Saturday, August 08, 2015

PROGRAM FOR AUGUST 2015

ตารางชีวิตฮิสทีเรีย

SAT 8 AUG
2000 BLINDSPOT @B-FLOOR
2200 BAJRANGI BHAIJAAN @MAJOR EKAMAI

SUN 9 AUG
1300 AS YOU WERE (2014, Liao Jiekai, Singapore)
1600 THE SECOND LIFE OF THIEVES (2014, Woo Ming Jin, Malaysia)

MONDAY 10 AUG
ดูหนังโรงปกติ 1 ใน 16 เรื่องที่เรายังไม่ได้ดู

TUESDAY 11 AUG
1600 LOVE JUST A COINCIDENCE (2011, Ömer Faruk Sorak, Turkey)
1830 LAST LETTER (2015, Özhan Eren, Turkey)

Wednesday 12 AUG
ดูหนังโรงปกติ

Thursday 13 Aug
1500 นัดพบหมอ เรื่องโรคริดสีดวงจมูก
1930 0110 @sodsai

Friday 14 Aug
1700 CLERMONT FERRAND: HOMAGE
1930 THE ROOM @sodsai

Saturday 15 Aug
1300 INTERNATIONAL COMPETITION 2
1500 INTERNATIONAL COMPETITION 3
1700 CLERMONT FERRAND: YOUTH
1930 TRIFLES @sodsai

Sunday 16 Aug
1500 BANGSAN RAMA
เสร็จแล้วขึ้นไปดูเทศกาล PROMIXITY ที่ชั้น 7 BACC
1900 SONG FROM YESTERDAY

Monday 17 Aug
Tuesday 18 Aug

Wednesday 19 Aug
1700 SOMEWHERE WE NEVER BELONG
1900 OUT OF PLACE 1

Thursday 20 Aug
1700 Wasan Reaoklang Retrospective
1900 OUT OF PLACE 2

Friday 21 Aug
1730 Singapore Short Films

Saturday 22 Aug
1300 Short films from Indonesia, Malaysia and Philippines
1700 INTERNATIONAL COMPETITION 4
1930 SECRET KEEPER

Sunday 23 Aug

1300 JENESYS 2.0

Thursday, August 06, 2015

FILMS SEEN IN THE PROGRAM “PIGEONS HAVE NO EARS”

FILMS SEEN IN THE PROGRAM “PIGEONS HAVE NO EARS”

เป็นโปรแกรมที่หนักมากๆ มีหนัง 2 เรื่องในกลุ่มนี้ (ZAPPIGEON กับ AT THE INTERSECTION OF HUMAN AND PIGEON) ที่ดูแล้วนึกว่ากำกับโดย Viriyaporn Boonprasert เพราะมันเป็นการเอา found footage มาตัดต่อเข้าด้วยกันได้อย่างชั่วร้ายสุดๆ  แต่เราดูแล้วจะนึกถึง “ความงดงามในการตัดต่อ” ในหนังของ Arnont Nongyao ด้วย คือหนังของ Viriyaporn มันจะเน้นที่ content น่ะ แต่หนังของ Arnont Nongyao มันมีความงดงามเชิงกวีในการเรียงร้อยซีนต่างๆเข้าด้วยกัน และเราว่าหนัง 2 เรื่องที่ฉายในโปรแกรมนี้มันมีองค์ประกอบทั้งสองอย่าง นั่นก็คือ “การเรียงร้อยซีนต่างๆเข้าด้วยกันอย่างงดงาม” แต่เมื่อซีนจาก found footage เหล่านี้มาเรียงร้อยเข้าด้วยกันแล้ว มันกลับเกิดความหมายใหม่ที่ชั่วร้ายสุดๆแบบที่เราจะพบได้ในหนังของ Viriyaporn Boonprasert

1.PIGEON+ (2015, Guillaume Coutances, A+30)
อันนี้เป็นหนังไซไฟที่พิศวงมากๆ นึกว่ามีแต่ Chaloemkiat Saeyong เท่านั้นที่สามารถต่อกรกับหนังเรื่องนี้ได้

2.ZAPPIGEON (2015, Samy El Ghassasy, A+30)

3.AT THE INTERSECTION OF HUMAN AND PIGEON (2015, Robin Garnier-Wenisch, A+30)

4.CASSANDRA & SYBILLE (2015, Mélanie Villemot, A+15)

เรื่องนี้น่าสนใจน้อยสุด แต่ดนตรีประกอบมันหนักมาก 

Wednesday, August 05, 2015

EMAIL OR PHONE, PASSWORD. KEEP ME LOGGED IN (2015, Thamsatid Charoenrittichai, 8min, A+30)

EMAIL OR PHONE, PASSWORD. KEEP ME LOGGED IN (2015, Thamsatid Charoenrittichai, 8min, A+30)
อีเมลหรือโทรศัพท์, รหัสผ่าน. ให้ฉันอยู่ในระบบต่อไป


1.จุดที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เป็นเพราะว่าเราไม่เคยเจอหนังสั้นไทยยุคใหม่ที่เอา intertitle แบบหนังเงียบมาใช้แบบนี้เลยน่ะ เหมือนเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกหรือหนึ่งในเรื่องแรกๆที่เราเจอ ถึงแม้เราจะดูหนังสั้นไทยยุคใหม่มาแล้ว 20 ปีก็ตาม เราก็เลยดีใจมากๆที่มีคนเอาลักษณะของหนังเงียบแบบนี้มาใช้

คือหนังสั้นไทยหลายๆเรื่องที่เราเจอ มันจะเป็นเพียงแค่ “หนังที่ไม่มีบทสนทนา” น่ะ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นหนังที่ทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์ที่อาจารย์ตั้งไว้ เพื่อฝึกทักษะในการเล่าเรื่องด้วยภาพ เพราะฉะนั้นหนังสั้นไทยของนักศึกษากลุ่มนั้น ก็เลยไม่มีบทสนทนา และไม่มี intertitle ไปด้วย ซึ่งจะแตกต่างจากหนังเงียบในยุคโบราณที่มันมีบทสนทนา เพียงแต่บทสนทนามันถูกสื่อสารด้วย intertitle แทนที่จะสื่อสารด้วยเสียง

หนังไทยอีกกลุ่มที่เรามักจะเจอ ก็คือหนังที่ขึ้น text กลางจอ แต่ text ส่วนใหญ่ที่ขึ้นมากลางจอในหนังกลุ่มนี้มันไม่ใช่บทสนทนาแบบหนังเงียบ เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้ก็เลยถือเป็นหนังสั้นไทยยุคใหม่เรื่องแรกๆที่เราเคยดูที่ใช้ intertitle แบบนี้

