Tuesday, August 11, 2020

TOKYO STORY

 TOKYO STORY (1953, Yasujiro Ozu, Japan, A+30)


1.เสียดายที่เรายังไม่เคยดู MAKE WAY FOR TOMORROW (1937, Leo McCarey) ที่เราเคยได้ยินว่าเป็นต้นแบบของ TOKYO STORY เราก็เลยบอกไม่ได้ว่า หนังสองเวอร์ชั่นนี้แตกต่างกันอย่างไร แต่เราเดาว่าน่าจะยอดเยี่ยมพอๆกัน

อยากดู TOKYO-GA (1985, Wim Wenders,documentary) ด้วย เพราะเข้าใจว่า   TOKYO-GA น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก TOKYO STORY มากพอสมควร

2.ร้องห่มร้องไห้สะเทือนใจอย่างรุนแรงในฉากที่ย่าอยู่กับหลานชาย แล้วถามหลานชายว่า หนูโตขึ้นแล้วอยากเป็นหมอเหมือนพ่อไหมจ๊ะ แล้วย่าก็พูดในทำนองที่ว่า "กว่าหนูจะโตจนเลือกอาชีพเองได้ ตอนนั้นย่าจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้"

นึกถึงฉากนี้ทีไรก็อยากร้องไห้ เหมือนมันเป็นสัจธรรมของชีวิตที่ไม่มีใครหนีพ้น การมองดูเด็กเล็กๆ แล้วตระหนักดีว่ายังไงตัวเองก็คงต้องตายก่อนเด็กคนนั้นจะโต มันเป็นอะไรที่เศร้ามากๆ แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาโลกที่ต้องทำใจยอมรับ

ดูแล้วก็นึกถึงยายของเราเอง ซึ่งเสียชีวิตไปตอนที่เราอายุราว 18 ปี ตอนที่ยายของเราเห็นเราตอนเด็กๆ ยายจะคิดอย่างนี้อยู่ในใจหรือเปล่านะ

ส่วนเราทำใจมานานแล้วว่า ยังไงเราก็คงตายก่อนที่จะได้เห็นลูกหมีของเราโตแน่ๆ เพราะเราเลี้ยงลูกหมีมานานหลายปีแล้ว ตัวมันยังเท่าเดิมอยู่เลย 55555

3.ดูหนังจบ แล้วอยากเข้านอน แล้วตายไปเลย จะได้ไม่ต้อง "แก่" มากไปกว่านี้อีก ไม่รู้ทำไมดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้เรารู้สึกหวาดกลัวความแก่ชรามากๆ  อยากให้วัฏจักรชีวิตของเราไม่ใช่ "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" แต่เป็น "เกิด สวย มีผัว ตาย" อะไรแบบนี้แทนจะได้ไหม

4.ไม่รู้เราประสาทแดกไปเอง หรือเป็นเพราะฝีมือของ Ozu คือเรารู้สึกราวกับว่า ผิวหนังหรือสภาพร่างกายของตัวละครในหนังเรื่องนี้มันบอบบางกว่าของตัวละครในหนังทั่วๆไปน่ะ คือเรารู้สึกราวกับว่า เรา  sensitive กับสิ่งต่างๆที่มากระทบตัวละครในหนังเรื่องนี้มากกว่าในหนังปกติ อย่างเช่นในฉากที่ผัวเมียวัยชราไปเที่ยวน้ำพุร้อนหรืออะไรทำนองนี้ แล้วเจอกลุ่มหนุ่มสาวเสียงดัง เราก็รู้สึกเป็นห่วงเป็นใยตัวละครอย่างรุนแรงมาก และเราจะรู้สึกเหมือนเป็นห่วงเป็นใยตัวละครในหนังเรื่องนี้มากกว่าในหนังทั่วไป คือถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับว่า ถ้าหากตัวละครในหนังเรื่องนี้ถูกยุงกัด เราก็จะรู้สึกเป็นทุกข์อย่างรุนแรง ราวกับว่าผิวหนังของพวกเขามันบอบบางกว่าปกติ ซึ่งมันจะแตกต่างจาก

4.1 หนังตลก ซึ่งเป็นหนังแนวที่เรารู้สึกว่าตัวละครคงกระพันที่สุด ผิวหนังหนาที่สุด อย่างเช่น ถ้าหากตัวละครในหนังตลกโดนระเบิด เขาก็อาจจะไม่ตาย อาจจะแค่ตัวเป็นสีดำชั่วครู่เท่านั้น

4.2 ตัวละครในหนัง action ซึ่งถ้าหากโดนระเบิด ก็มักจะตาย แต่ตัวละครในหนัง action คงไม่รู้สึกอะไรกับการโดนตบ โดนยุงกัด

4.3 ตัวละครในหนังดราม่า ซึ่งคงจะคันถ้าหากโดนยุงกัด แต่เราจะไม่รู้สึกเป็นห่วงพวกเขามากนัก

แต่กับตัวละครใน TOKYO STORY ไม่รู้ทำไมเราถึงรู้สึกเป็นห่วงพวกเขามากเป็นพิเศษ ไม่อยากให้พวกเขารู้สึกร้อน หรือเป็นทุกข์อะไรใดๆ บางทีเราอาจจะประสาทแดกไปเอง หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะหนังของ Ozu มันมีความละเอียดอ่อนมากๆ จนทำให้เรารู้สึกแบบนี้

Monday, August 10, 2020

OZU

 

TOKYO STORY เป็นหนังของ Ozu เรื่องที่ 6 ที่เราได้ดู เราน่าจะชอบเป็นอันดับ 1 หรือ 2 นะ สูสีกับ EARLY SPRING (1956) แต่ชอบมากกว่า I WAS BORN, BUT... (1932), LATE SPRING (1949), LATE AUTUMN (1960) และ AN AUTUMN AFTERNOON (1962)

 

เราว่าปัญหาที่เรามีกับหนังบางเรื่องของ Ozu นั้น เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน อย่างเช่น เราไม่อินกับ “ความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัว”, ไม่อินกับ “ตัวละครที่ไม่อยากแยกตัวออกไปจากครอบครัว” เพราะในชีวิตจริงนั้น พอเราเริ่มทำงานหาเงินได้ปุ๊บ เราก็รีบแยกตัวออกมาอยู่ตัวคนเดียวเลย และอีกปัจจัยนึงที่ทำให้เราไม่อิน เป็นเพราะว่า ตัวละครหญิงในหนังของ Ozu โดยทั่วไป ก็ไม่ได้แสดงความเงี่ยนผู้ชายออกมาอย่างเปิดเผยด้วย

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยอาจจะไม่รู้สึกแปลกแยกจากหนังเรื่อง TOKYO STORY มากนัก ถ้าหากเทียบกับหนังอย่าง LATE SPRING, LATE AUTUMN และ AN AUTUMN AFTERNOON เพราะตัวละครหลักๆของ TOKYO STORY มันแยกออกมาอยู่เป็นครอบครัวตัวเองแล้วน่ะ ตัวละครหลายๆตัวในหนังเรื่องนี้ มันไม่ได้ “รักครอบครัวแบบปิ้มว่าจะขาดใจ” และนางเอกของหนังมันก็ไม่ได้เป็น “สาวโสดที่ไม่อยากมีผัว แต่อยากปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ไปเรื่อยๆ” แบบในหนังเรื่องอื่นๆของ Ozu  ซึ่งแน่นอนว่าตัวละครแบบนี้เป็นอะไรที่ตรงข้ามกับเราอย่างที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่ได้รู้สึกแปลกแยกจากหนังเรื่องนี้มากเท่าหนังเรื่องอื่นๆของ Ozu จ้ะ  

LOVELESS

 

LOVELESS (2017, Andrey Zvyagintsev, Russia, A+30)


1.นึกว่าหนังเรื่อง BABA YAGA: TERROR OF THE DARK FOREST (2020, Svyatoslav Podgaevskiy, Nathalia Hencker, Russia, A-) เป็นการอธิบายปริศนาทุกอย่างที่ LOVELESS  ทิ้งค้างไว้ 55555

2.จองเป็นสาวกู่ร้องหาคนในหนังเรื่องนี้ ไม่รู้เธอมีชื่อในหนังว่า FOX ONE หรืออะไรทำนองนี้หรือเปล่า นึกว่าเธอสำเร็จวิชา ราชสีห์คำราม มาจากหลวงจีนวัดเส้าหลิน 55555

3.ชอบความเป็นหนัง  procedural film เกี่ยวกับการทำงานของ "มูลนิธิกระจกเงาแห่งรัสเซีย" มากๆ ชอบที่หนังแสดงให้เห็นกระบวนการทำงานของคนกลุ่มนี้อย่างละเอียดยิบในหนังเรื่องนี้

4.ตัวละครแม่ในหนังก็น่าจดจำมากๆ เพราะมันเป็นหนังที่นำเสนอ "แม่" ที่สวนทางกับแม่ในหนังเรื่องอื่นๆ ที่มักต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิเลี้ยงดูลูก

5.แต่ปัญหาที่เรามีกับหนังเรื่องนี้ คือปัญหาเดียวกับที่เรามีกับ THE RETURN (2003,  Andrey Zvyagintsev) นั่นก็คือหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือน "เกลียดชัง" "ตัวละครที่ไม่รักครอบครัว" น่ะ ซึ่งมันก็ไม่ผิดหรอกที่หนังจะสร้างตัวละครแบบนี้ และหนังจะเกลียดตัวละครแบบนี้ แต่เราจะไม่ค่อยอินตรงส่วนนี้เท่าไหร่ มันเหมือนกับหนังทั้งสองเรื่องนี้มีแนวคิดบางอย่างอยู่ในใจว่า "ถ้าหากตัวละครรักครอบครัวมากกว่านี้ ปัญหาก็จะลดลงหรือคลี่คลาย" ซึ่งแนวคิดแบบนี้ทำให้เรารู้สึก เอ๊ะ

6.ชอบสาวชุดแดงที่โผล่มาฉากเดียวอย่างสุดๆ ที่เธอเดินเข้าร้านอาหาร แล้วมีผู้ชายมาขอเบอร์โทรศัพท์เธอ แล้วเธอก็ให้เบอร์ไป แต่หลังจากนั้น เธอก็เดินไปก้อร่อก้อติกกับผัวเธอที่โต๊ะอาหาร แล้วทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

7.ฉากข้างต้น, ฉากกลุ่มสาวสวยถ่าย selfie และพฤติกรรมของนางเอก ทำให้รู้สึกว่าหนังอาจต้องการด่าความเปลือกกลวงของสาวรัสเซียยุคใหม่หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

