Sunday, December 09, 2007

PC'S COMMENTS ON THAI CENSORSHIP (2)

จริงหรือไม่ที่สื่อต่างๆเป็นต้นตอของพฤติกรรมด้านลบในระดับปัจเจก? หรือมันเกิดจากปัจจัยอื่น

ผมเองก็เชื่อเหมือนกันครับว่า ทุกสิ่งที่เราได้พบเจอตลอดช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโต ทั้งจากประสบการณ์ในชีวิตจริง และ สิ่งที่ได้รับรู้ผ่านสื่อ ต่างก็ทำให้เราเป็นอย่างที่เราเป็น ถ้าเป็นเช่นนั้น ในกรณีของตัวผมเอง สื่อต่างๆ (ไม่จำกัดเฉพาะภาพยนตร์) ส่งผลต่อโลกทัศน์ของผมในแง่ที่ว่า การได้รับรู้มุมมองของผู้สร้าง ทำให้ผมได้ฉุกคิดและตั้งคำถามต่อสภาพรอบๆตัว ถ้าจะนับว่า การเคลือบแคลงต่อระบบอำนาจหรือผู้ที่กุมอำนาจเป็นพฤติกรรมด้านลบอย่างหนึ่ง ผมก็คงต้องยอมรับว่าที่ผมเป็นเช่นนั้นมันเกิดจากอิทธิพลของสื่อ โชคดีที่พฤติกรรมด้านลบของผมมันยังไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร ผมยังสงสัยอีกว่า ทุกอย่างที่เกิดจากอิทธิพลของสื่อ อย่างเช่น อิทธิพลต่อการแต่งกายของวัยรุ่น เสรีภาพทางเพศที่มาพร้อมกับการป้องกัน (ในกรณีที่ข้อมูลเรื่องการป้องกันไม่ได้ถูกปิดกั้นไปด้วย) ถ้ามันไม่สร้างความเดือดร้อน ควรจะถือเป็นพฤติกรรมด้านลบด้วยหรือไม่?

ถ้าสื่อมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนจริงๆแล้วละก็ อิทธิพลของมันน่าจะส่งผลครอบคลุมต่อทุกคนที่ได้รับชมใช่ไหมครับ แต่ปรากฏว่าในจำนวนผู้ชมนับล้านที่รับชมผลงานชิ้นเดียวกัน กลับมีแค่สองสามคนที่แสดงพฤติกรรมออกมาจนเป็นข่าว ซึ่งถ้าเทียบดูแล้ว จำนวนมีน้อยกว่าเด็กที่ตีกันหลังเกมการแข่งขันกีฬาด้วยซ้ำ ถ้าตัดสินกีฬาด้วยตรรกะแบบเดียวกับที่ตัดสินสื่อ จะบอกได้ไหมครับว่ากีฬาส่งผลต่อความก้าวร้าวในหมู่วัยรุ่นได้เหมือนกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว กีฬาก็คือการจำลองสภาพการต่อสู้ของคู่ปรปักษ์ในสงคราม เพียงแต่นำกติกามาบังคับใช้เพื่อให้ดูศิวิไลซ์ขึ้นเท่านั้น นี่ยังไม่นับอันตรายจากการแข่งขันที่เกิดกับตัวผู้เล่น แต่ทำไมสังคมจึงมีสองมาตรฐานเอากับสื่อ นั่นคงเป็นเพราะกีฬาส่งเสริมแนวคิดเรื่องการเป็นสมาชิกของกลุ่ม ซึ่งเข้าทางแนวความคิดเรื่องแบบชาตินิยม ที่ผู้กุมอำนาจต้องการสนับสนุน ในขณะที่ความบันเทิงหรือสุนทรียะที่ได้จากการเสพย์สื่อ หรือ งานศิลปะอื่นๆ มันส่งเสริมความเป็นปัจเจกให้เด่นชัดขึ้น

ถ้าจำนวนผู้ที่แสดงพฤติกรรมด้านลบมีน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ชมทั้งหมด มันก็น่าจะกล่าวได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากอิทธิพลของสื่อที่ควรจะส่งผลต่อผู้ชมทั้งหมดในวงกว้าง แต่อาจจะเกิดจากปัจจัยเฉพาะของตัวผู้ก่อเหตุเอง ปัจจัยที่คนเหล่านั้นได้รับรู้จากชีวิตจริง อย่าง ปัจจัยด้านภูมิหลังทางครอบครัวหรือสภาพสังคมที่แวดล้อมตัวพวกเขาตลอดระยะเวลาที่พวกเขาเติบโต ที่ทำให้คนเหล่านั้นมีพัฒนาการที่ไม่ปรกติ ความไม่ปรกตินี่เองที่ติดตัวพวกเขาอยู่ตลอดเวลา และมันพร้อมจะแสดงผลได้ทุกเมื่อถ้าได้พบสิ่งยั่วยุ ถ้าเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งที่พวกเขาได้พบเห็นรอบตัวก็สามารถเป็นสิ่งยัวยุได้ทั้งสิ้น

ทีนี้ลองมาพิจารณาดูว่า ถ้าประสพการณ์จากชีวิตจริงต่างหากที่เป็นสาเหตุหลัก ซึ่งสามารถส่งผลต่อบุคลิกภาพและความสามารถในการควบคุมตัวเองได้มากกว่าสื่อแล้ว ผมก็พอจะบอกได้เหมือนกันใช่ไหมครับว่า ทุกอย่างที่ทำให้ทุกคนเป็นอย่างที่ได้เป็นมันก็น่าจะเริ่มมาจากครอบครัว ซึ่งเป็นจุดแรกที่กำหนดมุมมองต่อโลกและชีวิตให้กับทุกคน รวมทั้ง "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" ทั้งหลายเช่นเดียวกันครับ แม้ว่าพวกเขาบางคนอาจจะบรรลุนิติภาวะแล้ว อย่างน้อย พวกเขาก็เคยเป็นเด็กกันมาก่อนทั้งนั้น ถ้าความไม่พร้อมทั้งหลายมันเกิดจากครอบครัวที่แวดล้อมวัยเด็กของพวกเขา เราก็น่าจะมาดูกันหน่อยนะครับว่าสภาพครอบครัวในประเทศนี้มันเอื้อต่อ "ความไม่พร้อม" กันได้ขนาดไหน เราอาจจะเจอปัจจัยที่เอื้อต่อพัฒนาการที่ไม่ปรกติอยู่เต็มไปหมดเลยนะครับ

เมื่อไม่กี่วันมานี่เองครับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีรายงานออกมาว่า หนึ่งในสี่ของครอบครัวไทย มีการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว หนึ่งในสี่เชียวนะครับ !!! ผมลองจินตนาการดูเล่นๆถึงเด็กๆจากครอบครัวเหล่านั้นว่ามีด้วยกันกี่เปอร์เซนต์ของจำนวนเยาวชน มันไม่น้อยเลยนะครับ

แม้ว่าความสัมพันธ์ของสาเหตุและผลลัพธ์อาจจะแสดงออกมาได้ในรูปแบบที่คาดไม่ถึง อย่างความรุนแรงในครอบครัวอาจจะแสดงออกมาในรูปแบบอื่นแทนที่จะเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวในหมู่วัยรุ่น และก็เช่นเดียวกันที่ว่า พฤติกรรมก้าวร้าวก็อาจจะไม่ได้มีที่มาจากการได้เห็นความรุนแรงที่เป็นรูปธรรมก็ได้ เด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรงอาจจะไม่ได้เป็นเพราะเขาถูกทุบตี หรือได้เห็นพ่อแม่ใช้กำลังต่อกัน แต่อาจจะมาจากการที่ต้องทนอยู่ใต้ระเบียบข้อบังคับอันเข้มงวดเกินความจำเป็น การถูก "ปิดกั้น" อย่างต่อเนื่องจากกิจกรรมอันหลากหลายที่จะช่วยให้พวกเขาได้ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นตามวัย ทั้งยังระบบจารีตที่กันพวกเขาออกจากการเรียนรู้ในทุกๆแง่มุมของชีวิตอย่างรอบด้าน เหมือนอย่างที่ "การปิดกั้น" ได้ส่งผลในระดับมหภาคต่อประชากรในสังคมที่เคร่งจารีต สิ่งเหล่านี้จะสั่งสมภาวะคับข้องใจนทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกบีบให้เข้ามุมอับ เวลาและพลังงานส่วนใหญ่ต้องมาหมดไปกับการต้องทนมีชีวิตอยู่อย่างเกร็งๆตลอดเวลา ผลที่เกิดจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างเหล่านี้ก็อาจจะแสดงออกในรูปความรุนแรงที่เป็นรูปธรรมได้เช่นเดียวกัน

เมื่อผมลองเอาปัจจัยพวกนี้อย่างมารวมกันเข้า หนึ่งในสี่ของครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงอย่างเป็นรูปธรรม กับส่วนที่เหลือที่อาจจะเป็นพวกเก็บกดเพราะถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง นี่ผมพูดถึงเด็กจากครอบครัวชนชั้นกลางที่ผู้ปกครองเป็นผู้มีการศึกษาเท่านั้นนะครับ ยังไม่นับพวกเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนด้วยซ้ำ มันก็คงจะไม่แปลกหรอกนะครับที่ระดับไอคิวเฉลี่ยของเด็กไทยจะค่อนข้างต่ำ และผมก็ไม่เชื่อว่าเป็นเพราะเด็กพวกนั้นขาดสารไอโอดีนอย่างที่รัฐบาลเคยพูดเอาไว้

ไม่ใช่ว่าผมจะยอมรับกับพฤติกรรมด้านลบของพวกเขานะครับ แต่มันก็พอจะเป็นที่เข้าใจกันได้ ที่เด็กพวกนั้นจะสะสมความโกรธและระบายออกมาด้วยการต่อต้านสังคม ถ้าต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้ความรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกจ้องจับผิดตลอดเวลา อย่าว่าแต่เด็กเลยครับ แม้แต่คนในวัยไกล้สี่สิบอย่างผมก็ยังรู้สึกโกรธ อย่างเช่นความรู้สึกแย่ๆที่สะสมมาเป็นปีๆ (กระทรวงวัฒนธรรมตั้งขึ้นในปี 2002 ตอนนี้มันก็ห้าปีมาได้แล้วใช่ไหมครับ) จากการที่ต้องทนดูหนังที่ถูกเซ็นเซอร์อย่างน่าเกลียด ทั้งๆที่ไม่เคยคิดว่าต้องมาเจอเรื่องอย่างนี้ในยุคที่เสรีภาพส่วนบุคคลควรจะเปิดกว้างมากขึ้น ความรู้สึกอึดอัดในเวลานี้มันก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความสะอิดสะเอียนกับการที่ต้องเกิดมาเป็นคนไทย กับมีชีวิตอยู่ภายใต้วัฒนธรรมอำนาจนิยมแบบไทยๆ ที่ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมพยายามจะสืบทอดเอาไว้ รู้สึกคลื่นไส้ทุกครั้งกับการที่ต้องสูดอากาศหายใจร่วมกับพวกประชากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของรัฐเผด็จการ อย่างคุณ "นาย ก"

ถ้าคนอายุขนาดผมยังรู้สึกได้ถึงขนาดนี้ แล้วพวกเด็กๆที่ยังไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองพวกนั้นล่ะครับ ทุกๆวันพวกเขาจะรู้สึกยังไงกันบ้างที่ต้องได้เจอกับการจัดระเบียบทั้งหลายแหล่ ทั้งในบ้านและในโรงเรียน ผมไม่สงสัยหรอกครับว่า ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนี้ที่ผ่านช่วงวัยรุ่นมาได้ ถ้าไม่เติบโตมาเป็นพวกที่นิยมความรุนแรง (ทั้งที่เป็นรูปธรรมและเชิงโครงสร้าง) หรือ "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" ทั้งหลายแหล่ ก็คงจะกลายเป็นพวกที่เฉื่อยเนือย หมดแรงกระตุ้นต่อการมีชีวิต เพราะได้ถูกยัดเยียด "ความชราภาพ" ก่อนที่จะได้เข้าสู่วัยหนุ่มสาวเสียอีกครับ ตัวผมเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

***** แล้ว ตกลงสื่อ "ยั่วยุ" ให้ "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" เหล่านั้นมีพฤติกรรมอย่างที่เขามี หรือเขามีพฤติกรรมอย่างนั้นเพราะปัจจัยเฉพาะตัวของพวกเขาเอง แล้วพวกเขาก็ดึงเอาสิ่งที่พวกเขาได้พบเห็นจากสื่อมารองรับความไม่ปรกติที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ถ้าพวกเขาพบว่าสิ่งที่สื่อนำเสนอมันสอดคล้องกับความต้องการอันไม่ปรกติของพวกเขา *****

ถ้าพวก "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" นั่นบรรลุนิติภาวะกันแล้ว มันก็คงจะไม่มีข้ออ้างให้กับพฤติกรรมของพวกเขากันอีกต่อไป ไม่ว่าภูมิหลังทางครอบครัวจะมีปัญหามากแค่ไหน อย่างน้อยพวกเขาก็ต้องโตพอที่ควรจะรู้ว่า ไม่ควรเอาปัญหาของเขาไปลงกับคนอื่นๆที่ไม่รู้ว่าปัญหาของพวกเขาคืออะไร ถ้าทำผิด ก็ต้องว่ากันไปตามความผิดที่พวกเขาต้องรับกันไปเต็มๆ ไม่ใช่จะโยนความรับผิดชอบไปให้กับสื่อ



แต่ถ้าพวกเขายังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็นับว่าควรจะอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครองของพวกเขา ความเสียหายที่พวกเขาก่อจะต้องเป็นความรับผิดชอบของคนที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างปฏิเสธไม่ได้ครับ ใช่ไหมครับ เพราะมันเป็น "หน้าที่" ที่พวกผู้ปกครองเหล่านั้นที่จะต้องให้การดูแล และอบรม ใช่ไหมครับ?

ปัญหาที่เกิดจากพวกเด็กที่ยังไม่พร้อมก็คือพ่อแม่ไม่ให้การอบรมที่ดีพอ เนื่องจากตัวของพวกพ่อแม่ผู้ปกครองเองก็ยังไม่พร้อม เมื่อลองคิดต่อยอดไปอีกทีว่า ทำไมถึงคิดจะมีลูกกันทั้งๆที่ยังไม่พร้อม มันเป็นไปได้ไหมครับว่า ส่วนหนึ่งเป็นเป็นเพราะวิธีคิดของคนไทยอันเกิดจากวัฒนธรรมของเราเอง ที่ทำให้การมีครอบครัวมันกลายเป็นหน้าที่ทางสังคมที่ทุกๆคนต้องทำ หรือต้องคิดล่วงหน้าเมื่อถึงช่วงอายุหนึ่ง

ทำไมประเทศนี้ถึงเต็มไปด้วยพวกเด็กที่ยังไม่พร้อม? อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ เป็นเพราะเด็กพวกนั้นเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ผู้ปกครองของพวกเขายังขาดความพร้อม ซึ่งไม่ได้หมายถึงความพร้อมทางการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความพร้อมทางด้านเวลาที่จะให้การอบรมดูแล รวมทั้งวุฒิภาวะของตัวพ่อแม่เอง ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมพวกพ่อแม่ผู้ปกครองเหล่านั้นถึงยังคิดจะมี่ลูกกันทั้งๆที่ยังไม่พร้อม หรือไม่เคยได้ตระหนักถึงความไม่พร้อมของตน? ถ้าไม่นับกรณีการมีบุตรนอกสมรส เหตุผลหลักของการดันทุรังสร้างครอบครัวก็น่าจะเป็นเหตุผลทางด้านวัฒนธรรม ที่ปลูกฝังแนวความคิดเรื่องการมีครอบครัวว่ามันถือเป็นหน้าที่ๆสำคัญทางสังคมอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ทุกๆคนต้องทำหรือต้องคิดถึงเรื่องนี้เมื่อถึงช่วงอายุหนึ่ง จนทำให้ชีวิตในแต่ละช่วงวัยดูเป็นสูตรสำเร็จ รูปแบบการมีชีวิตมีอยู่เพียงมิติเดียวเท่านั้น การใช้ชีวิตตามลำพัง หรือการใช้ชีวิตคู่โดยไม่มีบุตรหรือสร้างข้อผูกมัดระหว่างกันเพื่อให้สังคมมาร่วมรับรู้ จะถือว่าเป็นวิถีชีวิตที่อยู่นอกเหนือสูตรสำเร็จ และเป็นแบบอย่างการใช้ชีวิตที่วัฒนธรรมอันดีงามของเราไม่ให้การยอมรับ

ซึ่งก็คงจะด้วยเหตุผลนี้แหละครับที่ทำให้พวกพ่อแม่ผู้ปกครองเหล่านั้นปั๊มลูกกันออกมาได้เรื่อยๆ เพียงเพื่อจะพบว่ามันเป็นภาระที่เรียกร้องจากพวกเขามากกว่าที่เคยคิด ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นควรจะฉุกคิดได้ว่า การมีลูกมันไม่ใช่ "หน้าที่" ที่ทุกคนต้องทำ แต่ถ้าจะทำแล้ว มันก็เป็น "หน้าที่" ของพวกเขาเช่นกันที่จะต้องตระหนักว่า สิ่งที่พวกเขาทำ เป็นเพียงแค่การตอบสนองความต้องการให้กับตัวเองเท่านั้น พวกเขาไม่ได้ทำเพื่อใครทั้งสิ้นนอกจากตัวเอง รวมทั้งไม่ได้ทำเพื่อเด็กที่พวกเขาดึงเข้ามาเวียนว่ายบนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ เพราะเด็กคงจะตอบพวกเขาไม่ได้หรอกครับว่าอยากจะเกิดมาบนโลกใบนี้หรือเปล่า อยากจะมีชีวิตอยู่ในสังคมของพวกพ่อแม่ของพวกเขาหรือเปล่า อยากจะอยู่ในประเทศที่มีวัฒนธรรมที่นิยมการปิดกั้นแบบนี้หรือเปล่า เด็กไม่ได้เป็นฝ่ายเลือกเลย นอกจากต้องเกิดมารับรู้ความเป็นไปบนโลกเหมือนถูกมัดมือชก ในขณะสังคมไทยยังคงเชื่อกันอย่างผิดๆว่า การให้กำเนิดถือได้ว่าเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวง เป็นบุญคุณที่พวกผู้ปกครองมักจะยกขึ้นมาลำเลิกเวลาที่จะเรียกร้องให้เด็กๆของพวกเขาทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่บุญคุณ แต่เป็นเพียงแค่การสนองความอยากมีลูกให้กับตัวเอง

***** แต่เมื่อพวกเขาคิดจะมีขึ้นมาให้ได้ มันก็เป็น "หน้าที่" อีกเช่นกันที่พวกเขาต้องตระหนักว่า เมื่อมันเป็นแค่การสนองความอยากให้กับตัวเองเท่านั้น ความรับผิดชอบทุกอย่างในการอบรมดูแลให้ลูกๆของพวกเขามี "ความพร้อม" มันเป็นความรับผิดชอบของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาไม่มี "สิทธิ" ที่จะโยนภาระที่พวกเขาก่อขึ้นไปให้กับคนอื่นๆที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นไปกับความต้องการของพวกเขาได้เลย และต้องตระหนักด้วยว่า ไม่ใช่ว่าภาระของการเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองจะยิ่งใหญ่เหนือกว่าภาระของคนอื่นๆ การเป็นพ่อแม่ไม่ได้ให้ "อภิสิทธิ์" กับพวกเขาที่จะไปเที่ยวคาดคั้นว่ามันเป็น "หน้าที่" ของทุกๆคนที่ต้องคอยอำนวยความสะดวกให้กับพวกเขา เพราะมันก็อยู่นอกเหนือ "ขอบเขตทางด้านสิทธิ" ของพวกเขาที่จะเอาแต่เรียกร้องผ่านกลไกรัฐเพื่อบีบให้ทุกคนต้องหลีกทางให้ เมื่อพบว่าเสรีภาพของทุกๆคนมันเป็นอุปสรรคอยู่บนเส้นทางแห่งภาระกิจการเป็นพ่อแม่ของพวกเขา ดังนั้นทุกๆคนจะต้องมาคอยเสียสละเสรีภาพเพื่อแบ่งเบาภาระให้ เพราะพวกเขาก็ต้องตระหนักเช่นเดียวกันว่า คนอื่นๆก็มีภาระหน้าที่ของตัวเองเช่นเดียวกัน และทุกๆคนก็มีเวลาส่วนตัวในชีวิตอันจำกัดที่จะสนองความต้องการในการเก็บเกี่ยวประสพการณ์ให้กับชีวิต ซึ่งก็ตัองนับได้ว่าเป็นภาระกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของการมีชีวิต *****

