Wednesday, December 31, 2025

THE YEAR 2025

 

อยากย้อนเวลากลับไปดู "มหกรรมภาพยนตร์จีนในประเทศไทย" ในปี 1985 ที่โรงภาพยนตร์รามา อยากรู้มาก ๆ เลยว่า ตอนนั้นมีหนังเรื่องไหนมาฉายบ้าง มีหนังของผู้กำกับรุ่น 1-4 มาฉายบ้างหรือเปล่า

 

นิตยสารอย่าง STARPICS กับ "หนังและวิดีโอ" ในปี 1985 มีบันทึกรายชื่อหนังจีนในเทศกาลภาพยนตร์เหล่านี้ไว้บ้างไหม

 

ตัวอย่างของผู้กำกับภาพยนตร์รุ่น 4 ของจีนก็มีเช่น Wu Yigong, Wu Tianming, Zhang Nuanyi, Huang Jianzhong, Teng Wenji, Zheng Dongtian, Xie Fei, Hu Bingliu, Ding Yinnan, Li Qiankuan, Lu Xiaoya, Yu Benzheng, Yan Xueshu, Huang Shuqin, Yang Yanjin, Wang Haowei, Wang Junzheng, Zhang Zi'en, Song Chong and Cong Lianwen

+++

 

2025 ปีแห่ง “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า”

 

เห็นคุณมโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ บอกว่าเคยมีภาพยนตร์เรื่อง “แสตมป์สื่อรัก” มาฉายในงานมหกรรมภาพยนตร์จีนในกรุงเทพในปี 1985 ที่โรงภาพยนตร์รามา เราก็เลยลอง search ดู แล้วก็เดาว่า มันต้องเป็นหนังเรื่อง ROMANCE IN PHILATELY (1984, Hu Sang, China, 98min) แน่ ๆ เลย อิจฉา cinephiles รุ่นเก่า ๆ ที่ทันได้ดูหนังเรื่องนี้ในกรุงเทพในปี 1985 มาก ๆ ค่ะ

 

ดิฉันมีอายุ 12 ปีในปี 1985 ค่ะ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็น cinephile ตอนนั้นเรายังเน้นอ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น และอ่านนิยายของจินตวีร์ วิวัธน์ + ทมยันตี + ตรี อภิรุม + ม.มธุการีอยู่ เพราะฉะนั้นในปี 1985 เราก็เลยพลาดดูหนังดี ๆ หลายเรื่องที่เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพในช่วงนั้น

 

เราเพิ่งมาเป็น cinephile ในช่วงปี 1995 เมื่อได้ดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY (1983, Peter Stein, West Germany, A+30) ที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 ตอนนั้นเรามีอายุ 22 ปี และการดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY ก็ทำให้เราเริ่มตกหลุมรักการดูภาพยนตร์อย่างรุนแรงจนถอนตัวไม่ขึ้น

 

เทศกาลภาพยนตร์แรกที่เราได้ดู น่าจะเป็นเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นในปี 1995 โดยในตอนนั้นเราได้ดูหนังเรื่อง THE NAKED ISLAND (1960, Kaneto Shindo, A+30) ที่มูลนิธิญี่ปุ่น ถนนอโศก

 

แต่เราไม่แน่ใจ 100% เต็มนะ ว่าตอนนั้นมันเป็นเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นหรือเปล่า แต่เราเดาว่าน่าจะเป็นเทศกาล เพราะเหมือนเราไม่เห็นหนังเรื่อง THE NAKED ISLAND กลับมาฉายที่ Japan Foundation อีก แต่ถ้าหากเราจำผิด ก็ทักท้วงมาได้นะ

 

เทศกาลภาพยนตร์ที่สองที่เราได้ดู ก็คือ “เทศกาลภาพยนตร์นิวซีแลนด์” ในปี 1995 ที่ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมแสงอรุณ ถนนสาทร โดยในตอนนั้นเราได้ดูหนังเรื่อง

 

1. RUBY AND RATA (1990, Gaylene Preston, New Zealand)

 

2. UTU (1983, Geoff Murphy, New Zealand)

 

3. THE END OF THE GOLDEN WEATHER (1991, Ian Mune, New Zealand)

 

4. AN ANGEL AT MY TABLE (1990, Jane Campion, New Zealand, 158min)

 

แล้วเราก็เลยบ้าดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์มาโดยตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา จนมาถึงจุดพีคสุดก็ปีนี้นี่แหละ ปี 2025 ที่เราเกิดอาการ “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า”

 

คือเราเติบโตมาในยุคที่การเข้าถึงหนังนอกกระแสเป็นเรื่องที่ยากลำบากลำบนมาก ๆ น่ะ เหมือนการจะได้ดูหนังนอกกระแสในยุคทศวรรษ 1990 มันเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ เราสามารถเข้าถึงหนังเหล่านี้ได้ก็โดยผ่านทางการดูวิดีโอร้านเฟม + การดูหนังที่เกอเธ่, สมาคมฝรั่งเศส + Japan Foundation + DK Filmhouse Filmvirus เท่านั้น เทศกาลภาพยนตร์ในยุคนั้นก็น้อยมาก ๆ อาจจะมีจัดกันทุก ๆ 3 เดือน หรือปีละ 4 เทศกาล ไม่ใช่เดือนละ 3 เทศกาลเหมือนในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าใครรวยหน่อยก็สามารถซื้อวิดีโอร้านแมงป่อง+ลูกแมว+AVS มาดูได้ แต่เราไม่ได้มีเงินมากพอที่จะซื้อวิดีโอเหล่านี้ได้เป็นประจำ

 

เพิ่งมาในทศวรรษ 2000 นี่แหละ ที่ “ร้านแว่นวิดีโอ” ช่วยให้เราเข้าถึงหนังนอกกระแสได้ง่ายขึ้น และอินเทอร์เน็ตก็ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลหนังนอกกระแสได้ง่ายขึ้นด้วย

 

เพราะฉะนั้นพอเราเติบโตมากับการเป็น cinephile ในทศวรรษ 1990 เติบโตมากับ “ความอัตคัดขาดแคลนหนังนอกกระแสอย่างรุนแรง” เติบโตมากับ “ความรู้สึกอดอยากปากแห้งทางภาพยนตร์อย่างรุนแรง” เราก็เลยเหมือนเก็บกด “ความอยากดูหนังเทศกาล” เอาไว้อย่างล้นปรี่น่ะ เพราะเทศกาลภาพยนตร์มันเป็นสิ่งที่หายากมาก ๆ ในยุคนั้น

 

ปมทางจิตที่เราเก็บกดไว้เมื่อ 30 ปีก่อน มันก็เลยเหมือนได้รับการตอบสนองจนหายอยากไปเลยในปี 2025 นี้แหละ เหมือนในที่สุดปมทางจิตของเราก็ได้รับการรักษาให้หายขาดในปีนี้

 

เพราะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มันมีเทศกาลภาพยนตร์อัดแน่นเยอะมาก ๆ ในกรุงเทพและปริมณฑล เยอะที่สุดเป็นประวัติการณ์ในชีวิตของเราเลย จนเราเองก็ตามดูไม่ไหวทุกเทศกาล และในที่สุดเราก็ล้า และคิดว่าหลังจากนี้คงไม่ตามดูหนังเทศกาลอีกแล้ว คือเราคงไปดูหนังตามเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ เหมือนเดิมแหละ แต่จะดูเฉพาะที่เราอยากดูจริง ๆ เท่านั้น ถ้าอันไหนเรารู้สึกขี้เกียจ เราก็จะไม่ไปดู 555555

 

คือ “การให้ความสำคัญกับเทศกาลภาพยนตร์เป็นหลัก” ส่งผลให้เราไม่ได้เข้าฟิตเนสเลยมาเป็นเวลาติดต่อกัน 4 เดือนครึ่งน่ะ เราเข้าฟิตเนสในวันที่ 11 ส.ค. 2025 แล้วพอเข้าสู่ช่วง “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” เราก็ไม่ได้เข้าฟิตเนสอีกเลย จนเพิ่งได้มาเข้าฟิตเนสอีกทีในวันที่ 28 ธ.ค. 2025 นี่แหละ แล้วคือกูต้องจ่ายเงินค่าฟิตเนสไปฟรี ๆ เป็นเวลา 4 เดือนครึ่ง เพราะกูมัวแต่ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์นี่แหละ สุขภาพกูก็ย่ำแย่มากด้วย เราก็เลยรู้สึกว่า ต่อแต่นี้ไป เราจะให้ความสำคัญกับเทศกาลภาพยนตร์เป็นหลักไม่ได้แล้วล่ะ คงจะต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพตัวเองเป็นหลักได้แล้ว “ความอยากในเทศกาลภาพยนตร์” ที่อยู่ในใจเราตลอด 30 ปีที่ผ่านมาได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่แล้ว ต่อไปนี้เราจะต้องเข้าสู่ phase ใหม่ของชีวิตได้เสียที

 

ช่วง “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 23 ส.ค. และสิ้นสุดอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ธ.ค. หรือกินเวลา 4 เดือนเต็ม ๆ และส่งผลให้เราไม่ได้เข้าฟิตเนสเลยเป็นเวลา 4 เดือนครึ่ง

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว เราหมดเวลาไปกับ

 

1.เทศกาลภาพยนตร์ WHAT THE DOC

 

2. เทศกาลภาพยนตร์ฮ่องกง

 

3. เทศกาลภาพยนตร์ QUEER ที่ ICONSIAM

 

4. SIAM ANIMA

 

5. EDUARDO WILLIAMS’ RETROSPECTIVE

 

6. WILDTYPE

 

7. BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL แบบอภิมหาอลังการ

 

8. กางจอของนิเทศจุฬา

 

9. SPANISH FILM FESTIVAL

 

10. GODZILLA FILM FESTIVAL

 

11. IRISH FILM FESTIVAL

 

12. RE:COMPLEX at Goethe

 

13. GHOST 2568

 

14. TAIWAN DOCUMENTARY FILM FESTIVAL

 

15. AMAZING STONER FILM FEST at Cinema Oasis

 

16. MARATHON THAI SHORT FILMS

เราได้ดูหนังเพียงแค่ 169 เรื่องในเทศกาลมาราธอนปีนี้

 

17. CHINESE FILM FESTIVAL

 

18. GERMAN FILM FESTIVAL (KINOFEST)

 

19. ARAYA RASDJARMREARNSOOK’S RETROSPECTIVE

เราได้ดูเพียงแค่ 20 จาก 23 เรื่องในงานนี้ แต่เราคงไม่มีแรงไปดูอีก 3 เรื่องที่เหลือแล้วล่ะ (เรายังไม่ได้ดู I’M LIVING, SURVIVOR’S WAY OF LIFE กับ VILLAGE KIDS SINGING)

 

20. THAI SHORT FILM FESTIVAL

 

น่าสนใจดีที่ช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา เริ่มต้นด้วยหนังปาเลสไตน์ และก็จบลงด้วยหนังปาเลสไตน์โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะช่วง “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา เริ่มต้นด้วยการดูหนังเรื่อง AYNY (2016, Ahmad Saleh, Palestine/Jordan, animation, 11min, A+30) ในโปรแกรม PALESTINE ANIMATIONS: 3 FILMS BY AHMAD SALEH ที่โรงหนัง House Samyan ในวันเสาร์ที่ 23 ส.ค. 2025

