Wednesday, December 09, 2015

FROM WHAT IS BEFORE (2014, Lav Diaz, Philippines, 338min, A+30)

FROM WHAT IS BEFORE (2014, Lav Diaz, Philippines, 338min, A+30)

สิ่งหนึ่งที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพบได้ในหนัง Lav Diaz เรื่องอื่นๆ และเป็นสิ่งที่เราอาจจะเคยเขียนถึงมาแล้ว นั่นก็คือเราชอบจักรวาลและวิธีการมองชีวิตมนุษย์ในหนังของเขาที่ออกมาในทาง pessimistic ในแบบที่ใกล้เคียงกับ Bela Tarr และ Fred Kelemen น่ะ มันเหมือนกับว่าจักรวาลในหนังของเขามันอยู่ซ้อนเหลื่อมกับจักรวาลในหนังของ Bela Tarr เรื่อง DAMNATION (1988), SATANTANGO (1994), WERCKMEISTER HARMONIES (2000) และ THE TURIN HORSE (2011) หรือหนังของ Fred Kelemen เรื่อง KALYI (1993), FATE (1994), FROST (1997), NIGHTFALL (1999) และ FALLEN (2005) และในแง่นึง มันเหมือนเป็นขั้วตรงข้ามของจักรวาลในหนังระยะหลังของ Terrence Malick เรื่อง THE TREE OF LIFE (2011) และ TO THE WONDER (2012)

ที่เรารู้สึกว่ามันตรงข้ามกันแต่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน เพราะเรารู้สึกว่า หนังของ Lav Diaz มันให้ความสำคัญกับ surrounding, landscape, nature มากๆ และมันมีพลังเชิงกวีบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ THE TREE OF LIFE และ TO THE WONDER ก็มีเหมือนกัน แต่เรารู้สึกว่าจักรวาลใน THE TREE OF LIFE กับ TO THE WONDER มันถูกครอบงำด้วยพลังเหนือธรรมชาติที่ดีงามหรือ benevolent แต่จักรวาลในหนังของ Lav Diaz มันอาจจะไม่มีพลังเหนือธรรมชาติอยู่จริงๆก็ได้ แต่ธรรมชาติในหนังของเขามันก็ทรงพลังอย่างรุนแรงมากๆ และมันดูเหมือนไม่ปรานีปราศรัยต่อมนุษย์ หรือไม่ก็จักรวาลในหนังของ Lav Diaz มันอาจจะมี “พลังเหนือธรรมชาติ” อยู่ในนั้นก็ได้ แต่ถ้ามันมีจริง มันก็เป็นพลังเหนือธรรมชาติที่ “เย็นชา” มากๆ หรือซาดิสท์กับมนุษย์มากๆ เพราะฉะนั้นมันก็เลยตรงข้ามกับหนังระยะหลังของ Terrence Malick แต่ไปใกล้เคียงกับจักรวาลในหนังของ Bela Tarr และ Fred Kelemen

เราว่าอีกอย่างที่น่าสนใจคือกลวิธีการนำเสนอ “พลังของธรรมชาติ” ในหนังระยะหลังของ Malick กับ Lav Diaz มันตรงข้ามกันด้วย เพราะหนังของ Malick ใช้วิธีการตัดต่ออย่างรวดเร็วมากๆ ส่วนหนังของ Lav Diaz จ้องมองธรรมชาติด้วยสายตาที่เยือกเย็น กล้องจับจ้องมองธรรมชาติอย่างนิ่งๆเป็นเวลาหลายนาที และแน่นอนว่าเราชอบหนังของ Lav Diaz มากกว่าเยอะ คือมันเหมือนกับว่าพอกล้องมองธรรมชาติอย่างนิ่งๆ และนำเสนอมันอย่างค่อนข้างตรงไปตรงมา สมจริงมากๆ เราก็จะเห็นความจริงที่ว่าธรรมชาติ (หรือพลังเหนือธรรมชาติ) มันเย็นชากับมนุษย์ มันไม่อินังขังขอบกับมนุษย์ ในขณะที่หนังระยะหลังของ Malick พยายามนำเสนอความงดงามของธรรมชาติหรือพลังเหนือธรรมชาติด้วยการตัดต่ออย่างรวดเร็ว ซึ่งในแง่หนึ่งเราอาจมองว่ามันเป็นการบิดเบือนความเป็นจริง

แต่เราก็ไม่ได้เกลียดหนังระยะหลังของ Malick นะ เราก็ชอบมันในระดับนึงแหละ เพราะชอบความไม่ประนีประนอมกับคนดูของมัน แต่เราชอบหนังระยะแรกของเขาอย่าง DAYS OF HEAVEN (1978) และ THE THIN RED LINE (1998) มากกว่า เพราะในหนังสองเรื่องนี้ มันก็มีการพูดถึงธรรมชาติเหมือนกัน แต่ธรรมชาติใน DAYS OF HEAVEN มันทั้งสวยงามและโหดร้ายกับมนุษย์ ส่วน THE THIN RED LINE นั้น เราเห็นการเข่นฆ่ากันอย่างรุนแรงในเกาะที่มีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นมันก็เลยดูเหมือนว่าธรรมชาติใน THE THIN RED LINE มันไร้พลังในการช่วยเหลือมนุษย์เหมือนกัน ซึ่งในแง่นึงมันเป็นสิ่งที่เข้ากับรสนิยมของเรามากๆ

สรุปว่าจักรวาลที่เย็นชากับชีวิตมนุษย์ในหนังของ Lav Diaz มันเข้ากับรสนิยมของเรามากๆเลยแหละ และในแง่นึงเราก็รู้สึกว่ามันเข้ากับจักรวาลในนิยายที่เราชอบสุดๆอย่าง LORD OF THE FLIES (1954, William Golding) และ TESS OF THE D’URBERVILLES (1891, Thomas Hardy) ด้วย เพราะจักรวาลในหนังสองเรื่องนี้ก็มีท่าทีเย็นชากับชีวิตมนุษย์เช่นกัน

แต่ลักษณะ pessimistic ในหนังของ Lav Diaz จะต่างจากความ feel bad ในหนังของ Michael Haneke, ผู้กำกับหนังออสเตรียคนอื่นๆ หรือผู้กำกับอย่าง Gaspar Noe อะไรพวกนี้นะ เพราะหนังของ Lav Diaz มันให้ความสำคัญกับธรรมชาติน่ะ ในขณะที่ผู้กำกับหนังออสเตรียมักจะเล่าเรื่องของเมืองใหญ่ที่ civilized แล้ว และความเย็นชาทางจิตใจของคนในเมืองใหญ่ เพราะฉะนั้นมันก็เลยดูเหมือนกับว่าหนัง feel bad ของออสเตรียมันจะเน้นไปที่ “สังคม” เป็นส่วนใหญ่น่ะ แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกครอบคลุมไปถึง “จักรวาล” หรือ “พลังบางอย่างที่ควบคุมจักรวาล” อยู่ เหมือนกับหนังของ Lav Diaz, Bela Tarr และ Fred Kelemen

ความแตกต่างระหว่าง Lav Diaz กับ Michael Haneke ทำให้เรานึกถึงความแตกต่างระหว่าง Fred Kelemen กับ Rainer Werner Fassbinder นะ คือผู้กำกับทั้งสี่คนนี้ทำหนัง feel bad ได้สุดยอดมากๆทั้ง 4 คนแหละ แต่หนังของ Michael Haneke กับ Rainer Werner Fassbinder มักจะทำให้เรานึกถึงความเลวร้ายของสังคมและการปฏิบัติต่อกันของผู้คนต่างๆในสังคม ในขณะที่หนังของ Lav Diaz กับ Fred Kelemen มันไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “มนุษย์” เพียงอย่างเดียว แต่มันให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นๆที่ไม่ใช่มนุษย์ในระดับที่มากกว่าหรือเท่ากับมนุษย์ด้วย เพราะฉะนั้นพลังความ feel bad ในหนังของสองคนนี้จึงมาจาก “สังคมมนุษย์” ด้วยส่วนหนึ่ง และมาจาก “จักรวาลที่รายล้อมมนุษย์” ด้วยอีกส่วนหนึ่ง

แต่ก็มีผู้กำกับบางคนนะ ที่ทำหนังเกี่ยวกับ “เมืองใหญ่” และเน้น “สังคมมนุษย์" แต่ก็ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความเลวร้ายทั้งในระดับ “สังคมมนุษย์” และ “จักรวาล” ด้วยในเวลาเดียวกัน และผู้กำกับคนนั้นก็คือ Robert Bresson


(วันหลังอาจจะมาเขียนต่อ)

Saturday, December 05, 2015

NATHAN THE WISE (1922, Manfred Noa, Germany, A+30)

NATHAN THE WISE (1922, Manfred Noa, Germany, A+30)

เนื้อหาขององก์แรกโหดมากๆ คือถ้าเราเจอแบบนาธานในเรื่องนี้ เราคงไม่สามารถกลับมามีความหวังดีต่อมนุษยชาติได้อย่างแน่นอน

คือนาธานตอนเริ่มต้นเรื่องเป็นคนที่รักสันติภาพมากๆ เขาก็เลยห้ามลูกๆของเขาทำสงคราม ผลก็คือภรรยากับลูกๆ 7 คนของเขาถูกศัตรูเผาทั้งเป็นจนตายหมด

แต่นาธานซึ่งเป็นยิวก็ยังคงรักสันติภาพต่อไป แม้จะเจอเหตุการณ์อะไรแบบนั้น เขารับเลี้ยงเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกครึ่งคริสต์-มุสลิมที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามครูเสด โดยเขามองว่าเมื่อพระเจ้าพรากลูก 7 คนไปจากเขา พระองค์ก็มอบเด็กคนนี้มาให้แทน

แต่ในที่สุดนาธานก็ตกเป็นเหยื่อของพวกเคร่งศาสนาคริสต์ในช่วงหลังของเรื่อง


เป็นหนังที่เนื้อเรื่องหนักหนาสาหัสจริงๆ

GAYBY BABY (2015, Maya Newell, Australia, documentary, A+30)

SUFFRAGETTE (2015, Sarah Gavron, UK, A+15)

 สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า หนังเรื่องนี้มีจุดยืนตรงข้ามกับหนังเรื่อง THE SUFFRAGATE (1913, Urban Gad, Germany) ที่เพิ่งฉายที่ห้องสมุดมหาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พอเห็นอย่างนี้แล้วก็ทำให้อดจินตนาการไม่ได้ว่าหนังที่ออกมา ในอีก 100 ปีข้างหน้า จะพูดถึงเรื่องการไม่มีสิทธิเลือกตั้งของเราอย่างไรบ้า

GAYBY BABY (2015, Maya Newell, Australia, documentary, A+30)

 เป็นหนังที่บริสุทธิ์งดงามที่สุดเรื่องนึงเท่าที่เคยดูมาในชีวิต เราชอบที่หนังเรื่องนี้กับ FATHER AND SON (2015, Sarawut Intaraprom) พูดถึงประเด็นเดียวกัน แต่ GAYBY BABY ออกมาบริสุทธิ์สดใส จิตใจงดงามผ่องแพ้วปราศจากไฝฝ้าราคีมากๆ ส่วน FATHER AND SON ออกมาหื่นกามมากๆ เหมือนเป็นขั้วตรงข้ามกัน แต่เราก็ชอบทั้งสองเรื่องมากๆเหมือนกัน

BABY STEPS (2015, Barney Cheng, Taiwan, A-/B+)


เกลียดความพยายามจะทำซึ้งในทุกๆฉากของหนังเรื่องนี้มากๆ แต่ชอบตัวละครสาวใช้ในเรื่องนี้มากที่สุด ดูแล้วก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจดี ที่ในหนังเกย์เรื่องนี้ กับในหนังเกย์เรื่อง THE WAY HE LOOKS (2014, Daniel Ribeiro, Brazil) เราซึ่งเป็นเกย์ กลับไม่ identify ตัวเองกับคู่เกย์ในเรื่อง แต่ไป identify กับตัวละครหญิงของเรื่อง หรือว่าจริงๆแล้ว เราชอบที่จะไป identify กับตัวละครที่มีสถานะเป็น "ส่วนเกิน" หรือตัวละครที่มีหน้าที่เฝ้ามอง "คนอื่นมีความสุข" ในขณะที่ตัวเองไม่มีสิทธิได้รับความสุขนั้นโดยตรง สิ่งเดียวที่ทำได้คือการมีมุทิตาจิตต่อความสุขของ "พระเอกกับพระเอก"เท่านั้น

ANGKANA (2015, Narasit Kaesaprasit, A+25)

ANGKANA (2015, Narasit Kaesaprasit, A+25)

1.ไม่รู้ว่าเราใช้ approach ที่ผิดพลาดในการดูหนังเรื่องนี้ในการดูรอบแรกหรือเปล่า เพราะตอนแรกเรานึกว่ามันจะเป็นหนังแนว allegory ที่ตัวละครและสถานการณ์ต่างๆในเรื่องอาจจะใช้เป็นภาพสะท้อนสังคม/การเมืองในวงกว้าง แต่พอดูๆไปแล้วก็พบว่า เอ๊ะ เราเริ่มตีความมันไม่ออก และจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้เป็น allegory ของอะไรก็ได้ แต่เป็นแค่การเล่าเรื่องของครอบครัวครอบครัวหนึ่งเท่านั้น

สิ่งนี้อาจจะเป็นเพราะว่า เราเคยดูหนังเรื่อง ในยามหัวค่ำ...ครอบครัวหนึ่งกำลังทานมื้อเย็น” (2014, Narasit Kaesaprasit) มาก่อนน่ะ ซึ่งในหนังเรื่องนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวในหนังเหมือนเป็นภาพสะท้อนการเมืองไทยในวงกว้าง เราก็เลยนึกในตอนแรกว่า ANGKANA จะเป็นแบบเดียวกันนี้ด้วย

2.ชอบสิ่งที่วิทยากรท่านหนึ่งพูดมากๆ ที่บอกว่าหนังเรื่องนี้คุมโปรดักชั่นให้ออกมาทิศทางเดียวกันได้ทุกองค์ประกอบ อะไรทำนองนี้ เพราะตอนที่เราดู เราไม่ได้สังเกตถึงจุดนี้ แต่พอมาคิดดู เราก็พบว่ามันจริง และเราก็พบว่า สิ่งที่ติดตาเรามากที่สุดคือสีผ้าม่านในห้องนอนของนางเอก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงติดตาเรามากที่สุด แต่สาเหตุหนึ่งคงจะเป็นเพราะว่าหนังเรื่องนี้มี art direction/set decoration ที่ดีพอสมควร สีผ้าม่านในหนังเรื่องนี้มันเลยติดตาเรามากๆ ทั้งๆที่มันไม่มีความสำคัญอะไรต่อตัวเนื้อเรื่องโดยตรง

3.นางเอกเล่นดีมากๆ

4.ชอบความแรงของหนังเรื่องนี้นะ ทำให้นึกถึงพวกหนังที่กำกับโดย Catherine Breillat จริงๆแล้วมีหนังม.บูรพาอีกสองเรื่องในปีนี้ที่ทำให้นึกถึงหนังของผู้กำกับฝรั่งเศสที่โด่งดังในทศวรรษ 1990 เหมือนกัน ซึ่งได้แก่เรื่อง I WANT YOU TO BE (Bundit Sintanaparadee) ที่ทำให้นึกถึงหนังกลุ่ม หญิงสาวที่หัวรั้นอย่างรุนแรงในเรื่องความรักของ Benoît Jacquot อย่างเช่นเรื่อง THE SCHOOL OF FLESH (1998), RIGHT NOW (2004) และ 3 HEARTS (2014) ในขณะที่ DON’T WORRY, BE HAPPY (Anuwat Amnajkasem) ก็ทำให้เรานึกถึง LATE AUGUST, EARLY SEPTEMBER (1998, Olivier Assayas) ที่นำเสนอเศษเสี้ยวต่างๆในชีวิตของตัวละครกลุ่มหนึ่งขณะที่พวกเขาอยู่ในช่วงของ การเรียนรู้และการเปลี่ยนผ่านอะไรบางอย่างในชีวิต

5.สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ไม่รู้ว่าเป็นข้อดีหรือเปล่าของ ANGKANA ก็คือว่า ท่าทีของหนังที่มีต่อตัวละครตัวนี้มันแตกต่างไปจากหนังกลุ่ม แม่บ้านที่เราเคยดูมาน่ะ เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะสงสารหรือสมเพชอังคณาดี หรือควรจะรักหรือเกลียดอังคณาดี เหมือนหนังเปิดโอกาสให้เราคิดยังไงกับอังคณาก็ได้

ซึ่งสิ่งนี้แตกต่างจากหนังกลุ่มแม่บ้านที่เราเคยดูมา เพราะหนังกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักจะรักตัวละครนางเอก และเปิดโอกาสให้คนดู sympathize หรือ identify กับตัวละครแม่บ้านผู้ถูกกดขี่ โดยหนังในกลุ่มนี้ก็มีเช่น 

5.1 THE FALSE STEP (1939, Gustaf Gründgens, Germany) ที่เล่าเรื่องของเอฟฟี่ บรีสต์ หญิงสาววัยแรกแย้มที่ถูกพ่อแม่จับหมั้นกับผู้ชายสูงวัย แต่ชีวิตแต่งงานของเธอล้มเหลว เพราะสามีไม่สนใจเธอ เธอก็เลยหันไปคบชู้แทน

5.2 AND THEN (1985, Yoshimitsu Morita) ที่เล่าเรื่องของหญิงสาวผู้เปล่าเปลี่ยวและมีสามีที่ยากจนและนิสัยไม่ดี เธอแอบชอบเพื่อนของสามี แต่เธอก็แทบไม่กล้าแสดงออกอะไรเลย เธอเก็บอารมณ์ความรู้สึกอย่างนิ่งสนิทมากๆ การแสดงออกที่มากที่สุดของเธอมีเพียงแค่การดื่มน้ำจากแจกันดอกไม้ในฉากหนึ่งเท่านั้น (ถ้าจำไม่ผิด)

5.3 BREMEN FREEDOM (1972, Rainer Werner Fassbinder, Germany) ที่สร้างจากเรื่องจริงของแม่บ้านผู้ถูกกดขี่ เธอก็เลยลุกขึ้นมาสังหารหมู่ประชาชนตายไปราว 15 คน

หรือถ้าหากไม่ได้เป็นหนังกลุ่มแม่บ้านผู้ถูกกดขี่ หนังหลายเรื่องที่เราได้ดูก็จะเป็นเรื่องของแม่บ้านที่กดขี่ลูกๆของตนเอง อย่างเช่น โอ้ มาดา (1977, ชนะ คราประยูร) หรือ MY SON (2006, Martial Fougeron)

พอเปรียบเทียบกับหนังสองกลุ่มนี้แล้ว เราก็จะเห็นว่า ANGKANA มันแตกต่างจากหนังสองกลุ่มนี้ และมันเหมือนรวมส่วนผสมของหนังสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน เพราะมันมีทั้งความน่าสงสารของตัวอังคณาที่ไม่ได้รับความรักจากสามี แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้เราสงสารเธอ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นสิ่งที่เธอปฏิบัติต่อลูกชาย นอกจากนี้ ANGKANA ยังแตกต่างจากหนังกลุ่มแม่บ้านผู้ถูกกดขี่อย่างเห็นได้ชัดในแง่ที่ว่า หนังหลายเรื่องในกลุ่มนี้ จะแสดงให้เห็นถึง ความรักของนางเอกที่มีต่อชายชู้ แต่อังคณาในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นชู้กับใคร นอกจาก กับตัวเองเราก็เลยรู้สึกว่าเนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้มันแหวกแนวและมันน่าสนใจมากๆ

6.แต่ปัจจัยที่ทำให้เรายังไมได้ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆอาจจะเป็นเพราะว่า เราไม่สามารถ identify กับตัวอังคณาได้ด้วยแหละ ซึ่งเป็นเพราะว่าโดยปกติแล้วเรามักจะ identify กับตัวละครแม่บ้านที่ลุกขึ้นสู้หรือลุกขึ้นทำตามใจปรารถนาของตัวเองมากกว่าตัวละครแม่บ้านที่ปล่อยชีวิตให้ไหลไปแบบในหนังเรื่องนี้ แต่นั่นก็คงจะเป็นจุดประสงค์ของผู้กำกับอยู่แล้วล่ะ เพราะผู้กำกับคงไม่ต้องการให้ผู้ชม identify กับตัวอังคณาอยู่แล้ว

