOK.
THE DRAWING ABOVE IS ALSO BY KEIKO ITAKURA.
THE PHOTO ABOVE IS A TEXTILE ART MADE BY JAKKAI SIRIBUTR. IT IS ALSO SHOWN IN THE PERVERSION/SUBVERSION EXHIBITION.
SARAWUT CHUTIWONGPETI
THE HOOK IN THIS PHOTO REMINDS ME OF A WEAPON IN THE HONG-KONG MOVIE "SWORDSMAN II" (1992, CHING SIU-TUNG, A++++++++++).

I LIKE THE VIDEO ART IN THIS INSTALLATION VERY MUCH, ESPECIALLY THIS SCENE. I ALWAYS LIKE PHOTOS OF A FOREST LIKE THIS SINCE I WAS A LITTLE CHILD.
SORRY, YOU ONLY LIVE TWICE

THESE ARE THREE PHOTOS FROM "SORRY" (2007, NORASET VAISAYAKUL, A+++++) SHOWN AT PSG GALLERY IN LATE FEBRUARY.
THE FIRST PHOTO IS A VIDEO SHOWING SOME PEOPLE SAYING "SORRY" FOR DOING, THINKING, SAYING SOMETHING WRONG. EACH PEOPLE SEEMED TO BE SENTENCED TO REPEAT ONE SENTENCE A HUNDRED TIMES. THE VIDEO IS ABOUT 30-MINUTE LONG.
THIS IS A PHOTO FROM ONE ROOM IN THE EXHIBITION. THE AUDIENCE STAND IN FRONT OF A GIANT BLUE SCREEN SETTING, WHILE A VIDEO RECORDER IN AN UPPER CORNER OF THE ROOM WILL MATCH THE AUDIENCE WITH A WAR-TORN SETTING IN THE BACKGROUND.
THIS IS A VIDEO SHOWING NORASET VAISAYAKUL IN A BARREN LANDSCAPE. IT MAKES ME THINK OF "PURGATORY", OR SOME MOVIES MADE BY FAOZAN RIZAL, ONE OF THE BEST INDONESIAN FILMMAKERS.
EST-CE QUE TU VIENS POUR LES VACANCES?

After taking a vacation, I thought about an old French song I like very much. It’s “Est-ce que tu viens pour les vacances?” or “Do You Come for the Holidays?” by David and Jonathan.
You can watch a fan-made music video of Est-ce que tu viens pour les vacances? here.
http://www.youtube.com/watch?v=3tRbaiJEwXA
The lyrics of this song:
T'avais les cheveux blonds
Un crocodile sur ton blouson
On s'est connu comme ça
Au soleil, au même endroit
T'avais des yeux d'enfant
Des yeux couleur de l'océan
Moi pour faire le malin
Je chantais en Italien
{Refrain:}
Est-ce que tu viens pour les vacances
Moi je n'ai pas changé d'adresse
Je serai je pense
Un peu en avance
Au rendez-vous de nos promesses
{2x}
Je reviendrai danser
Une chanson triste, un slow d'été
Je te tiendrai la main
En rentrant au petit matin
C'que j'ai pensé à toi
Les nuits d'hiver où j'avais froid
J'étais un goéland
En exil de sentiments
{Refrain}
{2x}
Amour d'enfance
D'adolescence
On dit je t'aime
Et on oublie quand même