แต่จะว่าหนังมองผู้หญิงในทางลบไปซะทั้งหมด ก็ไม่ใช่ เพราะผู้หญิงแต่ละคนในมูลนิธิกระจกเงาก็ทำงานดีมากๆ

8.เราว่าพระเอกก็แรงพอๆกับนางเอกฉากที่เขาทิ้งนางเอกไว้ข้างถนนนี่โหดมาก

9.สรุปว่า ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะเราชอบกระบวนการทำงานของมูลนิธิกระจกเงา แต่ในส่วน "การล่มสลายของสถาบันครอบครัว ที่ความรักไม่อาจเยียวยา" นั้น เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้กับ THE RETURN มีมุมมองบางอย่างต่อสถาบันครอบครัวในแบบที่เราไม่อินด้วยมากนัก

ABSENCE OF LIGHT (2019, Beatrice Aline, Germany, 10min, A+15)

 เหมือนหนังอยากให้ผู้ชมจินตนาการว่า ถ้าหากเกิดพายุสุริยะ ที่ทำให้ไฟฟ้าดับหมดทั้งโลก แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

เราก็เลยตอบในใจว่า คนเกือบทั้งโลก ก็จะลืมเพลงของวง the Beatles เหมือนในหนังเรื่อง YESTERDAY (2019, Danny Boyle) ยังไงล่ะ 55555

KIDS DON'T DIE (2019, Pedro Patricio, USA, 14min, A+25)

นางเอกคิดที่จะฆ่าตัวตายพร้อมกับฆ่าลูกเล็กๆ 2 คนด้วย แต่เหมือนหนังมีความฟูมฟายทางอารมณ์มากไปนิดนึง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตอนจบของ NORTE, THE END OF HISTORY (2013, Lav Diaz)


Sunday, August 09, 2020

THE TRUTH (2019, Hirokazu Koreeda, Japan, A+30)

 

THE TRUTH (2019, Hirokazu Koreeda, Japan, A+30)

 

1.ตอนดูหนังเรื่องนี้จะนึกถึง Francoise Dorléac ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้จงใจหรือเปล่า เพราะในหนังเรื่องนี้ ตัวละคร Fabienne Dangeville (ลองสังเกตตัวอักษรหน้าของชื่อและนามสกุลของตัวละครตัวนี้) ที่แสดงโดย Catherine Deneuve เหมือนถูก haunt ด้วยความทรงจำที่มีต่อเพื่อนนักแสดงที่ชื่อ Sarah มาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว และการที่ Fabienne รับแสดงหนังเรื่อง MEMORIES OF MY MOTHER ก็คล้ายๆจะช่วยให้เธอได้ make peace กับความทรงจำที่มีต่อ Sarah

 

ถึงแม้หนังเรื่อง THE TRUTH อาจจะไม่ได้ตั้งใจ เราก็ดูหนังเรื่องนี้ด้วยการนึกถึง Francoise Dorléac ตลอดเวลา เพราะ Francoise เป็นพี่สาวของเดอเนิฟ, เป็นนักแสดงเหมือนกับเดอเนิฟ, อาจจะเป็นคู่แข่งของเดอเนิฟ และเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะอายุน้อยเหมือนๆกับ Sarah นอกจากนี้ ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราเคยอ่านบทความในนิตยสาร Film Comment เมื่อหลายปีก่อนที่เขียนว่า ตัวคนเขียนบทความชื่นชอบการแสดงของ Francoise มากกว่าเดอเนิฟ และตัวคนเขียนบทความรู้สึกเหมือนกับว่า พอ Francoise เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุอย่างกะทันหัน หลังจากนั้นการแสดงของเดอเนิฟก็เหมือนจะมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป เหมือนกับว่าเดอเนิฟถูก haunt ด้วยฝีมือการแสดงและการเสียชีวิตของพี่สาว

 

ตอนที่เราดู THE TRUTH เราก็เลยรู้สึกสงสัยตลอดเวลาว่า หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวในชีวิตจริงของ Francoise Dorléac และCatherine Deneuve หรือเปล่า และการที่เดอเนิฟรับเล่นหนังเรื่องนี้ ก็อาจจะเพื่อเป็นการ exorcise the demon หรือ make peace กับความทรงจำที่มีต่อพี่สาวหรือเปล่า เหมือน Catherine Deneuve รับเล่นหนังเรื่อง THE TRUTH เพื่อ make peace กับความทรงจำที่มีต่อ Francoise Dorléac โดยในหนังเรื่องนี้เดอเนิฟแสดงเป็น Fabienne Dangeville ผู้รับเล่นหนังเรื่อง MEMORIES OF MY MOTHER ซึ่งช่วยให้เธอได้ make peace กับความทรงจำที่มีต่อ Sarah

 

แต่บางทีหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจอะไรแบบนั้นเลยก็ได้ แต่เราก็นึกถึง Francoise Dorléac ตลอดเวลาที่ดูหนังเรื่องนี้

 

2. ถ้าเทียบกับหนังของ Koreeda ด้วยกันแล้ว เราก็ชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่า THE THIRD MURDER (2017) และ AFTER LIFE (1998) นะ แต่ก็รู้สึกอินกับหนังเรื่องนี้มากกว่าหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆของเขา เหมือนตัวละครฝรั่งเศสแบบในหนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่เราคุ้นเคยและอินได้ง่ายกว่าครอบครัวญี่ปุ่นมั้ง

 

3.แต่ถ้าหากเทียบกับหนังฝรั่งเศสแล้ว เราก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันดู “อ่อนโยน” และ “อบอุ่น” กว่าหนังฝรั่งเศสโดยทั่วไปที่เราเคยดูมา 55555 ซึ่งก็คงเป็นเพราะความเป็น Koreeda นี่แหละมั้ง  เพราะในช่วงหลังๆเหมือนเราได้ดูหนังหลายๆเรื่องที่เดอเนิฟรับบทแม่หรือย่ายาย อย่างเช่น THREE HEARTS (2014, Benoît Jacquot), ON MY WAY (2013, Emmanuelle Bercot), A CHRISTMAS TALE (2008, Arnaud Desplechin), AFTER HIM (2007, Gaël Morel) แล้วพอเทียบกันแล้ว เราจะรู้สึกว่าตัวละครที่เดอเนิฟแสดงในหนังฝรั่งเศสมันดูมีความ “กร้าว” อยู่ข้างใน มากกว่าตัวละคร Fabienne ในหนังเรื่องนี้ที่ดูเหมือนจะเป็นคนร้ายๆ แต่พอดูจบแล้วก็รู้สึกเหมือนตัวละครตัวนี้ หรือครอบครัวที่ถูกนำเสนอในหนังเรื่องนี้ มันดูมีความอบอุ่นอ่อนโยนมากกว่าครอบครัวในหนังฝรั่งเศสเรื่องอื่นๆ

 

4.ชอบการพูดถึง Michèle Morgan, Danielle Darrieux, Simone Signoret, Anouk Aimée และ Brigitte Bardot 55555

 

5.พอหนังเรื่อง THE TRUTH พูดถึงการเขียนหนังสืออัตชีวประวัตินักแสดง เราก็เลยอยากอ่านหนังสือในรูปนี้ขึ้นมาเลย 55555

FOR YOUR SAKE

 

FOR YOUR SAKE (Ronja Hemm, Germany/Nepal, documentary, 40min, A+30)

หนังเกี่ยวกับชีวิตในชนบทของหญิงชนกลุ่มน้อยในเนปาล หนังงดงามสุดๆ ดูแล้วนึกถึงหนังของ Supamok Silarak

22:47 LINIE 34 (2019, Michael Karrer, Switzerland, A+30)

หนังเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ตบตีด่าทอกันบนรถเมล์ในสวิตเซอร์แลนด์ ดูแล้วอินสุดๆ

 WAR OF PERCEPTION (2020, Bo Choy, Hong Kong, 20min,  A+15)

ATTENTION AT TENSION (2020, Azalia Muchransyah, Indonesia, 9min, A+15)

เหมือนพอได้ดูหนังเกี่ยวกับการกักตัวช่วงโควิดไปแล้วหลายๆเรื่อง เราก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้ก็ดี แต่ไม่มีอะไรแปลกใหม่

THE LONGEST WAY ROUND IS THE SHORTEST WAY HOME (2020, Nontawat Numbenchapol, video installation)

มาดูต่อ หลังจากดูครั้งที่แล้วไม่จบ ชอบบทสัมภาษณ์ของหลายๆคนมากๆ โดยเฉพาะเรื่องของหนุ่มไทยใหญ่ที่เคยอยู่กินกับสามีชาวญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 ปี และเรื่องของหนุ่มไทยใหญ่ที่ได้สามีชาวไทยที่ให้เงินเดือนเขา 40000 บาทต่อเดือน

THE HEAVY BURDEN (2019, Yilmaz Ozdil, Turkey, 17min, A+25)

SALVAGE (2020, Christopher Boulton, USA, 10min, A+25)

ชอบการพูดถึงอุปกรณ์ที่ล้าสมัย อย่างเช่น เครื่องพืมพ์ดีด หรือเรือแคนู แต่เราคิดตามประเด็นในหนังไม่ทัน

Thursday, August 06, 2020

MY PRECIOUS BAD LUCK 1-3 EPISODES

TV SERIES “ดวงแบบนี้ไม่มีจู๋” 3 ตอนแรก

 

บันทึกความรู้สึกเอาไว้ก่อน

 

1.ตกหลุมรักคุณโชคบดี ตอนที่เขาให้ของขวัญวันเกิดอีนังกี้เป็นหนังสือ grammar ภาษาอังกฤษ 55555 แล้วเขาให้เหตุผลว่า ถ้าให้ของขวัญแบบปกติ (อย่างเช่นตุ๊กตาหรือดอกไม้) แป๊บเดียวนังกี้ก็เบื่อแล้ว แต่ถ้าให้ของขวัญเป็นหนังสือแบบนี้ “ความรู้จะติดตัวเราไปจนวันตาย”

 

