Sunday, November 15, 2015

RECOMMENDED FILMS FOR WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK

มีเพื่อนถามว่าดูอะไรดีใน WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK 2015 เราก็ตอบไม่ค่อยได้ เพราะเราก็ยังไม่ได้ดูหนังในเทศกาลนี้เหมือนกัน 555 แต่ถ้าหากให้เราสุ่มเดาเอา เราก็เลือกหนังเหล่านี้

1.ARABIAN NIGHTS: VOLUME 1, 2, 3 (2015, Miguel Gomes)
เราเคยดูหนังยาวของ Gomes สองเรื่องแล้วชอบสุดๆ

2.MEN WHO SAVED THE WORLD (2014, Liew Seng Tat, Malaysia, A+30) เรื่องนี้ดูแล้ว ชอบสุดๆ

3.RUINED HEART: ANOTHER LOVE STORY BETWEEN A CRIMINAL & A WHORE (2014, Khavn de la Cruz)
เราเคยดูหนังยาวของ Khavn de la Cruz สองเรื่องแล้วชอบสุดๆ

4.MADELEINE (2015, Lorenzo Ceva Valla + Mario Garofalo, Italy, A+30)
เรื่องนี้ดูแล้ว ชอบสุดๆ

5.VIDEOPHILIA (AND OTHER VIRAL SYNDROMES) (2015, Juan Daniel F. Molero, Peru)
เรื่องนี้ได้รางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัม

6.DHEEPAN (2015, Jacques Audiard)
เรื่องนี้ชนะปาล์มทองจากคานส์

7.MARGUERITE & JULIEN (2015, Valerie Donzelli)
เห็นเขาว่า Valerie Donzelli ทำหนังดีมาก

8.CRONOPIOS AND FAMAS (2014, Julio César Ludueña, Argentina, animation)
อันนี้สร้างจากบทประพันธ์ของ Julio Cortázar ซึ่งเราเคยชอบหนัง 3 เรื่องที่สร้างจากบทประพันธ์ของเขาในระดับ A+30 ซึ่งก็คือเรื่อง BLOWUP (1966, Michelangelo Antonioni), WEEK END (1967, Jean-Luc Godard) และ THE GLASS SKY (1987, Nina Grosse)

9.ANITA’S LAST CHA CHA (2013, Sigrid Andrea Bernardo, Philippines)
นักวิจารณ์ที่เราชอบเขาชอบหนังเรื่องนี้

10.ZERO MOTIVATION (2014, Talya Levie, Israel)

หนังเรื่องนี้ชนะรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกา

WORLD FILM 2015 DAY ONE

Films seen on Saturday, 14 November, 2015

1.ARABIAN NIGHTS: VOLUME 1 – THE RESTLESS ONE (2015, Miguel Gomes, Portugal, A+30)

2.MADELEINE (2015, Lorenzo Ceva Valla + Mario Garofalo, Italy, A+30)

3.14+ (2015, Andrei Zaitsev, Russia, A+25)


4.LIKE A CAST SHADOW (2015, Michael Krummenacher, Germany, A+15)

Saturday, November 14, 2015

MY MERMAID DREAM (2015, Pathavee Thepkraiwan, stage play, A+5)

MY MERMAID DREAM (2015, Pathavee Thepkraiwan, stage play, A+5)

1.สิ่งที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็น “การแสดง” ของคุณปัถวีในละครเวทีเรื่องนี้น่ะ คือเราว่าคุณปัถวีเป็นนักแสดงที่เก่งมาก และอีกสิ่งที่ชอบมากก็คือ “พลังใจ” ในการแสดงด้วย เพราะรอบที่เราไปดูมีคนดูแค่ 4 คนเอง แต่คุณปัถวีก็แสดงอย่างเต็มที่มากๆดูแล้วก็นับถือความเป็น “นักแสดง” ของคุณปัถวีมากๆ

2.อีกสิ่งที่ชอบมากก็คือความรู้สึกเศร้าสร้อยหงอยเหงาหลังจากดูจบ เราชอบที่ตัวละครพยายามทำร่าเริงในหลายๆช่วงของเรื่อง แต่พอดูจบแล้ว เรากลับรู้สึกเศร้าสร้อยหงอยเหงามาก เราชอบที่ภายใต้ความร่าเริง แร่ดไปแร่ดมา จริงๆแล้วมันปิดซ่อนความเหงาและว้าเหว่อย่างรุนแรงไว้ภายใน

3. ช่วงที่ชอบที่สุดในเรื่องนี้ คือช่วงที่มันเอา THE LITTLE MERMAID กับ TITANIC มาผสมกัน เพราะเรามักจะชอบหนัง+ละครเวทีที่เอาเรื่องต่างๆมาผสมกันอย่างคาดไม่ถึงน่ะ เราก็เลยชอบช่วงนี้มากที่สุดใน MY MERMAID DREAM

4.ดูแล้วนึกถึงสิ่งที่เพื่อน cinephile คนนึงเคยพูดเอาไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อนมากๆ คือตอนนั้นเรากับเพื่อนคนนี้ดูมิวสิควิดีโอ NO ORDINARY LOVE (1992) ของ Sade ด้วยกัน โดยใน mv นี้ Sade แต่งตัวเป็นนางเงือก แล้วเพื่อนของเราก็พูดขึ้นมาว่า กะเทยต้องชอบมิวสิควิดีโอนี้แน่ๆ เราก็เลยถามว่า ทำไม เพราะตัวเราเองเฉยๆกับ mv นี้ แต่เพื่อนกะเทยคนนึงชอบ mv นี้มากๆ เขาก็เลยตอบว่า เพราะ mermaid เป็น “half woman” เหมือนกะเทย และ mv นี้ก็แสดงให้เห็นถึงโลกสวยงามในจินตนาการของกะเทย และกะลาสีเรือใน mv นี้ก็มักจะเป็น object of desire ของเกย์และกะเทยด้วย

5.แต่ในส่วนของ “เนื้อเรื่อง” นั้น เรากลับเฉยๆกับละครเวทีเรื่องนี้นะ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราเองก็ประหลาดใจเหมือนกัน เพราะตามหลักเหตุผลแล้ว เราควรจะอินกับละครเวทีเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะเราเองในสมัยเรียนมหาลัย เราก็ชอบแต่งตัวเป็นผู้หญิงเหมือนกัน คือในแง่นึงเราก็เคยเป็น “กะเทยที่ชอบแต่งตัวเป็นผู้หญิง” มาก่อน แต่ทำไมเราถึงรู้สึกเฉยๆกับเนื้อเรื่องของละครเวทีเรื่องนี้ เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

เราเองก็เลยลองคิดเล่นๆว่า สาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกเฉยๆ อาจจะเป็นเพราะว่า

5.1 เราเคยดูละครเวทีทำนองนี้มาบ้างแล้วน่ะ โดยเฉพาะเรื่อง TARO THE LITTLE POODLE (2014, Sangsa Santimaneerat, A+20) ที่เป็นกะเทยสาวแสดงเดี่ยว monologue เหมือนกัน และเราก็เคยดูละครเวทีเกย์ๆกะเทยๆมาเยอะหลายเรื่องด้วย รวมทั้งหนังเกย์อีกหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพบเจอในละครเวทีเรื่องนี้ ก็เลยขาดความแปลกใหม่ไปเลยน่ะ ทั้งประเด็นเรื่องการโดนเหยียดจากสังคม, การเรียกร้องให้สังคมยอมรับความแตกต่าง และชีวิตของกะเทยเหงาๆที่หารักแท้ได้ยาก