2.นอกจากการใช้ intertitle แล้ว หนังเรื่องนี้ยังทำกรอบภาพของ intertitle ให้สวยงาม และมีการใช้ดนตรีประกอบแบบหนังเงียบยุคโบราณด้วย คือพอดูอะไรแบบนี้แล้วก็เลยรู้สึกว่า นอกจากผู้กำกับหนังเรื่องนี้จะเป็นคนไทยคนแรกๆที่เอาลักษณะนี้ของหนังเงียบมาประยุกต์ใช้แล้ว เขาน่าจะเป็น cinephile ด้วย คือถ้าหากผู้กำกับไม่ใช่คนที่รักการดูหนัง เขาไม่น่าจะทำหนังแบบนี้ออกมาได้ และนั่นก็เลยทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เพราะปกติเรามักจะชอบหนังที่มีความเป็น cinephile อยู่ในตัวหนังอยู่แล้ว นั่นก็คือหนังที่มีการอ้างอิงถึงเนื้อหาหรือสไตล์ของหนังเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะหนังนอกกระแส อย่างเช่นหนังเรื่อง I HATE YOU, BUT I LIKE YOU TO STAY (2015, Teerath Whangvisarn, A+30) ที่เรารู้สึกว่ามีความเป็น cinephile อยู่ในตัวหนังมากๆเช่นกัน

3.เข้าใจว่าหนังเรื่องนี้ต้องการเปรียบเทียบหรือผสมผสานลักษณะของหนังเงียบยุคโบราณ เข้ากับวิธีการสื่อสารของคนยุคปัจจุบันนะ โดยเฉพาะคนที่สื่อสารกันทางแชท โดยหนังเรื่องนี้เก็บลักษณะของการแชท อย่างเช่น การพิมพ์ผิดและเสียงเคาะแป้นพิมพ์ และใส่ลักษณะดังกล่าวเข้าไปในหนังด้วย ซึ่งจุดนี้ก็น่าสนใจดี เพียงแต่เรารู้สึกว่าประเด็นนี้มันอาจจะไม่ได้ลึกมากนัก หรือไม่ได้นำพาไปสู่อะไรที่รุนแรงมากนัก

4.แต่ยังไงเราก็ชอบหนังเรื่องนี้มากๆอยู่ดีแหละ อีกจุดที่ชอบก็คือมันเป็นหนึ่งในหนังไทยไม่กี่เรื่องที่ “สไตล์กลายเป็นเนื้อหาของหนัง” ในแบบที่ถูกต้องน่ะ คือหนังโดยทั่วๆไปแล้ว เนื้อหาของหนังมันอยู่ใน “เนื้อเรื่องที่เล่า” แต่มันมีหนังไทยไม่กี่เรื่องที่ “สไตล์สำคัญกว่าเนื้อเรื่อง” เพราะจุดสำคัญของหนังคือ “สไตล์” หรือ form หรือวิธีการเล่าเรื่องมากกว่าเนื้อหาที่มันเล่า โดยตัวอย่างของหนังแบบนี้อาจจะมีเช่นหนังของ Raya Martin หลายๆเรื่อง อย่างเช่น THE GREAT CINEMA PARTY (2012) ที่เรารู้สึกว่า “สไตล์” หรือ “form” ของแต่ละช่วงของหนัง อาจจะมีความสำคัญมากกว่าเนื้อเรื่องที่มันเล่า เราก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่อง “อีเมลหรือโทรศัพท์” เรื่องนี้ มีความโดดเด่นมากๆ เพราะมันเป็นหนึ่งในหนังสั้นไทยไม่กี่เรื่องที่ทำแบบเดียวกันนี้ด้วย

แต่ที่เราบอกว่า “สไตล์กลายเป็นเนื้อหาของหนัง” ในแบบที่ถูกต้อง เพราะเราไม่ต้องการให้คนสับสนกับหนังไทยที่เน้น “สไตล์” แต่เนื้อหากลวงโบ๋นะ เราหมายถึงหนังไทยบางเรื่องที่อาจจะเน้นถ่ายสวยๆ เก๋ๆ stylish มากๆ แต่เนื้อหาไม่มีอะไรน่ะ คือหนังกลุ่มนั้นมันเน้นสไตล์ แต่มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ในขณะที่หนังอย่าง “อีเมลหรือโทรศัพท์” และหนังของ Raya Martin บางเรื่องมันเป็นหนังที่เน้น style หรือ form แต่ style หรือ form ของมันเป็นอะไรที่น่าสนใจ และเป็น “เนื้อหา” ที่น่าคิดจริงๆ

5.ตอนแรกนึกว่าหนังเรื่องนี้กำกับโดยเด็กมัธยม เพราะคนเล่นดูเหมือนเด็กมัธยมากๆ เนื้อเรื่องก็ใสๆแบบเด็กมัธยมมากๆ ตอนดูก็เลยดีใจมากๆว่า ตายแล้ว มีเด็กมัธยมที่เป็น cinephile แล้วคลั่งไคล้หนังเงียบด้วยเหรอ น่าดีใจจริงๆ

พอให้เกรดเสร็จแล้ว เพิ่งมารู้ทีหลังว่า จริงๆแล้วผู้กำกับเรียนมหาลัยแล้ว และเป็นเพื่อนเรานี่เอง 55555 แต่ก็ยังชอบหนังเรื่องนี้มากเท่าเดิมแหละ เพราะมันเป็นหนึ่งในหนังไทยยุคใหม่เรื่องแรกๆที่เอา intertitle แบบนี้มาใช้, เรารู้สึกว่ามันมีความเป็น cinephile อยู่ในหนัง และเราชอบการที่ “form หรือ style กลายเป็นเนื้อหาของหนัง”


6.จริงๆแล้วมีหนังอีกเรื่องที่ form หรือ style กลายเป็นเนื้อหาของหนังในงานมาราธอนปีนี้นะ ซึ่งก็คือเรื่อง WE ARE TELLING YOU (พรทิพย์ เกียรตินิรันดร์, A+10)  ที่เล่าเรื่องออกมาใน 3 สไตล์ ซึ่งได้แก่สไตล์หนัง gangster, หนัง film noir และหนัง sci-fi ซึ่งจริงๆแล้วเราว่าไอเดียตรงนี้ดีมาก โดยเฉพาะการเอารูปแบบหนัง film noir มาใช้ แต่โดยรวมแล้ว มันไม่น่าตื่นเต้นสำหรับเราเท่ากับการเอา style ของหนังเงียบยุคโบราณมาใช้น่ะ และเราว่าโทนหนังโดยรวมๆของ WE ARE TELLING YOU ที่ออกมาตลกๆ มันไม่เข้ากับรสนิยมส่วนตัวของเราด้วย เราก็เลยไม่ได้ชอบ WE ARE TELLING YOU มากนัก ถึงแม้ว่าเราจะชอบไอเดียบางอย่างของหนังเรื่องนี้มากๆ หรือชอบโครงสร้างของหนังเรื่องนี้มากๆก็ตาม

IN THE DREAM OF EMPTY NIGHT (2015, Chalermpong Udomsilp, 58min, A+30)


IN THE DREAM OF EMPTY NIGHT (2015, Chalermpong Udomsilp, 58min, A+30)
โลกละเมอ (เฉลิมพงษ์ อุดมศิลป์)

--จำรายละเอียดอะไรในหนังไม่ได้แล้ว เพราะดูมานานเดือนนึงแล้ว แต่ที่แน่ๆก็คือนี่เป็นหนึ่งในหนังไทยที่ชอบมากที่สุดในปีนี้

--จุดสำคัญที่ชอบมากๆก็คือการที่หนังมันตอบสนอง romantic fantasy ของเราได้ตรงมากๆ คือสถานการณ์หลายๆอย่างในหนังมันทำให้เรามีความสุขเมื่อเราจินตนาการว่าเราได้เป็นพระเอกของเรื่องน่ะ

จุดที่หนังมันตอบสนองแฟนตาซีของเราก็มีเช่น การได้รูมเมทเป็นหนุ่มหล่อ, การที่หนุ่มหล่อคนนี้อยู่ดีๆก็ละเมอขึ้นมานอนทับตัวเรา (ดูแล้วฉ่ำแฉะมากๆค่ะในจุดนี้), การได้สานความสัมพันธ์กับเขา, ฉากขี่จักรยานแล้วมีการกางแขนในหนังเรื่องนี้ก็ดูโรแมนติกมากๆๆๆ, การเลื่อนเตียงมาติดกัน, etc.