ว้าย ตายแล้ว ดิฉันชอบผู้ชายแบบนี้มากค่ะ แล้วมันคือเรื่องจริงนะ เพราะเรารู้สึกว่า ที่เราทำมาหาเลี้ยงชีพมาได้นาน 25 ปีแล้วเนี่ย มันมีพื้นฐานมาจากหนังสือ grammar ภาษาอังกฤษที่เราเคยอ่านตอนม.1-ม.2 ทั้งนั้นเลย มันเหมือนกับว่า หนังสือ grammar ที่เราได้อ่านตอนปี 1985 มันช่วยให้เราเริ่มอ่านภาษาอังกฤษรู้เรื่อง เข้าใจรูปประโยคอะไรต่างๆได้ แล้วไอ้ความรู้ที่ได้จากหนังสือ grammar ตอนปี 1985 นี่แหละ ที่ติดตัวเรามาจนถึงทุกวันนี้ และช่วยให้เราทำมาหาเลี้ยงชีพมาได้จนถึงทุกวันนี้

 

เราก็เลยตกหลุมรักคุณโชคบดีจากฉากนั้น 55555

 

2. ฉากที่รู้สึกพีคที่สุดใน 3 ตอนแรก ก็คือฉากที่แม่กี้ (ขวัญฤดี กลมกล่อม) ด่ากี้อย่างรุนแรงต่อหน้าคุณโชคบดี แล้วแม่ก็ตบหน้ากี้ แล้วกี้ก็หนีไปร้องไห้ซบไหล่คุณโชคบดี แล้วกี้ก็เล่าประวัติชีวิตของตัวเองกับแม่ให้โชคบดีฟัง

 

เหมือนฉากนั้นอารมณ์มันรุนแรงมากน่ะ และมันมองมนุษย์ได้ลึกมากน่ะ เพราะมันช่วยเปลี่ยนทัศนคติของเราที่มีต่อแม่กี้กับกี้ไปได้เยอะเลย คือตอนที่ดูละครช่วงแรกๆ เราจะรู้สึกว่าแม่กิ้นิสัยไม่ดีมากๆ ส่วนกี้ก็ดูโง่มากๆ 55555 แต่พอกี้เล่าประวัติชีวิตของตัวเองกับแม่ออกมา มันก็ช่วยให้เราเข้าใจขึ้นมาได้มากขึ้นเยอะเลยว่า ทำไมตัวละครสองตัวนี้ถึงทำอะไรเหี้ยๆห่าๆตลอดช่วงที่ผ่านมา คือมันเหมือนกับว่าตัวละครสองตัวนี้ไม่ได้ทำตัวเหี้ยห่าแบบลอยๆ แต่การทำตัวเหี้ยห่าของตัวละครสองตัวนี้เป็น “ผล” ที่มี “เหตุปัจจัย” ทำให้เกิดเป็นเช่นนั้นน่ะ และเหตุปัจจัยนั้นมันก็เหมือนอัดแน่นไปด้วย “ความเจ็บปวดของชีวิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” ด้วย ฉากนี้มันก็เลยพีคมาก ซึ้งมาก เจ็บปวดมากสำหรับเรา

 

ดูฉากนี้แล้วก็คิดถึงเรื่องบางเรื่องในชีวิตของเราเองนะ เรานึกถึงไปคนบางคนที่เรากับเพื่อนๆเคยเจอน่ะ คือคนบางคนมีนิสัยหวาดระแวง กลัวว่าคนอื่นๆจะโกงเงินตัวเอง อย่างเช่นกลัวว่าเด็กปั๊มน้ำมันจะโกงเงินของเขา แล้วพอเด็กปั๊มน้ำมันยิ้มให้ เขาก็ตีความรอยยิ้มนั้นว่า “แสดงว่าเขาตั้งใจจะโกงเราแน่ๆ”

 

คือตอนแรกเราจะไม่ชอบคนนิสัยแบบนี้นะ แต่พอเราได้ฟังเพื่อนๆของเราคุยกัน เราก็เปลี่ยนความคิด เพราะเพื่อนๆเราคุยกันว่า สมัยพวกเขาเด็กๆพวกเขาก็คงไม่ชอบคนแบบนี้เหมือนกัน แต่พอพวกเขาโตขึ้น พวกเขาก็เข้าใจว่า ที่คนบางคนกลายเป็นแบบนี้ “เพราะคนคนนั้นคงเจออะไรบางอย่างมาแล้วในชีวิต” ที่ทำให้คนคนนั้นกลายเป็นแบบนี้ คนคนนั้นคงเจอประสบการณ์อะไรบางอย่างในชีวิต ที่ทำให้เขากลายเป็นคนมองโลกแบบนี้ หวาดระแวงแบบนี้ ไม่ไว้ใจรอยยิ้มของผู้คนแบบนี้ เราอาจจะรุ้สึกว่าคนแบบนี้มีลักษณะนิสัยบางอย่างที่เราไม่ค่อยชอบ แต่เราเองก็ไม่รู้หรอกว่า คนคนนั้นเคยเจอประสบการณ์ชีวิตอะไร เลวร้ายขนาดไหน ถึงทำให้เขากลายมาเป็นคนแบบนี้ได้

 

พอเราได้ฟังเพื่อนๆคุยกันแบบนั้น มันก็ช่วยเปลี่ยนทัศนคติของเรามากๆเลย เหมือนกับฉากที่กี้เล่าประวัติชีวิตของตัวเองนี่แหละ ที่มันช่วยให้เราเข้าใจ

”มนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง” ได้มากยิ่งขึ้น


Sunday, August 02, 2020

PAST PERFECT

HOW TO DISAPPEAR (2019, Robin Klengel, Leonhard Mullner, Michael Stumpf , Austria, 21min, A+30)

ถ้า Hito Steyerl มากำกับ A HIDDEN LIFE ก็อาจจะออกมาเป็นแบบหนังเรื่องนี้ 55555 หนังเรื่องนี้สำรวจความเป็นไปได้ในการหนีทหารในเกมคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสงคราม ซึ่งแน่นอนว่าเกมคอมพิวเตอร์เหล่านี้ไม่สามารถรองรับความซับซ้อนของมนุษย์แบบนี้ได้

CARGO -- DER TRANSPORT (2019, Christina Tournatzes, Germany/Hungary, 15min, A+30)

ดูแล้วนึกถึง SPARE PARTS (2003, Damjan Kozole, Slovenia) ที่พูดถึง human smugglers เหมือนกัน ดูแล้วนึกถึงเหตุการณ์แรงงานพม่าขาดอากาศหายใจ และนึกถึงเหตุการณ์ที่ตากใบด้วย

PAST PERFECT (2019, Jorge Jacome, Portugal, 23min, A+30)

1. เป็นหนังที่ชอบที่สุดในเทศกาล Signes de Nuit ปีนี้ เพราะหนังพูดประเด็นที่ relate กับเราโดยตรง เพราะเราเป็นคนที่หมกมุ่นกับอดีตชีวิตของเราเอง ซึ่งสาเหตุส่วนนึงคงเป็นเพราะว่า เรากลัวอนาคต อนาคตมันช่างเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (โดยเฉพาะชีวิตคนจนที่ไม่มีเงินเก็บมากนัก) เพราะฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราเป็นทุกข์ เราก็มักจะคิดถึงความสุขในอดีตเพื่อปลอบใจตัวเอง

คือถึงแม้ว่าจริงๆแล้วอดีตของเราจะมีส่วนที่เป็น "ความทุกข์" อยู่ด้วย แต่การที่เรารอดชีวิตจากเหตุการณ์เหล่านั้นมาได้ มันก็ทำให้เรารู้สึก "ปลอดภัย" ที่จะคิดถึงอดีตน่ะ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่แตกต่างจากการคิดถึงอนาคต เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะรอดชีวิตจากเหตุการณ์ต่างๆในอนาคตได้หรือไม่ รู้แต่ว่าเราต้องตายในวันใดวันนึงในอนาคตแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่กล้าคิดถึงอนาคต เพราะอนาคตมันเต็มไปด้วย "ความไม่ปลอดภัย"

หนังเรื่องนี้ก็เลยจี้ใจเรามาก เพราะเราเองก็เป็นคนนึงที่มักรู้สึกว่า past มัน perfect การคิดถึงอดีต มันเต็มไปด้วยความสุข, ความอุ่นใจ, ความปลอดภัย

2.แต่การหมกมุ่นกับอดีตก็มีข้อเสียของตัวมันเองเช่นกัน แบบที่หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า "nostalgia is a political tool" เพราะคนบางฝ่าย (โดยเฉพาะฝ่ายหัวโบราณ, อนุรักษ์นิยม) มักจะใช้ภาพความงดงาม เรืองรอง รุ่งโรจน์ของอดีต เป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวประชาชนให้เชื่อหรือทำในสิ่งที่ฝ่ายนั้นต้องการ

3.คิดว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นคล้ายๆกับ MIDNIGHT IN PARIS (2011, Woody Allen) ที่แสดงให้เห็นว่า หลายๆคนมักจะมองว่า อดีตบางช่วงถือเป็น "ยุคทอง" หรือยุครุ่งเรืองของวงการอะไรสักอย่าง และอยากจะย้อนเวลาไปใช้ชีวิตใน ยุคทอง นั้นๆ แต่พอเขาได้ย้อนกลับไปจริงๆ เขาก็พบว่า คนในยุคทองนั้น ก็มี ยุคทอง ของตัวเองในอดีตเช่นกัน และมันก็จะย้อนกลับไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เหมือนเป็นธรรมชาติที่น่าขันบางอย่างของมนุษย์

4.แต่ชอบวิธีการนำเสนอของ PAST PERFECT มากๆ เหมือนมันมีความเป็นกวีสูงมากๆ แต่ก็มีการนำเสนอข้อมูลที่อัดแน่นมากๆด้วย เหมือนมันพูดตั้งแต่กลุ่ม ISIS ในยุคปัจจุบัน และค่อยๆย้อนกลับไปเรื่อยๆจนถึงการสิ้นชาติของ Wales ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และย้อนไปถึงไดโนเสาร์

5.ดูแล้วรู้สึกว่า นี่คือหนังเชิงกวีแบบที่เราอยากให้ Terrence Malick ทำ แต่เขาไม่ได้ทำ

ACTION, ALMOST UNABLE TO THINK (2018, Haonan Mao, China, 11min, A+) 

รู้สึกจูนไม่ติดกับหนังเรื่องนี้

SKEWWHIFF (2018, Robin Summons, Australia, 12min, A+25)

ดูแล้วนึกถึงกลุ่มหนังสั้นไทยเกี่ยวกับคนชราที่เป็นอัลไซเมอร์

A MORDIDA


CONGRUITY CHANT (2019, Kunchanit Liengudom, 21min, second viewing, A+30)

ได้ดูเป็นรอบที่สอง ชอบที่มันดูเหมือนจะเป็นหนังต่อต้านเผด็จการหรือ conformism อะไรพวกนี้

แต่ถ้าเทียบกับ THE PERSONAL (2014, Nattapon Jomjun) ที่พูดถึงเผด็จการและวงประสานเสียงเหมือนกันแล้ว เราก็ชอบ THE PERSONAL มากกว่าเยอะเลยนะ เพราะนางเอก THE PERSONAL ดูแรงดี เหมือนเธอมีพลังงานนิวเคลียร์คุกรุ่นอยู่ข้างในใจเธอ ส่วนนางเอก CONGRUITY CHANT ดูไม่แรงเท่า

A MORDIDA (2019, Pedro Neves Marques, Portugal/Brazil, 26min, A+30)

หนังมี gaze ที่พิศวงมากๆ ชอบสุดๆ ส่วนนึงของหนังเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามหาวิธีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุง ด้วยการทำให้ยุงสืบพันธุ์ไม่ได้ ส่วนอีกครึ่งนึงของหนังเป็นเรื่องของความสัมพันธ์อีโรติกพิศวงที่ระบุเพศสภาพใดๆไม่ได้อีกต่อไป

SUNDAY (2019, Fulara Arun, India, 10min, A+30)

ชายวัยกลางคนคนนึงไปตัดผม เขาแทบไม่พูดอะไรเลย ตัดผมเสร็จเขาก็กลับไปหาลูกเมียที่บ้าน

ถึงแม้ชายคนนี้ไม่ได้ "แสดงออก" อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว แต่หนังก็ใช้กลเม็ดต่างๆในการทำให้คนดูเข้าใจได้ว่า จริงๆแล้วชายวัยกลางคนคนนี้เงี่ยนช่างตัดผมหนุ่มหล่ออย่างรุนแรงมาก

นึกว่าต้องฉายควบกับ SUK SUK

BEFORE APRIL (2019, Chaweng Chaiyawan, 20min, A+30)

หนังเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร เมื่อพระเอกพยายามปลอมตัวเป็นกะเทย แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด

รู้สึกว่าหนังเลือกมุมมองแปลกดีในการพูดถึงปัญหาการเกณฑ์ทหาร ตัวละครกะเทยก็ดูเป็นมนุษย์ดีมากๆ ช่วงท้ายก็ surprise พอสมควร

THE VISIT (2019, Kristi Tethong, Canada, 4min, A+)

Saturday, August 01, 2020

STILL HUMAN

STILL HUMAN (2018, Oliver Siu Kuen Chan, Hong Kong, A+25)

1.ถ้าเทียบกับ THE INTOUCHABLES (2011, Olivier Nakache, Eric Toledano, France) และ THE UPSIDE (2017, Neil Burger) แล้ว เราก็อินกับ STILL HUMAN มากสุดนะ แต่ไม่แน่ใจว่าชอบเรื่องนี้มากสุดหรือเปล่า เหมือนทั้งสามเรื่องมันมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป

THE INTOUCHABLES เราว่ามัน  original ดี และมันเป็นหนังเกี่ยวกับผู้พิการที่แตกต่างไปจากเรื่องอื่นๆ เพราะมันดูตลก และผู้พิการก็ไม่ได้ดู "น่าสงสาร" เพียงมิติเดียว แต่หนังมันเหมือนมีความ musculine บางอย่างที่ทำให้เราไม่อินกับมัน

THE UPSIDE ถือเป็นหนังรีเมคที่โอเค ฉากที่  Bryan Cranston ปะทะกับ Julianna Margulies นี่เฮิร์ทมากๆ

ส่วน STILL HUMAN นั้น พอมันใช้ตัวละครเป็นสาวใช้ฟิลิปปินส์ เราก็เลยอินได้ง่ายขึ้น ตัวละครคนพิการก็ "จน" กว่าเรื่องอื่นๆ และไม่ได้พิการมากเท่าเรื่องอื่นๆ มันก็เลยดูใกล้ตัวมากขึ้น แต่พอตัวละครมันไม่ได้ "ลำบาก" ทางกายมากนัก ระดับความสะเทือนใจในหนังก็เลยลดลงหน่อย

2.เราว่า STILL HUMAN มันพยายามทำซึ้งมากไปหน่อยในช่วงท้าย ระดับความชอบเลยลดลงหน่อย

3.ตกใจกับ Sam Lee เหมือนเราติดภาพเขาตอนเป็นเด็กกะโปโลใน MADE IN HONG KONG (1997, Fruit Chan) พอมาเจออีกทีก็เป็นชายวัยกลางคนแล้ว

4. Himmy Wong Ting-him น่ากินที่สุด







 

Thursday, July 30, 2020

SUMIKKO

SUMIKKO GARASHI THE MOVIE: THE UNEXPECTED PICTURE BOOK AND THE SECRET CHILD (2019, Mankyuu, Japan, animation, A+5)

เหมือนเป็นหนังสำหรับเด็กอนุบาล 555 ชอบ "ก้อนเนื้อหมู" ที่ใฝ่ฝันว่าอยากให้มีคนมากินตัวมัน ชอบไอเดียของหนังด้วยที่ผสมนิทานหลายๆเรื่องเข้าด้วยกัน ทั้งโมโมทาโร่, เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ, เงือกน้อย, หนูน้อยหมวกแดง, อาหรับราตรี และลูกเป็ดขี้เหร่ แต่มันเป็นหนังสำหรับเด็กเล็กน่ะ

--------
พูดถึงเพลงเพื่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า ในยุคที่เราเป็นวัยรุ่นนั้น มันต้องเป็นเพลง WIND OF CHANGE (1990) ที่เฉลิมฉลองการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต เหมือนกับว่าคนแต่ละยุคมันคงมี "สิ่งที่ต่อต้าน" ที่แตกต่างกันไป ซึ่งยุคของเราตอนนั้นคือโซเวียต

 The future's in the air
I can feel it everywhere
Blowing with the wind of change

Tuesday, July 28, 2020

SUK SUK (2019, Ray Yeung, Hong Kong, A+30)


SUK SUK (2019, Ray Yeung, Hong Kong, A+30)

1.ตอนดูจะนึกว่า ถ้าหากตัวละครใน “ฉันผู้ชายนะยะ” (1987, M.L. Bhandevanop Devakul) ยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แล้วพวกเขาจะเป็นอย่างไร จะมีอายุพอๆกับตัวละครใน SUK SUK หรือเปล่า แล้วชีวิตของพวกเขาจะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรกับตัวละครใน SUK SUK แล้วถ้าหากมีการสร้าง “ฉันผู้ชายนะยะ” ภาคสองที่นำเสนอตัวละครชุดเดียวกันในวัยชรา หนังมันจะออกมาเป็นอย่างไร

แต่เราเดาเอาเองว่า  “ฉันผู้ชายนะยะ ภาควัยชรา” กับ SUK SUK มันคงจะแตกต่างกันเป็นอย่างมากนะ เพราะถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด สังคมไทยน่าจะเปิดกว้างรับกะเทย/เกย์ได้มากกว่าสังคมจีนหรือเปล่า เพราะฉะนั้น “เกย์ไทยที่แต่งงานกับผู้หญิง” อาจจะมีจำนวนน้อยกว่า
”เกย์เชื้อสายจีนที่แต่งงานกับผู้หญิง” หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ คงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาตอบ

เพราะฉะนั้นตัวละคร “ฉันผู้ชายนะยะ ภาควัยชรา” ก็คงจะไม่ได้ประสบปัญหาแบบเดียวกับตัวละครใน SUK SUK เพราะความแตกต่างด้านวัฒนธรรมอาจจะเป็นปัจจัยสำคัญ เราว่าตัวละคร Dior ใน SUK SUK น่าจะใกล้เคียงกับตัวละครใน “ฉันผู้ชายนะยะ ภาควัยชรา” มากที่สุด เพราะตัวละคร Dior ไม่ต้องแอบ

2.ปัจจัยที่ทำให้นึกถึงประเด็นข้างต้นขึ้นมา ก็คือถึงแม้ว่า SUK SUK จะดูสมจริงสุดๆ และดูเผินๆเหมือนเป็นเรื่องใกล้ต้วเรา ซึ่งเป็นเกย์เอเชียวัย 47 ปี แต่พอดูๆไป เราก็สงสัยว่า ทำไมเหมือนเราแทบไม่ค่อยรู้จักคนแบบใน SUK SUK เลยวะ ซึ่งไม่ใช่ว่าคนแบบนี้ไม่มีอยู่จริงนะ คนแบบนี้มีอยู่จริง และเยอะมากๆด้วย แต่เหมือนเราไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงเดียวกับเขามั้ง

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกถึงช่วงที่ไปเที่ยว DJ STATION และ BABYLON ช่วงปลายทศวรรษ 1990 หรือเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ซึ่งช่วงนั้นก็ได้รู้จักฝรั่งมีอายุคนนึง เป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม มีเมีย มีลูกแล้วอยู่ที่อเมริกา (ลูกชายหล่อล่ำมาก 555) และเขาก็เปิดเผยกับเมียกับลูกตามตรงว่า เขาค้นพบตัวเองว่าเขาชอบผู้ชาย และเมียกับลูกๆเขาก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ย้ายมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพ มีแฟนเป็นหนุ่มไทย ลูกชายเขาก็มาเที่ยวเมืองไทย ควงสาวไทย ทุกคนในครอบครัวเขาก็มีความสุขดี ไม่เห็นใครจะมีปัญหาอะไรกับการที่พ่อตัวเอง come out ว่าเป็นเกย์

เหมือนพอเราอยู่ในแวดวงคนที่เปิดเผยตัวเองแบบนี้ เราก็เลยเหมือนไม่ค่อยเจอคนแบบใน SUK SUK น่ะ พอเราได้มาดูหนังเรื่องนี้ มันก็เลยน่าสนใจมาก และมันทำให้เราตระหนักว่า ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของแต่ละเชื้อชาติ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญเหมือนกัน คือปัญหาการปกปิดตัวเองแบบใน SUK SUK มันคงแทบไม่เกิดที่ “เนเธอร์แลนด์”  หรืออะไรทำนองนี้

สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากใน SUK SUK ก็คือการที่หนังทำให้เราได้รู้จักชีวิตของตัวละครแบบ Pak และ Hoi นี่แหละ เพราะจริงๆแล้วในชีวิตเราก็ไม่ได้รู้จักคนแบบนี้มากเท่าไหร่ ซึ่งก็คือ “คนที่มีลูกมีเมียและไม่เปิดเผยตัวเอง” เพราะเกย์ส่วนใหญ่ที่เรารู้จักก็เป็นกลุ่มที่เปิดเผยกับลูกเมียของตัวเองตามตรงว่าตัวเองเป็นเกย์ (ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายในสังคมฝรั่ง) หรือเกย์ที่ไม่ได้แต่งงานกับผู้หญิงอยู่แล้ว

3.ชอบรายละเอียดต่างๆในหนัง อย่างเช่น

3.1 การทะเลาะกันระหว่างลูกชายกับลูกสะใภ้ของ Hoi ในบางฉาก

3.2 ฉากที่เมียของ Pak เหมือนจะจับพิรุธได้ในงานแต่งงานลูกสาว

3.3 ฉาก Hoi เช็ดน้ำลายให้เพื่อน

3.4 ฉากเพื่อนบ้านแอบมองหรือนินทา

3.5 ฉาก Hoi ต่อราคาในตลาดสด

เหมือนพอหนังใส่ใจกับรายละเอียดชีวิตต่างๆเหล่านี้ มันเลยทำให้หนังดูนุ่มนวลและงดงามสุดๆ

4.ชอบที่หนังเหมือนเปิดพื้นที่ให้จินตนาการด้วย อย่างเช่น

4.1 การที่ Pak เล่าเรื่องเพื่อนที่จมน้ำตาย มันทำให้เราแอบจินตนาการว่า เขาคือหนุ่มคนรักของ Pak หรือเปล่า

4.2 ฉากที่ Hoi เหมือนเอาข้าวของและผ้าเช็ดหน้าของผัวเก่าไปทิ้ง คือเหมือนหนังไม่ได้เล่าเรื่องปูมหลังตรงนี้ แต่แค่การได้เห็นผ้าเช็ดหน้ากับภาพถ่ายเก่าๆ มันก็เหมือนทำให้ผู้ชมอย่างเรา “สร้างหนังในจินตนาการขึ้นมาได้อีก 1 เรื่องเต็มๆ” แล้ว

5. อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 4 ของ Ray Yeung ที่เราได้ดู ต่อจาก YELLOW FEVER (1998), CUT SLEEVES BOY (2006) และ FRONT COVER (2015) ซึ่งแน่นอนว่าเราชอบ SUK SUK มากที่สุด เพราะมันดูแตกต่างจากหนังเกย์ทั่วไปมากๆ

คือเราว่าหนังเกย์ทั่วไปส่วนใหญ่มันมี element ของการ “ตอบสนองความต้องการทางเพศของผู้ชม” น่ะ ผ่านทางการนำเสนอตัวละครหนุ่มหล่อล่ำหำตึง น่ากิน อะไรทำนองนี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และเป็นสิ่งที่เราสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่แน่นอนว่าพอหนังเกย์ทั่วไปมันมี element ตรงจุดนี้เหมือนกันไปหมด หนังแบบ SUK SUK ก็เลยโดดเด้งขึ้นมา

และถ้าหากเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆของ Ray Yeung แล้ว เราก็ชอบที่ SUK SUK มันไม่ได้มี “การสั่งสอนผู้ชมว่าเกย์เอเชียควรปฏิบัติตัวอย่างไร” แบบในหนังเรื่องอื่นๆของ Ray Yeung ด้วย

คือถ้าหากเราจำไม่ผิด ในหนังบางเรื่องของ Ray Yeung โดยเฉพาะใน YELLOW FEVER นั้น พัฒนาการของตัวละครมันจะเหมือนหนังทั่วไปมากๆน่ะ นั่นก็คือเส้นเรื่องมันจะเป็นแบบ “ตัวละครเกย์เอเชียมีปัญหา พยายามตามหาสิ่งที่ใฝ่ฝัน และก็ได้เรียนรู้ว่าควรจะปรับปรุงตัวเองอย่างไร แก้ไขตัวเองอย่างไร เพื่อจะไปให้ถึงจุดที่ใฝ่ฝัน”

แต่ SUK SUK มันไม่ได้เป็นแบบนั้น มันเหมือนสร้างจากชีวิตคนจริงๆ ที่ไม่มีทางออกง่ายๆให้กับชีวิต มันไม่มี “คำตอบ” ที่สมบูรณ์แบบให้กับปัญหาชีวิต ไม่มี happy ending  

SUK SUK มันเลยเหมือนเป็นการคว้าจับเศษเสี้ยวของชีวิตคนจริงๆมานำเสนออย่างงดงาม แทนที่จะเป็นการบิดผันชีวิตตัวละครให้มีพัฒนาการตามเส้นเรื่องแบบหนังทั่วไป หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามหาทางออกให้กับตัวละคร พร้อมกับสั่งสอนผู้ชมว่า “เกย์เอเชียควรปฏิบัติตัวอย่างไร” ในตอนจบแบบในหนังเรื่องอื่นๆ

เราก็เลยชอบที่ SUK SUK มันเหมือนกับนำเสนอ “ชีวิตคนจริงๆ” โดยไม่ได้มีความ “พาฝัน” และไม่ได้ต้องการ “สั่งสอนผู้ชมว่าควรทำอย่างไร” นี่แหละ

TRAIN TO BUSAN 2: PENINSULA (2020, Yeon Sang-ho, South Korea, A+25)


HUG TERD TERNG (2020, Theeradech Sapanyoo, A+5)
ฮักเถิดเทิง (ธีรเดช สพันอยู่)

1.ถ้าเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆของผู้กำกับคนเดียวกัน เราก็ยังคงชอบ ฮักแพง (2018) มากที่สุดนะ และชอบเรื่องนี้มากเป็นอันดับสอง และชอบ “ออนซอนเด” (2019) น้อยที่สุด

2.ตัวละครของก้อง ห้วยไร่ ทำให้นึกถึงหนังไทยยุค 1980 มากๆ ส่วนตัวละครของเบิ้ล ปทุมราช ทำให้นึกถึงหนังไทยโรแมนติกโง่ๆยุคปัจจุบัน

3.กลุ่มใจกับทรงผมของเบิ้ล ปทุมราช

4. น่าสนใจดีที่หนังเรื่องนี้มีตัวละครเลสเบียนด้วย คือถ้าหากมันเป็น “หนังอินดี้” แล้วมีตัวละครเลสเบียน เราจะไม่ประหลาดใจ แต่พอมันเป็นหนังเพลงลูกทุ่ง เราก็เลยประหลาดใจเล็กน้อย


TRAIN TO BUSAN 2: PENINSULA (2020, Yeon Sang-ho, South Korea, A+25)

1.ว้าย ทำไมฉันดูแล้วอินมาก 55555 จริงๆแล้วหนังมันก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่นะ เหมือนเป็นการยำใหญ่เอาสิ่งต่างๆจากหนังหลายๆเรื่องมารวมกัน แต่พอเหมือนหนังมันค่อนข้างให้น้ำหนักกับ “ตัวละครผู้หญิงบู๊สะบั้น” มากกว่าที่เราคิด เราก็เลยอินกับมันได้ง่ายมั้ง เหมือนกับหนังแบบ TERMINATOR: DARK FATE (2019, Tim Miller) และ CHARLIE’S ANGELS (2019, Elizabeth Banks) ที่หลายคนดูเหมือนไม่ค่อยชอบ แต่เราดูแล้วก็อินมากๆ ชอบสุดๆอยู่ดี 55555

2.ตัวละครเด็กหญิงสองคนในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงตัวละครที่ชอบสุดๆสองตัว นั่นก็คือ

2.1 ตัวละครเด็กหญิงใน ALIENS (1986, James Cameron) ที่เหมือนเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้ในดาวเอเลียน เพราะเธอเอาตัวรอดเก่งสุดๆ

2.2 ตัวละครเด็กหญิงใน LONESOME DOVE (1989, Simon Wincer, 6hours 24mins) ที่ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังในป่า จนดวงตาของเธอมองเห็นในที่มืดได้ดีกว่าคนทั่วไป เราชอบตัวละครเด็กหญิงแบบนี้อย่างสุดๆ

3.สิ่งที่ชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่พระเอกสุดหล่อ ไม่ได้เสี่ยงตายถวายชีวิตเพื่อ “สาวคนรัก” หรือ “ลูก” แต่เสี่ยงตายถวายชีวิตเพื่อ “น้องเขย” คือแบบว่า มึงแอบหลงรักน้องเขยหรือเปล่าคะ 55555 คือถ้าเอาส่วนนี้ไปขยายต่อให้ดีๆ มันจะกลายเป็นหนังซอมบี้เกย์โรแมนติก homoerotic ได้เลยนะ



Monday, July 27, 2020

ASHMINA

ASHMINA (2018, Dekel Berenson, Nepal, 15min, A+30)

 One of my most favorite films I saw this year นึกว่าเธอมาเพื่อปะทะกับเวฬุรีย์ จาก "เพลิงพ่าย" ชอบสุดๆที่เธอเริ่มจากการเป็น "เด็กหญิงผู้น่าสงสารที่ต้องการกินไอติม" และกลายเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของฆาตกรโรคจิตในตอนจบ

HI, A.I. (2019, Isa Willinger, Germany, documentary, 87min, A+30)

รูปไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ 555

พอดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสารคดีเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการสร้างหุ่นยนต์ เราก็เลยมั่นใจว่า ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ต้องมีการผลิต "ผัว robot" ออกมาวางขายอย่างแพร่หลายแน่ๆ และลูกค้าคงกำหนดขยาดความยาวขององคาพยพต่างๆในตัว robot ได้ตามใจชอบ

เพราะฉะนั้นตอนนี้ดิฉันต้องเก็บเงินค่ะ ในอนาคตจะได้มีเงินซื้อ "ผัว robot" เอาแค่ 9 ตัวก็พอแล้ว บอกให้เขาผลิตออกมาตามรูปร่างหน้าตาแบบในรูปนี้ 555

แล้วในอนาคต ถ้าพวกคุณกดสั่งซื้อผัว robot จาก lazada หรือ shopee ได้ตามใจชอบ พวกคุณอยากได้ผัว robot รูปร่างหน้าตาแบบไหนคะ แล้วอยากได้ specifications อะไรบ้าง

MTHUNZI (2019, Tebogo Malebogo, South Africa, 8min, A+25)

MONSIEUR PIGEON (2019, Antonio Prata, Switzerland, documentary, 56min, A+25)

WE HAVE BOOTS (2020, Evans Chan, Hong Kong, documentary, 130min, A+30)