คือประเด็นเหล่านี้มันเป็นประเด็นที่จริงนะ และเราก็เจอมากับตัวเองทั้งนั้น เราเองก็เป็นกะเทยเหงาๆที่หารักแท้ไม่ได้เหมือนกัน แต่บางทีความรู้สึกเหล่านี้ของเรามันอาจจะได้รับการระบายออกไปหมดแล้วผ่านทางการดูหนังเกย์และละครเวทีเกย์หลายเรื่องในช่วงก่อนหน้านี้ก็ได้

5.2 ปัจจัยสำคัญอีกอันนึงที่ทำให้เราไม่อินกับละครเวทีเรื่องนี้ ก็คือเราไม่ชอบ THE LITTLE MERMAID และเราไม่ชอบการ์ตูนดิสนีย์ คำว่า “ไม่ชอบ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “เกลียด” นะ คือเราเฉยๆกับการ์ตูนดิสนีย์น่ะ เราไม่อินกับมัน เพราะฉะนั้นพอละครเวทีเรื่องนี้มันไปอิงกับสิ่งที่เราไม่ชอบ มันก็เลยพลอยทำให้เรารู้สึกเฉยๆกับละครเวทีเรื่องนี้ไปด้วย

5.3 โดยรสนิยมส่วนตัวของเราเองนั้น เราอาจจะสนใจฟังเรื่องอื่นๆมากกว่าเรื่องราวในละครเวทีเรื่องนี้น่ะ คือเราและเพื่อนๆเกย์/กะเทยหลายคนของเรา ก็เป็นโสด และใช้ชีวิตอยู่อย่างเหงาๆเปล่าเปลี่ยวเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่แล้ว พวกเราจะแทบไม่เคยใช้เวลาไปกับการพร่ำรำพันถึงความเหงาของตัวเองน่ะ ทั้งๆที่มันเป็น “ความจริงในชีวิตของเรา” ที่เราต้องใช้เวลาอยู่กับมันในทุกๆวินาที คืออย่างเราเอง เราก็ชอบเอาเวลาไปฟัง “ประสบกาม” ของเพื่อนๆเกย์/กะเทยของเรามากกว่า เราชอบเอาเวลาไปฟังเรื่องราวของเพื่อนๆเรา เวลาไปเอากับผู้ชายตามปั๊มน้ำมัน, เวลาไปเอากับคนงานก่อสร้าง, เอากับผู้ชายบนรถไฟ, เวลาไปเอากับคนงานพม่า, ลาว, กัมพูชาอะไรพวกนี้ 555

คือละครเวทีเรื่องนี้ไม่ได้ทำอะไรผิดนะ แต่มันเป็นรสนิยมส่วนตัวของเราเองที่ขี้เกียจฟังเรื่องของ “การหารักแท้ไม่ได้” แล้วน่ะ คือเราใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นจริงของ “การหารักแท้ไม่ได้” มาจนอายุ 42 ปีแล้ว เราก็เลยขี้เกียจฟังเรื่องนี้แล้ว เราชอบฟังเรื่องการเอากับคนงานพม่าที่เจอโดยบังเอิญในร้านลาบเป็ดอะไรพวกนี้มากกว่า 555

6.มีประเด็นอีกอันนึงที่ละครเวทีเรื่องนี้ทำให้เราคิดขึ้นมาโดยที่ตัวละครเองก็คงไม่ได้ตั้งใจ ก็คือประเด็นเรื่อง “ความแตกต่าง” โดยในตอนแรกนั้น ละครเวทีเรื่องนี้พูดในทำนองที่ว่า ให้คนเรายอมรับความแตกต่าง ซึ่งน่าจะหมายถึงการยอมรับเพศอื่นๆที่ไม่ใช่เพศหญิงและเพศชาย

ซึ่งเราก็เห็นด้วยกับสิ่งนี้มากๆ แต่เราอาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันตอนดูละครเวทีเรื่องนี้ เพราะอย่างที่เราบอกไปแล้วว่า เราได้รับสารแบบนี้จากหนังเกย์/ละครเวทีเกย์ไปแล้วหลายเรื่อง

แต่พอเราไม่อินกับเนื้อเรื่องของละครเวทีเรื่องนี้ เราก็เลยนึกต่อยอดขึ้นไปได้ว่า จริงๆแล้วกะเทยทุกคนก็มีความแตกต่างกัน เพื่อนกะเทยของเราบางคนก็คงจะชอบละครเวทีเรื่องนี้มากๆ ถ้าหากพวกเขาได้ดู เพราะเพื่อนกะเทยของเราบางคนชอบ THE LITTLE MERMAID มากๆ เพียงแต่เราไม่ชอบ

สิ่งที่เราคิดต่อยอดออกไป โดยไม่เกี่ยวข้องกับละครเวทีเรื่องนี้โดยตรงก็คือว่า บางทีนี่อาจจะเป็น step ต่อไปที่ “หนังเกย์” ของไทย และ “หนังชาติพันธุ์” ของไทย ควรดำเนินไปก็เป็นได้ ก็คือการสร้างความแตกต่างและความเป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจน แทนที่จะทำออกมาในแบบพิมพ์เดียวกันหมด

คือเรามองว่าในอดีตเมื่อ 20-30 ปีก่อน หนังเกย์ของไทย และหนังชาติพันธุ์ของไทย มันมีน้อยมากน่ะ มันแทบไม่มีหนังที่เป็นกระบอกเสียงเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ หรือหนังที่ช่วยแสดงตัวตนของเกย์และชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ต่างๆในไทยเลย

แต่ในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา มันมีหนังเกย์ไทยและหนังชาติพันธุ์ของไทยออกมาเยอะมาก และหนังเหล่านี้ก็ช่วยแสดงตัวตนของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ ช่วยเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของคนเหล่านี้ ช่วยแสดงปัญหาของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ออกมาให้สังคมในวงกว้างได้รับรู้

แต่พอหนังเหล่านี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็พบปัญหาอันนึงที่ว่า ในขณะที่หนังเหล่านี้ช่วยสนับสนุน “ความแตกต่างทางเพศ” และ “ความแตกต่างทางชาติพันธุ์” แต่หนังหลายๆเรื่องในกลุ่มนี้ กลับแทบไม่แตกต่างจากกัน ทั้งๆที่จริงๆแล้วกะเทยแต่ละคนก็มีความแตกต่างจากกัน และชนกลุ่มน้อยแต่ละคนก็มีความแตกต่างจากกัน

(คือมันก็มีหนังเกย์ไทยหลายๆเรื่องที่ดีมาก และเป็นตัวของตัวเองมากๆอย่าง HOW TO WIN AT CHECKERS EVERY TIME กับ THE BLUE HOUR นะ แต่ก็มันมีหนังเกย์ไทยอีกหลายๆเรื่องที่มันดูคล้ายกันมากเกินไป)

