Sunday, January 03, 2016

THE LOBSTER (2015, Yorgos Lanthimos, A+30)

THE LOBSTER (2015, Yorgos Lanthimos, A+30)

ดูไปตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. แต่ไม่มีเวลาเขียนถึงเลย ตอนนี้ลืมรายละเอียดในเรื่องไปเกือบหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะจดบันทึกแต่ความรู้สึกเท่าที่จำได้นิดๆหน่อยๆก็แล้วกัน

1.THE LOBSTER ถือเป็นหนังต่างประเทศที่เราชอบมากเป็นอันดับที่ 33 ของปี 2015 สาเหตุนึงที่ชอบมากๆเพราะมันให้ข้อคิดดีๆกับเราเป็นการส่วนตัวน่ะ นั่นก็คือมันทำให้เราคิดทบทวนว่า บางทีที่เรารู้สึก “เหงา” หรือ “อยากมีผัว” หรือ “อยากมีเมียเป็นหนุ่มหล่อ” หรืออะไรทำนองนี้ มันเป็นสิ่งที่จิตใจและร่างกายของเราต้องการจริงๆ หรือว่ามันเป็นผลจากมายาคติที่สังคมหลอกให้เรารู้สึกแบบนั้น

คือในหนังเรื่องนี้เราจะเห็นว่า บางทีคนเราก็ต้องการใครสักคนจริงๆน่ะ อย่างเช่นการที่พระเอกทายาที่หลังตัวเองไม่ได้ มันต้องมีใครสักคนมาทายาที่หลังให้ มันทำให้เรานึกถึงตอนที่ตัวเองซื้อของใหญ่ๆมาจากห้างสรรพสินค้า แล้วต้องแบกเข้าอพาร์ทเมนท์ของตัวเองอย่างทุลักทุเล หรือเวลาที่เราป่วยเข้าโรงพยาบาล คือในเวลาแบบนั้นความรู้สึกอยากมีผัวมันก็จะพลุ่งพล่านขึ้นมา หรือจริงๆไม่ต้องมีผัวก็ได้ แค่มีเพื่อนสนิทสักคนสองคนมาช่วยเหลือกันก็พอแล้ว

แต่บางทีความรู้สึกเหงามันก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากตัวเราจริงๆ มันเกิดจากเราถูกสังคมหลอกโดยไม่รู้ตัว ซึ่งหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งแรกของเรื่อง ที่มีการสั่งสอนคนต่างๆนานาว่าการอยู่เป็นโสดเลวร้ายเพียงใด และมันก็ทำให้เรานึกถึงตัวเราเองด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆก็เช่น ก่อนที่เราจะเริ่มเล่นเฟซบุ๊คในปี 2008-2009 นี่ วันลอยกระทง+วันวาเลนไทน์ไม่เคยมีความสำคัญอะไรกับเราเลย เพราะไม่มีใครใกล้ตัวเราที่แสดงออกในเชิงที่ว่า เราต้องทำกิจกรรมกับคู่รักในวันดังกล่าว แต่พอเราเริ่มเล่นเฟซบุ๊ค เราก็เริ่มรู้สึกเหงา เมื่อเห็นคำพูดในทำนองที่ว่า ได้ไปลอยกระทงกับคู่รัก อะไรทำนองนี้ แล้วเราก็มาคิดทบทวนว่า เอ๊ะ ทำไมตอนกูอายุ 1-35 ปี กูไม่เคยรู้สึกเหงาในวันลอยกระทง แล้วทำไมกูถึงเพิ่งมาเริ่มรู้สึกเหงาในวันลอยกระทงในช่วง 2-3 ปีมานี้ เพราะฉะนั้นไอ้ความรู้สึกเหงานี่ มันไม่ใช่ความรู้สึกเหงาหรือต้องการใครสักคนอย่างแท้จริงเหมือนกับตอนป่วยเข้าโรงพยาบาล แต่มันเป็นความรู้สึกที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมา มันไม่ใช่ความรู้สึกเหงาจริงๆ เพราะถ้าเรารู้สึกเหงาจริงๆ เราก็ต้องรู้สึกแบบนี้มานานแล้วสิ ไม่ใช่เพิ่งมารู้สึก 2-3 ปีหลัง เพราะฉะนั้นต้นเหตุที่แท้จริง มันคือการที่เราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆในเฟซบุ๊คต่างหาก มันคือผลจากการถูกกรอกหูด้วยผู้คนในสังคม มันไม่ใช่ความจริงแต่อย่างใด

จุดนี้ใน THE LOBSTER ยังทำให้เรานึกถึงเพื่อนเราบางคนที่แต่งงานไปแล้วแต่ไม่ยอมมีลูกด้วยนะ เขามาเล่าให้เราฟังว่า อีญาติๆก็ชอบมาถามเหลือเกินว่า เมื่อไหร่จะมีลูก หรือเพื่อนๆเราหลายคนที่เป็นเกย์ ก็มักจะมีญาติๆมาถามว่า เมื่อไหร่จะแต่งงาน มันเหมือนกับสังคมพยายามบีบบังคับให้เราเข้าไปอยู่ในกรอบที่สังคมวางไว้ ซึ่งก็คือการแต่งงาน และมีลูก โดยไม่ได้คำนึงถึงความจริงที่ว่า คนทุกคนแตกต่างกัน และความสุขของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน

แต่เราไม่มีปัญหาแบบข้างต้นนะ เพราะเราไม่สนิทกับครอบครัว เราแทบไม่เคยเจอญาติของเราเลย ก็เลยไม่มีปัญหาอะไรแบบนี้