--แต่หนังเรื่องนี้มีอะไรที่แตกต่างจากหนัง homoerotic ทั่วไปในบางประการ อย่างเช่น

1.ผู้กำกับอาจจะไม่ได้ตั้งใจให้มัน homoerotic ขนาดนี้ แต่คนดูบางคนดูแล้วพบว่ามันสามารถตอบสนอง homoerotic fantasy ของตนเองได้อย่างสุดยอดมากๆ

การที่ผู้กำกับอาจจะไม่ได้ตั้งใจ มันก็เลยทำให้ความ homoerotic ของหนังเรื่องนี้มีความโดดเด่น ไม่ซ้ำแบบใคร และมันก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้ดูมีความ “เย้ายวน” แบบแปลกๆสำหรับเราน่ะ

คือโดยรสนิยมส่วนตัวของเราแล้ว เรามักจะชอบหนังที่ไม่สาดอารมณ์บางอย่างอย่างล้นเกินใส่เราน่ะ อย่างเช่นเราจะชอบหนังเรื่อง “ตุ๊กตาหมี” ของ Pissanupong Rattana อย่างสุดๆ เพราะมันเป็นหนังที่มีความตลกอย่างมากๆอยู่ในนั้น ถึงแม้หนังมันจะพยายามทำตัวเป็นหนังซีเรียสก็ตาม มันเหมือนกับว่าความตลกของหนังมันถูก balance ด้วยความซีเรียส รสชาติโดยรวมของหนังก็เลยออกมาพอดี ในขณะที่หนังอย่าง ID OF TEM 2 (สมาพันธ์มินิฟิล์ม) มันตลกในเกือบทุกๆองค์ประกอบ เราก็เลยรู้สึกว่ามันเหมือนกับสาดความตลกใส่หน้าเรามากเกินไป จนเราไม่ค่อยชอบมันมากนัก

เราว่าโลกละเมอก็มีความ balance ในทำนองเดียวกัน ถ้าให้เราเปรียบเทียบง่ายๆก็คือว่า หนังบางเรื่อง อย่างเช่น “หนังโป๊เกย์” มันสาดความเงี่ยนใส่เรามากเกินไป มันเหมือนกับการโยนช่อดอกไม้มาที่หน้าเรา ซึ่งแทนที่เราจะรับช่อดอกไม้นั้น เรากลับเบี่ยงตัวหลบมัน หรือเอามือปัดช่อดอกไม้นั้นออกไปเพื่อไม่ให้มันมากระแทกหน้าเรา แต่หนังที่ “นำเสนอความ homoerotic แบบอ้อมๆ, เบี่ยงๆ, แฉลบๆ” มันเหมือนกับคนที่โยนช่อดอกไม้มายังจุดที่ห่างจากตัวเราประมาณ 3 คืบ และมัน “เย้ายวน” ให้เรากระโดดไปรับช่อดอกไม้นั้น และเราก็เลยกระโดดไปรับช่อดอกไม้นั้นด้วยความดีใจ

สรุปว่าที่เปรียบเทียบมาข้างต้นก็คือว่า เราว่า “หนังโป๊เกย์” บางทีมันสาดอารมณ์บางอย่างใส่เรามากเกินไป จนเราหนีห่างจากมัน แต่หนังอย่าง “โลกละเมอ” มันให้อารมณ์ homoerotic อย่างอ้อมๆ หรืออย่างไม่ได้ตั้งใจ และมันก็เลยเย้ายวนเรา หรือดึงดูดเราให้เข้าไป explore อารมณ์ที่อาจจะซ่อนอยู่ในแต่ละฉากในหนังเรื่องนั้นได้ดีกว่าหนังบางเรื่องที่สาดอารมณ์นั้นเข้าใส่เราโดยตรง

2.การที่เรารู้สึกว่า หนังมี 2 genres ดำเนินควบคู่กันไป ซึ่งก็คือ genre หนังเกย์ กับ genre หนังจิตวิทยา และการที่มันดำเนินเรื่องบน 2 genres ควบคู่กันไปนี้ มันทำให้เรารู้สึกสนุกสุดๆขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ เพราะเราจะลุ้นตลอดเวลาว่า genre ไหนจะเป็นฝ่ายชนะในตอนจบของเรื่อง หรือหนังจะเลือกจบโดยเอนเอียงไปทางขนบของ genre ไหนกันแน่

คือการที่หนังเหมือนยืนอยู่ 2 genres แทนที่จะเป็น genre เดียว มันทำให้เรารู้สึกว่า “โลกของหนังเรื่องนี้มันมี possibilities มากขึ้นน่ะ” มันทำให้เราเดาได้ยากขึ้นว่า จะเกิดอะไรในฉากต่อไป

กรณีหนึ่งที่น่าจะนำมาเปรียบเทียบได้ดีก็คือ หนังเรื่อง JOURNEY OF LOVE เพื่อนรัก รักเพื่อน (Pratchaya Wongnanta, A+30) ที่เนื้อเรื่องเหมือนยืนอยู่บน genre เดียว นั่นก็คือ genre หนังเกย์ คือขณะที่ดูหนังเรื่อง JOURNEY OF LOVE นี้ เราจะลุ้นมากๆให้ผู้ชายในเรื่องได้กันสักที และพอผ่านไปครึ่งเรื่อง พอมันได้กันจริงๆ อารมณ์ลุ้นของเราก็ค่อยๆฝ่อลง เพราะการที่หนังมันทำตัวอยู่ในขนบหนังเกย์ของมันอย่างเหนียวแน่น มันทำให้เราคาดเดาได้ง่ายๆว่า ในช่วงท้ายของหนัง มันจะต้องเกิดเหตุการณ์ A หรือไม่ก็เกิดเหตุการณ์ B หรือไม่ก็เกิดเหตุการณ์ C แน่ๆ ผู้ชายในเรื่องมันจะต้องทะเลาะกันด้วยสาเหตุอะไรสักอย่าง แล้วก็คืนดีกันได้ในตอนจบ หรือไม่ก็แยกทางกันไป หนังประเภทนี้มันมีตอนจบให้เลือกไม่กี่แบบหรอก