 

และช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา ก็จบลงด้วยหนังเรื่อง A STONE’S THROW (2024, Razan AlSalah, Palestine/Lebanon/Canada, 40min, A+30) ในโปรแกรม DEAR PALESTINE ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันอาทิตย์ที่ 21 ธ.ค. 2025

 

ก็เลยเท่ากับว่า ช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา ที่กินเวลา 4 เดือนเต็มนี้ เริ่มต้นด้วยหนังปาเลสไตน์ และจบลงด้วยหนังปาเลสไตน์โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

แต่นี่คือเราไม่ได้ไปดูหนังใน “เทศกาลหนังเงียบ” ที่หอภาพยนตร์ และไม่ได้ไปดูหนังในเทศกาล BATURU WOMEN’S FILM FESTIVAL เลยนะ คือเราตัดทิ้งไปเลย 2 เทศกาล เพราะตารางเวลามันชนกัน และเราก็ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

 

ก็เลยรู้สึกว่า  “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” มาเป็นเวลา 4 เดือนเต็มนี้ มันคือการเติมเต็มความฝันของเราตั้งแต่ปี 1995 ความใฝ่ฝันของเราตั้งแต่เป็น cinephile ในปี 1995 เป็นต้นมา ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่แล้ว หนังที่เราอยากดู ก็มีเข้ามาให้ดูอย่างแน่นขนัดเป็นเวลา 4 เดือนเต็ม ซึ่งรวมถึงโปรแกรมภาพยนตร์ที่ fulfill my wish จริง ๆ โดยเฉพาะโปรแกรม Harun Farocki Retrospective, Ryusuke Hamaguchi Retrospective และ Araya Rasdjarmrearnsook Retrospective

 

ชีวิต cinephile ของเรา สมบูรณ์แล้ว นอนตายตาหลับแล้ว เพราะช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ตลอด 4 เดือนเต็มนี่แหละค่ะ

 

เข้าใจว่า ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดเทศกาลภาพยนตร์ดี ๆ แน่นขนัดกันอย่างนี้ โดยเฉพาะ BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL ก็คือ Thacca กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนะ ดิฉันขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

 

ก็เลยถือว่าปี 2025 นี่เป็นปีของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” จริง ๆ เพราะมันเริ่มต้นปีด้วย The 7th Bangkok Experimental Film Fesitval: Nowhere Somewhere ในเดือนม.ค. ซึ่งอัดแน่นไปด้วยหนังดี ๆ อย่างล้นปรี่ แล้วก็มีการจัดเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ในกรุงเทพและปริมณฑลเรื่อยมาตลอดทั้งปี อย่างเช่น Japan Film Festival ในเดือนก.พ., Italy Film Festival ในเดือนพ.ค., European Film Festival ในเดือนพ.ค., Japanese & Thai Prewar Talkies ในเดือนมิ.ย., Flaherty Seminar ในเดือนมิ.ย.,  Signes de Nuit Film Festival ในเดือนก.ค. และก็เข้าสู่ช่วงพีคที่สุดของชีวิตเราตั้งแต่เดือนส.ค.เป็นต้นมา ตามที่ได้เขียนไปแล้ว

 

ขอกราบขอบพระคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่ช่วยกันจัดเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมานะคะ ดิฉันนอนตายตาหลับแล้วค่ะ

 

ถ้าให้เลือก TOP THREE ของช่วง 4 เดือนนี้ในวินาทีนี้ ก็น่าจะเป็น

 

1. ABOUT NARRATION (1975, Harun Farocki, Ingemo Engström, West Germany, 58min)

 

2. TITLE WAIVE (2019-2025, Ryan Trecartin, 33min)

 

3. NIRANAM (2014, Araya Rasdjarmrearnsook, 60min)

 

NIRANAM ยังมีฉายอยู่ที่ 100 TONSON FOUNDATION นะครับ หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน Araya Rasdjarmrearnsook Retrospective จัดฉายอยู่จนถึงวันที่ 18 ม.ค. แกลเลอรี่นี้เปิดวันพฤหัสถึงวันอาทิตย์

 

แต่ถ้าให้เลือก TOP THREE ในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า รายชื่อหนังใน top three ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ 55555

 

NIRANAM (2014, Araya Rasdjarmrearnsook, 60min, A+30) นี่น่าจะเป็น one of my most favorite films (or moving-mages) I saw in 2025 นะ ถือเป็นหนี่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2025 เลย

 

ตัวภาพในหนังจริง ๆ แล้วไม่น่าสนใจสำหรับเรา เพราะมันเป็นภาพคนเย็บปากแผลไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง แต่ตัวเสียงในวิดีโอนี้เป็นอารยาเล่าเรื่องครอบครัวตัวเอง แล้วมันงดงามมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

NIRANAM ยังมีจัดฉายอยู่ในงาน Araya Rasdjarmrearnsook Retrospective ที่ 100 TONSON FOUNDATION จนถึงวันที่ 18 ม.ค.นะ โดยในวันพฤหัส, ศุกร์ กับ เสาร์ ทางแกลเลอรี่จะฉายหนังเฉพาะในโปรแกรม C ซึ่งประกอบด้วยหนังของอารยา 6 เรื่อง ซี่งรวมถึงหนังเรื่อง NIRANAM ด้วย

 

แต่ในทุก ๆ วันอาทิตย์ ทางแกลเลอรี่จะฉายโปรแกรมหนัง A, B, C ซึ่งประกอบด้วยหนังของอารยาทั้งหมด 23 เรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าหากใครอยากดูหนังของอารยาทั้ง 23 เรื่อง ซึ่งมีความยาวรวมกันเพียงแค่ 437 นาที หรือ 7 ชั่วโมง 17 นาทีเท่านั้น ก็ไปดูได้ในวันอาทิตย์ค่ะ จนถึงวันที่ 18 ม.ค.

 

แต่เราไม่รู้ว่าทางแกลเลอรี่จะปิดช่วงปีใหม่ในวันไหนบ้างนะ ใครจะไปดูก็เช็คกับทางแกลเลอรี่ก่อนแล้วกันว่าปิดปีใหม่วันไหนบ้าง

 

ใครจะไปนั่งดูหนังยาว ๆ 23 เรื่องเป็นเวลา 7 ชั่วโมงในวันอาทิตย์ เราก็ขอแนะนำให้ “พกน้ำดื่ม” ติดตัวไปด้วยนะ เพราะแถวนั้นไม่มีน้ำดื่มขายจ้า แต่มี “ตัวเหี้ย” เล่นน้ำในลำคลองแถว ๆ นั้น 55555 เราเพิ่งถ่ายคลิปตัวเหี้ยในซอยต้นสนมาลงให้ดูเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน หลายคนคงจำได้

 

เราไปดูหนังในงานนี้ใน 2 วันอาทิตย์ สรุปว่าดูไปได้แค่ 20 เรื่องเท่านั้นค่ะ ยังขาดอีก 3 เรื่องที่ยังไม่ได้ดู ซึ่งก็คือ I’M LIVING, SURVIVOR’S WAY OF LIFE กับ VILLAGE KIDS SINGING

 

เราเพิ่งเขียนเปรียบเทียบ NIRANAM กับ “หนังสะท้อนชีวิตผู้หญิงหลายรุ่น” อีก 4 เรื่องไปนะ ซี่งก็คือ KEEPER (2025, Osgood Perkins, A+30), SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinsky, Germany, A+30), A PALE VIEW OF HILLS (2025, Kei Ishikawa, Japan, A+30) และ WITCHES CAN’T BE BURNED เจ้าดอกกระดังงา (2025, Naphat Thanarotchudet, A+30)

 

หนังอีกเรื่องที่เราว่าเหมาะปะทะกับ NIRANAM ก็คือ น้องชายที่แสนดี(ย์)” FIRST-DEGREE VANISHING (2025, Montree Saelo, 85min, A+30) เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้เปิดโอกาสให้ผู้ชม “จินตนาการภาพในหัวตามเสียงเล่าตลอดทั้งเรื่อง” เหมือนกันเลย โดย FIRST-DEGREE VANISHING นั้น มีแต่จอมืดตลอดทั้งเรื่อง กับเสียงเล่าเรื่องแบบหนัง mystery thriller ส่วน NIRANAM นั้น ภาพเป็นคนเย็บปากแผลตลอดทั้งเรื่อง ส่วนเสียงนั้นเล่าเรื่องของครอบครัวอารยาแบบกระแสสำนึกไปเรื่อย ๆ

++++++++

 

Favorite Fighting Female Characters:

22. Cure Majesty

 

วันนี้เราได้ดู YOU AND IDOL PRETTY CURE THE MOVIE: FOR YOU! OUR KIRAKILALA CONCERT! (2025, Koji Ogawa, Japan, animation, A+30) ที่เมเจอร์ รัชโยธิน แล้วก็ประทับใจตัวละคร Cure Majesty มาก ๆ เพราะว่าเธอใช้สีม่วงเป็นสีประจำตัว และสีนี้คือสีโปรดของเรา

 

พอเราไป search ดูข้อมูลของตัวละครตัวนี้ในอินเทอร์เน็ต ก็เลยเพิ่งรู้ว่า ตัวละครตัวนี้ใช้ Magic Hour เป็นอาวุธ รุนแรงมาก ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง ชอบมาก ๆ ที่มีตัวละครหญิงสาวใช้ Magic Hour เป็นอาวุธในการฟาดฟันเหล่าผู้ร้าย

 

 


  

 

A GAY LOVE SCENE IN THE MODEL

 

เผื่อใครยังไม่รู้จะดูหนังเรื่องอะไรข้ามปี ก็ดูหนังเรื่องนี้ได้นะคะ EMPIRE 2020 (2022, Invernomuto, 8hrs 5mins) ที่มีให้ดูฟรีออนไลน์ทางเว็บไซต์ของ e-flux หนังเรื่องนี้ถ่ายตึก Burj Khalifa ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นตึก 154 ชั้น และถือเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก หนังเรื่องนี้ใช้กล้องถ่ายตึกนี้เป็นเวลา 6 ชั่วโมงครึ่ง แล้วนำฟุตเตจมายืดออกให้เป็น 8 ชั่วโมง โดยเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าและแสงไฟของตึกตลอดเวลา 8 ชั่วโมงนี้

 

หนังเรื่องนี้เป็นการรีเมค EMPIRE (1965, Andy Warhol)

 

แต่งานนี้ดิฉันขอไม่ดูนะคะ ใครไหวก็ดูไปเลย 55555

 

แต่กะว่าถ้าว่างก็อาจจะดู NOTES FROM UNKNOWN MALADIES (2018, Liryc Dela Cruz, 59min)  ที่มีให้ดูฟรีออนไลน์ทาง e-flux จนถึงวันที่ 6 ม.ค. หนังเรื่องนี้เป็นการถ่ายทอดชีวิตของ grandmother ของผู้กำกับ โดยตัว grandmother นี้ป่วยเป็นโรคจิตมาเป็นเวลานาน 50 ปี

 