THE YEAR WITHOUT A SUMMER (2020, Elise Rasmussen, Switzerland, 20min, A+30)

1.ชอบการเชื่อมโยงกันระหว่างอินโดนีเซียกับสวิตเซอร์แลนด์มากๆ นึกว่า "เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว"  ไม่นึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียเมื่อ 200 ปีก่อน จะส่งผลกระทบมาถึงสวิส และส่งผลมาถึงปัจจุบันผ่านทางนิยายเรื่อง FRANKENSTEIN

2.เหมาะฉายควบกับ GOTHIC (1986, Ken Russell) มากๆ เพราะ GOTHIC ก็เล่าถึงเหตุการณ์การปะทะกันของนักเขียนชื่อดังในตอนนั้นเหมือนกัน

3.เสียดายที่หนังพูดอังกฤษ แต่ไม่มีซับอังกฤษ พอเราต้องฟังเอง ก็พบว่าตามทันแค่ราว 20-30 %

HOW DO YOU SPELL CAPITALISM? (2019, Lars Karl Becker, Germany, 18min, A+30)

เหมือนปีนี้เทศกาล Signes de Nuit มีหนังแนวที่เราขอเรียกว่าแนว " Alexander Kluge" หลายเรื่อง นั่นก็คือหนังที่เอาสิ่งต่างๆที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันมาปะทะกัน และหนังกลุ่มนี้จะ thought provoking มากๆ ในการกระตุ้นให้ผู้ชมพยายามหาทางเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันของสิ่งต่างๆ นึกว่าแบบทดสอบไอคิว

หนังเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น เหมือนเสียงบรรยายของหนังจะพูดถึงอาณาจักรโรม, เปอร์เชีย แต่ภาพของหนังจะเป็นคลิปจากหนัง Hollywood แนวแอคชั่นที่ใช้ฉากในแกลเลอรี่หรือ museum

FILMORGH or ELEPHANT-BIRD (2018, Masoud Soheili, Afghanistan, 15min, A+25)

1.นึกถึง " 1-2-3 ด่วนมหาภัย" (1977, Narongpoomin, Winai Wisetsiri) มากๆ

2.เหมือนเป็นหนัง comedy ที่ตอนจบเศร้าสะเทือนใจมากๆ ชอบมากที่ผู้ชมที่นั่งแถวหลังก็คุยกันว่ารู้สึกเศร้ามากๆกับตอนจบเหมือนกัน

I HAD TO BURY CUCU (2018, Philippa Ndisi-Herrmann, Kenya, 13min, A+30)

THE MANILA LOVER (2019, Pyykko Johanna, Norway/Philippines, 26min, A+30)

นึกถึง FORCE  MAJEURE (2014, Ruben Ostlund) ที่เล่นกับความไม่มั่นใจของเพศชาย เมื่อพระเอกพบว่าตนเองไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์แบบแมนๆเอาไว้ได้ แต่หนังเรื่อง MANILA LOVER นี้เน้นไปที่ภาพลักษณ์ของเชื้อชาติด้วย เพราะพระเอกของหนังเหมือนมองว่าตนเองเป็น "ชายสแกนดิเนเวียน" เพราะฉะนั้นตนเองต้องเป็นฝ่ายที่รวย และมีเงินหาเลี้ยง "สาวเอเชีย"   แต่เขาจะทำอย่างไรเมื่อเขาถังแตก และเจอกับหญิงสาวที่จริงๆแล้วเหมือนหลุดมาจากคนในแวดวง CRAZY RICH ASIANS

ชอบที่หนังลงลึกไปที่จิตวิทยาของผู้ชายกลุ่มนี้ เพราะถ้าหากเราเป็นพระเอก แล้วพบว่าสาวคนรักรวย เราก็คงยิ้ม มีความสุข ไม่มีความทุกข์ กังวลใจใดๆ แต่พระเอกพอพบว่าตนเองไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์ได้ เขาก็เลยจิตแตก

MY OWN LANSCAPES (2020, Antoine Chapon, France, A+30)

BURA (2019, Junjung Eden, Indonesia, 12min, A+30)

นึกถึงความเชื่อเรื่อง "ผีปอบ" และความรุนแรงเชิงโครงสร้างในชนบทไทย

ELECTRIC SWAN (2019, Konstantina Kotzamani, France/Greece/ Argentina, 40min, A+30)

magic มาก

Thursday, July 23, 2020

WATCHING THE PAIN OF OTHERS (2019, Chloé Galibert-Laîné, France, documentary, A+30)


WATCHING THE PAIN OF OTHERS (2019, Chloé Galibert-Laîné, France, documentary, A+30)

สุดฤทธิ์ ชอบมากๆ จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้มีประเด็นที่น่าสนใจเยอะมาก และหนึ่งในประเด็นที่เราสนใจมากเป็นพิเศษ ก็คือ “โรคทางร่างกายที่เกิดจากอาการทางจิต” เพราะเหมือนหนังเรื่องนี้จะแอบตั้งข้อสงสัยว่า การที่ตัวผู้กำกับ “มีอาการแปลกๆทางผิวหนัง” ขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุนั้น เป็นเพราะตัวผู้กำกับไปดูคลิปยูทูบของคนที่มีอาการแปลกๆทางผิวหนังหรือเปล่า 55555 เหมือนกับว่าการดูอะไรแบบนี้มันส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้ชมโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย

ซึ่งจริงๆเรื่องแบบบนี้ดูเหลวไหล ไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์นะ แต่มันทำให้นึกถึงเรื่องที่เราเคยได้ยินมา 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ

1.เหมือนเราเคยอ่านบทความเมื่อหลายปีก่อน สมัยที่มีเด็กๆตายเพราะอดอยากในแอฟริกาเยอะๆน่ะ น่าจะเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1980 แล้วถ้าเราจำไม่ผิด เขาบอกว่า นอกจากจะมีเด็กตายเพราะทุพโภชนาการเยอะมากในค่ายในแอฟริกาในยุคนั้นแล้ว ก็มีคนอื่นๆอีกหลายคนที่อยู่ดีๆก็ตายในค่ายนั้นด้วย ทั้งๆที่ไม่มี “อาการเจ็บป่วยทางร่างกาย” อะไรเลย เหมือนเขาเรียกว่าคนกลุ่มนี้ตายเพราะ sheer apathy คือคนกลุ่มนี้เห็นคนอื่นๆตายเพราะขาดอาหารกันเยอะมากๆ คนกลุ่มนี้ก็แลยเหมือนไม่มีแรงใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป คนกลุ่มนี้ก็เลยตายไปด้วย เพราะถึงแม้ร่างกายของคนกลุ่มนี้จะไม่ขาดสารอาหาร แต่แค่การขาดแรงใจที่จะมีชีวิตอยู่ก็ส่งผลให้ร่างกายตายไปได้ด้วยเหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิด

2.นึกถึงหนังสารคดีเรื่อง EKLEIPSIS (1998, Tran T. Kim-Trang) ที่เราชอบสุดๆ โดยหนังสารคดีเรื่องนี้สำรวจหญิงกัมพูชาจำนวนมากในสหรัฐที่ “ตาบอดเพราะอาการทางจิต” หรือ hysterical blindness เพราะหญิงกัมพูชาเหล่านี้มีดวงตาที่สมบูรณ์ดี แต่กลับมองไม่เห็นอะไร ซึ่งหมอก็หาคำอธิบายไม่ได้ เหมือนหญิงกลุ่มนี้ตาบอดเพราะอาการทางจิต

ซึ่งหญิงทุกคนในกลุ่มนี้คือผู้ที่รอดชีวิตมาได้จากเหตุการณ์เขมรแดง ก่อนที่พวกเธอจะอพยพมาอยู่สหรัฐ มันก็เลยเกิดทฤษฎีว่า หรือว่าผู้หญิงกลุ่มนี้เห็นเหตุการณ์เลวร้ายมามาก และอาจจะรู้สึกผิดที่ตัวเองรอดชีวิตมาได้หรืออะไรทำนองนี้หรือเปล่า ผู้หญิงกลุ่มนี้ก็เลย “ตาบอดเพราะอาการทางจิต” ขึ้นมา

Tuesday, July 21, 2020

THE LOST PRINCE

รักข้ามคาน (2020, Thammarak Gamutmanote, Saichol Panpa, A-)

1.รู้สึกว่าสิ่งที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้ คือการที่หนัง treat รถสกูตเตอร์ของ Vespa ว่าเป็นเหมือนกับตัวละครที่สำคัญที่สุดในเรื่อง รู้สึกว่าเราไม่ค่อยเจอหนังไทยที่ปฏิบัติกับรถหรือวัตถุว่าเป็นตัวละครสำคัญสุดๆแบบนี้

2.โครงสร้างของหนังก็ประหลาดดี เพราะหนังเล่าเรื่องราวรุ่นพ่อแม่ราว 40% แล้วเล่าเรื่องราวรุ่นลูกราว 60% นึกว่าโครงสร้างแบบ "ดาบมังกรหยก" ที่ปูพื้นตัวละครรุ่นพ่อแม่ไปเกือบครึ่งเรื่อง 555

3.ช่วงครึ่งแรกของหนัง เป็นดราม่าที่อารมณ์โอเวอร์เกินไป แต่เราว่ามันดูสมจริงกว่าครึ่งหลังของหนัง ตัวละครที่หมกมุ่นหลงใหลในรถ scooter อย่างรุนแรง ก็ถือเป็นตัวละครที่เราแทบไม่เคยเจอมาก่อนในหนังไทย คือถ้าผลักตัวละครตัวนี้ให้ไปสุดทางของความหลงใหลใน "รถ" เราอาจจะได้หนังแบบ David Cronenberg 55555 น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้มันไปไม่ถึงจุดนั้น

4.ช่วงครึ่งหลังเป็นหนังแนว romantic comedy ที่เรารู้สึกว่ามันโง่มาก สูตรสำเร็จมากๆ ทุกอย่างดูเป็น function ไปหมด แต่ยังดีที่พระเอกกับพระรองหล่อน่ารักดี ก็เลยถือว่าดูผู้ชายเพลินๆไปแล้วกัน

 THE LOST PRINCE (2020, Michel Hazanavicius, France, A+25)

1.เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของ Hazanavicius ที่เราได้ดู ต่อจาก THE ARTIST (2011, A+30) และ OSS 117: LOST IN RIO (2009, A+15) แล้วเราก็รู้สึกว่า สิ่งที่เราชอบในหนังของเขาคือไอเดียเก๋ๆ หรือความคิดสร้างสรรค์อะไรบางอย่างน่ะ คือเหมือนหนังทั้ง 3 เรื่องของเขามีไอเดียที่น่าสนใจ

แต่สิ่งที่หนังของเขาขาดแคลนก็คือการดัดแปลงไอเดียที่น่าสนใจให้กลายเป็นหนังที่สามารถสร้างความประทับใจทางอารมณ์ได้อย่างรุนแรงน่ะ ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากหนังเรื่องนี้ เพราะพล็อตของหนังมันสามารถทำเป็นหนัง “ครอบครัวซึ้งๆ” แบบหนังญี่ปุ่นได้สบายเลย แต่หนังเรื่องนี้กลับไม่สามารถสร้างอารมณ์ซาบซึ้งได้ แต่สามารถชดเชยในส่วนนี้ได้ด้วยไอเดียเก๋ไก๋

2.ชอบไอเดียของการสร้าง “โลกเทพนิยายที่ถูกทอดทิ้ง” นะ เพื่อสะท้อนเทพนิยายหรือนิทานที่เด็กๆทอดทิ้งไปเมื่อเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ โดยนำเอา “โลกของเทพนิยายที่ถูกทอดทิ้ง” นี้มาสะท้อนอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของเด็กๆด้วย เพราะเด็กหลายๆคนจะรักพ่อแม่มากตอนเป็นเด็กเล็ก แต่เด็กๆมักจะเริ่มรู้สึกแปลกแยกจากพ่อแม่เมื่อพวกเขาเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ เราชอบไอเดียนี้ในหนังเรื่องนี้มากๆ

3.แต่ก็น่าเสียดายที่ไปๆมาๆแล้วหนังเรื่องนี้มันไม่ซึ้งเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญกับการบีบอารมณ์ซึ้งๆทำนองนี้ได้

4.แต่ก็ชอบ “ทัศนคติ” ของหนังเรื่องนี้อย่างมากๆนะ เมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ เพราะว่า

4.1 ตอนแรกเรานึกว่ามันเป็นหนัง “สั่งสอนเด็ก” หรือหนังสำหรับเด็ก แต่พอดูไปดูมาแล้วเราพบว่ามันเหมือนเป็นหนัง “สั่งสอนผู้ใหญ่” มากกว่า

4.2 เราชอบหนังเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมากเมื่อนำมันไปเทียบกับหนังแบบ LATE SPRING (1949, Yasujiro Ozu) เพราะตัวละครในหนังสองเรื่องนี้มันเหมือนล้อกันโดยไม่ได้ตั้งใจน่ะ เพราะ LATE SPRING นำเสนอหญิงสาววัย 27 ปีที่เหมือนอยากอยู่กับพ่อ แทนที่จะออกไปแต่งงานมีผัว ส่วน THE LOST PRINCE นำเสนอเด็กสาวที่เพิ่งจบจากโรงเรียนประถม เธอเพิ่งขึ้นชั้น ม.1 และเธอเริ่มต้องการผู้ชาย เธอต้องการหนุ่มๆ และหนังก็พยายามสั่งสอน “พ่อ” ว่า พ่อต้องทำใจยอมรับให้ได้นะว่า พอลูกสาวขึ้นม.1 ลูกสาวก็จะต้องการผู้ชายแล้ว และพ่อต้องให้อิสระทางเพศกับลูกสาวในเรื่องนี้

เราชอบทัศนคติแบบนี้ใน THE LOST PRINCE มากๆ และเราพบว่ามันตลกดีถ้าหากเอามันมาเทียบกับหนังของ Ozu

THE LONGEST WAY ROUND IS THE SHORTEST WAY HOME (2020, Nontawat Numbenchapol, video installation, A+30)

1.หนังสารคดีเกี่ยวกับชีวิตหนุ่มชาวไทใหญ่ ทำไม subject ถึงหล่อ น่ารักขนาดนี้คะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ช่วยหนูด้วย ฉันรักเขา กรี๊ดดดดดดดดดด ฉันรักเขา

2.ได้ดูไปแค่ 50  นาที ไม่รู้ความยาวเต็มๆเท่าไหร่ วันหลังอาจจะพยายามไปดูต่อ

MY HERO ACADEMIA: HEROES RISING (2019, Kenji Nagasaki, Japan, animation,  A+30)

 ไม่เคยดูการ์ตูนเรื่องนี้มาก่อน รู้สึกเหมือนดู X-MEN แบบที่ตัดประเด็นสังคม-การเมืองทิ้งไปให้หมด แล้วเน้นความบู๊เอามันส์อย่างเดียว ซึ่งเราพบว่ามันสนุกสุดๆสำหรับเรา คงเพราะเราชอบหนังที่มีตัวละครอิทธิฤทธิ์สูงๆหลายตัวตบตีกันไปมาอยู่แล้ว


Monday, July 20, 2020

NELSON MANDELA: THE MYTH AND ME (2013, Khalo Matabane, South Africa, documentary, A+30)


NELSON MANDELA: THE MYTH AND ME (2013, Khalo Matabane, South Africa, documentary, A+30)

1.กราบตีน มีสิทธิติด top ten ประจำปี ชอบสุดๆ เหมือนหนังเรื่องนี้สำรวจประเด็นทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึกได้ในแบบที่ถูกใจเรามากๆ

ในเชิงกว้างก็คือว่า เราชอบที่หนังเรื่องนี้พูดถึงปัญหาการเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ แต่หนังไปสัมภาษณ์เหยื่อเผด็จการในชิลีและเยอรมันตะวันออกด้วย เพราะหนังพยายามจะตั้งคำถามว่า การที่ Nelson Mandela ดูเหมือนจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “การให้อภัย และการไม่แก้แค้น” นั้น มันดูเป็นสิ่งที่ดีก็จริง แต่เราจะทำยังไงกับ “เหยื่อที่ไม่สามารถทำใจให้อภัยคนที่เคยทำร้ายพวกเขา คนที่เคยจับพวกเขาไปทรมาน หรือคนที่เคยเข่นฆ่าครอบครัวพวกเขา” ล่ะ

เพราะฉะนั้น ชิลี และเยอรมันตะวันออก ก็เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ด้วย เพราะมันมีคนที่เคยเป็นเหยื่อของตำรวจลับ Stasi ในเยอรมันตะวันออก และมันมีคนจำนวนมากที่เคยเป็นเหยื่อของ Augusto Pinochet คนที่เคยตกเป็นเหยื่อเหล่านี้ รู้สึกยังไงกับคนที่เคยเข่นฆ่าพวกเขา รู้สึกยังไงกับ “ชาวบ้านที่เคยสนับสนุนเผด็จการที่เข่นฆ่าพวกเขา”

พอหนังเรื่องนี้โยงแอฟริกาใต้กับเยอรมันตะวันออกเข้าด้วยกัน เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราเคยดูหนังเรื่อง FORGIVENESS สองเรือง เรื่องนึงเป็นของแอฟริกาใต้ ส่วนอีกเรื่องนึงเป็นของเยอรมนีที่พูดถึงปัญหาการเมืองในเยอรมันตะวันออก และทั้งสองเรื่องก็ตั้งคำถามคล้ายๆกับหนังเรื่อง NELSON MANDELA: THE MYTH AND ME ด้วย นั่นก็คือการตั้งคำถามต่อการให้อภัยศัตรูทางการเมือง

FORGIVENESS ที่พูดถึงเยอรมันตะวันออกเป็นหนังปี 1994 ที่กำกับโดย Andreas Hontsch เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดๆ

ส่วนอันนี้เป็น FORGIVENESS (2004, Ian Gabriel) ของแอฟริกาใต้

2.ส่วนใน “เชิงลึก” นั้น หนังเรื่องนี้ก็สัมภาษณ์คนหลายคนในแอฟริกาใต้ และทำให้เราได้รับรู้ว่า การต่อสู้กับการเหยียดผิวในแอฟริกาใต้นั้น มันโหดร้ายมากเหมือนกัน

3.หนังเรื่องนี้สัมภาษณ์ Dalai Lama ด้วย แต่เราว่าส่วนของ Dalai Lama นั้น น่าสนใจน้อยที่สุด เพราะ Dalai Lama ก็พูดสนับสนุน “การให้อภัย” ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ดี 55555 คือความคิดแบบนี้นั้น มันไม่ dilemma น่ะ มันก็เลยไม่น่าสนใจสำหรับเรา ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่เรา “เห็นด้วย”

4.แต่คนที่พูดสนับสนุนการให้อภัย แล้วเรารู้สึกว่าน่าสนใจสุดๆ ก็คือชายชราผิวขาวที่เคยทำงานเป็นผู้พิพากษา แล้วถูกคนทำร้ายจนเขาแขนขาด ชายชราคนนี้ (น่าจะอายุราวๆ 60-70 ปี) พูดถึงช่วงเวลาที่เขาได้เผชิญหน้ากับคนที่ทำร้ายเขาจนเขาแขนขาด และดูเหมือนชายชราคนนี้จะให้อภัยคนร้ายได้

คือเราว่า ถ้าหากคนทั่วไปตามท้องถนน พูดว่า “การให้อภัยเป็นสิ่งที่ดี” เรารู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจน่ะ เพราะมันเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากเป็นคนแบบชายชราคนนี้ คนที่เคยถูกทำร้ายจนแขนขาด ต้องพิการไปตลอดทั้งชีวิต ออกมาเล่าเรื่องการให้อภัยคนร้าย เราว่าอะไรแบบนี้นี่แหละที่เราสนใจสุดๆ เพราะมันเป็นการแสดงภาวะทางจิตวิญญาณที่มันมหัศจรรย์มากๆสำหรับเรา

5.หนังเปิดพื้นที่ให้กับคนที่ไม่สามารถให้อภัยคนร้ายด้วย ทั้งคนชิลี และคนผิวดำในแอฟริกาใต้ที่ยังไม่สามารถทำใจให้อภัยคนผิวขาวที่เคยเข่นฆ่าครอบครัวของพวกเขาได้ เราชอบมากๆที่หนังเปิดพื้นที่ให้กับคนเหล่านี้ และเราก็เข้าใจพวกเขามากๆ เพราะในหลายๆครั้ง “สิ่งที่ดี” กับ “สิ่งที่เราทำได้ในชีวิตจริง” มันก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน คือเรารู้ว่า “การให้อภัย” เป็นสิ่งที่ดี แต่มันก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะ “บรรลุถึงภาวะสมบูรณ์แบบทางจิต” แบบนั้นได้

เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า เราไม่ควรพูดถึงแต่ hero พูดถึงแต่วีรบุรุษเพียงอย่างเดียว แต่เราควรพูดถึงมนุษย์ปุถุชนด้วย มนุษย์ปุถุชนที่รู้อยู่เต็มอกว่า “การให้อภัยเป็นสิ่งที่ดี” แต่ก็ไม่สามารถทำใจให้ไปถึงจุดนั้นได้

6.สิ่งที่ irony สุดๆคือสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงหนัง Alliance ขณะฉายหนังเรื่องนี้ เพราะขณะที่หนังเรื่องนี้นำเสนอประเด็นเรื่องการให้อภัยนั้น คนดูในโรงหนังก็ตบตีกันอย่างรุนแรงสุดๆ คิดว่าเป็นการตบกันในโรงหนังที่หนักที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมาในชีวิตนี้เลยมั้ง

ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด คือมีคนดูคนไทยคนนึง ที่นั่งแถวเดียวกับเรา ตะโกนบอกให้ฝรั่ง (ซึ่งเป็นผู้ชายล่ำๆ หุ่นแบบวิน ดีเซล) ที่นั่งอยู่แถวข้างล่างถัดไป 2 แถว ให้ปิดมือถือ เพราะแสงมันแยงตาเขา ตอนที่หนังเพิ่มเริ่มฉาย แต่แทนที่ฝรั่งจะปิดมือถือแต่โดยดี ฝรั่งกลับอ้างว่า เขาไม่ได้ส่งเสียงดังอะไรสักหน่อย คนไทยก็เลยบอกว่า มันเป็นที่แสง ( ไม่ใช่ที่เสียง) แล้วฝรั่งก็ไม่พอใจ มีการด่าๆทอๆกันพักนึง

แล้วพอหนังจบ ฝรั่งคนนั้นก็เข้ามาหาเรื่องคนไทยที่หน้าโรงหนัง มีการด่าทอกันอย่างรุนแรงสุดๆส่วนเราหลบออกไปดูท่าทีอยู่นอกโรงหนัง  เหมือนเจ้าหน้าที่ Alliance จะพยายามมาห้ามทัพ แล้วหลังจากนั้นสองคนนี้ก็แยกย้ายกันไป

 เราแอบกะไว้ในใจว่า ถ้าหากเราเห็นคนไทยถูกทำร้ายร่างกาย เราจะเข้าไปช่วยเขา เพราะในกรณีนี้เราเข้าข้างฝ่ายคนไทยเต็มที่ เพราะเราเองก็เคยทำแบบเขาบ่อยครั้งมากๆ เพราะถ้าหากแสงมือถือจากคนในโรงหนังมาแยงตาเรา เราก็มักจะไปขอให้เขาปิด แล้วทุกคนก็ปิดแต่โดยดี ไม่มีใครมาเถียงข้างๆคูๆแบบนี้ ล่าสุดเราก็เพิ่งเจอแสงมือถือมาแยงตาเราตอนไปดู THE KINGMAKER ในวันที่ 12 ก.ค. เราก็ไปบอกให้เขาปิดมือถือ เขาก็ปิด ปัญหาทุกอย่างก็จบ

ตอนนี้เราก็ได้แต่หวังว่า เราจะไม่เจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้อีก

Sunday, July 19, 2020

DIGIMON

THE BRIDGE CURSE (2020, Lester Hsi, Taiwan, A+15)

J.C. Lin หล่อสุดๆ

DIGIMON ADVENTURE: LAST EVOLUTION KIZUNA (2020, Tomohisa Taguchi, Japan, animation, A+30)

ไม่เคยดู DIGIMON มาก่อนเลย แต่ดูเรื่องนี้แล้วร้องห่มร้องไห้ เหมือนหนังเรื่องนี้มันพูดถึงปมบางอย่างในใจเรา

อยากอุ้มลูกหมีไปดูหนังเรื่องนี้มากๆ 555

ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็สงสัยว่า การที่เราซึ่งมีอายุ 47 ปีแล้วยังเล่นตุ๊กตาหมีอยู่ ถือเป็น "ความสามารถพิเศษ" ที่หลายคนไม่มีหรือเปล่า 555

RIP Haruma Miura ชอบเขามากๆจาก A BANANA? AT THIS TIME OF NIGHT? (2018, Tetsu Maeda) กับ SUNNY: OUR HEARTS BEAT TOGETHER (2018, Hitoshi One)

Thursday, July 16, 2020

BLOOD QUANTUM (2019, Jeff Barnaby, Canada, A+30)


BLOOD QUANTUM (2019, Jeff Barnaby, Canada, A+30)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.ประเด็นเรื่องอินเดียนแดงน่าสนใจมากๆ อย่างที่หลายคนเขียนถึงไปแล้ว

2.หนังเรื่องนี้เป็นหนังซอมบี้เรื่องแรกที่เราได้ดูหลังจากเกิดวิกฤติไวรัสโคโรนา เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พอดูหนังเรื่องนี้เสร็จแล้วก็ดันเกิดสถานการณ์ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการระบาดระลอกสองของไวรัสโคโรนาขึ้นอีก

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า จริงๆแล้วหนังซอมบี้หลายเรื่องเหมือนช่วยให้เราเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับการระบาดรอบสอง 55555 เพราะใน BLOOD QUANTUM และหนังซอมบี้หลายๆเรื่องนั้น ตัวละครจะไปอยู่ใน “สถานที่ที่ดูเหมือนปลอดภัย “ เป็นเวลาระยะนึงในช่วงกลางเรื่อง ก่อนจะพบว่า “สถานที่ที่ดูเหมือนปลอดภัย” นั้นไม่ได้ปลอดภัยจริง และสถานที่นั้นต้องรับมือกับการบุกของซอมบี้ในเวลาต่อมา ตัวอย่างเช่น

2.1 ใน BLOOD QUANTUM ตัวละครก็สร้างเขตปลอดภัยขึ้นมา ก่อนจะพบว่ามันไม่ปลอดภัย

2.2 ใน I AM A HERO (2015, Shinsuke Kato) ตัวละครก็ไปหลบกันอยู่บนดาดฟ้าของห้างสรรพสินค้าแห่งนึง อยู่กันอย่างปลอดภัยระยะนึง ก่อนที่จะโดนซอมบี้กระโดดสูงขึ้นมา

2.3 ใน ZOMBIELAND: DOUBLE TAP (2019, Ruben Fleischer) ตัวละครก็เจอกับ BABYLON ซึ่งเป็นแหล่งปลอดภัยจากซอมบี้ ก่อนที่จะโดนฝูงซอมบี้บุก

2.4 ใน LAND OF THE DEAD (2005, George A. Romero) ตัวละครกลุ่มนึงก็อาศัยอยู่ใน “เมืองปลอดภัย” ก่อนจะโดนซอมบี้บุก

2.5 ใน WORLD WAR Z (2013, Marc Forster) ตัวละครในเมืองนึงในอิสราเอลก็อยู่กันอย่างปลอดภัย ก่อนที่จะโดนซอมบี้บุกในเวลาต่อมา

สรุปว่าเหตุการณ์ SECOND WAVE ในโลกแห่งความเป็นจริงช่วงนี้ ทำให้นึกถึง “ช่วงกลางเรื่อง” ของหนังซอมบี้เหล่านี้มากๆ

3.แต่ดู BLOOD QUANTUM แล้วมีข้อสงสัยบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเราดูไม่ทันในบางจุด เราก็เลยขอถามเพื่อนๆที่ดูแล้วว่า

3.1 แม่ของ Lysol เป็นอะไรตาย คือเหมือนตัวละครหลายๆตัวชอบพูดถึงแม่ของ Lysol ในทำนองที่ว่า การตายของแม่เขามัน tragic มากๆ และนั่นก็เลยอาจจะเป็นสาเหตุส่วนนึงที่ทำให้เขากลายเป็น “เด็กขบถ” แบบนี้ เราก็เลยสงสัยว่าแม่ของเขาเป็นอะไรตาย

3.2 ตัวละคร Shooker (อินเดียนแดงที่มีเมียผิวขาว) หายไปไหนในช่วงท้ายเรื่อง คือถ้าหากเราดูไม่ผิด Shooker เป็นคนที่เอาเรือมารับตัวละครต่างๆในช่วงท้ายเรื่องน่ะ แล้วตัวละครสำคัญ 3 ตัวก็ขึ้นเรือไป ส่วนคุณปู่ตัดสินใจอยู่เฝ้าแผ่นดินเกิด เราก็นึกว่า Shooker ขึ้นเรือไปกับตัวละครตัวอื่นๆด้วย แต่ไปๆมาๆทำไมบนเรือเหลือตัวละครแค่ 3 คน ไม่มี Shooker อยู่ด้วย

SUPERMARKET (1974, Roland Klick, West Germany, A+30)

ชอบที่หนังทำให้เราไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงกับตัวละครพระเอกดี คือมันไม่ใช่ตัวละครที่ likeable หรือน่าเอาใจช่วยแน่ๆ แต่มันก็ไม่ใช่ตัวละครที่เหี้ยมากๆ หรือเป็นสัตว์นรกโดยกมลสันดานแบบในหนัง feel bad เราก็เลยรู้สึกว่า Roland Klick เก่งมากในการสร้างตัวละครที่เป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องสูงมากๆ มากยิ่งกว่าตัวละครพระเอกแบบใน BAD LIEUTENANT: PORT OF CALL – NEW ORLEANS (2009, Werner Herzog) อีก

ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยรู้สึกก้ำกึ่งกับตัวละครพระเอกตลอดเวลา เพราะพระเอกเป็นคนที่ “ไม่เอาถ่าน” หรือ “ไม่รักดี” อย่างรุนแรง เหมือนคนต่างๆพยายามจะหยิบยื่นโอกาสที่ดีให้พระเอก แต่พระเอกก็ไม่เอา และถลำลึกเข้าสู่เส้นทางชีวิตที่ผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่หนังก็ไม่ได้มองพระเอกด้วยสายตาเยาะหยันหรือกล่าวโทษ แต่เหมือนหนังพยายามจะโอบรับความบกพร่องของมนุษย์เอาไว้อย่างเต็มที่ ซึ่งน่าจะคล้ายๆสายตาแบบใน BAD LIEUTENANT: PORT OF CALL – NEW ORLEANS

หนังมีตัวละครเกย์ด้วยนะ เพราะพระเอกพยายามจะหาเลี้ยงตัวเองด้วยการขายตัวอยู่พักนึง