Tuesday, July 21, 2015

COMMUNITY AND GARBAGE (Thitipat Rotchanakorn + Pawee Melanon, documentary, A+30)

ชุมชน คน ขยะ (Thitipat Rotchanakorn + Pawee Melanon, documentary, A+30) เราว่าเนื้อหาของหนังดีมาก และมีจุดเล็กๆบางจุดที่ชอบมากด้วย อย่างเช่นการตัดต่อบางช่วงที่ภาพกับเสียงไม่จำเป็นต้องตรงกัน อย่างเช่นเสียงอาจจะเป็นเสียงสัมภาษณ์ถึงความทุกข์ยากของชาวบ้าน แต่ภาพเป็นภาพของเด็กๆในหมู่บ้านที่ยิ้มอย่างร่าเริง คือเราว่าการผสมภาพกับเสียงแบบนี้มันทรงพลังมากๆน่ะ เพราะถ้าเสียงสัมภาษณ์มันเล่าเรื่อง+ส่งสารได้ดีในตัวมันเองอยู่แล้ว เราก็ไม่ต้องใส่หน้าผู้ให้สัมภาษณ์เข้ามาในฉากนั้นก็ได้ เราก็ใส่ภาพอื่นๆเข้ามาแทน และพอภาพที่ใส่เข้ามันมีเนื้อหาที่ “ขัดกับเสียง” มันก็เลยเกิดการปะทะกันอย่างทรงพลังมากๆขึ้นมา คือภาพเด็กๆยิ้มอย่างเริงร่าปกติแล้วมันควรเป็นภาพที่เราดูแล้วมีความหวังใช่ไหม แต่พอมันถูกนำมาประกอบกับเสียงสัมภาษณ์ของชาวบ้านที่ไร้ทางไป เราก็จะจินตนาการไปโดยอัตโนมัติว่าเด็กๆที่ยิ้มอย่างเริงร่าในวันนี้ วันข้างหน้ามันจะมีอนาคตที่สดใสหรือหดหู่สักแค่ไหน ความทุกข์ที่รอมันอยู่ในวันข้างหน้าจะทำให้เด็กหยุดยิ้มเมื่อไหร่ และเมื่อไหร่ที่เด็กมันจะรู้ความจริงว่า โลกนี้อาจจะแทบไม่มีสถานที่แห่งความสุขสำหรับมัน

เชื้อราในร่มบ้าน (Pasit Tandaechanurat, A+30) ชอบมากๆ เข้าใจว่าเป็น fiction ที่ทำออกมาคล้ายสารคดีมากๆ จุดที่ชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้รวมถึง

1.การที่หนังทำให้เราจินตนาการเองว่า พระเอกของเรื่องมีอดีตอย่างไร และเขาจะรู้สึกอย่างไรกับตัวเองในปัจจุบันและอดีตของตัวเอง คือฉากที่พระเอกไปเยี่ยมเพื่อนเก่าและเอากีตาร์ขึ้นมาเล่น แล้วมีเพลง I STARTED A JOKE ขึ้นมาน่ะ มันรุนแรงทางอารมณ์มากๆสำหรับเรา เพราะมันทำให้เราจินตนาการไปเองว่า เขาคงจะนึกถึงวัยหนุ่มของตัวเองในอดีต วัยหนุ่มที่เคยแข็งแรง เริงร่า เล่นกีตาร์กับเพื่อนๆหลายคน แต่ปัจจุบันนี้เขาต้องอยู่กับภรรยาที่เก็บความไม่พอใจในตัวเขาเอาไว้ และใช้ชีวิตอย่างเหงาๆแกนๆกับภรรยาไปเรื่อยๆ เราชอบมากที่หนังไม่ได้เน้น “ความอบอุ่น” ในครอบครัวนี้ออกมา และชอบมากที่ “ความฝัน” ของชายชราในการสร้างห้องสมุด ไม่ได้ดูเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าเทิดทูน แต่ดูเหมือนการหาเป้าหมายอะไรสักอย่างในชีวิต เพียงเพื่อไม่ให้ชีวิตมันว่างเปล่าเกินไป

2.ชอบ gaze ของหนังในการจ้องมองคราบเก่าๆในตึก คือคราบพวกนี้มันเป็นสิ่งธรรมดาที่พบได้ในชีวิตประจำวัน แต่วิธีการถ่ายคราบเก่าๆเหล่านี้ของหนังเรื่องนี้ สามารถทำให้ “คราบเก่าๆตามตึกที่เราพบได้ในชีวิตประจำวัน” กลายเป็นอะไรที่ทรงพลังขึ้นมาได้

ใน “ซีรีย์ฮอร์โมนวัยหมกมุ่น” เราชอบ “ตุ๊กตาหมี” มากที่สุด เราชอบการวางเฟรมภาพทุกช็อตในหนังเรื่องนี้มากๆ โดยเฉพาะช็อตแรกที่ป้ายรถเมล์ และช็อตที่ถ่ายหน้าลิฟท์ และเรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันตลกสุดๆสำหรับเรา ซึ่งสาเหตุนึงอาจจะเป็นเพราะ sense ตลกของหนังมันตรงกับเราน่ะ คือมันตลกภายใต้ฉากหน้าที่ดูจริงจังน่ะ และเราจะชอบอะไรแบบนี้ คือการแสดงในหนังและ voiceover ในหนังมันดูจริงจังไปกับความพร่ำเพ้อของมันมากๆ ในขณะที่เรารู้สึกว่าหนังอย่าง ID OF TEM 2 (A+) เราชอบไอเดียของหนังมากๆ โดยเฉพาะการที่นางเอกบุกไปฆ่าเจ้าแม่บริษัทขายน้ำส้ม แต่เราว่าพอหนังจงใจทำโทนออกมาให้มันตลก มันก็เลยไม่ตลกสำหรับเรา ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับว่า ถ้าหากความตลกเป็นรสเค็ม “ตุ๊กตาหมี” มันมีเนื้อหาที่ตลก แต่มันมีโทนที่จริงจัง ความเค็มของหนังมันก็เลยไม่มากเกินไป และอยู่ในระดับที่พอเหมาะพอดีถูกปากเรา เหมือนกับได้กินส้มตำไข่เค็มที่อร่อยมากๆ แต่ ID OF TEM 2 มันเหมือนกับว่าเนื้อหาของมันก็ตลก และโทนของหนังก็ตลก มันก็เลยเหมือนกินไข่เค็มที่เหยาะน้ำปลาใส่เข้าไปอีก มันก็เลยเค็มเกินไปสำหรับเรา แต่เรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวนะ เพราะหนังที่ตลกหลายๆเรื่องสำหรับเรา มักจะเป็นหนังที่คนอื่นๆดูแล้วไม่ตลกตามไปด้วย 555


คือตอนที่ดู ID OF TEM 2 เราชอบไอเดียของหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆเลยน่ะ แต่เราว่าถ้าหากหนังมันออกมาในโทนที่ซีเรียสขึ้น แบบ EVERLY (2014, Joe Lynch, A+30), THE MISSION 2: DIAMOND BATTLE OF THE UNDERGROUND (2011, Sompong Soda) หรือ THE REQUIRED ล่าทะลุรังเพลิง (องอาจ ยศรุ่งเรือง) หนังอาจจะถูกปากเรามากกว่านี้ 

Monday, July 20, 2015

THE SPIRIT OF THE AGE (Wichanon Somumjarn, documentary, A+30)

