Wednesday, September 23, 2015

IN THE NAME OF MY DAUGHTER (2014, André Téchiné, France, A+30)

IN THE NAME OF MY DAUGHTER (2014, André Téchiné, France, A+30)

--ไม่นึกว่าฉาก “การประชุมคณะกรรมการบริษัท” จะสามารถทำให้ออกมาดรามาติกสะเทือนใจได้อย่างรุนแรงขนาดนี้

--ดูแล้วนึกถึงละครทีวีฮ่องกงเรื่อง CONSCIENCE (1994) ที่นำแสดงโดยเส้าเหม่ยฉี ที่เป็นเรื่องของลูกสาวกับแม่ของตัวเองตบกันอย่างรุนแรงในการยึดอำนาจบริษัทเหมือนกัน

--ตัวละครลูกสาวในเรื่องนี้ดูแล้วนึกถึงตัวละครลูกสาวใน THE LOOK OF LOVE (2013, Michael Winterbottom, A+30) ด้วย เพราะเป็นตัวละครที่มีตัวตนจริงเหมือนกัน, เป็นทายาทของคนรวยเหมือนกัน, มีพ่อแม่ที่ทำกิจการแหล่งอโคจรเหมือนกัน และมีชีวิตที่น่าเศร้ามากๆเหมือนกัน ทั้งๆที่เกิดมารวยบนกองเงินกองทองเหมือนๆกัน


--Adèle Haenel แสดงได้สุดยอดมากๆในเรื่องนี้

Tuesday, September 22, 2015

BEHIND THE PAINTING (2015, Chulayarnnon Siriphol, video installation, A+30)

BEHIND THE PAINTING (2015, Chulayarnnon Siriphol, video installation, A+30)

1.ตอนดูจะนึกถึงหนังสั้นเรื่อง 081-456-1286 (2011, Chulayarnnon Siriphol, A+30) และสิ่งที่เพื่อนเราบางคนเคยพูดในทำนองที่ว่า “เข้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่เลือดเย็นมาก”

ที่นึกถึงหนังสั้นเรื่องนั้นขึ้นมาเป็นเพราะว่า 081-456-1286 เป็นหนังสั้นแบบ found footage ที่เอาวีซีดีชักชวนคนให้มาทำงาน “ขายตรง” มาตัดต่อใหม่น่ะ คือตัววีซีดีนั้นมันจงใจสร้างอารมณ์ดราม่า น้ำหูน้ำตาไหล คือตัวต้นฉบับเดิมมันจงใจสร้างขึ้นมาเพื่อเรียกน้ำตาคนดู เพื่อให้คนดูซาบซึ้งใจว่า เนี่ย การมาทำงานขายตรงทำให้เราสามารถช่วยเหลือพ่อแม่ที่ยากลำบากของเราได้ ดูสิ ที่เราลืมตาอ้าปากได้ทุกวันนี้ ที่พ่อแม่เรามีบ้านอาศัยอยู่สบายทุกวันนี้ เป็นเพราะเราทำงานขายตรงนะเนี่ย

แต่พอเข้เอาวีซีดีนั้นมาตัดต่อใหม่ “อารมณ์ซาบซึ้งเรียกน้ำตาคนดู” ในตัวต้นฉบับเดิมก็ถูกเสียดสีอย่างรุนแรงและกลายเป็นสิ่งที่น่าขำมากๆในหนังของเข้ และการทำเช่นนี้ทำให้เพื่อนเราบางคนตั้งข้อสังเกตว่า มันดูเป็นวิธีการที่เลือดเย็นดี และเราอาจจะพบสิ่งนี้ได้ในหนังเรื่องอื่นๆของเข้เช่นกัน

พอเรามาดู BEHIND THE PAINTING เวอร์ชั่นนี้ เราก็รู้สึกอะไรบางอย่างคล้ายๆกัน คือหนังเรื่อง “ข้างหลังภาพ” เวอร์ชั่นก่อนๆ และแม้แต่หนังที่ได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนจาก “ข้างหลังภาพ” อย่างเช่นหนังเรื่อง ENDLESSLY (2013, Sivaroj Kongsakul, A+30) มันเน้นไปที่ “ความซาบซึ้ง” เป็นหลักน่ะ และพอเราดู ENDLESSLY เราก็ร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรง เราประทับใจกับความรักของตัวละครอย่างมากๆ

แต่พอเข้เอา “ข้างหลังภาพ” มาดัดแปลง อารมณ์ซาบซึ้งมันก็ยังคงมีอยู่นะ แต่มันมีอารมณ์เสียดสี มีความน่าขำ และมีประเด็นอื่นๆแทรกเข้ามาด้วย และหากมองในแง่นึง เราก็อาจจะกล่าวได้ว่า เข้เป็นคนที่เลือดเย็นมากเช่นกัน ที่สามารถดัดแปลง “อะไรที่ซาบซึ้ง น้ำหูน้ำตาไหลพราก” ให้กลายเป็นอะไรที่ thought provoking เช่นนี้ได้

2.ปกติแล้วในการดูข้างหลังภาพเวอร์ชั่นก่อนๆ เราจะร้องห่มร้องไห้กับบทพูดของคุณหญิงกีรติที่ว่า “ความรักของเราต่างหาก นพพร ความรักของเธอ เกิดที่นั่น และก็ตายที่นั่น แต่ของอีกคนหนึ่ง ยังรุ่งโรจน์อยู่ในร่างที่กำลังจะแตกดับ” แต่ในเวอร์ชั่นของเข้นั้น ฉากนี้ไม่ได้ทำให้เราร้องไห้ แต่เราจะไปรู้สึกซาบซึ้งกับฉากถัดไป ซึ่งเป็นฉากที่นพพรมองภาพวาดด้วยความซาบซึ้งใจ โดยที่ภรรยาของเขาอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมภาพนั้นถึงมีความสำคัญทางจิตใจต่อเขาอย่างรุนแรงเช่นนั้น

คือในเวอร์ชั่นของเข้ อารมณ์ “ซาบซึ้งกินใจ” สำหรับเราก็ยังคงมีอยู่นะ เพียงแต่มันย้ายไปอยู่ในฉากสุดท้ายแทน แทนที่จะอยู่ในฉากคุณหญิงสั่งลา

3.แต่สิ่งที่สำคัญมากๆก็คือ นอกจากฉากสุดท้ายมันจะทำให้เรารู้สึก “ซาบซึ้งกินใจ” ต่อความรักของตัวละครแล้ว มันยังทำให้เรารู้สึก “ขนลุกซู่และสะพรึงกลัว” กับความซาบซึ้งของนพพรที่มีต่อภาพนั้นด้วย คือเราว่าฉากนี้มันส่งผลกระทบต่อเราอย่างรุนแรงในสองมิติในเวลาเดียวกันน่ะ ซึ่งมิติแรกก็คือความซาบซึ้งที่มีต่อความรักระหว่างตัวละคร ดังที่เราได้กล่าวไปแล้ว

ส่วนมิติที่สองนั้น มันเกี่ยวข้องกับ concept ของวิดีโอชุดนี้ คือวิดีโอชุดนี้มันมีอะไรหลายอย่างน่าสนใจ อย่างเช่น

3.1 การ “ไม่มีเวลาที่แน่นอน” คือเนื้อเรื่องเหมือนไม่รู้ว่าเกิดขึ้นในอดีตหรือปัจจุบันกันแน่ เนื้อเรื่องเหมือนเกิดในอดีต แต่หลายๆครั้งก็มีหลายสิ่งหลายอย่างในโลกยุคปัจจุบันแทรกเข้ามา การซ้อนทับกันระหว่างโลกยุคอดีตกับปัจจุบันอย่างจงใจแบบนี้ ทำให้เรารู้ว่า เราไม่สามารถ treat เนื้อเรื่องของข้างหลังภาพเวอร์ชั่นนี้ได้ว่าเป็น “เหตุการณ์ในอดีต” แต่เราต้อง treat มันเป็นอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับโลกยุคปัจจุบันด้วย

3.2 การที่ภาพวาดใน BEHIND THE PAINTING เวอร์ชั่นนี้ ไม่ได้มีแค่ภาพเดียว แต่มีหลายๆภาพ ทั้งภาพเล็ก ภาพใหญ่ และแต่ละภาพ ก็ล้วนมีเรื่องราวอยู่ข้างหลังภาพนั้นๆ คนดูนิทรรศการนี้ จะรู้สึกว่าตัวเองต้องพบเจอกับ “ภาพแห่งความซาบซึ้งประทับใจ” มากมาย และการที่ภาพเหล่านี้สร้างความซาบซึ้งประทับใจได้ เป็นเพราะมันยึดโยงอยู่กับเรื่องราวข้างหลังภาพ ซึ่งเป็นเรื่องราวความรักระหว่าง “ชนชั้นกลาง” กับ elite ในยุค 2475

3.3 อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า วิดีโอชุดนี้เหมือนจะจงใจ “เน้นความไม่สมจริง” ของเรื่องราวแห่งความซาบซึ้งเบื้องหลังภาพต่างๆเหล่านี้ด้วย ตัวละครคุณหญิงกีรติกับเมียนพพรก็ใช้ผู้ชายแสดง ตัวละครเจ้าคุณก็ใช้คนวัยหนุ่มแสดง และแม้แต่เราเองที่แสดงเป็นพ่อนพพรก็รู้สึกว่าตัวเองเล่นแข็งมาก แต่เข้ก็ปล่อยผ่านไปเลย 555

คือตอนที่เราไปเล่นเป็นพ่อนพพร ตอนแรกเรานึกว่าเข้จะถ่ายหลายๆเทคนะ คือตอนเทคแรก เรารู้สึกว่าเราเล่นแข็งมาก เราก็นึกว่าเดี๋ยวพอเทคต่อๆไปเราก็จะทำอารมณ์เข้ากับบทได้ดีขึ้น แล้วแสดงได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจริงๆแล้วเข้ไม่ได้เรียกร้องการแสดงที่สมจริงเป็นธรรมชาติอะไรจากเรา 555 แล้วก็เอาการแสดงแข็งๆแบบนั้นมาใช้เลย

แล้วพอเรามาดูตัววิดีโอในงานนี้ เราก็เข้าใจแหละว่า บางที “ความไม่สมจริงในระดับนึง” อาจจะเป็นสิ่งที่เข้ต้องการก็ได้ และเราคิดว่ามันเข้ากับ “ภาพแห่งความซาบซึ้งประทับใจ” เหล่านี้ดี เพราะ “ภาพแห่งความซาบซึ้งประทับใจ” เหล่านี้ ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับเรื่องราวที่สมจริง แต่มันตั้งอยู่บนรากฐานของอะไรที่ไม่สมจริง

และโดยที่วิดีโอชุดนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ มันก็ทำให้เรานึกถึงความรู้สึกของคนบางกลุ่มที่มีต่อเหตุการณ์ในช่วงปี 2475 ความรู้สึกซาบซึ้งของคนเหล่านั้นที่มีต่ออะไรบางอย่าง มันยึดโยงอยู่กับความจริงมากน้อยแค่ไหน พวกเขาได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดหรือไม่ พวกเขาได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกบิดเบือนไปแล้วหรือไม่ สิ่งที่พวกเขารับรู้ เป็นเพียง “ความจริงบางส่วน” ใช่หรือไม่

3.4 เราว่าตัวภาพวาดบางภาพก็น่าสนใจดี คือเราว่าบางภาพมันสวยมากๆนะ แต่บางภาพมันทำให้นึกถึง “ภาพวาดในแบบเรียน” หรือเหมือนภาพวาดในหนังสือมานีชูใจ กับการ์ตูนเล่มละบาทผสมกันน่ะ ซึ่งตรงนี้ไม่รู้ว่าตัวเข้ตั้งใจหรือเปล่า แต่เราว่าการที่บางภาพมันทำให้นึกถึง “หนังสือแบบเรียนชั้นประถมของเด็กไทย” มันก็เข้ากับประเด็นเรื่องการปลูกฝังความซาบซึ้งแบบผิดๆให้กับเด็กๆเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตด้วย

3.5 การที่ในตัววิดีโอนั้น เราได้เห็นภาพวาดที่สวยๆค่อยๆเลือนหายไปทีละส่วน ทีละส่วน มันก็น่าสนใจดีเหมือนกัน เราไม่รู้ว่าจริงๆแล้วตรงนี้ต้องการสื่ออะไร แต่สำหรับเรานั้น มันตอกย้ำให้เรานึกถึง “ความไม่จริง” ของอารมณ์ซาบซึ้งที่เรามีต่อภาพวาดสวยๆเหล่านี้

3.6 จากสิ่งที่เข้พูดและเขียนไว้ใน catalogue ของนิทรรศการ มันทำให้เรามองว่า การที่คุณหญิงนพพรและกีรติใช้คนแสดงคนเดียวกันนั้น มันเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆน่ะ มันทำให้เรามองว่า ในอดีตยุค 2475 นั้น elite กับชนชั้นกลางเหมือนเป็น “คนละคน” กัน แต่ในปัจจุบันนั้น มันยังเป็น “คนละคน” กันอยู่หรือไม่ หรือว่า “ความซาบซึ้งที่มีต่อ elite ในยุค 2475” มันยังไม่ตาย แต่มันถูกปลูกฝังเข้าไว้ในมโนสำนึกของชนชั้นกลางจำนวนมากตั้งแต่เข้าเรียนชั้นประถม จนทำให้ชนชั้นกลางหลายคนในปัจจุบัน เป็น “นพพรที่มีวิญญาณคุณหญิงกีรติสิงสู่อยู่”

3.7 ดังนั้นในฉากสุดท้ายของวิดีโอชุดนี้ เมื่อนพพรมองภาพวาดนั้นด้วยความซาบซึ้งอย่างรุนแรง เราจึงรู้สึกทั้ง “ซาบซึ้งและสะพรึงกลัว” ไปด้วยในขณะเดียวกัน คือเราซาบซึ้งต่อความรักระหว่างนพพรกับคุณหญิงกีรติ แต่เราสะพรึงกลัวกับความเห็นของชนชั้นกลางหลายคนในยุคปัจจุบันที่มีต่อเหตุการณ์ในยุค 2475

และไอ้ความรู้สึกที่รุนแรงสองอย่างที่มันผุดขึ้นมาในฉากเดียวกันนี่แหละ ที่ทำให้เราเห็นด้วยกับประโยคที่ว่า “เข้เป็นผู้กำกับที่เลือดเย็นมาก” เพราะเขาสามารถทำให้ “สิ่งที่ดูซาบซึ้งกินใจสุดๆ” กลายเป็น “สิ่งที่น่ากลัวมากๆ” ได้ด้วยในขณะเดียวกัน

4.มีหลายอย่างในวิดีโอชุดนี้ที่เข้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่มันทำให้เรานึกถึงไปเอง และเราก็ชอบมันมากๆ อย่างเช่น บทสนทนาที่ว่า
นพพร: ดอกอะไรครับ
กีรติ: forget me not
นพพร: ผมไม่เคยเห็น forget me not แบบนี้
กีรติ: นี่เป็นพันธุ์ใหม่ forget me not พันธุ์กีรติ

คือบทสนทนานี้ในวิดีโอที่ขึ้นจอใหญ่นี้ อยู่ดีๆก็ทำให้เรานึกถึงวาทกรรม “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” หรืออะไรก็ตามที่ต่อท้ายด้วยคำว่า “แบบไทยๆ” แล้วมันกลายเป็นการทำให้สิ่งนั้นไม่เป็นความจริงขึ้นมาโดยอัตโนมัติน่ะ อย่างเช่น “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” จริงๆแล้วอาจจะหมายถึง “เผด็จการ” อะไรทำนองนี้