2.จุดนี้ของ THE LOBSTER ที่ทำให้เราตระหนักว่าบางทีความรู้สึกเหงาของเรา มันไม่ใช่ความจริง มันเป็นสิ่งที่ถูกสังคมหลอกให้เรารู้สึก มันทำให้เรานึกถึงหนังของ Luis Buñuel ด้วยนะ ซึ่งก็คือเรื่อง THE PHANTOM OF LIBERTY (1974) เพราะหนังเรื่องนั้นก็ทำให้เราตระหนักว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เราเชื่อว่ามันเป็นความจริง จริงๆแล้วมันไม่ใช่ความจริง อย่างเช่นฉากที่ตัวละครดูรูปตึกสูงๆ แล้วบอกว่ามันเป็นภาพที่หยาบโลนมาก หรือฉากที่ตัวละครนั่งอึกันเป็นกลุ่มๆ แล้วนั่งกินข้าวในที่ลับหูลับตาคน คือสองฉากนี้ใน THE PHANTOM OF LIBERTY มันทำให้เราตระหนักว่า “ความหยาบโลน” มันเป็นสิ่งที่ถูกสังคมกำหนดขึ้นมาว่า สิ่งนี้หยาบโลน สิ่งนั้นไม่หยาบโลน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งนั้นมันก็เป็นสิ่งนั้นเฉยๆ สังคมแต่ละสังคมต่างหากที่ไปแปะป้ายให้กับมันว่าหยาบโลนหรือไม่หยาบโลน

เพราะฉะนั้น THE LOBSTER ก็เลยโดนเรามากในแง่นี้ เพราะมันทำให้เราตระหนักว่า หลายๆครั้งเราเหงาทั้งๆที่เราไม่ควรจะเหงาแต่อย่างใด มันเป็นความรู้สึกเหงาหลอกๆ มันไม่ใช่ความรู้สึกเหงาจริงๆ

3.แต่เราก็ชอบมากที่ THE LOBSTER พาเราไปไกลกว่าประเด็นข้างต้นนะ เพราะ THE LOBSTER เล่าถึงกลุ่มคนในป่าที่ตั้งกฎเกณฑ์ในทางตรงกันข้ามด้วย ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ไร้สาระพอกัน และไม่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ทำตามที่ใจตัวเองปรารถนาเหมือนกัน

การที่ THE LOBSTER นำเสนอเรื่องกลุ่มคนในป่าด้วย ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า DOGTOOTH (2009, Yorgos Lanthimos, Greece) นะ เพราะเรารู้สึกว่า DOGTOOTH เหมือนมีประเด็นเดียว แต่ THE LOBSTER มีประเด็นเยอะกว่า และเรารู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ของตัวละครได้มากกว่า

เรารู้สึกว่า THE LOBSTER มันค่อนข้างสอดคล้องกับความเชื่อส่วนตัวของเราด้วยที่ว่า จริงๆแล้วมันไม่มีกฎเกณฑ์อะไรตายตัวหรอก ว่าแบบไหนดีกว่ากัน มันขึ้นอยู่กับแต่ละคนน่ะ ใครอยากอยู่เป็นโสดก็ทำไป, ใครอยากผัวเดียวเมียเดียวก็ทำไป ใครอยากมีผัว 30 คนก็ทำไป ใครอยากเซ็กส์หมู่ก็ทำไป สิ่งที่สำคัญสำหรับเราก็คือว่า อย่าเอาสิ่งที่เหมาะกับเราไปอุปโลกน์ว่ามันต้องเหมาะกับคนอื่นๆด้วยเท่านั้นเอง มึงชอบใช้ชีวิตแบบไหนก็เรื่องของมึง แต่อย่ามาบอกให้กูต้องใช้ชีวิตในแบบที่มึงชอบด้วย

4.มีรายละเอียดปลีกย่อยที่เยอะมากและดีมากในหนังเรื่องนี้ แต่เราลืมไปหมดแล้ว จริงๆก็คือชอบตัวประกอบต่างๆในหนังเรื่องนี้มากทุกตัวเลย อย่างตัว Heartless Woman ก็คลาสสิคมาก, ตัว Biscuit Woman นี่นึกว่าหลุดออกมาจากหนังของ Mike Leigh + Ken Loach และชอบตัวเพื่อนของ Nosebleed woman ด้วยที่ตบหน้าเพื่อนเธออย่างจัง และพอเธอกลายเป็นม้า เธอก็เป็นม้าที่สวยมาก

5.ชอบการสื่อสารด้วยท่าทางของพระเอกกับนางเอกด้วย มันทำให้เรานึกถึงเรากับกลุ่มเพื่อนๆ ที่พอสนิทกัน มันจะมีการพัฒนาภาษาบางอย่างหรือคำศัพท์ใหม่ๆขึ้นมาเพื่อใช้สื่อสารระหว่างกันเอง

6.ฉากเต้นรำด้วยดนตรีเทคโนก็คลาสสิคมากๆ

7.มีเพื่อนคนนึงถามเราว่า การกลายเป็นสัตว์ในเรื่องนี้หมายถึงอะไร เราก็เลยตอบไปว่า

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าผู้กำกับเขาจงใจให้มันหมายถึงอะไร 555
แต่ถ้าถามว่ามันทำให้ผมนึกถึงอะไรบ้าง ผมก็อาจจะนึกถึงสิ่งต่อไปนี้ครับ