อันนี้เป็นลิงค์ไปยังคลิป video comment ประจำวันพุธที่ 15 ก.ค.จ้ะ


ในคลิปนี้เราพูดถึงหนังเรื่อง THE SPIRIT OF THE AGE (Wichanon Somumjarn, documentary, A+30) กับ THE YEAR OF THESIS (Supachai Choatchuangsup, documentary, A+25) เราชอบที่ THE SPIRIT OF THE AGE พูดถึงคนที่เกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วง 14 ต.ค. 2516-6 ต.ค. 2519 แต่เป็นคนที่เราไม่รู้จักมาก่อน และหนังพูดถึงขบวนการนวพลกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชนบทช่วง 6 ต.ค. 2519 ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ฉากที่ hurt ที่สุดในหนังคือฉากที่ subject ของเรื่องเล่าถึงการเดินไปเรื่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะออกจากประเทศไทยได้ ส่วน THE YEAR OF THESIS เราชอบมากๆที่มันเป็นเหมือน video diary บันทึกชีวิตนิสิตกลุ่มหนึ่งที่ปวดหัววุ่นวายกับการทำ thesis ในปี 2014 ซึ่งเป็นปีที่เกิดรัฐประหาร แต่หนังไม่ได้แตะประเด็นการเมืองเลย นอกจากเรื่องของนิสิตคนนึงที่อาจจะทำ thesis อะไรสักอย่างเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์ คือเราชอบที่ในงานมาราธอนมีหนังทั้งสองแบบนี้ฉาย หนังที่พูดถึง “คนที่เกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์” และหนังที่พูดถึง “ประวัติชีวิตส่วนตัวของคนธรรมดาๆที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง”  และประเด็นนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงสิ่งที่นักวิจารณ์เขียนถึงหนังเรื่อง NATHALIE GRANGER (1972, Marguerite Duras) ในแง่ที่ว่า การที่หนังให้ความสำคัญกับฉากตัวละครกวาดถูโต๊ะเป็นเวลา 10 นาที มันสอดคล้องกับสิ่งที่ดูราส์เคยพูด (ถ้าเราจำไม่ผิด) ในแง่ที่ว่า ทำไมหนังทั่วไปชอบนำเสนอแต่ฉากผู้ชายออกไปเดินขบวนตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่ไม่นำเสนอภาพภรรยาของผู้ชายเหล่านั้นขณะทำความสะอาดบ้าน, ทำกับข้าว, เลี้ยงลูก เพื่อสนับสนุนผู้ชายที่เป็นนักปฏิวัติหรือคอมมิวนิสต์เหล่านั้น ทั้งๆที่สิ่งที่ภรรยาเหล่านั้นทำ ก็มีความสำคัญต่อการปฏิวัติเช่นกัน แต่ “งานกวาดบ้าน” ที่ภรรยาทำกลับไม่ถูกนำเสนอออกมาในสื่อภาพยนตร์ โดยเฉพาะภาพยนตร์เกี่ยวกับการปฏิวัติ คือสิ่งที่ดูราส์พูดมันทำให้เรานึกถึงหนังสองเรื่องนี้ในแง่ที่ว่า หนังสองเรื่องนี้มันนำเสนอ “งาน” ที่ไม่ค่อยปรากฏในสื่อภาพยนตร์กระแสหลักทั้งสองเรื่องน่ะ ทั้งเรื่องของนักเคลื่อนไหวทางสังคมในชนบทในช่วง 6 ต.ค. 2519 และชีวิตของคนธรรมดาที่ต้องดิ้นรนต่อไปเรื่อยๆในช่วงปี 2014 ซึ่งเราอยากจะเรียกว่า THE YEAR OF THAI CRISIS นอกจากนี้ หนังสองเรื่องนี้ยังทำให้เรานึกถึงละครเวทีเรื่อง TYPHOON THE REMAINS (2013, Teerawat Mulvilai, A+30) ด้วย เพราะในละครเวทีเรื่องนี้ มีฉากนึงที่ ตัวละครหลายคนออกมาพูดว่า ในวันที่ 14 ต.ค. 2516 หรือ 6 ต.ค. 2519 พ่อแม่ของใครทำอะไรที่ไหนบ้าง แม่ของบางคนอาจจะอยู่ในอีสาน ใช้ชีวิตประจำวันไปตามปกติ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองเลย ในขณะที่พ่อของบางคนอยู่ในกลุ่มกระทิงแดง ที่มีส่วนในการสังหารหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ เราว่ามันน่าสนใจดีที่ละครเวทีเรื่อง TYPHOON THE REMAINS ให้ความสำคัญกับ “ประวัติศาสตร์ของบุคคลธรรมดา”  และการฉายหนังเรื่อง THE SPIRIT OF THE AGE กับ THE YEAR OF THESIS ในวันเดียวกัน ก็เลยทำให้เรานึกถึงละครเวทีเรื่องนี้ขึ้นมาด้วย

FLOWER – STAMP (MUSIC VIDEO) (2014, Sippakorn Autrakul, A)

FLOWER – STAMP (MUSIC VIDEO) (2014, Sippakorn Autrakul, A)

UNDERSTAND (2015, Sippakorn Autrakul, B+)

FLOWER ชอบพอสมควร ดูเพลินดี สิ่งที่ชอบใน MV นี้ก็คือ

1.การตัดต่อตอนช่วงที่เป็นเสียงกิ้งๆๆ แล้วมีการตัดภาพเร็วๆตามจังหวะเพลง เราว่าช่วงนั้นดู work สุดใน MV นี้

2. ชอบการใช้สีเหลื่อมซ้อนกันในช่วงครึ่งแรกของ mv ด้วย เป็นอะไรที่เก๋และออกมาดูดี

3. ชอบที่นางเอกทุบตีป้ายสีเหลือง เราว่ามันฮามาก และเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน และเป็นหนึ่งในไอเดียที่น่าจดจำที่สุดของ mv นี้ คือการทุบตีป้ายนี่ไม่ทำให้ mv ออกมาสวยหรือ “ดูดี” แบบ mv ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์จริงๆนะ แต่มันเป็นอะไรที่ฮา และเหมาะกับการฉายในเทศกาลหนังมาราธอนน่ะ คือความฮาๆเฮี้ยนๆเพี้ยนๆแบบนี้นี่แหละที่จะทำให้ mv นี้มีเอกลักษณ์และมีอะไรน่าจดจำ แต่ถ้าอยากทำ mv แบบมืออาชีพเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์จริงๆ ที่เน้นความสวย ดูดี มีระดับ ไอเดียนี้ก็อาจจะไม่เหมาะจ้ะ

4.ชอบที่นางเอกไม่ยิ้มเลยตั้งแต่ต้นจนจบ 555

แต่เราว่าการถ่ายในหลายๆฉากเหมือนยังไม่สามารถจัดเฟรมภาพหรือเลือกมุมกล้องที่ดีที่สุดออกมาได้นะ คือเราว่าอันที่ลงตัวที่สุดคือฉากที่นางเอกนั่งตรงกลางแบบในรูปนี้นี่แหละ เราว่าการจัดภาพในฉากนี้ work สุดแล้ว แต่ในฉากอื่นๆเรารู้สึกเหมือนกับว่าถ้าหากมีการเปลี่ยนระยะใกล้ไกล หรือเปลี่ยนมุมกล้อง หรืออะไรทำนองนี้ แล้วภาพอาจจะออกมาสวยกว่านี้หรือนางเอกอาจจะออกมาดูดีกว่านี้น่ะ แต่อันนี้ไม่ใช่ข้อเสียสำคัญนะ เพราะผู้ทำ mv นี้ยังเรียนอยู่แค่ชั้นมัธยม ต้องลองถ่ายไปเรื่อยๆแหละ แล้วก็จะชำนาญ และถ่ายได้สวยขึ้นเรื่อยๆเอง

ส่วน UNDERSTAND นั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เข้าใจว่าเป็นหนังส่งโครงการที่ต้องทำภายใต้ข้อจำกัดมากมาย ทั้งเรื่องความยาวของหนัง และการที่หนังต้องสั่งสอนคนดูเพื่อตอบโจทย์ของโครงการ เราก็เลยไม่ได้รู้สึกแย่กับมันมากนักเมื่อพิจารณาถึงข้อจำกัดดังกล่าว

เราว่า UNDERSTAND ช่วงต้นๆดี โดยเฉพาะ moment ที่ใช้กล้องแทนสายตาของพ่อตอนดึงแขนลูก แต่พอเข้าสู่ช่วงครึ่งหลัง ที่เป็นฉากในบ้าน ทุกอย่างก็ล่มสลาย 555 เพราะพ่อเล่นโอเวอร์แอคติ้งมาก และอารมณ์ของฉากก็ล้นเกิน เมโลดราม่ามากๆ (เหมือนหนังหลายๆเรื่องในเทศกาลมาราธอน) เนื้อเรื่องก็รวบรัดเกินไป ยังดีที่ text ตอนจบเหมือนกับรู้ข้อเสียของตัวเอง เพราะผู้ชมหลายๆคนก็คงรู้สึกจริงๆว่า ทำไมเรื่องแค่นี้ต้องฆ่าตัวตายด้วย (ถ้าเป็นเรา เราคงหนีออกจากบ้าน) แต่เราว่าหนังควรจบแค่ประโยคที่ว่า “ในประเทศไทยมีการฆ่าตัวตาย 4,000 คนต่อปี” ก็พอแล้ว ไม่ต้องใส่ประโยคที่เป็นการสั่งสอนคนดูตรงๆเข้ามาอีกหลังจากนั้น

สรุปว่า UNDERSTAND เป็นหนังที่เราว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่มันก็มีอะไรฮาๆโดยที่หนังไม่ได้ตั้งใจ และเราเข้าใจว่าเป็นหนังตอบโจทย์โครงการ ไม่ใช่หนังที่เกิดจาก “ทัศนคติหรือรสนิยม” ที่แท้จริงของตัวผู้กำกับ เราก็เลยไม่ได้รู้สึกแย่กับมันมากนักจ้ะ



Sunday, July 19, 2015

MY DIARY: 3811316 (Pailin Chainakul, A+30)

THE WEDDING OF PROUD (2015, Janenarong Sirimaha, A+30) เป็นภาคสามต่อจาก “เรื่องน้ำเน่าของแพรว” (2008) และ “เรื่องน้ำเน่าของพลอย” (2011) โดยในภาคนี้ทั้งแพรวและพลอยจะมาเจอกัน หนังมีส่วนที่พิศวงมากๆในช่วงท้ายเรื่อง เพราะเราจะงงมากๆว่าช่วงครึ่งหลังของหนังมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พอหนังจบเราเลยต้องออกมาคุยกับเพื่อนๆหลายคนเพื่อช่วยกันวิเคราะห์ว่าตกลงมันเกิดเหตุการณ์อะไรในหนัง

เราชอบช่วงกลางเรื่องมากที่สุด เรารู้สึกเจ็บปวดมากๆกับเนื้อหาตรงช่วงกลางเรื่องที่นางเอกต้อง “สร้างเพื่อนชายในจินตนาการ” ขึ้นมาอีกครั้ง เราเข้าใจความรู้สึกของนางเอกตรงจุดนั้นดี ความรู้สึกของคนที่ผิดหวังกับชีวิตจริง พยายามหาผัวที่ดีในชีวิตจริง แต่ไม่สำเร็จ และในที่สุดก็ต้องยอมรับว่า อาจจะมีเพียงแค่โลกจินตนาการเท่านั้นที่จะช่วยปลอบประโลมจิตใจเราได้

รู้สึกเป็นเกียรติมากๆที่เรา, ฟิล์มซิค กับเมอฤดีได้ร่วมปรากฏตัวหรือเสียงโดยไม่รู้ตัวในหนังเรื่องนี้ด้วย 55555