เพราะฉะนั้นพอเราดู MY MERMAID DREAM เราก็เลยคิดถึงจุดนี้ขึ้นมาน่ะ อันนี้เราพูดในฐานะที่เราเป็นคนชอบดูหนังนะ ไม่ใช่ในฐานะคนชอบดูละครเวที คือการทำหนังไทยที่สะท้อนชีวิตเกย์และคนกลุ่มน้อยก็ควรทำต่อไปน่ะแหละ แต่เราควรตระหนักด้วยว่า มันมีหนังไทยทำนองนี้ออกมาเยอะมากแล้ว และหลายๆเรื่องก็พูดประเด็นซ้ำๆเดิมๆ เพราะฉะนั้นเราควรจะทำยังไง เราถึงจะสร้างความแตกต่างให้กับหนังของเราได้ เราสามารถพูดประเด็นซ้ำๆเดิมๆได้น่ะแหละ เพราะปัญหาเดิมๆหลายอย่างมันก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข พ่อแม่หัวโบราณหลายคนก็ยังรับไม่ได้ที่ลูกเป็นเกย์ แต่ถ้าหากเราจะพูดประเด็นที่มันซ้ำกับหนังเรื่องอื่นๆ เราก็ควรจะต้องหาวิธีการนำเสนออะไรบางอย่าง ที่มันฉีกออกไป หรือที่มันเป็นตัวของตัวเราเองจริงๆ หาด้านอะไรในตัวเราที่มันไม่ค่อยเหมือนเพื่อนๆเกย์/กะเทยของเรา หรือไม่เหมือนเพื่อนชนกลุ่มน้อยของเรา แล้วชูจุดนั้นออกมา

7.จริงๆแล้วเราชอบการแสดง QUEEN ใน PIECES OF THE SOUL (2014) ของคุณปัถวีในระดับ A+30 เลยนะ อันนั้นมันเข้าทางเรามากๆ ถูกต้องตามรสนิยมส่วนตัวของเรามากๆ มันเหมือนกับว่าใน QUEEN นั้น คุณปัถวีแสดงเป็นเจ้าแม่ที่เฮี้ยนมากๆอะไรสักอย่าง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราอยากเป็น แต่ใน MY MERMAID DREAM นี้ คุณปัถวีแสดงเป็นนางเงือก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเป็น

แต่เราก็ยังมองว่าคุณปัถวีเป็นนักแสดงที่เก่งสุดๆอยู่ดีน่ะแหละ ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็คือว่า มันเหมือนกับศิลปินเพลงคนนึงที่ออกซิงเกิ้ลมา 2 เพลง แล้วเพลงนึงมันเข้าทางเรา แล้วเพลงนึงมันไม่เข้าทางเราเท่านั้นเองน่ะ แต่ศิลปินคนนั้นเป็นคนๆเดียวกัน และเราก็ยังคงมองว่าเขาเป็นศิลปินที่มีความสามารถสูงมากอยู่


สรุปง่ายๆก็คือว่า ถ้าหากคุณปัถวีเป็นมาดอนน่า การแสดง QUEEN ก็อาจจะเหมือนกับเพลง BEDTIME STORY (1995) ที่ออกมาเข้าทางเรามากๆ ส่วนการแสดง MY MERMAID DREAM ก็อาจจะเหมือนกับเพลง CHERISH (1989)  ที่ไม่ค่อยเข้าทางเราเท่าไหร่จ้ะ

CHILDREN OF NO IMPORTANCE (1926, Gerhard Lamprecht, Germany, A+30)

CHILDREN OF NO IMPORTANCE (1926, Gerhard Lamprecht, Germany, A+30)

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตบัดซบของเด็กน้อย 3 คนที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง พวกเขาต้องไปอาศัยอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมที่ทำทารุณกรรมพวกเขาต่างๆนานานา ดูแล้วก็นึกถึงหนังเรื่อง THE FOSTER BOY (2011, Markus Imboden, Switzerland, A+30) ที่นำเสนอเรื่องราวการทารุณกรรมลูกบุญธรรมแบบเดียวกัน

อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้เชิดชูสถาบันครอบครัวแบบหนังโง่ๆของไทยและเอเชียหลายๆเรื่องนะ เพราะพอดูถึงตอนจบแล้ว เรากลับคิดว่าหนังเรื่องนี้สามารถเทียบเคียงกับหนังอย่าง MATILDA (1996, Danny DeVito, A+30) ได้ เพราะทั้ง CHILDREN OF NO IMPORTANCE และ MATILDA ต่างก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าหากพ่อแม่เราเป็นคนเหี้ยๆ เราไม่จำเป็นต้องเคารพนับถือพ่อแม่ที่ให้กำเนิดเรามา และเราควรมีสิทธิเลือกผู้ปกครองที่เหมาะสมกับตัวเราได้เอง ซึ่งเราชอบแนวคิดเรื่อง “สิทธิของลูกในการเลือกผู้ปกครองได้เอง” แบบนี้มากๆ แต่เรากลับแทบไม่เคยเจอแนวคิดนี้ในหนังไทยและหนังเอเชียเลย

พอได้ดูหนังของ Gerhard Lamprecht เรื่องนี้กับ SLUMS OF BERLIN (1925, A+30) เราก็พบว่าเราชอบหนังของเขามากๆ และก็เข้าใจว่าทำไมหนังของเขาถึงไม่ค่อยได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์มากเท่ากับผู้กำกับอย่าง Fritz Lang, F. W. Murnau, G.W. Pabst นะ เพราะมันเป็นหนังแนว humanism ที่จงใจกระตุ้นคนดูให้สงสารเห็นใจตัวละครอย่างมากๆ แต่เราก็ว่าเขาทำสำเร็จสำหรับเรานะ เพราะเขาสามารถทำให้เราสงสารเห็นใจและผูกพันกับตัวละครในเรื่องจริงๆ แต่อยู่ในระดับพอดีๆ ไม่ฟูมฟายมากเกินไปสำหรับเรา

ถ้าหากเทียบระดับความ “จงใจเรียกน้ำตาคนดู” ในหนังกลุ่ม humanism ด้วยกันแล้ว เราว่าหนังของ Gerhad Lamprecht อาจจะอยู่กึ่งกลางระหว่างหนังของ Bertrand Tavernier กับหนังของ Steven Spielberg น่ะ คือหนังของ Tavernier มัน humanist มากๆ แต่มันไม่พยายามเร้าอารมณ์เราแบบตื้นเขินเลย มันทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งมากๆ แต่มันไม่ได้จงใจเรียกน้ำตาเราแม้แต่หยดเดียว ส่วนหนังของ Lamprecht มันจงใจกระตุ้นความสงสารในใจเรา แต่มันก็ยังไม่มากเท่ากับหนังของ Spielberg แต่หนังของ Spielberg ก็ยังดีกว่าหนังของไทยและเอเชียหลายๆเรื่องอยู่ดีนะ คือถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็คือว่า หนังของ Tavernier จงใจเรียกน้ำตาจากเราศูนย์หยด, หนังของ Lamprecht และหนังดีๆบางเรื่องของเอเชีย อาจจะจงใจเรียกร้องความสงสารจากเราประมาณครึ่งแก้ว, หนังของ Spielberg จงใจเรียกร้องความสงสารจากเราประมาณ 1 แก้ว ส่วนหนังโง่ๆของไทยและเอเชียจงใจเรียกร้องความสงสารจากเราประมาณ 1 ลิตร


CHILDREN OF NO IMPORTANCE จะฉายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันอาทิตย์ที่ 22 พ.ย. เวลา 14.45 น.นะจ๊ะ

RECEIVED A TREASURE CALLED LOVE (PREM RATAN DHAN PAYO) (2015, Sooraj R. Barjatya, India, 170min, A+20)

RECEIVED A TREASURE CALLED LOVE (PREM RATAN DHAN PAYO) (2015, Sooraj R. Barjatya, India, 170min, A+20)