แต่พอ โลกละเมอ มันเหมือนดำเนินเรื่องไปบน 2 genres พร้อมกัน ทางเลือกที่เป็นไปได้ในหนังก็เพิ่มมากขึ้น คือแทนที่จะเหลือทางเลือก 3 ทางสำหรับช่วงท้ายของหนังแบบ JOURNEY OF LOVE เราก็เริ่มเดาไม่ถูกแล้วว่า หนังมันจะเป็นยังไงต่อไป หนังมันจะเลือกจบแบบหนังเกย์หรือเปล่า ตัวละครมันจะได้กันหรือเปล่า ตัวละครมันจะรักกันในตอนจบหรือเปล่า หรือมันจะเลิกรากันไป หรือว่า genre จิตวิทยาจะเป็นฝ่ายชนะ ช่วงครึ่งหลังของหนังมันจะออกมาเป็นหนังจิตวิทยาแนว “เพื่อนกูเป็นบ้า” เรื่องไหนกันนะ มันจะออกมาแบบ MAGIC MAGIC (2013, Sebastián Silva) หรือออกมาแบบ SINGLE WHITE FEMALE (1992, Barbet Schroeder) หรือออกมาแบบ 301/302 (Cheol-su Park) หรือออกมาแบบ PRICK UP YOUR EARS (1987, Stephen Frears) หรือจะจบแบบ LES BICHES (1968, Claude Chabrol) คือการที่โลกละเมอ มันเหมือนดำเนินเรื่องใน 2 genres พร้อมกัน มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า โลกในหนังเรื่องนี้มันมี “ทางเลือกที่น่าจะเป็นไปได้” มากกว่าในหนังเกย์ธรรมดา

--เราพอใจกับตอนจบของ โลกละเมอ นะ เราว่าจบแบบนี้มันก็จริงใจกับตัวละครของมันดี ซึ่งจุดนี้จะแตกต่างจากหนังเรื่อง DAILY MALICE (2015, Yukontorn Kaewprang, A+30) ที่เหมือนดำเนินเรื่องไปบน 2 genres พร้อมกัน นั่นก็คือ genre หนังเกย์ กับ genre หนังการเมือง และหนังก็ต้องเลือกเหมือนกันว่า หนังจะจบโดยเอนเอียงไปทางขนบของ genre ไหน แต่เราว่าตอนจบของ DAILY MALICE มันเหมือนฝืนตัวละครของมันมากเกินไปน่ะ ในขณะที่ตอนจบของ โลกละเมอ มันไม่ฝืนตัวละครของมัน



FORGET LOVE (2015, Papitchaya Chantalajesdakorn, A+30)


ลืม รัก (2015, ปพิชญา จันทรเจษฎากร, 28min, A+30)

--สิ่งที่ชอบมากๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังให้ความสำคัญมากพอสมควรกับอาชีพของตัวละครน่ะ คือตัวละครทั้ง 3 คนเป็นสถาปนิกหมดเลย และดูเหมือนหนังให้ความสำคัญกับจุดนี้มากกว่าหนังไทยโดยทั่วไป

คือพล็อตหลักของหนังจริงๆแล้วเราเฉยๆนะ เพราะพล็อตเรื่องพ่อแม่ปู่ย่าตายายญาติโกโหติกาเป็นอัลไซเมอร์นี่ เป็นพล็อตที่เราเคยเจอในเทศกาลหนังสั้นไทยมาแล้วประมาณ 50 เรื่องได้มั้ง และเราก็คิดว่าหนังเรื่องนี้นำเสนอในส่วนของพล็อตหลักได้ดีแบบเสมอตัว คือจริงๆแล้วมันก็ทำได้ดีมากแหละในส่วนนี้ เพียงแต่ว่ามันอาจจะมีหนังสั้นไทยอีกประมาณ 20-30 เรื่องที่ทำส่วนนี้ได้ดีพอๆกัน เพราะฉะนั้นถึงแม้หนังเรื่องนี้จะนำเสนอเรื่องราวซึ้งๆของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้ดีมาก แต่มันก็ “ดีมาก” ในระดับที่เท่ากับหนังสั้นเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องน่ะ

แต่เป็นสิ่งที่ดีที่หนังเรื่องนี้มีจุดเด่นเป็นของตัวเองเมื่อเทียบกับหนังอัลไซเมอร์เรื่องอื่นๆ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นเมื่อเทียบกับหนังสั้นของนักศึกษาไทยโดยทั่วไปก็ได้ เพราะหนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญมากพอสมควรกับอาชีพของตัวละคร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยพบในหนังสั้นของนักศึกษาไทยโดยทั่วไป เพราะในหนังสั้นของนักศึกษาไทยนั้น เรามักจะพบแค่ “ตัวละครที่ทำงานออฟฟิศ” แต่เราแทบไม่เคยรู้เลยว่าออฟฟิศนั้นเป็นของบริษัทที่ทำธุรกิจประเภทอะไร เพราะฉะนั้นหนังเรื่อง “ลืม รัก” ก็เลยมีจุดเด่นขึ้นมาได้ในแง่นี้ และไม่จมหายไปกับหนังสั้นไทยอัลไซเมอร์จำนวนมาก

--การที่ตัวละครหลักทั้ง 3 คนเป็นสถาปนิกนั้น ยังเกี่ยวข้องกับอีกปัจจัยนึงที่เราชอบมากๆในหนังเรื่องนี้ด้วย นั่นก็คือ “บ้าน” ที่ตัวละครอยู่ เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับ “บ้าน” ที่ตัวละครอยู่จนเหมือนกับมันเป็นตัวละครอีกตัวนึงเลยน่ะ และเราว่าหนังเรื่องนี้เลือกโลเกชั่นบ้านที่ใช้ถ่ายหนังได้ดีมากๆด้วย

--สำหรับเราแล้ว เราคิดว่าฉากไคลแมกซ์ของหนังเรื่องนี้ หรือฉากที่ประทับใจเรามากที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือฉากตอนท้ายๆเรื่องที่พระเอกเดินไปตามจุดต่างๆในบ้านเพื่อหาพ่อของตัวเองน่ะ ฉากนั้นถ่ายดีมาก และมันเหมือนกับว่า โครงสร้างสถาปัตยกรรมของบ้านหลังนี้ มันกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญขึ้นมาในฉากนั้น เราว่าจุดนี้เป็นอีกจุดนึงแหละที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังทั่วๆไป เพราะหนังทั่วๆไปมันไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็น material ของบ้านมากเท่านี้ คือหนังเรื่องอื่นๆอาจจะพูดถึง “บ้าน” ในแง่จิตใจ แต่เราว่าหนังเรื่องนี้ “บ้าน” มันมีพลังทั้งในทางวัตถุและในทางจิตใจด้วย

--เราชอบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของพระเอกกับพ่อด้วย เพราะถ้าเราเข้าใจไม่ผิด พระเอกเหมือนจะมีฐานะเป็น “ลูกศิษย์” ของพ่อตัวเองด้วย เหมือนกับว่าเขาเคยเรียนรู้เรื่องสถาปัตย์จากพ่อด้วย เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ของเขากับพ่อก็เลยซับซ้อนยิ่งขึ้น