ชอบ “จริต” (2015, พงพัฒน์ กิตติรงค์, A+25) มากๆตรงที่มันจิกกัดพวกที่สวมชุดไทยเพื่อเอาหน้า, พวกที่ชอบสร้างภาพ, พวกที่ชอบด่าคนในเน็ตโดยไม่รู้เรื่องจริง และพล็อตตรงจุดนึงของเรื่องที่ทำให้นึกถึง L’ARGENT (1983, Robert Bresson) จัดว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่สะท้อนผู้หญิงในโลกอินเทอร์เน็ตได้ดีมากเหมือนกับหนังเรื่อง MS. NARCISSUS (ชนะชัย แสงจันทร์), NICE SHOP (สิวาพรรณ สวนงาม) และ WISH (ขวัญแก้ว จันทร์พวง)

THE YOUNG MAN WHO CAME FROM THE CHEE RIVER (2015, Wichanon Somumjarn, A+30) ซึ้งมากๆ ชอบหนังมากๆในหลายๆจุด ทั้งการที่ตัวละครทำอาชีพทวงหนี้, การแสดงให้เห็น dilemma ในใจอย่างรุนแรงของพระเอกที่ประกอบอาชีพนี้ และฉากที่ถ่ายแสงจ้าอย่างรุนแรงจนแทบไม่เห็นตัวคน ซึ่งเรามองว่ามันสะท้อนความร้อนจนไหม้เกรียมของ “สภาพชีวิต” ก่อนที่ตัวละครจะต้องไปหาสถานที่ที่ให้ “ความร่มเย็นทั้งกายและใจ” ในตอนจบ

MY DIARY: 3811316 (ไพลิน ชัยนะกุล, A+30) ซึ้งมากๆ และน่าสนใจดีที่ปีนี้มีหนังลาดกระบังที่เราชอบสุดๆเยอะมาก ทั้งเรื่องนี้, DOGMATIST (ปฏิพล ทีฆายุวัฒน์), OUR LAST DAY (Rujipas Boonprakong), EM-TRAP (Pruksathip Sawantrat) และ BLACK-WHITE (Jaturont Jatewiriyanont)

ส่วน I PROMISE TO SEE YOU AGAIN (Anan Chukvarmdee, A-) เป็นหนังที่น่ารักมากๆ แต่โชคร้ายที่หนังเรื่องนี้ฉายในเทศกาลนี้ในวันนี้ เพราะปีนี้มีหนังในเทศกาลนี้ที่เกี่ยวกับ “เด็กสาวสองคน” และเกี่ยวกับ “เพื่อนในจินตนาการ/เพื่อนที่ตายไปแล้ว” เยอะมากๆๆ คือถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลนี้ในวันแรกๆ เราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นก็ได้ แต่พอมันมาฉายในวันหลังๆ แล้วมันไม่มีอะไรที่โดดเด่นหรือแตกต่างจากหนังกลุ่มเดียวกันมากนัก อารมณ์ของเราก็เลยไม่ค่อยพีคกับหนังเรื่องนี้เท่าไหร่จ้ะ แต่ชอบช่วงแรกๆของหนังมากนะ แต่พอมันจบแบบนั้น มันก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้มันคล้ายกับหนังเรื่องอื่นๆค่อนข้างมากจ้ะ


CHEMO MOM (Chinavorn Nongyao, A+30) รุนแรงมากๆ น่าเสียดายที่ส่วนที่เป็นบทสัมภาษณ์คุณป้า เสียงของคุณป้าฟังแทบไม่ได้ยินเลย แต่ช่วงหลังของหนังเจ็บปวดมากๆ

ONCE UPON A TIME...IN THE NIGHT (2015, Nontarit Maniam, A+30)


ONCE UPON A TIME กาลครั้งหนึ่ง (2015, จันทราญา สุริยงค์ + ศิริภัสสร อำนวยสมบัติ, A+30) รู้สึกดีใจมากที่มีคนทำหนังแนวเดียวกับ MYSTERIOUS OBJECTS AT NOON (2000, Apichatpong Weerasethakul) และ HAUNTED HOUSES บ้านผีปอบ (Apichatpong Weerasethakul, 60min) ออกมา และทำออกมาได้อย่างดีมากๆ, มีเสน่ห์มากๆ และมีความเป็นตัวของตัวเองมากๆด้วย นอกจากนี้ เรื่องที่เล่าก็ดู “จริง” มากๆ ดูเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงในหลายครอบครัวในชนบท ทั้งๆที่หนังไม่ได้พยายามสร้างความ “สมจริง” เลย ซึ่งตรงนี้เราว่ามันย้อนแย้งกันดี คือในขณะที่หนังหลายๆเรื่องพยายามสร้างความ “สมจริง” มันกลับดูไม่สมจริง เพราะคนดูจะรู้สึกสะดุดเป็นระยะๆเมื่อใดก็ตามที่พบจุดอ่อน, ช่องโหว่ และจุดที่ไม่สมจริงในหนังเรื่องนั้น แต่หนังบางเรื่อง กลับเน้น “ความไม่สมจริง” ไปเลย และให้คนดูตระหนักถึง “การเล่าเรื่อง” อยู่ตลอดเวลา อย่างเช่นในหนังเรื่องนี้ และพอคนดูไม่ต้องพยายามจูนอารมณ์ไปกับความสมจริงของหนังแล้ว หนังเรื่องนั้นก็จะมีมิติบางอย่างที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นมา ซึ่งหนังเล่าเรื่องแบบปกติอาจจะไม่มี

ONCE UPON A TIME...IN THE NIGHT (นนทฤทธิ์ มาเนียม, A+30) ดูแล้วนึกถึง WOLF CREEK (2005, Greg McLean, A+30) ในแง่ที่ว่า หนังเหมือนแบ่งเป็นสองพาร์ท โดยพาร์ทแรกเป็นการปูพื้นตัวละครเหมือนหนังชีวิตธรรมดา และพาร์ทแรกของหนังเรื่องนี้ก็เหมือน video diary ของ Theeraphat Ngathong มากๆ เพราะมันเป็นเรื่องของสี่สาวที่ไปปาร์ตี้กันที่บ้านของเพื่อนคนนึง และทำกิจวัตรประจำวันขี้ๆเยี่ยวๆไปเรื่อยๆ ก่อนที่ครึ่งหลังมันค่อยกลายเป็นหนังสยองขวัญแบบ THE BLAIR WITCH PROJECT (1999, Daniel Myrick + Eduardo Sanchez)

BLACK-WHITE (Jaturont Jateviriyanont, animation, A+15) ชอบ development ของตัวละคร จากคนที่ดีมากๆในช่วงต้นเรื่อง แต่กลายเป็นคนเลวมากๆในตอนจบ ส่วน PORK FRIED RICE WITHOUT VEGETABLES (Pitchayut Promsuwan, A+5) เราชอบโครงสร้างของเรื่อง มันดูพิสดารมากๆ แต่เราว่าอารมณ์ของหนังมันดูแห้งๆยังไงไม่รู้ และเหมือนเราจูนอารมณ์ของตัวเองให้เข้ากับหนังไม่ได้ในการดูรอบแรก ซึ่งต่างจากหนังอย่าง “คนในเงา” (ณัฐธยาน์ ไทยเดชา, A+10) ที่ดูเป็นละครน้ำเน่ามากๆ แต่เรากลับจูนติดกับมันในทันที 555 คือเราว่า PORK FRIED RICE WITHOUT VEGETABLES เป็นหนังที่มี “ไอเดียสร้างสรรค์” มากๆ แต่ไม่มีผลทางอารมณ์กับเรา ในขณะที่ “คนในเงา” เป็นหนังที่ไม่สร้างสรรค์ แต่มีผลทางอารมณ์กับเรา


“คิดถึงนะ เป็นประโยคบอกเล่า ไม่ต้องการคำตอบ แต่ต้องการคนได้ยิน” (2015, Watcharapol Saisongkroh, A+30) คือการแสดงให้เห็นว่า Watcharapol สามารถกลับมาทวงบัลลังก์ “เทพบุตรแห่งวงการหนังสั้น” ได้อีกครั้ง หลังจากปล่อยให้ Theeraphat Ngathong กับ Teerath Whangvisarn ครองบัลลังก์มาระยะนึง 555 (ล้อเล่นจ้ะ) แต่จริงๆแล้วก็คือเราชอบหนังแบบนี้มากๆแหละ นั่นก็คือหนังการเมืองที่สะท้อนความคิดผ่านทางการจับจ้องมองอะไรบางอย่างอย่างจริงจัง คือดูแล้วจะนึกถึงหนังเรื่อง I WISH THE WHOLE COUNTRY WOULD SINK UNDER WATER (2014, Theeraphat Ngathong), BOYS ARE BACK IN TOWN (Eakalak Maleetipawan), OBSERVATION OF THE MONUMENT (2008, Michael Shaowanasai), AUTOHYSTORIA (2007, Raya Martin) และ EUROPA 2005 – 27 OCTOBER (2006, Jean-Marie Straub + Danièle Huillet) ที่เป็นหนังการเมืองที่สะท้อนความคิดผ่านทางการจับจ้องมองอะไรบางอย่างอย่างจริงจังเหมือนกัน

HOW TO DISAPPEAR COMPLETELY (2013, Raya Martin, Philippines, A+30)

HOW TO DISAPPEAR COMPLETELY (2013, Raya Martin, Philippines, A+30)