ส่วนหนังเปิดปี 2026 ดิฉันเล็งไว้แล้วว่าอาจจะดู THE FOUR TIMES (2010, Michelangelo Frammartino, Italy, 88min) เพราะหนังเรื่องนี้เปิดให้ดูฟรีออนไลน์ทางเว็บไซต์ festival scope จนถึงตี 5 ของวันที่ 2 ม.ค. เพราะฉะนั้นดิฉันก็เลยจำเป็นจะต้องรีบดูหนังเรื่องนี้ออนไลน์ภายในวันที่ 1 ม.ค.ค่ะ

+++

 

"นางแบบมหาภัย" (1976, Chatrichaloem Yukol, A+30) นี่เสียดายมาก ๆ ที่มันไม่เคยได้รับการเผยแพร่ในรูปแบบวิดีโอเทปในทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เรายังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ เพราะถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้ทางวิดีโอเทปในทศวรรษ 1980 เราคงดูวนซ้ำฉากเลิฟซีนระหว่างสมภพ เบญจาธิกุล กับสรพงศ์ ชาตรีไปแล้วหลายร้อยรอบ

 

Monday, December 29, 2025

SIDNEY SHELDON

 

จริงที่สุด เราก็ชอบ Sidney Sheldon มาก ๆ จำได้ว่าตอนดูมินิซีรีส์ IF TOMORROW COMES (1986, Jerry London, A+30) ที่สร้างจากนิยายของ Sidney Sheldon มันมีฉากที่ให้ตัวละครพระเอกกับนางเอกมาเจอกันครั้งแรกโดยบังเอิญช่วงต้นเรื่อง เหมือนทั้งสองเดินชนกัน คุยกันนิดนึง แล้วก็เดินแยกย้ายกันไป ไม่ได้สนใจอะไรกัน แล้วหลังจากนั้นพระเอกกับนางเอกก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยเป็นเวลานานมาก มินิซีรีส์ก็เล่าชีวิตของพระเอกนางเอกแยกกันไปเรื่อย ๆ เหมือนผ่านไปครึ่งค่อนเรื่องแล้ว พระเอกกับนางเอกถึงได้มาเจอและทำความรู้จักกันจริง ๆ (เหมือนถ้ามินิซีรีส์มี 7 ตอน พระเอกกับนางเอกก็ได้มาทำความรู้จักกันจริง ๆ ในตอนที่ 4)

 

เหมือนถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด จริง ๆ แล้วตัวนิยายต้นฉบับมันไม่ได้มีฉากที่ให้พระเอกกับนางเอกมาเจอกันช่วงต้นเรื่อง เหมือนนิยายมันเล่าชีวิตของแต่ละตัวละครนำแยกกันไปได้เลยตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง แต่ตัวมินิซีรีส์คงกลัวคนดูงง ก็เลยอยู่ดี ๆ ต้องสร้างฉากให้พระเอกกับนางเอกมาเจอกันโดยบังเอิญช่วงต้นเรื่อง แล้วค่อยแยกเล่าเป็นสามเส้นเรื่องตัวละคร (พระเอก, นางเอก กับผู้ชายโรคจิต) ควบคู่กันไป

 

แต่อันนี้เราไม่ขอยืนยันข้อมูลอะไรทั้งสิ้นนะ เพราะเราดูมินิซีรีส์นี้มานาน 38-39 ปีแล้ว



++++

 

Brigitte Bardot จากไปแล้ว ส่วน Catherine Deneuve ตอนนี้มีอายุ 82 ปี ส่วน Jane Fonda มีอายุ 88 ปี

 

ทั้ง Bardot และ Fonda ต่างก็เคยเล่นหนังให้ Jean-Luc Godard โดย Bardot แสดงใน CONTEMPT (1963) ส่วน Jane Fonda แสดงใน TOUT VA BIEN (1972)

 

ในส่วนของ Roger Vadim นั้น Bardot เคยแสดงใน ...AND GOD CREATED WOMAN (1956, Roger Vadim, A+30), Deneuve เคยแสดงใน VICE AND VIRTUE (1963, Roger Vadim) และ Jane Fonda เคยแสดงใน BARBARELLA (1968, Roger Vadim)

+++

 

UNINTENTIONAL TRILOGY

หนังไตรภาคโดยไม่ได้ตั้งใจ 55555

 

THAI NARCOTICS TRILOGY

 

1. ผู้ผลิต

MOUNTAIN PEOPLE คนภูเขา (1979, Vichit Kounavudhi)

 

2. ผู้ค้า

POWDER ROAD เฮโรอีน (1994, Chatrichaloem Yukol)

 

3. ผู้เสพ

DAUGHTER เสียดาย (1994, Chatrichaloem Yukol)

++++

 

ใน 35 เรื่องนี้ของคุณ Warut เราได้ดูเพียงแค่ 8 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

Nazarbazi (2022, Maryam Tafakory)

Ballet Mécanique (1924, Fernand Léger/Dudley Murphy)

Mud Man (2017, Chikako Yamashiro)

Will You Look at Me (2022, Shuli Huang)

A Movie (1958, Bruce Conner)

At Land (1944, Maya Deren)

The Anthem (2006, Apichatpong Weerasethakul)

Saute ma ville (1968, Chantal Akerman)

 

เหลือที่ยังไม่ได้ดูอีก 27 เรื่องค่ะ

https://web.facebook.com/photo/?fbid=25403193852641662&set=a.25381118184849229

 

MANY NIGHTS AND MANY LIGHTS

 

ใครชอบ DOG DAY AFTERNOON เราชอแนะนำให้ดูหนังเรื่อง THE THIRD MEMORY (1999, Pierre Huyghe, 10mins, A+30) ควบกันไปด้วยนะ

 

หนังเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ John Wojtowicz เกย์นักปล้นธนาคารที่ก่อคดีดังในปี 1972 และต่อมาคดีดังกล่าวได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง DOG DAY AFTERNOON (1975, Sidney Lumet, A+30) ที่นำแสดงโดย Al Pacino

 

ในหนังเรื่อง THE THIRD MEMORY นี้ Wojtowicz ตัวจริงได้มา reenact เหตุการณ์การปล้นธนาคารในครั้งนั้นด้วยตัวเอง โดยเขาได้เล่าด้วยว่า ก่อนการปล้นธนาคาร เขากับเพื่อนได้ไปดูหนังเรื่อง THE GODFATHER (1972, Francis Ford Coppola, 175min) ที่นำแสดงโดย Al Pacino

 

ในระหว่างที่มีการปล้นธนาคารนั้น ตำรวจได้ด่า Wojtowicz ว่า “You are a lousy cocksucker.” และ Wojtowicz ก็ได้ตอบโต้กลับไปในทันทีว่า “I’m a good cocksucker.”

+++++

 

พาลูกหมีมากินอาหารที่ร้าน “แพนด้าอีทส์ KUANZHAI PANDA” ที่พารากอน ชอบการตกแต่งร้านอย่างรุนแรงมาก  

 

ซื้อขนมปังร้าน BOLI BOLI มาให้ลูกหมีกิน

++++

Favorite Soundtrack

 

เราชอบเวลาที่เราได้เจอเพลงเก่า ๆ ที่เรารู้จักปรากฏอยู่ในหนัง ก็เลยขอจดบันทึกไว้หน่อย

 

1. I DON’T WANT TO WAIT (1996) by Paula Cole in ANACONDA (2025, Tom Gormican, A+15)

 

2. หนึ่งมิตรชิดใกล้ ของ อัสนี-วสันต์ ใน SANOOK DEE MUSEUM (2017, Araya Rasdjarmrearnsook, video installation, 37min, A+30)

 

ชอบฉากที่มีพิธีกรหญิง อยู่ดี ๆ ก็ถือไมโครโฟนร้องเพลง “หนึ่งมิตรชิดใกล้” อยู่ข้าง ๆ รูปภาพ JUDITH SLAYING HOLOFERNES (1620) ของ Artemisia Gentileschi ในพิพิธภัณฑ์

 

แต่อย่าได้ถามเราว่า ฉากนี้หมายความว่าอะไร และการใช้เพลงนี้ในวิดีโอนี้ พร้อมกับภาพวาดนี้ หมายความว่าอะไร 55555 เพราะการที่เราไม่รู้และไม่เข้าใจความหมายใด ๆ ทั้งสิ้นนี่แหละ เลยทำให้เราชอบฉากนี้มาก ๆ

+++++

 

MANY NIGHTS AND MANY LIGHTS (2023, Nadia Guerroui, video installation, A+30)

 

One of the most beautiful moving-image works I have seen in 2025.

 

ดูที่ JWD ART SPACE

Sunday, December 28, 2025

LORD OF THE MONKEYS' LIST OF OLD FILMS OF 2025

 

งดงามที่สุด ลิสท์หนังเก่า 100 เรื่องประจำปี 2025 ของเพจ “ภาพยนตร์บันทึก by LORD OF THE MONKEYS” โดยในบรรดาหนัง 100 เรื่องนี้ เราเคยดูไปเพียงแค่ 45 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1.The Sacrifice (1986, Andrei Tarkovsky)
3.Phoenix (2014, Christian Petzold)
4.The Long Day Closes (1992, Terence Davies)
5.Jacquot de Nantes (1991, Agnes Varda)
7.Videograms of a Revolution (1992, Harun Farocki, Andrei Ujică)
10.Life, and Nothing More… (1992, Abbas Kiarostami)
11.Truly Madly Deeply (1990, Anthony Minghella)
13.Goodbye Berlin (2016, Fatih Akin)
16.Harakiri (1962, Masaki Kobayashi)
17.Dona Flor and Her Two Husbands (1976, Bruno Barreto)
19.Testament of Orpheus (1960, Jean Cocteau)
20.The Blood of a Poet (1932, Jean Cocteau)

21.The Creatures (1966, Agnes Varda)
25.Le Trou (1960, Jacques Becker)
27.After Hours (1985, Martic Scorsese)
28.The Cranes Are Flying (1957, Mikhail Kalatozov)
29.Nostalgia (1983, Andrei Tarkovsky)
30.The Green Ray (1986, Éric Rohmer)

32. My Secret Cache (1997, Shinobu Yaguchi)
33.Terrorizers (1986, Edward Yang)
34.Céline and Julie Go Boating (1974, Jacques Rivette)
38.Pink Narcissus (1971, James Bidgood)
39.Dragon Inn (1967, King Hu)
40.In the Fade (2017, Fatih Akin)

43.Our Little Sister (2015, Hirokazu Kore-eda)
45.The Mourning Forest (2007, Naomi Kawase)
48.Adrenaline Drive (1999, Shinobu Yaguchi)
54.Theorem (1968, Pier Paolo Pasolini)
55.The Trial of Joan of Arc (1962, Robert Bresson)
56.Heart of Glass (1976, Werner Herzog)
63.All That Heaven Allows (1955, Douglas Sirk)
67.August in the Water (1995, Gakuryu Ishii)
68.The Rites of May (1976, Mike de Leon)
69.Batch '81 (1982, Mike de Leon)
70.Les Biches (1968, Claude Chabrol)
71.Birth of the Seanema (2004, ศะศิธร อริยะวิชา)
74.A Trick of the Light (1995, Wim Wenders)
77.Le Bonheur (1965, Agnes Varda)
79.The Cremator (1969, Juraj Herz)
82.ลี้ (2003, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล)
84.The Last of England (1987, Derek Jarman)
89.And Then There Were None (1945, René Clair)
90.Bye..Bye Thailand (1987, สุรสีห์ ผาธรรม)
94.The Crazy Ray (1925, René Clair)
99.Dementia (1955, John Parker)

