Showing posts with label FOUND FOOTAGE. Show all posts
Showing posts with label FOUND FOOTAGE. Show all posts

Thursday, April 02, 2026

doplgenger

 

ฉันรักเขา Kenny Bee พระเอกหนัง THE STORY OF A SMALL TOWN (1979, Lee Hsing, Taiwan, A+30)

 

+++

 

บทเรียนสำคัญที่ได้รับจากเมื่อวานนี้คือ “ต้องรู้จักเจียมสังขารตนเองซะบ้าง”

 

เมื่อวานนี้ได้ไปอำลา Reading Room ในเวลาราว 18.45-19.10 น.ค่ะ ตอนแรกเรากะว่าจะไปดูหนังในงาน Wildtype แต่ปรากฏว่าสังขารไม่เอื้ออำนวย ก็เลยต้องรีบเผ่นออกมาก่อนจะซวยค่ะ

 

เหตุการณ์ก็คือว่า พอเราเข้าไปใน Reading Room ตอนแรกเราจะนั่งเก้าอี้ แต่เรารู้สึกว่าตรงนั้นแอร์ไม่ลง อากาศมันร้อน เราเลยไปนั่งกับพื้นแทน เพราะตรงนั้นแอร์ลงเย็นดี แต่พอนั่งไปได้ระยะนึง เราก็เริ่มปวดตัว กลัวโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนจะกำเริบ แล้วถ้าหากเราจะต้องเข้ารับการผ่าตัดหมอนรองกระดูกเคลื่อนอีกครั้ง เราก็ต้องเสียเงินอีกไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาท แล้วกูจะหาเงินมาจากไหน

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยอยู่จนถึงแค่ฟัง “เจ้าชายน้อย” พูดเปิดงาน แล้วเราก็ตัดสินใจเผ่นออกมาก่อนค่ะ เพราะเรากลัวว่าถ้าหากคนในงานแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เราจะยิ่งเดินออกมาลำบาก

 

ตอนนี้เราก็เลยได้รับบทเรียนว่า พอแก่ตัวลง และเป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนแบบนี้ เราก็ต้องคิดให้ดีก่อนว่า สังขารแบบเรามันมี limit อะไรบ้าง อย่าได้ฝืนสังขารตนเองอีกเป็นอันขาด

 

นึกถึงสมัยที่เราไป Alliance กับ Goethe ในช่วงปี 1995-2000 ช่วงนั้นเราจะเจอ cinephiles วัยชรากลุ่มนึง มีทั้งคนไทยและต่างชาติ แต่พอเข้าสู่ทศวรรษ 2000 เราก็แทบไม่เจอคนกลุ่มนี้อีก เราก็เลยเข้าใจว่า พอพวกเขาแก่ตัวลงเรื่อย ๆ พวกเขาก็คงจะมาดูหนังที่ Goethe กับ Alliance ไม่ไหวอีกต่อไป

 

ตอนนี้วงจรดังกล่าวก็กำลังจะเวียนมาถึงเราแล้ว  แต่ตอนนี้เรายังเดินทางไปดูหนังในโรงหนังที่มีที่นั่งสบาย ๆ และดู video installations ตามแกลเลอรี่ต่าง ๆ ไหวอยู่นะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำแบบนี้ได้อีกนานกี่ปี

+++

 

วันนี้กินสลัด Miso Glazed Cauliflower และ Truffle Mushroom Ravioli ที่ร้าน Babyccino ค่ะ

+++

 

นิทรรศการ JOLLY BEARS ที่ห้าง Siam Center ลูกหมีถูกใจสิ่งนี้

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Yoko Minamino เคยร้องเพลงชื่อ APRIL FOOL (1987) ด้วย เพลงนี้ไม่ได้อยู่ในอัลบัมใด ๆ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด แต่เป็น side B ของซิงเกิล HANASHI KAKETAKATTA ที่เคยขึ้นถึงอันดับ 1 ในญี่ปุ่น

 

เนื้อร้อง

ENGLISH

The period of time that began on a date last year
Is almost over, but I won’t throw my calendar out
Half a year ago we were still meeting up
You waved to me at the crowded ticket gate

The kind little things you did without a second thought
Like picking the lint off my shoulders for me
Still hurt, hey, so bad to this very day

I’ll wait in tears   April Fool’s
For you to call
Surprise me   April Fool’s
I don’t mind if you lie
I don’t mind if you lie
Say that you like me one more time

After reading the horoscope for Cancer
I looked at your sign without even realizing it
I hope you the amazing dream you talked about
With a sparkle in your eye comes true someday

I put on the spring color sweater you used to like
For the first time in a while
And the way it feels on my skin, hey, is so bittersweet

I’ll wait in tears   April Fool’s
Surprise me
With that familiar voice of yours   April Fool’s
I don’t mind if you lie
I don’t mind if you lie
Say that you still like me

I’ll wait in tears   April Fool’s
For you to call
Surprise me   April Fool’s
I don’t mind if you lie
I don’t mind if you lie
Say that you like me one more time