ไม่ทราบชีวิตฮิสทีเรียอะไรอีกต่อไป

ดูแล้วจะนึกถึง THE FAMILY THAT EATS SOIL (2005, Khavn de la Cruz, Philippines, A+30) และ FLORENTINA HUBALDO, CTE (2012, Lav Diaz) ในแง่ที่ว่า ระหว่างที่ดู เราจะพยายามตีความว่าตัวละครตัวไหนเป็นสัญลักษณ์แทนอะไรหรือเปล่า พ่อเป็นสัญลักษณ์แทนอะไร แม่เป็นสัญลักษณ์แทนอะไรในหนังแต่ละเรื่อง อย่างเช่นในเรื่องนี้แม่ก็จะหมกมุ่นกับศาสนามาก และย้ำเรื่อง “การสืบทอดเผ่าพันธุ์โดยไม่ให้คนนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ให้สืบทอดเผ่าพันธุ์ด้วยการเอากับคนในกลุ่มเดียวกันเอง” ส่วนพ่อก็จะเล่านิทานเรื่อง “การสืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้า” อะไรทำนองนี้

แต่ถึงแม้เราจะตีความอะไรไม่ออก เราก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ทรงพลังอย่างสุดๆอยู่ดี


ฉากเด็กๆหายตัวไปในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงฉากเด็กๆแหงนมองท้องฟ้าด้วยความตื่นตระหนกใน A SHORT FILM ABOUT INDIO NACIONAL (2005, Raya Martin)

Saturday, July 18, 2015

YANEE, THE GIRL WHO IS TRYING TO OVERCOME HER FEARS (2015, Anuwat Amnajkasem, A+25)

YANEE, THE GIRL WHO IS TRYING TO OVERCOME HER FEARS (2015, Anuwat Amnajkasem, A+25)

เข้าใจว่าหนังอาจจะมีนัยะทางการเมืองหรือนัยะสะท้อนอะไรบางอย่างนะ แต่เราไม่ใช่คนที่เก่งด้านการตีความน่ะ เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่ได้เข้าใจอะไรตรงจุดนี้ และก็เลยหันไป focus ที่จุดอื่นๆแทน

พอดูจบแล้ว เราก็เลยสงสัยว่า บางทีหนังอาจจะเข้าทางเรามากขึ้น ถ้าหากมันตัดอารมณ์ตลกและการสื่อสัญลักษณ์ต่างๆทิ้งไปบ้างน่ะ คือเราไม่รู้หมดหรอกว่าจุดไหนบ้างในเรื่องที่เป็นสัญลักษณ์แทนอะไร แต่เรารู้สึกเหมือนกับว่า บางทีเนื้อเรื่องในหนังมันไม่ smooth หรือมันไม่สนุกสุดขีดเท่าที่ควร เพราะผู้สร้างหนังอาจจะพยายามทำให้หนัง “ส่งสาร” อะไรบางอย่าง เนื้อเรื่องในหนังก็เลยถูก “สารทางการเมือง”, “สารทางศาสนา” หรือ “สารทางสังคม” หรืออะไรทำนองนี้ ถ่วงเอาไว้ ซึ่งถ้าหากตัวผู้กำกับยังไม่เชี่ยวชาญมากพอในด้านนี้ ก็อาจจะสร้างหนังที่ work ในทั้งสองระดับไม่ได้ ซึ่งก็คือระดับที่ “ดูสนุกได้โดยไม่ต้องตีความ” และ “ดูแล้วตีความได้อย่างสนุกสนาน”

คือเราตั้งข้อสงสัยว่า บางทีคุณอนุวัชร์อาจจะทดลองทำหนังโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Ratchapoom Boonbunchachoke น่ะ แต่เราว่า Ratchapoom ทำหนังที่ work ได้ทั้งสองระดับ แต่อาจจะโน้มเอียงไปในทาง “ดูแล้วตีความได้อย่างสนุกสนาน” มากกว่า แต่ผลการทดลองครั้งนี้อาจจะแสดงให้เห็นว่า หนังเรื่อง YANEE นี้อยู่ในระดับที่ “น่าสนใจมากๆ” สำหรับเรา แต่พลังมันยังออกมาไม่เต็มที่ ทั้งในแง่ “หนังที่สนุกสุดขีด” หรือ “หนังที่ตีความได้อย่างสนุกสนาน”

แต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราชอบในหนังเรื่องนี้นะ อย่างเช่น

1.ฉากเปิดเรื่อง ที่ทรงพลังมากๆ ทั้งเครดิตแรกที่เป็นภาษาฝรั่งเศส, ฉากตั้งกล้องนิ่งหน้าศาลพระภูมิ, การจัดแสงในฉากนั้น, การใช้เพลงประกอบที่ถึงแม้จะดูเหมือนเป็นการ “เสียดสีหนังสยองขวัญ” แต่ก็ทำให้เรารู้สึกกลัวได้ในขณะเดียวกัน คือการใช้ดนตรีประกอบในฉากนี้มันเป็นตัวอย่างนึงที่เราว่ามัน work ได้ทั้งสองระดับน่ะ คือฟังแล้วน่ากลัว และฟังแล้วรู้สึกว่ามันจงใจล้อความน่ากลัวของตัวมันเองด้วย และเราก็ชอบเครดิตชื่อเรื่องที่ขึ้นมาโดยใช้ font ตัวอักษรแบบที่เราชอบมากด้วย

2.เราว่ามันมีองค์ประกอบของหนังผีที่ work มากๆสำหรับเรา คือมันไม่มีการใส่จังหวะตุ้งแช่ตกใจ  อย่างเช่น ฉากที่เราเห็นเงาสะท้อนของผีในจอทีวี แต่ก็ไม่มีการใส่เสียงตกใจหรือท่านางเอกตกใจในฉากนั้น, การที่นางเอกตัดสินใจจะคุยกับผีอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราคิดว่าเราคงทำในชีวิตจริงเช่นกัน, ฉากที่นางเอกนั่งสมาธิเพื่อฝึกจิตสู้กับผี, ฉากที่นางเอกเหมือนจะจินตนาการอาวุธปืนขึ้นมาสู้กับผีได้

3.การตัดต่อระหว่างฉากในป่ากับฉากในห้องนอนก็น่าสนใจมากๆ

ไปๆมาๆก็คือว่าเราชอบความเป็นหนังผีของหนังเรื่องนี้มากๆน่ะ แต่เรารู้สึกว่า “อารมณ์ตลก” กับ “สัญลักษณ์สื่อความหมายต่างๆ” อาจจะเป็นส่วนเกินสำหรับเราในหนังเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าวันนี้มีหนังที่ดูเหมือนจะใช้สัญลักษณ์ทางการเมืองอีกสองเรื่อง ซึ่งก็คือ GHOST RABBIT & THE CASKET SALES (Arnont Nongyao, A+30) กับ BOYS ARE BACK IN TOWN (Eakalak Maleetipawan, A+30) ที่เราว่ามัน work มากๆ ทั้งๆที่เราตีความอะไรมันไม่ออกเลย 555 คือเราว่าจริงๆแล้วหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ (รวม YANEE ด้วย) มีการส่งสารทางการเมือง/สังคม หรือมีการ “สื่อประเด็น” ผ่านทางการใช้สัญลักษณ์เหมือนๆกัน แต่ YANEE ผสม “องค์ประกอบ” นี้เข้ากับองค์ประกอบอื่นๆในหนังได้ไม่เข้ากันอย่างสนิทแนบเนียน รสชาติที่เกิดจากองค์ประกอบนี้ มันก็เลยไปขัดกับรสชาติที่เกิดจากองค์ประกอบอื่นๆในหนัง รสชาติทั้งหมดในหนังมันก็เลยไม่อร่อยเท่าที่ควร


แต่ GHOST RABBIT & THE CASKET SALES กับ BOYS ARE BACK IN TOWN มันเป็นหนังทดลองที่ไม่ได้เล่าเรื่อง เพราะฉะนั้นพวกเขาก็เลยไม่ต้องผสม “สาร” กับ “สัญลักษณ์สื่อความหมาย” เข้ากับ “เนื้อเรื่อง” ซึ่งนั่นก็เลยเป็นข้อได้เปรียบของหนังสองเรื่องนี้เมื่อเทียบกับ YANEE และผู้กำกับทั้งสองคนนี้ก็เชี่ยวชาญกับการทำหนังทำนองนี้อยู่แล้วด้วย เหมือนกับว่าพวกเขาเป็นกุ๊กที่เคยทำอาหารจานนี้มาแล้วประมาณ 100 ครั้ง พวกเขาก็เลยทำอาหารจานนี้ให้ออกมาอร่อยมากๆได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่คุณอนุวัชร์อาจจะเพิ่งทดลองทำหนังแนว YANEE แบบนี้เป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้นรสชาติมันก็เลยอาจจะยังไม่ลงตัวแบบ 100% เต็มจ้ะ

Friday, July 17, 2015

UNTIL THE LAST DAY (Ali Priyakorn, documentary, A+20)

แก้ไขความเข้าใจผิดจ้า ตอนแรกเราเข้าใจว่า UNTIL THE LAST DAY (อาลี ปรียากร, A+20)  เป็นการนำสารคดีเรื่อง คนทำบาตร (2014, เอสยาห์ สายศร) มาดัดแปลงเป็น video installation แต่ปรากฏว่าจริงๆแล้ว UNTIL THE LAST DAY เป็นการถ่ายขึ้นใหม่ทั้งหมดจ้ะ และไม่ได้เป็นการนำ “คนทำบาตร” มาดัดแปลงแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าหนังสองเรื่องนี้มันสัมภาษณ์ subjects กลุ่มเดียวกันน่ะและปรากฏว่า subjects ที่เป็นช่างทำบาตรมันมีกันแค่ไม่กี่คนในตอนนี้ เพราะฉะนั้นมันก็เลยเลี่ยงไม่ได้ที่หนังทั้งสองเรื่องนี้มันจะต้องสัมภาษณ์ subjects คนเดียวกัน