เท่าที่ผมพอจะคิดออก มันมีสิ่งที่คนที่คิดจะเป็นพ่อแม่ทุกคนจะต้องทำ ถ้าคิดจะเป็นพ่อแม่ที่รับผิดชอบ ผู้ที่คิดจะเป็นพ่อแม่ต้องประเมินสถานภาพของตนเองไว้ล่วงหน้าว่ามีความพร้อมแต่ไหน ทั้งทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสแน่นแฟ้นขนาดไหน ถ้ามีอุปสรรคใดๆเกิดขึ้น จะยังคงรักษาสัมพันธภาพนั้นไว้ได้ดีแคไหน และยังต้องพิจารณาความมั่นคงทางการเงินด้วย ว่ามีเงินมากพอที่จะซื้อเวลามาดูแลลูกๆกันไหม สภาพแวดล้อมรอบๆตัวเป็นยังไงกันบ้าง เต็มไปด้วยมลภาวะหรือเปล่า ถ้ายังมีความจำเป็นจะต้องอยู่ในที่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ ก็ต้องคิดว่ามันคุ้มกันไหมที่จะให้เด็กเกิดมามีชีวิตในที่อย่างนี้ ถ้ายังยืนยันจะมี ก็ต้องคิดล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรเมื่อเด็กเกิดมาแล้วจะได้รับการดูแลอย่างที่เด็กสมควรได้รับ จะอบรมอย่างไรเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเข้าถึงช่วงวัยรุ่น เพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการได้ตามวัย และเพื่อให้เด็กมีโอกาสได้สนองตอบความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติในแต่ละช่วงวัยโดยที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

ที่สำคัญที่สุดก็คือ พ่อแม่ต้องอบรมให้เด็กรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่เด็กจำเป็นจะต้องรู้เพื่อที่จะได้เป็น "ผู้ที่มีความพร้อม" สิ่งเหล่านี้จะสำเร็จลงได้ก็ต่อเมื่อผู้ปกครองทั้งหลายไม่นำเอาปัจจัยต่างๆที่เอื้อต่อความไม่พร้อมมาสร้างเงื่อนไขอันเป็นมลพิษทางจิดให้กับเด็ก ซึ่งก็คือ ไม่สร้างความกดดันที่ไม่จำเป็น ไม่นำเอาความรุนแรงทุกรูปแบบ (ทั้งทางกายภาพและเชิงโครงสร้าง) มาบังคับใช้กับเด็ก ไม่นำกรอบจารีตในยุคสมัยของพ่อแม่มาเป็นตัวตัดสินเด็ก พร้อมๆกับต้องตระหนักว่า เมื่อพ่อแม่ได้รับประสพการณ์ดีๆในยุคสมัยของตนเองไปแล้ว เด็กๆเหล่านั้นก็มียุคสมัยของพวกเขาเช่นเดียวกัน และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือ ทุกๆอย่างที่พวกเขาต้องทำในการเลี้ยงดูลูกๆ จะต้องไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและความสงบสุขของผู้อื่นด้วยครับ

ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องระลึกตลอดเวลาว่ามันเป็น "หน้าที่" ขั้นพื้นฐานที่สุดของการเป็นพ่อแม่ที่รับผิดชอบ ผมเข้าใจครับว่าการเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็อย่างที่บอกละครับว่าการมีลูกมันไม่ใช่ความจำเป็น และไม่ใช่หน้าที่ๆทุกคนต้องมี ที่พวกเขาทำกันอยู่ก็เป็นแค่เพียงแค่การสนองความอยากให้กับตัวเองกันทั้งนั้น แต่เมื่อดึงเด็กลงมาเกิดแล้ว นอกจากจะต้องรับผิดชอบในฐานะพ่อแม่แล้ว ยังต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้อื่นในสังคม ด้วยการให้ความเคารพสิทธิคนอื่นๆที่อาจจะต้องได้รับผลกระทบจากการเลี้ยงดูลูกๆของพวกเขาด้วยเช่นกันครับ สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักเสมอก็คือ การเป็นพ่อแม่ ไม่ได้หมายถึงการเป็น "อภิสิทธิ์ชน" ความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากพฤติกรรมด้านลบของลูกๆของพวกเขา มันก็คือตัวสะท้อนถึงความบกพร่องในการอบรมเลี้ยงดูของพวกเขาเองเท่านั้น

เมื่อผลแห่งความบกพร่องปรากฏให้เห็นแล้ว อาจจะแสดงออกมาในรูปพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ต่างๆ "หน้าที่" อันดับแรกผู้ปกครองต้องทำก็คือสำรวจความบกพร่องของตน พฤติกรรมด้านลบของเด็กอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ อย่าง การสร้างความกดดันด้วยการปิดกั้น การปล่อยปละละเลย หรือ การตามใจจนเคยตัว ระดับความพอดีที่อยู่ระหว่าง การเคี่ยวเข็นกับการตามใจ หรือระหว่าง การเอาใจใส่กับการให้อิสระ เป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนต้องศึกษาให้ถ้วนถี่ก่อนที่จะมีลูกกันด้วยซ้ำ มันเป็น "หน้าที่" ครับ แต่เดาว่าผู้ปกครองชาวไทยมักไม่ค่อยทำกัน เพราะพวกเขามักจะสับสนว่าเรื่องใดที่ควรจะเคี่ยวเข็น และเรื่องใดที่ควรจะตามใจ การอบรมดูแลก็เลยขาดความสมดุลย์ เด็กไม่ควรจะถูกเคี่ยวเข็นในเรื่องความสำเร็จ แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะทำ เพราะความสำเร็จของเด็กมักจะเป็นหน้าเป็นตาให้กับพ่อแม่ไปด้วย และพ่อแม่ไม่ควรตามใจในเรื่องที่เด็กอาจจะสร้างความเดือดร้อนหรือละเมิดสิทธิของผู้อื่น แต่พ่อแม่ชาวไทยส่วนใหญ่ก็มักจะละเลยในเรื่องนี้ ที่เจอบ่อยๆก็คือ เวลาที่เด็กส่งเสียงดังในที่ๆต้องการความสงบ พ่อแม่ก็มักจะไม่ค่อยห้าม

บางครั้งการเป็นพ่อแม่ก็ทำให้คนเห็นแก่ตัวกันได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยนะครับ จำได้ว่า ผมได้ดูรายการไอทีวีในช่วงดึก จำชื่อรายการไม่ได้แล้วแต่เป็นสกู๊ปพิเศษเกี่ยวกับพวกแกงค์มอเตอร์ไซด์ซิ่ง มีการสัมภาษณ์สมาชิกคนหนึ่งในแก๊งค์ว่า ทำไมพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กเหล่านั้นถึงได้ปล่อยให้ลูกๆของพวกเขาทำอย่างนี้ ทั้งๆที่มันเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยของผู้อื่น คำตอบที่ชวนให้ขนลุกก็คือ พ่อแม่บางคนนอกจากจะไม่ห้าม ยังสนับสนุน เพราะคิดว่า ยังไงถ้าห้ามกันไม่อยู่แล้ว ปล่อยให้ไปซิ่งมอเตอร์ไซด์มันก็ยังดีกว่าให้เด็กไปติดยา ถ้าลูกๆของพวกเขาอยู่ได้จนถึงอายุสามสิบ ก็เท่ากับว่าเข้าสู่ระยะปลอดภัยแล้ว ก็เลยปล่อยให้ทำกันโดยไม่ต้องไปสนใจว่า ลูกๆของพวกเขาได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นกันไปเท่าไร มีคนที่ต้องประสพกับอันตรายบนท้องถนนเพราะพฤติกรรมเหลือขอของเด็กพวกนั้นกันไปกันกี่คน ด้วยรถที่ซื้อมาจากเงินของพวกเขา วิ่งด้วยค่าน้ำมันที่ออกมาจากกระเป๋าสตางค์ของพวกเขา ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น มันก็น่าจะเข้าข่ายสมรู้ร่วมคิดด้วย พวกพ่อแม่เหล่านั้นก็ควรจะมีส่วนรับผิดชอบไม่น้อยไปกว่าเด็กพวกนั้น แต่การเป็นพ่อเป็นแม่ บางทีก็ไม่ต้องคำนึงถึง "สิทธิ" ของผู้อื่นที่ต้องใช้ถนนร่วมลูกๆของพวกเขาเลยก็ได้ หรือถ้ารถโดนตำรวจยึด บางทีผู้ปกครองเหล่านั้นก็ปล่อยให้รถถูกยึดไปเลย ไม่ต้องมารับรถกลับ ถ้าเด็กๆต้องการจะซิ่งต่อ ก็คงต้องไปออกมอเตอร์ไซด์คันใหม่มาให้

นี่คือตัวอย่างของพฤติกรรมด้านลบจากการตามใจ ยังมีอีกเป็นล้านที่เกิดขึ้นจากการเคี่ยวเข็นที่เกินพอดี พฤติกรรมเหล่านั้นเป็นอาการของโรคร้ายที่สะสมมาเป็นเวลานาน สิ่งสำคัญที่ต้องแยกแยะก็คือ พฤติกรรมบางอย่าง แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนับสนุน แต่ถ้ายังไม่สร้างความเดือดร้อน เด็กเหล่านั้นก็ยังไม่ควรถูกปฏิบัติเหมือนกับเป็นอาชญากร แต่ถ้าพวกเขาล้ำเส้น สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นขึ้นมา ผมบอกได้เลยครับว่า สิ่งสุดท้ายที่ผู้ปกครองเหล่านั้นจะทำก็คือ "หน้าที่" ของพวกเขาที่จะต้องพิจารณาตัวเอง และก็ถือเป็นโชคดีของพวกผู้ปกครองเหล่านั้นที่มักจะมีคนคอยหาข้ออ้างให้ มีพวกนักวิชาการกำมะลอ และพวกศูนย์เฝ้าระวัง รวมทั้งคนอย่างคุณ "นาย ก" ที่คอยแก้ตัวให้กับพวกเขาว่า มันไม่ใช่ความผิดของพวกเขา พวกเขาสามารถเลี่ยง "หน้าที่" ที่ต้องสำรวจตัวเองได้ ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของสื่อ และเสรีภาพอันเสื่อมทรามที่เรารับมาจากตะวันตก สิ่งที่พวกเขาควรทำก็คือ สนับสนุนหน่วยงานรัฐด้วยการเข้าร่วมเครือข่ายเฝ้าระวัง หรือสนับสนุนพวกนักการเมืองที่มีนโยบายจัดระเบียบทั้งหลาย หรือถ้าจะให้ดี ก็ช่วยกันออกมากดดันรัฐบาลให้ยกระดับหน่วยงานด้านการเฝ้าระวังให้เป็นกรมขึ้นมา พวกผู้ปกครองเหล่านี้จะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความผิดพลาดของตัวเอง ไม่ต้องรู้สึกผิดกับวิธีที่พวกเขาปฏิบัติกับลูกๆ เพราะตอนนี้พวกเขามีแพะ อย่างเช่น สื่อต่างๆให้เล่นงาน และมีศูนย์ระวังทางวัฒนธรรม (ที่ทักษิณตั้งมากับมือเพื่อจะโหนกระแสคนพวกนี้โดยเฉพาะ) คอยทำงานให้

ที่น่าเศร้าก็คือ ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมาก เชื่อไปจริงๆว่า ความเลวร้ายทั้งหมดนี้เกิดจากอิทธิพลของสื่อ ดูคุณ "นาย ก" เป็นตัวอย่าง มันน่าแปลกนะครับที่คุณ "นาย ก" ไม่คิดจะเรียกร้อง "หน้าที่" เอาจากพ่อแม่ผู้ปกครองพวกนี้เลย เขากลับบอกว่าสื่อผิดที่นำเสนอสิ่งยั่วยุ สร้างกระแส ผู้ชมอย่างผมก็ผิดที่ไปสนับสนุนสื่อเหล่านั้น ทุกคนผิดหมดเลย ยกเว้นแต่ตัวพ่อแม่ผู้ปกครองที่บกพร่องใน "หน้าที่" ของตัวเอง โดยที่ลืมกันไปว่า เด็กจะมีสุขภาพจิตที่เข้มแข็งพอที่จะไม่หวั่นไหวกับกระแสหรือสิ่งยั่วยุกันได้แค่ไหน มันก็ขึ้นอยู่กับประสพการณ์และความสัมพันธ์ในครอบครัวเป้นอันดับแรก

ถ้าพิจารณาถึงหน้าที่ๆพวกพ่อแม่ผู้ปกครองเหล่านั้นต้องปฏิบัติ ทั้งหน้าที่ในการให้การอบรมดูแลลูกๆอย่างเหมาะสม กับหน้าที่ในการให้ความเคารพสิทธิของผู้อื่น พวกเขาสอบตกกันทั้งสองข้อเลยครับ แต่ก็น่าแปลกที่พวกนักการเมืองกลับปฏิบัติกับคนเหล่านี้เหมือนกับเป็นพลเมืองขั้นสูงสุด สื่อกระแสหลักก็มักจะให้ความสนใจและเปิดพื้นที่ให้คนพวกนี้แสดงความคับแคบออกมาอยู่เสมอ ปล่อยให้คนพวกนี้ตั้งข้อเรียกร้องเอาได้กับทุกๆคน แทนที่จะให้รับผิดชอบกับความผิดที่ทำ ถ้าพวกเขาไม่มีปัญญาอบรมลูกๆให้เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์กันอย่างเป็นเวล่ำเวลา ก็เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาจัดระเบียบร้านเน็ต ทีนี้ คนที่มีธุระจะต้องส่งอีเมล์ ถ้าคอมพ์เกิดแฮงค์ขึ้นมาหลังสี่ทุ่ม จากที่เคยไปส่งอีเมล์ได้ที่ร้านเน็ต ก็กลายเป็นว่าต้องรอจนถึงเช้าวันต่อไปเพราะร้านเน็ตในต่างจังหวัดเดี๋ยวนี้ปิดหลังสี่ทุ่ม ถ้าพวกพ่อแม่พวกนั้นไม่อยากให้ลูกเข้าเว็บลามก แทนที่จะซื้ออุปกรณ์มาติดตั้งเพื่อบล็อคเว็บในเครื่องคอมพ์ของตัวเอง กลับเรียกร้องให้กระทรวงไอซีทีเข้ามาบล็อคเว็บ โดยลืมไปว่า ผู้ที่บรรลุนิติภาวะคนอื่นๆก็มีสิทธิจะเข้าเว็บโป๊หรือเว็บอะไรก็ได้ที่เขาอยากเข้า บนความเสี่ยงของตัวเองที่จะต้องเจอไวรัส เวลาที่พวกผู้ปกครองเหล่านี้ไม่สามารถอบรมลูกให้อย่างรู้จักแบ่งเวลา ก็มาเรียกร้องให้รัฐจัดระเบียบสังคม โดยไม่ต้องไปสนใจว่า ผู้บรรลุนิติภาวะที่ทำงานกะกลางคืนจะมีเวลานั่งดื่มได้แค่ชั่วโมงเดียว และคนหลายคนต้องตกงาน พวกกิจการเล็กๆอย่างร้านรวงที่ขายอาหารช่วงดึก ไปจนถึงพวกขับแท็กซี่ต้องสูญเสียรายได้ ถ้าพวกเขากลัวว่าลูกๆจะได้ดูหนังโป๊แล้วหมกมุ่นในเรื่องเพศ ก็หันมาร้องเรียนให้มีการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์กันอย่างเข้มงวด แทนที่จะตระหนักว่า ถ้าลูกเขาหมกมุ่นกับมันมากเกินไป ก็คงจะเป็นเพราะการปิดกั้นด้วยกรอบความคิดทางศีลธรรมอันคับแคบของพวกเขาเองนั่นแหละ ที่ทำให้ลูกๆกลายเป็นพวกเก็บกดทางเพศ หรือบางทีพวกเขาคงจะลืมไปว่า ตัวพวกเขาเองเกิดมาบนโลกกันได้ยังไง

คงเป็นเพราะการเป็นผู้ปกครองให้กับเยาวชนของชาติในประเทศนี้มันง่ายและมีอภิสิทธิอันอย่างล้นเหลืออย่างนี้นี่เอง "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" จึงสามารถพบเห็นได้ทั่วไปจนเป็นเรื่องธรรมดา ก็เพราะการตัดสินใจจะสร้างครอบครัวกันโดยไม่ยั้งคิดมันทำกันได้เหมือนเป็นเรื่องธรรมดานี่แหละครับ ถึงแม้ว่าจะปิดกั้นสื่อทุกชนิด ประเทศนี้ก็คงจะไม่มีวันขาดแคลน "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" หรอกครับ ตราบใดที่พวกพ่อแม่ผู้ปกครองเหล่านั้นยังไม่หยุด "ปัมป์" ปัญหาออกมาบนโลกนี้กันไม่หยุด และไม่เคยตระหนักว่าตนเองนั่นแหละเป็นพวกที่คอยสร้างปัญหาให้ทุกๆคนคอยแบกรับ และยังไม่มีใครเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจ "แก้ปัญหาให้ตรงจุด" ด้วยการ "กำหนดบทลงโทษทางอาญา" กับพ่อแม่ของเด็ก ถ้ามีอาชญากรรมใดๆเกิดขึ้นโดยที่เด็กเป็นผู้ก่อคดี เพราะพวกผู้ปกครองเหล่านั้นควรจะมีความผิดฐาน "ละเลยหน้าที่" ในการให้การอบรมที่เพียงพอ และบทลงโทษนี้จะเป็นการดึงให้พวกผู้ปกครองที่ไม่รู้จักหน้าที่เหล่านั้นให้หันมาทำหน้าที่ของตัวเองกันให้มากขึ้น หรืออย่างน้อย มันจะช่วยให้คนที่คิดจะเป็นพ่อแม่ต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน ไม่ใช่ว่ามีกันไปเรื่อย โดยไม่ยั้งคิด พอมีปัญหาขึ้นมา ก็ออกมาโวยวาย เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันเสียสละเพื่อส่วนรวม

ด้วยทัศนคติที่ให้ความสำคัญกับคำว่าเพื่อส่วนรวมนี่แหละครับ พวกนักจัดระเบียบทั้งหลายมีอำนาจการควบคุมเพิ่มมากขึ้นทุกที สามารถเข้ามาก้าวก่ายกิจกรรมได้แม้แต่ในพื้นที่ๆเป็นส่วนตัวที่สุด ความเป็นระเบียบในสังคมที่ต้องแลกมาด้วยเสรีภาพแห่งการเฉลิมฉลองการมีชีวิต หาความรื่นรมย์กับชิวิต (โดยที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น) ถ้าแม้แต่เสรีภาพในการมีความสุขมันยังหากันไม่ได้ เราก็คงจะไม่ต้องเสียเวลาไปพูดเรื่องเสรีภาพทางการเมืองทั้งหลายแหล่นั่นหรอกครับ เพราะเสรีภาพ แม้ว่าเราจะจัดมันให้อยู่ในเรื่องใด มันก็ยังคงเป็นเสรีภาพ ในสังคมที่ศิวิไลซ์เขาไม่แยกกันหรอกครับระหว่างเสรีภาพทางการเมืองกับเสรีภาพส่วนบุคคล เพราะมันก็คือเสรีภาพอันเดียวกัน แต่พิจารณากันคนละแง่มุมเท่านั้น และเรื่องทุกเรื่องไม่ว่ามันจะเล็กหรือเป็นส่วนตัวขนาดไหนก็ตาม มันสามารถจะเป็นประเด็นทางการเมืองได้ทั้งนั้น ถ้าปล่อยให้ฝ่ายที่มีอำนาจเข้ามาก้าวก่ายกับเสรีภาพในเรื่องส่วนตัวกันได้แล้ว ก็เท่ากับว่าเราปล่อยให้พวกเขารุกคืบเข้ามาได้เรื่อยๆ ตราบใดที่เรายอมตามข้อเรียกร้องด้วย "ความเชื่อ" ที่ว่า ควรจะเสียสละด้วยการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ไม่จำเป็นเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม หรือ "ถ้าไม่ได้ดูหนังมันก็คงไม่ถึงกับตาย" แต่ก็ต้องไม่ลืมนะครับว่า ถ้าคิดได้เช่นนั้น บางที "ความสุขในชีวิต" มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นได้เช่นกันครับ เราสามารถจะอยู่ไปเรื่อยๆ อยู่ไปวันๆโดยที่ไม่มีความสุขเลย มันก็คงไม่ถึงกับตายหรอกครับ แค่อยู่เพื่อรอวันตายแค่นั้นเอง และความสุขของทุกๆคนก็แตกต่างกันไป ไม่ควรจะปล่อยให้คนอย่างคุณ "นาย ก" มาเที่ยวบอกคนนู้นคนนี้ว่า ความสุขที่ถูกสุขอนามัย มันเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าทุกคนควรจะเป็นเหมือนเขา หรือคิดได้ไม่เกินไปจากที่เขาคิด ใช่ไหมครับ? เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นละก็ ใครก็ตามที่มีระดับไอคิวเกินห้าสิบก็ควรจะขอวีซ่าเพื่อให้ได้อยู่ในประเทศนี้กันหมดแน่