7.1 การกลายเป็นพลเมืองชั้นสองของสังคมจารีตแบบนั้น

7.2 การกลายเป็น “สมาชิกครอบครัวชั้นสอง” อย่างเช่นหลายๆครอบครัวที่ถือว่าสัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนสมาชิกหนึ่งในครอบครัว แต่เป็นสมาชิกชั้นสอง อย่างเช่น ครอบครัวนึงอาจจะมีพ่อแม่ลูกเป็นสมาชิกครอบครัวชั้นหนึ่ง แล้วในบ้านหลังนั้นอาจจะมี “คุณป้าสาวแก่” กับ “หมา” อยู่ในบ้านด้วย ซึ่งคุณป้าสาวแก่กับหมาอาจจะถือเป็นสมาชิกครอบครัวชั้นสองของครอบครัวนั้น

7.3 การต้องอยู่กับสัตว์เลี้ยง แทนที่จะต้องอยู่กับคู่สมรสและลูกๆ คือคนโสดบางคนอาจจะคลายเหงาด้วยการเลี้ยงม้า เลี้ยงหมา เลี้ยงนกอะไรไป และพอคนโสดคนนั้นอยู่กับหมา มันก็อาจจะแทนด้วยการกลายเป็นหมาในหนังเรื่องนี้ อะไรทำนองนี้”

8.เพื่อนถามเราเรื่อง “ฉากเปิด” ของ THE LOBSTER ด้วย เราก็เลยตอบไปว่า

“8.1 ฉากเปิดของ THE LOBSTER อาจจะเป็นสิ่งที่ผู้กำกับจงใจให้ตีความไม่ได้ มันอาจจะเป็นสิ่งที่เขาใส่เข้ามาตามสัญชาตญาณ ใส่เข้ามาเพราะเขาอยากใส่มันเข้ามาโดยไม่มีเหตุผล หรือเขาใส่มันเข้ามาโดยมีเหตุผลของเขาเอง แต่จงใจไม่บอกให้เรารู้

8.2 โดยส่วนใหญ่แล้วผมไม่ถนัดตีความหาเจตนาของผู้กำกับครับ 555 เพราะฉะนั้นถ้าหากถามว่าฉากเปิดทำให้ผมรู้สึกอย่างไร ผมก็ตอบได้ว่าชอบฉากเปิดนี้มากครับ ถึงแม้จะไม่เข้าใจมันก็ตาม

8.3 แล้วฉากเปิดมันทำให้ผมนึกถึงอะไรต่อไปอีกบ้าง ผมก็จินตนาการว่ามันอาจจะเป็นการแก้แค้นก็ได้ครับ ผู้หญิงคนนั้นอาจจะเคยแค้นคนๆนึง แล้วต่อมาคนคนนั้นก็กลายเป็นวัว เธอก็เลยตามไปแก้แค้น
สาเหตุที่ทำให้นึกถึงเรื่องนี้เป็นเพราะฉากที่ตัวละครขาเป๋เล่าว่าแม่ของเขากลายเป็นหมาป่าหรืออะไรทำนองนี้น่ะครับ แล้วเขาก็ต้องใช้เวลาสักระยะนึงในการตามหาว่าแม่ไปอยู่ที่ไหน แล้วพอรู้ว่าแม่อยู่ในสวนสัตว์ เขาก็ต้องใช้กลวิธีในการแยกแยะให้ได้ว่าหมาป่าตัวไหนคือแม่ของเขาอีก คือเรื่องเล่านี้มันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ในแบบที่พิสดารน่ะครับ ซึ่งน่าจะนำมาใช้อธิบายฉากเปิดได้ในแง่นึง เพียงแต่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงคนนั้นกับวัวตัวนั้นคงจะตรงข้ามกับความสัมพันธ์ของตัวละครขาเป๋กับหมาป่า”

9.ดู THE LOBSTER แล้วทำให้เรานึกย้อนกลับไปถึงประเด็นที่เราเคยเขียนไว้เมื่อ 10 ปีก่อนด้วยนะ ที่ว่าหนังของ Jun Ichikawa, Tsai Ming-liang กับ Wong Kar-wai มันเหงาๆเหมือนกัน หรือมันมีตัวละครที่ดูโดดเดี่ยวเหมือนกัน แต่เรารู้สึกว่าหนังของ Jun Ichikawa มันเข้าทางเรามากที่สุด เพราะมันมักแสดงให้เห็นถึงตัวละครที่มีความสุขขณะอยู่คนเดียว โดยไม่จำเป็นต้องมีผัว, ครอบครัว, เพื่อน คืออยู่คนเดียวก็มีความสุขแล้ว  ในขณะที่ตัวละครในหนังของ Wong กับ Tsai (ยุคแรก) ตัวละครมักจะไม่มีความสุขขณะอยู่คนเดียว เพราะเขาต้องการคู่รักมาอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นหนังของ Wong กับ Tsai ก็เลยไม่เข้าทางเรามากเท่าหนังของ Jun Ichikawa แต่มันก็ยังดีกว่าหนังประเภทที่แสดงให้เห็นถึง “ความสำคัญของครอบครัว” อะไรทำนองนี้ คือเราว่าไอ้หนังประเภทที่แสดงให้เห็นถึงความรักในสถาบันครอบครัวหรือสถาบันห่าเหวอะไรต่างๆนี่ ในแง่นึงมันก็เหมือนกับ “กลุ่มผู้จัดการโรงแรม” ใน THE LOBSTER น่ะ ที่พยายามยัดเยียดมายาคติต่างๆให้กับผู้คนในสังคม


สรุปว่า ดู THE LOBSTER แล้วทำให้เราตระหนักว่า เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกเงี่ยน มันเป็นความจริง แต่เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกเหงา บางทีมันอาจจะไม่ใช่ความรู้สึกจริงๆของเรา เพราะในบางครั้งมันเป็นสิ่งที่เราถูกสังคมหลอกมา