ตอนที่เราดู UNTIL THE LAST DAY เราจำหน้าช่างทำบาตรผู้หญิงได้ เพราะเราชอบเธอมากๆจากเรื่อง “คนทำบาตร” ตอนนั้นเราก็เลยนึกว่า UNTIL THE LAST DAY อาจจะเป็นการเอาฟุตเตจที่เหลือใช้จาก “คนทำบาตร” มาตัดต่อใหม่ แต่ปรากฏว่าเราเข้าใจผิดไปเองจ้ะ


แต่ยังไงก็ชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้มากๆอยู่ดีนะ เพราะในขณะที่ “คนทำบาตร”เป็นหนังสารคดีแบบตรงไปตรงมา UNTIL THE LAST DAY กลับมีลักษณะคล้าย video installation เราชอบที่หนังทั้งสองเรื่องนี้มันทำให้เราเห็นว่า “สื่อภาพเคลื่อนไหว” ที่พูดประเด็นเดียวกัน สามารถทำออกมาได้หลายรูปแบบ และทรงพลังทั้งคู่ และสื่อแต่ละแบบมันก็มีข้อดีข้อด้อยที่แตกต่างกันไป

UNFINISHED SCRIPT (NOT_FINAL) (A)


UNFINISHED SCRIPT (NOT_FINAL) (วัชริศ คุ้มวณิชย์, วสวัตติ์ สมโน, A)

จุดที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือ moment ที่ตัวละครหลายๆคนพูดพร้อมกัน เพราะ moments แบบนี้เป็น moments ที่เรามักเจอในชีวิตจริง ที่หลายๆคนพูดพร้อมกัน แล้วไม่มีใครฟังใคร หรือถ้ามีคนฟัง คนฟังก็จะประสบความยากลำบากในการฟังคนหลายๆคนพูดพร้อมกัน ซึ่งเราว่า moment แบบนี้มันน่าสนใจมาก และมันจริงมากๆ แต่มันเป็น moment ที่อาจจะยากสุดๆในการเขียนบท คือเวลาเขียนบท แล้วในฉากปกติ มันจะเป็นตัวละคร A กับ B พูดโต้ตอบกัน แบบ A พูดจบ แล้ว B ค่อยพูดตอบ อะไรทำนองนี้ แต่พอเป็นในหนังเรื่องนี้ เราอาจจะเห็น A พูด แล้ว A ยังพูดไม่จบ B ก็พูดขึ้นมา แล้วหลังจากนั้น C ก็พูดขึ้นมาขณะที่ A กับ B ยังพูดไม่จบ ซึ่งมันเป็นอะไรที่โกลาหลมากๆ แต่เราชอบมากๆ

เราเข้าใจว่าส่วนที่เป็นฉากประชุมในหนังเรื่องนี้น่าจะเป็น mockumentary นะ ซึ่งปกติเราจะชอบหนังแนวนี้ คือหนังที่เราแยกไม่ออกว่าอะไรจริงอะไรแต่ง แต่เราว่าฉากประชุมในหนังเรื่องนี้แต่ละคนมันดูแสดง overact เกินไป หรือไม่ก็ดูแสดงแข็งๆยังไงไม่รู้ มันก็เลยทำให้เราไม่รู้สึกสุดๆกับฉากนี้


เราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้แบบสุดๆก็ได้นะ ถ้าหากมันมีแต่ฉากประชุม แล้วทำเป็น mockumentary แบบสมจริงๆมากๆไปเลย ให้แต่ละคนเล่นดีๆ แบบสมจริง ตัวละครทะเลาะกันอย่างรุนแรง แล้วก็จบไป โดยไม่ต้องมีการสัมภาษณ์ความสำนึกเสียใจของแต่ละคนในภายหลัง 555

UTOPIA (2015, Kirimag Boonrom, documentary, A+30)

-- UNTIL THE LAST DAY (อาลี ปรียากร, A+20) หนังเรื่องนี้พูดประเด็นเดียวกับหนังสารคดีเรื่อง คนทำบาตร (2014, เอสยาห์ สายศร) แต่ในขณะที่คนทำบาตรเป็นหนังสารคดีแบบตรงไปตรงมา UNTIL THE LAST DAY กลับมีลักษณะคล้าย video installation คือจริงๆเราชอบหนังสารคดีเรื่อง “คนทำบาตร” มากๆอยู่แล้ว และเราก็ชอบหนังเรื่อง UNTIL THE LAST DAY มากๆด้วย เพราะมันทำให้เห็นว่า “สื่อภาพเคลื่อนไหว” ที่พูดประเด็นเดียวกัน สามารถทำออกมาได้หลายรูปแบบ และทรงพลังทั้งคู่

--UNTITLE (รัชพล แสงศรี, ธันยวัตร สัจจะธีระกูล, A+15) รู้สึกว่าบทสนทนาในหนังเรื่องนี้ไม่ “เปรี้ยง” เหมือนหนังของ Prap Boonpan แต่ก็รู้สึกดีที่มีคนทำหนังแนว Prap Boonpan อยู่ เพราะคุณ Prap ดูเหมือนจะเลิกทำหนังแนวเน้นบทสนทนาไปแล้ว

--UTOPIA: บ้านใหม่คนใต้สะพาน (Kirimag Boonrom, documentary, 60min, A+30) ติดอันดับประจำปีของเราอย่างแน่นอน ดูแล้วแทบร้องไห้ มันหนักมากๆ และมันหนักตรงที่หนังแทบไม่ได้พยายามเร่งเร้าอารมณ์อะไรเราเลย นอกจากการใช้ดนตรีประกอบที่อาจจะสื่ออารมณ์มากไปนิดนึง เราชอบฉากที่เด็กๆเล่าเรื่องพ่อของตัวเองค้ายาเสพติดด้วยอารมณ์ค่อนข้างร่าเริง, ฉากที่คุณป้าเล่าด้วยอารมณ์เรียบเฉยว่าตัวเองป่วยและกำลังจะตายในอีก 8 เดือนข้างหน้า, ฉากคุณป้านินทาว่าเพื่อนบ้านค้ายาเสพติด, ภาพเด็กๆที่เคยอาศัยอยู่ในสลัมในอดีต ซึ่งทำให้เราจินตนาการว่าปัจจุบันนี้เด็กๆเหล่านี้จะมีชีวิตเป็นอย่างไร, เรื่องราวของหญิงสาวที่ขอเงินแม่ไปเรียนมหาลัย แต่จริงๆแล้วเธอหนีตามผู้ชาย แล้วก็ทิ้งแม่ไป, ฉากซาเล้งทะเลาะกับชายชรา, ฉากชายหนุ่มเล่นกีตาร์ ฯลฯ เราว่าสารคดีเรื่องนี้เรียบเรียงประเด็นได้ดีมาก และจัดว่าเข้าขั้นคลาสสิคเลยสำหรับเราถ้าหากเทียบกับสารคดีไทยด้วยกัน และสามารถเทียบชั้นกับ “สารคดีชุมชน” ชั้นนำของไทยอย่าง BEHIND THE WALL (2003, อภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา) และ “บ้านไม่มีเลขที่” (2012, Abhichon Rattanabhayon) ได้ด้วย

--WAKE UP, BRO (อาณัฐ เตรียมจรรยา, ทิฆัมพร รัตนไทรแก้ว, ตรีวิทย์ วุฒิยานันท์, A+15) ชอบไอเดียของหนังเรื่องนี้มากๆ แต่ execution ออกมาเป็นภาพยนตร์ได้ไม่ทรงพลังเท่าไหร่ คือเราชอบความสลับซับซ้อนทางโครงสร้างการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้มากๆ คือถ้าทำดีๆมันจะกลายเป็นหนังแนว Alain Robbe-Grillet ได้เลย แต่น่าเสียดายที่ “รายละเอียดในบท” มันไม่ได้ทรงพลังมากนัก ถึงแม้ว่าโครงสร้างของบทหรือตัวไอเดียหลักของหนังมันเข้าทางเรามากๆก็ตาม

--WHAT A WONDERFUL WORLD (จิรภัทร ทวีชื่น, ธนวัฒน์ นุ่มเจริญ, ภูธน ทองตัน, A+30) เราเข้าใจว่าเป็นหนังที่อาจจะทำขึ้นเพื่อสอนให้นักเรียนรู้จักเก็บขยะ และรักษาความสะอาด แต่ดูแล้วนึกว่าเป็นหนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Vera Chytilova และ Ingmar Bergman นอกจากนี้ การใช้ soundtrack ของหนังเรื่องนี้ก็รุนแรงมาก และมันรุนแรงตรงที่มันคาบเกี่ยวระหว่างความเป็น diegetic sound, non-diegetic sound ด้วย เพราะนางเอกจะมาพร้อมกับเพลงประหลาดๆตลอดเวลา ซึ่งปกติแล้วเพลงที่ปรากฏพร้อมกับตัวละครแบบนี้มันจะเป็น non-diegetic sound แต่ปรากฏว่านางเอกหนังเรื่องนี้พกวิทยุธานินทร์ติดตัวไปด้วยตลอดเวลา มันก็เลยกลายเป็น diegetic sound ในแบบที่พิสดารมากๆ


--WHAT IS HIPSTER (จักรพันธ์ ศรีวิชัย, documentary, A+20) ชอบคำถามที่ว่า “พระพุทธเจ้าเป็น hipster หรือเปล่า” มากๆ

MAGIC MIKE XXL (2015, Gregory Jacobs, A+30)

MAGIC MIKE XXL (2015, Gregory Jacobs, A+30)

--ฉาก Andie MacDowell ในหนังเรื่องนี้นี่นึกว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก FACES (1968, John Cassavetes)