["ยังไม่ได้อ่านตัวเต็มของพ.ร.บ. แต่ถ้าทำให้หนังแย่ ๆ ขาดความรับผิดชอบต่อ สังคมไม่สามารถออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะได้ก็ขอสนับสนุนครับ หนังแย่ ๆ ไม่รับผิดชอบต่อสังคมก็คือหนังที่ตอนก่อนจะสร้างใช้วิธีนึกเอาว่าดี ระหว่างสร้างรู้ว่าขายไม่ออกแน่ ๆ เพราะทำไม่เป็นสื่อไม่เป็น บทแย่จริง ๆ คิด ไม่ออกเลยใช้วิธีมักง่ายเช่น แทรกฉากผู้หญิงแก้ผ้า แทรกคำหยาบ แทรก ฉากรุนแรง เพื่อให้หนังขายได้ สังเกตุได้จากหนังหลายเรื่องถ้าไม่มีฉากพวกนี้เรื่องจะสื่อได้ตรงและชัดกว่า เอา เวลาที่จะเสียไปกับฉากพวกนี้ไปเน้นด้านอื่นจะทำให้หนังดีกว่าเช่นเน้นการถ่ายทอด อารมณ์บวกกับการลำดับเรื่องจะดีกว่า" ]

หนังไม่ได้มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมนะครับ เพราะทุกๆคนต่างก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองกันทั้งนั้น ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องเลวร้ายต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมก็คือตัวผู้ก่อเหตุเองนั่นแหละครับ ไม่ใช่จะมามั่วโยนความผิดให้กับหนังที่ผมดู

ผมมองไม่เห็นว่า ถ้าผู้ชมต้องการจะชมภาพยนตร์เพื่อรับความบันเทิงที่มาพร้อมกับความอนาจารล้วนๆ มันผิดที่ตรงไหน พวกผู้ชมไม่ได้ดูหนังกันเพื่อรับการสั่งสอนเรื่องศีลธรรมเพียงอย่างเดียวนะครับ ถ้าต้องการจะเรียนศีลธรรมก็ต้องเข้าวัดสิครับถึงจะถูก และการปลูกฝังให้เชื่อเรื่องศีลธรรม โดยไม่มีการตั้งคำถามถึงนัยยะแห่งอำนาจที่แฝงอยู่ในคำสอนเหล่านั้น ผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะมันก็ไม่ต่างอะไรกับความเชื่อที่ปราศจากความคิด มันทำให้เราสามารถเที่ยวไปฟันธงตัดสินใครต่อใครกันได้ โดยไม่ต้องไปมองถึงเงื่อนไขที่ทำให้แต่ละคนต้องมาเป็นอย่างที่พวกเขาเป็น

หนังก็เช่นเดียวกับผลงานด้านศิลปะและการบันเทิงอื่นๆนะครับ หน้าที่มันก็คือการนำเสนอมุมมองและจินตนาการของผู้สร้าง ซึ่งมันกว้างไกลเกินกว่าจะจับมายัดใส่ลงในกรอบอันคับแคบของคุณ "นาย ก" ไว้ได้หมดนะครับ มุมมองและจินตนาการสามารถนำเสนอออกมาได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งข้อดีของความหลากหลายก็คือ มันสามารถสนองตอบความหลากหลายของผู้รับได้เช่นเดียวกัน ผู้รับบางคนอาจจะต้องการชื่นชมกับสุนทรียะภาพทางศิลปะ บางคนอาจจะต้องการสิ่งที่กระตุ้นจินตนาการ บางคนอาจจะต้องการปลดปล่อยอารมณ์ หรือ บางคนก็อาจจะต้องการแค่ความบันเทิงเพื่อหลบหนีความเป็นจริง

จะเห็นได้ว่าผลงานที่นำเสนอในรูปแบบและเนื้อหาที่หลากหลายนั้น ล้วนเป็นไปเพื่อตอบสนองความหลากหลายของผู้รับ ซึ่งก็เป็นตัวสะท้อนถึงความหลากหลายทางความต้องการและทางความคิดของคนในสังคมได้เป็นอย่างดี ถ้าต้องการให้สื่อนำเสนอผลงานตามข้อกำหนดอันคับแคบของคุณ "นาย ก" มันมีอยู่เพียงทางเดียวที่จะทำได้ก็คือ ต้องลดทอนความหลากหลายทางความคิดของผู้คนในสังคมลงไป ให้ทุกๆคนคิดได้แค่ในระดับเดียวกับคุณ "นาย ก" นั่นแหละครับ ไม่ควรจะคิดได้เกินไปจากนั้น

ถ้าทำได้ ผมว่ามันอันตรายมากนะครับ ความคิดและความต้องการที่หลากหลายนี่ไม่ใช่หรือครับที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาความลุ่มลึกทางความคิด และช่วยให้สังคมได้มีวิวัฒนาการไปสู่ระดับที่ซับซ้อนขึ้น ถ้าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือ การเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นๆ มันเริ่มขึ้นมาจากวาบความคิดของใครบางคนแล้วละก็ จุดเริ่มต้นของความคิดและจินตนาการก็ต้องเป็นการรับรู้ใช่ไหมครับ เพราะแต่ละครั้งที่เราคิด เราจะเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆที่เรารับรู้มาจากอดีต ถ้าการรับรู้ถูกตัดตอนลงด้วยการเซ็นเซอร์ เท่ากับว่าเราตัดตอนวิวิฒนาการทางสังคมไปด้วยพร้อมๆกันเลยนะครับ

[หนังที่ได้รางวัลไม่ได้แปลว่าดีทุกเรื่อง ผมสงสัยว่าได้รางวัลอะไร ส่งเข้าประกวดยังไง มีหนังเรื่องอะไรบ้างที่เข้าประกวด มีวิธีตัดสินยังไง หลักเกณฑ์ยังไง และถ้าการ ตัดสินนี้ไม่ได้มีการวัดผลกระทบทางสังคม ด้วยผมว่าแย่น่ะ รางวัลอย่างนี้ ไม่น่ายินดี ออกจะน่ารังเกียจด้วยซ้ำ ]

ที่เขาเขียนนี่มันทำให้ผมนึกไปถึงรายชื่อหนังสือต้องห้ามของทางวาติกัน องค์กรศาสนาที่เคยก่อสงคราม ล่าแม่มด สั่งประหารกาลิเลโอ แต่ชอบทำตัวเป็นผู้พิทักษ์ศีลธรรมด้วยการทำรายชื่องานวรรณกรรมที่พวกเขาเห็นว่ามันส่ง "ผลกระทบ" ทางด้านศีลธรรมต่อสังคม แล้วห้ามไม่ให้ชาวแคธอลิคอ่านหนังสือเหล่านั้น แต่เมือดูในรายชื่อ ก็จะพบชื่องานวรรณกรรมระดับคลาสสิคมากมาย อย่าง งานของ John Milton Leo Tolstoy Gustave Flaubert Emile Zola Voltaire ฯลฯ

นี่คือผลของการปล่อยให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องศิลปะทางด้านวรรณกรรม มาทำการตัดสินคุณค่าของงานวรรณกรรม ด้วยข้ออ้างทางด้านผลกระทบต่อสังคม การโดดลงไปตัดสินสิ่งต่างๆ โดยที่ไม่มีความรู้ในสิ่งที่กำลังตัดสินนั่นเลย ผมว่าพฤติกรรมอย่างนี้ควรจะต้องเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจมากกว่าผลงานที่นำเสนอเสียอีก

ถ้าจะนำเอาข้ออ้างทางด้าน "ผลกระทบต่อสังคม" เข้ามาพิจารณาว่าอะไรควรหรือไม่ควรจะได้รับการเผยแพร่แล้วละก็ ด้วยข้ออ้างนี้มันเปิดโอกาสให้นักผูกขาดด้านศีลธรรมเข้าไปแทรกแซงกระบวนการสร้างสรรค์ในเรื่องต่างๆได้อย่างครอบจักรวาลเลยครับ ไม่แต่เฉพาะการสร้างสรรค์งานภาพยนตร์เท่านั้น แต่รวมไปถึงงานด้านศิลปะ และผลงานด้านวิชาการแทบทุกแขนงเลยครับ

มันจะเป็นยังไง ถ้าในยุคที่ ชาร์ล ดาร์วิน นำเสนอทฤษฎีการวิวัฒนาการและการคัดสรรทางธรรมชาติ มีพวกผู้ผูกขาดด้านศีลธรรมเข้ามาบอกให้เขาเลิกเผยแพร่ เพราะมันจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อทางศาสนา และทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรศาสนา (ซึ่งถือได้ว่าเป็นเสาหลักของชุมชนในยุคนั้น เหมือนกับที่คุณ "นาย ก" กล่าวว่า วัดคือเสาหลักของชุมชนในชนบทของไทยในยุคนี้) ถ้าข้ออ้างนี้มันใช้ได้ผล บางทีคนในยุโรปอาจจะยังเชื่อกันอยู่ว่าพระเจ้าสร้างโลกและสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ต่างๆขึ้นมาในเจ็ดวัน หรือถ้าจะบอกว่า ไอน์สไตน์ไม่ควรนำเสนอทฤษฎีสัมพันธภาพ เพราะจะมีการนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตระเบิดนิวเคลียร์ ถ้าจะปิดกั้นทฤษฏีนี้ ก็คงต้องย้อนไปปิดกั้นทฤษฎีอื่นๆที่เป็นพื้นฐานในการพัฒนาทฤษฎีนี้ อย่าง ทฤษฎีฟิสิกส์ของนิวตัน หรือ ทฤษฎีแคลคูลัสของไลบ์นิช มันก็โอเคละครับว่ามีการนำทฤษฎีสัมพันธภาพไปใช้ผลิตอะตอมมิคบอมพ์จริง แต่เดาว่าคุณ "นาย ก" คงจะแยกแยะไม่ออกระหว่าง ผู้คิดค้นทฤษฎีเพื่อค้นหาความจริง ผู้ที่นำความจริงไปดัดแปลงเพื่อประยุกต์ใช้ กับผู้ที่ใช้ประดิษฐ์กรรม เขาคงจะแยกไม่ออกระหว่างผู้ที่คิดค้นทฤษฎี กับ ผู้ออกคำสั่งทิ้งระเบิด เรียกได้ว่าเป็นการระบุต้นตอของปัญหาที่ผิดตำแหน่งไปไกลทีเดียวครับ

หนัง ก็เช่นเดียวกับศิลปะแขนงอื่นๆ มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้เราได้เข้าใกล้ความจริงเหมือนวิทยาศาสตร์ แต่ก็อย่างที่ได้เรียนไปแล้วว่า มันสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนหลายๆคนได้ และแรงบันดาลใจก็สามารถส่งผ่านข้ามแขนงวิชาได้เช่นกันครับ

****** ทางดีที่ พวกผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศน่าจะเชิญคุณ "นาย ก" ไปเป็นคณะกรรมการ หรือน่าจะมาเข้ารับฟังคำแนะนำเรื่องผลกระทบทางสังคมของเขาดู เพราะดูเขาจะมั่นใจในความไม่รู้ของเขาเสียเหลือเกิน ******

PC'S COMMENTS ON THAI CENSORSHIP (1)

PC has left a great comment on Thai censorship in Bioscope webboard. I like his comments a lot, so I copy them and post them here. His comments are the reply to some evil comments in Pantip webboard. I put the evil comments in square brackets.
http://www.bioscopemagazine.com/smf/index.php?topic=694.30


***** เหลือเชื่อเลยใช่ไหมครับ ใครก็ตามที่มีไอเดียอย่างนี้ได้ ย่อมแสดงว่าพวกเขาควรค่าที่จะได้รับรางวัลดาร์วินเป็นอย่างยิ่ง ความเห็นแบบของเขานี่แหละครับ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาในประเทศไทยได้เป็นอย่างดีเลยครับ เห็นได้ชัดว่า การปลูกฝังเรื่องการปิดกั้นอย่างเป็นระบบ สำหรับบางคน มันใช้ได้ผลเป็นอย่างดีทีเดียวครับ *****

ที่จริงแล้วยังมีความเห็นของเขา ในอีกกระทู้หนึ่ง ที่คุณ merviellesxx นำกระทู้ของคุณ MdS ที่เป็นบทสัมภาษณ์ของลัดดาในนิวยอร์คไทม์ไปโพสท์ไว้ในพันธ์ทิพย์ แต่ผมลองเข้าไปดูอีกครั้งก็หาไม่เจอ สงสัยว่าโดนลบไปแล้ว ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนลบ ที่จริงไม่น่าจะไปแจ้งลบความเห็นของเขาเลยนะครับ เพราะทำอย่างนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรจากการเซ็นเซอร์ และยังตัดโอกาสของทุกๆคนในการวิเคราะห์วิธีการให้เหตุผลของเขา และชี้จุดบกพร่อง หรืออย่างน้อยก็ให้ความบกพร่องเหล่านั้นประจานตัวมันเองไปเรื่อยๆ เป็นผมๆคงไม่ทำ

ผมว่ามันน่าทึ่งมากเลยครับที่เรายังต้องมาทนอยู่ร่วมสังคมกับคนอย่างนี้ ที่แย่ก็คือ ในสังคมนี้ กลุ่มคนที่มีความคิดอย่างคุณ “นาย ก” มักจะใหญ่กันเสียเหลือเกิน ความคิดเห็นของพวกเขาก็มักจะได้รับการตอบรับจากผู้ที่มีอำนาจอยู่เสมอ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ระบบคิดของคนเหล่านี้มันสอดคล้องกันอย่างพอดิบพอดีกับความต้องการของฝ่ายที่มีอำนาจอยู่ในมือ เพื่อที่จะเข้ามากำหนดเงื่อนไขในการมีเสรีภาพกับทุกๆคนกันไปได้ทุกๆเรื่อง แม้แต่เรื่องที่อยู่ในพื้นที่ๆควรจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สุด ผมไม่ค่อยแปลกใจหรอกครับว่า ในสังคมนี้ ทำไมจึงมีแต่คนพวกนี้ที่เสียงดังกันได้อยู่ฝ่ายเดียว

ก็คงจะเป็นเพราะอย่างนี้แหละครับ ผู้รักการชมภาพยนตร์ทุกๆท่านก็เลยต้องมามีชีวิตอยู่ภายใต้กฎหมายเซ็นเซอร์ (อาจจะต้องรวมกฎหมายอื่นๆ ที่นอกเหนือจากกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการชมภาพยนตร์ด้วย) ที่ถูกเขียนขึ้นจากกรอบความคิดของคนเหล่านี้ และหน่วยงานภาครัฐ อย่างศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ก็คือตัวอย่างหนึ่งในหลายล้านตัวอย่างของสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจนเป็นรูปธรรม เพื่อสนองความต้องการให้กับคนเหล่านี้โดยเฉพาะเลยครับ

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า องค์กรภาครัฐอย่างกองเซ็นเซอร์และศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมนี้ ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประชาชนที่ยอมรับความชอบธรรมในการดำรงอยู่ของมัน อย่างพวก เครือข่ายภาคประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูป เครือข่ายผู้ปกครอง ครู นักการศึกษา รวมถึงนักวิชาการบางกลุ่ม ซึ่งผมเชื่อว่าคุณ “นาย ก” ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนพวกนี้ (ที่จริงแล้ว การสนับสนุนอาจจะต้องรวมไปถึงการจำใจยอมรับการถูกลิดรอนโดยที่ไม่มีการออกมาคัดค้านหรือต่อต้าน เหมือนอย่างที่ผมกับอีกหลายๆคนก็กำลังทำกันอยู่ในเวลานี้)

และผมเห็นว่า เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องให้ความสนใจกับระบบคิดของคนเหล่านี้ ว่าพวกเขาคิดกันอย่างไร ถึงได้คิดจะคาดหวังให้ทุกๆคนต้อง “ลดตัว” ลงให้ต่ำได้ในระดับเดียวกับพวกเขา ด้วยการยอมรับสภาพการขาดเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และยังต้องเชื่อมั่นในความชอบธรรมของมัน ตามเหตุผลที่เชื่อมโยงกันแบบมั่วๆของเขา ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณๆ “นาย ก” เป็นอย่างยิ่งเลยครับที่อุตสาห์ออกมาแสดงความเห็นให้ดูเป็นตัวอย่าง ให้ทุกๆคนได้ประจักษ์ว่าตรรกะของคนพวกนี้มันเละเทะกันได้ขนาดไหน

จากความเห็นทั้งหมดของคุณ “นาย ก” เห็นได้ชัดเลยนะครับว่าเขาเป็นผู้ที่สนับสนุนการแบนและการเซ็นเซอร์ อย่างที่เขาได้เขียนเอาไว้ว่า “อยากจะตอบทุกความเห็นเพราะสามารถอธิบายได้หมด” แต่เมื่อลองดูการให้เหตุผลที่เชื่อมโยงกันแบบมั่วๆของเขา ผมเองก็เคยคิดอยู่เหมือนกันนะครับว่า ถ้าเขาเป็นผู้ที่ต่อต้านการเซ็นเซอร์ และแสดงความเห็นเหล่านี้ออกมาเพื่อสวมรอยฝ่ายที่สนับสนุนการเซ็นเซอร์ ผมจะถือได้ว่าเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลดีทีเดียวครับที่จะทำให้กลุ่มผู้ที่สนับสนุนการเซ็นเซอร์มีภาพลักษณ์ที่น่ารังเกียจยิ่งขึ้น แต่ถ้าการแสดงความเห็นของเขา เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจละก็ มันจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงความหมายของคำว่า Ignorance at Its finest ได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียวครับ ผู้ที่คิดได้ถึงขนาดนี้ต้องนับได้ว่าเป็นหนึ่งในประชากรกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นที่ต้องการของรัฐเผด็จการทุกรูปแบบ

เท่าที่ได้อ่านมาทั้งหมด ก็คงจะพอสรุปได้ว่า คุณ “นาย ก” ถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้สร้างภาพยนตร์และบริษัทจัดจำหน่าย ที่จะต้องหลีกเลี่ยงการนำเสนอผลงานที่เขาคิดไปเองว่าจะส่งผลกระทบต่อสังคม รวมไปถึงผู้ชมอย่างผมและทุกๆท่านในที่นี้ที่จะต้องมีหน้าที่ในการงดให้การสนับสนุนผลงานที่เขาเห็นว่าอาจจะเป็นไปในทิศทางที่ยั่วยุให้เกิดพฤติกรรมด้านลบ ที่นี้ผมจะลองยกความเห็นบางส่วนมาลองนั่งศึกษาดู เอาแบบไม่เรียงลำดับนะครับ ทุกท่านน่าจะลองทำกันบ้าง ผมว่ามันก็น่าสนุกดีนะครับ

ก่อนอื่น ผมขอยกความเห็นช่วงท้ายๆ อย่างย่อหน้าข้างล่างนี้มาให้พิจารณาร่วมกันก่อนนะครับ ผมว่ามันบอกอะไรเราได้เยอะเลยครับ