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0B3ZWqkT8UQbDeArdxJGtPxX5pCCLm39MxgkJHhrk3MWmkuvp275288XKqv8xF2rMl&id=100063707881537

 

Saturday, December 27, 2025

FAVORITE TRILOGIES OF ALL TIME

 

FAVORITE TRILOGIES OF ALL TIME

 

หนังไตรภาคที่ชอบที่สุดในชีวิต

 

พอเราได้ดูไตรภาคของ Dag Johan Haugerud เราก็เลยทำลิสท์นี้ดีกว่า 555555

 

(เรียงตามปี)

 

1. THE ORPHIC TRILOGY

THE BLOOD OF A POET (1930, Jean Cocteau, France)

ORPHEUS (1950, Jean Cocteau, France)

THE TESTAMENT OF ORPHEUS (1960, Jean Cocteau, France)

 

2. INGMAR BERGMAN’S TRILOGY

THROUGH A GLASS DARKLY (1961, Ingmar Bergman, Sweden)

WINTER LIGHT (1962, Ingmar Bergman, Sweden)

THE SILENCE (1963, Ingmar Bergman, Sweden)

 

3. PAUL MORRISSEY--JOE DALLESANDRO TRILOGY

FLESH (1968, Paul Morrissey, USA)

TRASH (1970, Paul Morrissey, USA)

HEAT (1972, Paul Morrissey, USA)

 

4. SYBERBERG’S TRILOGY

LUDWIG – REQUIEM FOR A VIRGIN KING (1972, Hans-Jürgen Syberberg, West Germany, 140min)

KARL MAY (1974, Hans-Jürgen Syberberg, West Germany, 187min)

HITLER: A FILM FROM GERMANY (1977, Hans-Jürgen Syberberg, West Germany, 7hrs 22mins)

 

5. ROAD MOVIE TRILOGY

ALICE IN THE CITIES (1974, Wim Wenders, West Germany)

THE WRONG MOVE (1975, Wim Wenders, West Germany)

KINGS OF THE ROAD (1976, Wim Wenders, West Germany)

 

6. HANEKE’S TRILOGY

THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

BENNY’S VIDEO (1992, Michael Haneke, Austria)

71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE (1994, Michael Haneke, Austria)

 

7. เดชคัมภีร์เทวดา

SWORDSMAN (1990, Ching Siu-tung, King Hu, Raymond Lee, Tsui Hark, Hong Kong)

SWORDSMAN II (1992, Ching Siu-tung, Hong Kong)

SWORDSMAN II (1993, Ching Siu-tung, Raymond Lee, Hong Kong)

 

8. THE GOLDEN HEART TRILOGY

BREAKING THE WAVES (1996, Lars von Trier, Denmark/Sweden)

THE IDIOTS (1998, Lars von Trier, Denmark/France)

DANCER IN THE DARK (2000, Lars von Trier, Denmark/Germany)

 

9. DREILEBEN

BEATS BEING DEAD (2011, Christian Petzold, Germany)

ONE MINUTE OF DARKNESS (2011, Christoph Hochhäusler, Germany)

DON’T FOLLOW ME AROUND (2011, Dominik Graf, Germany)

 

10. OSLO TRILOGY

SEX (2024, Dag Johan Haugerud, Norway)

LOVE (2024, Dag Johan Haugerud, Norway)

DREAMS (2024, Dag Johan Haugerud, Norway)

 

ความเห็นเพิ่มเติม

 

1. ปรากฏว่าในลิสท์นี้มีทั้ง Norway (Dag Johan Haugerud), Sweden (Ingmar Bergman), Denmark (Lars von Trier) และถ้าหากเราทำสัก 20 อันดับ มันก็ต้องมี Finland (Aki Kaurismaki) ด้วยอย่างแน่นอน เพราะเราชอบ FINLAND TRILOGY มาก ๆ เช่นกัน หนังชุดนี้ประกอบด้วย DRIFTING CLOUDS (1996, Aki Kaurismaki, Finland), THE MAN WITHOUT A PAST (2002, Aki Kaurismaki, Finland) และ LIGHTS IN THE DUSK (2006, Aki Kaurismaki, Finland)

 

2. BLUE, WHITE, RED เป็นหนังไตรภาคที่เราชอบมาก แต่เราชอบหนังในทศวรรษ 1970 ของ Krzysztof Kieslowski มากกว่า พวกหนังอย่าง UNDERGROUND PASSAGE (1973), FIRST LOVE (1974), PERSONNEL (1975), THE CALM (1976) และรวมไปถึง A SHORT WORKING DAY (1981) เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่อยากให้ BLUE, WHITE, RED ติดลิสท์นี้ 55555

 

3. จริง ๆ แล้วเราชอบ L’AVVENTURA (1960); LA NOTTE (1961); THE ECLIPSE (1962) อย่างรุนแรงสุดขีด แต่บางคนถือว่า RED DESERT (1964, Michelangelo Antonioni, Italy) รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกันด้วย เพราะฉะนั้นมันก็เลยมีปัญหาว่า มันเป็น TRILOGY หรือ TETRALOGY

 

4. มีหนังไตรภาคหลายชุดที่เรายังดูไม่ครบทั้งไตรภาค โดยหนังที่เราไม่ได้ดูก็มีอย่างเช่น THE WORLD OF APU (1959, Satyajit Ray, India), BEFORE MIDNIGHT (2013, Richard Linklater) เพราะฉะนั้น Satyajit Ray กับ Richard Linklater ก็เลยไม่ติดในลิสท์นี้

 

5. หนังไตรภาคของไทยที่เราชอบอย่างสุดขีด ก็คือหนังไตรภาคชุด “นครอัศจรรย์” ของ Wachara Kanha ที่ประกอบด้วย

 

5.1 COLLAPSE (2011, Wachara Kanha, 26min)

5.2 MIGHT (2011, Wachara Kanha, 26min)

5.3 NIGHTMARE (2011, Wachara Kanha, 30min)

 

6. อยากให้มีคนสร้างหนังไตรภาคที่ประกอบด้วยหนังเรื่อง

 

6.1 กะแหลดจิ้มหำ

6.2 กะหล่ำจิ้มหอย

6.3 กะหล่อยจิ้มแตด

 

Edit เพิ่ม: ว้าย เราลืม KOKER TRILOGY ที่ประกอบด้วย

 

WHERE IS THE FRIEND’S HOUSE (1987, Abbas Kiarostami, Iran)

LIFE AND NOTHING MORE... (1992, Abbas Kiarostami, Iran)

THROUGH THE OLIVE TREES (1994, Abbas Kiarostami, Iran)

 

เพราะเราก็ชอบ KOKER TRILOGY มาก ๆ เช่นกัน โดยเฉพาะ LIFE AND NOTHING MORE...

 

แต่เมื่อกี้เราอ่าน wikipedia แล้วเขาบอกว่า KOKER TRILOGY นี่เป็นสิ่งที่นักวิจารณ์จัดตั้งกันขึ้นมาเอง ส่วนตัว Kiarostami นั้น เขามองว่า trilogy ที่เหมาะสมคือ TRILOGY OF LIFE’S PRECIOUSNESS ที่ประกอบด้วย LIFE AND NOTHING MORE..., THROUGH THE OLIVE TREES และ TASTE OF CHERRY (1997)

 

Friday, December 26, 2025

CEMETERY CLEANING

 

เมื่อคืนฝันสนุกมาก พอตื่นมาแล้วเราเลยขอจดบันทึกความฝันไว้หน่อย

 

ในฝันคือเราเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนึง แล้วก็มีคนมาเล่าให้เราฟังว่า ในอดีตยุคของอ.ศิลป พีระศรี (1892-1962) นั้น ท่านเคยจ้างลูกมือที่เป็นศิลปินชาวอิตาเลียนจำนวนนึง เพื่อให้ช่วยท่านทำงานในไทย แต่ท่านไม่รู้ว่า ในบรรดาลูกมือชาวอิตาเลียนนั้น มีบางคนที่เป็น “พวกบูชาปีศาจ” ที่หนีการตามล่าของวาติกัน ด้วยการเดินทางมาทำงานในไทยในยุคนั้นด้วย (นึกถึงหนังของ Dario Argento, Mario Bava อะไรทำนองนี้)

 

ศิลปินลูกมือชาวอิตาเลียนกลุ่มนี้ ได้แอบนำของวิเศษสำหรับการบูชาปีศาจ, ปลุกปีศาจ, ขอพรจากปีศาจ ไปฝังไว้ในประติมากรรมบางชิ้น หรืองานศิลปะบางชิ้นในไทยด้วย แล้วคนที่เล่าเรื่องนี้ให้เราฟังก็ชวนเราไปเดินสำรวจในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพื่อหาว่า “ของวิเศษสำหรับปลุกปีศาจต่าง ๆ” ถูกฝังไว้ในจุดใดบ้างในพิพิธภัณฑ์ หรือถูกแอบซ่อนไว้ในงานศิลปะชิ้นใดบ้างในพิพิธภัณฑ์ เราก็เลยช่วยเขาค้นหา แต่ก็พบว่า เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งเป็นฝรั่งหนุ่มหล่อ 3 คน มีพิรุธแปลก ๆ เราก็เลยพยายามหนีเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์หนุ่มหล่อ 3 คนนี้ แล้วเราก็ตื่นขึ้นมา

 

ส่วนรูปประกอบนี้เป็นรูปของ “สัญลักษณ์ของปีศาจ 72 ตน”

 

+++

 

เก็บศพไร้ญาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2503 (1960, บุญเอก (ฮุย) วิวัฒนศร Boonake Wiwattanasorn, สร้างโดย สมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถาน จ.จันทบุรี, documentary, 137min, A+30)

 

เป็นหนังที่น่าจะมีคุณค่าทั้งในทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยา เพราะหนังเรื่องนี้ได้บันทึกพิธีกรรมที่น่าสนใจของชาวจีนในชนบทของไทยเมื่อราว 60 กว่าปีก่อนเอาไว้ ซึ่งก็คืองานล้างป่าช้าในจังหวัดจันทบุรี หนังเรื่องนี้จึงถือเป็นการบันทึกสิ่งที่หาดูยากหลายอย่างเอาไว้ในเวลาเดียวกัน เพราะ

 

1.หนังเรื่องนี้บันทึก “พิธีล้างป่าช้า” และขั้นตอนต่าง ๆ ในพิธีอย่างละเอียด ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อนในภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะในภาพยนตร์เชิงพาณิชย์

 

2. หนังเรื่องนี้บันทึก “ภาพชาวจีนในไทยเมื่อ 60 กว่าปีก่อน” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากเช่นกัน โดยเฉพาะในภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ของไทยที่สร้างขึ้นในทศวรรษ 1950-1960 เพราะภาพยนตร์ไทยในยุคนั้นยังไม่ค่อยมีตัวละครเชื้อสายจีนมากนัก

 

3.ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้บันทึกสภาพบ้านเรือนและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในจันทบุรีเมื่อราว 60 กว่าปีก่อนเอาไว้ด้วย ซึ่งก็ถือเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากอีกเช่นกัน

 