7.แต่การที่หนังวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างหรือประณามการกระทำของตัวละคร มัน work สำหรับเราในระดับนึงในช่วงท้ายของหนังนะ ในส่วนที่พ้นจากตัวอังคณาไปแล้ว คือเราชอบที่หนังไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่าตัวละครพ่อ-แม่เลี้ยง-ลูกชาย-ลูกสาว ทำผิดศีลธรรม และสมควรถูกลงโทษอะไรทำนองนี้ในช่วงท้ายของหนังน่ะ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าพ่อกับแม่เลี้ยงทำผิดอะไรที่พลอดรักกันแบบนั้น และการกระทำของพี่ชาย-น้องสาวในฉากสุดท้าย ก็เป็นสิ่งที่ debate ได้ด้วยว่า ผิดหรือไม่ผิด เพราะมันอาจจะผิดมาตรฐานทางศีลธรรมของสังคมส่วนใหญ่ แต่เอาเข้าจริงแล้วมันก็ไม่ได้ไปหนักหัวใคร หรือสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร เราก็เลยชอบท่าที เป็นกลางในช่วงท้ายของหนัง

สรุปว่า ANGKANA เป็นหนังที่เนื้อเรื่องแรงดี และมีความน่าจดจำทั้งในส่วนของเนื้อเรื่อง, การสร้างตัวละครที่แรงมากโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตัวละครหญิงอื่นๆในหนังไทย, การแสดงของนักแสดงนำ และการถ่ายภาพในบางฉาก (เราว่าช่วงท้ายของหนังถ่ายภาพได้น่าติดตามาก) แต่ท่าทีที่เป็นกลางของหนังเหมือนจะส่งทั้งผลดีและผลเสียต่อตัวเรา เพราะเรารู้สึกมีระยะห่างจากหนังและตัวละครในหนังในระดับนึงน่ะ และไม่สามารถ identify หรือมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครตัวใดได้ เราก็เลยเหมือนยังไม่อินสุดๆกับหนังเรื่องนี้ แต่เรากลับชอบท่าทีที่เป็นกลางของหนังในช่วงท้ายของหนั

Wednesday, December 02, 2015

I WANT YOU TO BE (2015, Bundit Sintanaparadee, 80min, A+25)

I WANT YOU TO BE (2015, Bundit Sintanaparadee, 80min, A+25)

1.อย่างที่เราเขียนไปเมื่อวานนี้ว่า เราชอบหนังเรื่องนี้มากๆ แต่แทบจะตัดสินไม่ได้ว่าระหว่างเรื่องนี้กับ DON’T WORRY, BE HAPPY เราชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน เพราะสองเรื่องนี้มันต่างก็ขาดบางจุดที่มันไปมีในหนังอีกเรื่องนึง คือในขณะที่ปัญหาใน DON’T WORRY, BE HAPPY คืออารมณ์ความรู้สึกที่มันเจือจางเกินไป ปัญหาสำหรับ I WANT YOU TO BE คืออารมณ์ความรู้สึกที่มันข้นคลั่กเกินไป และมันมีแค่อารมณ์เดียว มันโฟกัสอะไรในวงแคบมากเกินไป ส่วน DON’T WORRY, BE HAPPY มันมีความหลากหลายในจุดโฟกัสมากกว่า

2.ส่วนที่เราชอบมากที่สุดในหนังก็คือการแสดงของนางเอกหนังเรื่องนี้ คือเราว่าถึงแม้บทหนังมันจะอารมณ์เดียวมากเกินไปหน่อย แต่พอนักแสดงมันแสดงได้ละเอียดอ่อนทุกอารมณ์มากๆ เป็นมนุษย์มากๆ มันก็เลยไม่น่าเบื่อเลย มันเหมือนได้ส่องกล้องจุลทรรศน์สังเกตอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์จริงๆที่เจ็บปวดจริงๆ คือดูแล้วก็เสียดายมากที่หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่ลงโรงฉายทั่วไป เพราะถ้าหากนี่เป็นหนังที่ลงโรงฉายทั่วไป เราคงสนับสนุนให้นางเอกได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมประจำปีแน่ๆ

3.แต่แน่นอนว่าการที่นางเอกได้ปล่อยฝีมือทางการแสดงของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่แบบนี้ มันเป็นเพราะบทหนังและการถ่ายภาพมันเอื้อให้นางเอกได้ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ด้วย คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้เน้นแค่ “การกระทำ” ทางกายภาพของตัวละคร แต่มันเหมือนลงลึกไปอีกหนึ่ง step และไปเน้นที่อารมณ์ความรู้สึกลึกๆของตัวละคร นางเอกก็เลยได้ปล่อยพลังอย่างเต็มที่ คือถ้าเราเข้าใจไม่ผิด เราเคยเห็นนางเอกหนังเรื่องนี้เล่นหนังสั้นเรื่องอื่นๆมาบ้างแล้ว แต่หนังสั้นเรื่องอื่นๆมันไม่ลงลึกไปที่อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมากเท่านี้น่ะ มันเหมือนกับว่าหนังสั้นเรื่องอื่นๆเน้นไปที่ว่า ตัวละคร “ทำ” อะไรบ้าง แต่หนังสั้นเรื่องนี้มันเน้นว่า ตัวละคร “รู้สึก” ยังไงบ้าง นักแสดงหญิงในเรื่องนี้ก็เลยต้องใช้ฝีมือของตัวเองมากกว่าปกติในการแสดงหนังเรื่องนี้

4.เราว่าประเด็นของหนังมันน่าสนใจดีด้วย เพราะมันแสดงให้เห็นถึงตัวละครที่มีอัตลักษณ์ทางเพศลื่นไหลดี ซึ่งเหมือนเป็นประเด็นที่ร่วมสมัยมากๆ และเพิ่งปรากฏในสื่อไทยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คือในหนังไทยเมื่อ 30-40 ปีก่อนนั้น ตัวละครเพศที่สามที่ปรากฏในหนังไทย ก็มักจะมีแต่ “กะเทย” และ “ทอม” ซึ่งเป็นอะไรที่ “จัดประเภท” ได้ง่ายในสายตาของผู้ชม คือผู้ชมทั่วไปพอเห็นกะเทยและทอมปุ๊บ ก็จะสามารถจัด category ทางเพศให้กับตัวละครประเภทนี้ได้ในทันที ในขณะที่เกย์ที่ดูเหมือนผู้ชายธรรมดา ไม่ค่อยมีปรากฏในหนังไทยมากเท่าไหร่ จนกระทั่งเริ่มมีปรากฏมากขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และพอมาถึงยุคไม่กี่ปีมานี้ เราก็ได้เจอหนังกึ่งสารคดีอย่าง PLASTIC (2013, Sakulphet Phetsang) ที่พูดถึงความรักระหว่างกะเทยกับทอม และละครเวทีอย่าง THE ART OF BEING RIGHT (2015, Thanaphon Accawatanyu)  ที่มีพระเอกเป็นไบเซ็กชวลที่ดูเหมือนจะรักทั้งผู้ชายและผู้หญิงของเขาเท่าๆกัน จนยากจะตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ และพอมาเจอหนังเรื่อง I WANT YOU TO BE ที่มีนางเอกที่รักเกย์ และมีพระเอกเป็นเกย์ที่ตอนหลังไปชอบกับทอม มันก็เลยดูเป็นพัฒนาการของหนังไทยและละครเวทีไทยในทางที่ดีและน่าสนใจมากๆ และมันแสดงให้เห็นถึงการคลายตัวลงเรื่อยๆของการจัด category ทางเพศให้กับคนกลุ่มต่างๆ

แต่อันนี้เราพูดถึงเฉพาะหนังไทยนะ เพราะถ้าหากเป็นหนังเยอรมัน เราจำได้ว่าตั้งแต่ในทศวรรษ 1980 หนังเยอรมันที่กำกับโดยผู้กำกับอย่าง Monika Treut และ Rosa von Praunheim นี่ก็เต็มไปด้วยตัวละครประเภทที่ “แปลงเพศกันจนวุ่นวายไปหมด” แล้ว 555

5.เราว่าหนังเลือกจุดโฟกัสหลักที่น่าสนใจด้วย นั่นก็คือนางเอกหนังเรื่องนี้มักจะมีสถานะเป็นเพียงแค่ “ตัวประกอบ” ในหนังเกย์เท่านั้น คือในหนังเกย์หลายๆเรื่อง พระเอกที่เป็นเกย์มักจะมีสมุนสาวคู่ใจหรือเพื่อนสาวคู่ใจน่ะ ตั้งแต่หนังอย่าง BEAUTIFUL THING  (1996, Hettie MacDonald), TRICK (1998, Jim Fall) เรื่อยมาจนถึงหนังเกย์สำคัญสองเรื่องที่ลงโรงฉายในกรุงเทพในปีนี้ ซึ่งก็คือ GERONTOPHILIA (2013, Bruce La Bruce) และ THE WAY HE LOOKS (2014, Daniel Ribeiro) คือในหนังกลุ่มนี้มันจะมีตัวละครหญิงที่ดีมากๆ น่าสนใจมากๆ แต่ยังไงๆเธอก็มีสถานะเป็นเพียงแค่ “เพื่อน” ของตัวละครเอกเท่านั้น

เพราะฉะนั้นการที่ I WANT YOU TO BE เลือกที่จะหันมาโฟกัสที่ตัวละครประเภทที่มักจะมีสถานะเป็นเพียงแค่ “ตัวประกอบ” ในหนังเรื่องอื่นๆ มันก็เลยเป็นอะไรที่ดีมากๆสำหรับเรา และจริงๆแล้วเราก็นึกไม่ออกด้วยนะว่า เราเคยดูหนังเรื่องไหนที่มันเลือกจุดโฟกัสแบบนี้หรือเปล่า บางที I WANT YOU TO BE อาจจะเป็นเรื่องแรกที่เราเคยดูที่ทำแบบนี้