["อธิบายด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ง่าย ๆ ตลาดเรามีเพราะคนพร้อมที่จะจ่ายเงินถ้าหนังมีคุณภาพ แต่ปัญหาเดียวคือเราไม่มีผู้ผลิตครับ คนที่ไม่มีฝีมือในการผลิต เราไม่ถือว่าเป็นผู้ผลิตน่ะครับ เหรอพูดอีกนัยหนึ่งก็คือคนที่เรียนนิเทศน์ส่วนมากเป็นพวกที่สอบไม่ติดแพทย์ ไม่ติดวิศวะ คิดไม่ออก เรียนนิเทศน์ดีกว่าไม่มีเลขด้วยสบายใจ ถ้าคุณทำงานฝ่ายบุคคลคุณจะรู้เลยว่าคนต่างกันคุณภาพงานต่างกัน"]


Oiiii !?!!??!!!??!!?! สุดยอดไปเลยครับ !!!!!! เป็นความเห็นที่แสดงความสิ้นคิดในตัวมันเองได้อย่างหน้าด้านๆ !!!!! ผมว่าความเห็นนี้ (โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ) ตลกกว่ามุขของคุณ โน๊ต อุดม แต้พานิช ที่คุณ "นาย ก" กล่าวถึงหลายเท่าเลยครับ นี่เขาคงไม่คิดมั้งครับว่าความรู้ในแต่ละสาขาวิชาต่างก็มีความลึกซึ้งในแบบฉบับของตัวมันเอง เช่นเดียวกับตัวผู้เรียน

ทีนี้ให้ผมลองคิดตามวิธีคิดของคุณ "นาย ก" ดูนะครับ ขอย้ำครับว่าตามวิธีคิดของเขานะครับ ไม่ใช่ผม

คือถ้าผมต้องทนดูหนังห่วยๆ ที่เขียนบทโดยเด็กนิเทศน์ที่ขาดทักษะทางคณิตศาสตร์แล้วละก็ ถ้างั้น ทำไมผมจะต้องเอาเสรีภาพในการรับรู้ของผมไปอยู่ใต้มาตรฐานห่วยๆของหน่วยงานอย่างศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ที่บริหารงานโดย "อดีตนางรำ" อย่างคุณลัดดาด้วยละครับ

ได้ยินมาว่าพวกนางรำอย่างคุณลัดดาก็มาจากพวกนักเรียนนาฏศิลป์ สรุปก็คือไม่ต้องเก่งทั้งเลขและไม่ต้องเก่งทั้งภาษา เอาแค่ร้องรำทำเพลงได้ก็พอ ใช่ไหมครับ

ก็คงจะเป็นเพราะด้อยเรื่องภาษาด้วยมั้งครับ พูดจาอะไรออกมาแต่ละทีก็มักจะแสดง "ปมด้อยทางปัญญา" ออกมาได้เรื่อยๆ เวลาที่คุณลัดดาสื่อสารกับสื่อ ก็มักจะให้ข้อมูลที่ค่อนข้างสับสน แล้วก็ยังชอบโบ้ยให้เป็นความสับสนของสื่อได้เป็นประจำ

บังเอิญว่าผมไม่ได้มองอะไรได้ตายตัวขนาดนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากนะครับผู้ที่เคยคลุกคลีกับวงการศิลปะอย่างคุณลัดดาจะสามารถสร้างความเสียหายกับแวดวงศิลปะร่วมสมัยได้มากมายขนาดนี้

ดูคุณ "นาย ก" จะมีวิธีคิดที่ค่อนข้างจะเป็นสูตรสำเร็จในการตัดสินคุณค่าของผลงาน และตัวบุคคลผู้สร้างผลงานเลยทีเดียวนะครับ คะแนนเอ็นฯ ที่ตัดสินคุณค่าของทุกๆคนด้วยความสามารถในการทำข้อสอบ ด้วยมาตรฐานอันนี้ เราจึงสามารถนำคะแนนสอบ (ที่วัดกันเฉพาะวิชาสายสามัญเป็นหลัก) ไปใช้ตัดสินความสามารถและผลผลิตทางปัญญาเอาได้กับทุกเรื่อง แต่น่าแปลกอย่างหนึ่งนะครับ ที่ในต่างประเทศ มหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียงทางด้านสาขาวิชาภาพยนตร์และเป็นแหล่งผลิตบุคลากรอันทรงคุณค่าต่อศิลปะวิทยาการทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ของโลก กลับไม่นำเอาผลการเรียนในวิชาสายสามัญมาเป็นตัวกำหนดในการคัดคนเพื่อเข้ารับการศึกษาเลยครับ

ถ้านำผลการเรียนในโรงเรียนมาเป็นตัวตัดสินความสามารถในการนำเสนอผลงานภาพยนตร์แล้วละก็ ผมว่า ผู้กำกับอย่างสตีเฟ่น สปีลเบิร์ก ผู้ซึ่งมีผลการเรียนในระดับไฮสคูลค่อนข้างแย่ ก็คงจะไม่มีสิทธิได้นำเสนอจินตนาการและความคิดฝันของเขาออกมาเป็นภาพให้เราได้ชมกันหรอกครับ นี่แค่ตัวอย่างที่พอจะเห็นกันได้ชัดๆนะครับ ว่า ถ้ามีการตัดสินคุณค่ากันตามมาตรฐานของคุณ "นาย ก" ขึ้นมาจริงๆ เราคงจะสูญเสียโอกาสในการได้รับ "แรงบันดาลใจทางด้านจินตนาการ" จากนักสร้างภาพยนตร์ผู้มีพรสวรรค์ไปมากทีเดียวครับ เพราะมีอยู่หลายท่านที่ไม่ได้ผ่านการศึกษาด้านภาพยนตร์จากการศึกษาในระบบเลย แต่ผมเชื่อว่า คำว่า "แรงบันดาลใจทางด้านจินตนาการ" คงไม่เคยถูกนับรวมอยู่ในระบบความคิดของเขาเลย แม้ว่าจินตนาการจะเป็นแหล่งที่มาของศิลปะวิทยาการแทบทั้งหมดของมวลมนุษย์ชาติก็ตาม

ผมยังมีข้อสงสัยอีกอย่างเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของการวัดผลด้วยคะแนนสอบ มันสามารถตัดสินความสามารถได้อย่างถูกต้องแม่นยำอย่างที่คุณ "นาย ก" คิดจริงๆหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ ว่ามันสามารถจะทดสอบระดับสติปัญญา หรือมันทดสอบได้แค่ความสามารถในการเรียนรู้ในแต่ละสาขาวิชา หรือ การวัดผลอย่างหยาบๆของมันใช้บอกได้แค่เพียงสามารถในการ "ทำข้อสอบ" เท่านั้น เคยมีการสอบวัดผลทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กนักเรียนในระดับมัธยมทั่วโลก ปรากฏว่า คะแนนสุงสุดเป็นของนักเรียนสิงคโปร์ แต่ทำไมผมไม่เคยได้ยินว่า สิงคโปร์ได้ผลิตนักคิดทางด้านคณิตศาสตร์ หรือ ผลิตทฤษฎีคณิตศาสตร์ใหม่ๆออกมาเลยล่ะครับ ยังคงต้องแบมือรับองค์ความรู้จากบรรดาประเทศตะวันตกที่ผู้นำของพวกเขากล่าวหาว่า เป็นแหล่งที่มาของเสรีภาพอันเสื่อมทราม แม้แต่การเรียนการสอนทางด้านคณิตศาสตร์ ก็ยังต้องไปขอดูงานในประเทศที่มีระดับคะแนนสอบที่ต่ำกว่า จำได้ว่า เมื่อปลายทศวรรษที่เก้าสิบ รัฐบาลสิงคโปร์ส่งนักวิชาการด้านการศึกษาไปดูงานที่สหรัฐ เจ้าหน้าที่สหรัฐถามว่าทำไมต้องมาดูงานที่นี่ทั้งๆที่เด็กๆของพวกคุณมีระดับคะแนนคณิตศาสตร์ที่ดีเยี่ยม เจ้าหน้าที่ของสิงคโปร์ได้แต่ตอบกลับไปว่า เด็กของเรารู้แค่เฉพาะเรื่องเทคนิค แต่ไม่ค่อยรู้ระบบตรรกะเบื้องหลังเทคนิคเหล่านั้นกันหรอก

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าคุณ "นาย ก" เรียนสาขาอะไรมา เอาเป็นว่าคงจะเป็นแพทย์ก็แล้วกัน ผมเองก็เรียนมาทางวิศวะ คณิตศาสตร์ก็พอจะรู้เรื่องบ้าง งูๆปลาๆ เพราะคะแนนสอบมักจะอยู่ระดับหางแถว ผมพอจะบอกได้อย่างหนึ่งว่า เหตุผลหลักอย่างหนึ่งที่ผมเลือกเรียนสาขานี้ เพราะผมไม่ต้องสอบวิชาชีวะวิทยา เพราะขี้เกียจท่องจำ ผมชอบดนตรีมาตลอด แต่ไม่เคยเรียนดนตรีเพราะไม่มีความสามารถในการใช้เครื่องดนตรี และเห็นว่า การอ่านโน๊ตดนตรีเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน (คงคล้ายๆกับที่เด็กนิเทศน์คิดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ..... อย่างที่คุณ "นาย ก" ว่าเอาไว้) ผมก็พอจะพูดได้เช่นกันใช่ไหมครับว่า บางคนที่เลือกเรียนแพทย์ทั้งๆที่อาจจะชื่นชมงานศิลปะ เหตุผลที่ไม่เลือกเรียนศิลปะ คงเป็นเพราะเขาขาดความสามารถในการใช้จินตนาการ หรืออาจจะขาดทักษะในการนำเสนอจินตนาการ หรือไม่แน่ อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นคนที่ไม่เคยมีจินตนาการเลยก็ได้ ใช่ไหมครับ

ผมเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่า ความสามารถทางปัญญาของมนุษย์ในด้านต่างๆ ล้วนมีความเชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกัน สามารถส่งผ่านแรงบันดาลใจให้แก่กัน เช่นเดียวศิลปะวิทยาการในสาขาต่างๆของมนุษย์ที่ล้วนมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน ก็คงจะเป็นอย่างนี้นี่เองที่ทำให้คุณ "นาย ก" คิดไปว่า ความสามารถทางปัญญาของแต่ละคนมันน่าจะมีตัวร่วมที่แสดงถึงความเป็นเอกภาพ และสามารถวัดผลได้ด้วยวิธีการที่ตายตัว อย่างคะแนนสอบของวิชาสายสามัญที่เรียนกันมาในระบบโรงเรียน ด้วยการวัดผลในเชิงปริมาณนี้เอง คุณ "นาย ก" ก็คงจะคิดว่า ถ้าจับเอานักศึกษาแพทย์ให้ไปเรียนนิเทศน์ เราอาจจะได้นักเขียนบทมือฉมังที่สามารถใช้สูตรสำเร็จทางปัญญา เขียนบทหนังดีๆที่ถูกสุขอนามัยต่อผู้ชมได้ โดยที่ไม่ต้องไม่มีภาพโป๊หรือคำหยาบมาปนเปื้อน

ถ้าตรรกะของคุณ "นาย ก" เป็นไปในทำนองว่า ทุกคนมีระดับสติปัญญาที่สอดคล้องกับสาขาวิชาที่ตนเองเลือก บทภาพยนตร์ดีๆย่อมไม่สามารถมาจากเด็กนิเทศน์ที่ปัญญาไม่ดี เพราะผู้ที่เลือกเรียนสาขานี้ไม่มีปัญญาเรียนสาขาวิชายากๆ นั่นก็เท่ากับว่า คุณ "นาย ก" ก็กำลังจัดลำดับทางปัญญาให้กับสาขาวิชาต่างๆด้วยเช่นกันใช่ไหมครับ ว่าวิชาชีพบางสาขาเป็นแหล่งรวมของพวกเหลือเดน พวกที่ความสามารถไม่พอจะผ่านการแข่งขัน ดังนั้นภูมิปัญญาของสาขาอาชีพนั้น (อันเป็นผลผลิตของพวกเหลือเดน) ก็ไม่น่าจะนับว่าเป็นสิ่งที่มีความลึกซึ้งทางความคิด

มันทำให้ผมนึกถึงประวัติศาสตร์ทางดนตรีของยุโรป จากยุคมืดจนมาถึงยุคแสงสว่างทางปัญญา การเป็นศิลปินยังไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร ประพันธกรหลายท่านในยุคก่อนเบโธเฟ่นต่างก็ได้รับการอุปถัมจากราชสำนัก แต่ฐานะของศิลปินเหล่านั้นก็ยังจัดได้ว่าอยู่ในระดับเดียวกับพวกบ่าวรับใช้ เวลามีงานรื่นเริงก็ไม่มีสิทธิได้ร่วมโต๊ะกับพวกแขกรับเชิญ ไม่เว้นแม้กระทั่งโมสาร์ท แม้ว่าทางเลือกในการประกอบอาชีพในยุคนั้นอาจจะยังมีไม่มากเท่ายุคนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเสียเลย แน่นอนครับว่าเราคงบอกไม่ได้ว่าคนอย่าง บาค หรือ โมสาร์ท เป็นพวกเหลือเดน เพียงเพราะเขาไม่ได้ประชีพอาชีพที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์หรือวรรณกรรม หรือมีตำแหน่งอันควรค่ากับการยกย่อง ในเมื่อผลงานศิลปะทางเสียงของพวกเขาก็ส่งผลต่อวิวัฒนาการทางด้านวัฒนธรรมของยุโรป (และอารยธรรมของโลก) อย่างประมาณค่าไม่ได้ อิทธิพลของพวกเขาแผ่ปกคลุมไปไกลเกินกว่าดนตรี และได้ส่งผลในการวางรากฐานทางความคิดต่อนักคิดรุ่นต่อๆมา ที่เติบโตมากับมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขา และแน่นอน ความงาม แพทเทิร์นที่ลงตัวของท่วงทำนอง ได้สร้างแรงบันดาลใจต่อนักคณิตศาสตร์หลายท่าน

คุณ "นาย ก" คงไม่ทันได้คิดน่ะครับว่า องค์ความรู้ทั้งหมดของมนุษย์มีความเป็นเอกภาพ ความรู้ในทุกแขนงต่างมีความสำคัญเท่าเทียมกันและส่วนสนับสนุนและเกื้อกูลกันซึ่งกันและกัน แรงบันดาลใจสามารถจะส่งผ่านข้ามสาขากันได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดนตรีอาจจะส่งผลต่องานวรรณกรรม และงานวรรณกรรมบางประเภทก็อาสร้างแรงบันดาลใจต่อนักวิทยาศาสตร์ อย่างที่งานเขียนประเภทสืบสวนสอบสวนกระตุ้นไอน์สไตนในวัยเด็กให้เกิดความสนใจการแก้สมการทางคณิตศาสตร์เพื่อหาคำตอบ

ความสามารถทางปัญญาของมนุษย์ มันมีความคล้ายคลึงกับองค์ความรู้ทั้งมวลที่มนุษย์มีก็ตรงที่ แม้ว่าจะมีความเป็นเอกภาพ แต่ก็สามารถแสดงตัวออกมาได้หลากหลายรูปแบบ มันไม่อาจจะตัดสินได้ด้วยมาตรฐานอันคับแคบ อย่างข้อสอบเอ็นท์ ที่คุณ "นาย ก" ยกมาตัดสินบุคลากรในวงการภาพยนตร์ รวมทั้งผลงานของพวกเขา ผมเองก็เชื่อว่า ผู้ที่สนับสนุนการเซ็นเซอร์ท่านอื่นๆก็มีมาตรฐานคล้ายๆกันในการตัดสินสิ่งต่างๆ (ไม่ใช่แค่คุณค่าของภาพยนตร์) เป็นมาตรฐานที่เค้นออกมาจากโลกทัศน์อันคับแคบและตื้นเขินเกินกว่าจะมารองรับความซับซ้อนของโลกยุคปัจจุบัน มีแต่คนที่มีโลกทัศน์แบบนี้เท่านั้นนะครับ ถึงจะสนับสนุนวิธีการที่ลดทอนความซับซ้อนของปัญหา อย่างการเซ็นเซอร์ ได้

คุณค่าของบทภาพยนตร์นั้นจริงๆมันก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของตัวภาพยนตร์เองด้วยว่า เป็นไปเพื่อนำเสนองานศิลปะ กระตุ้นสำนึก หรือ นำเสนอ ความบันเทิงที่ผู้ชมต้องการเท่านั้น และผู้ชมก็เป็นผู้เลือกชมตาม "สิทธิ"ที่พวกเขามี ไม่จำเป็นว่าพวกเขาควรจำกัดตัวเองให้มีสิทธิได้รับชมแต่เฉพาะสิ่งที่คุณ "นาย ก" ยอมรับ ตามมาตรฐานอันเรียบง่ายของเขา



[“สิทธิเป็นแค่แนวคิดแนวปฏิบัติไม่ใช่กฏตายตัวเหมือนกับใช้คนให้ไปซื้อของหน้าปากซอยระหว่างทางมีรถขวางทางเข้าออกก็ต้องเดินอ้อม ไม่ใช่ให้เดินเหยียบหลังคารถ บางกฏในทางปฏิบัติทำไม่ได้ บางกฏก็ขัดแย้งกับกฏอื่น ๆ กันเอง อย่างเช่น การเกฏฑ์ทหารก็ถือว่าระเมิดสิทธิ นี้จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมถึงต้องบัญญัติคำว่าหน้าที่และเขียนกำกับไว้เลยว่าสิทธิและหน้าที่ ใช้คำว่าและแปลว่าต้องมีทั้งสองคำขาดคำใดคำหนึ่งไม่ได้

หน้าที่ในที่นี้ก็คือต้องช่วยคนที่ไม่พร้อมก่อน สังคมไทยคนยังไม่พร้อม หน้าที่คุณคือไม่สนับสนุนและต้องลงโทษคนทำหนังพวกนี้ด้วย

ตอนนี้เรายังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถให้หลักประกันได้ว่าหนังเรท 18 คน 10 ขวบจะดูไม่ได้ หน้าที่ของคุณคือไม่ดูหนัง ไม่สร้างหนัง ไม่สนับสนุนให้มีหนังเรท 18 ออกมาในสังคมไทยเพื่ออนาคตเยาวชนของไทย”]

เมื่อดูจากสองย่อหน้าสุดท้ายในส่วนนี้ คุณ “นาย ก” เขียนถึง “คนที่ยังไม่พร้อม” ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาหมายถึงผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ยังไม่พร้อมเพราะขาดความสามารถในการแยกแยะ “สิ่งที่สื่อนำเสนอ” กับ “โลกแห่งความเป็นจริง” หรือเขาอาจจะหมายถึงทั้งสองอย่างรวมกัน ถ้าเป็นเช่นนั้น มันก็เท่ากับว่า พวกเราทุกๆคนจะต้องถูกยัดเยียดหน้าที่ความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมด้านลบของ “ผู้ที่ยังไม่พร้อม” เหล่านั้น ทุกๆครั้งที่พวกเขาก่อเรื่อง ทั้งๆที่พวกเขาเองก็ควรจะต้องมีความรับผิดชอบกับทุกๆการกระทำของตนเอง เช่นเดียวกับคนอื่นๆ

เท่าที่อ่านดู ก็พอจะสรุปได้ว่า มันเป็นความผิดของผมด้วยใช่ไหมครับ? สำหรับอาชญากรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้น ถ้าบังเอิญว่าพวกอาชญากรนั่นเคยดูหนังเรื่องเดียวกับที่ผมเคยดูเข้า เพราะถ้าว่ากันตามหลักของคุณ “นาย ก” การดูหนังเรื่องนั้นอาจจะเป็นการสนับสนุนให้มีการเผยแพร่หนังที่มีเนื้อหาที่ส่อไปในทางยั่วยุ แทนที่ตัวอาชญากรเองจะต้องรับผิดชอบกับผลการกระทำทั้งหมด สื่อและผู้ชมอย่างผมก็ต้องมีส่วนแบกรับความผิดนั้นไว้ด้วย