นอกจากนี้ สิ่งอื่น ๆ ที่น่าสนใจในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็รวมถึงการได้เห็นบทบาทของพระในศาสนาพุทธ ทั้งในนิยายเถรวาทและในนิกายมหายาน ในพิธีกรรมเดียวกัน

 

และอีกสิ่งที่น่าสนใจมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ gaze ของหนังที่มีต่อ “ศพมนุษย์” ซึ่งเป็น gaze ที่มองศพมนุษย์ราวกับว่าเป็น “สิ่งธรรมดาตามธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แตกต่างจาก gaze ที่มองศพมนุษย์ในภาพเคลื่อนไหวแบบอื่น ๆ ที่เรามักพบเห็นกันในยุคปัจจุบัน อย่างเช่น ใน “คลิปข่าว” ที่อาจนำเสนอภาพศพมนุษย์พร้อมด้วย “ความรู้สึกเศร้าใจ” หรือ “ความรู้สึกสะเทือนใจ” และใน “ภาพยนตร์สยองขวัญ” ที่อาจนำเสนอภาพศพมนุษย์ปลอมพร้อมด้วย “ความรู้สึกขยะแขยง”, “ความรู้สึกน่ารังเกียจ” หรือ “ความรู้สึกหวาดกลัว”

+++++

 

ตอนดูหนังเรื่องนี้เราจะนึกถึง “สติแตกสุดขั้วโลก” (1995, Poj Arnon, A+30) อย่างรุนแรง เหมือนพชร์ อานนท์ย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้นของตนเองอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนาน 30 ปี เพราะหนังเรื่องนั้นก็เป็นการทะลุมิติข้ามกันไปมาระหว่าง “โลกละครจีนยุคโบราณ” กับ “โลกยุคปัจจุบัน” เหมือนกัน แต่เราอาจจะชอบ “สติแตกสุดขั้วโลก” มากกว่า เพราะว่าจุดเด่นของหนังเรื่องนั้นคือความหล่อสุดขีดของจอห์น ดีแลน, อัษฎา พานิชกุล และแอนดริว เกรกสัน 55555

++++

 

เห็นหอภาพยนตร์จะฉายหนังเรื่อง “เสียงซึงที่สันทราย” (1980, ประวิทย์ ชุ่มฤทธิ์) เราก็สงสัยว่า เราเคยดูหนังเรื่องนี้แล้วหรือยัง เพราะชื่อหนังมันคุ้นๆ ยังไงชอบกล เราก็เลยลองเช็คข้อมูลดู แล้วก็พบว่า หนังที่เราเคยดูคือ “ดอกไม้ร่วงที่แม่ริม” (1979, ประวิทย์ ชุ่มฤทธิ์) ส่วน “เสียงซึงที่สันทราย” นั้น เราน่าจะยังไม่เคยดู

 

ส่วนละครโทรทัศน์เรื่อง “เดือนดับที่สบทา” นั้น เราก็ยังไม่เคยดูเหมือนกัน

Thursday, December 25, 2025

YOUR ASH & MY BONE

 

เหมือนปีนี้เราแทบไม่ได้ยินเพลง ALL I WANT FOR CHRISTMAS IS YOU ของ Mariah Carey เปิดตามห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพเลยนะ คือปีนี้เราได้ยินเพลงนี้แค่ครั้งเดียวตอนเราไปเดินห้าง CENTURY ตรงอนุสาวรีย์ชัยเมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ ยังได้ยินเพลงนี้เปิดตามห้างในกรุงเทพอยู่หรือเปล่า

 

ส่วนรูปนี้มาจากมิวสิควิดีโอเพลง WEAK (1993) ของ SWV ที่เราได้ยินในห้างพารากอนเมื่อไม่กี่วันก่อน พอเราได้ยินเพลงนี้ในห้างสรรพสินค้า เราก็เลยต้องกลับมาฟังเพลงนี้อีกครั้งด้วยความคิดถึง อดีตเมื่อ 32 ปีก่อนมันช่างงดงามจริง ๆ

https://youtu.be/976b8TPPFJU?si=m8o9u95b7W4MUKvJ

++++

 

เห็นคนเขาเล่นพิมพ์ ๆ อะไรกันที่เครื่องนี้ในนิทรรศการ CAN’T WE RECANT? เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เราก็เลยไปลองพิมพ์เล่น ๆ ด้วย โดยไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือ Chat Bot ที่สร้างขึ้นมาจากบทความของคุณพ่อของศิลปิน (Sina Wittayawiroj)

 

พอเราได้รู้แบบนี้แล้ว เราก็เลยสงสัยว่า มันมี Chat Bot ที่สร้างจากงานเขียนของบุคคลที่ล่วงลับไปแล้วคนอื่น ๆ หรือเปล่านะ เพราะเราไม่ได้ตามข่าวคราวความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอะไรแบบนี้เลย อยากให้มีคนสร้าง Chat Bot จากงานเขียนของ

 

1. Karl Marx

 

2. ทมยันตี

 

3. ไม้หนึ่ง ก.กุนที

 

4. Susan Sontag

 

5. Marguerite Duras

 

อะไรทำนองนี้ เผื่อถ้าหากเรามีปัญหาอะไร เราจะได้ลองถามความเห็นของ Duras ดูเล่น ๆ ได้ หรือถ้าหากเราเกลียดใคร เราก็ไปด่า Chat Bot ของคนคนนั้นได้ เพื่อเป็นการระบายอารมณ์

 

++++++

 

พอเราได้อ่านที่ชามดองเขียน เราก็เลยจะบอกว่า วิดีโอคอมเมนต์นี่มันมีประโยชน์กับตัวเราเองอย่างรุนแรงมาก ๆ เลยนะ เมื่อเวลาผ่านไป เพราะอย่างล่าสุดนี้ ตอนที่เราเขียนถึงหนังเรื่อง ตาโขน THE CURSED MASK (2025, Puwadon Naosopa, A+30) เราก็ได้เขียนพาดพิงถึงผลงานเก่า ๆ ของคุณทศพร เหรียญทอง ผู้เขียนบทของ “ตาโขน” ด้วย ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง MY BEST FRIEND เพื่อน (2009, Tossaphon Riantong, 25min) 

 

แล้วพอเราเขียนถึงประเด็นนี้ เราก็เลยพบว่า เราจำ “รายละเอียดเนื้อเรื่อง” ของหนังเรื่อง “เพื่อน” ไม่ได้แล้ว เราก็เลย google หาว่า มีใครเขียนถึงหนังเรื่อง “เพื่อน” ของคุณทศพรเอาไว้บ้าง แต่ปรากฏว่าไม่มีใครเขียนถึงเลย

 

คือจริง ๆ แล้วคงมีคนเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้ใน exteen blogs อยู่บ้าง และอาจจะมีเขียนไว้ใน webboards ต่าง ๆ ด้วย เพราะว่า Thai cinephiles หลายคนใช้ exteen blog ในปี 2009 และพวกเราก็มักจะพูดคุยกันในเว็บบอร์ดต่าง ๆ แต่พอ exteen blog มันเจ๊งไป และ webboards ต่าง ๆ เจ๊งไป (โดยเฉพาะ BIOSCOPE WEBBOARD) ข้อมูลเหล่านี้เลยหายสาบสูญไปหมดเลย น่าเสียดายที่สุด

 

ส่วนเราก็จดไว้แค่เพียงว่า เราได้ดูหนังเรื่อง “เพื่อน” ในวันที่ 23 ก.ค. 2009 เราก็เลยลองเข้าไปดูใน VDO COMMENT ของงานหนังสั้นมาราธอนประจำวันที่ 23 ก.ค. 2009 แล้วก็ปรากฏว่ามีคุณวิชชา สุยะรา พูดถึงหนังเรื่อง “เพื่อน” ของคุณทศพรเอาไว้ด้วย

 

เราก็เลยพบว่า VDO COMMENT ของงานหนังสั้นมาราธอนนี่มันทรงคุณค่ามหาศาลสำหรับเราจริง ๆ เพราะว่าหนังเรื่อง “เพื่อน” ได้ฉายไปในปี 2009 และก็คงมีคนเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้ในปี 2009 แต่พอ exteen blog เจ๊ง, Bioscope Webboard เจ๊ง, webboards ต่าง ๆ เจ๊ง มันก็เลยเหลือแค่ VDO COMMENT นี่แหละ ที่ช่วยบันทึก “ความเห็น, อารมณ์, ความรู้สึกของผู้ชม” ที่มีต่อหนังไทยหลายเรื่องในปี 2009 เอาไว้ได้อย่างอยู่ยั้งยืนยงตลอดช่วง 16 ปีที่ผ่านมา กราบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

YOUR ASH & MY BONE ธุลีดาว (2025, Sina Wittayawiroj, documentary, 110min, A+30)

+ DIRECTOR’S DIARY (2025, Alexander Sokurov, Russia, documentary, 5hrs 5mins, A+30)

+ I A PIXEL, WE THE PEOPLE (2025, Chulayarnnon Siriphol, video installation, 24hrs, A+30)

 

1. เราได้ดู YOUR ASH & MY BONE เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พอดูแล้วก็เลยนึกถึง DIRECTOR’S DIARY กับ I A PIXEL, WE THE PEOPLE มาก ๆ เพราะหนังทั้ง 3 เรื่องทำหน้าที่เป็นทั้ง “ไดอารี่ของผู้กำกับภาพยนตร์ และบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศชาติ” ควบคู่ไปด้วยกันทั้ง 3 เรื่องเลย

 

โดย YOUR ASH & MY BONE นั้น พูดถึงประวัติชีวิตของตัวผู้กำกับ, ประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา, ผลกระทบโดยตรงที่ตัวผู้กำกับได้รับจาก “การเมืองไทย” และผลงานศิลปะต่าง ๆ ที่น่าสนใจและที่ได้รับรางวัลใหญ่ในไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

 

ส่วน DIRECTOR’S DIARY นั้น จริง ๆ แล้วตัวโซคูรอฟแทบไม่ได้พูดถึงชีวิตส่วนตัวของตัวเองเลย หนังที่มีความยาว 5 ชั่วโมงเรื่องนี้เน้นนำเสนอข่าวสารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1957-1991 โดยเน้นไปที่ข่าวการเมืองโลก, ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในโซเวียต ตั้งแต่ยุคของ Nikita Khrushchev, Leonid Brezhnev, Mikhail Gorbachev เรื่อยมาจนถึง Boris Yeltsin, ความเคลื่อนไหวทางภาพยนตร์ในโซเวียต, คลิปต่าง ๆ จากเมืองเลนินกราด และข่าวเครื่องบินตก + ยานอวกาศ

 

ส่วน I A PIXEL, WE THE PEOPLE นั้น พูดถึงทั้งประวัติชีวิตส่วนตัวของครอบครัวของผู้กำกับ ตั้งแต่ชีวิตของคุณตาของผู้กำกับ, ของคนรุ่นพ่อแม่, ของตัวเข้เอง และเรื่อยมาจนถึงรุ่นลูกของเข้ และวิดีโอนี้ก็พูดถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่ยุค 2475 (1932) เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน และก็มีพูดถึงปัญหาด้านการเรียนการสอนวิชาภาพยนตร์ในไทย และความประสาทแดกต่าง ๆ ในวงการศิลปะไทยด้วย

 

เราก็เลยชอบมากที่หนังเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นทั้งบันทึกประวัติศาสตร์ส่วนตัว (ยกเว้น DIRECTOR’S DIARY) และประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศชาติไปด้วยในเวลาเดียวกัน

 

2. เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ในจุดที่แตกต่างกันไป โดยในส่วนของ YOUR ASH & MY BONE นั้น เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ ทั้งในส่วนของประวัติชีวิตส่วนตัวของผู้กำกับ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับ George Soros, ผลกระทบอย่างรุนแรงที่ตัวผู้กำกับได้รับจากการเมืองไทยหลังรัฐประหารในปี 2014 และข้อมูลเรื่องงานศิลปะต่าง ๆ ที่ได้รับรางวัลใหญ่ในไทยในช่วงราว 30 ปีที่ผ่านมา

 

ในส่วนของประวัติชีวิตส่วนตัวของตัวผู้กำกับนั้น เราชอบมาก ๆ ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วหนังไทยจำนวนมาก (โดยเฉพาะหนังสั้น) ก็มีการถ่ายทอด “ชีวิตของผู้กำกับและครอบครัว” ออกมาเหมือน ๆ กัน คือในแง่ “ประเด็นเรื่อง ชีวิตของผู้กำกับและครอบครัว” นั้น มันไม่ใช่ประเด็นที่แปลกใหม่ มันซ้ำกับหนังสั้นไทยจำนวนมาก แต่ “รายละเอียดของเนื้อหา” ของหนังเหล่านี้มันไม่ซ้ำกันเลย เพราะชีวิตมนุษย์แต่ละคนมันมีรายละเอียดแตกต่างกันมากมายในตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากผู้กำกับคนไหนกล้าเปลือยชีวิตตนเองจริง ๆ ออกมา มันก็จะทำให้เนื้อหาของหนังเรื่องนั้นแตกต่างไปจากเรื่องอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ อย่างเช่นในเรื่องนี้เราจะสะดุดตากับประเด็นเรื่อง George Soros มากเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยถูกพูดถึงในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ

 

ประเด็นเรื่องผลกระทบที่ผู้กำกับได้รับจากรัฐประหารปี 2014 นั้นก็เจ็บปวดมาก ๆ เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย และมันก็ทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาที่เราเคยคิดจะฆ่าตัวตายในช่วงกลางปี 2014 ด้วย

 

เราจำได้ด้วยว่า เราเคยชอบผลงาน animation เรื่อง FABLES (2012, Sina Wittayawiroj) มาก ๆ แต่หลังจากนั้นเราก็แทบไม่เคยได้ดูผลงานของคุณ Sina อีกเลย พอมาดูหนังเรื่องนี้เราก็เลยถึงได้เข้าใจว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยได้เห็นชื่อของคุณ Sina อยู่ระยะนึงในช่วงหลังปี 2014

 

ส่วนประเด็นเรื่องผลงานศิลปะต่าง ๆ ที่น่าสนใจ (อย่างเช่นงาน WANTANEE RETROSPECTIVE) และผลงานศิลปะต่าง ๆ ที่ได้รับรางวัลใหญ่ในไทยในช่วงเวลาราว 30 ปีที่ผ่านมานั้น ถือเป็นประเด็นที่เราชอบสุดขีด เพราะมันเป็นเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อน และหนังเรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะทั้งนำเสนอข้อมูลและตั้งคำถามที่น่าสนใจต่องานศิลปะเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เราว่าประเด็นนี้มัน unique มาก ๆ  ด้วย เพราะว่าเราไม่เคยเห็นประเด็นนี้ถูกพูดถึงมาก่อนเลยในหนังไทย ถึงแม้มีการผลิตหนังไทยออกมาราว 700 เรื่องต่อปีในงานหนังสั้นมาราธอน 

 

3. ส่วนประเด็นเรื่อง “ประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่ทศวรรษ 1980” เป็นต้นมา ใน YOUR ASH & MY BONE นั้น เราก็ชอบมาก ๆ เหมือนกัน แต่อาจจะเป็นส่วนที่เราชอบน้อยกว่าส่วนอื่น ๆ ของหนังเรื่องนี้ เพราะว่ามันเป็นประเด็นที่เราพอจะรู้อยู่บ้างแล้ว และมันก็เป็นประเด็นที่ไม่ได้แตกต่างมากนักจากหนังสั้นไทยบางเรื่อง

 

แต่ไม่ใช่ว่าส่วนนี้มันไม่สำคัญนะ มันสำคัญที่สุด สำคัญมาก ๆ ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าหากหนังเรื่องนี้ต้องการสื่อสารกับคนในวงกว้าง (ซึ่งรวมถึงสื่อสารกับเด็ก ๆ รุ่นใหม่ และคนที่ไม่ได้ตามดูหนังสั้นไทย)  เพียงแต่ว่าโดยส่วนตัวแล้ว เราชอบส่วนอื่น ๆ ของหนังเรื่องนี้มากกว่าเท่านั้นเองจ้ะ

 

ยกตัวอย่างเช่น เราเดาว่าผู้ชมหลายคนที่ดูหนังเรื่องนี้อาจจะเกิดไม่ทันยุคพฤษภาทมิฬปี 1992 ส่วนเรานั้นเกิดปี 1973 เพราะฉะนั้นเรื่องเหตุการณ์ในปี 1992 ก็เลยเป็นเรื่องที่เราพอรู้ ๆ อยู่บ้างแล้ว อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้ใส่ประเด็นเรื่องปี 1992 เข้ามาในหนัง เพราะเราว่าส่วนนี้มันมีประโยชน์มาก ๆ ๆ ต่อผู้ชมคนอื่น ๆ และมันก็กระตุ้นให้เรารำลึกถึงอะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรา, ครอบครัวเรา และเพื่อน ๆ ของเราในปี 1992 ด้วย เพียงแต่ว่าส่วนนี้ของหนังอาจจะไม่ได้ “ให้ข้อมูลใหม่” กับเราเท่านั้นเองจ้ะ

 

4. พอเราเอา YOUR ASH & MY BONE ไปเทียบกับ DIRECTOR’S DIARY และ I A PIXEL, WE THE PEOPLE แล้ว เราก็รู้สึกว่า จุดแข็งของ YOUR ASH & MY BONE ก็คือ

 

4.1 หนังเรื่องนี้ “เป็นมิตรต่อผู้ชมในวงกว้าง” มากที่สุดเมื่อเทียบกับหนังอีก 2 เรื่องในกลุ่ม เพราะหนังเรื่องนี้มีความยาวเพียงแค่ 110 นาที, หนังเรื่องนี้มีการสื่อสารกับผู้ชมอย่าง “ตรงไปตรงมา” และหนังมีการให้ข้อมูลเรื่องการเมืองไทยในแบบที่ครบถ้วน เข้าใจง่าย คือเราว่าผู้ชมชาวต่างชาติที่ไม่มีความรู้มากนักเรื่องการเมืองไทย หรือเด็กไทยรุ่นใหม่ ๆ ที่อาจจะไม่มีความรู้เรื่องทศวรรษ 1980-1990 ก็สามารถติดตามทำความเข้าใจกับหนังเรื่องนี้ได้โดยง่าย

 

4.2 หนังเรื่องนี้น่าจะ “กระตุ้นผู้ชม” ในเรื่องจิตสำนึกทางการเมืองได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับหนังอีก 2 เรื่องในกลุ่ม ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็นจุดประสงค์ของผู้กำกับอยู่แล้ว เพราะหนังมีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และเหมือนเป็นการระบายออก + จดบันทึกทางการเมือง

 

5. เราว่า YOUR ASH & MY BONE กับ I A PIXEL, WE THE PEOPLE นั้น สามารถเปรียบเทียบกันได้หลายแง่ อย่างเช่น

 

5.1 หนังทั้งสองเรื่องเอาชีวิตของผู้กำกับ+ครอบครัว กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาผสมเข้าด้วยกัน แต่ YOUR ASH & MY BONE ยาว 110 นาที, พูดถึงคนสองรุ่น และพูดเน้นช่วงทศวรรษ 1980-2020 ส่วน I A PIXEL, WE THE PEOPLE ยาว 1440 นาที, พูดถึงคน 4 รุ่น และพูดถึงปี 1932-2025

 

ด้วยเหตุนี้แหละ เราก็เลยรู้สึกว่า YOUR ASH & MY BONE เป็นหนังที่เหมาะสำหรับผู้ชมในวงกว้าง มันเหมือน  “คั้นมาแต่หัวกะทิ” ส่วน I A PIXEL, WE THE PEOPLE นั้นเหมือนให้เราเห็น “ต้นมะพร้าวทั้งสวน” 55555 ซึ่งเราก็ชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้ตรงที่มันแตกต่างกันมาก ๆ ในจุดนี้ด้วยนี่แหละ คือแต่ละเรื่องมันก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป

 

 

5.2 หนังทั้งสองเรื่องเป็น “ส่วนหนึ่งของนิทรรศการศิลปะ” เหมือน ๆ กัน

 

5.3 เรารู้สึกว่าหนังทั้งสองเรื่อง “สะท้อนความไม่พอใจต่อการเมืองไทย” เหมือน ๆ กัน แต่เรารู้สึกว่า YOUR ASH & MY BONE ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เห็น “ใบหน้าแห่งความโกรธ หรือความเจ็บปวด” ของตัวผู้กำกับ แต่ I A PIXEL, WE THE PEOPLE ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เห็น “ใบหน้าแสยะยิ้ม” ของตัวผู้กำกับ 555555

 

6. ในส่วนของ DIRECTOR’S DIARY ของ Sokurov นั้น เราชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้อัดแน่นไปด้วยข้อมูลมากมายมหาศาลที่เราแทบไม่เคยรู้มาก่อนเลย โดยเฉพาะเรื่องของครุชเชฟและเบรซเนฟ, เรื่องของหนังทำเงินต่าง ๆ ในสหภาพโซเวียต, เรื่องความเคลื่อนไหวทางการเมืองต่าง ๆ ในโซเวียต

 

คือเหมือนพอเราเป็นคนไทย เราก็เคยได้ยินแต่เรื่องของเลนิน, สตาลิน และกอร์บาชอฟเป็นหลักน่ะ ส่วนครุชเชฟและเบรซเนฟนี่ถูกพูดถึงในโลกภาพยนตร์น้อยมาก ๆ และหนังโซเวียตที่เรารู้จัก ก็มีแต่หนังของ Tarkovsky, Eisenstein, Dziga Vertov, Alexander Dovzhenko, Vsevolod Pudovkin หรือผู้กำกับที่ได้รับการยกย่องในวงการหนัง arthouse แต่เราแทบไม่เคยรู้จัก “หนังทำเงิน” ของสหภาพโซเวียตมาก่อนเลย

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยสงสัยว่า บางทีถ้าหากผู้ชมหนังเรื่อง DIRECTOR’S DIARY เป็นชาวรัสเซียอายุ 70-80 ปี เขาก็อาจจะรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ “แทบไม่ได้ให้ข้อมูลใหม่ ๆ กับเขา” เลยก็ได้

 

แต่พอดีเราเป็นคนไทยอายุ 52 ปี เราก็เลยชอบสุดขีดที่หนังเรื่อง DIRECTOR’S DIARY อัดแน่นไปด้วยข้อมูลมหาศาลที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เกือบตลอด 5 ชั่วโมงเต็มของหนัง

 

สิ่งนึงที่เรารู้สึกฮาโดยไม่ได้ตั้งใจก็คือว่า DIRECTOR’S DIARY นั้น เหมือนจะพูดผ่าน ๆ ถึง “เหตุการณ์เชอร์โนบิล” ในช่วงท้าย ๆ ของหนัง ส่วน YOUR ASH & MY BONE นั้น พูดถึง “เหตุการณ์เชอร์โนบิล” ในช่วงต้นของหนัง เพราะฉะนั้นมันก็เลยเหมือนกับว่า YOUR ASH & MY BONE มารับไม้ต่อจาก DIRECTOR’S DIARY ได้อย่างพอดิบพอดีโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

6. สรุปว่าเราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้อย่างสุดขีดทั้ง 3 เรื่อง แต่อาจจะชอบในแบบที่แตกต่างกันไป

 

6.1 เราชอบ DIRECTOR’S DIARY อย่างสุดขีด เพราะหนังเรื่องนี้อัดแน่นไปด้วยข้อมูลต่าง ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับโซเวียต และเต็มไปด้วยคลิปข่าวที่เราไม่เคยดูมาก่อน เกือบตลอดเวลา 5 ชั่วโมงเต็มของหนัง

 

6.2 เราชอบหลาย ๆ ประเด็นใน YOUR ASH & MY BONE โดยเฉพาะเรื่องชีวิตของผู้กำกับและผลงานศิลปะที่ได้รับการยกย่องในไทย และเราชอบ “พลังผลักดันทางการเมืองอย่างรุนแรง” ที่ปะทุออกมาจากหนังเรื่องนี้

 

6.3 เราชอบ “ความรู้สึกอันมหาศาลที่ยากจะอธิบายได้” ที่ได้รับจากการดู I A PIXEL, WE THE PEOPLE โดยเฉพาะความรู้สึกที่ว่า “เราเป็นประชาชนคนหนึ่ง เราอาจจะมีเพียงแค่เสียงเดียว แต่เรารู้สึกว่าเรา “ได้ถูกนับรวม” ในหนังเรื่องนี้”

 

Wednesday, December 24, 2025

THE CURSE OF CINEPHILES

 

ASIAN MOVIE PULSE ประกาศ 25 BEST SOUTHEAST ASIAN FILMS OF 2025 ออกมาแล้ว

 

1. The Fox King by Woo Ming Jin (Malaysia, A+30)

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงภาพยนตร์ SF CENTRAL WORLD

 

2. Ikatan Darah by Sidharta Tata (Indonesia)

 

3. Republic of Pipolipinas by Renei Dimla (Philippines)

 

4. Riverstone by Lalith Rathnayake (Sri Lanka)

 

5.On Your Lap by Reza Rahadian (Indonesia)

 

6. Cinemartyrs by Sari Dalena (Philippines)

 

เราเคยดู WHITE FUNERAL (1997, Sari Dalena, A+30) ของผู้กำกับคนนี้ ตอนที่หนังเรื่องนั้นมาฉายที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยสุขุมวิท 55

 

7. Macai by Sun-J Perumal (Malaysia)

 

8. A Useful Ghost by Ratchapoom Boonbunchachoke (Thailand, A+30)

 

9. Human Resource by Nawapol Thamrongrattanarit (Thailand)

 

10. Ky Nam Inn by Leon Le (Vietnam, A+30)

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงภาพยนตร์ HOUSE SAMYAN

 

11. Amoeba by Siyou Tan (Singapore)

 

12. Spying Stars by Vimukthi Jayasundara (Sri Lanka, A+25)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงภาพยนตร์ SF CENTRAL WORLD

 

13. Lilim by Mikhail Red (Philippines)

 

เราเคยดู BIRDSHOT (2016, Mikhail Red, A+30) ของผู้กำกับคนนี้

 

14. Panor by Putipong Saisikaew (Thailand, A+30)

 

15. Flat Girls by Jirassaya Wongsutin (Thailand, A+30)

 

16. Magellan by Lav Diaz (Philippines, A+30)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงภาพยนตร์ HOUSE SAMYAN

 

17. Raging by Ryan Machado (Philippines)

 

18. Hen by Sinung Winahyoko (Indonesia)

 

19. Slave Island by Jimmy Hendrickx and Jeremy Kewuan (Indonesia)

 

20. Dreamboi by Rodina Singh (Philippines)

 

21. Sore: A Wife from the Future by Yandy Laurens (Indonesia)

 

22. The Waves Will Carry Us by Lau Kek-Huat (Malaysia)

 

อยากดูอย่างรุนแรงที่สุด เพราะเราเป็นแฟนคลับของ Lau Kek-Huat

 

23. Dopamine by Teddy Soeria Atmadja (Indonesia)

 

ชอบผู้กำกับคนนี้อย่างรุนแรงมาก เราเคยดูหนัง 2 เรื่องของเขา ซึ่งก็คือ LOVELY MAN (2011) กับ ABOUT A WOMAN (2015)

 

24. The Sleeping Beauty by Mattie Do (Laos)

 

อยากดูอย่างรุนแรง เพราะเราเป็นแฟนคลับของ Mattie Do

 

25. The Red Envelope by Chayanop Boonprakob (Thailand, A+15)

 

สรุปว่าใน 25 เรื่องนี้ เราเคยดูแค่ 8 เรื่อง เหลือที่ยังไม่ได้ดูอีก 17 เรื่อง

 

https://asianmoviepulse.com/2025/12/the-25-best-se-asian-films-of-2025/?fbclid=IwY2xjawO3eglleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFOYUJwcmIwbjNFYVhya3Bic3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHt-rqtfQYr57MgkrmvWZ0G733nlJjOKhUdkwZrnmODNCPZg7KkUqmUEHD0ih_aem_yGVA3gh3ExLcGVGT75cepA

+++++++

คำสาปของ CINEPHILES

 

ฟิล์มซิคเหมือนเพิ่งจะโดนคำสาปนี้ในปีนี้ ส่วนเราโดนคำสาปนี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว คำสาปที่ว่าก็คือ “ทางเดียวที่จะเรามีเวลาเขียนถึงหนังที่เราได้ดู นั่นก็คือเราต้องงดดูหนัง เพราะตราบใดที่เรายังคงดูหนัง เราก็จะไม่มีเวลาเขียนถึงหนัง” 55555

 

เพราะเรามีเวลาไม่มากพอ เราต้องการเวลาทำงานหาเงิน, พักผ่อน, ทำกิจธุระที่จำเป็น, ออกกำลังกาย, เลี้ยงลูกหมี, etc.

 

ในอดีตเมื่อราว 20 กว่าปีก่อนนั้น เราเคยมีเวลาว่างมากพอที่จะ

 

1. ดูหนัง

2. ดูละครเวที

3. ดูงานศิลปะตามแกลเลอรี่ต่าง ๆ

4. ฟังเพลง

5. เขียนถึงหนังเกือบทั้งหมดที่เราได้ดูลง webboards + blog โดยในส่วนของหนังสั้นนั้น อย่างน้อยเราก็ยังมีเวลาแปะชื่อหนัง+ชื่อผู้กำกับ+แปะระดับความชอบ (เกรด)

 

แต่ยิ่งเราแก่ตัวลง เราก็ยิ่งทำอะไรได้น้อยลงเรื่อย ๆ เราก็เลยลด ละ เลิก กิจกรรมที่เราทำไม่ไหวตั้งแต่เข้าสู่ทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา แกลเลอรี่เราก็แทบไม่ได้ไป ยกเว้นนิทรรศการที่มี video installations ส่วนละครเวทีเราก็เลิกดูตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา เพราะสังขารเราไม่เอื้ออำนวยอีกต่อไป

 

เหมือนปี 2011 น่าจะเป็นปีสุดท้ายที่เราแปะชื่อหนังสั้นที่เราได้ดูเกือบครบ ซึ่งก็เป็นเพราะว่าปีนั้นไทยเจอน้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปี เราก็เลย “มีเวลาว่างเหลือเยอะ” ก็เลยมีเวลาเขียนถึงหนังสั้นเยอะหน่อยในปีนั้น แต่หลังจากปี 2011 เวลาว่างของเราก็ดูเหมือนจะน้อยลงเรื่อย ๆ ในขณะที่สังขารของเราก็โรยรามากขึ้นเรื่อย ๆ

 

และเราก็พบว่า ในที่สุดเราก็ต้องเลือก ว่าจะ “ดูหนัง” หรือ “เขียนถึงหนัง” เราไม่มีเวลาในชีวิตเหลือพอที่จะทำทั้งสองอย่างได้อีกต่อไป เพราะว่าถ้าหากเรายังคงเน้นดูหนังที่เราอยากดูตามโรงภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่อง เราก็จะมีเวลาเขียนถึงหนังเพียงแค่ 1-10% ของที่เราได้ดูเท่านั้น แต่ถ้าหากเราอยากจะเขียนถึงหนังที่เราได้ดู เราก็อาจจะต้องดูหนังเพียงแค่ 2 วันต่อสัปดาห์ แล้วอีก 5 วันที่เหลือเราถึงจะมีเวลาเขียนถึงหนัง อะไรทำนองนี้

 

อย่างในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนปีนี้ เราก็ดูหนังไปได้ 169 เรื่อง แต่เพิ่งเขียนถึงไปแค่ 5 เรื่อง หรือ 3% เท่านั้น และก็อาจจะไม่มีเวลาเขียนถึงอีก 164 เรื่องที่เราได้ดู นอกจากว่าเราจะต้องงดดูหนังทุกเรื่องในช่วงเวลา 3 เดือนข้างหน้า 55555

 

ก็เลยรู้สึกว่าเราเหมือนมี “ชีวิตต้องสาป” เราต้องเลือกว่าจะดูหนัง หรือเขียนถึงหนัง และเราก็เลือกแล้วว่าเราขอดูหนังแล้วกัน ส่วนการเขียนถึงหนังนั้น เราคงจะมีเวลาเขียนถึงเพียงแค่ 1% ของหนังที่เราได้ดูเท่านั้นแหละ

 

เพราะฉะนั้นก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ cinephiles ทุกคนเขียนถึงหนังกันต่อไป เราขอเน้นอ่านสิ่งที่เพื่อน ๆ เขียนนะคะ ส่วนดิฉันต้องคำสาปนี้มาตั้งแต่ปี 2012 แล้ว และทำใจยอมรับได้แล้วว่า ชีวิตเราก็เท่านี้แหละ แค่เราได้มีเวลาดูหนัง เราก็มีความสุขมากพอแล้ว

+++

 

เราชอบจำหนังเรื่องนี้สลับกับ MADAME ROSA (1977, Moshe Mizrahi, France) ที่นำแสดงโดย Simone Signoret แต่เรายังไม่เคยดูทั้งสองเรื่องนะ อยากให้มีคนจัดฉาย double bill MADAME ROSA + MADAME SOUSATZKA มาก ๆ คนดูจะได้งงเล่น 555

 

Sunday, December 21, 2025

LIST 2025 OF MICHAEL ATKINSON

 

Alex Davidson ซึ่งเป็น curator จากอังกฤษ เลือกให้ A USEFUL GHOST ติดอยู่ใน 10 อันดับหนังประจำปี 2025 ของเขาด้วย

 

ลิสท์ของเขาดีงามมาก ๆ เพราะว่าใน 10 อันดับหนังสุดโปรดของเขานั้น เราเคยดูไปเพียงแค่ 2 เรื่องเท่านั้นเอง เรายังไม่ได้ดูอีก 8 เรื่อง

 

อันดับหนังประจำปี 2025 ของเขา

 

1.    The Blue Trail (Gabriel Mascaro, Brazil, Mexico, Netherlands, Chile)

2.    It Was Just an Accident (Jafar Panahi, Iran, France, Luxembourg)

3.    Night Stage (Filipe Matzembacher, Marcio Reolon, Brazil)

4.    Eighty Plus (Restitucija, ili, San i java stare garde) (Želimir Žilnik, Serbia, Slovenia)

5.    Twinless (James Sweeney, USA)

6.    Short Summer (Nastia Korkia, Germany, France, Serbia)

7.    Maspalomas (Aitor Arregi, Jose Mari Goenaga, Spain)

8.    Retreat (Ted Evans, UK)

9.    She’s the He (Siobhan McCarthy, USA)

10.                    A Useful Ghost (Ratchapoom Boonbunchachoke, Thailand, Singapore, Germany, France)

 

A wild and wondrous hurricane of queer cinema descended in 2025, embracing hot and horny political noir (Night Stage), provocative comedy (Twinless), senior citizens behaving badly (Maspalomas), gender mischief (She’s the He) and jaw-dropping, anti-authoritarian satire (A Useful Ghost, featuring the most tender sex scene I saw all year, between a man and a possessed vacuum cleaner). 

 

A welcome focus on older characters rebelling against ageism was evident throughout some of the very best films – Maspalomas again, Eighty Plus, and my favourite movie of 2025, the empowering crowd-pleaser The Blue Trail. In a so-so year for British cinema, Ted Evans made a bold and risk-taking debut with Retreat, a film about a deaf commune told almost entirely through sign language.

+++

 

น้ำตาไหลปลาบปลื้มกับ 10 อันดับหนังประจำปี 2025 ของ Michael Atkinson เพราะว่าเราชอบหนังเรื่อง FAIRYTALE (2022, Alexander Sokurov, Russia, A+30) อย่างสุดขีดคลั่งมาก ๆ แต่แทบไม่เคยเห็นหนังเรื่องนี้ติด 10 อันดับประจำปีของคนอื่น ๆ มาก่อน

 

ใน 10 อันดับหนังของเขานั้น เราเคยดูไป 6 เรื่อง ซึ่งได้แก่ FAIRTYTALE, APRIL, GRAND TOUR, SORRY BABY, DRACULA และ WEAPONS และเราก็ชอบทั้ง 6 เรื่องนี้อย่างสุดขีด


Michael Atkinson

Critic, US

1.    Fairytale (Skazka) (Alexander Sokurov, Russia, Belgium)

2.    April (Dea Kulumbegashvili, Georgia, Italy, France)

3.    My Undesirable Friends, Part 1: Last Air in Moscow (Julia Loktev, USA)

4.    It Was Just an Accident (Jafar Panahi, Iran, France, Luxembourg)

5.    Grand Tour (Miguel Gomes, Portugal, Italy, France)

6.    Caught by the Tides (Jia Zhang-ke, China)

7.    Sanatorium Under the Sign of the Hourglass (Stephen and Timothy Quay, UK, Poland, Germany)

8.    Sorry, Baby (Eva Victor, USA, Spain, France)

9.    Dracula (Radu Jude, Romania, Austria, Luxembourg, Brazil, UK, Switzerland)

10.                    Weapons (Zach Cregger, USA)

https://www.bfi.org.uk/sight-and-sound/polls/best-films-2025-all-votes?fbclid=IwY2xjawOyqURleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFFT1JjelN5QXZxOHNGNjRKc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHvpOs7d-d0QRDKZyJrNDaULvSVhl0gUHT6luPDf4ou9BOzoGqePatNX_MmQx_aem_AnUxD2b8MtL1_cnTVFfztg

+++

20 ธ.ค.ในปีก่อน ๆ เป็นวันที่ได้ดู HALE COUNTY THIS MORNING, THIS EVENING (2018, RaMell Ross, documentary, A+30)

+++

ใครไปดูนิทรรศการที่ DIB แล้วบ้างคะ เราอยากรู้ว่ามันมีงานวิดีโอของใครบ้าง และเป็นงานวิดีโอเรื่องอะไร เราเดาว่าน่าจะมีงานวิดีโอของ Apichatpong และ Navin Rawanchaikul และอาจจะเป็นงานวิดีโอที่เราเคยดูไปแล้ว

 

สิ่งที่เราอยากรู้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือว่า งานศิลปะของ Rebecca Horn ที่อยู่ในนิทรรศการนี้คืองานอะไร เพราะว่าถ้าหากเป็นงานวิดีโอของ Rebecca Horn ที่เรายังไม่เคยดูมาก่อน เราก็อยากไปดูค่ะ ก่อนหน้านี้เราเคยดูงานวิดีโอบางชิ้นของ Rebecca Horn มาแล้ว กราบตีนมาก ๆ

 

เห็นค่าตั๋วมัน 550 บาท ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คงจะคุ้มค่าแหละ สำหรับการดูงานศิลปะแขนงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่วิดีโอ เพียงแต่ว่า เราก็อยาก “ทำใจล่วงหน้า” ก่อนไปนิทรรศการนี้  ว่าเราจะได้ดูงานวิดีโออะไรต่าง ๆ ที่เรายังไม่เคยดูมาก่อนหรือเปล่า 55555 คือถ้าหากเรารู้ล่วงหน้าว่าจะได้ดูอะไรบ้าง เราจะได้ไม่ผิดหวังค่ะ

++++

 

THE FOUNTAIN OF YOUTH at Thai Film Archive, Salaya

 

ในที่สุดเราก็ได้กินกาแฟเต่าบินเป็นครั้งแรกในชีวิตการแสดง โดยมากินที่หอภาพยนตร์นี่แหละ 55555 คือเราเคยเห็นตู้เต่าบินมาแล้วหลายครั้งตามจุดต่าง ๆ เป็นร้อยจุดทั่วกรุงเทพ แต่เราไม่เคยกินเลย เพราะ “มันมีทางเลือกอื่น ๆ” ให้เลือก

 

แต่พอตู้เต่าบินมาตั้งอยู่ที่หอภาพยนตร์ และตอนนั้นเป็นเวลา 18.30 น. ที่ร้านกาแฟอื่น ๆ ในหอภาพยนตร์ปิดหมดแล้ว และเราก็ต้องการแดกกาแฟก่อนชมภาพยนตร์รอบ 19.00 น. การมี “ตู้กาแฟเต่าบิน” มาคอยให้บริการผู้ชมในยามหลังพระอาทิตย์ตกดินแบบนี้ ก็เลยถือเป็นอะไรที่ดีงามมาก ๆ สำหรับเรา นึกว่าบ่อน้ำอมฤต 555555

Saturday, December 20, 2025

FILMS WITH MANY SHORT STORIES IN 2025

 

ปี 2025 เป็นปีที่เราได้ดูหนังหลายเรื่องที่เราชอบสุดขีด และหนังเหล่านี้มีคุณสมบัติตรงกันประการหนึ่ง นั่นก็คือเป็นหนังที่ “ประกอบด้วยเรื่องย่อย ๆ หลาย ๆ เรื่อง ตั้งแต่ 3 เรื่องขึ้นไป” มารวมกัน

 

หนังกลุ่มนี้ที่เราชอบสุดขีดหรือชอบมาก ๆ ที่เราได้ดูในปี 2025 ประกอบด้วยเรื่อง

 

1. AGON (2025, Giulio Bertelli, Italy)

 

2. RESURRECTION (2025, Bi Gan, China)

 

3. DRACULA (2025, Radu Jude, Romania)

 

4. SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinsky, Germany)

 

5. CURIOUS TALES OF A TEMPLE (2025, Cui Yuemei, Huang Heyu, Liu Yilin, Liu Yuan, Xie Junwei, Zou Jing, China, animation, A+30)

 

6. HISTORIAS LAMENTABLES (2020, Javier Fesser, Spain)

 

7. DREAMS (1990, Akira Kurosawa, Japan)

 

8. LOVE ACTUALLY...SUCKS (2011, Scud, Hong Kong)

 

9. TIMELESS REACTIONS: A COMPOSITION OF WRITING, CHEMISTRY, AND SILENCE เรื่องในข้อแม้ของเวลา: การเขียน, เคมี และความเงียบ (2025, Jirat Sompakdee)

 

ส่วน THE HUMAN SURGE 3 (2023, Eduardo Williams, Argentina/Sri Lanka/Taiwan/Peru, A+30) นี่เราไม่แน่ใจว่าสามารถจัดให้อยู่ในหนังกลุ่มนี้ด้วยได้ไหม 55555 เพราะเนื้อเรื่องมันเหมือนแยกกันและก็หลอมรวมกันในเวลาเดียวกัน มันเหมือนมี “เนื้อเรื่องย่อย ๆ” แต่ก็ยากที่จะแยกออกเป็น “เนื้อเรื่องเดี่ยว ๆ” ได้

 

สิ่งที่ฮามากก็คือว่า ทั้ง RESURRECTION และ DRACULA นั้น มี “เนื้อเรื่องย่อยเกี่ยวกับ “การถอนฟัน”” เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ตัวโครงสร้างหลักของหนังทั้ง 2 เรื่องนี้ ไม่น่าจะโยงไปถึงการถอนฟันได้ เพราะ RESURRECTION พูดถึงสไตล์ภาพยนตร์ในแต่ละยุคสมัย ส่วน DRACULA พูดถึง “ผีดูดเลือด” แต่หนังทั้งสองเรื่องก็มี “เรื่องย่อย ๆ เกี่ยวกับตัวละครถอนฟัน” ใส่เข้ามาเหมือนกัน

 

ถ้าหากเป็นหนังที่เราได้ดูในช่วงทศวรรษ 2020 ลิสท์นี้ก็จะรวมถึงหนังเหล่านี้ด้วย

 

 10. WHEEL OF FORTUNE AND FANTASY (2021, Ryusuke Hamaguchi, Japan)

 

11. ABOUT ENDLESSNESS (2019, Roy Andersson, Sweden)

 

12. THE BLACK PHARAOH, THE SAVAGE AND THE PRINCESS (2022, Michel Ocelot, France, animation)

 

เราเคยทำรายชื่อหนังกลุ่มนี้ที่เราชอบสุดขีดไว้ในปี 2008 ด้วยนะ
https://celinejulie.blogspot.com/2008/05/twentieth-poll-barely-connected-stories.html

 

Edit เพิ่ม: จริง ๆ แล้ว YOUNG MOTHERS (2025, Jean-Pierre Dardenne, Luc Dardenne, Belgium, A+30) กับ THE UNSTABLE OBJECT II (2022, Daniel Eisenberg, documentary, 204 min, A+30) ก็อาจจะถูกจัดให้อยู่ในหนังกลุ่มนี้ได้เหมือนกัน