6.เราว่า I WANT YOU TO BE มันเหนือชั้นกว่าหนังไทยหลายเรื่องที่ลงโรงฉายทั่วไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในแง่ที่ว่า มันสอบผ่าน “กฎพื้นฐาน” อันนึงที่เรามักใช้ในการมองหนังน่ะ นั่นก็คือการจริงใจกับตัวละครของมัน ยอมรับความเป็นมนุษย์ของตัวละครของมัน ไม่ฝืนให้ตัวละครทำอะไรเพียงเพื่อเอาใจคนดู, หรือเพียงเพื่อให้เส้นอารมณ์ของหนังมันขึ้นลงตามกราฟสำเร็จรูป หรือเพียงเพื่อรองรับธีมของหนัง, หรือเพียงเพื่อส่งสารของหนัง หรือเพียงเพื่อให้ทุกอย่างคลี่คลายลงตัวจบสวยงาม คือเรามองว่าหนังเรื่องต่างๆสามารถทำสิ่งที่ว่ามาได้นะ แต่คุณต้องทำสิ่งนี้โดยไม่ไปฝืนตัวละครหรือความเป็นมนุษย์ของตัวละครของคุณน่ะ และเราว่าหนังไทยกระแสหลักหลายเรื่องสอบตกตรงจุดนี้ และจริงๆแล้วหนังฮอลลีวู้ดหลายๆเรื่องก็สอบตกตรงจุดนี้ด้วย

แต่ I WANT YOU TO BE สอบผ่านตรงจุดนี้ได้อย่างสวยงาม เราชอบที่หนังมันจริงใจกับตัวละครของมันจริงๆ ทั้งกับตัวพระเอกและนางเอก และไม่ฝืนตัวละครด้วยการหาทางออกง่ายๆ เหมือนหนังยึดอารมณ์ความรู้สึกเลือดเนื้อจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ของตัวละครเป็นหลักน่ะ และให้ความสำคัญกับมันมากกว่าการเร้าอารมณ์คนดูตามกราฟสำเร็จรูป มันก็เลยสวยงามมากๆสำหรับเราตรงจุดนี้

แต่การที่หนังสอบผ่านในจุดนี้ ไม่ได้หมายความว่าหนังได้คะแนนเต็มนะ คือการที่หนังสอบผ่านตรงจุดนี้ ทำให้เรามองว่ามันเหนือชั้นกว่าหนังไทยและหนังฮอลลีวู้ดหลายๆเรื่องน่ะ แต่ถ้าหากไปเทียบกับหนังฝรั่งเศส มันจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย เพราะเรามองว่าหนังฝรั่งเศสจำนวนมากมันก็สอบผ่านตรงจุดนี้เหมือนกัน 555 เดี๋ยวเราจะเขียนถึงประเด็นนี้อย่างละเอียดในข้อท้ายๆ

7.อีกสิ่งที่เราชอบมากในหนัง ก็คือหลังจากหนังจบแล้ว เราก็มาถกเถียงกับเพื่อนๆกันว่าฉากไหนเป็นความจริงและความฝันบ้างน่ะ คือเพื่อนเราบางคนอาจจะมองว่าหลายฉากเป็นความจริง แต่เราเองมองว่า  (หรือเลือกที่จะเชื่อว่า) หลายฉากอาจจะเป็นความฝันก็ได้เหมือนกัน อย่างเช่นฉากที่นางเอกใช้มือกำจู๋พระเอก แล้วหนังก็ตัดมาเป็นฉากนางเอกตื่นนอนตอนเรียนมหาลัยในทันที คือเรามองว่าฉากนั้นอาจจะเป็นความฝันก็ได้ เพราะถ้านางเอกทำอย่างนั้นกับพระเอกจริงๆ มันก็น่าจะมี consequence อะไรบางอย่างตามมา แต่หนังกลับไม่ได้แสดงให้เห็น consequence ของเหตุการณ์นั้นเลย และหนังก็มีฉากที่เป็นความฝันอย่างชัดๆ อย่างฉากนางเอกเดินลงทะเลด้วย

และนั่นก็เลยมาถึงคำถามที่ว่า ฉากจบของหนังเป็นความฝันหรือความจริง ที่พระเอกกับนางเอกมานั่งกระหนุงกระหนิงกัน คือเรามองว่ามันเป็นความฝันน่ะ เพราะเรามองไม่เห็นว่าทั้งสองจะกลับมาคืนดีกันง่ายๆได้ยังไง แต่บางทีฉากนี้อาจจะเป็นความจริงก็ได้

8.หนึ่งในฉากที่ชอบที่สุดในหนัง ก็คือฉากนางเอกใช้มือกำจู๋พระเอก แล้วตัดมาเป็นอีกหลายเดือนหรือหลายปีต่อมาในวัยมหาลัยเลยนั่นแหละ เราว่า moment การตัดข้ามเวลาช่วงนั้นมันน่าประทับใจมากๆ

9.ตอนดูช่วงแรกๆเราจะแอบคิดในใจว่า จริงๆแล้วเราอยากให้หนังใส่ดนตรีประกอบแบบคลอเบาๆเข้ามาหน่อย เพื่อช่วยหล่อเลี้ยงอารมณ์ของหนังให้มันไหลลื่นยิ่งขึ้น เพราะพอมันขาดดนตรีประกอบ อารมณ์ของหนังมันเลยดูสากๆไปหน่อย แต่พอถึงฉากนางเอกเดินลงทะเล แล้วหนังใช้ดนตรีประกอบแบบรุนแรงเกินไป เราก็เลยคิดว่า บางทีการที่หนังไม่มีดนตรีประกอบ อาจจะดีกว่าการใส่ดนตรีประกอบแบบหนักมือเกินไปก็ได้นะ

10.ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจุดประสงค์ของผู้กำกับคืออะไรในการใส่ฉากนางเอกเดินลงทะเลเข้ามา คือใส่เข้ามาเพียงเพื่อให้หนังได้ชื่อว่ามี “ฉากไคลแมกซ์” กับเขาเท่านั้นหรือเปล่า 555 คือเราว่าดนตรีประกอบในฉากนั้นมันเว่อร์มากจนมันกลายเป็นตลกไปเลย และจริงๆแล้วเราก็รู้สึกก้ำกึ่งเหมือนกันว่า เราชอบฉากนั้นหรือเปล่า

แต่ถ้าหากวัดจากรสนิยมส่วนตัวของเราเอง ฉากนี้เรื่อยไปจนถึงตอนจบของหนังอาจจะเป็นจุดนึงที่ทำให้เราไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้แบบสุดๆจนถึงขั้น A+30 นะ คือถ้าหากเป็นหนังแบบที่เราชอบสุดๆ หนังอาจจะไม่จำเป็นต้องมีฉากนางเอกเดินลงทะเล แต่อาจจะมีฉาก “นางเอกตัดใจ” ประมาณ 5 นาที

คือเราอยากให้นางเอก “ตัดใจ” จากพระเอกน่ะ และการตัดใจทำได้ด้วยการที่นางเอกใช้ความคิดในหัวของตัวเองอยู่คนเดียว ร้องไห้ในช่วงแรก แล้วก็ค่อยๆตัดใจ ทำใจยอมรับความเป็นจริงได้ และฝืนยิ้มปลอบใจตัวเองได้ในที่สุด โดยฉากนี้อาจจะนำเสนอด้วยการที่นางเอกไปวิ่งคนเดียวก็ได้ โดยหนังไม่ต้องให้นางเอกพูดหรือแสดงความคิดในหัวของนางเอกออกมาเลย แต่ให้กล้องจับไปที่ใบหน้าของนางเอกประมาณ 5 นาที ใบหน้าของนางเอกขณะที่รำลึกถึงอดีตแห่งความสุขความทุกข์ที่ผ่านมา ใบหน้าขณะที่กำลังร้องไห้ให้กับโชคชะตาของตนเอง และใบหน้าขณะที่ทำใจยอมรับความเป็นจริง และตัดใจจากพระเอกได้ในที่สุด

คือ reference ของเราในฉากนี้คือฉากคลาสสิคในหนังเรื่อง SECRET DEFENSE (1998, Jacques Rivette, 170min) น่ะ เพราะในหนังเรื่องนี้จะมีฉากที่นางเอกนั่งรถไฟเป็นเวลาประมาณ 10 นาที โดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย กล้องเพียงแค่จับใบหน้าของนางเอกตลอด 10 นาทีในรถไฟ โดยผู้ชมไม่ได้ยินเสียงความคิดอะไรในหัวของนางเอกเลยด้วย แต่มันเป็น 10 นาทีที่สำคัญมากๆ เพราะภายในเวลา 10 นาทีแบบ real time นั้น เรามองว่านางเอกได้ใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง ได้ชั่งน้ำหนักเหตุผลต่างๆในใจตนเอง ก่อนจะตัดสินใจในท้ายที่สุดว่า “ฉันจะฆ่าคน”

เราก็เลยจินตนาการฉากข้างต้นขึ้นมาสำหรับ I WANT YOU TO BE น่ะ แต่ไม่ได้เป็นเพราะว่าเราไม่ชอบช่วงท้ายของหนังนะ เรามองว่าช่วงท้ายของหนังมันก็ดีมากและเราก็ชอบมากพอสมควรแหละ แต่ถ้าหากหนังมันจะเข้าทางเราแบบสุดๆจริงๆ เราก็อยากให้นางเอกตัดใจจากพระเอก และหนังก็นำเสนอการตัดใจนี้ด้วยการโฟกัสไปที่ใบหน้าของนางเอกเป็นเวลาประมาณ 5 นาทีอะไรทำนองนี้ 555

11.แล้วมีสาเหตุอะไรอื่นอีกที่ทำให้เรายังไม่ชอบหนังเรื่องนี้แบบสุดๆ หรือ A+30 ในตอนนี้ (แต่อาจจะชอบถึงขั้น A+30 ในอนาคตเมื่อเวลาผ่านไปและเราพบว่า เรายังสลัดหนังเรื่องนี้ออกจากหัวไม่ได้) คือเรามองว่าหนังเรื่องนี้เหมือนยังขาด magic touch หรือ magic moment อะไรบางอย่างน่ะ คือหนังเรื่องนี้เหมือนทำทุกอย่างถูกต้องตามที่เราต้องการแล้วแหละ แต่มันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกร้องห่มร้องไห้หรือรู้สึกเหมือนมีใครเอามีดมาปักคาหัวใจเราแบบที่หนังรักนักศึกษาอย่าง MY DIARY 3811316 (2015, Pailin Cainakul), BEFORE SUNRISE (2013, Supalerk Silarangsri + Atchareeya Jattuporn) และ THOM (2009, Suphisara Kittikunarak) ทำได้มาแล้วน่ะ (สิ่งที่น่าสังเกตก็คือว่า เราเข้าใจว่าหนัง 3 เรื่องนี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์จริงในชีวิตผู้กำกับ ความเจ็บปวดรวดร้าวจากความรักในหนัง 3 เรื่องนี้มันเลยออกมาทรงพลังมากๆ)

แต่การขาด magic touch หรือ magic moment อะไรนี่ ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลแต่อย่างใดนะ เพราะแค่ที่ออกมานี้เราก็ชอบมันเกือบสุดๆแล้ว และถ้าหากมองว่านี่เป็นหนัง thesis ที่ต้องทำภายในเวลาอันจำกัดด้วย การที่หนังทำทุกอย่างได้ถูกต้องตามที่ควรก็เป็นสิ่งที่น่าพอใจมากๆแล้ว

12.ขอวกกลับมาเรื่องประเด็นหนังฝรั่งเศส คือเรามองว่าหนังเรื่องนี้สู้กับหนังฝรั่งเศสอย่าง GIRLS CAN’T SWIM (2000, Anne-Sophie Birot), WATER LILIES (2007, Céline Sciamma), TOMBOY (2011, Céline Sciamma) หรือหนังที่กำกับโดยผู้กำกับหญิงระดับปานกลางอย่าง Anne Fontaine, Marion Vernoux, Carine Tardieu, Brigitte Roüan อะไรได้สบายเลยแหละ ในแง่การนำเสนออารมณ์ความรู้สึกของตัวละครหญิงได้อย่างเป็นมนุษย์จริงๆจนน่าพอใจในระดับนึง และนางเอกหนังเรื่องนี้ก็สามารถสู้กับนักแสดงหญิงที่เคยรับบทวัยรุ่นอย่าง Virginie Ledoyen, Adèle Haenel หรือ Léa Seydoux ได้เลย

แต่ถึงแม้เราจะมองว่า I WANT YOU TO BE จัดเป็น “หนังไทยแถวหน้า” ประเภทที่อาจจะติด TOP TEN ประจำปีของหนังไทยขนาดยาวที่ออกฉายในแต่ละปี เราก็คิดเช่นกันว่า ถ้าหาก I WANT YOU TO BE มันเป็นหนังฝรั่งเศส มันอาจจะไม่ได้ติดอยู่ในกลุ่ม “สิบอันดับหนังยอดเยี่ยมประจำปี” แต่อาจจะติดอยู่ใน “30 อันดับหนังยอดเยี่ยมประจำปี” อะไรทำนองนี้ เพราะเรามองว่า หนังฝรั่งเศสหลายๆเรื่องมันสอบผ่านเกณฑ์ที่เราระบุมาเหมือนกันน่ะ ในแง่การจริงใจกับความเป็นมนุษย์ของตัวละคร เพราะฉะนั้นการจะวัดว่าหนังฝรั่งเศสเรื่องไหนมันจะติดอยู่ในกลุ่มสุดยอดจริงๆ มันก็อาจจะวัดกันที่ magic touch หรือ magic moment อะไรนี่แหละ

(เราเคยเขียนถึงประเด็นเรื่อง “หนังฝรั่งเศสระดับปานกลาง = หนังไทยระดับดีมากไว้แล้วในลิงค์ข้างล่างนี้จ้ะ

ที่เขียนมาไม่ใช่ว่าเราต้องการจะทำให้ผู้กำกับเสียกำลังใจนะ คือเราต้องการจะบอกว่า I WANT YOU TO BE มันเป็นหนังที่ดีมากๆแล้วแหละ ถ้าหากเทียบกับหนังไทยด้วยกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้อีกนะ คือถ้าหากคุณหรือคนอื่นๆอยากจะทำหนังอะไรแบบนี้อีก คุณก็อาจจะหา reference ที่เป็นหนังไทยด้วยกันยากหน่อย เพราะมันมีหนังไทยไม่กี่เรื่องที่เหนือชั้นกว่าหนังของคุณ แต่ถ้าหากคุณอยากพัฒนาไปสู่การเป็นผู้กำกับขั้นเทพในการกำกับหนังแบบนี้ คุณก็อาจจะศึกษาจากหนังฝรั่งเศสหรือหนังยุโรปได้ โดยเฉพาะหนังที่กำกับโดย Laetitia Masson หรือหนังอย่าง ON FIRE (2006, Claire Simon) ที่พูดถึงเด็กสาวที่รักผู้ชายข้างเดียว เธอเจ็บปวดรวดร้าวกับการรักเขาข้างเดียวมากๆ เธอก็เลยเผาป่าทั้งป่า


คือเราว่าผู้กำกับหนังเรื่องนี้มีศักยภาพที่จะก้าวไปสู่การเป็นผู้กำกับขั้นเทพได้น่ะ เราก็เลยเขียนถึงจุดนี้ เผื่อเป็นแนวทางในการดูหนังอะไรแบบนี้ต่อไป 555

Tuesday, December 01, 2015

DON’T WORRY, BE HAPPY (2015, Anuwat Amnajkasem, 80min, A+25)

DON’T WORRY, BE HAPPY (2015, Anuwat Amnajkasem, 80min, A+25)

1.ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า เรารู้สึกว่า projector ในงานบางแสนรามาปีนี้ ภาพค่อนข้างมัว และเราไม่เห็นสิ่งที่ตัวละครแชทคุยกันในบางฉาก และเราก็เลยแอบสงสัยว่า ความมัวของ projector มีส่วนทำให้เราไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้แบบสุดๆหรือเปล่า 555

พอดูหนังเรื่องนี้ต่อจาก I WANT YOU TO BE (2015, Bundit Sintanaparadee, A+25) แล้วทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าหากเอาจุดที่เราชอบในหนังสองเรื่องนี้มารวมเข้าด้วยกัน มันจะได้หนังที่เข้าทางเราพอดีเป๊ะ

คือเรารู้สึกว่าเราชอบความรู้สึกปวดร้าวที่ชัดเจนใน I WANT YOU TO BE แต่มันเหมือนภาพวาด portrait ที่สวยมาก แต่มีแค่สีฟ้าสีเดียว เป็นสีฟ้าที่ชัดเจนสวยงาม ข้อเสียอย่างเดียวคือมันมีสีเดียวในภาพ ส่วน DON’T WORRY, BE HAPPY เป็นเหมือนภาพวาด impressionist หรือกึ่งๆ abstract ที่มีหลายสีสันสวยงาม แต่ข้อเสียของมันคือ ทุกสีในภาพมันจางเกินไป เหมือนมันวาดภาพด้วยสีน้ำแต่ดันผสมน้ำเปล่ามากผิดสัดส่วน หรือเหมือนภาพที่วาดเสร็จแล้ว แต่โดนใครเอาน้ำมาราด สีมันเลยเลอะและจางเกินไป แต่เราสามารถจินตนาการถึง “ภาพที่สวยงามมากๆ” ได้เอง โดยดูจากภาพที่โดนน้ำมาราดนี้

จริงๆแล้วโปสเตอร์ของหนังสองเรื่องนี้สื่ออารมณ์ได้ใกล้เคียงกับความรู้สึกของเรานะ เพราะโปสเตอร์ของ I WANT YOU TO BE ก็เป็นภาพ portrait ส่วนโปสเตอร์ของ DON’T WORRY, BE HAPPY ก็เหมือนเป็นภาพถ่ายที่ให้อารมณ์เบลอๆงงๆ กึ่ง abstract ถือได้ว่าคนออกแบบโปสเตอร์หนังสองเรื่องนี้จับแก่นของภาพยนตร์สองเรื่องนี้ออกมาได้อยู่หมัดมากๆ คือตอนก่อนดูหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกว่าโปสเตอร์ของ DON’T WORRY, BE HAPPY ไม่ค่อยสะดุดตาน่ะ แต่พอดูจบแล้ว ก็พบว่าโปสเตอร์มันเข้ากับหนังจริงๆ 555

ส่วนความรู้สึกของเราข้างต้นนั้น อธิบายอย่างละเอียดได้ว่า เราว่าอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครแต่ละตัวใน DON’T WORRY, BE HAPPY มันจางเกินไปสำหรับเราน่ะ เหมือนกับว่าผู้กำกับยังหาวิธีที่เหมาะเจาะเป๊ะๆในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครให้ออกมาอย่าง “ทรงพลัง” ไม่ได้ คือเราว่าผู้กำกับคงจงใจหลีกเลี่ยงการนำเสนออารมณ์ความรู้สึกของตัวละครแบบ melodrama น่ะ และหันไปใช้วิธีการแบบหนังอาร์ตนิ่งช้าแทน โดยเหมือนเผยให้เห็นอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครเพียงแค่ 10% จากสิ่งที่ตัวละครรู้สึกทั้งหมด แต่เหมือนผู้กำกับยังไม่สามารถหาวิธีที่ลงตัวเป๊ะๆในการทำสิ่งนี้ให้มันทรงพลังมากๆได้

แต่ในอีกแง่นึง ถ้าหากผู้กำกับต้องการสื่อถึงความรู้สึกงงๆ, เบลอๆ, สับสน อันนี้ก็อาจจะประสบความสำเร็จนะ เพราะเรารู้สึกว่าอารมณ์ความรู้สึกในหนังมันเบลอเกินไป เราอยากให้มันชัดเจนกว่านี้เหมือนแบบที่เราเจอใน I WANT YOU TO BE แต่ถ้าหากผู้กำกับต้องการ “อารมณ์เบลอๆ” แบบนี้นี่แหละ ก็อาจจะถือว่าประสบความสำเร็จในจุดนี้ 555

2.แต่หลายอย่างที่เราพูด มันก็เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานนะ ว่าถ้าหากทำแบบนู้นแบบนี้แล้วจะออกมาเข้าทางเรา แต่ในความเป็นจริงนั้น หนังที่ทำตามแบบที่เราว่ามาข้างต้น มันอาจจะออกมาแย่ยิ่งกว่าเดิมก็ได้