ซึ่งจริงๆแล้ววิดีโอชิ้นนี้คงไม่ได้ตั้งใจสื่อถึงอะไรแบบนี้นะ แต่มันทำให้เรานึกถึงประเด็นนี้ขึ้นมาเอง 555

นอกจากนี้ คำว่า forget me not ที่คุณหญิงกีรติพูดกับนพพรนั้น ในข้างหลังภาพเวอร์ชั่นอื่นๆ มันอาจจะสร้างความรู้สึกประทับใจต่อ “ความรักระหว่างตัวละครทั้งสอง” แต่ในเวอร์ชั่นนี้นั้น เรารู้สึกเหมือนกับว่า มันคือ “คำสาปของคุณหญิงกีรติ” มันคือคำสาปแช่งที่มีต่อชนชั้นกลางไทย และการที่หลายๆคนเลือกที่จะ ”จดจำความจริงที่ถูก elite บิดเบือนไป” นี่แหละ ที่สร้างความทุกข์ให้แก่เราในปัจจุบัน

5.สรุปว่าชอบ BEHIND THE PAINTING ของเข้อย่างสุดๆ เพราะมันทำให้เรานึกถึงการเชื่อมโยงกันระหว่าง ภาพ – อารมณ์ซาบซึ้ง/ประทับใจ/สะเทือนใจเมื่อมองดูภาพ – ที่มาของอารมณ์ซาบซึ้ง/ประทับใจ/สะเทือนใจนั้น – และประเด็นสำคัญที่ว่า ที่มาของอารมณ์ดังกล่าว ยึดโยงกับ “ความจริง” มากน้อยเพียงใด


6.เราอาจจะชอบวิดีโอนี้อย่างสุดๆ เพราะมันทำให้เรานึกถึงอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับยุค 2475 โดยที่ตัววิดีโออาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่สำหรับผู้ชมนิทรรศการคนอื่นๆนั้น เราว่าวิดีโอชุดนี้ก็คงมีอีกหลายๆแง่มุมที่น่าสนใจ โดยไม่ต้องนำประเด็นเรื่อง 2475 มาใช้ในการมองวิดีโอชุดนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ไม่ได้สนใจประเด็นเรื่อง 2475 เราก็ยังคงแนะนำให้ไปชมวิดีโอชุดนี้นะ เพราะมันน่าจะมีแง่มุมอื่นๆและประเด็นอื่นๆที่น่าสนใจในวิดีโอชุดนี้จ้ะ

WHAAM! (2015, Thanaphon Accawatanyu, stage play, A+25)

WHAAM! (2015, Thanaphon Accawatanyu, stage play, A+25)

--นึกว่า SOLARIS (1972, Andrei Tarkovsky) เวอร์ชั่นเกย์ 555

ที่นึกถึง SOLARIS ก็เพราะว่า เนื้อเรื่องตอนแรกมันดูเหมือนเป็นการเดินทางไปในอวกาศ แต่ไปๆมาๆมันเหมือนการเดินทางเข้าไปในจิตใจของตนเอง โดย SOLARIS จบลงด้วยการที่คนดูบางคนอาจจะสงสัยว่า ตกลงแล้วตัวละครมันได้เดินทางไปไหนไกลกว่าตักของพ่อมันหรือเปล่า และ WHAAM! ก็อาจจะทำให้เราสงสัยอะไรบางอย่างคล้ายๆกัน

--ดูช่วงแรกๆเราจูนไม่ติดนะ เหมือนเรา approach ละครเรื่องนี้ด้วยวิธีการที่ผิดพลาดเองแหละ คือช่วงแรกๆของเรื่องเราพยายามจะตีความว่า “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นจริงๆกันแน่” คือเหตุการณ์ในเรื่องมันดูงงๆน่ะ ว่า เอ๊ะ นี่มันอยู่ในอวกาศหรืออยู่ที่ไหน ถ้าหากมันอยู่ในอวกาศจริง แล้วแม่กับพี่สาวโผล่มาจากไหน

พอเรามองว่าเหตุการณ์ในเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าเราไม่ได้เป็นความจริง แต่เหมือนเป็นภาพสะท้อนความจริงผ่านทาง “ตัวแปร” อะไรบางอย่างที่มันทำให้ความจริงบิดเบี้ยวไป เราก็เลยมัวแต่พยายามตีความว่า ตกลงเหตุการณ์จริงๆที่เกิดขึ้นมันคืออะไร อะไรเกิดขึ้นกับตัวละครก่อนที่เขาจะขึ้นยานอวกาศ แล้วพอเขาขึ้นยานอวกาศไปแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง

---แต่พอพยายามตีความไปได้สักพัก เราก็เพิ่งได้สติว่า เออ ไม่ต้องสนใจหรอกว่าตกลงความจริงมันคืออะไร เราแค่รับรู้การแสดงตรงหน้าไปเรื่อยๆโดยไม่ต้องพยายามตีความมันดีกว่า แล้วพอเรา approach ละครด้วยวิธีการนี้ เราก็พบว่าเรามีอารมณ์ร่วมกับละครเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมากๆ

--สรุปว่าดูจนจบแล้วก็ยังงงๆอยู่นะ ว่าตกลงเกิดอะไรขึ้นบ้าง 555 แต่ก็เหมือนตอนที่เราดู SOLARIS ของ Tarkovsky น่ะแหละ เพราะดูจบแล้วเราก็งงๆเหมือนกัน แต่ก็ชอบมากๆอยู่ดี

--ชอบฉากที่ตัวเอกทะเลาะกับแม่มากๆ เราว่าฉากนั้นทรงพลังมากๆ

--ตอนที่ตัวละครชายหนุ่มทั้งสองคนออกไปนอกห้องแล้วหันหลังให้คนดู เราว่าฉากนั้นก็ทรงพลังเหมือนกัน

--ฉากเลียเข่านี่ฟินสุดๆ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราชอบละครเรื่องนี้มากๆ คือเราไม่ได้ชอบแค่การเลียเข่านะ แต่เราว่าอารมณ์โดยรวมๆที่นำไปสู่ฉากนี้ และทุกอย่างในฉากนี้ มันดูดีสุดๆสำหรับเรา

--ดีใจที่เห็นหนังสือ BOOKVIRUS อยู่ในฉาก 555


--สรุปว่าธนพนธ์ อัคควทัญญู ผู้กำกับละครเรื่องนี้ เป็นคนที่น่าจับตามองมากๆ เราว่า wavelength ของละครเรื่องนี้มันแปลกดีนะ มันไม่เหมือนใคร และมันทำให้เราจูนไม่ติดกับมันในตอนแรก แต่เราชอบการได้ค้นพบหนังหรือละครเวทีที่มี wavelength แปลกๆแบบนี้นี่แหละ และเราว่าเขามีวิธีการที่น่าสนใจและเป็นตัวของตัวเองดี ในการถ่ายทอดชีวิตและจิตใจของตัวละคร

Monday, September 21, 2015

MAISON CENT SENSES (2015, Kevin Laddapong, stage play, A+25)

MAISON CENT SENSES (2015, Kevin Laddapong, stage play, A+25)

--ชอบ form ของละครเรื่องนี้มากๆ คือถ้าละครเวทีเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ มันจะเหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่าง “essay film” กับ “narrative fictional film” น่ะ เหมือนอย่างหนังเรื่อง A VIRUS KNOWS NO MORALS (1986, Rosa von Praunheim) ที่สำรวจคนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโรคเอดส์, GOD’S OFFICES (2008, Claire Simon) ที่สำรวจคนที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง, EISENSTEIN IN GUANAJUATO (2015, Peter Greenaway) หรือหนังของ Robert Altman บางเรื่องที่เน้นสำรวจวงการบางวงการ อย่างเช่น PRET-A-PORTER (1994) ที่สำรวจวงการแฟชั่น หรือ THE COMPANY (2003) ที่สำรวจวงการบัลเลต์