Saturday, January 02, 2016

LIFE IN 2015

ทบทวนชีวิตปี 2015

--เห็นคนอื่นๆทบทวนชีวิตตัวเองในปี 2015 เราก็เลยเขียนบ้างดีกว่า

--สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในปี 2015 ก็คือการลดดูหนัง, ละครเวทีกับนิทรรศการศิลปะลง เพราะตอนต้นปีเราป่วยหนักจากอาหารเป็นพิษ และเรารู้สึกว่าเราเหนื่อยเกินไปกับการตามดูทั้งหนัง, ละครเวที และนิทรรศการศิลปะ เราก็เลยลดมันหมดเลยทุกอย่าง ปี 2015 เราแทบไม่ได้ดูนิทรรศการศิลปะเลย ส่วนละครเวทีเราก็ดูเฉพาะที่อยากดูจริงๆและสะดวกจริงๆเท่านั้น คือก่อนหน้านั้นเรามีแรงผลักดันในใจที่อยากจะตามดูละครเวทีโรงเล็กให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่พอสังขารเราเริ่มไม่ไหว เราก็เลยตัดใจจากการตามดูละครเวที และเลือกดูเฉพาะอันที่เราสะดวกไปดูจริงๆเท่านั้น

ส่วนหนังเราก็ลดการดูไปเยอะมาก โดยเฉพาะหนังโรง เพราะเราพยายามเอาเวลามาออกกำลังกายแทน

ปีนี้เราก็คงจะทำอย่างนี้อีก เพราะรู้สึกว่าทำแบบนี้แล้วชีวิตเริ่มลงตัวมากขึ้น นั่นก็คือเราจะให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นอันดับหนึ่ง การทำงานเป็นอันดับสอง ส่วนสิ่งไม่จำเป็นในชีวิต ซึ่งได้แก่หนัง, ละครเวที และงานศิลปะ เราคงจะให้เวลากับมันเฉพาะเมื่อเราให้เวลาเพียงพอแล้วกับสุขภาพและการทำงานเท่านั้น

ที่เราบอกว่าเราต้องให้เวลาเพียงพอกับการทำงาน ก็คือเราต้องนอนให้ได้ 7 ชั่วโมงต่อวันน่ะ ไม่งั้นเราจะรู้สึกว่าหัวสมองตื้อ รู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น ทำงานไม่ได้ คือเมื่อ 20 ปีก่อน เราเคยนอนเพียงแค่ 3 ชั่วโมงต่อวัน เราก็ไปทำงานในวันรุ่งขึ้นได้ แต่พอยิ่งแก่ตัวลง เราก็พบว่าเราต้องการการนอนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นปีนี้เราก็ตั้งใจว่าเราจะพยายามนอนให้ได้ 7 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อที่จะทำงานได้โดยไม่รู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น และการที่เราจะมีเวลานอนได้ถึง 7 ชั่วโมงต่อวันนั้น เราก็ต้องลดการดูหนัง, ลดการเขียนถึงหนัง และลดการเล่นเฟซบุ๊คและอินเทอร์เน็ตด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากเราไม่เขียนถึงหนังเรื่องไหน แค่ให้เกรดเฉยๆ ก็หวังว่าคงเข้าใจว่าเพราะอะไร

--เราเป็น cinephile มาครบ 20 ปีแล้ว เรารู้สึกว่าเราเริ่มเป็น “คนที่ชอบดูหนังอย่างจริงจัง” ตอนปลายปี 1995 เมื่อเราได้ดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY (1983, Peter Stein) ที่สถาบันเกอเธ่ มันเป็นการไปดูหนังตามสถาบันครั้งแรกในชีวิตของเรา และเราก็พบว่าเราชอบหนังเรื่อง CLASS ENEMY อย่างรุนแรงมากๆ ทั้งๆที่เราไม่เคยได้ยินนักวิจารณ์เขียนถึงหนังเรื่องนี้มาก่อนเลย เราก็เลยเริ่มพบว่าจริงๆแล้วมันยังมีหนังอีกมากมายในโลกนี้ที่มันเข้าทางเรา หรือสร้างขึ้นมาเพื่อเราจริงๆ แต่มันเป็นหนังที่นักวิจารณ์ยังไม่ได้เขียนถึง หรือผู้ชมส่วนใหญ่ไม่ได้ชื่นชมกัน การดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY ในช่วงปลายปี 1995 จึงเหมือนกับว่าเราได้กลายเป็น cinephile โดยมีสถาบันเกอเธ่เป็นผู้ให้กำเนิด

ช่วงปลายปี 2015 จึงเป็นการครบรอบ 20 ปีในการเป็น cinephile ของเรา

--สรุปว่าปี 2016 ถ้าหากเรายังทำงานประจำแบบเดิมต่อไป เราก็คงจะให้เวลากับการออกกำลังกาย, นอน 7 ชั่วโมงต่อวัน และตั้งใจทำงานเป็นหลัก ถ้ามีเวลาว่างจริงๆเราก็คงจะดูหนัง โดยเฉพาะวิดีโอเทปประมาณ 1000 ม้วนที่เรายังไม่ได้ดู และถ้ามีเวลาว่างเหลือเยอะมากจริงๆ เราค่อยจดบันทึกถึงความรู้สึกที่เรามีต่อหนัง ส่วนละครเวทีเราคงดูน้อยมาก นิทรรศการศิลปะเราก็คงไม่ได้ไปดูเลย แต่ก็นั่นแหละ เราได้เรียนรู้แล้วว่า เราต้องให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและการเลี้ยงชีพของตนเองเป็นหลัก เพราะ “ปัจจัย 4” มันสำคัญกว่าภาพยนตร์ คือแค่การหาเงินมาให้เพียงพอต่อปัจจัย 4 กูก็เลือดตาแทบกระเด็นแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะไม่หาภาระใดๆที่ไม่จำเป็นมาเพิ่มให้ตัวเองอีกต่อไป