คือพอเราพูดว่า เราอยากให้อารมณ์ความรู้สึกใน DON’T WORRY, BE HAPPY มันออกมาชัดเจนกว่านี้ เราเองก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าหากทำออกมาแบบนั้นจริงๆแล้ว มันอาจจะออกมาแย่ยิ่งกว่าเดิมหรือเปล่า เพราะเรารู้สึกว่าในแง่นึง DON’T WORRY, BE HAPPY มันทำให้เรานึกถึงหนังเม็กซิโกเรื่อง THE HAMSTERS (2015, Gil González, A+10) ที่เราเพิ่งดูไปน่ะ เพราะ THE HAMSTERS ก็พูดถึงเรื่องครอบครัวๆนึงที่สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวต่างก็มีปัญหาเหี้ยๆห่าๆของตนเอง โดยพ่อนั้นตกงาน แต่หลอกทุกคนในบ้านว่าตัวเองยังคงทำงานตามเดิมอยู่, ส่วนแม่นั้นก็แอบชอบเทรนเนอร์ในฟิตเนส, ด้านลูกชายวัยรุ่นก็ทำผู้หญิงท้อง ส่วนลูกสาวนั้นก็ปกปิดความจริงที่ว่าตัวเองเป็นเลสเบียน โดยหนังทั้งเรื่องเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาเพียง 1 วันเท่านั้นของครอบครัวนี้ และตอนจบของหนังก็ไม่ได้เสนอทางออกให้แก่ตัวละครตัวใดในเรื่องเลย เหมือนหนังจับเอาเวลาแค่ 1 วันของครอบครัวนี้มานำเสนอจริงๆ โดยเป็นวันที่ปัญหาของทุกคนในครอบครัวยังคงคาราคาซังอยู่ต่อไป

เราว่า THE HAMSTERS นำเสนออารมณ์ความรู้สึกของตัวละครออกมาอย่างชัดเจนมาก และเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของคนดูได้อย่างชัดเจนมาก แล้วทำไมเราถึงชอบ THE HAMSTERS น้อยกว่า DON’T WORRY, BE HAPPY ทั้งๆที่เราพูดเหมือนกับว่า เราอยากให้ DON’T WORRY, BE HAPPY ทำเหมือนอย่างหนังเรื่อง THE HAMSTERS อันนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน บางทีมันเหมือนกับว่าถึงแม้ THE HAMSTERS จะนำเสนออารมณ์ความรู้สึกทุกอย่างอย่างชัดเจน แต่โทนของหนังที่เป็นตลกร้ายกลับไม่ค่อยเข้าทางเราเท่าไหร่ มันเหมือนกับว่าโทนของหนังที่เป็นตลกร้ายมันไปลดทอนความเจ็บปวดรวดร้าวในจิตใจตัวละครหรืออะไรทำนองนี้ THE HAMSTERS เลยเหมือนภาพวาดครอบครัวที่เราเห็นทุกอย่างชัดเจน แต่หนังดันเลือกใช้โทนสี purple แทนที่จะใช้โทนสี magenta ที่เราชอบ เราก็เลยไม่ได้ชอบมันมากนัก ในขณะที่ DON’T WORRY, BE HAPPY เหมือนเลือกใช้โทนสี lavender ซึ่งเป็นสีที่จางเกินไปสำหรับรสนิยมเรา แต่พอเทียบกันแล้ว เราก็ชอบ lavender มากกว่า purple อยู่ดี ถึงแม้ว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้ไม่มีเรื่องไหนเลือกใช้โทนสี magenta ที่ตรงกับรสนิยมเราอย่างสุดๆก็ตาม

สรุปว่า เราว่าอารมณ์ใน DON’T WORRY, BE HAPPY มันจางเกินไปสำหรับเราแหละ คือถ้าหากหนังสามารถหาวิธีการอะไรสักอย่างที่สามารถขับเน้นอารมณ์ออกมาให้เด่นชัด ด้วยวิธีการที่ “ถูกต้อง” เราก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+30 แต่อย่างไรก็ดี การที่หนังเป็นแบบนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ดีแล้วก็ได้ เพราะถ้าหากหนังพยายามขับเน้นอารมณ์ให้เด่นชัด ด้วยวิธีการที่ไม่ค่อยเข้าทางเราแบบในหนังเรื่อง THE HAMSTERS เราก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้น้อยลงไปกว่านี้อีก

3.เราว่าการตัดสลับเวลาในหนังแบบ non linear เป็นทั้งสิ่งที่เราชอบและไม่ชอบในหนังเรื่องนี้นะ คือสำหรับเราแล้ว เราคิดว่า

3.1 วิธีการแบบนี้มัน work สำหรับเรา “ระหว่างที่เรากำลังนั่งดูหนังเรื่องนี้” น่ะ เพราะพอหนังมันตัดสลับเหตุการณ์แบบนี้ปุ๊บ เราจะงง แล้วเราจะเริ่ม “ตื่นตัว” พยายามตั้งอกตั้งใจดูหนังอย่างจริงจัง เพื่อจะได้ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ ซึ่งมันต่างจาก I WANT YOU TO BE ที่พอมันเล่าเรื่องเป็นเส้นตรง มันจะมีบางช่วงที่เราเผลอ “คิดไปถึงเรื่องอื่นๆ” ขณะที่ดูหนัง เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่ต้องใช้สติสัมปชัญญะทั้ง 100%  ในขณะดูหนังเรื่องนี้ก็ได้ เหมือนกับเราใช้ attention แค่ 50% ไปกับหนังเรื่องนี้ เราก็สามารถตามเหตุการณ์ในหนังได้ทันแล้ว เราก็เลยแบ่ง attention อีก 50% ไปกับการคิดถึงเรื่องอื่นๆขณะดูหนัง ในขณะที่หนังแบบ non linear หรือหนังอย่าง ROBBER (Piyawat Atthakorn) ที่มันเหมือนมี “ช่องว่าง” ระหว่างฉากต่างๆ หรือหนังที่ฉากต่างๆมันเหมือนไม่สามารถเชื่อมกันได้เป็นเส้นตรงโดยอัตโนมัติ มันจะกระตุ้นสมองของเราให้ทำงานทันทีในการพยายามหาทางเชื่อมฉากเหล่านี้เข้าด้วยกัน เราก็เลยต้องใช้ attention มากยิ่งขึ้นในระหว่างที่ดูหนังประเภทนี้ แต่อันนี้เป็นเฉพาะเรานะ เพราะผู้ชมบางคนพอเจอหนังแบบนี้ปุ๊บอาจจะหลับทันที 555

3.2 แต่ในกรณีของ DON’T WORRY, BE HAPPY นั้น พอดูจนจบแล้ว เรากลับพบว่าวิธีการแบบ non linear มันเหมือนไม่ส่งผลกระทบต่อเราในแง่ emotional, dramatic หรือ poetic แบบที่หนังแนว non linear เรื่องอื่นๆส่งผลกระทบต่อเราน่ะ คือวิธีการแบบนี้มันอาจจะสอดรับกับธีมของหนังก็จริงแหละ ถ้าหากหนังต้องการจะสื่อถึงความรู้สึกงงๆ, เบลอๆ สับสน เพียงแต่ว่าเราคิดว่าเราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้ถึงระดับ A+30 ก็ได้ ถ้าหากหนังสามารถสร้างผลกระทบทาง emotional, dramatic หรือ poetic จากวิธีการตัดต่อแบบไม่เรียงลำดับเหตุการณ์ด้วย คือวิธีการตัดต่อแบบนี้ มันสอดรับกับธีมก็จริง และมันกระตุ้นให้เราตื่นตัวมากยิ่งขึ้นขณะที่ดูก็จริง แต่เราก็รู้สึกต้องการอะไรจากมันมากกว่านี้ด้วยน่ะ

จริงๆแล้วส่วนนี้เป็นส่วนที่เราได้จากการคุยกับอุ้ยเมื่อวานหลังจากดูหนังจบนะ 555 คือตอนแรกเราไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้ขึ้นมาเอง แต่พอคุยกับอุ้ยและเพื่อนคนอื่นๆในประเด็นนี้แล้ว เราก็คิดขึ้นมาว่า เออ มันก็จริงแฮะ และมันอาจจะเป็นปัจจัยสำคัญอันนึงที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ impact กับเราอย่างรุนแรงสุดๆขณะที่ดู

คือสรุปว่าการตัดต่อแบบ non linear เป็นสิ่งที่เราชอบน่ะแหละ แต่ถ้าหากมันสามารถหาวิธีตัดต่อเรียงลำดับซีนใหม่เพื่อให้เกิดผลทางอารมณ์หรือผลทาง poetic ด้วย มันก็จะยิ่งดีมากๆ แต่จริงๆแล้วคนที่จะตัดต่อแบบนั้นได้ มันก็ต้องขั้นเทพเหมือนกันนะ หรือไม่ก็เป็นคนที่ถนัดทำหนังเชิงกวีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่การตัดต่อใน DON’T WORRY, BE HAPPY ไม่ “ทรงพลัง” แบบสุดๆ มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในแง่นึง

3.3 แล้วการตัดต่อแบบ non linear แบบไหนที่เราคิดว่าทรงพลัง คือถ้าหากพูดถึงการตัดต่อที่ทรงผลกระทบต่อเราในเชิง dramatic แล้ว มันจะเป็นหนังที่อาศัยการตัดสลับ “เวลา” หรือ “เหตุการณ์” เพื่อปกปิดความจริงบางอย่าง ก่อนที่จะเฉลยความจริงอย่างทรงพลัง เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงตรงกลางกบาลคนดูในช่วงท้ายของหนัง ซึ่งตัวอย่างของหนังในกลุ่มนี้ก็คือ IT GETS BETTER (2012, Tanwarin Sukkhapisit) กับ INCENDIES (2010, Denis Villeneuve)  (นอกจากนี้ DON’T WORRY, BE HAPPY ยังทำให้เรานึกถึง IT GETS BETTER ในส่วนของการพูดถึงประเด็น “พระเกย์” ด้วย) นอกจากนี้ หนังอย่าง SONG OF THE EXILE (1989, Ann Hui) ก็ใช้แฟลชแบ็คที่ซับซ้อนแต่ทรงพลังอย่างสุดๆเหมือนกัน