คือแทนที่จะมันจะเป็นละครเวทีที่เล่าเรื่องตามปกติ มีตัวละครออกมาชิงรักหักสวาทกัน มีเส้นเรื่องที่ตามง่าย มีตัวละครหลักไม่กี่ตัว และเส้นเรื่องก็จะยึดโยงกับตัวละครหลักเป็นหลัก ละครเวทีเรื่องนี้กลับมีลักษณะคล้ายหนังกลุ่มข้างต้น คือมีตัวละครเยอะ และเส้นเรื่องก็จะไม่เป็นเส้นเดียว แต่เหมือนเนื้อเรื่องจะเป็น fragments ยิบย่อยของตัวละครประกอบแต่ละตัว และเมื่อเรานำ fragments เหล่านี้มารวมกัน เราก็จะเห็นภาพกว้างๆของวงการบางวงการ หรือเห็น “ข้อมูลมากมาย” ของอะไรบางอย่างที่หนัง/ละครเวทีเรื่องนั้นๆต้องการนำเสนอ

เราก็เลยชอบ form หรือโครงสร้างของละครเรื่องนี้มากๆ เพราะเราไม่ค่อยเห็นละครเวทีทำนองนี้เท่าไหร่ และเราก็ไม่ค่อยเห็นหนังทำนองนี้ด้วย เพราะฉะนั้นพอเราได้ดูหนังหรือละครเวทีที่ออกมาทำนองนี้ มันก็เลยเหมือนได้เจอสิ่งที่ถูกใจอย่างนึงที่นานๆจะได้เจอสักที

--ตอนฉากแรกของเรื่องจะรู้สึกเฉยๆนะ เพราะฉากแรกที่มันแนะนำตัวละครแต่ละตัว เราจะนึกว่ามันก็คงเป็นละครเวทีธรรมดาๆเรื่องนึง หรือเพียงแค่เป็นละครเวทีที่อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากหนังอย่าง MAGIC MIKE XXL (2015, Gregory Jacobs, A+30) อะไรทำนองนี้

แต่พอเข้าฉากที่ตัวละครโสเภณีชายสองคนแนะนำโสเภณีหนุ่มหล่อหน้าใหม่เรื่องกลกามต่างๆ เราก็ชอบละครเรื่องนี้อย่างสุดๆในทันที เพราะมันแสดงให้เห็นว่าละครเวทีเรื่องนี้ไม่ได้เป็น narrative เล่าเรื่องธรรมดา แต่มันมีลักษณะคล้ายการอ่านตำราความรู้บางอย่าง เหมือนเป็นหนังสารคดี หรือหนัง essay ซึ่งเราจะชอบอะไรแบบนี้มากๆ

--ฉากที่เราชอบสุดๆอีกฉากคือฉากที่เจ้าของซ่องคุยกับลูกค้าหญิงคนนึงเรื่องภาพวาดหญิงญี่ปุ่นที่ร่วมรักกับปลาหมึก เราว่าฉากนี้มีเสน่ห์มากๆ สาเหตุนึงอาจจะเป็นเพราะว่า ตัวละครลูกค้าหญิงคนนี้ดูมีมิติหรือดูมีความลึกอะไรบางอย่างน่ะ ในขณะที่ลูกค้าอีกสองคนในเรื่องอาจจะเป็นตัวละครที่ดูแบนกว่าหน่อยนึง

--มีเรื่องฮาเล็กน้อยด้วย คือพอเราดูจบ คุณฌาธามก็มาขอบคุณเราที่มาดูละครเรื่องนี้ เราก็แอบคิดในใจว่า “มาขอบคุณเราทำไม คุณฌาธามเกี่ยวข้องอะไรกับละครเรื่องนี้เหรอ” พอเรากลับถึงบ้าน เราก็เลยลองดูข้อมูลในหน้า event ของละครเรื่องนี้ แล้วก็พบว่าคุณฌาธามเล่นเป็นตัวละครตัวนึงในเรื่องนี่นา กรี๊ดดดดดดดด เราจำไม่ได้เลยว่าเป็นคนเดียวกัน คุณฌาธามแสดงเก่งมากจริงๆค่ะ


--แต่เรารู้สึกว่าละครเวทีเรื่องนี้สั้นไปนะ เราอยากให้มันยาวกว่านี้อีกเท่านึง 555 ซึ่งจริงๆแล้วมันอาจจะเป็นเพราะว่าละครเรื่องนี้มันดีมากๆก็ได้ พอเราดูแล้วก็เลยรู้สึกว่ามันอร่อยมาก แต่มันยังไม่อิ่ม อยากซดต่ออีกสักจาน

THE OLD MAN AND THE TREE (2015, directed by Tup-anan Tanadulyawat, written by Vich Sanardharn, stage play, A+20)

THE OLD MAN AND THE TREE (2015, directed by Tup-anan Tanadulyawat, written by Vich Sanardharn, stage play, A+20)
ทฤษฎีไม้ยมก

--ตอนดูช่วงแรกๆจะนึกถึงหนังเรื่อง TAKE SHELTER (2011, Jeff Nichols) ในแง่ที่ว่า ทั้ง TAKE SHELTER และ THE OLD MAN AND THE TREE ช่วงแรกๆ มันเปิดให้คนดูตัดสินเองว่า พระเอกมันบ้าหรือดี เราจะเชื่อพระเอกดีหรือไม่ เหมือนช่วงแรกๆของละครมันเปิดกว้างพอสมควร มันไม่ได้ตัดสินให้เราว่าพระเอกบ้าหรือดี เราต้องตัดสินด้วยตัวเอง

--แต่พอดูละครไปเรื่อยๆ เราก็ตัดสินได้ว่า พระเอกบ้า ความน่าสนใจก็เลยลดลงนิดนึงหลังจากเราตัดสินใจได้แล้ว แต่ละครมันก็ยังน่าสนใจอยู่ในระดับนึงนะ

คือช่วงแรกๆเราจะไม่แน่ใจว่าเราควรจะ “เห็นใจ” หรือ “สมเพช” พระเอกดีน่ะ แต่พอเหมือนผ่านไปครึ่งเรื่อง เราก็แน่ใจแล้วว่า เราควรจะ “สมเพช” พระเอก

--ตอนช่วงแรกๆที่ดู เราจะพยายามตีความด้วยนะว่า ละครเรื่องนี้ต้องการเสียดสีอะไรแบบเฉพาะเจาะจงหรือเปล่า อย่างเช่นเสียดสีธรรมกายหรือเปล่า หรือเสียดสีความเชื่อของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจงหรือเปล่า

แต่พอดูไปได้ระยะนึง เราก็เลิกสนใจประเด็นนี้ เพราะละครเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ต้องการพาดพิงถึงความเชื่ออะไรเป็นการเฉพาะเจาะจงก็ได้

--พอดูจบแล้ว เราก็ไม่แน่ใจนะว่าจริงๆแล้วละครเรื่องนี้ต้องการสื่ออะไร เพียงแต่ว่าละครเรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงแง่มุมบางอย่างของตัวเองและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวน่ะ

คือเราไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้ว ทฤษฎีไม้ยมกของตัวละครในเรื่องหมายถึงอะไรกันแน่ แต่เราคิดถึงตัวเองในแง่ที่ว่า จริงๆแล้วเราและคนอื่นๆหลายๆคนอาจจะมีอะไรบางอย่างคล้ายตัวละครในเรื่อง ในแง่ที่ว่า แต่ละคนจะมีความภาคภูมิใจในความคิดความเชื่ออะไรบางอย่างของตนเอง แต่มันต่างกันตรงที่ว่า แต่ละคนพยายามจะเผยแพร่ความเชื่อของตัวเองออกไปด้วยวิธีการใด และมั่นใจแค่ไหนว่าสิ่งที่ดีสำหรับตนเองเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนอื่นๆด้วย