--เหตุการณ์สำคัญอันนึงสำหรับเราในปี 2015 คือการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของเพื่อนคนนึงจากโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ คือเขามีอายุเท่าๆกับเราน่ะ เราก็เลยรู้สึกว่าความตายมันใกล้เราเข้ามาทุกเมื่อ

เราได้เจอเขาครั้งสุดท้ายโดยบังเอิญตอนไปดูละครเวทีเรื่อง [deprived] ที่ M THEATRE ในวันศุกร์ที่ 13 พ.ย. คือตอนแรกเรากะจะไม่ไปดูละครเวทีเรื่องนี้แล้วนะ เพราะมันประกาศว่ามันจะปิดแอร์ตอนแสดงละครเวทีเรื่องนี้ แล้วเราเป็นคนที่ขี้ร้อนน่ะ เราก็เลยลังเลว่าจะไปดูดีมั้ย แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจลองเสี่ยงไปดู ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะอากาศมันไม่ได้ร้อนอย่างที่คิด, ละครเวทีก็ดีมาก และที่สำคัญที่สุดก็คือเราได้เจอเพื่อนคนนี้โดยบังเอิญด้วย

จริงๆแล้วเราเคยแอบชอบเขานะ เคยพยายามจีบเขาด้วยแหละตอนที่รู้จักกันครั้งแรกๆ แต่เขาไม่ได้ชอบอะไรเรา เราก็เลยเลิกจีบเพราะรู้ว่าไม่มีหวัง แต่ก็ยังดีที่ได้เป็นเพื่อนกับเขา

พอเจอเขาโดยบังเอิญที่ M THEATRE ในวันนั้น เราก็เลยดีใจมากๆที่เขามานั่งคุยกับเราเป็นเวลาประมาณ 5-10 นาที คุยเรื่องสัพเพเหระกัน

แต่หลังจากนั้นอีก 2 สัปดาห์เขาก็เสียชีวิตอย่างกะทันหัน เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่รุนแรงมาก เพราะเราเพิ่งเจอกันหลัดๆ เรายังจำ moment สุดท้ายที่เราคุยกันได้อยู่เลย มันเพิ่งผ่านมาแป๊บเดียวเอง

เรากลับไป M THEATRE อีกครั้งเพื่อดูงานบางแสนรามาในวันเสาร์ที่ 28 พ.ย. เราเห็นจุดที่เรานั่งคุยกับเขาเมื่อ 15 วันก่อน ตอนที่เราได้คุยกับเขาในครั้งนั้น เราไม่เคยรู้เลยว่า มันจะเป็นการคุยกันครั้งสุดท้ายในชีวิต


การไปดูงานบางแสนรามาในครั้งนี้จึงเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดสำหรับเรา เพราะในใจนึงเราก็ enjoy กับภาพยนตร์ในงานมากๆ แต่ในใจนึง เราก็นึกถึงเพื่อนคนนั้น เพื่อนที่เราได้พบหน้าครั้งสุดท้ายที่ M THEATRE เมื่อ 15 วันก่อน

Friday, January 01, 2016

Favorite Female Characters in films I saw in 2015

Favorite Female Characters in films I saw in 2015

1.Agatha Weiss (Mia Wasikowska) – MAPS TO THE STARS (2014, David Cronenberg)

2.Rome (Jada Pinkett Smith) – MAGIC MIKE XXL (2015, Gregory Jacobs)

3.Toey นักเรียนหญิงผู้ไม่ยอมทำตามคำสั่งของครู (Tassanaiporn Moreerut) – THE PERSONAL (2014, Nattapon Jomjun)

4.Senior Hooker กะหรี่อารยะ (Suweeraya Thongmee) – VANISHING POINT (2015, Jakrawal Nilthamrong)

5.The Masked Female Assassin (Zhou Yun) – THE ASSASSIN (2015, Hou Hsiao-hsien)

6.Sivagami (Ramya Krishnan) – BAHUBALI: THE BEGINNING (2015, S. S. Rajamouli)

7.Maria Lechner (Asta Nielsen) – THE JOYLESS STREET (1925, G. W. Pabst, Germany, 151min)

8.Jenny the whore (Lotte Lenya) -- THE THREEPENNY OPERA (1931, G. W. Pabst, Germany)

9.Heding (Mailes Kanapi) – FROM WHAT IS BEFORE (2014, Lav Diaz, Philippines)

10.Shosho (Anna May Wong) – PICCADILLY (1929, Ewald André Dupont, UK)

11.Ryoko Tamiya (Eri Fukatsu) – PARASYTE: PART 1 (2014, Takashi Yamazaki) + PARASYTE: PART 2 (2015, Takashi Yamazaki)

12.The Mother คุณแม่ที่แย่งผัวลูกสาว (พอใจ ดวงใจ บริสุทธิ์) – DON’T WORRY, BE HAPPY (2015, Anuwat Amnajkasem)

13.Yannaia the Desert Dancer (Pola Negri) – SUMURUN (1920, Ernst Lubitsch)

14.Erika กะหรี่ผยอง (Edith Meinhard) – DIARY OF A LOST GIRL (1929, G. W. Pabst, Germany)

15.Anna Boleyn (Henny Porten) – ANNA BOLEYN (1920, Ernst Lubitsch, Germany)

16.Rita (Parker Posey) – IRRATIONAL MAN (2015, Woody Allen)

17.Heartless Woman (Angeliki Papoulia) – THE LOBSTER (2015, Yorgos Lanthimos)

18.The Whore (Kwannapa Yingyongyud) – AND THE AWARD FOR THE BEST WHORE GOES TO (2015, Dhitivadhana Khjorn)