น่าสังเกตว่าทั้ง IT GETS BETTER, INCENDIES, SONG OF THE EXILE และ DON’T WORRY, BE HAPPY ต่างก็พูดถึงประเด็น “ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกครอบครัว” ทั้ง 4 เรื่องเลย

3.4 ส่วนการตัดต่อแบบ non linear ที่ส่งผลกระทบต่อเราในเชิง emotional นั้น ถ้าใครสนใจอยากฝึกฝีมือการตัดต่อแบบนี้ ขอแนะนำให้หาหนังยุคแรกของ Atom Egoyan มาดู โดยเฉพาะหนังอย่าง CALENDAR (1993) และ ARARAT (2002) และหาหนังของ Nicolas Roeg มาดูด้วย อย่างเช่น PERFORMANCE (1970), WALKABOUT (1971) และ DON’T LOOK NOW (1973) คือในหนังกลุ่มนี้ มันจะมีการตัดต่อแบบไม่เรียงลำดับเวลา แต่ไม่ได้เพื่อปกปิดข้อมูลและเปิดเผยข้อมูลบางอย่าง แต่เหมือนเป็นการตัดต่อเพื่อสร้างผลกระทบทางอารมณ์โดยเฉพาะ และมันสร้างผลกระทบทางอารมณ์ได้อย่างทรงพลังสำหรับเราจริงๆ โดยเฉพาะ ARARAT ที่เล่าเส้นเรื่องหลายเส้นตัดสลับกันไปมา และพอมันมาขมวดอารมณ์ผ่านทางการตัดต่ออะไรบางอย่างในช่วงท้าย มันก็ทำให้เราร้องห่มร้องไห้ได้ (แต่ผู้ชมส่วนใหญ่เกลียดหนังเรื่อง ARARAT นะ 555)

3.5 ส่วนการตัดต่อแบบ non linear ที่ส่งผลกระทบต่อเราในเชิง poetic นั้น ใครที่สนใจอยากทำอะไรแบบนี้ก็ขอแนะนำให้หาหนังยุคแรกของ Alain Resnais มาดู พวก HIROSHIMA, MON AMOUR (1959), LAST YEAR AT MARIENBAD (1961), MURIEL OR THE TIME OF RETURN (1963) หรือหนังอย่าง PHANTOM LOVE (2007,  Nina Menkes) ที่เราว่ามันไปได้สุดทางของมันจริงๆ

คือที่นึกถึง PHANTOM LOVE ขึ้นมา เพราะมันมีประเด็นเรื่องความแตกแยกของสมาชิกครอบครัวเหมือน DON’T WORRY, BE HAPPY น่ะ แต่ PHANTOM LOVE มันไปสุดทางของมันมากๆ ดูแล้วไม่รู้ชีวิตอะไรอีกต่อไป

3.6 พอพูดถึงการตัดต่อแบบ non linear เพื่อรองรับ “ธีม” ของหนังแบบ DON’T WORRY, BE HAPPY เราก็เลยนึกถึงหนังเยอรมันเรื่อง YESTERDAY’S TOMORROW (1978, Wolfgang Staudte, A+30) นะ ซึ่งเป็นหนังที่ตัดสลับเหตุการณ์ระหว่างอดีตกับปัจจุบันอย่างรุนแรงตลอดทั้งเรื่อง และการตัดต่อในหนังก็ไม่ได้ส่งผลกระทบในเชิง dramatic, emotional, poetic มากนักด้วย แต่เป็นการตัดต่อเพื่อรองรับธีมของหนังโดยตรงที่พูดถึงเหตุการณ์ในเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ยังคงส่งผลกระทบต่อ “จิตวิญญาณ” ของคนบางคนในยุคปัจจุบันที่เคยเจอเหตุการณ์เลวร้ายในช่วงสงครามโลก

แล้วทำไมเราถึงชอบ YESTERDAY’S TOMORROW มากกว่า DON’T WORRY, BE HAPPY ทั้งๆที่มันเป็นการตัดต่อที่ไม่ค่อยส่งผลกระทบทาง dramatic, emotional, poetic เหมือนๆกัน นั่นก็เป็นเพราะว่า อารมณ์ในแต่ละฉากและอารมณ์โดยรวมๆใน YESTERDAY’S TOMORROW มันไม่ “เจือจาง” แบบใน DON’T WORRY, BE HAPPY น่ะ เพราะฉะนั้นถึงแม้การตัดต่อในหนังเยอรมันเรื่องนี้มันจะมีประโยชน์แค่เพื่อ “รองรับธีม” ของหนัง แต่เนื่องจากเนื้อหาของหนังและอารมณ์ในบางฉากมัน “รุนแรง” ในตัวมันเองอยู่แล้ว หนังมันก็เลยออกมา work สำหรับเรา

3.7 ที่เราเอ่ยชื่อหนังเรื่องอื่นๆมามากมาย ก็เป็นเพราะว่าจริงๆแล้วเราชอบหนังที่ตัดต่อแบบ non linear แบบ DON’T WORRY, BE HAPPY นะ และอยากส่งเสริมให้หลายๆคนทำหนังแบบนี้ออกมาอีก ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากลองทำครั้งแรกๆ มันก็อาจจะออกมาไม่ค่อย work แบบ 100% เต็มหรอก นอกจากว่าคุณจะมีพรสวรรค์ในด้านนี้อยู่แล้ว (เราว่าเด็กมศว.คนนึงที่ชื่อ Surawee Woraphot เหมือนจะมีพรสวรรค์ในการตัดต่อประเภทนี้ คือเหมือนเขาทำหนังสั้นเรื่องแรกๆก็ตัดต่ออะไรแบบนี้ออกมาได้ดีเลย) เพราะฉะนั้นเราก็เลยเอ่ยชื่อหนังมามากมาย เผื่อใครที่สนใจอยากตัดต่อหนังแบบนี้ จะได้ลองดูหนังกลุ่มนี้เพื่อเป็น reference ดู

และเอาเข้าจริงๆแล้ว ผู้กำกับชื่อดังบางคน ก็ตัดต่อไม่เก่งเหมือนกันน่ะแหละ 555 คือเรานึกถึงผู้กำกับอย่าง Dusan Makavejev น่ะ คือเรากับเพื่อนๆเคยคุยกันว่า จริงๆแล้วหนังบางเรื่องของ Dusan Makavejev กับหนังของ Alexander Kluge มันคล้ายกันในแง่ที่ว่า มันเอาเรื่องราวที่ดูเหมือนไม่เชื่อมโยงกันโดยตรง มาตัดต่อเข้าด้วยกัน แต่ถ้าหากเทียบกันจริงๆแล้ว เราจะพบว่า การตัดต่อแบบ non linear ในหนังของ Kluge นั้น มันให้ผลกระทบทาง emotional และ poetic ด้วย แต่การตัดต่อในหนังของ Dusan Makavejev นั้น มันไม่ให้ผลกระทบอะไรแบบนั้น มันทื่อๆมาก Makavejev ก็เลยเป็นรอง Kluge อย่างเห็นได้ชัดในสายตาของเรา เมื่อวัดจากฝีมือในการตัดต่อ

3.8 สรุปว่าเราชอบที่นักทำหนังไทยรุ่นใหม่กล้าใช้วิธีการตัดต่อแบบ non linear ใน DON’T WORRY, BE HAPPY นะ เราชอบที่คุณลองทำอะไรยากๆออกมา เหมือนกับการเล่นท่ายากในยิมนาสติกน่ะแหละ และเราก็ต้องบอกตามตรงว่า คุณยังไม่ได้คะแนน 10 เต็มจากการเล่นท่ายากแบบนี้ แต่เราก็ดีใจที่ได้เห็นคนเล่นท่ายาก เพราะมีน้อยคนมากที่เลือกเล่นท่ายากแบบนี้ และเราก็มั่นใจว่า ถ้าหากคุณเล่นท่ายากครั้งที่สอง ครั้งที่สาม คุณก็ต้องทำมันได้ดีขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอน

4.ฉากที่เรากับเพื่อนบางคนลงความเห็นว่าเป็นฉากที่ดีที่สุดของหนัง คือฉากที่คุณแม่ไปเดินร้านเฟอร์นิเจอร์ แล้วการถ่ายภาพกับดนตรีประกอบในฉากนั้น มันให้อารมณ์หลอนๆ พิศวง ทรงพลังอย่างสุดๆ มันเหมือนกับว่าฉากนั้นสามารถลงลึกไปถึงอะไรบางอย่างในจิตวิญญาณตัวละครได้ดีสุดๆน่ะ แต่น่าเสียดายที่หนังไม่สามารถสานต่ออารมณ์ในฉากนั้นไปยังฉากอื่นๆของหนังได้ หรือไม่สามารถรักษา “ความพิศวงทางจิตวิญญาณ” ของคุณแม่ในฉากนั้นไปยังเรื่องราวของเธอในฉากอื่นๆได้ และไม่สามารถสร้างฉากที่ทรงพลังแบบนั้นกับตัวละครอื่นๆได้ด้วย

จริงๆแล้วฉากลูกชายเลือดไหลเป็นประจำ ก็เหมือนจะให้อารมณ์ “พิศวงทางจิตวิญญาณ” อะไรเหมือนกันนะ แต่มันไม่ทรงพลังเท่ากับฉากคุณแม่เดินร้านเฟอร์นิเจอร์น่ะ

5.ส่วนจุดเล็กๆปลีกย่อยอื่นๆที่เราชอบในหนัง ก็มีเช่น

5.1 การสื่อประเด็นการเมือง ผ่านทางเสียงข่าวที่ดังจนผิดปกติในบางฉาก และการที่ตัวละครแฟนลูกสาวใส่ชุดรด.เป็นประจำ คือเราเห็นด้วยกับคำวิจารณ์ที่ว่า การสื่อประเด็นการเมืองผ่านทาง “เสียงข่าว” เป็นสิ่งที่เราเจอในหนังสั้นไทยมาประมาณ 50 เรื่องได้แล้ว และควรจะมีวิธีการอื่นๆที่ไม่ซ้ำซากแบบนี้ แต่เราคิดว่าในแง่นึง นี่ก็เป็นวิธีการที่โอเคเมื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้กำกับ และมันโอเคสำหรับเราในแง่ที่ว่า ถ้าหากผู้กำกับบางคนไม่ใช่คนที่รู้ลึกซึ้งเรื่องการเมืองจริงๆ การที่เขาพยายามจะพูดประเด็นการเมืองโดยที่ตัวเองไม่รู้จริง มันจะทำให้หนังของเขาเสียหรือดูแย่ไปเลย เพราะฉะนั้นการแตะประเด็นทางการเมืองแบบที่ดูเหมือนผิวเผินหรือผ่านๆ อาจจะเป็นวิธีการที่โอเคสำหรับผู้กำกับบางคน คือถ้าจะพูดเรื่องอะไร คุณต้องรู้จริง ไม่งั้นก็พูดแค่เท่าที่ตัวเองรู้จะดีกว่า เราก็เลยโอเคกับวิธีการนี้ในหนังเรื่องนี้

5.2 การที่ทุกคนทิ้งคุณยายไปเลยในตอนจบ สะใจเราสุดๆ

5.3 การสื่อประเด็นความเชื่อผิดๆเรื่องเกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ ก็เป็นสิ่งที่เราชอบ แต่จริงๆแล้วเราอยากให้ตัวละครมีการ debate โต้เถียงตบตีกันอย่างรุนแรงในประเด็นนี้ไปเลย

5.4 การที่คุณแม่แย่งผัวลูกสาว เป็นอะไรที่ดีงามสุดๆค่ะ

5.5 ความหวามไหวของพระเกย์ จริงๆแล้วส่วนนี้ทำให้นึกถึง “อารมณ์ homoerotic แบบจางๆ” ในหนังเรื่อง IN BETWEEN (2014, Anuwat Amnajkasem) นะ แต่น่าเสียดายที่หนังไปไม่สุดทางในส่วนนี้ 555

คือตอนฉากพระหนุ่มสองคนรีบเก็บผ้าตอนฝนตกนี่ เราลุ้นสุดๆให้เขาได้กันนะ เสียดายจัง หรือถึงแม้เขาไม่ได้กัน เราก็อยากให้อารมณ์ homoerotic ใน part นี้มันตลบอบอวลมากกว่านี้น่ะ เหมือนหนังฉีดน้ำหอมกลิ่น homoerotic เข้าไปหนึ่งหยด แต่จริงๆแล้วเราอยากให้หนังฉีดเข้าไปสักสามหยด อะไรทำนองนี้

6.แต่หนังก็เต็มไปด้วยหลายส่วนที่เราอยากให้มีอะไรมากกว่านี้ อย่างเช่น

6.1 จริงๆแล้วเราว่าอารมณ์ของตัวละครหลักและตัวละครรองเกือบทุกตัวมันเบลอเกินไปน่ะ เราว่าตัวละครที่ดูมีอารมณ์ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้คือหนุ่มรด.กับคุณยาย ในขณะที่ตัวละครคุณแม่, ลูกชาย, ลูกสาว, เพื่อนลูกชาย, แฟนลูกชาย, พระล่ำ ดูเหมือนมันเบลอๆไปนิดนึง คือเราว่าตัวเนื้อเรื่องมันได้อารมณ์แล้วแหละ แต่หนังอาจจะต้องการวิธีการถ่ายทอดบางอย่างเพื่อให้อารมณ์มันออกมาน่าสนใจกว่านี้

6.2 เราว่าฉากที่ตัวละครเพื่อนลูกชายกับลูกชายคุยกันในรถเมล์มันดูไม่ทรงพลังยังไงไม่รู้ คือเราว่าฉากนั้นอาจจะเข้าทางเรามากกว่านี้ ถ้าหากมันถ่ายแบบลองเทคให้ตัวละครคุยกันไปเรื่อยๆโดยไม่ตัดเลย แต่พอหนังมันถ่ายแบบตัดรับหน้าตัวละครแต่ละตัวขณะที่พูดในฉากนั้น เราพบว่ามันลดทอนพลังบางอย่างในฉากนั้นไป

6.3 ฉากจบก็ดีนะ แต่เหมือนอารมณ์ยังไม่สุดแบบ 100% เต็มน่ะ แต่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำยังไงอารมณ์มันถึงจะออกมาสุดๆกว่านี้ ตอนดูเราจะนึกถึงหนังสั้นเรื่อง LET’S EAT (2011, Wasunan Hutawach, A+30) ที่มีฉากตัวละครพี่สาวน้องสาวนั่งรถไปด้วยกันเป็นเวลายาวนาน โดยไม่คุยอะไรกันเลย แต่เราว่าฉากนั้นใน LET’S EAT มันทำออกมาแล้วมันทรงพลังสุดๆ แต่ฉากจบของหนังเรื่องนี้มันทำออกมาแล้วมันก็เหมือนกับส่วนอื่นๆของหนังในแง่ที่มันทำให้เรารู้สึกว่า “คนทำกล้ามากที่ทำฉากจบออกมาแบบนี้ เราชอบความกล้าของคุณมากๆ และคุณก็ทำออกมาได้ดีในระดับนึงแล้วแหละ เพียงแต่มันเหมือนยังขาดอะไรบางอย่างอีกนิดนึง แล้วมันจะทรงพลังหรือส่งผลกระทบทางอารมณ์อย่างสุดๆได้น่ะ”

7.ดูเหมือนเราติหนังเรื่องนี้มากมาย แต่จริงๆแล้วเราชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ “เกือบสุดๆ” หรือ A+25 นะ เพราะปัจจัยนึงคือมันเป็นหนังที่มีความประหลาดและเป็นตัวของตัวเองในแง่นึงน่ะแหละ คือเหมือนเราจะมีปัญหากับความเบลอทางอารมณ์ของหนัง แต่ในแง่นึง หนังก็อาจจะจงใจอยู่แล้วให้อารมณ์มันเบลอ และความเบลอทางอารมณ์ของหนัง อาจจะเป็นปัจจัยนึงที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆและค้างคาใจเราในระยะยาวก็ได้ มันเหมือนกับของที่มีตำหนิ ซึ่งดูแว่บแรกแล้วตำหนินั้นอาจจะทำให้มันด้อยค่าลง แต่ไปๆมาๆแล้ว ตำหนินั้นกลับทำให้สิ่งของนั้น unique ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ และความ unique นี้อาจจะทำให้มันคาใจเราได้ในระยะยาว

8.เราได้ดูหนังที่อนุวัชร์กำกับแบบเดี่ยวๆมา 4 เรื่อง ซึ่งได้แก่เรื่องนี้, IN BETWEEN, WHERE IS MY SHORTS? (2014) และ YANEE, THE GIRL WHO IS TRYING TO OVERCOME HER FEARS (2015) แล้วก็พบว่า มันมีสไตล์ไม่ซ้ำกันเลย WHERE IS MY SHORTS? เป็นหนังดราม่าจิตวิทยาอารมณ์รุนแรง, IN BETWEEN เป็นหนังบรรยากาศ/โฮโมอีโรติก, YANEE THE GIRL WHO IS TRYING TO OVERCOME HER FEARS เป็นหนังผี/การเมือง ที่มีการใช้องค์ประกอบแบบหนังทดลองเข้ามาด้วย ส่วน DON’T WORRY, BE HAPPY เหมือนหนังอาร์ตนิ่งช้าที่ลดทอนการแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร และมี part ย่อยๆบางส่วนที่อาจทำให้นึกถึง WHERE IS MY SHORTS? และ IN BETWEEN

พอดูหนังของอนุวัชร์ 4 เรื่องนี้แล้ว เราก็พบว่า DON’T WORRY, BE HAPPY กับ YANEE, THE GIRL WHO IS TRYING TO OVERCOME HER FEARS เป็นหนังที่เล่นท่ายากทั้งสองเรื่อง และเหมือนกับว่าเขายังคงอยู่ในระหว่างการหาแนวหนังที่เหมาะกับตัวเองจริงๆอยู่ แต่อาจจะยังไม่พบ ซึ่งอันนี้ทำให้เรานึกถึง Rainer Werner Fassbinder นะ 555

คือพอคิดถึงหนัง 4 เรื่อง 4 สไตล์นี้ของอนุวัชร์ มันทำให้เรานึกถึงหนังในยุคแรกๆของ Fassbinder น่ะ เพราะหนังยุคแรกๆของ Fassbinder ก็จะมีสไตล์ที่แกว่งไปแกว่งมามากๆ มันมีทั้งหนังอาร์ตนิ่งช้าอย่าง LOVE IS COLDER THAN DEATH (1969) (ซึ่งอาจจะเทียบได้กับ DON’T WORRY, BE HAPPY), หนังสะท้อนการเมือง/สังคมที่เล่นกับการใช้ฉากแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมาอย่าง KATZELMACHER (1969), หนังการเมืองแนวพิสดารอย่าง THE NIKLASHAUSEN JOURNEY (1970) ที่เหมือนกับหนังของWerner Schroeter มากกว่าจะเป็นเหมือนหนังของ Fassbinder เอง (ซึ่งอาจจะเทียบได้กับ YANEE ของอนุวัชร์ในแง่ที่มันไปคล้ายกับหนังของ Ratchapoom Boonbunchachoke)  และหนังอย่าง BREMEN FREEDOM (1972) ที่เป็นเหมือนกับละครเวทีที่ minimal มากๆ  แต่หลังจาก Fassbinder ทำหนังที่มีสไตล์แตกต่างกัน เขาก็ดูเหมือนจะค้นพบแนวทางหนังที่เหมาะกับตัวเองจริงๆ และมุ่งมั่นกับการทำหนังในแนวทางของตัวเองจริงๆในเวลาต่อมา


 เพราะฉะนั้นเราก็เลยขอสรุปว่า เราอยากเห็นอนุวัชร์ทำหนังต่อไปนะ ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้ชอบ DON’T WORRY, BE HAPPY แบบสุดๆ แต่เราก็ชอบมันมากๆในระดับนึง และเราก็คิดว่ามันมีความ unique พอสมควร และเราก็เชื่อว่าการทดลองทำอะไรยากๆ แปลกๆใหม่ๆแบบนี้นี่แหละ เป็นสิ่งที่ดีแล้ว เพราะถ้าเราไม่ลองทำ เราก็จะไม่เกิดการเรียนรู้และการพัฒนา และสักวันนึงเราอาจจะได้พบอะไรที่เหมาะกับเราเองจริงๆก็ได้