คืออย่างเราก็อาจจะภูมิใจว่า เราดูหนังเยอะ และเราก็จะเผยแพร่หนังที่ตัวเองชอบออกไปด้วยการเขียนถึงมันใน facebook แต่เราจะต่างจากพระเอกของ “ทฤษฎีไม้ยมก” ในแง่ที่ว่า เรามั่นใจว่า “หนังที่ดีสำหรับเรา” มัน “ไม่ใช่หนังที่ดีสำหรับทุกๆคน มันเป็นหนังที่ดีสำหรับบางคนเท่านั้น” เพราะฉะนั้นเราจะไม่มีความกระเหี้ยนกระหือรือในการทำให้คนอื่นๆมาชอบหนังที่เราชอบ หรือมาเชื่อเหมือนเรา คือถ้ามาเชื่อเรื่องหนังเหมือนเราก็ดี แต่ถ้าไม่มาเชื่อเรื่องหนังเหมือนเรามันก็เป็นเรื่องปกติ

และเราว่าคนหลายๆคนก็จะมีอะไรแบบนี้แหละ ซึ่งถ้าเป็นคนธรรมดา เขาก็จะเผยแพร่ความเชื่อของตัวเองออกไป โดยไม่บังคับคนอื่นๆ ให้มาเชื่อตาม

แต่สิ่งที่น่าสนใจในละครเรื่องนี้ก็คือว่า มันทำให้เราคิดว่า มันก็อาจจะมีหลายๆคนเช่นกัน ที่พอบังคับให้คนอื่นๆเชื่อตามตัวเองไม่ได้ ก็จะมาบังคับให้ “สมาชิกในครอบครัว” เชื่อตามตนเองให้ได้ เพราะฉะนั้นลูกเมียของเขา ก็จะตกเป็นเหยื่อรายแรก ที่ถูกพ่อยัดเยียดความเชื่อของตัวเองให้อย่างรุนแรง และในที่สุดถ้าหากลูกเมียคนไหนทนไม่ได้ ก็จะต้องหนีไป

--องค์ประกอบอื่นๆของละครเรื่องนี้ เราว่าออกมาดีใช้ได้นะ แต่มันเหมือนอยู่ในกรอบของ “ละครเล่าเรื่องที่ดี” น่ะ คือการแสดงดี เส้นอารมณ์ของเรื่องขึ้นลง “ตามขนบ” ที่ควรจะเป็น อะไรทำนองนี้ คือมันดี แต่เหมือนมันอยู่ในสูตรที่ลงตัวแล้วหรืออะไรทำนองนี้ มันก็เลยเหมือนขาดความฟรีสไตล์อะไรสักอย่าง เราก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

Sunday, September 20, 2015

FILM PROGRAM THIS WEEK

ตารางชีวิตฮิสทีเรีย

WEDNESDAY 23 SEP
1900HRS IN THE NAME OF MY DAUGHTER (2013, André Téchiné) @alliance

FRIDAY 25 SEP
1600hrs KOOLHAAS HOUSELIFE (2013, Ila Beka and Louise Lemoine) @BACC

1830hrs BALLAD (2009, Takashi Yamazaki, 132min) @Japan Foundation


SAT 26 SEP
13.00HRS GERMAN CONCENTRATION CAMPS FACTUAL SURVEY @SALAYA

1900hrs HELENO (2011, José Henrique Fonseca, Brazil) @Speedy Grandma

Sunday 27 Sep
1230hrs FILMVIRUS IN WEIMAR GERMANY

Monday 28 Sep
1900hrs THE SALT OF THE EARTH (2014, Wim Wenders + Juliano Ribeiro Salgado, 110min)

รูปจาก GERMAN CONCENTRATION CAMPS FACTUAL SURVEY

จริงๆแล้วอยากดู VESSEL ที่ BACC ในวันอาทิตย์ที่ 27 ก.ย.ด้วย เสียดายที่มันชนกับงานไวมาร์

TIME (2006, Kim Ki-duk, A+10)

TIME (2006, Kim Ki-duk, A+10) ชอบตัวประกอบหญิงในเรื่องหลายตัว ทั้งเพื่อนสาวเงี่ยน, กะหรี่ที่พูดถึงนิยายของ gabrirl garcia marquez และสาวนักแม่นปืน และหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึง L'ENFER (1994, Claude Chabrol) ในแง่ที่ว่า ตัวเอกของเรื่องมันใช้ชีวิตอยู่ในสวรรค์ดีแล้ว แต่เพราะมันจินตนาการไปเอง มโนไปเอง หวาดระแวงไปเอง มันก็เลยทำให้ชีวิตของมันตกนรกเอง

MAE BIA (2015, M.L. Bhandevanop Devakul, B ) รู้สึกว่าครั้งสุดท้ายที่ชอบงานของหม่อมมากๆคือ ตอนที่เขาทำละครช่อง 7 เรื่องปีกทอง แล้วหลังจากนั้นงานของหม่อมก็เสื่อมลงเรื่อยๆ

MV THANK YOU -- MORNING MOON (2015, A+)

MV ขอบคุณ – MORNING MOON (2015, A+)

ดูมิวสิควิดีโอเพลงนี้ได้ที่นี่

--เราว่ามันน่าสนใจดีที่ประเด็นเรื่อง “การเข้าป่าของนักศึกษาในทศวรรษ 1970” ได้ถูกนำมาใช้ในมิวสิควิดีโอเพลงนี้ มันเหมือนกับว่าประเด็นนี้กำลังจะถูกกลืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ pop culture แล้ว หลังจากที่เรามักจะพบประเด็นนี้เฉพาะแต่ใน “หนังการเมือง” บางเรื่องเท่านั้น

อย่างไรก็ดี เราก็ไม่ได้ดูมิวสิควิดีโอเพลงไทยเยอะมากนัก เราก็เลยไม่รู้ว่ามีมิวสิควิดีโอเพลงอื่นๆที่เคยทำแบบนี้บ้างหรือเปล่า เราสงสัยว่าพวกมิวสิควิดีโอ “เพลงเพื่อชีวิต” ในยุคเก่าๆ เคยมีทำอะไรทำนองนี้บ้างแล้วหรือยัง

อย่างไรก็ดี ถึงแม้เราจะชอบการนำเสนอประเด็นเรื่องการเข้าป่าของนักศึกษาในทศวรรษ 1970 เราก็ไม่ได้ชอบมิวสิควิดีโอเพลงนี้แบบสุดๆมากนัก เพราะเรารู้สึกเหมือนกับว่ามันมีความขัดเขินบางอย่างในการแสดงอารมณ์ทางใบหน้าและท่าทางในมิวสิควิดีโอเพลงนี้น่ะ อย่างเช่น

1.ในฉากที่พระเอกกับนางเอกดูสไลด์เหตุการณ์ทางการเมือง ทั้งสองคนทำหน้าเหมือนชื่นมื่นเบิกบานที่ได้กระหนุงกระหนิงกัน แทนที่จะใส่ใจกับภาพสไลด์ที่อยู่ตรงหน้า มันเหมือนกับว่าแทนที่ภาพสไลด์ที่อยู่ตรงหน้าจะก่อให้เกิดอารมณ์โกรธแค้น, ฮึกเหิม หรืออะไรทำนองนี้ ทั้งสองกลับ treat ภาพสไลด์ตรงหน้าในแบบที่เราไม่รู้ว่า มันเหมาะสมหรือเปล่า

2.ในฉากที่นางเอกเข้าป่านี่หนักมาก คือเราไม่แน่ใจว่า ตามเนื้อหาของมิวสิควิดีโอเพลงนี้ นางเอกเข้าป่าเพื่อไปเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์ หรือเข้าป่าเพื่อไปลองเรียนรู้ชีวิตของคอมมิวนิสต์ในอดีต หรือเข้าป่าเพื่อไปทำตัวชิลๆ คือเธอเหมือนเข้าป่าเพื่อไปทำตัวชิลๆน่ะ เธอไม่ได้เข้าป่าเพราะความคับแค้นใจจากโครงสร้างทางสังคมของประเทศเหี้ยๆนี่


สรุปว่า เราว่ามิวสิควิดีโอนี้น่าสนใจดี ในแง่ “การนำประเด็นคอมมิวนิสต์ในไทยในอดีตมาปรับใช้ใน pop cultureW แต่เราเป็นคนที่ชอบ “ความคับแค้นใจ” น่ะ และพอมิวสิควิดีโอนี้มันพูดถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีต โดยไม่มีความคับแค้นใจปรากฏให้เห็น ทั้งในฉากดูสไลด์ และฉากเข้าป่า เราก็เลยรู้สึกก้ำกึ่งกับมิวสิควิดีโอนี้ในระดับนึง

Saturday, September 19, 2015

A CASTLE IN ITALY (2013, Valeria Bruni Tedeschi, A+30)


Films seen lately

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ดูหนังที่ชอบสุดๆหลายเรื่องมาก แต่ไม่มีเวลาเขียนถึงเลย

1.BEHIND THE PAINTING (2015, Chulayarnnon Siriphol, video installation, A+30)
2.A CASTLE IN ITALY (2013, Valeria Bruni Tedeschi, France, A+30)
3.ONLY ON MONDAYS (1964, Ko Nakahira, Japan, A+30)
4.ANJAAM (1994, Rahul Rawail, India, A+30)
5.THE ASSASSIN (2015, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, A+30)
6.GERONTOPHILIA (2013, Bruce La Bruce, Canada, A+25)
7.NO ESCAPE (2015, John Erick Dowdle, A+)

--A CASTLE IN ITALY ประสาทแดกของจริง ชอบความเป็นตัวของตัวเองของ Valeria Bruni Tedeschi มากๆ มันเหมือนกับว่าหนังของเธอมันมีอิสระมากๆ คือถ้าเป็นหนังทั่วๆไป เราจะคาดเดาจาก “genre” ของหนังเรื่องนั้น หรือ ประเด็นของหนังเรื่องนั้นได้ว่า เนื้อเรื่องของหนังจะดำเนินไปในแนวทางใด และตัวละครแต่ละตัวในหนังเรื่องนั้น จะทำตัวอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับ genre และประเด็นของหนังเรื่องนั้นๆ แต่กับหนังฝรั่งเศสบางเรื่อง อย่างเช่นหนังของ Valeria Bruni Tedeschi เราจะเดาไม่ค่อยออก มันเหมือนกับว่าตัวละครแต่ละตัวในหนังมันมีอิสระมากๆ มันไม่ต้องทำตัวรองรับ genre หรือประเด็นของหนังในทุกๆฉาก มันเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ มันจะทำตัวฮี้ห่าอะไรของมันขึ้นมาก็ได้ทุกเมื่อ
มีฉากคลาสสิคหลายฉากในหนังเรื่องนี้ ฉากนึงที่เราชอบสุดๆคือฉาก พัดลมซึ่งเป็นฉากที่เราไม่รู้ว่าเราควรจะทำอารมณ์อะไรดีกับฉากนี้ เราควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ หรือเยาะเย้ย หรืออะไร คือการที่วาเลอเรียเอาพัดลมเข้ามาในโรงพยาบาลมันน่าขันมาก แต่พอเธอรู้ความจริงจากหมอ เราก็ไม่รู้ว่าเราควรจะยังขำขันกับพัดลมต่อไปหรือไม่ แล้วอีหมอก็ทำหน้าตานิ่งมาก เราก็ไม่รู้ว่าเราควรจะขำกับใบหน้านิ่งๆของหมอหรือไม่ หรือเราควรจะเครียดกับใบหน้าหมอ แล้วพอแม่ของวาเลอเรียโผล่มา แล้ววาเลอเรียก็กรีดร้องเป็นเสียงแปลกๆโดยที่เราไม่เห็นหน้าของวาเลอเรีย เราก็ไม่รู้ว่าเราควรจะหัวเราะหรือร้องไห้กับเสียงกรีดร้องที่แปลกประหลาดพิสดารมากๆนี้ดีหรือไม่
เราว่าหนังนำเสนอคนรวยได้เป็นมนุษย์มากๆพอกับ HI-SO (2010, Aditya Assarat) เลย คือเราชอบทั้งหนังที่เสียดสีคนรวยอย่างรุนแรงแบบหนังของ Claude Chabrol นะ แต่เราก็ชอบหนังที่นำเสนอคนรวยในฐานะ มนุษย์ธรรมดาแทนที่จะเป็น ภาพแทนของชนชั้นแบบใน HI-SO และ A CASTLE IN ITALY ด้วย คือในแง่นึงตัวละครในหนังสองเรื่องนี้มันก็มีความเป็น ภาพแทนของชนชั้นเหมือนกันน่ะแหละ เพียงแต่ว่ามันมีความเป็นมนุษย์อยู่สูงมากๆในขณะเดียวกัน