 น้ำเน่าาาาาาาาาาาามากกกกกกกกกกกกกก แต่กูชอบ 555 เป็นหนังอินเดียอีกเรื่องที่เราร้องห่มร้องไห้ให้กับตัวประกอบของเรื่อง คือเราเฉยๆกับตัวละครพระเอกนางเอก แต่ฉากของเจ้าหญิงจันทริกา ซึ่งเป็นตัวประกอบของเรื่องนี้ ทำให้เราร้องไห้ได้ ซึ่งจุดนี้คล้ายกับหนังอินเดียเรื่อง SHAANDAAR (2015, Vikas Bahl) ที่เราชอบมากเหมือนกัน โดยใน SHAANDAAR นั้น เราก็เฉยๆกับตัวพระเอกนางเอก แต่ฉากที่ "นางรอง" ตัดสินใจยกเลิกงานแต่งงานนี่ กูร้องห่มร้องไห้จริงๆ

Thursday, November 12, 2015

THE LITTLE PRINCE (2015, Mark Osborne, animation, A+20)

THE LITTLE PRINCE (2015, Mark Osborne, animation, A+20)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.เราหลับไปช่วงนึงตอนดู ตอนแรกก็นึกว่าคงเป็นเพราะร่างกายเราไม่พร้อมเอง เพราะเราดูในวันธรรมดาหลังเลิกงาน ตอนประมาณบ่าย 4 โมง ซึ่งเป็นช่วงที่เรามักจะง่วง แต่ปรากฏว่าเพื่อนๆ cinephiles หลายคนก็หลับตอนดูหนังเรื่องนี้เหมือนกัน ก็เลยไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะร่างกายเราไม่พร้อมเอง หรือหนังมันชวนง่วงจริงๆ

ก่อนหน้านี้เราเคยดูหนังเรื่อง SAINT-EX (1996, Anand Tucker) ที่สร้างจากชีวประวัติของ Antoine de Saint-Exupéry ผู้ประพันธ์เจ้าชายน้อย จำได้ว่าหนังก็ดีประมาณนึง แต่เราก็หลับตอนดู SAINT-EX เหมือนกัน

2.เราเคยอ่านหนังสือ “เจ้าชายน้อย” ตอนที่เรายังเป็นเด็ก เราก็เลยอ่านไม่รู้เรื่องเลย 555 และไม่ได้กลับมาอ่านอีกตอนโต เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่ได้เป็นแฟนของหนังสือเล่มนี้ และก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมันเลยด้วย เราจำได้แต่ว่าตอนเป็นเด็กเราอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง

3.สิ่งที่ชอบมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คงเป็นงานด้านภาพในส่วนที่เล่าเรื่องเจ้าชายน้อย เราว่างานด้านภาพในส่วนนั้นงดงามมากๆ

4.เรื่องราวของแม่กับลูกสาวในยุคปัจจุบันก็เป็นส่วนที่เราชอบประมาณนึงนะ เราชอบมากๆตั้งแต่ตอนที่ลูกสาวตอบคำถามตอนสอบสัมภาษณ์ไม่ได้ เพราะเตรียมคำตอบมาไม่ตรงกับคำถามน่ะ เพราะเรารู้สึกว่าเราก็มีปัญหาคล้ายๆกับแม่+ลูกสาวในหนังเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นก็คือบางทีเรามักจะหมกมุ่นกับการวางแผนชีวิตล่วงหน้า ซึ่งจะเห็นได้จากการที่เราชอบจัด “ตารางชีวิตฮิสทีเรีย” ของตัวเองเวลาเทศกาลหนังต่างๆจัดงานฉายชนกัน แต่ทุกครั้งมันจะต้องเกิดเหตุชิบหายๆอะไรขึ้นมาในแต่ละวัน ที่ทำให้ตารางชีวิตที่วางแผนไว้รวนไปหมด แล้วเราก็จะรู้สึก “เครียดมาก” กับการต้องรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าที่คาดเดาไม่ได้ และกับการแก้ตารางชีวิตใหม่ในแต่ละวันตามปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น

ซึ่งจริงๆแล้วประเด็นนี้อาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญของ THE LITTLE PRINCE เวอร์ชั่นนี้ก็ได้นะ แต่เป็นประเด็นที่เราเอามาโยงกับชีวิตตัวเองได้ง่ายที่สุดเวลาดูหนังเรื่องนี้น่ะ นั่นก็คือประเด็นเรื่อง ความพยายามจะควบคุมชีวิต, ความพยายามจะจัดชีวิตให้ลงตัว เป๊ะ เป๊ะ ควบคุมทุกอย่างให้เป็นระเบียบ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้จริงหรอก เพราะชีวิตเรามักจะต้องรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าที่คาดเดาไม่ได้อยู่เสมอ

5.ชอบความเห็นของคนดูคนนึงมากๆที่เขามองว่า หนังเรื่องนี้เหมือนเป็นการเสียดสีนิสัยของคนเยอรมันโดยมองจากสายตาของคนฝรั่งเศส เพราะเราว่ามันก็อาจจะเป็นจริงอย่างนั้น เพราะนิสัยการทำอะไรทุกอย่างอย่างเป็นระเบียบแบบแผนของตัวละครแม่ในหนังเรื่องนี้ ในแง่นึงมันก็ทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง HOW TO LIVE IN THE GERMAN FEDERAL REPUBLIC (1990, Harun Farocki, A+30) ที่เพิ่งฉายที่รีดดิ้งรูมไปในปี 2014 ที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตคนเยอรมันที่อยู่ภายใต้ระเบียบแบบแผนเป๊ะ เป๊ะไปเกือบทุกอย่าง ในขณะที่ตัวละครชายชราข้างบ้านในหนังเรื่องนี้ เหมือนเป็นตัวแทนของคนฝรั่งเศสที่เต็มไปด้วยจินตนาการและความรักในการใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี 

โดยส่วนตัวแล้วเรามองว่าคนเราคงต้องมีทั้งสองส่วนในตัวเองนะ คงต้องรักษาสมดุลระหว่างทั้งสองส่วนในตัวเองไว้ให้ดี ทั้งจินตนาการเสรีและความเป็นระเบียบ เพราะถ้าทำตัวเสรีเกินไป มันก็อาจจะเป็นอย่างตอนที่ชายชราในเรื่องขับรถออกมาจากบ้านแล้วไปไม่ถึงจุดหมาย เพราะการทำตัวแบบนั้นมันอยู่ไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ถ้าทำตัวเคร่งครัดและสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆที่ไม่จำเป็นให้กับชีวิตตัวเองมากเกินไป เราก็อาจจะไม่มีความสุขในชีวิต เหมือนอย่างแม่+ลูกสาวในเรื่องนี้ และเหมือนอย่างตัวละครเจ้าชายน้อยตอนโต และเราอาจจะรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันในชีวิตไม่ได้ดีด้วย

6.ในส่วนที่เป็นเรื่องราวของเจ้าชายน้อยนั้น เราชอบช่วงต้นที่นักบินวาดรูปแกะแบบต่างๆแล้วเจ้าชายน้อยไม่พอใจ แต่พอนักบินวาดกล่องแล้วบอกว่ามีแกะอยู่ในนั้น เจ้าชายน้อยก็พอใจกับแกะที่มองไม่เห็นในกล่องนั้นมากๆ เราไม่แน่ใจว่าเนื้อหาตรงส่วนนี้หมายถึงอะไร แต่มันทำให้เรานึกถึงความยิ่งใหญ่ของพลังทางจินตนาการน่ะ 