19.Anguri Devi the femme fatale (Swastika Mukherjee) – DETECTIVE BYOMKESH BAKSHY! (2015, Dibakar Banerjee, India)

20.Olivia (Tea Falco) – ME AND YOU (2012, Bernardo Bertolucci, Italy)

21.Tehila สาวคลั่งรัก (Yonit Tobi) – ZERO MOTIVATION (2014, Talya Lavie, Israel)

22.Tigris (Eugenie Bondurant) – THE HUNGER GAMES: MOCKINGJAY – PART 2 (2015, Francis Lawrence)

23.Carol Barrett (Viola Davis) – BLACKHAT (2015, Michael Mann)

24.Lauren the stepmother (Sophia Myles) – GALLOWS HILL (2013, Victor García, A+25)

ดูรูปได้ที่นี่นะ

Stage Performances I saw in 2015


Stage Performances I saw in 2015

1.GUY (Atthapol Gatenuam, A+30)

2.SMALL TIGER, BIG DRAGON พยัคฆ์เล็กมังกรใหญ่ (Ninart Boonpothong, A+30)

3.CECI N’EST PAS LA POLITIQUE นี่ไม่ใช่การเมือง (Jarunan Phantachat, A+30)

4.STRATEGIC LONELINESS (Mikuni Yanaihara, A+30)

5.BEAUTIFUL THINGS (Vachiraya Rienthongkham, A+30)

6.SECRET KEEPER (Dujdao Vadhanapakorn, A+30)

7.MANOLAND (Teerawat Mulvilai, A+30)

8.Performance by Qiao Shengxu in Asiatopia (A+30)

9.STOP BEING (Laurent Goldring, Marika Rizzi, Jitti Chompee, A+30)

10.MURDER (UN) SEEN (Grisana Punpeng, A+30)

11.THE GENTLEMEN (Pichet Klunchun, A+30)

12.[deprived] (Yasuhito Yano, A+30)

13.ASURAGAI อสูรกาย (Rattapong Pinyosopon, A+30)

14.S-21 (Sineenadh Keitprapai, A+30)

15.A naked performance by Arai Shinichi in Asiatopia (A+30)

16.A naked performance by Watan Wuma in Asiatopia (A+30)

17.SI TI KAY (Noor Effendy Ibrahim, A+30)

18.BETWEEN ระยะใกล้อันเวิ้งว้าง (Nikorn Sae Tang + Ben Busarakamwong, A+25)

19.BROKEN CHORDS THE MUSICAL (Ninart Boonpothong, A+25)

20.MAISON CENT SENSES (Kevin Laddapong, A+25)

21.WHAAM! (Thanaphon Accawatanyu, A+25)

22.THIS IS MY {DAY} LIGHT (Wannasak Sirilar + Paksupa Polpatpootanun, A+25)

23.DANCE DANCE ASIA: 90’S AIRLINE (90’s, A+25)

24.Performance by Richard Martel in Asiatopia (A+25)

25.Performance by Vichukorn Tangpaiboon in Asiatopia (A+25)

26.SPINECHILL สันหลังวาบ (Ninart Boonpothong, A+20)

27.THE ART OF BEING RIGHT (Thanaphon Accawatanyu, A+20)

28.WALL (Sirimas Yodsuwan, A+20)

29.ทฤษฎีไม้ยมก (Vich Sanardharn, A+20)

30.กุลสตรีศรีสยาม (Setsiri Nirandara, A+20)

31.DANCE DANCE ASIA: IT’S A GEGEGAY WORLD! – KONNICHIWA! ARIGATO! GAY! (Tokyo Gegegay, A+20)

32.Performance by Sakiko Yamaoka in Asiatopia (A+20)

33.BRING CHALEE HOME ชาลีมีโฮม (Nasrey Labaideeman, A+15)

34.THE EFFECT (Arpassorn Patitanont, A+15)

35.DYSMORPHILIA (Daloy Dance Company + Chulayarnnon Siriphol, A+15)

36.KON-KAE-KEAN (Wichaya Artamat, A+15)

37.I HAVE ALICE IN MIND (Sineenadh Keitprapai, A+15)

38.THE CAMPUS วิทยาเขตสังหาร (Young Pack Action, A+10)

39.ลูกไม้ WHY/วาย/วัย ป่วง (Pattra Toburin, A+10)

40.NITARN PANALEE (Ben Busarakamwong, A+10)

41.DEADWOOD (Mongkol Plienbangchang, A+10)

42.MY MERMAID DREAM ปลาสีรุ้ง (Pathavee Thepkraiwan, A+5)

43.THE LITTLE SHOP OF HORRORS (Stephen Thomas, A+5)

44.FORM (Natnareekarn Pongprasartsook, A+5)

45.BLIND SPOT (Michael Sakamoto, A+)

46.BUTOH: SELF-MORTIFICATION ทุกรกิริยา (Sompong Leartvimolkasame, A+)

47.FLOWER (Champ Chatchawat, A+)

48.DEAR ANGEL (Ninart Boonpothong, A+/A)

49.DANCE DANCE ASIA: KICK OFF!! (Umebou, A)

50.SUICIDE SHOP (Supawich Suppai, B+ )

51.Performance by Vasan Sitthiket in Asiatopia (C+ )

(รูปจาก GUY)

2014

2013

2012

2011

2010

2009

2008

2007

2006

STAGE PERFORMANCES 1





TOP TEN FAVORITE FILMS I SAW IN 2015

TOP TEN FAVORITE FILMS I SAW IN 2015

1.THE BLUE HOUR อนธการ (2015, Anucha Boonyawatana)
2.MAPS TO THE STARS (2014, David Cronenberg)
3.ARABIAN NIGHTS (2015, Miguel Gomes, Portugal)
4.MAGICAL GIRL (2014, Carlos Vermut, Spain)
5.TEMPERATURE OF ROOMTONE ในวันที่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก (2015, Pamornporn Tandiew)
6.SEE YOU TOMORROW (2015, Nattawoot Nimitchaikosol, 53min)
7.BEHIND THE PAINTING (2015, Chulayarnnon Siriphol, video installation)
8.4 WORDS 1 FOOT (2014, Joe Decker + Thet Zaw Win, Myanmar)
9.SNAP (2015, Kongdej Jaturanrasmee)

10.VANISHING POINT (2015, Jakrawal Nilthamrong)

FAVORITE LONGER-THAN-60-MINUTES THAI FILMS OF 2015

FAVORITE LONGER-THAN-60-MINUTES THAI FILMS OF 2015

อันนี้เป็นอันดับหนังไทยที่เราชอบมากที่สุดประจำปี 2015 เฉพาะหนังที่ยาวเกิน 60 นาทีเท่านั้น

1.อนธการ THE BLUE HOUR (Anucha Boonyawatana)
2.SNAP (Kongdej Jaturanrasmee)
3.VANISHING POINT (Jakrawal Nilthamrong)
4.HOW TO WIN AT CHECKERS (EVERY TIME) (Josh Kim)
5.SOLOS (2014, Teeranit Siangsanoh, 79min) ฉายครั้งแรกปี 2015
6.ภาคสอง PART TWO (Chaleamchon Natipat, 71min)
7.FREELANCE (Nawapol Thamrongratanarit)
8.ป้าชู CHU (Nattapattarapol Chutikarnpanich, documentary, 100min)
9.ภูมิแพ้มนุษย์ ANTI-HUMAN (Nuttachai Jiraanont)
10.เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ MAY WHO? (Chayanop Boonprakob)


อันดับนี้ไม่รวมหนังคลาสสิคเรื่อง “แหวนทองเหลือง” (1973, Prince Anusorn Mongkolkarn) ที่เราเพิ่งได้ดูในปี 2015 นะ

CAT A WABB! (2015, Naruebodee Wechakum + Phongsak Phongsuwan, A+15)

CAT A WABB! (2015, Naruebodee Wechakum + Phongsak Phongsuwan, A+15)
แคทอ่ะแว้บ! #แบบว่ารักอ่ะ

1. ทำไมกูต้องปิดปีกับหนังเรื่องนี้ด้วย 555 แต่จริงๆแล้วหนังน่ารักดี และเราไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับเรื่องปิดปี เปิดปี เราก็เลยเลือกดูหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายของปี ทั้งๆที่เดาได้อยู่แล้วล่ะว่า มันไม่ใช่หนังที่เข้าทางเราหรอก

2. สรุปว่า ดูจบแล้วก็ไม่รู้ว่า แคทอ่ะแว้บแปลว่าอะไร 555 แต่เราว่าการตั้งชื่อหนังแบบนี้ทำให้จำง่ายดีนะ เพราะปีที่ผ่านมาเราเจอหนังไทยที่ตั้งชื่อประเภท “พบกันใหม่โอกาสหน้า”, “เจอกันเมื่อเราเจอกัน”, “จนกว่าเธอจะกลับมา”, “แต่เราจะหากันจนเจอ” อะไรประเภทนี้ ซึ่งทำให้เราจำชื่อหนังเหล่านี้สลับกันไปหมด

3. สาเหตุที่ชอบถึงขั้น A+15 สาเหตุแรกเป็นเพราะว่า เราจินตนาการได้เลยว่า ถ้าหากเราเป็นนางเอก แล้วเจอคนแบบเป้ อารักษ์ เราก็คงเกิดความ want ขึ้นมาในทันทีแบบในหนังนี่แหละ แล้วพอเรา identify กับตัวนางเอกได้ในแง่นี้แล้ว มันก็เลยมีอารมณ์ร่วมกับหนังในระดับนึง

แล้วจริงๆตอนดูแอบนึกถึงผู้กำกับหนังสั้นของไทยที่หล่อๆบางคนที่ทำงานสตูดิโออะไรแบบนี้ด้วยนะ คือเรารู้สึกว่ามันคงเป็นเรื่องที่เกิดได้จริงกับนิสิตหญิงบางคนแน่ๆ ที่พอไปฝึกงาน แล้วเจอรุ่นพี่หล่อๆในสตูดิโอแบบนี้ ก็คงเกิดความเงี่ยนขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้ามใจได้

4.เราว่าหนังมันประคองตัวเองได้ดีในระดับนึงด้วย คือมันไม่มี moment ที่พีคมากสำหรับเรา แต่ก็ไม่มี moment ที่แย่มากสำหรับเราเช่นกัน คือจริงๆแล้วเราอยากให้หนังมันเน้นไปในทางดราม่าชีวิตการทำงานแบบ FREELANCE มากกว่า แต่พอหนังมันเน้นไปในทาง “ตลก” เราก็เข้าใจว่ามันคงพยายามเอาใจตลาดน่ะ ซึ่งมันไม่เข้าทางเราเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีที่ความพยายามจะสร้างอารมณ์ตลกในหนังตลอดเวลาแบบนี้ มันไม่ได้นำมาซึ่งอะไรแย่ๆเหมือนหนังตลกไทยเรื่องอื่นๆ

สรุปว่าโดยส่วนตัวแล้วเราไม่ชอบหนังตลก นั่นก็เลยทำให้เราไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้แบบสุดๆ แต่เราก็ชอบที่หนังเรื่องนี้สามารถประคองอารมณ์ตลกในหนังให้ราบรื่นได้ในระดับนึง โดยไม่ทำให้เรารู้สึกแย่เหมือนหนัง romantic comedy ของไทยอีกหลายๆเรื่อง

5.จุดนึงที่ทำให้เราไม่ได้ชอบในระดับ A+30 ก็คืออุปสรรคที่ใส่เข้ามาในช่วงท้ายเรื่อง มันดู formulaic หรือเป็นสูตรสำเร็จมากเลยน่ะ มันเหมือนกับว่า การที่พระเอกเจอแฟนเก่า แล้วนางเอกน้อยใจ แล้วเกิดเรื่องแมวหายอะไรทำนองนี้ มันดูเหมือนเป็นการทำตามสูตรที่ว่า ต้องมีอุปสรรคแรงๆ ต้องมีไคลแมกซ์ในองก์สามยังไงไม่รู้

ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาที่พบบ่อยในหนังไทยเมนสตรีมนะ คือมันมักจะตกม้าตายตอนองก์สามหรือช่วงท้ายของหนังน่ะ มันมักจะพยายามสร้างไคลแมกซ์ที่ไม่เข้าท่า สร้างอุปสรรคแรงๆที่ไม่เข้าท่าในองก์สาม แล้วทำให้ทุกอย่างพังพินาศ แทนที่จะปล่อยให้ชีวิตตัวละครดำเนินไปในแบบที่มันเป็นจริงๆ

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้พังพินาศในองก์สามนะ เพียงแต่ว่ามันทำให้เราชอบหนังน้อยลงน่ะ คือถ้าหากเราเป็นนางเอก แล้วเจอพระเอกคร่ำครวญถึงแฟนเก่าแบบนั้น เราก็คงไม่น้อยใจรุนแรงหรอก เพราะเราก็เห็นอยู่แล้วว่าแฟนเก่าเขาไม่เอาพระเอก เราก็คงรอคอยจังหวะเวลาเหมาะๆเพื่อตะครุบผู้ชายต่อไป แต่พอนางเอกมาเกิดอาการน้อยใจรุนแรงแบบนี้ เราก็เลยไม่ identify กับนางเอก และมันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า การน้อยใจรุนแรงของนางเอกแบบนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทำกัน แต่มันเป็นสิ่งที่ “ตัวละครทำตามสูตรสำเร็จของหนัง 3 องก์” อะไรแบบนี้ คือมันทำให้เราเกิดความไม่เชื่อในตัวละครขึ้นมานิดนึงน่ะ

แต่ถึงแม้เราจะไม่ชอบช่วงท้ายของหนัง ทั้งการน้อยใจของนางเอก และเรื่องแมวหาย แต่เราก็เข้าใจนะว่า หนังเมนสตรีมมันมักจะมีปัญหาแบบนี้ทั้งนั้นแหละ คือเกิดเหตุการณ์อะไรที่ไม่เข้าท่าในช่วงท้ายเรื่อง ก่อนจะนำไปสู่การคลี่คลายปัญหา เพียงแต่ว่าถ้าหากคนเขียนบทเก่งพอ หนังมันก็จะสร้างอุปสรรคที่เข้าท่าเข้าทางได้ในช่วงท้ายเรื่อง

และเราว่าสาเหตุที่เราไม่พีคกับช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้ เป็นเพราะเรารู้สึกว่า มันเป็นอุปสรรคที่ไม่ค่อยเข้าท่านิดนึงน่ะ คือนางเอกไม่ควรน้อยใจตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แล้วการแก้ไขอุปสรรคในช่วงท้าย ทั้งการปรับความเข้าใจกันและการตามหาแมวหาย ก็ดูเหมือนไม่ได้ทำให้ตัวละครต้องลำบากจริงๆ หรือเกิดการเรียนรู้จุดอ่อนข้อเสียของตัวเอง หรือเกิดการพัฒนาตัวเอง หรือเกิดการตระหนักรู้อะไรแบบนี้ มันเหมือนกับเป็นอุปสรรคทางกายภาพชั่วครู่ชั่วยาม แต่ไม่ส่งผลกระทบอย่างแท้จริงต่อจิตวิญญาณของตัวละครแต่อย่างใด มันก็เลยทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า ช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้ มันเป็น “อุปสรรคแบบสูตรสำเร็จ ใส่เข้ามาพอเป็นพิธี” น่ะ

ซึ่งมันจะแตกต่างจาก FREELANCE เพราะใน FREELANCE นั้น เราเห็นตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่า พระเอกมีจุดอ่อนตรงที่บ้างาน อยากได้เงินมากเกินไป รักษาสมดุลชีวิตได้ไม่ดี ให้ความสำคัญกับงานมากเกินไป ให้ความสำคัญกับสุขภาพน้อยเกินไป คือมันปูมาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว แล้วช่วงท้ายของหนัง มันก็สอดรับกับสิ่งที่ปูมาตั้งแต่ต้นเรื่อง แล้วพระเอกก็พบกับความลำบากจริงๆ และได้เกิดการเรียนรู้จริงๆในช่วงท้ายของเรื่อง เราก็เลยยอมรับได้กับช่วงท้ายของ FREELANCE แต่เราจะมีปัญหากับช่วงท้ายของ CAT A WABB! และ “มนต์เลิฟสิบหมื่น” และเราจะรับไม่ได้อย่างรุนแรงกับช่วงท้ายของ LOVE LOVE YOU


สรุปว่า CAT A WABB! เป็นหนังที่น่ารักดี เราแค่รู้สึกสะดุดกับช่วงท้ายของหนังนิดนึง แต่ก็ยังคงถือเป็นหนังที่โอเคมากๆสำหรับเรา