ROMAJI

kyonen no hizuke de hajimaru teiki ga
mou sugu kiretemo sutenaide iru wa
hantoshimae ni wa mada machiawasete
komiau kaisatsu de te wo futte kureta ne

katasaki no itokuzu totte kureru you na
nanigenai yasashisa
ima demo mada nee kurushii no

namida de matsu wa eipuriru fu-ru
anata no denwa wo
odorokasete yo eipuriru fu-ru
uso demo ii no
uso demo ii no
mou ichido suki da to itte

kaniza no horo suko-pu yomi-oeta ato de
anata no seiza wo shirazu ni mite’ta wa
kagayaku hitomi de itsuka hanashite’ta
suteki na sono yume kanau hi negatte’ru

anata ga suki datta haru-iro no se-ta-
hisashiburi ni kitara
hadazawari ga nee setsunai no

namida de matsu wa eipuriru fu-ru
natsukashii koe de
odorokasete yo eipuriru fu-ru
uso demo ii no
uso demo ii no
ima demo suki da to itte

namida de matsu wa eipuriru fu-ru
anata no denwa wo
odorokasete yo eipuriru fu-ru
uso demo ii no
uso demo ii no
mou ichido suki da to itte

+++

 

อยากให้มีหนังที่เอา Marisa Tomei กับ Anna Kendrick มาปะทะกัน รู้สึกว่าสองคนนี้จริง ๆ แล้วอาจจะเล่นเป็นแม่ลูกกันได้ เพราะ Marisa Tomei มีอายุ 61 ปี ส่วน Anna Kendrick มีอายุ 40 ปี

 

รูปของ Marisa Tomei จาก UNTAMED HEART (1993, Tony Bill)

รูปของ Anna Kendrick จาก ALICE, DARLING (2022, Mary Nighy, Canada)

+++

 

AWE SHOCKS (2011, Ojoboca, Germany, 3min, A+30)

 

หนังที่ผสมภาพสวย ๆ เข้ากับเสียงพูดเกี่ยวกับ capitalist dream

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ e-flux

 

Oro Parece (2012, Ojoboca, Germany, 6min, A+30)

 

พิศวงมาก นึกว่าปะทะกับหนังของ Jan Svankmajer ได้เลย

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ e-flux

 

THE HANDEYE (BONE GHOSTS) (2012, Ojoboca, Germany, 7min, A+30)

 

นึกว่าหนังเรื่องนี้มาเพื่อปะทะกับหนังของ Olivier Smolders เพราะมันเป็น “หนังทดลอง” ที่หลอน ๆ เหมือนกัน

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ e-flux

 

FRAGMENTS UNTITLED #1 (2012, doplgenger, Serbia, 7min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้นำเอาฟุตเตจรายการโทรทัศน์ที่ผู้นำเซอร์เบียกล่าวปราศรัยต่อประชาชนจำนวนมากในปี 1989 มาตัดต่อใหม่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่ประเทศยูโกสลาเวียจะล่มสลายและเกิดสงครามกลางเมืองอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา

 

ดูแล้วนึกว่า doplgenger นี่แหละคือคู่แข่งคนสำคัญของ Viriyaporn Boonprasert

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ e-flux

 

FRAGMENTS UNTITLED #2 (2014, doplgenger, Serbia, 6min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้นำเอาละครโทรทัศน์ของยูโกสลาเวียในช่วงทศวรรษ 1980 มาตัดต่อใหม่

 

ดูแล้วนึกว่าต้องปะทะกับ Martin Arnold ผู้กำกับ ALONE: LIFE WASTES ANDY HARDY (1998)

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ e-flux

 

FRAGMENTS UNTITLED #6 (2022, doplgenger, Serbia, 6min, A+30)

 

หนักมาก หนังเรื่องนี้พูดถึงเหตุการณ์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน นั่นก็คือเหตุการณ์จลาจลในซาเกรบในปี 1990 ที่สนามฟุตบอล เมื่อแฟนทีมฟุตบอลของเซอร์เบียกับแฟนทีมฟุตบอลของโครเอเชียปะทะกันอย่างรุนแรง จนส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 60 คน และเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองในเวลาต่อมา ซึ่งนำไปสู่การที่โครเอเชียแยกประเทศเป็นเอกราชได้ในที่สุด

 

 Željko Ražnatović  ซึ่งเป็นผู้นำแฟนทีมฟุตบอลของเซอร์เบียนี่ ต่อมาเขาก็กลายเป็นอาชญากรสงครามคนสำคัญด้วย

 

นึกไม่ถึงว่าการแข่งขันฟุตบอลจะนำไปสู่ “สงครามกลางเมือง” และ “การถือกำเนิดขึ้นของประเทศใหม่” ได้

 

ตัวหนังเป็นเพียงแค่การนำเสนอฟุตเตจบางส่วนจากเหตุการณ์นี้ แต่รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้เราต้องไปกูเกิลหาข้อมูลต่อเอง

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ e-flux

 

2 (“MEDICAL BORDERS: VISIBILITY AND SHADOW KNOWLEDGE” VERSION) (2024, Maria Iorio, Raphaël Cuomo, Switzerland, 48min, A+30)

 

หนัง essay film ที่งดงามสุดขีด หนังพูดถึงการที่สวิตเซอร์แลนด์เคยหาทางกีดกันแรงงานต่างด้าวในอดีต โดยใช้ข้ออ้างเรื่อง “โรคภัย” และหนังเรื่องนี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเสียงดนตรีกับ “เสียงหอบหายใจของผู้ป่วยวัณโรค” ด้วย

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์
e-flux

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02LiqxRfjTiYxHL7vjQkVJNLh4ypgsTXzyudGKE7GxPyYZd8xK2eiG9cuc91ckuDYol

 

Friday, April 14, 2017

HELSINKI, FOREVER (2008, Peter von Bagh, Finland, documentary, A+30)

HELSINKI, FOREVER (2008, Peter von Bagh, Finland, documentary, A+30)

ดูแล้วพบว่าตัวเองรู้สึกอุเบกขากว่าที่คิด หรือพบว่ามันไม่ poetic มากเท่าที่คาดนะ เพราะตอนแรกนึกว่ามันจะเป็นแบบ MY WINNIPEG (2007, Guy Maddin) ที่ผู้กำกับนำเสนอภาพเมืองบ้านเกิดของตัวเองในแบบพิศวง กึ่งจริงกึ่งฝัน อะไรแบบนั้น

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราไม่ใช่คนฟินแลนด์หรือเปล่า เราก็เลยรู้สึกว่าหนังให้ข้อมูลน้อยเกินไป ทั้งๆที่หนังก็มี voiceover ตลอดเวลา และเราก็ไม่ได้รู้สึกผูกพันกับสถานที่ต่างๆในหนังด้วย ในขณะที่คนฟินแลนด์ดูคงจะรู้สึกผูกพันหรือมีความหลังความทรงจำต่อสถานที่ต่างๆในหนัง

จริงๆแล้วอยากให้หนังเรื่องนี้พูดถึงรายละเอียดของหนังแต่ละเรื่องที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้นะ คือ HELSINKI, FOREVER นี่รวมคลิปหนังฟินแลนด์ยุคโบราณเอาไว้ประมาณ 30 เรื่องได้มั้ง แต่หนังแทบไม่ได้พูดถึงเนื้อหาของหนังเหล่านั้นหรือเล่าถึงผู้กำกับของหนังแต่ละเรื่องเลย เราก็เลยรู้แค่ชื่อหนังกับชื่อผู้กำกับเท่านั้น แต่ไม่รู้เลยว่าหนังแต่ละเรื่องมันพูดถึงเรื่องอะไร และมันมีความน่าสนใจอะไรยังไง รู้แต่ว่ามันใช้ฉากหลังเป็นเฮลซิงกิ มีอยู่แค่ไม่กี่เรื่องที่พอจับได้ว่ามันเล่าเรื่องอะไร อย่างเช่นหนังที่พูดถึงหนุ่มสาวในยุคต้นทศวรรษ 1980 กับหนังที่พูดถึงสาวชนบทที่เดินทางเข้ากรุงตามลำพัง และเจอผู้ชายวัยกลางคนกลุ่มหนึ่งมาชวนคุยด้วย (เสียดายที่เราจำชื่อหนังกับชื่อผู้กำกับของหนังสองเรื่องนี้ไม่ได้)

แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดของ HELSINKI, FOREVER นะ เพราะตัวหนังมันต้องการจะพูดถึงกรุงเฮลซิงกิ ไม่ได้ต้องการจะพูดถึงหนังฟินแลนด์ เพียงแต่ว่าเราสนใจประวัติศาสตร์หนังฟินแลนด์น่ะ ในขณะที่ภาพของกรุงเฮลซิงกิในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์เราเท่าไหร่

เท่าที่พอจับได้จาก HELSINKI, FOREVER ก็ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์ฟินแลนด์จะน่าสนใจพอสมควรด้วย โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หนังก็ไม่ได้ให้รายละเอียดมากนักในเรื่องนี้

ดูแล้วแอบคิดถึงหนังบางเรื่องของไทยที่อาจจะส่งผลกระทบทางอารมณ์ต่อคนไทย แต่อาจจะไม่ส่งผลกระทบทางอารมณ์ต่อผู้ชมต่างชาติที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่มีความผูกพันกับสถานที่นั้นนะ อย่างเช่น สยามสแควร์” (1998, ชนารัย สุทธิบุตร) ที่บันทึกภาพสยามสแควร์ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เอาไว้ คือหนังอย่างสยามสแควร์ (1998) มันจะส่งผลกระทบทางอารมณ์ต่อผู้ชมที่คุ้นเคยกับสถานที่นั้นน่ะ และรู้ว่าตึกรามบ้านช่องในสยามสแควร์มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ผู้ชมที่ไม่คุ้นเคยกับพื้นที่นี้อาจจะไม่รู้สึกอะไรเวลาดูหนังเรื่องนี้

หรือหนังอย่าง IN APRIL THE FOLLOWING YEAR, THERE WAS A FIRE (2012, Wichanon Somumjarn) ที่ใส่ภาพสี่แยกคอกวัวกับสี่แยกราชประสงค์เข้ามาในหนังคือคนดูคนไทยบางคนพอเห็นสถานที่สองแห่งนี้ก็อาจจะรู้สึกรุนแรงมากๆได้ ในขณะที่คนดูต่างชาติที่ไม่รู้จักประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็อาจจะมองว่า มันคือ ท้องถนนธรรมดา

เราก็เลยเดาว่า HELSINKI, FOREVER อาจจะเป็นแบบนั้นเหมือนกันหรือเปล่า คือคนฟินแลนด์อาจจะรู้สึกกับหนังเรื่องนี้มากกว่าเรามากๆ ในขณะที่เวลาเราดูหนังเรื่องนี้ เราจะรู้สึกว่าสถานที่ต่างๆในหนังเรื่องนี้มันก็ไม่ได้แตกต่างมากนักจากเมืองอื่นๆในยุโรป สิ่งที่โดดเด่นจริงๆในเมืองนี้ก็คงจะเป็น รถรางที่เราอาจจะไม่ค่อยเห็นมันมีบทบาทสำคัญมากนักในเมืองอื่นๆในยุโรป

แต่ก็ชอบหนังเรื่องนี้มากในระดับ A+30 อยู่ดีนะ เพราะมันแสดงให้เห็นจริงๆว่า ยังมีหนังฟินแลนด์ที่น่าดูมากๆอีกหลายสิบเรื่องที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน คือพอดู HELSINKI, FOREVER แล้ว เราก็รู้สึกเหมือนกับว่า ทำไมกูรู้จักแค่ Aki Kaurismaki คนเดียว ทั้งที่จริงๆแล้วยังมีผู้กำกับหนังฟินแลนด์ที่น่าสนใจอีกเยอะแยะมากมาย เปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับว่า ความรู้ของเราที่มีต่อหนังฟินแลนด์ ไม่ได้ต่างอะไรไปจากคนต่างชาติที่รู้จักผู้กำกับหนังไทยเพียงคนเดียวคือ Apichatpong Weerasethakul น่ะ ทั้งที่จริงๆแล้ว ประเทศไทยยังมีผู้กำกับอย่าPermpol Choei-aroon, Manop Udomdej, Prince Anusorn Mongkolkarn, Chalee Intaravichit, Piak Poster, Pimpaka Towira, M.L. Bhandevanop Devakul, Banjong Kosalwat, Phaisit Phanphruksachat และ Tossapol Boonsinsukh ด้วย

สรุปว่า เราชอบ HELSINKI, FOREVER เพราะมันสะท้อน ความไม่รู้ของเราที่มีต่อหนังฟินแลนด์นี่แหละ แต่ถ้าหากวัดจากอารมณ์ความรู้สึกแล้ว กราฟอารมณ์ของเราค่อนข้างนิ่งเฉยมากๆ เกือบจะเท่าๆกับตอนดูหนัง found footage อย่าง LOVE IS ALL: BOY, GIRL, LOVE (2014, Kim Longinotto) ที่เป็นการรวบรวมคลิปหนังเก่าๆมาตัดต่อเข้าด้วยกันได้อย่างอุเบกขาเหมือนกัน

ในบรรดาหนัง found footage ประเภทรวบรวมคลิปหนังเก่านั้น เราว่าหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดในกลุ่มนี้ ก็คงเป็น WORKERS LEAVING THE FACTORY (1995, Harun Farocki) นี่แหละ อันนี้แหละที่เป็นการนำคลิปหนังเก่ามา วิเคราะห์เจาะลึกได้อย่างทรงพลังสุดๆ

Monday, March 21, 2016

THE EXQUISITE CORPUS (2015, Peter Tscherkassky, Austria, A+30)

THE EXQUISITE CORPUS (2015, Peter Tscherkassky, Austria, A+30)
1.เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิต ที่เราดูแล้วรู้สึกว่า ฟิล์มภาพยนตร์มันกำลังมีเพศสัมพันธ์กัน คือในขณะที่หนังทั่วไปนำเสนอ ภาพตัวละครขณะกำลังมีเพศสัมพันธ์กันแต่หนังเรื่องนี้ (และหนังทดลองบางเรื่อง) ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ ตัวละครหรือ ภาพตัวละครมากเท่ากับการให้ความสำคัญกับ ฟิล์มภาพยนตร์และ ความเป็นวัตถุของฟิล์มภาพยนตร์

และหนังเรื่องนี้ก็เรียงร้อย found footage จากหนังอีโรติกหลายเรื่องเข้าด้วยกัน โดยในหลายๆครั้งเราจะเห็นหน้าจอถูกแบ่งออกเป็นหลายกรอบ และในบางครั้ง กรอบแต่ละกรอบอาจจะนำเสนอภาพจากหนังคนละเรื่อง, หรือในบางครั้งกรอบแต่ละกรอบอาจจะนำเสนอภาพจากหนังเรื่องเดียวกัน แต่คนละซีน หรือซีนเดียวกัน แต่มีการเหลื่อมเวลาเล็กน้อย เพื่อให้เกิดจังหวะประหลาดๆ และนอกจากการแบ่งภาพบนจอออกเป็นหลายกรอบแล้ว หนังยังมีการซ้อนเหลื่อมภาพกันอีกด้วย

และในช่วงเวลาที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุด climax สำหรับเราในหนังเรื่องนี้ คือช่วงที่หนังนำเสนอภาพจากหลายๆกรอบหลายๆซีนพร้อมๆกันบนหน้าจอเดียวกัน โดยมีการทำเทคนิคบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า ฟิล์มภาพยนตร์จากหนังราว 5-10 เรื่องกำลังร่วมรักกันอยู่บนจอ คือไม่ใช่ตัวละครจากหนังหลายๆเรื่องมาสังวาสกันนะ แต่มันเหมือนกับว่า ฟิล์มภาพยนตร์ได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิต และมันทำขยับเพยิบ และเล็ม สัมผัสกัน และทำกิจกรรมหรรษากันบนจอด้วยจังหวะที่เร่งเร้าขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนว่าอะไรแบบนี้เป็นประสบการณ์ที่เราไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต และก็ต้องกราบตีน Peter Tscherkassky จริงๆที่สามารถคิดทำอะไรแบบนี้ขึ้นมาได้

2. อย่างไรก็ดี หลังจาก COMING ATTRACTIONS (2010, Peter Tscherkassky) ติดอันดับหนึ่งประจำปี 2012 ของเราไปแล้ว การได้ดู THE EXQUISITE CORPUS กลับไม่ทำให้เราตกตะลึงพรึงเพริดอย่างรุนแรงเหมือนกับตอนที่ได้ดู COMING ATTRACTIONS ซึ่งสาเหตุสำคัญอาจจะเป็นเพราะว่า เราคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าหนังมันคงออกมาเป็นแบบนี้น่ะ

คือตอนที่เราดู COMING ATTRACTIONS เราแทบไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนมั้ง มันเป็นการเอาคลิป found footage มาเรียงร้อยต่อกันในแบบที่ hyperbolic paraboloid มากๆ หรือพิศวงงงงวยมากๆ คือดูจบแล้วไม่สามารถตอบได้แต่อย่างใดว่า สิ่งที่เราดูไปแล้วมันเกี่ยวกับอะไร ตอบได้แต่ว่าการได้ดูฉากอะไรต่างๆเหล่านี้มาเรียงร้อยต่อกันมันทำให้เรารู้สึกดีสุดๆ

แต่พอได้ดู THE EXQUISITE CORPUS เราก็ชอบสุดๆเหมือนกันน่ะแหละ เพราะหนังเรื่องนี้มันก็งดงามมากๆ rich มากๆ ละเอียดประณีตมากๆ แต่เราไม่ได้ ตกตะลึงพรึงเพริดกับมันอีกต่อไปแล้วน่ะ เพราะมันเป็นวิธีการที่คล้ายกับที่เราเคยเห็นมาแล้ว หรือไม่ได้เกินความคาดหมายของเราอีกต่อไป
คือถึงแม้การได้ดูฟิล์มภาพยนตร์มีอะไรกันบนจอ จะเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตก็จริง แต่ตัวหนังโดยรวมๆแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่เกินความคาดหมายของเรามากนักน่ะ

ไอ้ความรู้สึกแบบนี้ มันคล้ายๆกับความรู้สึกที่เราเคยมีต่อ Alain Robbe-Grillet และ Philippe Grandrieux เหมือนกันนะ

คือถ้าหากพูดถึงประสบการณ์การดูหนังของเราแล้ว ประสบการณ์การดูหนังที่ทำให้เรารู้สึก รุนแรงที่สุดในชีวิตของเรา คือการได้ดูหนังเรื่อง EDEN AND AFTER (1970, Alain Robbe-Grillet) ที่สมาคมฝรั่งเศสในปี 1997 และการได้ดูหนังเรื่อง SOMBRE (1998, Philippe Grandrieux) ที่เซ็นทรัลพระรามสามในปี 2000 น่ะ คือตอนที่เราได้ดูหนังสองเรื่องนี้ เรารู้สึกเหมือน หัวหลุดออกจากตัวหรือรู้สึกเหมือน ร่างกายถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงๆหรือรู้สึกอะไรที่รุนแรงสุดๆมากๆ เพราะมันเป็นอะไรที่เราไม่เคยเจอมาก่อน แต่เป็นสิ่งที่โดนใจเรา ถูกต้องตรงตามรสนิยมเราอย่างสุดๆจริงๆ

แต่หลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมา พอเราได้ดู LA BELLE CAPTIVE (1983, Alain Robbe-Grillet) และ A LAKE (2008, Philippe Grandrieux) เราก็พบว่า หนังสองเรื่องนี้ไม่สามารถทำให้เราเกิดภาวะรุนแรงสุดๆได้เหมือน EDEN AND AFTER กับ SOMBRE น่ะ คือเราชอบ LA BELLE CAPTIVE กับ A LAKE อย่างสุดๆก็จริง แต่มัน ไม่เกินความคาดหมายของเราอีกต่อไป เพราะเราพอจับทางผู้กำกับได้แล้ว อะไรทำนองนี้

3.อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราไม่ได้ชอบ THE EXQUISITE CORPUS มากที่สุดในเทศกาล Signes de Nuit อาจจะเป็นเพราะเรื่องของรสนิยมทางเพศด้วย 555
คือพอดูหนังเรื่องนี้เสร็จ แล้วได้คุยกับเพื่อนนักดูหนังที่เป็นผู้ชาย เราก็พบว่า หลายๆอย่างในหนังเรื่องนี้เราคงไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยตัวเองแน่ๆ เพราะมันเป็นการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างภาพกับความปรารถนาทางเพศของผู้ชมที่เป็นผู้ชายน่ะ

อย่างเช่นประเด็นหนึ่งของหนังเรื่องนี้ก็คือว่า ภาพร่างกายที่เราเห็นหมดทั้งตัว อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบทางอารมณ์ต่อผู้ชมมากเท่ากับภาพวับๆแวมๆ เปิดปิดบางส่วนของร่างกายน่ะ อย่างเช่นภาพหญิงสาวที่สะบัดกระโปรงชะเวิบชะวาบไปมา สามารถส่งผลกระทบทางอารมณ์ได้มากกว่าภาพร่างกายหญิงสาวที่เห็นหมดทั้งตัวเสียอีก

ซึ่งตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้เลย เพราะไม่ว่าจะเป็นภาพหญิงสาวที่เห็นหรือไม่เห็นร่างกายส่วนไหน เราก็รู้สึกเฉยๆกับมัน 555
4.ชอบการเลือกซีนต่างๆจากหนังเก่าในหนังเรื่องนี้มากๆ โดยเฉพาะซีนหญิงสาวยิ้มยั่วที่ประตู หรือหญิงสาวผวาลุกจากเตียงนอนกลางดึก คือบางซีนนี่มันทรงพลังสุดๆ ตราตรึงสุดๆ โดยที่เราไม่ต้องรู้เนื้อหาของหนังเก่าเรื่องนั้นเลย คือแค่ได้เห็น อากัปกิริยาการยิ้มโดยไม่ต้องรู้เนื้อเรื่อง มันก็เป็นภาพที่สุดแสนจะทรงพลังแล้ว


5.ตอนนี้ผู้กำกับหนังไทยที่สามารถต่อกรกับ Peter Tscherkassky ได้ อาจจะมีแต่ Taiki Sakpisit เท่านั้น

Friday, May 22, 2015

OLD SCAR (2014, Teeranit Siangsanoh, A+30)


OLD SCAR (2014, Teeranit Siangsanoh, 13min, A+30, ดูซ้ำ)
แผลเก่า

หนังเรื่องนี้เป็นการนำ “แผลเก่า” (1977, เชิด ทรงศรี) มาดัดแปลงใหม่โดยใช้มันในแบบ found footage โดยเราจะได้เห็นภาพบางภาพจากแผลเก่าเวอร์ชั่นปี 1977 และได้ฟังเสียงที่มาจากหนังเรื่องนั้น สำหรับเราแล้วมันเหมือนเป็นการคั้นเอา “หัวกะทิ” ของแผลเก่าปี 1977 ออกมา โดยผู้กำกับเลือกเอาเพียง 1% ของภาพและ 5% ของเสียงที่ตัวเองชื่นชอบจากหนังเวอร์ชั่นปี 1977 มาประกอบสร้างเป็นหนังเรื่องใหม่

สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า เมื่อเทียบกับหนังประเภท found footage ด้วยกันเองแล้ว สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในหนังเรื่องนี้ก็คือหนังให้ความสำคัญกับ “เสียง” มากกว่า “ภาพ” เพราะหนัง found footage โดยทั่วไปมักจะใช้แต่ภาพจากหนังเก่า แต่ไม่เอาเสียงมาด้วย อย่างเช่นใน THE AGE OF ANXIETY (2013, Taiki Sakpisit) ที่มีการสร้างดนตรีใหม่ขึ้นมาใช้ประกอบภาพจากหนังเก่า, THE BRIGHT SUPERNATURAL POWER OF NAE WAT DAO (2013, Yingsiwat Yamolyong) ที่มีการพากย์เสียงตัวละครใหม่เข้าไปเพื่อสร้างความตลกขบขัน,  THE FOURTHLAND OF HEAVEN (2013, Pramote Sangsorn) ที่มีการใช้ voiceover ใหม่ประกอบกับภาพจากหนังเก่า หรือหนังอย่าง MERMAIDS WEARING PANTS (2009, Ratchapoom Boonbunchachoke) ที่ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับภาพจากหนังเก่ามากกว่าเสียงเช่นกัน

การที่ OLD SCAR เวอร์ชั่นของ Teeranit ให้ความสำคัญกับเสียงมากกว่าภาพ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ และมันทำให้เราได้ตระหนักถึงความงดงามของบทสนทนาในหนังของเชิด ทรงศรี และความสามารถในการพูดบทสนทนาของสรพงษ์ ชาตรี ที่สามารถพูดบทสนทนาที่ดูเหมือนจะเป็นภาษาเขียน ออกมาได้อย่างไม่ขัดเขินและทรงพลังมากๆ องค์ประกอบด้านบทสนทนา+วิธีการพูดของตัวละครเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะเคยมองข้ามในอดีต แต่หนังเรื่องนี้ได้ช่วยขับเน้นมันออกมาให้เห็นเด่นชัด

 คือถ้าหากหนังเรื่องนี้ตัดมาทั้งภาพและเสียงจากหนังเก่า เราก็อาจจะมุ่งความสนใจไปที่ภาพเหมือนเดิมแทน เราอาจจะมุ่งความสนใจไปที่ความสามารถทางการแสดงออกทางร่างกายและใบหน้าของนักแสดง การจัดเฟรมภาพ ความงดงามในการถ่ายทำ ฯลฯ แต่พอ OLD SCAR ของ Teeranit เลือกมาแต่ภาพบางภาพจากหนังเก่า และใช้มันในฐานะของ “ภาพนิ่ง” แทนที่จะเป็นภาพเคลื่อนไหว และปล่อยให้เสียงจากหนังเก่าไหลเคลื่อนไปเรื่อยๆ เราจึงต้องมุ่งความสนใจไปที่ “เสียง” โดยอัตโนมัติ และมันทำให้เราได้ตระหนักถึงความงดงามและความทรงพลังขององค์ประกอบนี้ในหนัง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่อาจจะหาได้ยากในหนังของผู้กำกับคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้กำกับหนังกระแสหลักของไทยในยุคปัจจุบัน

น่าสนใจดีที่การทำหนังแบบ found footage นั้นมีหลากหลายวิธีการด้วยกัน มันมีทั้งการเอาหนังเก่าหลายๆเรื่องของผู้กำกับคนเดียวกันมาตัดเข้าด้วยกันเพื่อค้นหา motif ที่พบบ่อยๆในหนังของผู้กำกับคนนั้น (PHOENIX TAPES ของ Matthias Mueller + Christoph Girardet), การเอาหนังหลายๆเรื่องมาตัดเข้าด้วยกันเพื่อหาความเชื่อมโยงอะไรบางอย่าง (LOVE ของ Tracey Moffatt และ WORKERS LEAVING THE FACTORY ของ Harun Farocki), การวิเคราะห์ประเด็นทางการเมืองจากฟุตเตจหนังเก่า (DIAL H-I-S-T-O-R-Y ของ Johan Grimonprez) และการสร้างจังหวะภาพแบบใหม่ให้กับหนังเก่า (หนังของ Martin Arnold) และผลงานหนังเรื่อง “แผลเก่า” กับ “เพื่อน แพง” ของ Teeranit ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างหนังแบบ found footage ที่น่าสนใจมากๆ




Thursday, July 25, 2013

STAR IS ICE (2013, Wachara Kanha, A+30)


STAR IS ICE (2013, Wachara Kanha, A+30) is one of my most favorite films this year, and one of my most favorite Thai found footage films. The film is like a true heir of DON’T FORGET ME (2003, Manussak Dokmai).

Monday, July 22, 2013

FAVORITE THAI FILMS USING FOUND FOOTAGE OR SCENES FROM OTHER FILMS



FAVORITE THAI FILMS USING FOUND FOOTAGE OR SCENES FROM OTHER FILMS

 

(in alphabetical order)

 

1.081-456-1286 (2011, Chulayarnnon Siriphol, 2min)

This film uses scenes from Amway promotional video.

 

2.THE AGE OF ANXIETY (2013, Taiki Sakpisit, 14min)

 

3.THE BRIGHT SUPERNATURAL POWER OF NAE WAT DAO กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้ของเน วัดดาว (2013, Yingsiwat Yamolyong, 17.52min)


 

4.CHAY, GAYVAH-RAR ‘N’ THE MACHUPICCHU (2009, Chaloemkiat Saeyong, 20min)

This film uses scenes from TROPICAL MALADY (Apichatpong Weerasethakul).

 

5.DON’T FORGET ME อย่าลืมฉัน (2003, Manassak Dokmai, 10.14min)


 

6.THE FESTIVAL OF DEMON SPIRIT งานนักขัตฤกษ์ของภูตพราย (2011, Sittiporn Racha, 2min)

 

7.THE FOURTH LAND OF HEAVEN (2013, Pramote Sangsorn, A+30)

 

8.HOLIDAY HOMEWORK การบ้านปิดเทอม (2013, Theeraphat Ngathong, 26.33min)


 

9.I’M GONNA BE A NAÏVE (2012, Viriyaporn Boonprasert, 24min)


 

10.LALITA (2008, Tanatchai Bandasak, 5min)

 

11.LAUGH AND CRY FOR VIVA หัวเราะร่าน้ำตาร่วง (2011, Sirapatshara Neimphuang, 28min)

 

12.LOVE SLEEP (รักหลับ) (2009, Kriangkrai Watananiyom + Amornchai Sirirat, 30min)

 

13.MADANG BO SAI (1999, Phaisit Phanphruksachat)

 

14.MERMAID WEARING PANTS (2009, Ratchapoom Boonbunchachoke)

This film uses scenes from many films, including SALO, OR 120 DAYS OF SODOM (1975, Piero Paolo Pasolini).

 

15.ONCE UPON A TIME (2000, Panu Aree)

 

16.RETROSPECTIVE (2012, Korn Kanogkekarin)

 

17.THE ROMANTIC (2013, Tani Thitiprawat + Teeranit Siangsanoh, 37min)

 

18.SCAR แผลเป็น (2010, Authawut Boonyuang, 12min)

 

19.STAR IS ICE ดาวที่เป็นน้ำแข็ง (2013, Wachara Kanha, 16.40min)

 

20.TONIGHT 2 (2013, Teeranit Siangsanoh, 39.22min)

 

21.WALL OF DIPLOMA กำแพงปริญญา (2009, Wiwat Lertwiwatwongsa, 5min)


 

SPECIAL CASES: FOUND PHOTO FILMS

 


While the films in the list above use found footage, there are also some Thai films which use found photos, or photos taken by other persons. For example:

 

1.THE AIM OF EDUCATION เป้าหมายการศึกษา (2013, Viriyaporn Boonprasert, 4min)

 

2.HOLLOW กลวง (2013, Krisanu Prungklin, 6.23min)

The film uses some photos taken by Theeraphat Ngathong.

 

 

The photo you see here comes from the film THE FESTIVAL OF DEMON SPIRIT.



Saturday, April 13, 2013

I'M GONNA BE A NAIVE is available in Youtube.


My most favorite documentary of the year 2012, I’M GONNA BE A NAÏVE (2012, Viriyaporn Boonprasert), is now available in Youtube without English subtitles. This film is also one of my most favorite found footage films of all time.

Monday, April 08, 2013

Thursday, November 15, 2012

ABSENCE OF SATAN (1985, George Barber, A+)

ABSENCE OF SATAN (1985, George Barber, A+)

Does anyone know which movies the found footage in this video come from? I think a part of the video comes from ABSENCE OF MALICE (1981, Sydney Pollack). Does the video also include any other films?

You can read Ed Halter's review on Geoge Barber's "scratched" videos here:

Sunday, September 30, 2012

THE EXPERIMENTING ANGEL (2010, Bill Mousoulis, A+20)

THE EXPERIMENTING ANGEL (2010, Bill Mousoulis, A+20)

Highly recommended for those who love TIME OF THE LAST PERSECUTION (2012, Taiki Sakpisit), Matthias Mueller's films, Martin Arnold's films, and HOME COMPUTER (2011, Teeranit Siangsanoh).

The details about THE EXPERIMENTING ANGEL:

The brilliant use of found footage in THE EXPERIMENTING ANGEL reminds me of TIME OF THE LAST PERSECUTION (2012, Taiki Sakpisit), LOVE (2003, Tracey Moffatt), Matthias Mueller's films, and Martin Arnold's films, though THE EXPERIMENTING ANGEL goes one step further because the film mixes the found footage with the still photos of the present time.

The use of unharmonious music in THE EXPERIMENTING ANGEL reminds me of HOME COMPUTER (2011, Teeranit Siangsanoh).

Theeraphat Ngathong remarked that the music in THE EXPERIMENTING ANGEL plays a very important part in the film, and it is not merely a soundtrack. I think the same can be said about his own film A HOTEL AT MAE RUMPUENG BEACH (2012). The music in this film is not just a soundtrack, too. :-)
http://www.youtube.com/watch?v=ObW_LwBSoBY


THE EXPERIMENTING ANGEL is partly about Maximilian Le Cain, an Irish experimental filmmaker and the editor of http://www.experimentalconversations.

You can watch Maximilian Le Cain's films at:

Wednesday, May 16, 2012

Favorite Music Videos 43: CAFÉ PRAGUE -- Groovejuice

Favorite Music Videos 43: CAFÉ PRAGUE -- Groovejuice

Is this music video made from found footage? I wonder from which movies the clips in this music video come.

Sunday, January 08, 2012

Favorite Music Videos 32: MEN LIKE GODS -- Gazelle Twin

http://www.youtube.com/watch?v=ANaabsQo-uA

This music video is made up of footage found in the digital library of Sardinia.

I think it should be screened together with other music videos made up of found footage, such as:

VIDEO GAMES -- Lana Del Rey
http://www.youtube.com/watch?v=HO1OV5B_JDw

STARS & STRIPES FOREVER -- Matmos
http://www.youtube.com/watch?v=ZEXgNM9MAMY

Monday, August 04, 2008

WHICH FILMS ARE IN ANNA KARINA EYES?

Sonthaya told me to see the following music video: ANNA KARINA EYES. The video is a compilation of found footage from famous 1960’s films.
http://www.youtube.com/watch?v=2naCpBFMM0s

In the video, I only recognize these films:

1.LAST YEAR AT MARIENBAD
2.LA DOLCE VITA
3.BELLE DE JOUR
4.CLEO FROM 5 TO 7
5.AU HASARD BALTHAZAR
6.PERSONA
7.JULES AND JIM
8.BEAUTY AND THE BEAST

There are many other films which I don’t know. Could you tell me the titles of the other films in this video?



--I also like this clip very much: PLACER DE GEMIDOS (2008, Mike DeKalb)
http://www.youtube.com/watch?v=TOhDnnQPnT8

The clip is made from the found footage of GEMIDOS DE PLACER (1982, Jess Franco)
http://esotika.blogspot.com/2007/06/gemidos-de-placer-jess-franco-1982.html