7.เนื้อหาตรงช่วงท้ายของหนังก็น่าสนใจมากๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าชายน้อยโตมาแล้วกลายเป็น loser ที่น่าเศร้าคนนึง อันนี้มันทำให้เรานึกถึงตัวเราเองมากๆ เพราะตอนเด็กๆเราก็เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกจินตนาการหนักมาก เราเคยชอบอ่านนิยายมากๆ และก็ชอบจินตนาการถึงนิยายต่างๆในหัวของเรา แต่พอเราโตขึ้น จินตนาการของเราก็ค่อยๆมอดดับลงเรื่อยๆ และเราต้องหมกมุ่นกับการหาเงินมาเลี้ยงตัวเอง คือแค่การหาเงินมาเพื่อให้เพียงพอต่อปัจจัย 4 นี่มันก็ทำให้เราหมดเวลาไปเกือบทั้งวันแล้ว เพราะฉะนั้นพอเราได้เห็นเจ้าชายน้อยตอนโตในหนังเรื่องนี้ มันก็เลยทำให้นึกถึงตัวเองในแง่นึง

8.แต่พอดูถึงตอนจบแล้ว เราก็ไม่ได้ชอบหนังในระดับสุดๆถึงขั้น A+30 นะ ซึ่งสาเหตุสำคัญคงเป็นเพราะเราเองก็ยังไม่ได้เข้าใจตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมด้วยแหละ แต่ก็ชอบหนังเรื่องนี้มากๆในแง่ที่มันไม่ได้เอาบทประพันธ์ดั้งเดิมมาเล่าแบบทื่อๆตรงๆ แต่เอามาดัดแปลงให้กลายเป็นเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับโลกยุคปัจจุบัน และมีการเอาตัวละครในบทประพันธ์ดั้งเดิมมาจินตนาการต่อยอดด้วย

Wednesday, November 11, 2015

WALL (2015, Sirimas Yodsuwan, stage play, A+20)

WALL (2015, Sirimas Yodsuwan, stage play, A+20)
+BEAUTIFUL THINGS + THE ART OF BEING RIGHT

--ช่วงแรกๆของ WALL ชอบสุดๆในระดับ A+30 แต่พอจบแล้วรู้สึกมันสั้นไป 555 เหมือนได้กินอาหารที่อร่อยมากๆแค่ครึ่งจาน

--นักแสดงของ WALL เล่นได้ดีมากๆ สุดยอดมากๆ กวิน พิชิตกุลนี่เรายกให้เป็นหนึ่งในนักแสดงละครเวทีที่มาแรงที่สุดในช่วงสองปีนี้เลย ส่วนมาเรียน พุ่มอ่อนนั้นเราดูแล้วนึกถึงนักแสดงหญิงในหนังฝรั่งเศสอย่าง Sandrine Kiberlain ในแง่ที่ว่า มันมีทั้งความเปราะบางและความหัวแข็งผสมกันอยู่ในตัวน่ะ

--เราว่าบทของ WALL มันคิดตัวละครของมันออกมาดีด้วย คือเราดูแล้วรู้สึกเชื่อว่าตัวละครสองตัวนี้มันเป็นมนุษย์จริงๆน่ะ แต่เราอยากให้บทมันคิด “สถานการณ์” เพิ่มขึ้นมาอีก 1-2 ฉากน่ะ เพราะแค่นี้เรารู้สึกว่ามันสั้นไป

--ปรากฏว่าดูละครเวทีที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาธรรมศาสตร์ไปแล้ว 3 เรื่อง ซึ่งได้แก่ BEAUTIFUL THINGS (Vachiraya Rienthongkham), THE ART OF BEING RIGHT (Thanaphon Accawatanyu) และ WALL ปรากฏว่าเราชอบมากๆทั้ง 3 เรื่องเลย และทั้ง 3 เรื่องก็ดูเหมือนจะนำเสนอความสัมพันธ์หญิงชายเหมือนกันด้วย แต่นำเสนอออกมาในสไตล์ไม่ซ้ำกันเลย โดย BEAUTIFUL THINGS นำเสนอออกมาในแบบที่ดูเป็นนามธรรมมากที่สุด ส่วน THE ART OF THE BEING RIGHT นำเสนอออกมาในแบบ realistic ที่สุด และมีความซับซ้อนทางเพศมากที่สุด ส่วน WALL นั้นดูง่ายที่สุด เพราะมันเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวละครอย่างค่อนข้างตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้นจนจบความสัมพันธ์ ในขณะที่ THE ART OF BEING RIGHT นั้น มันหยิบมาเล่าแค่ฉากเดียว และคนดูต้องตั้งสติในการฟังบทสนทนาตัวละครมากเป็นพิเศษเพื่อจะได้ปะติดปะต่อให้ได้ว่า ตัวละครทั้งสองตัวนี้มีความเป็นมายังไง และมีชีวิตอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนแค่ไหน

พอดูละครเวที 3 เรื่องนี้แล้ว ทำให้นึกถึงหนังฝรั่งเศสกลุ่ม Post New Wave นะ พวกหนังของ Maurice Pialat, Jacques Doillon, Claude Sautet, Philippe Garrel, Jean Eustache อะไรพวกนี้ ที่ทำหนังสะท้อนความสัมพันธ์หญิงชายเหมือนๆกัน และทำออกมาได้ร้าวรานใจมากๆ สะเทือนใจมากๆ และแต่ละคนก็มีสไตล์แตกต่างกันไปในรายละเอียดด้วย ถึงแม้ว่าดูเผินๆแล้วอาจจะคล้ายๆกัน

ถ้าหากเปรียบเทียบละครเวที 3 เรื่องนี้แล้ว เราชอบ BEAUTIFUL THINGS มากที่สุดนะ เพราะมันเหมือนเจาะลึกเข้าไปในจิตวิญญาณตัวละครได้มากที่สุดน่ะ และเรารู้สึกหลอนมากๆ, ฝังใจมากๆ และสะเทือนใจมากๆกับใบหน้านางเอกที่นั่งนิ่งๆ คือจริงๆแล้วเราดู BEAUTIFUL THINGS ไม่เข้าใจหรอก แต่เรารู้สึกว่ามันสะเทือนใจเราเหมือนกับเวลาเราดูหนังของ Marguerite Duras และ Chantal Akerman น่ะ คือหนังพวกนี้เราจะดูแล้วไม่เข้าใจมันทั้งหมด แต่มันจะมีความแอบสแตรคท์บางอย่างที่มันบีบคั้นหัวใจเราอย่างรุนแรงมาก โดยที่เราไม่เข้าใจเลยว่ามันคืออะไร เรารู้แต่ว่าเรารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบคั้นอย่างรุนแรง

ส่วน THE ART OF BEING RIGHT นั้น คิดบทสนทนาของตัวละครออกมาได้ดีมากๆ แต่สาเหตุที่เราอาจจะไม่ได้ชอบสุดๆเป็นเพราะว่า เราอาจจะเป็น “นักดูหนัง” มากกว่า “นักดูละครเวที” น่ะ และเราก็เลยรู้สึกว่า เราอาจจะชอบมันมากกว่านี้ ถ้าหาก THE ART OF BEING RIGHT มันเป็นหนัง และเราได้เห็นใบหน้านักแสดงแบบโคลสอัพ และเห็นใบหน้านักแสดงหญิงชายตัดสลับกันไปมา

คือตอนที่เราดู THE ART OF BEING RIGHT เรารู้สึกเหมือนกับว่า เราได้รับอารมณ์ไม่ครบถ้วนจากมันน่ะ และสาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่า มันเป็นละครเวทีแบบ realistic และเราก็นั่งแถวหลัง และเราก็หูไม่ค่อยดี เราก็เลยได้ยินนักแสดงไม่ค่อยชัดในบางครั้ง และความที่มันเป็นละครเวที เราก็เลยไม่ได้เห็นใบหน้านักแสดงแบบโคลสอัพ และก็ไม่ได้เห็นใบหน้านักแสดงทั้งสองคนในคราวเดียวกันด้วย เราก็เลยแอบสงสัยว่า ถ้าหากมันเป็น “ภาพยนตร์” ที่ทำให้เราได้เข้าใกล้ “ใบหน้า” และ “เสียง” ของนักแสดงมากกว่านี้ เราจะได้รับพลังทางอารมณ์จากมันมากขึ้นหรือเปล่า


หรือจริงๆอาจจะไม่เกี่ยวก็ได้นะ บางทีอาจจะเป็นรสนิยมส่วนตัวของเราเอง คือเราว่าอีกสาเหตุหนึ่งที่เราอาจจะชอบ BEAUTIFUL THINGS มากที่สุด เป็นเพราะว่าความเป็น abstract ของมัน ช่วยให้มันก้าวข้ามขีดจำกัดบางอย่างของสถานการณ์แบบ realistic ใน THE ART OF BEING RIGHT และ WALL ได้น่ะ คือพอ THE ART OF BEING RIGHT กับ  WALL เสนอสถานการณ์แบบ realistic มันก็เลยเหมือนมันสะเทือนอารมณ์ความรู้สึกเราได้ในระดับใกล้เคียงกับหนังของ Claude Sautet และ Jacques Doillon แต่มันไม่สามารถทำให้เรารู้สึก “เป็นบ้า” ได้เหมือนอย่างหนังของ Philippe Garrel ที่มันสามารถแทงทะลุเข้าไปในจิตใจเราได้ในอีก layer นึงที่ลึกกว่า

Tuesday, November 10, 2015

SLUMS OF BERLIN (1925, Gerhard Lamprecht, Germany, 113min, A+30)

SLUMS OF BERLIN (1925, Gerhard Lamprecht, Germany, 113min, A+30)

หนังแนวชีวิตบัดซบ พระเอกเป็นคนที่เพิ่งออกมาจากคุก และพบว่าครอบครัวของเขาตัดญาติขาดมิตรกับเขา แฟนเก่าของเขาก็ทิ้งเขาไปแต่งงานใหม่ พระเอกหางานทำไม่ได้ และคิดจะฆ่าตัวตาย แต่มีกะหรี่สาวใจเพชรคนนึงช่วยชีวิตเขาไว้ และพาเขาไปอยู่กินด้วยกันในสลัม

ตอนดูเราจะลุ้นมากๆให้หนังจบเร็วๆ แต่ไม่ใช่เพราะเราไม่ชอบหนังนะ แต่เป็นเพราะว่าเรารู้สึกรักและผูกพันกับพระเอกมากๆ เขาไม่ใช่คนหน้าตาดีนะ แต่เป็นผู้ชายที่มีจิตใจดีงามมากๆ และบุคลิกก็ดูเคร่งขรึม เข้มแข็ง คล้ายๆเกย์หนุ่มบางคนที่เราแอบชอบใน facebook 55555 แต่เรารู้ว่านี่มันเป็นหนังแนวชีวิตบัดซบ เพราะฉะนั้นเราก็เลยเดาว่า ตราบใดที่หนังยังไม่จบ มันต้องมีเรื่องเหี้ยๆรอที่จะเกิดขึ้นในชีวิตพระเอกแน่ๆ เพราะฉะนั้นตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยลุ้นให้มันจบเร็วๆ เพราะเรารู้สึกผูกพันกับตัวละครพระเอกมากๆ และไม่อยากเห็นเขาเจอเรื่องเหี้ยๆอะไรในชีวิตอีก

รู้สึกตลกดีที่ “การรู้ตัวว่าเรากำลังดูหนังอยู่” มันทำให้เรารู้สึกรุนแรงกับหนังมากขึ้นกว่าเดิม คือถ้าหากเราเห็นชีวิตเพื่อนคนนึงกำลังได้ดี ประสบความสำเร็จในความเป็นจริง เราก็คงรู้สึก “ยินดี” กับเขา และไม่คิดอะไรมาก เพราะเราเดาว่า เขาก็คงมีความสุขต่อไปหลังจากนั้น แต่ถ้าหากเรากำลังดูหนังแนวชีวิตบัดซบ และเห็นตัวละครพระเอก “กำลังประสบความสำเร็จในชีวิตในช่วงกลางเรื่อง” เราย่อมไม่รู้สึกยินดีแน่ๆ เพราะเราย่อมอนุมานเอาเองว่า หนังมันคงดำเนินเรื่องต่อไปไม่ได้อีกนาน ถ้าหากชีวิตพระเอกมีแต่ความสุข ความสุข ความสุข ต่อไปเรื่อยๆอย่างนั้นจนจบเรื่อง เพราะฉะนั้นพอเราเห็นตัวละครที่เรารัก “กำลังมีความสุขในช่วงกลางเรื่อง” เราก็เลยไม่รู้สึกดีใจ แต่กลับรู้สึกกังวลอย่างรุนแรงว่า มันต้องมีเรื่องเหี้ยๆรอที่จะเกิดขึ้นในชีวิตมึงอีกแน่ๆเลยค่ะ

ตอนดูจะนึกถึงหนังฮ่องกงเรื่อง STORY OF A DISCHARGED PRISONER (1967, Lung Kong) มากๆ ที่เป็นเรื่องของพระเอกที่ออกจากคุกและพยายามจะตั้งต้นชีวิตใหม่เหมือนกัน และนึกถึงละครทีวีฮ่องกงเรื่อง “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย” ที่นำแสดงโดยหลินจุ้นเสียน, เฉินหมิ่นเอ๋อ กับเซียะหนิงด้วย ในแง่ที่ว่า มันเป็นเรื่องรัก 3 เส้าระหว่างพระเอกที่มีฐานะยากจน, กะหรี่สาว และหญิงสาวฐานะดีเหมือนกัน และตัวละครพระเอกใน “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย” กับ SLUMS OF BERLIN มันเป็นตัวละครผู้ชายประเภทที่มี integrity ในตัวเองสูงมากๆเหมือนกัน

หนังเรื่องนี้จะฉายที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย.นี้ เวลา 15.15 น.นะจ๊ะ


Monday, November 09, 2015

AUSTRIAN FILMS

AUSTRIAN FILMS

มีเพื่อนอยากให้เราทำลิสท์หนังออสเตรีย เราก็เลยทำลิสท์นี้ขึ้นมาจ้ะ ถึงแม้จริงๆแล้วเราเคยดูหนังออสเตรียน้อยมากๆ ส่วนหนังออสเตรียที่อยากดูที่สุดในตอนนี้คือเรื่อง INVISIBLE ADVERSARIES (1977, Valie Export, 109min) หวังว่าจะมีคนจัดฉายหนังเรื่องนี้ให้เราได้ดูกันในกรุงเทพนะจ๊ะ

FAVORITE AUSTRIAN FILMS
(in alphabetical order, only one film per director)
1.ALONE, LIFE WASTES ANDY HARDY (1998, Martin Arnold)
2.ANTARES (2004, Götz Spielmann)
3.ARNULF RAINER (1960, Peter Kubelka)
4.EL CHICKO (1997, David Rühm)
5.COMING ATTRACTIONS (2010, Peter Tscherkassky)
6.CONFERENCE (2011, Norbert Pfaffenbichler)
7.THE COUNTERFEITERS (2007, Stefan Ruzowitzky)
8.DOG DAYS (2001, Ulrich Seidl)
9.ENDEAVOUR (2010, Johan Lurf)
10.FEAR OF HEIGHTS (1994, Houchang Allahyari)
11.FREE RADICALS (2003, Barbara Albert)
12.LOVELY RITA (2001, Jessica Hausner)
13.OCEANO NOX (2011, Georg Wasner)
14.OUR DAILY BREAD (2005, Nikolaus Geyrhalter, documentary)
15.PRAXIS-8 (2010, Dietmar Brehm)
16.REQUIEM FOR DOMINIC (1991, Robert Donhelm)
17.SEEING SPACE AND HEARING SPACE (1973-1974, Valie Export)
18.THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke)
19.WORKINGMAN’S DEATH (2005, Michael Glawogger, documentary)
20.YOU BET YOUR LIFE (2005, Antonin Svoboda)

AUSTRIAN FILMS WISH LIST

1.AND THEN WE ARE, IN THE MIDDLE (2014, Sebastian Brameshuber, documentary, 85min)
2.BE MY STAR (2001, Valeska Grisebach)
3.DARWIN’S NIGHTMARE (2004, Hubert Sauper)
4.GOODNIGHT MOMMY (2014, Severin Fiala + Veronika Franz)
5.THE FOLDS OF THE KING (2011, Matthias van Baaren, documentary, 30min)
6.LIFE A DEATH LONG (2004, Martin Nechvatal, 94min)
7.MICHAEL (2011, Markus Schleinzer)
8.SLOW SUMMER (1976, John Cook)
9.THE WALL (2012, Julian Pölsler)
10.WHEN IT BLINDS, OPEN YOUR EYES (2014, Ivette Löcker, documentary, 75min)



Sunday, November 08, 2015

LOOK MAI WHY//Y/WAI PUANG (2015, Pattra Toburin, stage play, A+10)

LOOK MAI WHY//Y/WAI PUANG (2015, Pattra Toburin, stage play, A+10)
ลูกไม้ WHY/วาย/วัย ป่วง

1.เหมือนเราดูละครเวทีมา 10 ปีแล้ว แต่เราแทบไม่เคยดูอะไรที่สร้างจากบทประพันธ์ดั้งเดิมของร.6 เลย เคยดูแต่ละครเวทีที่เอา “งานแปล” เชคสเปียร์ของร.6 มาทำ แต่ที่เป็นบทละครเวทีที่ ร.6 ประพันธ์เองนี่ เราแทบไม่เคยดูเลยมั้ง

นั่นก็เลยเป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกดูเรื่องนี้ เพราะเราอยากรู้ว่าเรื่องที่ร.6 ประพันธ์เองเป็นยังไง แต่ดูแล้วก็ไม่สามารถตอบได้ เพราะเราเข้าใจว่าเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากต้นฉบับดั้งเดิมเยอะมาก มันเหมือนเป็นละครเวทีเรื่องใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทละครเวที 3 เรื่องของร.6

2.คือจริงๆแล้ว พอเราดู เราก็ไม่ได้ชอบมันสุดๆในระดับ A+30 นะ แต่นั่นไม่ใช่เป็นเพราะการกำกับและการแสดงนะ คือเราว่านักแสดงเล่นดีสุดๆ แต่เราพบว่า “ละครชวนหัว” แบบนี้, เนื้อเรื่องแบบนี้ และตัวละครแบบนี้ มันไม่ใช่สไตล์เราเลยน่ะ เพราะฉะนั้นถึงแม้การกำกับและการแสดงจะดียังไง เราก็ไม่สามารถ enjoy มันได้อย่างรุนแรงอยู่ดี ซึ่งเราก็คงจะรู้สึกแบบนี้เวลาไปดูบัลเลต์หรือโอเปรา หรืออะไรอื่นๆที่ไม่ใช่สไตล์เราเหมือนกัน

3.สิ่งที่ชอบที่สุดก็คือการแสดงน่ะแหละ เราว่านักแสดงเล่นดีมาก ส่วนสไตล์การแสดงนั้น เราว่ามันมีจุดที่น่าสนใจดีด้วยเหมือนกัน คือเราว่ามันเป็นการแสดงที่ดู traditional ที่สุดอันนึงในบรรดาละครเวทีโรงเล็กเท่าที่เราได้ดูมาในปีนี้เลยน่ะ คือเป็นการแสดงแบบโอเวอร์แอคติ้ง (อันนี้ไม่ใช่คำตำหนินะ แต่เราหมายถึงการแสดงแบบโอเวอร์เกินจริง เพื่อให้ผู้ชมที่อยู่ไกลออกไปหลายสิบเมตรเห็นได้ชัด) เวลาเขินอายก็ต้องบิดผ้าเช็ดหน้าอย่างรุนแรง พูดจาเสียงดังฟังชัด ฉะฉาน

ซึ่งจริงๆแล้วการแสดงแบบ traditional แบบนี้ มันควรจะเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในละครเวทีใช่ไหม ปรากฏว่าไม่ใช่ เพราะส่วนใหญ่แล้วละครเวทีที่เราเลือกดู มักจะเป็นละครเวทีโรงเล็ก ที่นักแสดงจะไม่เล่นสไตล์โอเวอร์แอคท์ขนาดนี้ และเราก็ไม่ค่อยเลือกดูละครเวทีแนวตลกด้วย  ละครเวทีที่เราเลือกดูส่วนใหญ่ นักแสดงมักจะเล่นแบบ realistic หรือไม่ก็เป็น physical theater หรือไม่ก็เป็น absurd อะไรไปเลยมากกว่า เพราะฉะนั้นพอเราได้เห็นการแสดงละครเวทีแบบดั้งเดิมแบบนี้ มันก็เลยแปลกตาดีสำหรับเรา 555 และก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจดีที่อะไรที่มันดู traditional กลับกลายเป็นสิ่งที่มันไม่ค่อยได้เข้ามาผ่านหูผ่านตาเราสักเท่าไหร่

จริงๆแล้วเราชอบการแสดงสไตล์อื่นๆมากกว่าสไตล์ traditional แบบที่เราเห็นในละครเรื่องนี้นะ แต่เราก็พบว่าการแสดงแบบ traditional แบบนี้มันมีอะไรที่เราชอบมากๆอยู่ด้วยเหมือนกัน นั่นก็คือเราชอบการแสดงที่นักแสดงพูดจาเสียงดังฟังชัดฉะฉานแบบในเรื่องนี้น่ะ

คือเรามีปัญหาเล็กน้อยเวลาดู STRATEGIC LONELINESS กับ THE ART OF BEING RIGHT ในเทศกาลละครปีนี้น่ะ นั่นก็คือเราฟังนักแสดงพูดไม่ค่อยได้ยิน 555 ไม่รู้เป็นเพราะหูเราไม่ดีเอง, เรานั่งแถวหลังสุด, จุดที่เรานั่งได้ยินเสียงแอร์ดัง หรือเพราะอะไร แต่มันก็ทำให้เราได้คิดเหมือนกันว่า การแสดงแต่ละแบบมันก็มีจุดดีจุดด้อยของมันน่ะ คือโดยทั่วไปแล้วเราอาจจะชอบการแสดงแบบ realistic อย่างใน THE ART OF BEING RIGHT มากๆ แต่พอนักแสดงเล่นแบบ realistic บางทีคนที่นั่งแถวหลังสุดก็อาจจะไม่ได้ยินนักแสดงพูดในบางครั้งก็ได้ ส่วนการแสดงแบบ traditional อย่างในลูกไม้วายป่วงนั้น โดยปกติแล้วเราไม่ได้ชอบสไตล์แบบนี้มากนัก แต่เราก็ชอบที่นักแสดงพูดจาฉะฉาน เราได้ยินชัดทุกประโยค

4.ช่วงที่สอง ที่เป็นเรื่อง “วิไลยเลือกคู่” เป็นช่วงที่น่าสนใจมากที่สุดสำหรับเรา เพราะมันโยงมาถึงเรื่องการรัฐประหาร, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, การปรับทัศนคติ, ลัทธินิยมทหาร อะไรพวกนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่เราอินด้วยมากๆ

แน่นอนว่าเวลาที่เราดูช่วง “วิไลยเลือกคู่” นั้น เรารู้สึกต่อต้านทหารและรัฐประหารอย่างรุนแรง แต่มันก็ทำให้เราคิดประเด็นอะไรอย่างอื่นขึ้นมาด้วยเช่นกัน ซึ่งได้แก่

4.1 เราว่าในความเป็นจริงนั้น ตัวละครมันอาจจะสนทนากันอย่างรวบรัดแบบนี้ไม่ได้นะ เพราะวิไลยต้องเลือกระหว่างทหารคนนึงกับนักวิชาการคนนึงที่มาติดพันด้วย แต่เพื่อนทั้งสองกลับถกเถียงกันเรื่อง “ทหาร” กับ “นักวิชาการ” ในแบบภาพรวมน่ะ ซึ่งจริงๆแล้วมันก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องน่ะแหละ แต่เรารู้สึกลักลั่นหน่อยๆตรงที่ว่า ทหารกับนักวิชาการคนที่มาจีบวิไลย มันสามารถเป็นตัวแทนของภาพรวมได้หรือเปล่า คือเราเชื่อว่า เราไม่สามารถเหมารวมทหารทุกคนว่าเป็นเหมือนๆกันหมด และไม่สามารถเหมารวมนักวิชาการทุกคนว่าเป็นเหมือนๆกันหมดได้น่ะ โดยเฉพาะนักวิชาการนี่ แต่ละคนเถียงกันจะเป็นจะตาย ตบกันแหลกมากๆ เพราะฉะนั้นก่อนที่เพื่อนทั้งสองจะถกกันเรื่อง “ทหาร” กับ “นักวิชาการ” ในภาพรวมได้นี่  มันเหมือนขาดจุดเชื่อมจุดนึงที่จะทำให้ประเด็นการถกเถียงนี้มันหนักแน่นขึ้นมาได้น่ะ ซึ่งจุดเชื่อมนั้นก็คือการที่ละครเวทีเรื่องนี้ต้องทำให้เราเชื่อก่อนว่า ทหารกับนักวิชาการคนที่มาจีบวิไลยนี่ ทำตัวสอดคล้องกับ “ภาพรวม” แต่พอละครเวทีเรื่องนี้นำเสนอแบบ “ฉากเดียวต่อเรื่อง” แบบนี้ ประเด็นการพูดคุยในเรื่องมันก็เลยเหมือนถูกรวบรัดเกินไป และเหมือนขาดจุดเชื่อมที่สำคัญไป

4.2 ประเด็นเรื่องประยุทธ์ จันทร์โอชานี่มันไม่ได้อยู่ในบทประพันธ์ของร.6 แน่ๆ 555 เราก็เลยสงสัยว่า บทประพันธ์ดั้งเดิมมันเป็นยังไง แล้วก็แอบสงสัยอีกด้วยว่า สมมุติถ้าหากเราได้ดูเรื่องนี้สมัยร. 6 เราจะรู้สึกยังไง หรือถ้าหากเราได้ดูละครเวทีเรื่อง “วิไลยเลือกคู่” ก่อนรัฐประหารปี 2006 เราจะรู้สึกยังไง คือมันคงเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากการได้ดู “วิไลยเลือกคู่” ในปี 2015 อย่างรุนแรงมากๆ

5.ส่วนเรื่อง “ตบตา” กับ “หลวงจำเนียรเดินทาง” นั้น เราไม่อินอะไรกับเนื้อเรื่องและตัวละครเลย แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของผู้กำกับและนักแสดงนะ คือนักแสดงก็ทำดีที่สุดแล้วล่ะ แต่เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับตัวละครประเภทนี้เท่านั้นเอง

Saturday, November 07, 2015

Film Wish List: THE GREAT SACRIFICE (1944, Veit Harlan, Germany)

Film Wish List: THE GREAT SACRIFICE (1944, Veit Harlan, Germany)

หนังเรื่องนี้ได้รับคำชมว่าถ่ายทำออกมาได้อย่างงดงามมากๆ แต่มันไม่ค่อยได้รับการเผยแพร่มากนัก เพราะ Veit Harlan เป็นผู้กำกับที่รับใช้นาซีอย่างเต็มตัว  เพราะฉะนั้นถึงแม้ Veit Harlan จะเป็นผู้กำกับที่มีความสามารถสูงมาก ชื่อเสียงของเขาก็มัวหมองเพราะการไปรับใช้นาซี

พล็อตหนังเรื่องนี้น่าสนใจมาก มันเป็นเรื่องของรัก 3 เส้า ระหว่างอัลเบรคท์กับออคตาเวีย ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน แต่อัลเบรคท์ดันไปหลงรัก Als (Kristina Soderbaum) สาวสวยข้างบ้าน และทั้งสองก็ลักลอบเป็นชู้กัน อย่างไรก็ดี Als ล้มป่วยในเวลาต่อมา และต้องนอนแบ็บอยู่บนเตียง ส่วนอัลเบรคท์เกิดติดโรคไทฟอยด์ และต้องถูกกักตัวอยู่ในโรงพยาบาล ทางด้านออคตาเวียเกิดรู้ความจริงขึ้นมาว่า สามีของเธอเป็นชู้กับสาวข้างบ้าน แต่แทนที่เธอจะหึงหวงและทำร้ายคนทั้งสอง สิ่งที่ออคตาเวียตัดสินใจทำกลับหนักมากๆ ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง รุนแรงที่สุด สิ่งที่ออคตาเวียทำก็คือ เธอปลอมตัวเป็นสามีของเธอ และขี่ม้ามาวนเวียนอยู่ใกล้ๆหน้าต่างบ้านของ Als เพื่อให้ Als เข้าใจผิดว่าอัลเบรคท์ยังคงรัก Als อยู่เสมอ และนี่แหละคือ “การเสียสละอันยิ่งใหญ่” ของภรรยาผู้ที่ถูกสามีนอกใจ  เธอไม่ได้พยายามจะแย่งผัวกลับคืนมา แต่เธอพยายามจะส่งเสริมความรักของผัวกับหญิงชู้ต่อไป ตายแล้วววววววววววววววววววววว

หนังเยอรมันเรื่องนี้ไม่ได้ฉายในงาน FILMVIRUS IN WEIMAR GERMANY นะคะ นอกจากนี้ วันอาทิตย์ที่ 8 พ.ย.นี้ไม่มีหนังฉายหนึ่งสัปดาห์นะคะ แต่จะมีฉายอีกทีในวันที่ 15 พ.ย.ค่ะ

ดูโปรแกรมการฉายได้ที่นี่ค่ะ