หรือบางที ก็อาจจะกล่าวได้เช่นเดียวกันใช่ไหมครับ ว่า เป็นความผิดของพวกสื่อที่ถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอล สมาคมฟุตบอลในอังกฤษ ที่จัดการแข่งขันฟุตบอลนัดต่างๆ รวมทั้งพวกเจ้าของทีมฟุตบอล ไล่มาจนถึงนักเตะ เพราะคนเหล่านั้นจะต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมการเล่นพนันบอลของแฟนบอลชาวไทยที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกหนึ่งด้วย หรือที่แน่ๆ คนเหล่านั้นจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เวลาที่มีพวกฮูลิแกนยกพวกตีกันด้วยใช่ไหมครับ เพราะพวกเขานำเสนอการแข่งขันให้กับแฟนบอลที่ “ยังไม่พร้อมทางด้านวุฒิภาวะ” ที่จะสนุกกับการชมกีฬาอย่างสุภาพชน

หรือจะเอาที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกหน่อย จำได้ว่าเคยมีข่าวเล็กๆบนหน้าหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับพระภิกษุรูปหนึ่งที่เฉือนอวัยวะเพศของตนเองทิ้ง เพราะคิดไปว่ามันเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรม ผมก็ไม่แน่ใจว่าพระรูปนั้นไปอ่านหนังสือธรรมะเล่มไหนมา แต่หนังสือธรรมะทุกเล่มก็อ้างอิงมาจากพระไตรปิฎก ซึ่งเป็น “สื่อ” ที่ใช้บันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ทราบว่าคุณ “นาย ก” คิดว่าพระพุทธเจ้ามีส่วนต้องรับผิดชอบด้วยหรือเปล่ากับ "ความไม่พร้อม" ของพระภิกษุรูปนั้นด้วยหรือเปล่า หรือจะพูดได้ไหมว่า ถ้าสื่ออย่างพระไตรปิฎกยังเปิดโอกาสให้มีการตีความให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมาได้ ก็นับได้ว่ายังเป็น “สื่อ” อันตราย ไม่ควรได้รับการเผยแพร่ใช่ไหมครับ? เพราะถ้ามันตกไปอยู่ในมือ “ผู้ที่ยังไม่พร้อม” รายอื่นๆ อย่างพวกเด็กๆ หรือ พวกบกพร่องทางจิต ก็อาจจะส่งผลกระทบที่คาดไม่ถึงออกมาได้เช่นกัน ดังนั้น ทุกๆคนก็ควรจะมีอยู่ชีวิตอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่มีไว้เพื่อปกป้องคนเหล่านั้นไปเรื่อยๆ ใช่ไหมครับ

ถ้าเป็นเช่นนั้น มันน่าดีใจแทนพวกที่ชอบก่อเรื่องนะครับ ที่มีคนอย่างคุณ “นาย ก” คอยหาข้อแก้ตัวให้กับการกระทำของพวกเขา เพราะถ้าพฤติกรรมเหล่านั้นมันเกิดเพราะพวกเขา “ถูกยั่วยุ” จากสิ่งที่ได้ชม นั่นเท่ากับว่า คุณ “นาย ก” กำลังบอกว่า พวกเขาไม่ใช่ต้นตอของความเสียหายที่เกิด สื่อที่นำเสนอสิ่งยั่วยุนั่นต่างหากเป็นต้นตอที่กระตุ้นให้พวกเขาได้ลงมือกระทำเรื่องเสียหายพวกนั้น ถ้าไม่ถูกยั่วยุ พวกเขาก็คงจะไม่ทำ ถ้าเป็นไปตามนั้น ก็เท่ากับว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องแบกรับความรับผิดชอบกับการกระทำของพวกเขาทั้งหมดด้วย เพราะยังไงเสีย พวกเขาก็สามารถจะโยนความผิดบางส่วนไปให้กับสื่อที่พวกเขาเลือกที่จะรับชม (โดยที่ไม่ได้ถูกบังคับ) ได้

ถ้าพวกเขาไม่ใช่ต้นตอจริงๆละก็ ไม่ทราบเหมือนกันว่าผู้สนับสนุนการเซ็นเซอร์อย่าง คุณ "นาย ก" คิดว่าพวกเขาควรได้รับการลดโทษด้วยหรือเปล่า

หลังจากได้อ่านปรัชญาในเรื่อง “สิทธิ” และ “หน้าที่” ตามกรอบความคิดของคุณ “นาย ก” แล้ว ไม่ทราบว่ามีใครคิดเช่นเดียวกับผมบ้างว่า เวลาคุณ “นาย ก” ได้ยัดเยียด “หน้าที่” ให้กับคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในที่นี้อาจจะหมายถึงผมและพวกเราทุกคน ในขณะเดียวกันนั้นเอง เขาก็ได้ให้ “สิทธิ” กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ในการหลีกเลี่ยง “หน้าที่ความรับผิดชอบ”ของตัวเอง อย่างน้อยก็หน้าที่ในการควบคุมความประพฤติของตน ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนให้กับคนอื่นๆ

***** ลองมาดูตัวอย่างที่เขายกขึ้นมากันนะครับ นอกจากจะไม่ชัดเจนแล้ว ในตัวมันเองก็ยังดูมั่วๆ ผมไม่แน่ใจว่า กรณีรถจอดขวางทางเข้าออกนั้น มันจอดขวางที่หน้าปากซอยนั่นมันจอดขวางซอยเลยหรือเปล่า ในกรณีที่เราเดินไปซื้อของคงต้องยอมรับนะครับว่าถนนเขาสร้างไว้ให้รถวิ่งเป็นหลัก เราคงจะไม่มี "สิทธิ" ไปสร้างความเสียหายให้ทรัพย์สินของเขาด้วยการเดินย่ำไปบนรถหรอกครับ ถ้าเขาละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นด้วยการจอดรถขวางซอย ก็เท่ากับว่า มันจอดขวางทางที่รถวิ่งเข้าออกซอยด้วย ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ต้องดูเป็นกรณีครับว่า ที่มันจอดขวางเพราะรถบนถนนสายหลักมันติดหรือเปล่า ถ้าเป็นเพราะรถติดมันก็คงจะเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ แต่ถ้าจอดขวางไว้เฉยๆ บอกแล้วก็ยังไม่ยอมไป ก็เรียกได้ว่ามันละเมิดสิทธิกันแน่ๆ แล้วทำไมถึงไม่เรียกให้ตำรวจเข้ามาจัดการล่ะครับ ถ้าเจ้าของรถไม่อยู่ ตำรวจเขาก็จะหารถมาลากออกไปเอง และตัวเจ้าของรถก็ต้องโดนใบสั่ง ฐานละเมิดสิทธิผู้อื่น ทำให้เกิดการเสียเวลา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความเสียหาย ต้องมีการลงโทษและลงบันทึก ถ้าทำอยากนี้อีกก็จะโดนยึดใบขับขี่ นี่เป็นสิ่งที่เขาทำกันในต่างประเทศนะครับ การยึดใบขับขี่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ทราบเหมือนกันว่าที่นี่เขามีการลงโทษกันจริงจังหรือเปล่า ถ้าไม่ ก็คงจะเป็นเพราะว่าผู้คนที่นี่ไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่อง "สิทธิ" และ "หน้าที่ในการให้ความเคารพสิทธิ" กันเท่าที่ควร ก็คงจะเป็นเพราะผู้คนส่วนใหญ่คิดกันแบบคุณ "นาย ก" นั่นละครับ เมื่อไม่รู้จักหวงแหนสิทธิ เราก็จะไม่รู้จักการเคารพสิทธิผู้อื่นไปด้วย ผมถึงไม่ประหลาดใจที่เวลาขับรถ มักจะเจอพวกที่ชอบขับปาดหน้าปาดหลัง ที่ขับแบบไม่เคารพสิทธิการใช้เลนก่อนหลังกันซักเท่าไร *****

คุณ “นาย ก” ได้กล่าวถึง “สิทธิ” ที่ต้องมาพร้อมกับ “หน้าที่” ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ให้ความชอบธรรมกับหน่วยงานรัฐในการปิดกั้นการรับรู้ ซึ่งการรับรู้นั้นก็ถือได้ว่าเป็น “สิทธิ” ขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของความเป็นมนุษย์ ตัวคุณ “นาย ก” เองคงจะลืมไปนะครับว่าตัวเขาเองนั้นบกพร่องโดยสิ้นเชิงใน “หน้าที่ขั้นพื้นฐานที่สุด” ของเขา ที่จะต้องรู้จัก “ให้ความเคารพในสิทธิ” ของผู้อื่น อย่างน้อยก็ให้มากพอๆกับที่หวงแหนสิทธิของตน ผมคงพอจะพูดได้เช่นกันใช่ไหมครับว่า คนอย่างคุณ “นาย ก” เป็น “พวกที่ไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง” และมันก็ไม่ใช่ "หน้าที่" ของใครทั้งนั้น ที่จะต้องมาเลือกชมภาพยนตร์ หรือต้องมีชีวิต อยู่บนความคาดหวังหรือความเหมาะสมของคนอย่างเขา

ที่เป็นเช่นนี้ ผมเดาว่าเป็นเพราะตัวคุณ “นาย ก” แกเองก็ยังคงมีความสับสนในเรื่อง “ขอบเขต” ซึ่งเป็นตัวคอยกำกับ “สิทธิ” และ “หน้าที่” ในแต่ละคน อยู่นะครับ และผมพบว่า ผู้ที่สนับสนุนการปิดกั้นทั้งหลายก็มักจะมีความสับสนในเรื่องนี้เช่นกันครับ มันเป็น “หน้าที่” ที่สำคัญอย่างยิ่งที่เลยนะครับที่ทุกๆคนหรือทุกๆองค์กรจะตระหนักถึง “ขอบเขต” ของตน ไม่เช่นนั้นมันจะนำไปสู่การรุกล้ำในเสรีภาพ และก็เห็นได้ชัดว่า คุณ “นาย ก” เองก็ยังไม่ได้ตระหนักในเรื่องนี้

ทุกๆคนและทุกๆองค์กรต่างก็ต้องมี "ขอบเขตทางด้านสิทธิ" และ "ขอบเขตทางด้านหน้าที่" ด้วยกันทั้งนั้นนะครับ กฏหมายที่มีอยู่ในสังคมที่ศิวิไลซ์ (แน่นอนครับว่าไม่รวมสังคมไทย) ต่างก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิ์ และควรมีไว้เพื่อเป็นหลักประกันให้ทุกคนมีเสรีภาพเต็มที่ภายใต้ "ขอบเขตทางด้านสิทธิ" ของตน บนพื้นฐานที่ว่า ทุกคนที่บรรลุนิติภาวะจะต้องมีความรับผิดชอบต่อทุกการกระทำของตัวเอง ที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่น ส่วน "ขอบเขตทางด้านหน้าที่" ของแต่ละคนก็คือต้องรู้จักให้ความเคารพสิทธิในการมีเสรีภาพของผู้อื่น ด้วยการรู้จักขอบเขตและควบคุมพฤติกรรมของตน ไม่ใช่พอควบคุมไม่ได้ ก็โทษว่าคนอื่นๆไม่ทำ "หน้าที่" ที่จะต้องคอยช่วยเหลือ "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" อย่างพวกเขา ด้วยการงดสนับสนุน "สิ่งยั่วยุ" ที่พวกยังไม่พร้อมเหล่านั้นเลือกเสพย์ เพราะสิ่งที่พวกยังไม่พร้อมทำอยู่ ก็คือโยน "หน้าที่" ที่อยู่นอก "ขอบเขตทางหน้าที่" ให้กับทุกๆคน

ถ้าการโยนหน้าที่มันใช้เป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความผิดกันได้ เพียงแค่เรื่องเดียวที่พวกยังไม่พร้อมเหล่านั้นก่อขึ้น มันสามารถหาแพะให้มารับผิดแทนได้เป็นล้านเลยครับ ถ้าผู้สร้างภาพยนตร์ต้องเป็นฝ่ายผิด เพราะมีผู้ที่ยังไม่พร้อมก่อเรื่องขึ้นเนื่องจากถูกหนังเรื่องนั้นยั่วยุ ผู้กำกับคนอื่นๆที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้สร้างภาพยนตร์คนนั้นก็ต้องผิดด้วยที่สร้างแรงบันดาลใจที่สามารถยั่วยุให้หนังเรื่องนั้นถูกสร้าง หรือสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สร้างภาพยนตร์คนนั้นคิดจะมาเป็นนักทำหนัง

ในสังคมที่มีความศิวิไลซ์มากพอ กฏหมายต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ใช่ว่ากฏหมายเป็นตัวคุกคามสิทธิเสรีภาพเสียเอง

ในสังคมเหล่านั้น แม้แต่หน่วยงานรัฐเองก็ยังต้องมีขอบเขตด้านสิทธิที่จำกัด การจำกัดอำนาจของรัฐบาลก็มีบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจได้อย่างพร่ำเพรื่อ เป็นเพื่อเป็นหลักประกันว่า สิทธิ์ในการมีเสรีภาพ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในแต่ละคน เพราะแต่ละคนจะมีเวลาในการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่างจำกัด ดังนั้น แต่ละคนจึงควรจะมีสิทธิที่จะใช้เวลาอันมีอยู่จำกัดนี้เก็บเกี่ยวประสพการณ์แห่งการมีชีวิตได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประสพการณ์อันเกิดจากประสพการณ์ที่เกิดในชีวิตจริง หรือประสพการณ์จากการรับรู้ผ่านสื่อต่างๆ ทุกคนควรจะมีเสรีภาพในการจะทำกิจกรรมใดๆก็ตามเพื่อให้ได้มาซึ่งประสพการณ์ตามแต่ความอยากรู้อยากเห็นของแต่ละคนจะชักนำไป ตามแต่ปัจจัยของแต่ละบุคคลจะเอื้ออำนวย ตราบใดที่กิจกรรมเหล่านั้นยังไม่ก่อให้เกิดการล่วงละเมิดในสิทธิของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์ในการมีเสรีภาพ สิทธิส่วนบุคคล หรือสิทธิที่จะได้อยู่อย่างสงบสุข ซึ่งคนอื่นๆก็ย่อมมีสิทธิอย่างเดียวกันนี้ โดยเท่าเทียมกัน หลักประกันนี้จะรับการรับรองว่าองค์กรรัฐมีหน้าที่เพียงแค่ป้องกันหรือบังคับใช้กฏหมายเมื่อมีการล่วงละเมิดเท่านั้น แต่จะต้องไม่มีการล่วงละเมิดที่เกิดขึ้นโดยหน่วยงานหรือคนของรัฐโดยเด็ดขาด สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในความเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อประชาชนความตื่นตัว ตระหนักในสิทธิของพวกเขาที่ควรจะได้มี และมีการติดตามเฝ้าระวังการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง

***** ในเมื่อเราทุกคนต่างก็มีชีวิตกันได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น และถ้าไม่มีผู้พิทักษ์วัฒนธรรมหน้าไหนคืนเวลาในชีวิตหรือคืนช่วงวัยแห่งความเป็นหนุ่มเป็นสาวให้กับใครได้ทั้งนั้น ถ้าการต้องมีชีวิตบนความคาดหวังของพวกผู้พิทักษ์วัฒนธรรม หรือเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมที่มันปล้นเอาโอกาสในการใช้เวลาในชีวิตให้ได้ประโยชน์สูงสุดแล้วละก็ ทำไมทุกคนยังต้องภาคภูมิใจกับวัฒนธรรมเหลือเดนจากอดีตพวกนั้นอีกล่ะครับ ถ้าวันใดวันหนึ่งวัฒนธรรมเหล่านี้ได้สูญหายหรือตายจากไป มันก็ไม่ควรค่าจะได้รับความรู้สึกอาลัยอาวรณ์จากใครทั้งสิ้น *****

การสูญเสียโอกาสที่จะได้เก็บเกี่ยวประสพการณ์ในแต่ละช่วงวัยของชีวิต อันเนื่องมาจากการถูกปิดกั้นโดยพวกผู้พิทักษ์วัฒนธรรม หรือจากการที่ต้องมีชีวิตอยู่บนความคาดหวังของคนประเภทเดียวกับคุณ "นาย ก" นั้น ผมเดาว่าคนอย่างเขาคงจะไม่คิดว่ามันเป็น "ความเสียหาย" หรอกครับ ยิ่งให้ตัวเขาได้ตระหนักว่าเขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่สร้างความเสียหาย (ด้วยการเป็น "ตัวถ่วง" กับการมีเสรีภาพของคนอื่นๆ โดยการตั้งความคาดหวัง ยัดเยียดหน้าที่ และยอมรับความชอบธรรมให้กับหน่วยงานรัฐ) นั่นก็ยิ่งไม่มีทาง ถึงแม้เขาจะได้ตระหนัก แต่ตัวเขาคงไม่มีปัญญารับผิดชอบด้วยการคืนโอกาสหรือเวลาในชีวิตให้กับใครได้เลย ทั้งๆที่มันเป็น "หน้าที่" ที่ต้องรับผิดชอบ เวลาที่มีความเสียหายเกิดขึ้น มันก็ย่อมต้องมีการชดใช้

เมื่อพูดเรื่องสิทธิในการชมภาพยนตร์ ไม่ว่าผมจะมองกี่ครั้ง การเลือกชมภาพยนตร์ที่แต่ละคนต้องการ ในพื้นที่ส่วนบุคคลและในเวลาส่วนตัวนั้น มันก็ยังเป็นกิจกรรมที่อยู่ใน "ขอบเขตทางด้านสิทธิ" ของแต่ละคนอยู่ดี ยังไม่มีการล่วงละเมิด หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ใครทั้งสิ้น และทุกคนควรจะมีสิทธิได้ดูหน้งทุกเรื่องที่พวกเขาอยากดู ตราบใดที่ยังมีผู้สร้างหรือผู้จัดจำหน่าย ที่เต็มใจจะจัดหามาให้ได้ชม ไม่ว่าเนื้อหาที่นำเสนอในภาพยนตร์เหล่านั้น จะเต็มไปด้วยความวิปริตขนาดไหนก็ตาม มันก็ยังเป็นสิทธิที่ควรได้รับการเคารพ และได้รับการปกป้องให้ปลอดภัยจากพวกหน่วยงานรัฐหรือกลุ่มผู้พิทักษ์วัฒนธรรมทั้งหลาย และมันก็ไม่ควรจะเป็นธุระอะไรของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องเข้ามาแทรกแซง ในเมื่อไม่มีใครที่ถูกละเมิดสิทธิจากกิจกรรมการชมภาพยนตร์เหล่านั้น และไม่มีใครต้องถูกบังคับให้ดูในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากดู

จะเห็นได้ชัดเลยใช่ไหมครับว่าเมื่อเปลี่ยนจากการกล่าวถึงผู้สร้างภาพยนตร์ มาเป็นการกล่าวถึงสิทธิของผู้บริโภคในการรับรู้รับชม ประเด็นมันไปไกลเกินกว่าประเด็นที่ว่า สิ่งที่หนังนำเสนอนั้นเป็นศิลปะหรือเป็นความอนาจาร มันเป็นหนังอาร์ทหรือหนังโป๊ เพราะในมุมมองของผู้ชมอย่างผม ถึงมันจะเป็นหนังเอ็กซ์ที่เต็มไปด้วยความวิตถารขนาดไหน มันก็ยังเป็นสิทธิทีผู้ชมทุกคนควรได้ดูหนังที่พวกเขาอยากจะดูอยู่วันยังค่ำ และต้องแยกแยะให้ออกนะครับว่า การชมภาพยนตร์ในที่ส่วนตัวหรือในที่ๆจัดไว้เพื่อการชมภาพยนตร์ อย่างในโรงหนัง โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใครทั้งสิ้น กับการออกไปก่อคดีข่มขืนนัน มันคนละเรื่องกัน

สิทธิในการรับรู้นั้น ไม่ควรจะถูกจำกัดอยู่แค่การชมภาพยนตร์เท่านั้น แต่ต้องรวมถึงกิจกรรมทุกอย่างที่สามารถตอบสนองต่อความอยากรู้อยากเห็นให้กับทุกคน ตราบใดที่กิจกรรมเหล่านั้นยังไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น อย่างเช่นสิทธิความเป็นส่วนตัว มันคงจะเกินขอบเขตของสิทธิที่ผมมี ถ้าผมเกิดความอยากรู้อยากเห็นว่า วันนี้ดาราที่ผมชอบใส่กางเกงในสีอะไร หรือ ชีวิตส่วนตัวของพวกเขาเป็นอย่างไร ถ้าการใช้ชีวิตส่วนตัวของพวกเขาไม่ส่งผลกระทบต่อใครก็ตาม อันนี้ก็ถือได้ว่าความอยากรู้อยากเห็นของผมมันรุกล้ำสิทธิของผู้อื่น แต่เราทุกคนก็ต้องแยกให้ออกเช่นกันครับ ระหว่าง ผลงานการแสดงที่เหล่าดาราและผู้สร้างภาพยนตร์เต็มใจจะนำเสนอ กับชีวิตส่วนตัวที่พวกเขาไม่เต็มใจจะนำเสนอให้เป็นที่รับรู้