--ไม่เคยรู้สึกว่า Jada Pinkett Smith เป็นนักแสดงที่มีฝีมือมาก่อน จนกระทั่งได้ดูหนังเรื่องนี้ บทของเธอในหนังเรื่องนี้นี่คิดว่าน่าจะมีกะเทยหลายคนอยากทำท่าทางเลียนแบบมากๆ

--ฉากบ้านของ Jada Pinkett Smith ในหนังเรื่องนี้นี่คลาสสิคมากๆๆๆๆๆๆ


--ชอบมากกว่าภาคแรกเยอะเลย สาเหตุส่วนนึงคงเป็นเพราะภาคนี้มันมีเรื่องความ insecure ทางหน้าที่การงาน และความกังวลเรื่องอายุเข้ามาด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่เราชอบ

Wednesday, July 15, 2015

NATCHA (2015, Abhisit Wongwaitakarn, A+10)

NATCHA (2015, Abhisit Wongwaitakarn, A+10)

--เป็นหนังแนวที่ชอบมากๆ นั่นก็คือหนัง feel bad เกี่ยวกับหญิงสาวที่ซ่อนความรุนแรงไว้ในตัวเอง เราว่าหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องได้น่าสนใจ และคุมโทนอารมณ์หนังได้ดีในระดับนึง

--ฉากที่ชอบที่สุดคือฉากที่เด็กสาว 4 คนคุยกันหน้ากระจก เพราะเราชอบเคมีเวลาตัวละครหญิงแร่ดๆเลวๆหลายๆตัวมาอยู่ด้วยกันหรือมาปะทะกัน เราว่าวิธีการถ่ายทำฉากนี้ก็ออกมาในแนวที่เราชอบด้วย เพราะฉากนี้ไม่ได้โคลสอัพตัวละครแต่ละตัว คือกล้องไมได้ทำหน้าที่เร้าอารมณ์ในฉากนี้น่ะ กล้องปล่อยให้เราสังเกตพฤติกรรมและคำพูดของตัวละครเหล่านี้ในแบบที่ค่อนข้างเย็นชา ซึ่งเราชอบวิธีการแบบนี้

--ที่ว่าหนังเล่าเรื่องได้น่าสนใจ ก็คือว่าหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องย้อนหลัง เพราะฉะนั้นแทนที่มันจะเป็นหนังทริลเลอร์ มันก็เลยกลายเป็นหนัง psychological study แทน

--แต่ถ้าหากเทียบกับหนังแนวเด็กสาวโรคจิตด้วยกันเองแล้ว เราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังเรื่องอื่นๆ สาเหตุนึงอาจจะเป็นเพราะว่า เรารู้สึกขำกับตอนจบของหนังเรื่องนี้น่ะ คือในระหว่างที่ดูเราจะเอาใจช่วยนางเอกในระดับนึง คือเหมือนกับเราคาดหวังว่า พอถึงตอนจบ เราจะได้พบว่านางเอก “มีเหตุผลที่ดีพอ” ในการลุกขึ้นมาทำเช่นนั้น แต่พอตอนจบมันกลับกลายเป็นว่า นางเอกแค่ถูกด่าว่าอีอ้วน แล้วเธอก็ร้องกรี๊ด แล้วคำด่าแค่นั้นก็เป็นสาเหตุให้เกิดอะไรต่างๆตามมา เราก็เลยผิดหวังกับตัวละครนางเอกมากพอสมควร แล้วก็รู้สึกขำด้วย ที่คำด่าแค่นั้นทำให้ตัวละครตัวนี้ตัดสินใจทำอะไรแบบนั้นขึ้นมาได้

--อีกสาเหตุนึงที่ทำให้เราไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้แบบสุดๆ ก็คือเรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมี “พลังภายนอก” แต่มันไม่มี “พลังภายใน” น่ะ มันเหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้มันกระทบใจเราได้แค่ในระดับนึงเท่านั้น หรือแค่เปลือกๆของใจเราเท่านั้น แต่ไม่ได้แทงลึกเข้าไปในใจเราอย่างรุนแรงเหมือนหนังเด็กสาวโรคจิตเรื่องอื่นๆ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงกระทบเราได้แค่ “ภายนอก” เท่านั้น คือจริงๆแล้วมันอาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้กำกับ หรืออินเนอร์ในใจผู้กำกับด้วยนะ แต่มันอาจจะขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวของเราเองด้วย

สิ่งต่างๆที่จะเขียนถึงต่อไปนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับ NATCHA โดยตรงนะ แต่เกี่ยวกับรสนิยมส่วนตัวของเราเอง

คือการที่ NATCHA เล่าเรื่องถอยหลัง ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง MEMENTO (2000, Christopher Nolan) และ IRREVERSIBLE (2002, Gaspar Noé) น่ะ ซึ่งจริงๆแล้วเราก็ชอบหนังสองเรื่องนี้มากพอสมควร แต่ถ้าหากพูดถึงหนังของ Nolan และ Gaspar Noé โดยรวมๆแล้ว เราก็รู้สึกว่าหนังสองคนนี้กระทบเราแค่ “ภายนอก” แต่ไม่ได้สั่นสะเทือนเราถึง “ข้างใน” เหมือนๆกัน คือมันอาจจะเป็นรสนิยมส่วนตัวของเราเองแหละ ที่ไม่ได้รู้สึกรุนแรงเป็นการส่วนตัวกับหนังของ Christopher Nolan, Gaspar Noé และรวมไปถึง NATCHA ด้วย อีกเรื่องที่เราว่าเข้าข่ายนี้เหมือนกันคือ THE WORLD OF KANAKO (2014, Tetsuya Nakashima)

แต่ถ้าหากถามว่าแล้วหนัง feel bad เกี่ยวกับหญิงสาวที่ซ่อนความรุนแรงไว้ในตัวเรื่องไหนล่ะ ที่มันสั่นสะเทือนจิตวิญญาณเราได้แบบถอนรากถอนโคนจริงๆ เราก็ขอแนะนำให้ดูหนัง 3 เรื่องนี้จ้ะ ซึ่งก็คือ

1.LA CEREMONIE (1995, Claude Chabrol)
2. BREMEN FREEDOM (1972, Rainer Werner Fassbinder)
3. LOVELY RITA (2001, Jessica Hausner)


พอพูดถึงหนัง feel bad ที่มันมี “พลังภายนอก” กับ “พลังภายใน” แล้ว เราก็นึกถึงกรณีนี้ด้วย นั่นก็คือการสร้างหนังจากบทประพันธ์เดียวกันของ Leo Tolstoy นั่นก็คือหนังเรื่อง L’ARGENT (1983, Robert Bresson) กับ FROZEN LAND (2004, Aku Louhimies, Finland) คือหนังสองเรื่องนี้มันสร้างจากบทประพันธ์ของตอลสตอยเรื่องเดียวกันน่ะ แต่เรากลับรู้สึกว่า FROZEN LAND มันเป็นหนังที่ดีมากๆเรื่องนึง แต่มันมีแค่ “พลังภายนอก” เท่านั้น และมันอาจจะติดเพียงแค่ 100 อันดับหนังที่เราชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2005 แต่หนังเรื่อง L’ARGENT นี่แหละ ที่มันสั่นสะเทือนจิตวิญญาณเราอย่างถอนรากถอนโคนจริงๆ มันมี “พลังภายใน” จริงๆสำหรับเรา และมันติด 100 อันดับหนังที่เราชอบที่สุดตลอดกาล ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้ FROZEN LAND กับ L’ARGENT ถึงได้มีพลังที่แตกต่างจากกันอย่างรุนแรงขนาดนั้น ทั้งๆที่มันเล่าเรื่องเรื่องเดียวกัน เรื่องนี้อาจจะต้องให้นักวิจารณ์คนอื่นๆมาช่วยกันวิเคราะห์ให้คำตอบ แต่สำหรับเราแล้ว เรามองว่า NATCHA ก็เป็นหนังที่น่าพอใจมากๆเรื่องนึงเหมือนกับ FROZEN LAND นั่นแหละ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ทำให้เรารู้สึก “กินไม่ได้นอนไม่หลับ” หรือรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณในตัวเองถูกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเหมือนกับเวลาที่ดู L’ARGENT หรือหนังเรื่องอื่นๆของ Robert Bresson จ้ะ

TIMELESS VS. TOMORROW OF YESTERDAY

TIMELESS (Nuttorn Kungwanklai, A+30) กับ TOMORROW OF YESTERDAY (2015, Atis Kitsupapaisan, A+30) เป็นหนังที่เหมาะจะฉายควบกันในวันเดียวกันแบบนี้มากๆ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้เป็นการจับเอา moment เล็กๆของหนุ่มสาวสองคนเหมือนกัน แต่เป็น moment เล็กๆที่ซึ้งมากๆและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ภายในมากๆ นอกจากนี้ ตัวละครผู้ชายในหนังสองเรื่องนี้อาจจะมีอะไรบางอย่างคล้ายกันด้วย คือถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ตัวละครผู้ชายในหนังทั้งสองเรื่องนี้น่าจะชอบหรือแอบชอบนางเอกของเรื่อง แต่สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาไม่ได้เป็นแฟนของนางเอก อาจจะเป็นเพราะเขาไม่ได้รักนางเอกอย่างหัวปักหัวปำจนถึงขั้นที่ทำให้เขา “พยายามมากพอ” ที่จะจีบนางเอก/รั้งนางเอกเอาไว้ หรือสารภาพรักออกมา โดยใน TOMORROW OF YESTERDAY นั้น มันมีฉากที่นางเอกกับพระเอกทะเลาะกันในร้านมินิมาร์ท และบทสนทนานั้นเหมือนจะบอกเป็นนัยว่า นางเอกคิดว่าพระเอกไม่ได้แคร์ฝ่ายหญิงมากพอหรืออะไรทำนองนี้ (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด) ส่วนใน TIMELESS นั้น มันมีฉากที่พระเอกนางเอกคุยกันเรื่องการไปเที่ยวภูเขาอะไรสักแห่ง ซึ่งนางเอกชอบไปมาก แต่พระเอกไม่ยอมไป โดยบอกว่าจะไปภูเขาแห่งนั้นก็ต่อเมื่อมันมีรถกระเช้าแล้วเท่านั้น ซึ่งบทสนทนานี้นอกจากจะบอกถึงรสนิยมที่ต่างกันของทั้งคู่แล้ว มันยังทำให้เราคิดต่อไปอีกด้วยว่า มันสื่อถึงการที่พระเอก “ไม่พยายาม” จะจีบนางเอกจริงๆหรือเปล่า