ดู A CASTLE IN ITALY แล้ว อยากฉายควบกับหนังอีก 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ CONCRETE CLOUDS (2013, Lee Chatametikool), SUMMER HOURS (2008, Olivier Assayas) และ BUTTERFLY CHASE (1992, Otar Iosseliani) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนรวยที่ต้องสูญเสียบ้าน หรือคนรวยที่กำลังจะเปลี่ยนสถานะเหมือนๆกัน
--GERONTOPHILIA เป็นหนังที่งดงามสุดๆ และเข้ากับ THE WAY HE LOOKS (2014, Daniel Ribeiro, Brazil, A+30) ที่จัดจำหน่ายในไทยโดยผู้จัดจำหน่ายรายเดียวกันมากๆ เพราะหนังสองเรื่องนี้เป็นหนังเกย์ที่ใสมากๆ แต่ไม่ใช่ใสแบบโง่ๆเหมือนหนังเกย์วัยรุ่นไทยหลายเรื่อง แต่เป็นใสแบบมีประเด็นหนักแน่นน่าสนใจในตัวเอง ทั้งเรื่องคนตาบอดใน THE WAY HE LOOKS และเรื่องความรักข้ามวัยและข้ามสีผิวใน GERONTOPHILIA
อย่างไรก็ดี สาเหตุที่เราชอบ GERONTOPHILIA แค่ A+25 เป็นเพราะว่า เรารู้สึกว่าหนังมันบางเกินไปน่ะ คือเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหนังของ Bruce La Bruce นะ เพราะเราเคยดูหนังของเขาอีกแค่สองเรื่อง ซึ่งก็คือเรื่อง OTTO; OR UP WITH DEAD PEOPLE (2008) กับ THE RASPBERRY REICH (2004) แต่เราเดาว่า มีความเป็นไปได้ที่บรูซ ลาบรูซจะถนัดกับการสร้าง หนังประเด็นมากกว่า หนังมนุษยนิยมน่ะ คือเราเดาว่าสิ่งที่บรูซ ลาบรูซถนัดจะทำและรักจะทำจริงๆ คือการ อ้างอิงถึงสิ่งต่างๆที่น่าสนใจมากมายแบบที่ตัวละครเพื่อนหญิงใน GERONTOPHILIA ทำ ทั้งการพาดพิงถึง Margaret Atwood, Anais Nin, Lizzie Borden, etc. เราว่าอันนี้แหละคือสิ่งที่บรูซ ลาบรูซถนัดจริงๆ และมันเป็นสิ่งที่เหมาะกับหนังประเด็นอย่าง OTTO และ THE RASPBERRY REICH ที่ตัวละครไม่ได้เป็น มนุษย์จริงๆแต่เป็นภาพแทนอะไรบางอย่าง หรือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเสียดสีคนบางกลุ่ม หรือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อประเด็น
คือเราว่าเราอาจจะชอบ GERONTOPHILIA มากกว่านี้ ถ้าหากหนังสามารถทำให้ตัวพระเอกดูเป็นมนุษย์มากกว่านี้ ไม่ได้เป็น angel ลอยไปลอยมาแบบนี้ หรือถ้าหากหนังเจาะลึกไปที่อดีตของตัวละครชายผิวดำมากกว่านี้
คือพอเทียบกับหนังอย่าง THE WAY HE LOOKS แล้ว มันจะเห็นได้ชัดว่าตัวละครใน THE WAY HE LOOKS มันเป็นมนุษย์มากกว่าเยอะ อย่างไรก็ดี เราก็ชอบที่ GERONTOPHILIA ไม่ได้พยายามทำตัวดราม่าหนักๆแบบหนังแคนาดาของ Xavier Dolan นะ
ฉากที่เราชอบสุดๆใน GERONTOPHILIA คือฉากที่พยาบาลผิวดำทำเป็นไม่เห็นพระเอกขณะพาแฟนหนีออกจากโรงพยาบาล ไม่รู้ทำไมเราถึงชอบฉากแบบนี้มากๆ เรามักจะชอบฉากแบบนี้ในหนังหลายๆเรื่องน่ะ ซึ่งก็คือฉากที่ตัวละครประกอบแสดงความประเสริฐทางจิตใจออกมาอย่างที่เราคาดไม่ถึง โดยเราจะพบฉากแบบนี้ได้ในหนังอย่าง MY MOTHER’S COURAGE (1995, Michael Verhoeven) ที่มีฉากกระเป๋ารถเมล์สาวใจเพชรเข้าช่วยเหลือนางเอกขณะถูกนาซีไล่ล่า หรือในหนังเรื่อง LOLA AND BILLY THE KID (1999, Kutlug Ataman) ที่มีฉากคนขายหนังสือพิมพ์หรืออะไรสักอย่างให้ความช่วยเหลือพระเอก
--NO ESCAPE เป็นหนังที่สนุกดีสำหรับเรา 555 คือพอเราสมมุติว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบในหนัง เราก็จะรู้สึกเครียดมากๆและคอยลุ้นตามตัวละครไปด้วย เราว่ามันเหมือนกับเอา HOTEL RWANDA มารวมกับหนังซอมบี้น่ะ มันก็เลยสนุกดี เพราะเวลาเราดูหนังซอมบี้ เราจะรู้สึกว่ามันไกลตัวเรา (หมายถึงว่ามีโอกาสน้อยที่เราจะเจอเหตุการณ์แบบในหนัง) เราก็เลยไม่ค่อยลุ้นมากนัก ในขณะที่สถานการณ์แบบใน HOTEL RWANDA หรือใน WERCKMEISTER HARMONIES (2000, Béla tarr) หรือใน THE ACT OF KILLING (2012, Joshua Oppenheimer) ที่มีกลุ่มฝูงชนออกไล่ฆ่าคนบริสุทธิ์ตามท้องถนน มันใกล้ตัวเรามาก เพราะเรารู้สึกว่ามันสามารถเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นในไทยได้ง่ายมาก (อย่างเช่นในกรณี 6 ต.ค. 2519) เพียงแต่ว่าหนังอย่าง HOTEL RWANDA, THE ACT OF KILLING และ WERCKMEISTER HARMONIES มันไม่ได้ถูกออกแบบมาแบบ วิดีโอเกมเพื่อให้คนดูลุ้นระทึกไปกับการหาวิธีการเอาตัวรอดของตัวละครน่ะ เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นไอเดียที่น่าสนใจดี ในการ adapt เอาเหตุการณ์สังหารหมู่ที่น่ากลัวมากๆและสามารถเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความเป็นจริง มาทำเป็นหนังที่มีลักษณะคล่ายวิดีโอเกมโง่ๆ หรือคล้ายหนัง exploitation เกรดบีอย่าง NO ESCAPE


Thursday, September 17, 2015

WHERE IS TOMORROW? (2015, Parnupong Chaiyo, A+30)

WHERE IS TOMORROW? (พรุ่งนี้ของเรา) (2015, Parnupong Chaiyo, 15min, A+30)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

1.อย่างที่เราเพิ่งเขียนไปเมื่อเร็วๆนี้ว่า ปีนี้ถือเป็นปีทองของหนังเกย์จริงๆ และหนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ช่วยตอกย้ำสิ่งนี้ เพราะมันเป็นหนังที่เราชอบสุดๆ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับ LGBT โดยที่จริงๆแล้วเนื้อหาของมันอาจจะไม่ใหม่มากนัก เพราะประเด็นเรื่องพรบ.คู่ชีวิตที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ เคยได้รับการนำเสนอมาแล้วในหนังเลสเบียนเรื่อง 1448 LOVE AMONG US (2014, Arunsak Ongla-or, A+) ที่นำแสดงโดยสายป่าน แต่ในขณะที่หนังเรื่อง 1448 ดูเหมือนจะมีสิ่งดีเพียงสิ่งเดียว คือประเด็นเรื่องพรบ.คู่ชีวิตที่มันนำเสนอ เพราะองค์ประกอบส่วนอื่นๆของหนังดูขัดๆเขินๆ ไม่ลงตัวไปเกือบหมด หนังเรื่อง WHERE IS TOMORROW? กลับตรงกันข้าม เพราะทุกอย่างออกมาดูดีกว่า 1448 มากๆ แทบจะเรียกได้ว่ามันเหมือนเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดใน 1448 และสามารถกลายเป็นตัวแทนอย่างน่าภาคภูมิใจของหนังที่สะท้อนปัญหาทางกฎหมายในประเด็นนี้

2.เราดูแล้วร้องไห้ ร้องไห้ตั้งแต่ต้นๆเรื่องเลยด้วย ในนาทีที่ 4 ที่เริ่มมีการแฟลชแบ็ค และเราได้เห็นภาพตัดสลับอย่างรวดเร็วของมือชายหนุ่มสองคนที่เกาะกุมกันในหลายๆครั้ง เราว่าการนำเสนอในฉากนี้มันออกมาดีและลงตัวมากๆ คือแค่เราเห็นการตัดสลับภาพมือเพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้นแหละ เราก็สามารถเข้าใจความรักของพวกเขาได้เกือบหมด และก็รู้สึกเศร้าอย่างรุนแรงจนร้องไห้ได้แล้ว

3.เราว่าปัจจัยที่ทำให้เราร้องไห้รวมถึง

3.1 การแสดงของพระเอกที่ดีมากๆ เราว่าการแสดงของเขามันสะท้อนความรู้สึก “รักจริง เจ็บจริง” ออกมาได้ทรงพลังมากๆเลยน่ะ คือเราดูหน้าของเขาแค่ไม่กี่นาที เราก็รู้สึกได้เลยว่า ตัวละครตัวนี้มันรักผัวมันจริงๆ และมันโศกเศร้ากับการตายของผัวมันจริงๆ และมันโศกเศร้ากับปัญหาเหี้ยห่าต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจริงๆด้วย คือพอตัวพระเอกมันเล่นได้สมจริงสุดๆอย่างนี้แล้ว มันก็เลยถ่ายทอดความเศร้าของมันมาถึงตัวเราได้อย่างเต็มที่

3.2 เราว่าหนังค่อยๆหยอด “ฉากอดีต” เข้ามาในจังหวะที่เหมาะสมด้วย คือตอนฉากแฟลชแบ็คโผล่มาครั้งแรกนั้น มันโผล่มาในแบบที่ลงตัวสุดๆ เราก็เลยร้องไห้เลย แล้วหลังจากนั้นมันก็ค่อยๆทยอยโผล่มาในแบบที่พอเหมาะ ในจังหวะที่พอเหมาะ

คือเราว่าโครงสร้างหนังเรื่องนี้ค่อนข้างลงตัวสำหรับเรานะ คือหนังต้องทำทั้งนำเสนอประเด็นเรื่องพรบ.คู่ชีวิต, สะท้อนความเศร้าของพระเอกในปัจจุบัน, สะท้อนความรักของพระเอกกับคู่รักในอดีต และสะท้อนบุคคลต่างๆที่รายรอบตัวพระเอก และหนัง balance สิ่งต่างๆเหล่านี้ออกมาได้ดีน่ะ เราชอบการตัดสลับระหว่าง “ปัญหาเหี้ยห่าในปัจจุบัน” กับ “ความรักในอดีต” และเราว่าการตัดสลับอะไรแบบนี้ให้ออกมาลงตัวแบบนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ

3.3 เราว่าหนังไม่ฟูมฟายมากเกินไปด้วย คือหนังแนวนี้มันเอื้อให้ฟูมฟายเกินไปได้ง่ายมาก ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ปริ่มๆจะเป็นแบบนั้นแล้วล่ะ แต่ยังดีที่มันไม่หล่นลงขอบเหวของความฟูมฟายมากเกินไป เราว่ามันเป็นเพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้ใช้เพลงประกอบแบบฟูมฟาย และในบาง moment ที่พระเอกร้องไห้นั้น หนังก็ถ่าย “ด้านหลังของพระเอก” มันก็เลยช่วยลดความฟูมฟายลงไปได้มาก

3.4 อีกปัจจัยที่ทำให้เราร้องไห้ มันเป็นเพราะว่า ชีวิตในอดีตของพระเอกมันตรงกับ fantasy ของเราน่ะ คือเราว่าเราและผู้ชมบางคนที่เป็นเกย์ก็น่าจะเคยมี fantasy แบบนี้แหละ fantasy ของการมีผัวหนุ่มหล่อ ได้อยู่บ้านเดียวกัน เขาเคยนอนโอบกอดเรา เขาเคยกุมมือเรา และสิ่งของแต่ละอย่างในบ้านของเรา ก็ล้วนทำให้นึกถึงเขาทั้งนั้น

แล้วพอชีวิตในอดีตของพระเอก มันตรงกับ fantasy ของเรา เราก็เลยมีอารมณ์ร่วมกับพระเอกได้อย่างรุนแรงในทันที คือมันเหมือนกับว่า ผัวของพระเอกมันตรงกับผัวในจินตนาการของเราอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็เลยจินตนาการได้ในทันทีว่า ถ้าหากผัวในจินตนาการของเราตายไป เราจะรู้สึกโศกเศร้ามากแค่ไหน

4.อย่างที่เราเขียนไปว่า หนังเรื่องนี้มีจุดที่ดีสุดๆคือการแสดงของพระเอก แต่ปัญหาก็คือว่า การจะหานักแสดงที่เก่งแบบนี้หลายๆคนมันเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบมากที่ตัวละครอื่นๆในหนังเรื่องนี้โผล่มาแค่เสียงโทรศัพท์เท่านั้น เราว่ามันช่วยแก้ปัญหาเรื่องการหานักแสดงเก่งๆได้ดี คือถ้าตัวละครเหล่านี้โผล่หน้ามาให้เห็นในหนัง แล้วนักแสดงมันเล่นไม่เก่งจริง หนังเรื่องนี้มันก็จะเข้าใกล้หนังแบบ 1448 ได้ง่ายๆ 555 แต่พอตัวละครเหล่านี้โผล่มาแค่เสียงโทรศัพท์เท่านั้น มันก็เลยตัดปัญหาเรื่องการหานักแสดงเก่งๆไปได้เลย แถมยังช่วยให้ถ่ายทำได้ง่ายขึ้น และช่วยตอกย้ำความเหงาอ้างว้างของพระเอกได้ดีมากๆเลยด้วย

5.จริงๆก็คือชอบบทหนังเรื่องนี้มากพอสมควรนะ คือนอกจากเราจะชอบการตัดสลับระหว่าง “อดีตของความรักอันแสนหวาน” กับ “ปัจจุบันอันขมขื่น” แล้ว เรายังชอบการคิดตัวประกอบในหนังเรื่องนี้ด้วย ทั้งแม่พระเอกผู้เป็นห่วงเป็นใย, ทนายความ, เพื่อนพระเอกที่พูดสาวๆหน่อย และพี่สาวผัวพระเอก ที่ดูเหมือนจะไม่ได้เกลียดพระเอกมากนัก แต่ก็ไม่ได้ชอบพระเอกมากนักด้วย เราว่าหนังคิดตัวประกอบเหล่านี้ออกมาดีพอสมควรน่ะ มันทำให้ชีวิตของพระเอกดูสมจริง เพราะถ้าพระเอกเป็นมนุษย์จริงๆ มันก็คงต้องรายรอบด้วยคนแบบนี้แหละ และตัวประกอบเหล่านี้ยังช่วยสะท้อนประเด็นเรื่องพรบ.คู่ชีวิตได้ดีด้วย

จริงๆแล้วชอบตัวละครเพื่อนพระเอกมากนะ นึกถึงตัวเองเลย คือถ้าหากเราเป็นเพื่อนพระเอก เราก็คงทำตัวเรียบร้อยในงานศพเหมือนกันน่ะแหละ แต่ลับหลังเราอาจจะพูดว่า “หนอย คุณพ่อเพื่อน ทำเป็นเกลียดเกย์ เดี๋ยวกูจิกหัวตบแล้วจับยัดลงโลงไปด้วยเลย อีห่า” อะไรทำนองนี้ 555

ตัวละครพี่สาวผัวพระเอกก็ดีมากนะ คือมันเป็นตัวละครเทาๆ ไม่ขาวจัดดำจัดน่ะ และคนจริงๆก็เป็นแบบนี้น่ะแหละ

6.ถ้าจะมีจุดที่รู้สึกติดขัดอยู่บ้าง อาจจะมีแค่ 2 moments เท่านั้นแหละ moment แรกคือตอนที่กล้องโฟกัสไปที่อุปกรณ์ประกอบฉากที่เป็นตุ๊กตาสองตัวอย่างเด่นชัดน่ะ คือเราว่าหนังเรื่องนี้ดีมากๆเลย ที่ใช้อุปกรณ์ต่างๆในบ้านในการสื่อความหมาย สื่อถึงอดีต หรือสะท้อนความรู้สึกของตัวละคร โดยเฉพาะการติดอะไรต่างๆไว้ที่ประตูตู้เย็น แต่บาง moment พอมันเด่นชัดเกินไป มันก็เลยรู้สึกว่า “ไม่ต้องเน้นขนาดนั้นก็ได้มั้ง”

อีก moment นึงคือช่วงที่เสียงดนตรีประกอบมันหึ่งๆๆๆแล้วก็เงียบไปทันทีก่อนที่พระเอกจะกวาดของตรงประตูตู้เย็นทิ้งน่ะ เราว่าการใช้ดนตรีประกอบในจุดนั้นก็ชี้นำอารมณ์จนเด่นชัดเกินไปเหมือนกัน และเหมือนจะเคยได้ยินการใช้ดนตรีแบบนี้ในหนังเรื่องอื่นๆของสุระวีด้วยนะ ถ้าจำไม่ผิด 555 แต่เหมือนกับว่า moment นี้ในหนังเรื่องนี้ มันอาจจะไม่ลงตัวกับดนตรีนี้แบบ 100% เต็มน่ะ แต่มันก็ไม่น่าเกลียดอะไรนะ

คือจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้แทบไม่มีอะไรที่เราไม่ชอบเลยแหละ 555 สองจุดที่ว่ามานี้จริงๆแล้วก็เป็นสองจุดที่เรารู้สึกว่ามันเล็กน้อยมากๆด้วย


สรุปว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วร้องไห้อย่างรุนแรง พระเอกเล่นดีมาก บทเราก็ชอบมากด้วย เราว่าหนังเรื่องนี้นอกจากมันจะนำเสนอประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่มีผลกระทบต่อเราโดยตรงแล้ว มันยังนำเสนอตัวละครออกมาได้อย่างเป็นมนุษย์ มีเลือดมีเนื้อจริงๆ รักจริง เจ็บปวดจริงๆด้วย