--ในส่วนของพล็อตหลักเรื่องอัลไซเมอร์นั้น เราว่าหนังเรียบเรียงอารมณ์ต่างๆได้ดีนะ คือทั้งๆที่เราเดาได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ว่าในหนังแบบนี้ มันต้องมีฉากที่พ่อก่อเหตุจนสร้างความลำบากใจให้ลูกอย่างมาก จนลูกทนไม่ไหว และต้องมีการ reconcile อะไรกันสักอย่างในตอนจบ แต่ถึงแม้เราจะเดาเนื้อเรื่องได้ล่วงหน้า หนังก็ไม่ทำให้เราเบื่อเลยน่ะ ในฉากที่ลูกโมโหอย่างรุนแรงตอนคุยโทรศัพท์เรื่องงานนั้น เราอินกับตัวลูกมากๆเลยนะ คือถ้าเราเป็นลูกที่เครียดเรื่องงานอย่างรุนแรง แล้วมาเจออะไรแบบนี้ มันก็ยากที่จะไม่ระเบิดอารมณ์ออกมา ถึงแม้เราจะรู้ตัวว่าเราไม่ควรทำแบบนั้นก็ตาม คือเราว่าหนังสร้างสถานการณ์ในฉากนั้นได้ดีพอสมควร มันเป็นสถานการณ์ที่เครียด น่าโมโห และน่าเศร้าใจ และ “ไม่มีใครผิด” ในฉากนั้น

--อีกอย่างที่ดีมากๆ ก็คือ หนังไม่ได้มีท่าทีสั่งสอนอะไรคนดู และไม่พยายามสร้างความซาบซึ้งมากเกินไป คือหนังอัลไซเมอร์บางเรื่อง มันมีท่าทีสั่งสอนคนดูว่า เราต้องให้อภัยผู้ป่วยอัลไซเมอร์นะ เราต้องสำนึกในบุญคุณพ่อแม่ บลา บลา บลา ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเบื่อมากๆ เพราะมนุษย์ปกติที่มีสามัญสำนึกมันก็น่าจะสำเหนียกเรื่องนี้ได้เองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบมากๆที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีการชี้นิ้วประณามว่าลูกทำผิดที่ไปโมโหใส่พ่อ และไม่ได้มีการพยายามสร้างความซาบซึ้งมากเกินไป คือเรามองว่าสถานการณ์ในช่วงท้ายของหนัง มันเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆน่ะ หลายคนถ้าเจอแบบนั้นก็ต้องอดโมโหพ่อไม่ได้ในฉากนั้น และต้องรับมือกับปัญหาชีวิตต่างๆที่จะตามมาในการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ต่อไป

--ส่วนเรื่องที่ว่า หนังเรื่องนี้ควรปรับปรุงในด้านไหนบ้างนั้น ตอนนี้เรานึกไม่ออกนะ เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้มากๆน่ะ เราว่าต้องให้คนที่ไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากนักมาเป็นคนที่ให้คำแนะนำในเรื่องนี้

--สรุปว่าชอบ “ลืม รัก” มากๆเพราะการให้ความสำคัญกับอาชีพของตัวละคร, การที่ “บ้าน” กลายเป็นเหมือนตัวละครสำคัญตัวนึงในเรื่อง, การที่หนังทำได้ดีพอสมควรในการเล่าเรื่องผู้ป่วยอัลไซเมอร์ และเพราะว่าพระเอกหล่อมากๆๆๆๆ 555

ส่วนต่อไปนี้ไม่เกี่ยวกับหนังเรื่อง “ลืม รัก” แต่เป็นความคิดเห็นเพิ่มเติมของเราเกี่ยวกับหนังกลุ่มนี้จ้ะ

เนื่องจากมีหนังสั้นเกี่ยวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์จำนวนมาก เราก็เลยลองนึกเล่นๆดูว่า ทำไมคนไทยถึงชอบทำหนังสั้นเกี่ยวกับประเด็นนี้กันมากนัก เราก็เลยเดาว่า สาเหตุน่าจะเป็นดังต่อไปนี้

1.มีการประกวดหนังสั้นเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยเฉพาะหนังสั้นอัลไซเมอร์กลุ่มแรกๆที่ออกมาเมื่อราว 10 ปีก่อน ที่น่าจะเป็นหนัง “โครงการ” คือเป็นหนังที่ทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์เรื่องอัลไซเมอร์โดยเฉพาะ

2.มันเป็นปัญหาที่ไม่ไกลตัว เพราะเราคิดว่าหลายๆคนคงมีเพื่อนที่มีญาติเป็นโรคนี้จริงๆ อย่างเราก็พบว่าเพื่อนในเฟซบุ๊คบางคนก็มีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์

3.เราว่าโรคนี้มันเหมาะกับ “ภาพยนตร์” น่ะ คือมันเป็นโรคที่สร้าง dilemma ให้ตัวละครต่างๆได้ดี ตัวละครจะหาทางรับมือกับการจัดแบ่งตารางชีวิตยังไงในการดูแลญาติที่ป่วยเป็นโรคนี้ และโรคนี้ยังนำมาซึ่งสถานการณ์ดราม่าต่างๆได้ง่ายด้วย เพราะฉะนั้นโรคนี้ก็เลยเป็นโรคที่ “เอื้อต่อการสร้างภาพยนตร์” มากๆ ในขณะที่ถ้าหากตัวละครป่วยเป็นโรคอื่นๆ อย่างเช่น “โรคไข้กาฬหลังแอ่น” มันก็คงยากที่จะคิดว่าจะสร้างหนังที่น่าประทับใจได้อย่างไรเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคนี้

4.อีกจุดที่สำคัญมากๆที่ทำให้โรคอัลไซเมอร์ “เอื้อต่อการสร้างภาพยนตร์” เป็นเพราะว่าโรคนี้มันเกี่ยวข้องกับ “ความทรงจำ” น่ะ และเราว่าประเด็นเรื่อง “ความทรงจำ” มันเป็นประเด็นที่นำมาเล่นกับภาพยนตร์ได้ง่าย และถ้าเล่นกับมันดีๆ หนังมันก็จะออกมาดีมากๆ

ขอแถมท้ายด้วยรายชื่อหนังไทยเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์หรือโรคความจำเสื่อมที่เราชอบมากๆ เราว่าหนังแต่ละเรื่องในกลุ่มนี้ก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป บางทีควรจะมีใครสักคนหยิบหนังกลุ่มนี้มาวิเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบ-เปรียบต่างระหว่างกัน

1.เหมือนเคย (2006, Sivaroj Kongsakul)
2.MEMORIES (2006, ธีระพล สุเนต์ตา)
3.IN AFRICA (2010, ปัญจพล ทรงวิศวะ)
4.ENDLESSLY ตลอดไป (2014, Sivaroj Kongsakul)
5.นาฬิกา (2014, ณัฐชา ขจรเกียรติสกุล)
6.เลือนราง (2015, สุธีกานต์ ศุภมิตร์)

และก็มีหนังอีกเรื่องที่เราไม่แน่ใจว่าตัวละครคุณยายป่วยเป็นอัลไซเมอร์หรือแค่มีอาการประสาทแดก ซึ่งก็คือเรื่อง GRANDMA CHA WANTS TO BE SURREAL ยายชาอยากเซอร์เรียล (2009, Saowapak Suriyawongpaisal) 



Monday, August 03, 2015

2015 THESIS FILMS BY ICT SILPAKORN STUDENTS THAT I SAW

2015 THESIS FILMS BY ICT SILPAKORN STUDENTS THAT I SAW

หนังมี 62 เรื่อง แต่เราได้ดูไปแค่ 40 เรื่อง เพราะมันดันชนกับงาน retrospective ของ John Torres

1.TEMPERATURE OF ROOMTONE ในวันที่พระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันตก (ภมรภรณ์ ตันเดี่ยว, A+30)
2.โลกละเมอ (เฉลิมพงษ์ อุดมศิลป์, 57min, A+30)
3.จนกว่าเธอจะกลับมา (สิทธิกร ตรีโชควิพุธ, 41min, A+30)
4.SMILE AGAIN (บัว คำดี, 33min, A+30)
5.EAR หู (ธีรภาส ว่องไพศาลกิจ, A+30)
6.เจ้าแม่กวนอิม...เราจะไม่ทานเนื้อ (วันฤดี พึ่งความชอบ, A+30)
7.พฤษภาไม่นานก็คลี่คลาย (วัศยา บุญนัดดา, A+30)
8.AND THE AWARD FOR THE BEST WHORE GOES TO... (ธิติวัฒน์ ขจร, A+30)
9.NICE SHOP (สิวาพรรณ สวนงาม, 30min, A+30)
10.แม่ไม่สบาย (กัมปนาท ดอกเป็ง, A+30)
11.TOMORROW OF YESTERDAY (อธิศ กิจศุภไพศาล, A+30)
12.ผาสาทกระดาษสี (สุดาภา เคารพไทย, documentary, A+30)
13.MACRO (เศรษฐสิริ ชาญจรัสพงศ์, A+25)
14.GRANDMOTHER (ปานกมล ปานเจริญ, A+25)
15.BYE BYE UTERI (พารุ่ง ชุมพลอโนมคุณ, A+25)
16.DARIKA ดาริกา (ธีระวิชช์ ศรีศิริ, 49min, A+20)
17.การ์ดป้องกัน (ภริมอรต์ เทอดไทย, A+20)
18.สกุณาย่อง (ศศิกานต์ แก่นมณี, A+20)
19.แจ็คพูดว่า หลากหลาย ตามนั้น ประมาณนี้ (วุฒิชัย ตั้งหลักศิลาทอง, A+20)
20.ตามหาใบโคลเวอร์ให้ครบสี่แฉก (สุภาภรณ์ พันธ์สบาย, A+20)
21.BY MY SIDE (ภิญญดา คมสัน, A+15)
22.JIMMY FLOWER (จุฑามาศ จิตต์สวัสดิ์ไทย, A+15)
23.DAY OF LOVE วาเลนไทน์นั้น...ฉันมีเธอ (ขวัญจิรา ลิมปนเวทย์สกุล, A+15)
24.OXYGEN (กชวรรณ วิเวก, 35min, A+15)
25.I DON’T KNOW (ธนกฤต ขันติอุดม, 59min, A+10)
26.มะพร้าววิทยาลัย (ชาญสิทธิ์ สุวรรณเก, A+10)
27.TURNOUT (วิภาวี ศุภณาฤกษ์, A+10)
28.TWISTASTER (จิตฏมาศ ดีทองงาม, A+10)
29.DO I EVER CROSS YOUR MIND (จงรัก ทิมมณี, A+10)
30.เลือนราง (สุธีกานต์ ศุภมิตร์, A+5)
31.ILOST (สุชานันท์ ทรัพย์รื่นรวย, A+5)
32.MEMO (สาลินี ตั้งปนิธานดี, A+)
33.EYE(S) อายส์ (วิลาวัณย์ นวลทอง, 38min, A+)
34.ออกกำลังรัก (กมลรัตน์ ภักดีบาง, A)
35.หมากัด...ให้รักตอบ (อภินันท์ ธรรมานนท์, 48min, A-)
36.SPRING MELT (HARU NO RERUTO) (นิธิกานต์ ศิวพิทักษ์, animation, A-)
37.ประโยคที่ละไว้ในฐานที่(ไม่)เข้าใจ (นริศรา สุระกำแหง, 43min, A-)
38.ที่(เคยเป็น) ของเรา (กมลวรรณ ฟางทสวัสดิ์, A-/B+ )
39.PRESENT (ธันญ์ปพัชร อนงค์ชัย, B+ )
40.เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป (กิตติพร โจซิ้ม, B+  )

เสียดายไม่ได้จดว่าหนังเรื่องไหนมาจากห้องของ advisors คนไหน 55555

Sunday, August 02, 2015

PART TWO (2015, Chaleamchon Natipat, 71min, A+30)

หลังจากที่เมื่อวันก่อนเราเพิ่งเขียนว่า หนังไทยขนาดยาว (หมายถึงยาวกว่า 30 นาที) ที่เราชอบมากที่สุดในปีนี้ อาจจะเป็นเรื่อง “โลกละเมอ” (2015, เฉลิมพงษ์ อุดมศิลป์, 58 นาที), “โสฬส” (2015, Teeranit Siangsanoh, 79min) กับ HOW TO WIN AT CHECKERS EVERY TIME (2015, Josh Kim) ปรากฏว่าวันนี้อันดับหนังถูกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เพราะมีหนังไทยขนาดยาวกว่า 30 นาทีอีก 3 เรื่องที่เราชอบมากๆในวันนี้จนอาจจะมีสิทธิ์ติดอันดับหนึ่งประจำปีได้เช่นกัน ซึ่งได้แก่เรื่อง DAILY MALICE (2015, Yukontorn Kaewprang, 44min, A+30), SEE YOU TOMORROW (2015, Nattawoot Nimitchaikosol, 53min, A+30) กับ PART TWO (2015, Chaleamchon Natipat, 71min, A+30)

PART TWO (2015, Chaleamchon Natipat, 71min, A+30) เป็นหนึ่งในหนังไทยที่เราว่าทำ “ฉากตัวละครคุยกัน” ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีพลังมากที่สุดเลย คือเรารู้สึกว่าเวลาที่ตัวละครคุยกันในหนังเรื่องนี้นี่ มันมี “ประจุไฟฟ้า” เคลื่อนไหวระหว่างตัวละครและคำพูดตัวละครในทุกๆมิลลิวินาทีน่ะ ในขณะที่หนังเรื่องอื่นๆ เราอาจจะเจอแค่ตัวละคร A พูดประโยคที่หนึ่งด้วยอารมณ์แบบ “ก” แล้วตัวละคร B ก็พูดประโยคที่สองตอบกลับมาด้วยอารมณ์แบบ “ข” มันเหมือนกับว่า “อารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์” ที่มันมีการเปลี่ยนแปลงทุกๆเสี้ยววินาที บางทีมันถูกลดทอนให้เหลือเพียงแค่ “หนึ่งอารมณ์ต่อหนึ่งประโยค” เท่านั้นในหนังทั่วๆไป แต่ในหนังเรื่อง PART TWO นี้ เราว่าอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในเรื่องเวลาที่พูดคุยกัน มันเหมือนมีประจุไฟฟ้าแล่นแปล๊บปล๊าบ หมุนตัวด้วยความเร็ว 360 cycles ต่อวินาทีอะไรแบบนี้  ซึ่งเราแทบไม่เคยเจออะไรแบบนี้ในหนังเรื่องอื่นๆ ยกเว้นในหนังอย่าง MENSTRUAL SYNCHRONY (2014, Jirassaya Wongsutin) หรือหนังของ John Cassavetes, Eric Rohmer และ Mike Leigh


แต่ถ้าหากจะมีเหตุผลใดที่ทำให้ PART TWO ไม่ติดอันดับหนึ่งประจำปีของเรา มันก็เป็นเพียงเพราะว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีประเด็นอะไรที่จี๊ดใจเรา หรือเสียดแทงใจเราอย่างรุนแรง หรือทำให้เราร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงน่ะ คือหนังเรื่องนี้เราว่ามันดีมากๆในแบบของตัวมันเองอยู่แล้วแหละ เพียงแต่ว่าเราอาจจะชอบหนังอีก 2-3 เรื่องมากกว่า ด้วยเหตุผลที่ว่ามันมีอะไรบางอย่างที่สะเทือนใจเราได้อย่างรุนแรงกว่าเท่านั้นเอง

ARE YOU THAI? (Wirada Saelim, documentary, A+30)

ARE YOU THAI? หาเรื่องคนไทย? (วิรดา แซ่ลิ่ม, documentary, A+30)

วิรดา แซ่ลิ่มกลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับหน้าใหม่ที่มาแรงที่สุดในปีนี้ไปแล้ว เพราะหนังสารคดีเรื่อง LOST ON THE STREET ที่วิรดากำกับร่วมกับชญานิศ จิตรบรรเจิดกุล และสรร ต่อศรีเจริญก็ดีมากๆๆๆๆ ส่วนเรื่อง ARE YOU THAI? ของวิรดานี่เราชอบสุดๆ เพราะเราอยากให้มีคนไทยที่ทำหนัง essay films แบบ Viriyaporn Boonprasert และ Harun Farocki และเราว่าเรื่อง ARE YOU THAI? มันมีลักษณะบางอย่างใกล้เคียงกับ Viriyaporn และ Farocki ถึงแม้มันจะไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว

สิ่งที่ชอบมากๆใน ARE YOU THAI? รวมถึง

1.การรวบรวมสิ่งต่างๆหลากหลายมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นหนังที่สำรวจ “ความเป็นไทย” ซึ่งมีตั้งแต่มิวสิควิดีโอ, คลิปข่าว, คลิปสุจิตต์ วงษ์เทศ, คลิปในยูทูบ, text ที่ขึ้นบนหน้าจอ, เนื้อหาที่ได้จากการกูเกิล, คลิปภาพเคลื่อนไหวประกอบเพลงชาติ, เพลงลูกทุ่ง, เว็บ Pantip และเนื้อหาที่ได้จากการสัมภาษณ์คนต่างๆ เราชอบการรวบรวมสิ่งต่างๆหลากหลายพวกนี้มาประกอบเข้าด้วยกันเป็นหนังมากๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Viriyaporn Boonprasert เคยทำได้อย่างงดงามมาแล้วใน I’M GONNA BE A NAIVE (2012) แต่เหมือนไม่มีผู้กำกับหนังไทยคนไหนทำได้ดีแบบนี้อีกเลย จนกระทั่งมาถึงหนังเรื่อง ARE YOU THAI? นี่แหละ

ดูหนังเรื่อง “ฉันจะเป็นชาวนาอีฟ” ได้ที่นี่

2.แต่มีสิ่งหนึ่งที่วิรดาทำได้ แต่ Viriyaporn ยังไม่เคยทำ นั่นก็คือการออกไปสัมภาษณ์คนต่างๆ และหนังเรื่องนี้ก็สัมภาษณ์ได้สุดตีนมากๆ โดยบุคคลที่ถูกสัมภาษณ์มีตั้งแต่ตำรวจ, ชาวต่างชาติในราชบุรี, เด็กที่มีพ่อแม่เป็นกะเหรี่ยง, คนในสามจังหวัดชายแดนใต้, ชาวแพร่ที่ไปทำงานในมาเลเซีย, คนที่มีแนวคิดที่ตรงข้ามกับเราอย่างสิ้นเชิง (ผู้หญิงคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ในเชิงที่ว่า ตัวเองเป็นคนมีการศึกษา และพูดจาดูถูกเหยียดหยามชนชั้นล่าง) และคนที่มีแนวคิดตรงกับเราอย่างมากๆ ซึ่งได้แก่หญิงคนหนึ่งที่มีบุคลิกลักษณะเหมือนแม่ค้าข้างถนน ซึ่งเธอพูดในทำนองที่ว่า “มันสำคัญอะไรกับการดูว่าอะไรคือสิ่งที่จะใช้แยกแยะคนไทยออกจากคนลาว คนพม่า คนกะเหรี่ยง, etc. ฉันไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ มันก็คนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

3.อีกสิ่งหนึ่งที่สุดตีนมากๆคือการที่มีหลายครั้งที่ผู้ให้สัมภาษณ์ไม่สามารถตอบคำถามที่ผู้สัมภาษณ์ถามไปได้ เพราะพวกเขาไม่กล้าตอบสิ่งที่คิดจริงๆในใจออกมา

4.การถ่ายภาพของหนังเรื่องนี้ก็สุดตีนมากๆ เพราะกล้องในหนังจะแอบสำรวจฝาผนังของบ้านหลังต่างๆที่ไปสัมภาษณ์ และค่อยๆโฟกัสไปยังบางจุดของฝาผนังบ้าน ซึ่งฝาผนังของบ้านบางหลังมันมีอะไรที่น่าสนใจมากๆแอบซ่อนอยู่

ชอบ REALM OF PLEASURE อาณาจักรความบันเทิง (Kittipat Knoknark, documentary, A+30) กับ “ฮันเล่วังชา” (Wachara Kanha, documentary, A+30) ในแง่ที่ว่า มันเป็นสารคดีที่บันทึก “สิ่งที่มีแนวโน้มจะสูญหายไปในอนาคต” โดย REALM OF PLEASURE นั้นเป็นการบันทึกร้านวิดีโอ ส่วนฮันเล่วังชานั้นเป็นการบันทึกคณะลิเก ซึ่งเราว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ถ้าไม่รีบบันทึกเอาไว้ มันจะหายไป การได้บันทึกมันเอาไว้จะช่วยรักษาความทรงจำที่มีต่อสรรพสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น


REALM OF PLEASURE นั้นดูแล้วแทบร้องไห้ เพราะเราเติบโตมากับร้านวิดีโอ ม้วนวิดีโอเทป บริษัทซีวีดี อะไรพวกนี้นี่แหละ พอได้ฟังคนในร้านพูดถึงยุคธุรกิจรุ่งเรือง แล้วเราก็เศร้ามากๆ นอกจากนี้ สารคดีเรื่องนี้ยังมี moment ที่น่าสนใจหลาย moment ด้วย อย่างเช่น ตอนที่เจ้าของร้านหยิบม้วนวิดีโอเทปที่ใช้รองตู้ปลาออกมาดู แล้วพบว่ามันเป็นวิดีโอเทปบันทึกภาพการสังหารหมู่ช่วงพฤษภาทมิฬ และ moment ที่เหมือนมีชายหนุ่มคนนึงมาจีบพนักงานในร้าน แล้วกล้องบันทึกการสนทนาของคนคู่นี้นานๆ และเราชอบการสนทนาของหนุ่มสาวคู่นี้มากๆ

Saturday, August 01, 2015

THE SEVENTH SENSES (2015, Tithiti Maksomboon, A+25)

THE SEVENTH SENSES (2015, ทิธิติ มากสมบูรณ์, A+25) ถือเป็นอีกหนึ่ง guilty pleasures ประจำปีนี้ เพราะเราชอบช่วงกลางของหนังเรื่องนี้มากๆ และเราว่า สตีเว่น ฟูเรอร์เล่นหนังเรื่องนี้ได้อย่างน่ารักมากๆๆๆๆๆ ฉากที่เขาเห็นผีในโรงแรมแล้วเลยนอนพลิกตะแคงกลับไปอีกข้าง แล้วเห็นหน้านางเอก แล้วนางเอกลืมตาขึ้นมามองเขานี่มันเป็นฉากที่น่ารักมากๆๆๆๆเลย เราว่าช่วงกลางของหนังเรื่องนี้นี่ดูแล้วฉ่ำมากๆค่ะ

อีกจุดที่ชอบในช่วงกลางของหนังเรื่องนี้ คือเราว่าช่วงกลางของหนังมันอาศัยทั้งเส้นเรื่องหนังรักและเส้นเรื่องหนังผีมาเกี่ยวกระหวัดเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวน่ะ คือถ้ามันเป็นหนังรักอย่างเดียว หรือถ้าหากมันเป็นหนังผีอย่างเดียว เราจะไม่รู้สึกกับมันอย่างรุนแรงขณะนี้ และมันอาจจะกลายเป็นหนังที่อ่อนแอมากๆได้ แต่พอพล็อตหนังรักกับพล็อตหนังผีมันดำเนินไปด้วยกัน มันก็เลยช่วยให้หนังมันแข็งแรงมากขึ้น และเกิดความน่าสนใจขึ้นมา

จริงๆแล้วอีกสาเหตุหนึ่งที่เราชอบ เป็นเพราะว่าเราเคยมีเพื่อนสนิทคนนึงเป็นคน “จิตสื่อวิญญาณ” คล้ายๆตัวละครพระเอกน่ะ เราก็เลยรู้สึกว่าคนแบบพระเอกเป็นคนที่เราสามารถพบได้ใกล้ๆตัวเรานี่เอง เพราะมันเหมือนเพื่อนสนิทเรา ที่ก็มีปัญหาอย่างรุนแรงกับความเป็นคนจิตสื่อวิญญาณของตัวเองเหมือนกัน

แต่เราว่าหนังมีปัญหาตรงช่วงต้นกับช่วงท้าย เพราะช่วงต้นของหนัง โทนมันออกไปในทางตลกชั้นต่ำยังไงไม่รู้ ส่วนช่วงท้ายของหนัง เราว่ามันไปไกลเกินไปหน่อย และเราว่ามันไม่สมเหตุสมผลมากๆที่ตัวละครบางตัวตายเพราะถูกโจรฆ่าตายอย่างไร้เหตุผลแบบนั้นน่ะ คือการถูกโจรฆ่าตายในหนังเรื่องนี้มัน “บังเอิญ” มากเกินไป เราว่าถ้าหากหนังเปลี่ยนตรงนี้นิดหน่อย คือเปลี่ยนจากกลุ่มโจร เป็น “ฆาตกรโรคจิตที่ยังไม่มีใครจับได้” เราว่าพล็อตตรงนี้จะน่าเชื่อถือมากขึ้น

แต่จริงๆแล้ว เราว่าถ้าหากหนังจบลงโดยไม่ต้องมีองก์สุดท้าย หนังอาจจะ work กว่านี้นะ

อยากให้มีการเอา “THE SEVENTH SENSES” มาดัดแปลงใหม่ให้ดีๆ แล้วเอามารวมกับ “อย่างน้อย/อย่างกลาง/อย่างมาก” (2011, Tritos Termarbsri, 90min, A+30) เพราะจริงๆแล้ว THE SEVENTH SENSES มันก็เป็นเรื่องของ “ผู้ชายที่เห็นผี และหมกมุ่นกับเพื่อนเก่า” เหมือนๆกับ  “อย่างน้อย/อย่างกลาง/อย่างมาก” เพียงแต่ว่า THE SEVENTH SENSES มันเป็นเหมือน “ดนตรีป็อป” ส่วน “อย่างน้อย/อย่างกลาง/อย่างมาก” มันเป็นเหมือน “ดนตรีที่ไม่สามารถระบุแนวใดๆได้อีกต่อไป” ทั้งๆที่มันใช้เนื้อร้องคล้ายๆกัน หรือเล่าเนื้อเรื่องคล้ายๆกัน

ตอนนี้ตัดสินใจไม่ได้ว่าอันดับหนึ่งหนังไทยขนาดยาวที่เราชอบที่สุดในปีนี้จะเป็นเรื่องอะไร ระหว่าง “โสฬส” (Teeranit Siangsanoh), “โลกละเมอ” (เฉลิมพงษ์ อุดมศิลป์, 58 นาที) กับ HOW TO WIN AT CHECKERS EVERY TIME (Josh Kim) แต่ถ้าหากให้ตัดสินตอนนี้ อาจจะเป็น “โลกละเมอ” อันดับหนึ่ง “โสฬส” อันดับสอง ส่วน HOW TO WIN AT CHECKERS EVERY TIME อาจจะเป็นอันดับสาม

A FILM BY ANIMAL หนังสัตว์ (Pakorn Yooin, A+5)
เราไม่ได้อินกับตัวเนื้อเรื่องเท่าไหร่นะ เพราะเราเป็นคนที่ไม่คิดจะทำร้ายสัตว์อะไรพวกนี้อยู่แล้ว แต่ถึงแม้เราจะไม่อินอะไรเลยกับตัว conflict หลักของหนัง แต่หนังก็มีองค์ประกอบต่างๆที่เราชอบ โดยเฉพาะ วิธีการถ่ายแบบไม่ตัดภาพ แต่เป็นเทคยาวๆที่เคลื่อนกล้องหรือแพนกล้องไปมาในหลายๆฉาก, การใช้เลนส์ภาพที่ผิดปกติในหลายๆฉาก และฉากที่ตัวละครไปเจอทุ่งประติมากรรม แล้วมีการถ่ายแบบยิ่งใหญ่เกินจริงในฉากทุ่งประมาติกรรมนั้น คือเราอาจจะไม่ชอบโทนโดยรวมๆของหนังเป็นการส่วนตัวน่ะ แต่หนังไม่ได้ทำผิดอะไรในจุดนี้นะ มันเป็นรสนิยมส่วนตัวของเราเองที่ไม่ได้ชอบโทนหนังแบบนี้ แต่เราชอบ “สไตล์การถ่ายภาพ” ในหลายๆฉากมากๆ

ฉากการทะเลาะตบตีกันอย่างรุนแรงใน “หนังสัตว์” ทำให้นึกถึงหนังคัลท์ของไทยที่ชอบมากๆอีกเรื่องนึง ซึ่งก็คือเรื่อง “ซอมบี้ขยี้ตุ๊ด” (2010, Somsak Sornpang)