แต่เราตัดสินยากมากนะว่าชอบหนังเรื่องไหนมากกว่ากันระหว่าง TIMELESS กับ TOMORROW OF YESTERDAY  เพราะมันดีทั้งคู่ จุดที่เราชอบมากๆใน TIMELESS ก็คือการแสดงของคุณสมชาย วชิระจงกลในบทพระเอก เราว่าเขาเล่นได้เป็นธรรมชาติมากๆ และเราว่าหนังเรื่องนี้เลือก moment มาได้ดีสุดๆ คือ moment ช่วงท้ายนี่เราแทบลงไปตายในห้องฉายเลย มันคือ moment  ที่พระเอกกับนางเอกนั่งหลับอยู่ในห้อง แล้วมีลมพัดผ่านเบาๆ เราเห็นม่านหน้าต่างปลิวไสว เห็นพัดลม แล้วก็เห็นรูปถ่ายโพลารอยด์ของนางเอกน่ะ เราว่า moment นั้นมันพีคสุดๆสำหรับเรา เพราะมันเป็น moment ที่ตัวละครหลับใหล ไม่พูด แต่เราได้ฟังทั้งสองพูดกันมามากแล้วก่อนหน้านี้ คือพอเราได้รับรู้ข้อมูลของตัวละครทั้งสองมามากพอแล้ว แล้วเราได้เห็น moment ที่ตัวละครทั้งสองนั่งหลับอยู่ในห้องแบบนี้ มันเหมือนกับ moment นั้นมันไม่ได้ “ยัดข้อมูล” ให้เราอีกต่อไปน่ะ แต่ moment นั้นได้ให้เวลาแก่เราในการประมวลข้อมูล ให้เวลาในการปล่อยให้ข้อมูลที่เราได้รับรู้มาก่อนหน้านี้ค่อยๆซึมลึกเข้าไปในหัวใจของเรา ให้เวลาแก่เราในการจินตนาการถึงอดีตของตัวละครและความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจของตัวละคร ให้เวลาแก่เราในการนึกถึง moment ของความสุขเล็กๆของเรา ความสุขที่เราอาจจะเคยมีในอดีตเมื่อเราได้อยู่ใกล้ๆคนที่เราแอบชอบ โดยที่เราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าได้แอบมองเขา หรือความสุขของการได้อยู่ในห้องนิ่งๆที่มีสายลมเอื่อยๆพัดผ่าน หลังจากที่เคยผ่านอดีตแห่งความรักและความผิดหวังในรักมาแล้ว และไม่รู้ว่าอนาคตจะต้องอยู่ตัวคนเดียวไปอีกนานเพียงใด

แน่นอนว่า TIMELESS คือหนังที่เราชอบที่สุดในบรรดาหนังของคุณ Nuttorn ที่เราอาจจะเคยดูมาแล้วประมาณ 30 เรื่อง

ส่วน TOMORROW OF YESTERDAY นั้น จริงๆแล้วมันก็เหมือนหนังดีๆของ ICT ศิลปากรอีกหลายๆเรื่อง ที่นำเสนอความรักของคนหนุ่มสาวออกมาได้อย่างนุ่มนวลและตราตรึงใจมากๆ คือจริงๆแล้วเราแอบตั้งชื่อหนังกลุ่มนี้ว่าหนังกลุ่ม TLC ซึ่งย่อมาจาก TENDER LOVE IN COLLEGE และเราแอบตั้งชื่อหนังกลุ่มนี้เมื่อสองปีก่อน ตอนที่มีหนังเรื่อง BE_WHERE (2013, Pornsiri Tonbaisri), FRIENDS SHIFT (2013, Boonyarit Wiangnon), I CAN’T TELL YOU WHY (2013, Anan Pakbara), A MOMENT (2013, Siriporn Chorjiang),  POINT OF VIEW (2013, Praneet Charuphan-ngam), และ SOME RECOLLECTIONS OF YOU (2013, Chatrawut Chalayondecha) ออกฉาย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นลูกๆของหนังอย่าง DISTANCE (2010, Chonlasit Upanigkit) อีกทีนึง แต่พอปี 2014 ก็ดูเหมือนหนังกลุ่มนี้จะซาๆลงไป อย่างไรก็ดี พอปี 2015 เราก็ดีใจที่ได้เห็นหนังกลุ่มนี้ออกมาอีก อย่างเช่นเรื่อง TOMORROW OF YESTERDAY และ I DON’T KNOW (Tanakrit Kantiudom)

ส่วนจุดที่ทำให้เราชอบ TOMORROW OF YESTERDAY มากเป็นพิเศษ ก็คือ

1.การที่หนังดูเหมือนจะคิด “อดีต” ของตัวละครคู่นี้มาดีมาก คือตอนแรกที่เราได้เห็นพระเอกกับนางเอก เราก็คิดว่าทั้งสองอาจจะเหมือนกับหนุ่มสาวทั่วๆไปที่แอบชอบกัน และไม่ได้มีอดีตอะไรที่ซับซ้อน แต่พอทั้งสองทะเลาะกันในฉากมินิมาร์ท เราก็เลยพบว่าจริงๆแล้วทั้งคู่มีอดีตที่ซับซ้อนมากพอสมควร จนเราคิดตามไม่ทันว่าจริงๆแล้วทั้งคู่เคยมีความสัมพันธ์ขั้นไหน อะไรยังไงมาก่อน แต่การที่เราคิดตามไม่ทันในการดูรอบแรกมันไม่ใช่ข้อเสียของหนังนะ เพราะหนังไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรแบบนี้ทั้งหมด

2.ชอบที่หนังจบโดยไม่ต้องมีอะไร drama มากมาย ไม่มีการสารภาพรัก ไม่มีฉากพระเอกวิ่งไล่ตามรถแท็กซี่ เราว่าหนังตัดจบได้ดีมากๆ

3.แต่ปัจจัยที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เพราะหนังเรื่องนี้เลือกใช้โลเกชั่นที่เรามีอดีตน่ะ 555 คือถ้าเข้าใจไม่ผิด หนังเรื่องนี้ใช้ฉากใกล้ๆถนนราชดำเนิน-กรมรด.น่ะ และเป็นฉากตอนประมาณ 5 ทุ่ม หนุ่มสาวเดินทอดน่องคุยไปคุยมาเรื่อยๆ เราก็เลยรู้สึกพีคมากๆกับหนังตรงจุดนี้ เพราะเราเองก็เคยเดินแถวนั้นตอนเที่ยงคืนถึงตีสามน่ะ คือเมื่อประมาณ 17 ปีก่อน เราเคยแอบชอบเกย์หนุ่มอยู่สองคน แล้วตอนนั้นมีเทศกาลหนังอียูหรือเทศกาลหนังอะไรสักอย่างจัดที่ศาลาเฉลิมกรุง พอหนังฉายเสร็จตอน 4-5 ทุ่ม เรากับเกย์หนุ่มสองคนนั้นก็เดินทอดน่อง คุยไปคุยมาแถวศาลาเฉลิมกรุง, กรมรด. คือเดินคุยวนเวียนกันแถวนั้นน่ะแหละ จนถึงตีสาม แล้วก็จบลงด้วยการที่เกย์หนุ่มสองคนนั้นแยกตัวไปนอนด้วยกัน ส่วนเราก็กลับบ้านคนเดียว จบ 555

แต่คืนนั้นมันเป็นหนึ่งในคืนที่เรามีความสุขมากๆเลยนะ พอเราได้เห็นหนังเรื่องนี้มีฉากหนุ่มสาวสองคนเดินคุยกันตอน 5 ทุ่มในสถานที่แบบนี้ เราก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันพีคสุดๆสำหรับเรา


จริงๆแล้วหนังอีกเรื่องที่เหมาะฉายควบกับ TOMORROW OF YESTERDAY มากๆคือ STILL (2008, Wisarut Deelorm, 52min, A+30) เพราะ STILL ก็พูดถึง “ความเปลี่ยนแปลงของชีวิต” และ “ความรู้สึกที่เคยมีให้กันในอดีต” เหมือนๆกัน