พูดถึงชีวิตส่วนตัวของพวกนักแสดง เท่าที่ผมสังเกต บรรดาพวกพ่อแม่ผู้ปกครองมักจะชอบบ่นกันว่า ดารานักแสดงที่ไม่รู้จักควบคุมความประพฤติตัวเองจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเยาวชน พูดง่ายๆก็คือลูกๆของพวกเขานั่นแหละครับ ผมสงสัยว่า ที่พวกเขารู้เกี่ยวกับความพฤติกรรมในชีวิตส่วนตัวของนักแสดงพวกนั้น เป็นเพราะพวกเขาอุดหนุนสื่อขยะอย่างพวกแทบบลอยด์กันหรือเปล่า ซึ่งเท่ากับว่าสนับสนุนให้พวกปาปาราซซี่เที่ยวล่วงละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น เพียงแค่พวกเขาไม่สนับสนุนเท่านั้น สื่อเหล่านั้นก็จะไม่สามารถจะนำเสนอพฤติกรรมที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับลูกๆของพวกเขาได้ แต่คงเป็นเพราะว่าพวกเขาต้องการหาแพะให้กับความล้มเหลวของตัวเอง ที่ไม่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกๆกันได้ พวกเขาจึง "ถือสิทธิ" ที่เกินขอบเขตของตน ไปตั้งความหวังให้พวกนักแสดงเหล่านั้นต้องมามีชีวิตอยู่บนความคาดหวังของพวกเขา ด้วยการอ้างว่านักแสดงเป็นคนของประชาชน ทั้งๆที่มันไม่ใช่ "หน้าที่" ของนักแสดงเลย นักแสดงมี "หน้าที่" นำเสนอผลงานการแสดง ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ความบันเทิงหรือเพื่อยกระดับศิลปะการแสดงก็ตามแต่ ยังไงมันก็ไม่ใช่ "หน้าที่" ของพวกเขาที่ต้องเป็นตัวอย่างให้กับเด็ก และพวกนักแสดงก็ไม่ได้ติดค้างอะไรกับสาธารณชนทั้งสิ้น ในเมื่อความบันเทิงที่สาธารณชนได้จากพวกนักแสดงเหล่านั้น ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมดีแล้ว เหมือนกับการแลกเปลี่ยนอย่างอื่น

และมันก็เกินขอบเขตทางด้านสิทธิของคนอย่างคุณ "นาย ก" เช่นกันครับ ที่จะเข้ามาเจ้ากี้เจ้าการ หรือ ละลาบละล้วง ให้ทุกคนต้องเอาเสรีภาพส่วนบุคคลมาวางไว้บนความคาดหวังของเขา ต้องเลือกชมแต่เฉพาะภาพยนตร์ที่คนประเภทเดียวกับเขาเป็นผู้ให้การรับรอง ให้ผมหรือผู้ชมคนอื่นๆต้องไปเที่ยวคอยรับผิดชอบต่อทุกคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ หรือต้องคอยรับผิดชอบต่อการกระทำของอาชญากรทั้งโลกหรอกนะครับ เพราะมันเกิน "ขอบเขตทางด้านหน้าที่" ของผม ในขณะที่ ผู้ที่ก่อคดีก็บกพร่องใน "หน้าที่ขั้นพื้นฐาน" ของตนเอง

การรู้จักใช้วิจารณญาณในการแยกแยะสิ่งที่สื่อนำเสนอกับความเป็นจริง การรู้จักควบคุมความประพฤติของตนไม่ให้ก่อความเดือดร้อนต่อผู้อื่น เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรจะต้องรู้ก่อนที่จะบรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ (ถ้าเป็นผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็ควรจะอยู่ภายใต้การอบรมและการดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครอง มันเป็น "หน้าที่" ที่พ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนควรจะมีความรับผิดชอบต่อลูกๆของตัวเอง) ทุกๆคนควรจะตระหนักรู้ในเรื่องเหล่านี้ในทุกๆการกระทำของตน ถ้า "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" ในความหมายของคุณ "นาย ก" คือผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ก็ยังคงบกพร่องในเองพื้นฐานเหล่านี้ ไม่รู้จักแยกแยะ ไม่รู้จักใช้วิจารณญาณ หรือไม่รู้จักควบคุมตนเอง แล้วละก็ สำหรับคนพวกนี้ ทุกอย่างเป็น "สิ่งยั่วยุ" ได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่พวกเขาเจอในภาพยนตร์หรือสื่ออื่นๆ อาจจะเป็นสิ่งที่พวกเขาเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ถ้ามันสอดคล้องกับความไม่ปรกติที่พวกเขามีในตัว ก็จัดได้ว่าเป็นตัวกระตุ้นได้ทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่การได้เห็นแม่ของพวกเขานุ่งกระโจมอก

แต่ถ้าหากคุณ "นาย ก" ยังยืนยันที่จะยัดเยียดหน้าที่ในการหลีกเลี่ยงการชมภาพยนตร์ที่มีเนื้อหายั่วยุให้กับทุกๆคน หรืออ้างเหตุผลว่า การช่วยปกป้องผู้ที่ยังไม่พร้อม ก็ควรจัดอยู่ใน "ขอบเขตด้านหน้าที่" ของทุกๆคนด้วยแล้วละก็ ถ้าจะให้ผมคิดแบบคุณ "นาย ก" นะครับ ผมก็คิดว่า แทนที่จะมายัดเยียดหน้าที่ให้กับผู้ชม มันจะไม่ดีกว่าเหรอครับถ้าเอาเวลาไปชี้ให้ "ผู้ที่ยังไม่พร้อมทั้งหลาย" ได้ตระหนักว่า สำหรับพวกเขา มันยังมีหน้าที่อันเร่งด่วนเป็นอย่างยิ่งรออยู่ มันเร่งด่วนเสียยิ่งกว่าหน้าที่ๆผู้สนับสนุนการเซ็นเซอร์อย่างคุณ "นาย ก" เที่ยวคาดคั้นเอากับผู้ชมอย่างผมเสียอีก หน้าที่ของพวก "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" เหล่านี้ก็คือ พวกเขาจำเป้นจะต้องรู้ว่า การรู้จักใช้วิจารณญาณในการแยกแยะและการควบคุมตัวเองนั้น มันเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดในการมีชีวิต ถ้าการมีชีวิตในแต่ละวันของพวกเขายังต้องให้คนอื่นมาคอยรับผิดชอบอีกละก็ การปล่อยให้พวกเขาได้อยู่ต่อไปเรื่อยๆ มันก็รังแต่จะเป็นการเสี่ยงต่อตัวพวกเขาเอง กับการที่ต้องพบเจอกับ "สิ่งยั่วยุ" จนควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วแสดงพฤติกรรมด้านลบของตนออกมาจนคนอื่นต้องได้รับความเดือดร้อน สิ่งที่พวกเขาต้องรีบทำอย่างเร่งด่วนก็คือ "รีบตายๆกันไปซะ" ก่อนที่พวกเขาจะได้เจอกับสิ่งยั่วยุ !!!!!! เพราะถ้าปล่อยให้คนพวกนี้มีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ คนอื่นๆก็จะต้องมามีชีวิตอยู่บนความเสี่ยง โดยที่ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนพวกนี้จะระเบิดพฤติกรรมด้านลบออกมาเมื่อไร

นี่ว่ากันตามแนวคิดของคุณ "นาย ก" นะครับ เพราะมันจะไม่เป็นการดีกว่าหรือครับที่จะไปคาดคั้น "หน้าที่" เอากับพวกกลุ่มเสี่ยงโดยตรงไปเลย

เห็นได้เลยนะครับว่า "ขอบเขตทางด้านหน้าที่" ก็มีความสำคัญพอๆกับ "ขอบเขตทางด้านสิทธิ " นอกจากทุกคนควรมีขอบเขตทางด้านสิทธิที่จำกัดแล้ว ก็ควรจะมีขอบเขตทางด้านหน้าที่ๆจำกัดด้วยครับ ไม่เช่นนั้น "ผู้ที่ยังไม่พร้อมทั้งหลาย" ทั้งผู้ที่บรรลุนิติภาวะหรือยังไม่บรรลุ ก็จะใช้เป็นข้ออ้างให้กับความบกพร่องในหน้าที่ของตนได้เรื่อยๆ ด้วยการโยน "หน้าที่ๆเกินขอบเขต" ให้กับใครต่อใคร หรือสื่อที่พวกเขาเลือกจะชมเพื่อที่จะเอามาเป็นต้นตอให้กับพฤติกรรมด้านลบของตัวเอง

ผมลองจินตนาการดูเล่นๆว่ามันจะเป็นยังไง ถ้าเกิดมีคนไปปาขี้ใส่หน้าคุณลัดดา เพราะว่าเขาถูก "ยั่วยุ" จากถ้อยคำที่คุณลัดดาให้สัมภาษณ์ผ่าน "สื่อ" แล้วเขาก็อ้างบ้างว่ามันเป็น "หน้าที่" ของคุณลัดดาที่ควรจะระมัดระวังทุกๆครั้งก่อนจะอ้าปากพูด เพราะอาจจะหลุดปากพูดในสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดการยั่วยุเกิดขึ้น ถ้ามีสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงๆ ผมว่าเขามีข้ออ้างที่ฟังขึ้นมากกว่าข้ออ้างที่คุณ "นาย ก" ใช้แก้ตัวให้พวกอาชญากรเสียอีก เพราะสิ่งที่คุณลัดดาทำ นอกจากจะยั่วยุแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อ "ขอบเขตด้านเสรีภาพ" ของเขาด้วย

ถ้าเรายอมรับได้ว่า สิ่งที่สื่อนำเสนอสามารถ “ยั่วยุ” ให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ เท่ากับเรายอมรับเช่นกันว่านะครับว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมเหล่านั้นสามารถใช้ “การยั่วยุ” เป็นข้ออ้างเพื่อรับบาปแทนตัวเองได้เช่นกัน สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ข้ออ้างเรื่อง “การยั่วยุ” ที่นอกเหนือจากการยั่วยุโดยตรง (อย่างกรณีการบันดาลโทสะ ที่ผู้ก่อเหตุถูกยั่วยุโดยเจตนาจากคู่กรณี) สามารถใช้ได้ครอบจักรวาลเลยครับ ไม่จำกัดเฉพาะสิ่งที่ "สื่อ" นำเสนอเท่านั้น


มันมีคำถามสำคัญที่ควรจะนำมาพิจารณาเมื่อพูดถึงเรื่องการยั่วยุก็คือ จริงหรือไม่ที่สื่อเป็นต้นตอหลักของพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ต่างๆ? ถ้าจริง สื่อ สามารถส่งอิทธิพลต่อผู้ที่ยังไม่พร้อมได้ไกลแค่ไหน? ใครควรเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากพฤติกรรมเหล่านั้น เมื่อนำเรื่อง ขอบเขตทางด้านสิทธิและหน้าที่มาพิจารณา? การปิดกั้นใช้แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่? และอะไรคือต้นตอของ "ความไม่พร้อม"?

ผมเองก็เคยสงสัยว่าทำไมประเทศนี้ถึงเต็มไปด้วยอันตรายอันเกิดจาก "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" ทั้งๆที่เสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในสังคมไทยเองก็ได้ถูกปิดกั้นอย่างแน่นหนา เมื่อเทียบกับสังคมอื่นที่เสรีภาพของประชาชนได้รับการรับรอง ทำไมสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศนี้จึงไม่ค่อยจะเกิดขึ้นในที่เหล่านั้น และเท่าที่ได้สังเกตุ ในประเทศที่เต็มไปด้วย "ผู้ที่ยังไม่พร้อม" ก็มักจะเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยการปิดกั้นในทุกรูปแบบเช่นกัน และถ้าความไม่พร้อมสามารถวัดเป็นปริมาณได้ ปริมาณของความไม่พร้อมก็มักจะแปรผันโดยตรงกับปริมาณของการปิดกั้นเสียด้วยสิครับ หรือบางที ผมก็ไม่แน่ใจว่า เราควรถูกปิดกั้นไปเรื่อยๆเพราะเราคงจะไม่มีวันพร้อม หรือ เป็นเพราะเราถูกปิดกั้นมากเกินไปหรือเปล่า เราถึงไม่รู้จักโตกันเสียที

ถ้าอยากจะทราบว่าการปิดกั้น (ซึ่งการเซ็นเซอร์ก็ถือได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่ง) มันใช้แก้ปัญหาด้านความรุนแรงและปัญหาด้านพฤติกรรมต่างๆได้จริงหรือเปล่า เราก็ต้องนำสังคมที่เต็มไปด้วยการปิดกั้นกับสังคมที่มีการรับรองเสรีภาพมาลองเปรียบเทียบกันดูนะครับ ลองเอาที่แตกต่างกันแบบสุดๆมาเทียบดูกันเลย เพื่อที่จะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

ลองนึกถึงสังคมในประเทศอย่างอาฟกานิสถานในยุคที่ถูกปกครองโดยพวกทาลีบัน ที่ประชากรต้องอยู่ภายใต้กรอบจารีตอย่างที่เคร่งครัด ที่ซึ่งสื่อต่างๆกลายเป็นสิ่งต้องห้าม ทุกสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดแรงกระตุ้นทางเพศนอกการสมรสเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ที่ซึ่งผู้หญิงไม่สิทธิออกนอกบ้านโดยไม่มีญาติฝ่ายชายคอยตามประกบ ไม่มีสิทธิได้รับการตรวจรักษาด้วยการแตะเนื้อต้องตัวจากหมอผู้ชาย ไม่เว้นแม่แต่ในกรณีฉุกเฉิน หรือสังคมยุโรปในยุคกลาง ที่องค์กรศาสนามีอำนาจเต็มที่ในการบังคับให้ทุกๆคนต้องอยู่ใต้กฏเกณฑ์ที่พวกเขาเขียนขึ้น ทุกอย่างที่ให้ความรื่นรมย์ทางผัสสะถือได้ว่าเป็นสิ่งยั่วยุ ไม่เว้นแม้กระทั่งดนตรี มีการเฝ้าระวังกิจกรรมทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือไปจากข้อปฏิบัติทางศาสนา

ถ้าว่ากันตามหลักของคุณ "นาย ก" แล้ว สังคมที่ปราศจากสิ่งยั่วยุเหล่านั้นน่าจะเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความราบรื่นใช่ไหมครับ ไม่น่าจะเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยอาชญากรรมหรือความรุนแรงต่อเด็กและสตรี แต่บางที ในความเป็นจริง ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในสังคมเหล่านั้นอาจจะไม่ถือว่าเป็นอาชญากรรมเลยด้วยซ้ำ ในประเทศซาอุดิอาระเบีย โรงภาพยนตร์ถือได้ว่าเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะการปล่อยให้หญิงและชายที่ไม่ใช่คู่สมรสไปอยู่ในห้องมืดๆด้วยกันมันขัดกับข้อห้ามทางศาสนา แต่ทำไมบรรดาผู้ก่อการร้ายตัวแสบๆที่ไม่เคยลังเลใจเวลาสังหารผู้บริสุทธิ์จึงมักจะมาจากที่นี่

จะเห็นได้เลยนะครับว่า การปิดกั้นในระดับที่เข้มข้นขนาดนี้มันก็ไม่ได้แก้ปัญหาความรุนแรงในสังคมแต่อย่างใดเลย ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีก็ยังเกิดขึ้นเป็นประจำเหมือนเป็นเรื่องปรกติ ยิ่งกรอบที่บังคับใช้ต่อสตรีและการปลูกฝังทางด้านขนบจารีตมีความเข้มข้นมากขึ้นเท่าใด สตรีเหล่านั้นก็สามารถยอมรับการปฏิบัติได้ต่ำกว่าความเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น เพราะมีแต่การปลูกฝังให้เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย ที่จะทำให้ผู้ที่อยู่ใต้กรอบข้อบังคับยอมรับสภาพของการถูกปฏิบัติแย่ๆ หรือถูกปฏิบัติด้วยความรุนแรงได้ ในสังคมแบบนี้ การจับกุมและเผาทั้งเป็นเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีความคิดแตกต่าง หรือกับใครก็ตามที่บังอาจตั้งคำถามต่อกลุ่มที่ผูกขาดทางด้านศีลธรรม ด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีต ฝูงชนที่เชื่อในจารีตพวกนั้นก็สามารถจะยืนดูเฉยๆโดยไม่มีการต่อต้าน ขนบจารีตที่เคร่งครัดแบบนี้นี่เองครับ ที่ทำให้ยุโรปเข้าสู่ยุคมืดเป็นเวลาหลายศตวรรษทีเดียว

บางท่านอาจจะแย้งว่า ความรุนแรงและสงครามที่เกิดขึ้นในยุโรปยุคกลาง เป็นผลอันเนื่องมาจากอิทธิพลของ "สื่อ" ในยุคนั้น อย่างคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่ง "ยั่วยุ" ได้แม้แต่ประชาชนทั่วไปที่มีสภาพจิตปรกติ ให้ก่อสงครามและความรุนแรง แต่ปัญหาก็คือ ฝูงชนทั้งหลายที่มีส่วนร่วมในความรุนแรงเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้ที่มีสภาพจิตปรกติ และความไม่ปรกตินันไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนเหล่านั้นได้เข้าถึงเนื้อหาของคัมภีร์ไบเบิ้ล แต่เป็นเพราะการปลูกฝังทางด้านกรอบจารีต ทำให้พวกเขามีสิทธิจะรู้ได้แค่เฉพาะเนื้อหาของคัมภีร์ไบเบิ้ลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีสิทธิที่จะได้รับรู้แนวคิดทางปรัชญาอื่นๆที่นอกเหนือไปจากหลักคำสอนทางศาสนา การถูกตัดขาดจากการรับรู้อย่างรอบด้านนี่เองที่ตัดโอกาสของทุกคนในการตอบสนองต่อความต้องการและความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของมนุษย์ แม้ว่าการตอบสนองเหล่านั้นจะเป็นการกระทำที่ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ใครเลยก็ตาม ความเคร่งครัดที่มาพร้อมกับความคับข้องใจเรื้อรังจะดูดซับพลังงานที่ควรใช้กับความคิดสร้างสรรค์ไปจนหมด แล้วทดแทนด้วยความเกลียดชังและอัคติ ในสังคมแบบนี้ สงครามก็เป็นทางออกอย่างหนึ่งที่สังคมเหล่านั้นใช้ในการลดแรงเสียดทานที่อยู่ภายใน ทุกครั้งที่ผลด้านลบของการอยู่ใต้กรอบจารีตเริ่มแสดงผล ผู้คนอาจจะเริ่มไม่พอใจกับสภาพชีวิตที่ตายซากอย่างนี้ แทนที่จะรอให้พวกเขาเริ่มตั้งคำถามกับฝ่ายที่ผูกขาดและได้ประโยชน์จากระบบจารีต มันจะไม่ง่ายกว่าเหรอครับที่จะหันไปโทษปัจจัยที่มาจากภายนอก อย่างความเสื่อมทรามจากสังคมที่ศิวิไลซ์กว่า แล้วก็เริ่มก่อสงคราม

มีลักษณะร่วมอย่างหนึ่งที่พอจะพบได้จากผู้คนที่อยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยความเคร่งครัดก็คือ มันง่ายมากที่พวกเขาจะถูกปั่นหัวคนให้ไปตายในสมรภูมิเพื่อสนองความกระหายอำนาจของผู้นำ เพราะการอยู่ใต้การปิดกั้นมาเป็นเวลานาน ทำให้มันง่ายกว่าสำหรับพวกเขาที่จะ “เชื่อ” มากกว่าที่จะ “คิด” ตั้งคำถาม และในสังคมของพวกเขา การ "เซ็นเซอร์" คือกลไกที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาอำนาจ หรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจในแบบที่เป็นอยู่ เพราะถ้าปล่อยให้ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ ได้รับรู้ข้อมูลของโลกที่ต่างออกไป หรือระบบวิธีคิดจากภายนอกที่สามารถชี้ให้เห็นว่าพวกเขาสามารถมีชีวิตอีกแบบหนึ่งได้ “การค้นพบ” นี้เอง อาจจะนำมาซึ่งสิ่งที่คุณ “นาย ก” อาจจะเรียกว่า “ความวุ่นวาย” เพราะผู้คนก็จะเริ่มเปรียบเทียบและเรียกร้องเสรีภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นของพวกเขามาโดยตลอด

ทีนี้ก็ลองมาดูสังคมที่เต็มไปด้วยเสรีภาพกันบ้าง อย่างสังคมของบางประเทศในยุโรป อย่างเยอรมัน ที่ซึ่งแม่แต่ในสถานีโทรทัศน์ทั่วไป ผู้ชมก็สามารถดู pornography ได้ในช่วงดึก ในกลุ่มประเทศอื่นๆที่พูดเยอรมัน อย่างออสเตรียกับสวิสเซอร์แลนด์ ก็ถือได้ว่าเป็นที่ๆปลอดการเซ็นเซอร์เช่นเดียวกัน ผู้คนก็ค่อนข้างจะมีทัศนคติที่เสรีในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่เห็นว่าคนในรัฐบาลเอาข้ออ้างเรื่อง "ความไม่พร้อม" เข้ามายุ่มย่ามกับสิทธิการรับรู้ของคนทั่วไปอย่างที่เราทำ ทั้งๆที่ประเทศเหล่านั้นก็ไม่เคยขาดแคลนนักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์หรือด้านจิตวิทยา อย่าลืมนะครับว่าอย่างน้อยทั้งสองประเทศนี่ก็เป็นดินแดนที่ให้กำเนิดผู้บุกเบิกทฤษฎีด้านจิตวิเคราะห์ อย่าง Sigmund Freud กับ Carl Jung ไม่ได้มีแต่พวกนักวิชาการกำมะลอ ที่ชอบออกมาโวยวายเรื่องเนื้อหาที่สื่อนำเสนอ เพียงเพื่อสร้างผลงานให้ตัวเอง

หรืออย่าง ในเนเธอร์แลนด์ ที่ซึ่งการค้าประเวณี เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ค้าประเวณีได้รับการคุ้มครองตามที่กฎหมายได้ระบุ ในเรื่องความปลอดภัย สภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมไปถึงสุขอนามัย หรือเอาที่ใกล้เข้ามาหน่อยอย่างญี่ปุ่น ที่ซึ่งหนังเอ็กซ์แบบพิสดารสุดๆสามารถหาชมได้ตามเซ็กส์ช็อพที่มีอยู่ทั่วไป แต่ทำไมสังคมเหล่านี้ถึงได้มีอัตราการเกิดอาชญากรรมทางเพศที่เรียกได้ว่าต่ำที่สุดในโลกล่ะครับ ทั้งยังเป็นที่ๆผู้หญิงที่นุ่งน้อยห่มน้อยสามารถเดินตามถนนได้ด้วยความรู้สึกที่ปลอดภัย และพวกอาชญากรที่ก่อคดีข่มขืนก็ไม่มีสิทธิโยนความผิดไปให้เหยื่อด้วยการอ้างว่าเหยื่อแต่งตัว "ยั่วยุ" ผิดกับสังคมด้อยพัฒนาบางประเทศที่ผู้คนถูกปิดกั้นจนกลายเป็นพวกเก็บกดทางเพศกันเต็มไปหมด ทีซึ่งพวกอาชญากรมีข้ออ้างให้กับพฤติกรรมของตัวเอง หรือบางทีก็เป็นพวกผู้พิทักษ์วัฒนธรรมทั้งหลายแหล่นั่นเองแหละครับที่คอยหาข้ออ้างให้อาชญากรเหล่านั้น

จากที่ลองเปรียบเทียบสังคมที่ต่างกันอย่างสุดขั้วดูแล้ว ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่า "การปิดกั้น" ซึ่งรวม "การเซ็นเซอร์" เอาไว้แล้วนั้น เป็น "วิธีการแก้ปัญหา" หรือเป็น "ต้นเหตุของปัญหา" กันแน่ครับ? ผมว่ามันค่อนข้างจะแปลกประหลาดมากเลยนะครับ ถ้าคุณ "นาย ก" จะนำเอาต้นเหตุของปัญหามาใช้แก้ปัญหาแล้วล่ะก็ ตัวคุณ "นาย ก" เอง ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ชอบสร้างปัญหาก็ได้

"SAVIOR'S SQUARE" IN SIGHT AND SOUND POLL

I just knew from Girish Shambu's blog about SIGHT AND SOUND POLL OF 2007. I'm glad many critics choose SYNDROMES AND A CENTURY as one of their most favorite films of 2007. I also notice some films I have never heard of, so I can add them to my film wish list.

Girish Shambu's blog:
http://www.girishshambu.com/blog/2007/12/defining-moments-in-moviesrosenbaums.html#comments

You can read the poll here:
http://www.bfi.org.uk/sightandsound/pdf/films-of-the-year-2007.pdf


CRITICS I AGREE WITH IN THE POLL:

1.Mark Le Fanu (Denmark) because he chooses SAVIOR'S SQUARE (2006, Joanna Kos Krauze + Krzysztof Krauze) as one of his favorite films.

2.Alexis A. Tioseco (Philippines) because he chooses AUTOHYSTORIA (2007, Raya Martin) as one of his favorite films.


-------------------------------------------


As for my list, this is the list of my most favorite film in each month during the past eleven months in 2007:

JANUARY – SUBURBS OF EMPTINESS (2003, Thomas Koener, Germany)
This is a short film/video art.

FEBRUARY – SORRY (2007, Noraset Vaisayakul, Thailand)
This is a video installation.

MARCH – SEAPORT (MUANG SAMUT) (2006, Attapon Pamakho + Benya Poowarachnan, Thailand)
This is a short documentary.

APRIL – FIREFLIES (2005, Chawit Waewsawangwong, Thailand)
This is a short film/video art.

MAY – AMOUR D'ENFANCE (2001, Yves Caumon, France)

JUNE – MON FILS A MOI (2006, Martial Fougeron, France)

JULY – CRY IN SILENCE (2006, J. G. Biggs, France)
+ BANGKOK BOURGEOIS PARTY (2007, Prap Boonpan, Thailand)
+ BERLIN -- EXERCISES IN 9 PARTS: DREAMING UNDERWATER OF THINGS AFAR (1975, Rebecca Horn, West Germany)
+ VIDEO 50 (1978, Robert Wilson, West Germany)

AUGUST – LETTER FROM THE SILENCE (2006, Prap Boonpan, Thailand)
This is a short documentary.

SEPTEMBER – HEREMIAS (2006, Lav Diaz, Philippines)

OCTOBER – PHANTOM LOVE (2007, Nina Menkes, USA)
+ TOP BOOT ON MY HEAD (Vasan Sitthiket, Thailand)

NOVEMBER – KALYI – AGE OF DARKNESS (1993, Fred Kelemen, Germany)

Saturday, December 08, 2007

MY FOURTH POLL: I LOVE YOU, I'LL KILL YOU

--My third poll has ended with 10 votes (including one vote from mine for L’ARGENT), and the result is:

WHICH IS YOUR FAVORITE FILM ENDING AMONG THESE?

1.L’ARGENT (Robert Bresson) 4 votes (40 %)

2.HELL WITHOUT LIMITS (Arturo Ripstein) + TO BE TWENTY (Fernando Di Leo) gets 2 votes each (or 20 %)

4.THE ARMY OF SHADOWS + THE CASTLE (Michael Haneke) + JEANNE DIELMAN + LOVELY RITA + THE MARRIAGE OF MARIA BRAUN gets 1 vote each (10 %)

9.LA CEREMONIE (Claude Chabrol) + NO PLACE TO GO (Oskar Roehler) get no vote.

Thank you very much for everyone who participated in this poll. I’m glad L’ARGENT gets the most votes. L’ARGENT is the film which really makes me very very afraid to commit any sins, even small ones. Before I saw L’ARGENT, I used to think that commit a little sin (such as stealing someone’s husband, just kidding) might not be a very bad thing, might be something forgivable, might be something you can correct later, might be something people can forget, or I can forget. But L’ARGENT makes me see that such a small sin (using a false bank note) can corrupt our souls and lead to more and more evil. So whenever I am tempted to do any bad things, I will think of L’ARGENT, think of what happens before the ending of this film, and then I find myself not want to do any bad things anymore.

------------------------------------------------------------


--One of the films in my wish list is I LOVE YOU, I’LL KILL YOU (1971, Uwe Brandner, West Germany). I find its synopsis very interesting. This film is about a futuristic homosexual relationship between a teacher and a hunter. There is a review of this film by Roger Greenspun in New York Times website. I copied some parts of the review here:

“The teacher arrives to replace a man found dead as the film begins; and following what must be a preordained cycle, he becomes the hunter's friend, his disciple, his lover, and at last his victim—in a relationship that gives the film its title, its plot, and the major clues it offers as to its meaning.”

“Always cutting, with no fades or dissolves, through a succession of precise and beautifully composed shots, moving his camera only when absolutely necessary, severely framing his action visually while providing it with strange sound bridges—pealing bells, tinkling mechanisms, music from many sources—he comes very close to the feeling of those great semi-contemplative movies in which landscape, faces, architecture all collaborate, but which are essentially pure cinema.”


I hope I LOVE YOU, I’LL KILL YOU will be released as DVD soon.



--I think the relationship between the hunter and the teacher in I LOVE YOU, I’LL KILL YOU is very interesting. The title of this film also reminds me of a Thai short film called A WOMAN UNDER CONSCIOUSNESS (2000, Samart Imkham, 40 mins, A+), which is about a female killer who is ordered to murder a male killer who is actually her own lover.

The synopsis of I LOVE YOU, I’LL KILL YOU also makes me think about some very interesting relationships between main characters in some films. So my fourth poll is about my favorite relationships between main characters.

IN WHICH FILM DO YOU FIND THE RELATIONSHIP BETWEEN MAIN CHARACTERS VERY INTERESTING?

(I put the name of the main characters behind)

1. BERLIN ALEXANDERPLATZ (1980, Rainer Werner Fassbinder):
Franz Biberkopf (Gunter Lamprecht) + Reinhold Hoffmann (Gottfried John)

2. BETRAYED (1988, Costa-Gavras):
Catherine Weaver (Debra Winger) + Gary Simmons (Tom Berenger)

3. BREATHLESS (1959, Jean-Luc Godard):
Michel Poiccard (Jean-Paul Belmondo) + Patricia Franchini (Jean Seberg)

4. CAPOTE (2005, Bennett Miller):
Truman Capote (Philip Seymour Hoffman) + Perry Smith (Clifton Collins Jr.)

5.FREVEL (1983, Peter Fleischmann, West Germany):
Cop + Murderess

6.THE LIVES OF OTHERS (2006, Florian Henckel von Donnersmarck):
Gerd Weisler (Ulrich Muhe) + Georg Dreyman (Sebastian Koch)

7.LUST, CAUTION (2007, Ang Lee):
Wang Jiazhi (Tang Wei) + Mr. Yee (Tony Leung Chiu Wai)

8.MONSTER (2003, Patty Jenkins):
Eileen (Charlize Theron) + Selby (Christina Ricci)

9.UNE PARTIE DE PLAISIR (1975, Claude Chabrol):
Philippe (Paul Gegauff) + Esther (Daniele Gegauff)

10.RIPLEY’S GAME (2002, Liliana Cavani):
Tom Ripley (John Malkovich) + Jonathan Trevanny (Dougray Scott)

--As usual, you can cast multiple votes.



--Though I love all these ten relationships, I decided to vote for FREVEL, because the relationship between the cop and the murderess in this film is very fascinating, though beyond my understanding. I don’t know why the cop becomes fascinated by the murderess. But I believe that some people can do something which is very hard to understand, and I like films which show something like that. FREVEL is the film which defies logic and reasons, and that’s why I totally love this film.



--Apart from the relationship between main characters, another thing I love in MONSTER is what Eileen said at the end of the film. It is surely one of my most favorite quotes of all time, and makes the ending of MONSTER one of my most favorite film endings of all time, too.

EILEEN:““Love conquers all." "Every cloud has a silver lining." "Faith can move mountains." "Love will always find a way." "Everything happens for a reason." "Where there is life, there is hope."
[laughs]
Oh, well... They gotta tell you somethin'”



--Please feel free to add any comment here.


















MY GUILTY OMISSIONS

This is my comment in Girish’s blog:
http://www.girishshambu.com/blog/2007/12/defining-moments-in-moviesrosenbaums.html

--I haven’t seen about 800 films in Rosenbaum’s list, including many famous ones, such as:

ELEPHANT (2003), ROSETTA (1999), DO THE RIGHT THING (1989), A WOMAN UNDER THE INFLUENCE (1974), 2001: A SPACE ODYSSEY (1968), NORTH BY NORTHWEST (1959), THE BICYCLE THIEF (1948), THE RULES OF THE GAME (1939), THE WMAN WITH A MOVIE CAMERA (1929), INTOLERANCE (1916)

But I love Rosenbaum’s list, because it has many films I have never heard of, and because it has many films I truly adore, such as THE DEATH OF MARIA MALIBRAN (1971), NATHALIE GRANGER (1973), INDIA SONG (1975), CELINE AND JULIE GO BOATING (1974), TICKET OF NO RETURN (1979), THE HOURS AND TIMES (1992), THE LONG DAY CLOSES (1992), THE LAST BOLSHEVIK (1994), FROM THE JOURNALS OF JEAN SEBERG (1995), and MYSTERIOUS OBJECT AT NOON (2000).

--I like that Adrian includes the lift scene in DRESSED TO KILL in the book “Defining Moments in Movies”, because many times I am alone in a lift, I can’t help thinking of that scene. It really scares me.

Friday, December 07, 2007

"301, 302" MAKES ME CRY

This is my comment in Peter Nellhaus’ blog about “301, 302”:
http://www.coffeecoffeeandmorecoffee.com/archives/2007/12/301_302.html

I love this film very much. I think it’s one of the first Korean films I ever saw. Somehow the ending of this film makes me want to cry. I don’t think that’s the intention of this director—making the audience cry, but somehow I was touched by the relationship of these two women and very impressed by the loneliness of Yun-hee and the fact that Song-hee may be the only person in the world who can understand Yun-hee’s feeling at last.

Some trivia: a TV-spot advertisement for a mobile phone carrier in Thailand seemed to be inspired by this film. In this ad which was released about 5-7 years ago, two women use the same elevator and there is the number 301 above one woman’s head, and the number 302 above the other woman’s head. These two women don’t talk to each other though they are neighbors in the same apartment/condominium building. This ad told the viewers at the end that people should talk more to each other. I think it’s funny to see a commercial advertisement inspired by such a sad and cruel film like 301, 302.

-----------------------------------------------------

This is my comment in Prap Boonpan’s blog:
http://agonisticfilm.exteen.com/20071206/entry


ช่วงต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ดิฉันได้ไปดูละครเวทีหลายเรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่จัดแสดงในร้านอาหารขนาดเล็ก ใช้พื้นที่เล็กๆในการแสดง โดยผู้ชมจะอยู่ใกล้ชิดกับนักแสดงมากๆ บางเรื่องก็ใช้วิธีแสดงไปเรื่อยๆโดยไม่มีปฏิกิริยากับผู้ชม แต่บางเรื่องก็ใช้วิธีมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม ซึ่งนักแสดงในแบบหลังนี้ต้องเก่งมาก เพราะต้องด้นบทสดๆเป็นระยะๆ

พอดูละครเวทีเหล่านี้ ก็เลยทำให้นึกขึ้นมาเล่นๆว่า “ความลักลั่นในงานรื่นเริง” เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะจะนำมาดัดแปลงเป็นละครเวทีมากๆค่ะ เพราะเนื้อเรื่องในหนังก็ใช้พื้นที่ไม่มากนัก โดยถ้าหากละครเวทีเรื่องนี้จัดแสดงเป็นแบบ “ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม” ก็อาจจะง่ายหน่อย แต่ถ้าจัดแสดงเป็นแบบ “มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม” ก็อาจจะยากหน่อย เพราะประเด็นในหนังเรื่องนี้อาจจะยั่วอารมณ์โกรธของผู้ชมได้ง่ายๆ แต่ก็อาจจะสนุกก็ได้นะ และเหมาะจะมีการบันทึกภาพปฏิกิริยาของผู้ชมเก็บไว้ในทุกๆรอบ ฮ่าๆๆ

สรุปว่าดิฉันแค่อยู่ว่างๆ ก็เลยจินตนาการขึ้นมาเล่นๆค่ะว่าถ้าหาก “ความลักลั่นในงานรื่นเริง” กลายเป็นละครเวที มันจะออกมาเป็นยังไงบ้าง

-----------------------------------------------------------

THIS IS MY COMMENT IN BIOSCOPE WEBBOARD:
http://www.bioscopemagazine.com/smf/index.php?topic=778.0

ช่วง 10-16 ธ.ค.นี้ มีโปรแกรมการแสดงดนตรี+ฉายหนังสั้น+ละครเวที ที่มะขามป้อม สตูดิโอ ตรงสะพานควายค่ะ อ่านรายละเอียดได้ที่
http://www.makhampom.net/studio/


ส่วนละครเวทีเรื่อง WHEN I SLEPT OVER THE NIGHT OF REVOLUTION ก็จะกลับมาเปิดการแสดงอีกครั้งในช่วงกลางเดือนนี้ที่แถวสยามสแควร์ อ่านรายละเอียดได้ที่
http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/2416

ดิฉันชอบ WHEN I SLEPT OVER THE NIGHT OF REVOLUTION อย่างสุดๆเลยค่ะ

คุณ BOOKHEMIAN เขียนถึงละครเวทีเรื่องนี้ไว้ด้วย อ่านได้ที่
http://bookhemian.exteen.com/20071123/hey-jude-dont-let-it-be

พระเอกของละครเวทีเรื่องนี้คือจตุรชัย ศรีจันทร์วันเพ็ญ ที่นักดูหนังสั้นหลายคนคงจำเขาได้ดีในฐานะพระเอกหนังสั้นเรื่อง TAKE A MESSAGE (2005, Maythus Chaichayanon, A)

Wednesday, December 05, 2007

ABOVE EXPECTATIONS IN 2007

THIS IS MY COMMENT IN BIOSCOPE WEBBOARD
http://www.bioscopemagazine.com/smf/index.php?topic=765.0

FILMS I LIKE MUCH MORE THAN I EXPECTED IN 2007
(EXCLUDING FILMS I SAW FROM PRIVATE DVD/VIDEO)

In alphabetical order

1.THE BRIDGE OF TERABITHIA (2007, Gabor Csupo)

2.BUG (2006, William Friedkin)

3.CAPTIVITY (2007, Roland Joffe)

4.CHANGE OF ADDRESS (2006, Emmanuel Mouret)

5.CRY IN SILENCE (2006, J. G. Biggs)

6.ENSEMBLE C’EST TOUT (2007, Claude Berri)

7.EYE IN THE SKY (2007, Yau Nai-hoi)
http://www.imdb.com/title/tt0901488/

8.THE FACE OF JIZO (2004, Kazuo Kuroki)

9.FIGHTING BEAT (2007, Piti Jaturaphat)

10.FIRST LOVE (HATSUKOI) (2006, Yukinari Hanawa)

11.FUR: AN IMAGINARY PORTRAIT OF DIANE ARBUS (2006, Steven Shainberg)

12.HARSH TIMES (2006, David Ayer)

13.I KNOW WHO KILLED ME (2007, Chris Sivertson)

14.IMAGINARY HEROES (2004, Dan Harris)

15.INVISIBLE TARGET (2007, Benny Chan)

16.KITARO (2007, Katsuhide Motoki)

For those who love Eiji Wentz (the leading actor of KITARO), this is a clip of his underwear advertisement:
http://www.youtube.com/watch?v=JulHpEFWtWc

17.LOOK OF LOVE (2006, Yoshiharu Ueoka)

18.LULLABYE BEFORE I WAKE (2007, Nate Pantumsinchai)

19.MIRACLE ON FIRST STREET (2007, Yun Je-gyun)

20.NIGHT TIME PICNIC (2006, Masahiko Nakasawa)

21.THE NINTH DAY (2004, Volker Schlondorff)

22.PRIMEVAL (2007, Michael Katleman)

23.THE RETURN (2006, Asif Kapadia)

24.SERAPHIM FALLS (2006, David Von Ancken)

25.SHINDO (2007, Koji Hagiuda)

26.SHOOT ‘EM UP (2007, Michael Davis)

27.SMOKIN’ ACES (Joe Carnahan)

28.THE SPERM (2007, Taweewat Wantha)
http://www.coffeecoffeeandmorecoffee.com/archives/2007/03/the_sperm.html

29.SPIDER-MAN 3 (2007, Sam Raimi)
It’s my most favorite in this series.

30.STARDUST (2007, Matthew Vaughn)

31.SURF’S UP (2007, Ash Brannon + Chris Buck)

32.TAXIDERMIA (2006, Gyorgi Palfi)

33.TENACIOUS D IN THE PICK OF DESTINY (2006, Liam Lynch)

34.TURISTAS (2006, John Stockwell)

35.UNDERDOG (2007, Frederik Du Chau)

------------------------------------------------------------------

--ANOTHER COMMENT IN BIOSCOPE WEBBOARD
http://www.bioscopemagazine.com/smf/index.php?topic=71.570

ตอบน้อง VESPERTINE

พูดถึง MARIANNE FAITHFULL ก็เลยจะบอกว่า CINEBEATS เพิ่งเขียนถึงหนังเรื่อง GHOST STORY (1974, Stephen Weeks) ที่นำแสดงโดย MARIANNE FAITHFULL ลงใน BLOG ของเธอด้วย อ่านได้ที่
http://cinebeats.blogsome.com/2007/11/18/stephen-weeks-ghost-story-1974/

CLIPS OF SOME FEMALE SINGERS IN THE PAST

UNE FEMME AVEC TOI (1975) – NICOLE CROISILLE
http://www.youtube.com/watch?v=vo20JGIuVVw

POUPEE DE CIRE, POUPEE DE SON (1965) – FRANCE GALL
http://www.youtube.com/watch?v=oGGviSJ4Ilw

CAN LOVE BE A SIN? – ZARAH LEANDER
http://www.youtube.com/watch?v=0zDL4j9haQ0

I first heard the name of Zarah Leander from the film THE MOTHER AND THE WHORE (Jean Eustache). The song CAN LOVE BE A SIN? was written by a homosexual.


-----------------------------------------------

THIS IS MY COMMENT IN RENTON’S BLOG ABOUT "BANGKOK TIME":
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=renton&month=12-2007&date=01&group=1&gblog=44

ชอบหนังเรื่องนี้มากๆเลย เราว่าหนุ่ม อรรถพรในเรื่องนี้น่ารักดี

ชอบสีหน้าของนางเอกในเรื่องนี้ เธอดูค่อนข้างแข็งและเย็นชาดี ไม่ใช่เย็นชาแบบคนไม่ดีนะ แต่เย็นชาแบบคนที่ไม่ค่อยมีปฏิกิริยากับผู้คนรอบข้าง

ชอบฉากที่นางเอกไปดูบ่อจระเข้มาก มันให้ความรู้สึกที่เศร้ามากๆเลยสำหรับ

เรารู้สึกฮากับลูกค้าคนนึงของอนันดามาก ที่เป็นคุณป้าที่บอกให้อนันดาออกกำลังกายให้เธอดู

-------------------------------------

THIS IS MY COMMENT IN SCREENOUT WEBBOARD
http://www.xq28.org/wow/viewtopic.php?f=7&t=192&st=0&sk=t&sd=a&start=325

เนื่องจากตอนนี้ KITARO (2007, Katsuhide Motoki. A) เพิ่งเข้าฉายในกรุงเทพ ก็เลยจะบอกว่าคนที่ชอบ Eiji Wentz พระเอกหนังเรื่องนี้ สามารถดูคลิปโฆษณากางเกงในของเขาได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=JulHpEFWtWc

ตอบคุณ BUENOCOCKO

หวังว่าคำตอบนี้คงไม่สายเกินไปนะคะ ที่คุณถามว่ามีหนังคล้ายๆ ETERNAL SUMMER แนะนำอีกไหม ดิฉันก็เลยนึกถึงหนังญี่ปุ่นเรื่อง LIKE GRAINS OF SAND (1995, Ryusuke Hachigushi) ค่ะ หนังเรื่องนี้มีขายในรูปแบบดีวีดีในกรุงเทพด้วย

http://www.imdb.com/title/tt0113922/

Synopsis from a DVD shop in Bangkok

2nd directoral movie by Ryosuke Hashiguchi ("HUSH!" and more)

Ryosuke Hashiguchi follows up on his critically acclaimed debut Hatachi No Binetsu -- a film about gay hustlers -- with this emotionally honest film about growing up. Shuji Ito (Yoshinori Okada) is a gay high school senior in love with his best friend, the naïve and straight-laced Hiroyuki Yoshida (Kouta Kusano). Yet Ito is too afraid of messing up his friendship with Yoshida and destroying his persona as a "normal" high school student to tell him. Meanwhile, Yoshida as fallen for the new transfer student Kasane Aihara (Ayumi Hamazaki), who harbors her own dark secret -- a brutal rape has left her unable to respond to anything sexual. Her classmates' usual schoolgirl politics bore her and she bluntly tells them so. At the same time, shy Ayako Shimizu (Kumi Takada) has fallen for Yoshida while Aihara finds herself strangely drawn to Ito. She senses his secret, which, however much he tries to maintain his facade, sets him apart.

--รู้สึกว่าดีวีดีรวมหนังสั้นชุด BOY CRUSH ก็จะมีหนังสั้นแนวเกย์ตกหลุมรักเพื่อน STRAIGHT รวมอยู่ด้วยเหมือนกัน
http://www.dvdverdict.com/reviews/boycrush.php
http://ecx.images-amazon.com/images/I/51efi3NRHaL._SS500_.jpg


Monday, December 03, 2007

KHIEW HUEY CHIAN'S INSTALLTION

I went to see an art exhibition called PRANA: ART LIGHT SPACE (curated by Brian Curtin) in late September. I was very impressed with an installation by Khiew Huey Chian. I forgot the name of the installation. It included many strings (or wires) attached from wall to wall. Some groups of strings were attached high, some a little bit low. You couldn’t walk through the strings. You have to kneel down, or bow down to get pass these strings in order to get inside the room.

Trying to find a way through all these strings made me feel like characters in the movie TURISTAS when they dived in the water cave and could only rise to the water surface to “breathe” from time to time. When I tried to get inside the room, I couldn’t walk with my back straight. I had to bow down or kneel down for a while until I reached the small area where the strings were attached so high that there were enough space for me to stand.

I don’t know the meaning of this installation. Is it a metaphor for life? We have to struggle and be patient for most of the time so that we can find a little time to relax. When I am working, I feel like I am diving. I feel as if I am holding my breath. I can only feel I am “breathing” when I finish my work.

I googled for Khiew Huey Chian and found a blog of R. Streitmatter-Tran, an artist who also participated in PRANA: ART LIGHT SPACE.

R. Streitmatter-Tran’s blog:
http://www.diacritic.org/blog/

He posted some photos of PRANA here:
http://www.diacritic.org/blog/archives/2007/08/prana_photos.htm

Below are some photos of Khiew Huey Chian’s installation. They were shot by my phone.

















FILMSICK'S REVIEW OF "KRISANA" (FALLEN)

FILMSICK wrote in Thai about KRISANA (FALLEN) (2005, Fred Kelemen, A+) in his blog:
http://filmsick.exteen.com/20071109/fallen

This is my translation of his article:

This article contains spoilers.

This article comes from Filmsick’s personal opinion and the conversations with Fred Kelemen both in the Q&A session and after the session.

FALLEN

It happened in a dark night, which might be too dark. Somebody wandered in a lonely, quiet, deserted street. He climbed up a stair and walked on a bridge to cross a river. The lamps on the bridge gave too little light to fight the darkness. Another person appeared in the small lighted area. Her fragile body was on the edge of the bridge. She turned her face to look at the pedestrian. What flickered in her eyes might be a cry for help, or just a glance, or the feeling of guilt for a sin she was going to commit. He couldn’t tell it, because everything was too dark. He paused to look at her. There was darkness between them. He walked on by, saying nothing. He walked from the beam of light into the embrace of darkness. Suddenly he heard a scream from far away, and the sound of something falling into the water.

Then darkness seized upon his heart and no light could enter it any more.

FALLEN tells the story of a man who happened to witness a suicide of a woman, but didn’t try to stop her. After her body disappeared, he started to search for her identity, creating the story of her life out of traces left behind in various places. And that led him to meet another man and some unpredictable secrets.

FALLEN was shot in gloomy black-and-white. Its location looked more like a deserted town than a real town. In this film, Kelemen reduced the bravura cinematographic effects and chose to shoot it simplistically. He used the story to tell the state of the characters, and that may make us overlook hidden meanings in each scene and may make us pay attention to the story which has nothing new. In fact, the story of FALLEN needs nothing new, because Kelemen hides the meanings in each scene which advances with deliberate pace.

Matiss Zelcs (Egons Dombrovskis), the main character, worked as a clerk in an office. His job was to deal with tons of document, compiling them and put them in the right places. He met a woman who tried to commit suicide, but didn’t help her. He did what he usually did, which was compiling documents about her or her evidence. He tried to create her story out of her traces, treating her life as if it was a document job which kept bothering him. After he told a policeman about what he had seen, the policeman told him about a lot of statistics on suicide. The policeman told him that we always wanted to get to know someone only after that person had been dead. What Matiss did resembled the police’s job—collecting evidence to find the cause of it all.

After that, he transformed himself from a clerk into a detective. He played a role which we usually see in regular detective movies. A woman disappeared. A man got suspicious and tried to find some clues and then he found the reasons behind the disappearance. But what makes FALLEN different from other films is the fact that FALLEN has asked us since the beginning whether what the main character did is the act of hero or just a deformed expression of curiosity and guilt.

He tried to trace back her trip on that night. He started from the place where she jumped into the water. Then he found a bar nearby and a barman who kept a handbag she had left in the bar. In the handbag, he found some unsent suicide letters, some trinkets, and a photo retrieval coupon from a photo shop. He read the letters and went to retrieve the photos. They were photos of a party, including photos of the woman, a man and a child. They might be her family. And there were also photos of her with a male stranger in the party.

He tried to imagine the story of her life and her death by using her letters and her photos. He created the story of her life as he wished, trying to make her into a flesh-and-blood character, instead of just a female stranger on a bridge. From that point, he started searching for the male stranger in the party, and got to know the whole story, which led to a shocking conclusion. The male stranger decided to commit suicide after talking to him. It seemed as if everything had come to an end. But it wasn’t like that. Because the woman (whom he believed to be dead) suddenly appeared.

The film seems to follow the full pattern of the detective genre. (Sometimes we may be reminded of the main character in Hitchcock’s VERTIGO, which also got involved with a ‘dead’ woman.) But FALLEN goes farther than that, because Kelemen lets us see the “myth” of those heroes in the detective genre.

Throughout the investigation, he behaved like an ordinary detective. He tried to make some assumptions from the clues. But isn’t it true that all these clues were full of gaps and holes, holes of flesh and blood and life? After he had gathered enough evidence, he started to criticize and judge her life and people around her. After he had picked up her photos, he watched the slides from the party. He kept watching the slides backward and forward, paying attention to the gaze of people in the photos. Then he uttered, “Pure jealousy,” when he saw the photo of a man watching his wife, who was watching the other guy. Matiss then became someone who judged other people by using just the data he had. His judgment was just a response to his curiosity. (He had watched the slides until he saw a photo of the woman going on a trip with the stranger, then he rewound the slides to look at them again. By that time, he had already guessed that she might have a secret lover and that her husband might get suspicious.)

He searched and found her lover. In an important scene, the lover told him about his relationship with the woman, while the camera circled around both characters in a small, uncomfortable bar. Then he judged other people again. He told her lover, “You don’t love her. You just want to possess her. You ruined her life.” His judgment brought about the lover’s guilt and ended in death.

Before that, guilt had already made Matiss interested in the life of the woman. He wouldn’t have had to go through things like this if only he had helped her on the bridge. But he was an archivist who spent most of his time with piles of documents instead of human beings. So it is understandable why he couldn’t make a quick proper decision when he suddenly saw a woman trying to commit suicide. (Kelemen said that in a Q&A after one screening, a viewer said that he would have helped the woman if he saw her, and Kelemen replied, “Everybody believes you would help her. But I don’t think everybody here would do the same thing.”)

So what motivated him is guilt. He felt guilty for something he chose not to do. His guilt is not so much different from the guilt of someone who tried unsuccessfully to kill another person. The guilt in this case doesn’t depend on the result of the action, but depends on the motivation to the failed action. The guilt of “wanting to kill” still remains with the person who had that desire, though the killing didn’t take place. Similarly, Matiss still felt guilty for not helping the woman, and that caused him to do other bad things such as lying to the police that he hadn’t seen her face. (He lied because he was afraid of his guilt and afraid of what other people, including the police, might think of him. His inaction transformed into guilt and neglect, and it might result badly.) The more he lied, the deeper he fell into the black hole of guilt. His search for the woman is a reaction to his own guilt, and also a way to transform himself into a “hero” who tried to bring the dead back home.

But his guilt and morals paid him back with the death of another man, after he had forced that man to feel guilty by using his moral principles. That man committed suicide in a toilet, maybe out of guilt, maybe out of drunkenness. Matiss’ guilt was not lessened, but multiplied.

The film satirizes the morals of the “hero”. We often view guilt as a good thing, but in fact it may be just a myth and has a very bitter taste. After the death of that man, Matiss, who believed in morals and ethics, walked into a church and vomited. This vomit in the church might be a too-late reaction to the death of that man, or it might be a satire to the fickleness of moral principles.

In that moment the woman walked out of the church, and his world came tumbling down. Her walking out of the place of virtues reflected very well his fickle moral principles. He had believed he was a hero, but in fact he was just a careless person who liked to judge other people quickly for his own benefits. He had presumed that the woman must have been like this or like that, judging her affairs with that man a bad thing. His doing is not different from ours, because we often believe that we are good and moral, and like to judge other people good or bad after reading about them from newspaper. We like to judge other people to prove our own morals and to bury our own guilt for our secret desire to be like the people in the newspaper. His using of moral standards to judge a stranger led to nothing except the increase of his self-importance. But the result of it is that he fell deeper into the black hole of his own guilt.

After that scene, we saw him tried to climb up a river bank into an empty space. We saw him falling back and climbing up again. All his efforts led to nothing except emptiness.

The film cleverly talks about guilt and redemption, and concludes them in the final scene. There are many gaps in this film, for example, we never know if the woman who jumped from the bridge is the same woman at the end of the film. She might not have committed suicide because she had suddenly realized the value of her life. We are not sure whether her lover was dead or not. (Because in both suicide scenes we never see the corpse. We only hear the sound of suicide and we imagine by ourselves what must have happened.) Death is not a way to redemption, and redemption itself may be just a way to satisfy our own personal desire.

If we step back a bit from the film, we may realize that the audience of this film is like the “hero”. We pay the ticket to watch the lives of others. We imagine the lives of these characters by using what we see on the screen. Kelemen said that whenever you use a camera to film something, what is captured by the camera is not the truth anymore, because the cameraman must select what should be inside the frame, and what should be left out of the frame. This selection makes what happens inside the frame a fragment. And no matter how many fragments we try to put together, we can never see the whole truth. Sometimes we judge other people as jealous person. Our act is similar to what the hero did when he watched the slides. We carry our guilt and sins within ourselves when we go to watch any films, and we hope that the films may redeem us. But films can only give a temporary illusion of redemption. They can only give us a little time to bury our infected wounds deeper within ourselves. But FALLEN opens these wounds.

The falling into sins in this film is presented by gloomy black-and-white images in which blackness occupies more than half of the screen. This film has many sound effects, but every song in the film is diegetic. We hear many noises whose sources are not present on the screen but exist in the narrative space, such as the barking of a dog, the chirping of birds, and the sound of a train. All of these noises create a realistic atmosphere, but also remind us of “the reality” of things outside the frame. (Kelemen is always very precise in the use of sound in his films.)

Comparing FALLEN to previous films by Kelemen, we may find that Kelemen reduces the bravura effects of his cinematography, and pays more attention to the complexities of the characters’ minds. The situations in FALLEN are complicated and strong enough to make an entertaining film out of it, but Kelemen chooses to use this story in the opposite way. He uses it to peel away the façade of these characters to find the hollowness inside.

Saturday, December 01, 2007

MORE FILM ENDINGS I LOVE

This is my reply to Matthew Hunt in my blog:
http://celinejulie.blogspot.com/2007/12/third-poll-which-is-your-most-favorite.html

--I didn’t know Richard Hamilton before. He seems interesting. I am particularly interested in his painting THE CITIZEN (1981-3), which is about the dirty protest of IRA prisoners who smeared the excrement on the wall of their cells. I never imagined that there could be such a protest like this.

http://farm3.static.flickr.com/2081/2077231239_97a27b7d91_o.jpg

--I guess Marcel Duchamp is one of the most important artists of the last century. I first got interested in him after I knew that one of my most favorite films of all time—EDEN AND AFTER (1970, Alain Robbe-Grillet)—has a scene inspired by Duchamp’s painting NUDE DESCENDING A STAIRCASE, NO.2 (1912).


--Speaking of Duchamp reminds me of a very funny short French film I saw at Alliance Francaise in February. The film is MARCEL! (2004, Jean Achache, A+) , and it is about two clueless guys who argue with a female aggressive curator about why Duchamp’s “readymades” can be considered “ART”. One of the most memorable scenes in the film is when the curator tries to kill the guys as an act of “ART” or something like that.

--Hahaha. I think my polls are just excuses for me to make lists of something I love—directors I love (first poll), Fred Kelemen (second poll), film endings I love (third poll). It would be great if I find that there’s someone who loves the same things as I. But though there’s nobody who shares my interests, I’m already satisfied that I have expressed my love for all those things.

As for my third poll, I want to put all the following films into the poll, too, but I guess many people haven’t seen them yet:

FILM ENDINGS I LOVE

11. THE STATE I AM IN (2000, Christian Petzold, Germany, A+)

12. FOTOGRAF (KAZIM OZ, Turkey, A+)

13.THE HUNGARIAN SERVANT (2004, Giorgio Molteni + Massimo Piesco, Italy, B+)

14.THE FAREWELL: BERTOLT BRECHT’S LAST SUMMER (2000, Jan Schuette, Germany, A+)

15.LUST, CAUTION (2007, Ang Lee, A+)



THIRD POLL: WHICH IS YOUR MOST FAVORITE FILM ENDING?

My second poll ended with only 3 votes, and one was from me. Hahaha. I vote for Nikolai Makarov in this poll.

The second poll is THESE ARE FRED KELEMEN’S FAVORITE PAINTERS. WHO IS YOUR FAVORITE? And the result is:

1.EL GRECO + NIKOLAI MAKAROV + EGON SCHIELE

Each of them got 1 vote or 33 %.

4.ANSELM KIEFER, ERNST LUDWIG KIRCHNER, MARK ROTHKO got no vote.

A lot of thanks for everyone (actually only two persons) who participated in it. :-)

----------------------------------------------------

Though many people aren't interested, I still find creating a poll a nice excuse for me to make some useless list. So my third poll is:

WHICH IS YOUR MOST FAVORITE FILM ENDING AMONG THESE?

1.L'ARGENT (ROBERT BRESSON, FRANCE)

2.THE ARMY OF SHADOWS (JEAN-PIERRE MELVILLE, FRANCE)

3.THE CASTLE (MICHAEL HANEKE, AUSTRIA)

4.LA CEREMONIE (CLAUDE CHABROL, FRANCE)

5.JEANNE DIELMAN, 23 QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES (CHANTAL AKERMAN, BELGIUM)

6.LOVELY RITA (2001, JESSICA HAUSNER, AUSTRIA)

7.THE MARRIAGE OF MARIA BRAUN (RAINER WERNER FASSBINDER, WEST GERMANY)

8.NO PLACE TO GO (OSKAR ROEHLER, GERMANY)

9.HELL WITHOUT LIMITS (1977, ARTURO RIPSTEIN, MEXICO)

10.TO BE TWENTY (1978, FERNANDO DI LEO, ITALY)

Please feel free to share your comment here.