Sunday, July 12, 2015

SOME THAI SHORT FILMS SEEN ON SUNDAY, JULY 12

ชอบ STAR (พันธวิศย์ เทพจันทร์, 20min, A+30) มากๆ มันเป็นเหมือน mockumentary เบื้องหลังการถ่ายทำหนังเรื่องนึงที่ออกแนวอีโรติกหน่อยๆ ตอนแรกเรานึกว่ามันเป็นสารคดีจริงๆ พอดูไปสัก 5 นาทีถึงค่อยแน่ใจว่ามันเป็น mockumentary จุดที่เราชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้คือการที่หนังแสดงให้เห็นว่า ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรือเหมาะกับสถานะและบทบาทของตนเองจริงๆ มนุษย์ทุกคนต่างก็มีทั้งความเหมาะสมและไม่เหมาะสมกับสถานะที่ตนเองดำรงอยู่ คือเราชอบหนังที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนมี flaws น่ะ และหนังเรื่องนี้ก็ออกมาในแนวทางนั้น แต่อาจจะไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ตรงๆ คือหนังเรื่องนี้เจาะไปที่ตัวละครนำ 3 ตัว ซึ่งก็คือนักแสดงที่จะมาเล่นเป็นพระเอก (เขาน่ารักสุดๆในสายตาของเรา), นักแสดงที่จะมาเล่นเป็นนางเอก ซึ่งตัวนักแสดงเป็นสาวเซ็กซี่ แต่เธอต้องมารับบทสาวเซอร์ และนักแสดงที่จะมาเล่นเป็นนางรอง ซึ่งบุคลิกในชีวิตจริงของเธอเหมาะกับการเป็นสาวเซอร์ๆมากกว่า ในขณะที่ตัวพระเอกเองนั้นก็ไม่เคยมีประสบกามมาก่อนเลย แต่ต้องมารับบทขึ้นเตียงกับสาวเซ็กซี่ คือ conflict ในเรื่องคือการที่นักแสดงแต่ละคนมีความไม่เหมาะกับบทที่ตัวเองได้รับ แต่ถึงแม้แต่ละคนสลับบทบาทกัน ก็ไม่มีใครสามารถรับบทบาทใดได้อย่างสมบูรณ์แบบอยู่ดี ทุกคนต่างก็มีความ “พร่อง” ต่อบทบาทของตนเองทั้งนั้นแม้จะสลับบทบาทกันแล้ว และประเด็นนี้ของหนังก็เลยทำให้เรานึกถึงบทบาทต่างๆของมนุษย์ในชีวิตจริง และเราก็ชอบมากๆที่หนังทำให้เรานึกถึงการที่มนุษย์เราต่างก็ต้องพยายามรับบทบาทต่างๆไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่มีทางเป็นอะไรที่ “สมบูรณ์แบบ” ได้

THE CREEPY THINGS FROM 7TH FLOOR (Panupat Leangpanich, A+15) เป็นหนังที่ไอเดียดีสุดๆ ที่ล้อเลียน cliche ต่างๆทั้งในหนังรัก, หนังครอบครัว และหนังผี แต่เราว่าจังหวะตลกหรือจังหวะต่างๆของหนังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นถึงแม้ไอเดียของหนังจะดีมากๆ แต่อารมณ์ของหนังอาจจะยังไปได้ไม่สุดเท่าใดนัก ส่วน THAK LIFE (พิพัฒน์ เจริญขวัญ, A+30) นี่จัดเป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดในบรรดาหนังที่ได้รับอิทธิพลจาก Apichatpong Weerasethakul ได้เลย เพราะปกติแล้วหนังที่ได้รับอิทธิพลจากพี่เจ้ยมักจะเป็นหนังอาร์ตนิ่งช้า อย่างเช่นหนังของเอกลักษณ์ มาลีทิพย์วรรณ แต่หนังเรื่อง THAK LIFE เป็นหนังตลกแบบเซอร์เรียล และมันเอาลักษณะต่างๆในหนังของพี่เจ้ยมายั่วล้อได้อย่างขำขันและน่ารักมากๆ นอกจากนี้ ฉากตั้งกล้องนิ่งหน้าอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินนี่คลาสสิคมากๆ การแสดงในฉากนั้นนึกว่าละครเวทีแนว absurd

THE LORD BE WITH YOU (อภิชาติ จีรวัชรากร, A+10) เราชอบประเด็นเรื่องท่าทีของนางเอกที่มีต่อสถาบันศาสนา คือหนังเรื่องนี้ไม่ได้ด่าสถาบันศาสนา แต่มุ่งเป้าไปที่เฉพาะตัวละครนางเอกหรือคนแบบนางเอกที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมืออะไรบางอย่าง คือการเข้าหาศาสนาของนางเอกหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับเรื่องราวความบ้าผู้ชายของเธอ และเธอก็มองสถาบันศาสนาเหมือนเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่หนทางในการยกระดับจิตใจแต่อย่างใด นอกจากนี้ เราว่าหนัง treat เรื่องราวความบ้าผู้ชายของนางเอกและตัวละครนางเอกได้ดีพอสมควรด้วย แต่สาเหตุที่เราไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้แบบสุดๆอาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้อินกับตัวนางเอกมากนักน่ะ เพราะเราไม่ใช่คนแบบที่จะไปสวดภาวนาให้ดาราคนไหนน่ะ และเราก็ไม่ใช่คนแบบที่จะจินตนาการว่าตัวเองจะใส่ชุดเจ้าสาวเข้าโบสถ์อะไรทำนองนี้ แต่เราจะอินกับตัวละครนางเอกถ้าหากมีฉากนางเอกสำเร็จความใคร่ให้ตัวเองขณะดูรูปดาราหนุ่มเกาหลี อะไรทำนองนี้มากกว่า สรุปว่าสาเหตุที่เราชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+10 เป็นเพราะว่าเราชอบที่นางเอก “บ้าผู้ชาย” แต่สาเหตุที่เราไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+30 เป็นเพราะว่านางเอกหนังเรื่องนี้ไม่ได้ “เงี่ยนผู้ชาย” จริงๆ 555

ส่วนหนังเรื่อง THE INNOCENT GIRL (กนกพร ท้าวฬา/บวรลักษณ์ สมรูป, A+20) นั้น เราชอบมากๆเพราะมันเป็น Alfred Hitchcock + Brian De Palma มากๆ คือเราชอบ Brian De Palma มากในระดับนึงน่ะ ก็เลยดีใจมากที่มีคนไทยทำหนังแบบ Brian De Palma ออกมา คือเป็นหนังทริลเลอร์ โรคจิต ที่อาจจะเน้นสไตล์และ form มากกว่าจะเน้นไปที่การลงลึกความเป็นมนุษย์ และหนังของ Brian De Palma บางเรื่องมีการสร้างตัวละครแนว femme fatale ที่น่าประทับใจมากๆเหมือนในหนังเรื่องนี้

THE NIGHT AT STUDIO ONE (พชร พิทักษ์จำนงค์, A+30) นี่ซึ้งมากๆ และสาเหตุที่เราชอบคือสาเหตุที่คล้ายๆกับที่เราชอบหนังเรื่อง STAR (พันธวิศย์ เทพจันทร์, A+30) ที่เราเพิ่งเขียนไป นั่นก็คือเราชอบหนังที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์หลายๆคนอยู่ในสถานะหรือบทบาทที่ไม่เหมาะสมกับตนเองเท่าไหร่ คือในหนังเรื่องนี้มันแสดงให้เห็นว่า คนแต่ละคนในวงดนตรีอาจจะไม่ได้รับ “ตำแหน่ง” ที่เหมาะสมกับตนเอง แต่ถ้าหากเราเปิดใจให้กว้าง ไม่ยึดติดกับตำแหน่งของตนเองมากเกินไป มันก็จะดี และวันนึงเราอาจจะต้องยอมรับความจริงที่ว่า สิ่งที่เราทำอยู่ หรือสิ่งที่เราทำมานานแล้ว มันไม่เหมาะกับตนเองจริงๆ จริงๆแล้วสิ่งที่เหมาะกับเรามันคือตำแหน่งอื่นหรือบทบาทอย่างอื่น คือจุดนี้ของหนังมันทำให้นึกถึงชีวิตจริงของเรากับเพื่อนเราน่ะ เพื่อนเราบางคนอาจจะเก่งการออกแบบเครื่องแต่งกายมากๆ แต่ต้องทำงานเป็นครูสอนฟิสิกส์ เพื่อนเราอีกคนอาจจะเก่งภาษาอังกฤษมากๆ แต่ต้องเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ มันเหมือนกับว่ามนุษย์หลายคนมันไม่ได้อยู่ในจุดที่เหมาะสมกับตนเองจริงๆ และมนุษย์แต่ละคนต้องดิ้นรนมากพอสมควร กว่าจะหาจุด/บทบาท/ตำแหน่งที่เหมาะสมกับตนเองจริงๆ ได้

คือหนังเรื่องนี้หยิบมาแค่ moment เล็กๆ moment เดียวเท่านั้นน่ะ นั่นก็คือ moment ที่วงดนตรีวงนึงทะเลาะกันในคืนๆเดียว แต่ไอ้ moment เดียวนี่แหละ มันสามารถสะท้อนความจริงที่น่าเศร้าในชีวิตมนุษย์ได้ดีมากๆเลย


อีกจุดที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ก็คือว่า หนังทั่วๆไปจะ treat “คนที่ได้เปล่งความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง” เป็นพระเอกของเรื่องน่ะ และ treat “คนที่พยายามจะยึดครองตำแหน่งของตัวเองต่อไปตามเดิม” เป็นผู้ร้ายของเรื่อง แต่หนังเรื่องนี้กลับ treat คนที่พยายามจะยึดครองตำแหน่งต่อไป เป็นพระเอกของเรื่อง มันก็เลยดีมากๆ เพราะนอกจากมันจะไม่เหมือนหนังทั่วๆไปแล้ว มันยังซึ้งและเจ็บปวดสุดๆด้วย คือแทนที่หนังจะโฟกัสไปที่อารมณ์ “ในที่สุดฉันก็ได้เปล่งความสามารถที่แท้จริงของตนเองออกมาเสียที” หนังกลับ focus ไปที่อารมณ์ “ในที่สุดฉันก็ต้องยอมรับว่า ฉันอาจจะไม่ได้เก่งจริง มีคนที่เก่งกว่าฉันอยู่ใกล้ๆตัวฉัน” ซึ่งอารมณ์แบบที่สองนี่มันสร้างความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงมาก