Saturday, January 24, 2026

SO CAN I

 

ใน 8 เรื่องนี้ เราเคยดูแค่ AT BERKELEY (2013, Frederick Wiseman, 244min, A+30) กับ THE STORE (1983, A+30)

 

Nostalgic Song: I’VE GOT NEWS FOR YOU (1991) – Feargal Sharkey

++++++

หนึ่งในสิ่งที่เรามักทำเวลารู้สึกเศร้า ๆ คือ “นึกถึงอดีตช่วงที่มีความสุข” โดยเฉพาะช่วงที่เราเรียนมัธยมปลายหรือมหาลัย ในปี 1988-1994

 

วันนี้อยู่ดี ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า เราชอบคำด่าของเพื่อนมัธยมคนนึงของเรามาก ๆ คือเราจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นเพื่อนของเราด่าใคร แต่คำด่ามันประมาณว่า “เห็นอีนี่แล้วนึกว่าอีนี่เพิ่งเข้าร้านทำผม แล้วบอกช่างทำผมว่า ขอทำผมทรงลินดา แต่ตัดผมไปตัดผมมา อยู่ดี ๆ ผมเสือกกลายเป็นหมอย อีนี่เลยกลายเป็นสาวยำถ่อยบนหนังหัว”

 

แล้วเราก็ชอบคำด่านี้มาก ๆ เพราะเราชอบจินตนาการภาพเหตุการณ์ว่า ถ้าหากตัวเองอยู่ในร้านทำผม แล้วเห็นเหตุการณ์ “ผมกลายเป็นหมอย” แล้วภาพเหตุการณ์มันจะออกมาเป็นอย่างไร คือพอเราพยายามจินตนาการภาพเหตุการณ์ตามประโยคนี้ แล้วมันทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

 

ก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำถึงประโยคนี้ไว้หน่อย ไม่รู้ว่าถ้าหากมีฉาก “ผมกลายเป็นหมอย” ในภาพยนตร์ มันจะถือเป็นฉากแบบ fantasy, surreal หรือ magical realism 55555

+++++++

เพิ่งเห็นว่า Geeta Gandbhir ได้เข้าชิงออสการ์ถึง 2 สาขาในปีเดียวกัน ทั้งสาขาหนังสารคดียอดเยี่ยมจาก THE PERFECT NEIGHBOR และสาขาหนังสารคดีสั้นยอดเยี่ยมจาก THE DEVIL IS BUSY อยากรู้ว่าเธอทำบุญด้วยอะไร 55555

++++

 

SO CAN I (1975, Abbas Kiarostami, Iran, 4min, A+30)

 

1. ชอบดนตรีประกอบของหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เหมือนหนังเรื่องนี้เลือกใช้ “เครื่องดนตรี” ต่างประเภทกันไป ในการใช้ประกอบความเคลื่อนไหวของสัตว์ต่าง ๆ ทั้งจิงโจ้, หนอน, หนู, ม้า, ปลา, ลิง และนก

 

แต่เสียดายที่เราไม่มีความรู้เรื่องเครื่องดนตรี เราก็เลยจำแนกเสียงไม่ได้ว่า เครื่องดนตรีไหนใช้ประกอบสัตว์ตัวไหนบ้าง

 

เราเดาได้แค่ว่า หนอนกับปลา นี่น่าจะใช้เครื่องเป่า พวกปี่, ขลุ่ย อะไรพวกนี้ แต่ปลาจะใช้เครื่องเป่าที่มีเสียงแหลมมาก ๆ จนคล้ายกับการผิวปาก

 

เครื่องดนตรีบางอันนี่ทำให้นึกถึงพวก synthesizer, ดนตรีอิเล็กโทรนิกมาก ๆ ด้วย

 

เครื่องดนตรีที่เราชอบที่สุดคืออันที่ใช้พูดถึง “นก” แต่เราเดาไม่ออกว่ามันคือเครื่องดนตรีอะไร น่าจะเป็น “เครื่องดีด” อย่างนึงหรือเปล่า

 

ถ้าใครฟังออกว่าเครื่องดนตรีไหนใช้ประกอบสัตว์อะไร ก็บอกมาด้วยนะคะ

 

2. พอเราได้ดู “หนังสำหรับเด็ก” ของ Abbas Kiarostami แล้ว เราก็เลยนึกถึงหนังสำหรับเด็กของ Harun Farocki ด้วย เรื่อง BEDTIME STORIES: BRIDGES, RAILWAYS, SHIPS, CATS (1977, Harun Farocki, West Germany, A+30) เห็นได้เลยว่า ทั้ง Abbas Kiarostami และ Harun Farocki นี่เป็นอัจฉริยะจริง ๆ ขนาดทำ “หนังสำหรับเด็ก” ยังทำออกมาได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้

 

ก็เลยรู้สึกว่า มันน่าสนใจดีที่ผู้กำกับบางคนทำได้ดีทั้งหนังสำหรับเด็กและสำหรับผู้ใหญ่ นอกจาก Abbas Kiarostami และ Harun Farocki แล้ว เราก็นึกถึงพวกผู้กำกับหนังแอนิเมชั่น อย่าง Michel Ocelot และ Lotte Reiniger ด้วย และอาจจะรวมไปถึง Barry Jenkins ที่กำกับทั้ง MOONLIGHT (2016) และ MUFASA: THE LION KING (2024)

 

เราดู SO CAN I ฟรีออนไลน์ทาง lecinemaclub

Wednesday, January 21, 2026

EVERY REVOLUTION IS A THROW OF THE DICE

 

JUNJI ITO CALENDAR 2026 ใครที่ซื้อมันมา จะได้เจอเรื่องตื่นเต้นระทึกใจทุกคืนในปีนี้ 55555 (ล้อเล่นค่ะ)

 

ที่มาบุญครองมีขายเสื้อยืดที่เกิดจากการ collab กันระหว่าง Junji Ito กับ Hello Kitty ด้วย เสียดายที่ไม่มีไซส์ XL (เราเดาว่าไซส์นี้น่าจะขายหมด) เราก็เลยไม่ได้ซื้อมาใส่

 

ซื้อแฟ้มเอกสารมาให้ลูกหมีใช้ มาจากแอนิเมชั่นเรื่อง FREE! (2013-2018) ที่เราไม่เคยดูมาก่อน

 

Favorite Soundtrack: FREE (1997) – Ultra Naté ในภาพยนตร์เรื่อง ROOFMAN (2025, Derek Cianfrance, A+30)

 

น้ำตาจะไหลตอนที่ท่วงทำนองเพลงนี้ดังขึ้นมาในช่วงกลางของหนังเรื่อง ROOFMAN คือพอเพลงนี้ดังขึ้นมาปุ๊บ กูก็คิดถึง DJ STATION สีลมซอยสอง ในช่วงปี 1997 ในทันที มันคือเพลงที่ผูกโยงเราเข้ากับความทรงจำที่มีต่อ DJ STATION มาก ๆ

 

FREE
https://www.youtube.com/watch?v=JgRBkjgXHro

+++

 

เรายังไม่เคยดู RAMPANT (2018, Kim Sung-hoon, South Korea, 121min) กับ MIDWAY (2019, Roland Emmerich, 138min) เลย จะไปดูดีไหมนะ

 

อยากดู PELELIU: GUERNICA OF PARADISE (2025, Goro Kuji)

 

อยากดู TOKYO TAXI (2025, Yoji Yamada), NIGHT FLOWER (2025, Eiji Uchida, 124min) และ 1ST KISS (2025, Ayuko Tsukahara)

 

CUTTING THROUGH ROCKS (2025, Mohammadreza Eyni, Sara Khaki, Iran, documentary, 95min) น่าดูสุดขีด หนังเรื่องนี้ได้รางวัล Grand Jury Prize จาก Sundance Film Festival ด้วย

++++

 

พอเห็นว่า HULA GIRLS (2006, Lee Sang-il) เคยได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และเห็นว่า 366 DAYS (2025, Takehiko Shinjo) ได้เข้าชิงรางวัลต่าง ๆ ในปีนี้ ฉันก็ได้ข้อสรุปในทันทีว่า ผลรางวัล JAPAN ACADEMY นี้คงไม่ได้รับประกันว่าหนังมันจะตรงกับรสนิยมของฉันสักเท่าไหร่ 555 สมกับได้ชื่อว่าเป็น “รางวัลออสการ์” ของญี่ปุ่นจริงๆ เพราะเราก็เลิกสนใจรางวัลออสการ์นับตั้งแต่ BRAVEHEART (1995, Mel Gibson) ชนะรางวัลออสการ์หนังยอดเยี่ยมเป็นต้นมา (คำว่า เลิกสนใจ ในที่นี้ หมายถึงว่า ถ้าหากหนังที่เราเกลียดมาก ๆ ชนะรางวัลออสการ์ เราก็รู้สึกเฉย ๆ และรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติที่หนังที่เราเกลียดมาก ๆ จะชนะรางวัลออสการ์)

++++++

 

PARASAKTHI (2026, Sudha Kongara, India, 161min) จะเข้าฉายในกรุงเทพแล้ว น่าดูสุดขีด หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับการที่ประชาชนในรัฐทมิฬนาดูลุกขึ้นต่อต้านกฎหมายอินเดียที่กำหนดให้ใช้ภาษาฮินดีเป็นภาษาทางการ

 

หนังเรื่องนี้จะเข้าฉายในไทยในเวอร์ชั่นภาษาทมิฬนะ

++++

 

EN RACHÂCHANT (BY REACHING) (1982, Danièle Huillet + Jean-Marie Straub, 7min, A+30)

 

เพิ่งรู้ว่า Straub + Huillet เคยสร้างหนังจากบทประพันธ์ของ Marguerite Duras ด้วย แต่ถ้าหากไม่มีคนบอก เราก็เดาไม่ออกหรอกนะว่า หนังเรื่องนี้สร้างจากงานของ Duras 55555 เราว่าอารมณ์ของหนังมันทำให้นึกถึงหนังของ Luis Bunuel อะไรแบบนั้นมากกว่า

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ e-flux

 

EVERY REVOLUTION IS A THROW OF THE DICE (1977, Danièle Huillet + Jean-Marie Straub, 10min, A+30)

 

กราบตีน ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป หนังของ Straub + Huillet คือหนึ่งในนิยามของคำว่า LIMITLESS CINEMA ของจริง หนังของสองคนนี้หลาย ๆ เรื่องช่วยขยายขอบเขตของ CINEMA ในมุมมองของเราออกไปได้ไกลกว่าผู้กำกับคนอื่น ๆ อย่างรุนแรงมาก

 

หนังเรื่องนี้ให้คนกลุ่มหนึ่งมาท่องบทกลอน A THROW OF THE DICE WILL NEVER ABOLISH CHANCE ของ Stéphane Mallarmé ในจุดที่เคยเกิดการสังหารหมู่ประชาชนใน La Commune ในปี 1871 โดยตัวบทกลอนนั้นมันพิสดารอย่างสุดขีดมาก ๆ เหมือนเป็นกลอนที่สร้างขึ้นจากคำที่กระจัดกระจาย เกี่ยวกับกัปตันเรือและการทอดลูกเต๋าบนเรือท่ามกลางพายุ หรืออะไรทำนองนี้ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ

 

เหมือนหนังเรื่องนี้มันทำลาย “การสื่อสาร” จนพังพินาศ แตกหักเป็นเสี่ยง ๆ แต่พอ “การสื่อสาร” มันถูกทำลายไปจนหมด เรากลับมองเห็น “ความเป็นไปได้” อันมากมายไม่รู้จบ ในการปล่อยให้หัวของเรารับรู้คำแต่ละคำในหนัง เชื่อมโยงคำเหล่านี้เข้าด้วยกัน และประกอบสร้างความรู้สึก/จินตนาการ/ความคิดต่าง ๆ จากความเป็นไปได้อันมากมายของการรับรู้คำแต่ละคำ โดยไม่ถูกการสื่อสารบดบังความเป็นไปได้เหล่านั้น

 

I worship Danièle Huillet + Jean-Marie Straub ของจริง

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ e-flux

 

Monday, January 19, 2026

CROSSING THE DATELINE AND TIME DILATION (4)

 

เตือนภัย คนที่จะไปดูงาน video installations ในนิทรรศการ CROSSING THE DATELINE AND TIME DILATION (4) ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ต้องเผื่อเวลาเอาไว้ให้ดีนะคะ

 

เพราะในนิทรรศการนี้มีงาน video installations เป็นจำนวน 5 งาน และใช้เวลาดูรวมกันราว 90 นาที ค่ะ

 

1. THE IMAGES ON VIDEO MACHINES IN PARALLEL 5 (ATTEMP 2) (TIME AND SPACE AS ODDITY WORLD 3) (2025, Komson Nookiew, video installations, A+30)

 

ใช้เวลาดูราว 10 นาที ตัวภาพไม่ได้มีอะไรมาก แต่สิ่งที่เราชอบสุดขีดก็คือตัว projector ที่เลื่อนไปเลื่อนมาตามรางตลอดเวลา

 

2. KNITTING HORN COVERS FOR A MUSKOX (2023, Shiro Masuyama, video installation, about 40 mins, A+30)

 

วิดีโอเกี่ยวกับอลาสกาและ Greenland ซึ่งเป็นวิดีโอที่ทำขึ้นในปี 2023 แต่เราได้มาดูมันในปี 2026 ในช่วงที่คนทั้งโลกกำลังจับตา Greenland พอดี

 

3. HAMMOCK SYNCHRONIZATION (2023, Leopold Kessler, Austria, video documentation, 3min, A+30)

 

4. PHANTOM ISLAND (2009, Jun Yang, video installation, 8min, A+30)

 

5. FENCE + SHIP (2020, Susanna Schoenberg, video installation, about 30min, A+30)

 

วิดีโอเกี่ยวกับการสั่งซื้อลูกกรงเหล็กจากต่างประเทศ แล้วให้ผู้ขายขนส่งลูกกรงเหล็กนี้มาทางเรือ เรา “ยืนดู” วิดีโอนี้ราว 30 นาที แต่รู้สึกว่ามันคุ้มค่ามาก ๆ ชอบอย่างสุดขีดคลั่งมาก ๆ เตรียมไปนอนรอชิง TOP TEN ปลายปี 2026 ได้เลย

+++

 

ดู RENTAL FAMILY (2025, Hikari, Japan/USA, A+25) แล้วแอบนึกถึงตัวเอง เพราะเวลาที่เรากลับถึงบ้าน เราก็มักจะทักทายลูกหมีว่า Tadaima อยู่เสมอ

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/24961226286884407

 

Sunday, January 18, 2026

MY FAVORITE FILMS ABOUT TRADITIONAL PERFORMANCES OR PLAYERS

 

เมื่อวานไปกินโดนัทที่ร้าน Tim Hortons เขาแจก stickers มาด้วย เราชอบ sticker “เกิดมาทำไม” มาก ๆ นึกว่าเห็นประโยคนี้แล้วเราสามารถคิดอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ได้เป็นชั่วโมง ๆ 55555

+++

 

รูปเราที่ Reading Room สาขาแรกตรงถนนเจริญกรุง น่าจะถ่ายในช่วงปี 2009-2010 จำได้ว่าช่วงนั้นเราไปดูหนังที่ Reading Room 3 ครั้งได้มั้ง เราน่าจะไป Reading Room ครั้งแรกในวันที่ 5 ธ.ค. 2009 เพื่อดูหนังเรื่อง CLASS RELATIONS (1983, Jean-Marie Straub + Daniele Huillet, West Germany, A+30)

 

และเราก็ไป Reading Room ครั้งที่สองในวันที่ 19 ธ.ค. 2009 เพื่อดูหนัง 5 เรื่องของ Katsu Kanai ซึ่งประกอบด้วย THE DESERT ARCHIPELAGO (1969), GOOD-BYE (1971), THE KINGDOM (1973), DREAM RUNNING (1987) และ GRASSHOPPER’S ONE-GAME MATCH (1988)


หลังจากนั้นเราก็น่าจะได้ไป Reading Room อีกทีในวันที่ 13 ก.พ. 2010 เพื่อดูหนังเรื่อง


Sherlock Jr. (Buster Keaton/1924/US) 45 mins

Life (Artavazd Peleshyan/1993/Armenia) 7 mins

End (Artavazd Peleshyan/1994/Armenia) 10 mins

Bread and Alley (Abbas Kiarostami/1970/Iran) 10 mins

April (Otar Ioseliani/1962/Georgia)  45 mins

Darkness/ Light / Darkness (Jan Svankmajer / 1990/ Chezh) 8 mins

Inextinguishable Fire (Harun Farocki /1969/German) 21 mins

Spring (Yevgeny Yufit /1987 /USSR) 10 mins

Fortitude (Yevgeny Yufit/1988/USSR) 3 mins

Superbia (Ulrike Ottinger/1986/German)16 min

Rocky VI (Aki Kaurismaki /1986/Finland) 9 min

Psy Show (Marina de Van/1999/FR) 22 min

The Skywalk is Gone (Tsai Ming Liang/2002/Taiwan) 25 min

+++

MY FAVORITE FILMS ABOUT TRADITIONAL PERFORMANCES OR PLAYERS

 

พอเราได้ดู KOKUHO (2025, Lee Sang-il, Japan, A+30) แล้วก็เลยทำลิสท์นี้ดีกว่า เป็นลิสท์ภาพยนตร์สุดโปรดของเราที่มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับ “การแสดงแบบโบราณ หรือแบบเก่า ๆ” โดยลิสท์นี้เน้นไปที่หนัง fiction เป็นหลัก

 

ONLY ONE FILM PER COUNTRY

 

1. ...AND THE MOON DANCES (1995, Garin Nugroho, Indonesia)

เกี่ยวกับนักแสดงระบำแบบโบราณของอินโดนีเซีย ซึ่งรวมถึงระบำที่ให้ผู้หญิงถือปืนพกร่ายรำไปมาด้วย

 

2. CHUNHYANG (2000, Im Kwon-taek, South Korea)

เกี่ยวกับการแสดง Pansori ของเกาหลี

 

3. DUSE (2025, Pietro Marcello, Italy)

เกี่ยวกับการแสดงละครเวทีในอิตาลีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

 

4. I AM WHAT I AM (2021, Sun Haipeng, China, animation)

เกี่ยวกับการแสดงเชิดสิงโต

 

5. THE KING IS DANCING (2000, Gérard Corbiau, France)

เกี่ยวกับกษัตริย์หลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศสผู้ทรงมี passion ทางการแสดงมาก ๆ เนื้อเรื่องเริ่มต้นในปี 1653

 

6. KOKUHO (2025, Lee Sang-il, Japan, 174min)

เกี่ยวกับการแสดง Kabuki

 

7. THE LIBERTINE (2004, Laurence Dunmore, UK)

เกี่ยวกับการแสดงละครเวทีในอังกฤษในช่วงราวปี 1675

 

8. THE ROAD SHOW ละครเร่ (1969, Prince Bhanubandhu Yugala พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล, Thailand)

เกี่ยวกับคณะละครรำที่ประสบความยากลำบาก เมื่อพระเอกประจำคณะ (มานพ อัศวเทพ) ถอนตัวออกจากคณะ และหันไปเป็นนักร้องไนท์คลับแทน

 

9. VANAPRASTHAM (1999, Shaji N. Karun, India)

เกี่ยวกับนักแสดง Kathakali ซี่งเป็นการแสดงประจำรัฐ Kerala ของอินเดีย

 

10. WHITE NIGHTS (1985, Taylor Hackford, USA)

เกี่ยวกับนักเต้นบัลเลต์ชาวรัสเซีย

 

 

Saturday, January 17, 2026

KOKUHO VS. SUKEBAN DEKA

 

“สมบัติชาติ” ปะทะ “สิงห์สาวนักสืบ”

 

อานิสงส์จากการดู KOKUHO หรือ “สมบัติชาติ” (2025, Lee Sang-il, Japan, 174min, A+30) คือการที่หนังเรื่องนี้ทำให้เราสงสัยว่า “เครื่องแต่งกาย” ของหนึ่งในตัวละครผู้ร้ายที่สำคัญที่สุดของละครโทรทัศน์ “สิงห์สาวนักสืบ ภาคสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, A+30) น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก เครื่องแต่งกายของนักแสดงละคร Kabuki เรื่อง TWO LIONS ที่ประพันธ์ขึ้นในปี 1872 หรือเปล่า ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ หรือว่าเครื่องแต่งกายแบบนี้มันใช้ในการแสดงแบบอื่น ๆ ของญี่ปุ่นด้วย คือเราไม่มีความรู้เรื่องวัฒนธรรมญี่ปุ่น เราก็เลยสงสัยตรงจุดนี้ แต่ถ้าหากใครมีความรู้เรื่องวัฒนธรรมญี่ปุ่น ก็มาช่วยตอบได้นะคะ

 

 คือการแต่งตัวของนักแสดงละครคาบูกิเรื่อง TWO LIONS นี่มันคล้ายกับเครื่องแต่งกายของนางมารร้ายตัวสำคัญใน SUKEBAN DEKA II มาก ๆ มันเป็นตัวละครนางมารร้ายที่มีฉากหน้าเป็น “เด็กสาวในโรงเรียนไฮสกูล” แต่จริง ๆ แล้วเธอมีความสามารถทางการต่อสู้ขั้นสูงมาก และเธอกับพรรคพวกของเธอสามารถเอาชนะยูกิโนะและ “สิงห์สาวลูกแก้ว” ได้ด้วย จนในที่สุด “สิงห์สาวหน้ากากเหล็ก” ต้องออกโรงมาจัดการกลุ่มคนร้ายนี่ด้วยตัวเอง และเนื่องจากการต่อสู้ครั้งนี้มันรุนแรงมาก นางเอกเลยไม่ได้ใช้แค่เพียง “ลูกดิ่งสิงห์สาว” เป็นอาวุธเท่านั้น แต่นางเอกต้องใช้ “หน้ากากเหล็ก” เป็นอาวุธด้วย ในขณะที่นางมารร้ายใช้ “วิกผมคาบูกิ” เป็นอาวุธ

 

ดูคลิป “สมบัติชาติ” ปะทะ “สิงห์สาวนักสืบ” ได้ในคอมเมนท์

https://www.youtube.com/watch?v=o3MaCvi_mIw

https://en.wikipedia.org/wiki/Renjishi

 

Friday, January 16, 2026

ZAA, THE LITTLE WHITE CAMEL

 

วันนี้ไปดูหนังที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เสร็จแล้วก็มากินอาหารที่ร้าน PATTA X THE BACKYARD ใกล้ ๆ หอภาพยนตร์ อาหารอร่อยดี วันหลังคงกลับมากินอีก ร้านเปิด 16.00-24.00 น. ในวันจันทร์ถึงศุกร์ และเปิด 11.30-24.00 น.ในวันเสาร์อาทิตย์

+++

เพื่อนถ่ายรูปนี้มา บอกว่านั่งรถไฟฟ้าวันนี้ 14 ม.ค. 2026 แต่รถไฟฟ้ามันบอกว่าวันนี้เป็นวันที่ 1 ม.ค. 1970 รุนแรงมาก อยากให้เกิดมิติกาลเวลาบิดเบี้ยว ทวิภพ บุพเพสันนิวาส SOMEWHERE IN TIME รักเอยไม่เคยเลยลับ นั่งรถไฟฟ้าวันนี้แล้วพอลงจากสถานีกลายเป็นปี 1970 จริง ๆ กูจะได้รีบขายตัวให้จีไอในทันที Nobuhiko Obayashi ยังต้องไหว้ THE PROSTITUTE WHO LEAPT THROUGH TIME

+++

 

ในที่สุด สิ่งที่ค้างคาใจเรามานาน 40 ปี ก็จะได้รับการคลี่คลายเสียที

 

การ์ตูนเรื่อง SUKEBAN DEKA สิงห์สาวนักสืบ (1975-1982) ของ Shinji Wada เป็นการ์ตูนที่เราชอบสุดขีดตอนเด็ก ๆ เราเคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ซึ่งในเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นนั้น มันพิมพ์จนจบไปนานแล้ว แต่ฉบับแปลไทยมันพิมพ์ไม่จบ มันค้างเติ่งอยู่กลางเรื่อง เหมือนฉบับแปลไทยมันออกเล่มสุดท้ายในช่วงราว ๆ ปี 1987 มั้ง ตอนที่เราอยู่ม. 3 แล้วมันก็ไม่มีการตีพิมพ์ออกมาอีกเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องราว mystery thriller มี “ปริศนาลับ” ที่ยังค้างคา ไม่ได้รับการคลี่คลายอยู่ราว ๆ 10 ปริศนา อะไรทำนองนี้ แล้วคือกูก็ยังคาใจกับอีปริศนาลับที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายนี้ตลอดเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 1987 จนถึงปี 2026

 

คือเหมือนคุณได้อ่านนิยายของ Agatha Christie แล้วไม่ได้อ่าน 100 หน้าสุดท้ายของนิยายเล่มนั้นน่ะ มันทรมานใจมาก ๆ แล้วมันต้องแบกความสงสัย ค้างคาใจแบบนี้มาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา

 

เราก็เลยดีใจสุดขีดที่ได้รับข้อมูลในช่วงปลายปีที่แล้วว่า มีคนเอาการ์ตูนเรื่องนี้มาแปลเป็นไทยจนจบแล้ว เราก็เลยสั่งซื้อมา มี 22 เล่มจบ เมื่อกี้เราลองเช็คดูแล้ว พบว่าในช่วงต้นทศวรรษ 1980 นั้น การ์ตูนเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นไทยจนถึงเล่มที่ 17 เท่านั้น โดยเนื้อหาตั้งแต่เล่มที่ 18-22 หรือ 5 เล่มสุดท้ายนี่ ไม่ได้รับการแปลเป็นไทยในตอนนั้น

 

ในที่สุด สิ่งที่เรารอคอยมานาน 40 ปี ก็จะได้รับการตอบสนองเสียที ฮือๆ เรียกได้ว่า นี่คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีใจมากที่สุดในชีวิตเลย

+++

 

งงว่า โรงหนัง ONE ULTRA SCREENS ที่ห้าง ONE BANGKOK กลายเป็นส่วนหนึ่งของโรงหนัง “เครือเมเจอร์” ไปแล้วเหรอ เพราะเว็บไซต์ของเมเจอร์มีโรงหนังนี้อยู่ด้วย แต่เพจของ ONE ULTRA SCREENS ไม่เห็นมีบอกอะไรเรื่องนี้

++++

 

VAA VAATHIYAAR (2026, Nalan Kumarasamy, India, 129min) เข้าฉายแล้วตามโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ แต่เรางงกับเครื่องหมาย ML/- ว่ามันคืออะไร มันหมายความว่าหนังเรื่องนี้พูดภาษาทมิฬ โดยไม่มีซับไตเติลทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยเหรอ

++++

 

ZAA, THE LITTLE WHITE CAMEL (1960, Yannick Bellon, France/Tunisia, 23min, A+30)

 

ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังของ Yannick Bellon เสียที หลังจากได้ยินแต่ชื่อของเธอมาเป็นเวลานานราว 20 กว่าปีแล้ว

 

ชอบสีสันในหนังเรื่องนี้มาก ๆ หนังทศวรรษ 1940-1960 นี่มันให้สีที่สะใจดีจริง ๆ

 

ชอบการบันทึก landscape ของ Tunisia ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ ด้วย

 

เราดูหนังเรื่องนี้ออนไลน์ในเว็บไซต์ของ lecinemaclub

 

BEING JOHN SMITH (2024, John Smith, UK, documentary, 24min, A+30)

 

ดูได้ฟรีทางเว็บไซต์ Festival Scope

 

MAN NUMBER 4 (2024, Miranda Pennell, UK, about Palestine, documentary, 10min, A+30)

 

Highly recommended for fans of Harun Farocki

 

ดูได้ฟรีทางเว็บไซต์ Festival Scope

 

อันนี้เป็นหนังเรื่องที่สองของ Miranda Pennell ที่เราได้ดู โดยก่อนหน้านี้เราเคยดูหนังเรื่อง WHY COLONEL BUNNY WAS KILLED (2010, Miranda Pennell, 27min, A+30) ซึ่งเราชอบสุดขีดเหมือนกัน

 

L’AVANCE (2024, Djiby Kebe, France, 18min, A+30)

 

ชอบสุดขีด เหมือนหนังมันแสดงให้เห็นเพียงแค่เสี้ยวนิดเดียวในชีวิตของตัวละคร แต่ตัวหนังมันส่งผลสะเทือนต่อใจเราอย่างรุนแรงมาก กราบตีนมาก ๆๆ

ดูได้ฟรีทางเว็บไซต์ Festival Scope

 

CITY OF POETS (2024, Sara Rajaei, Netherlands, about Iran, documentary, 21min, A+30)

 

ดูได้ฟรีทางเว็บไซต์ Festival Scope

 

Tuesday, January 13, 2026

TEERANIT SIANGSANOH

 

เฉลย รูปนี้มาจาก DARK THEATRE โรงมืด ภาค 1-4 (2025, Teeranit Siangsanoh, 95min, A+30)

 

เราเอารูปนี้มาใช้ในเกม เผื่อมีใครที่ชอบดูเทศกาลหนังสั้นมาราธอน หรือมีแฟนคลับของ Teeranit Siangsanoh แวะเวียนมาเล่นเกมนี้

 

คือถ้าหากพูดถึงผู้กำกับหนังไทยที่มีอะไรบางอย่างคล้าย ๆ  Béla Tarr แล้ว นอกจาก Chanasorn Chaikitiporn ที่ได้รับอิทธิพลมาโดยตรง เราก็นึกถึง Teeranit Siangsanoh นี่แหละ โดยเฉพาะหนังยุคแรก ๆ ของ Teeranit ที่ชอบทำหนัง post-apocalypse ทุนต่ำ ถ่าย landscape รกร้างแถว ๆ พระโขนง แล้วมาติ๊ต่าง สมมุติว่าเป็นโลกอนาคต dystopia

 

คือ Teeranit ไม่ต้องเสียเงินเป็นล้าน ๆ บาทสร้างฉากอะไรเลย เขาแค่เลือก location รกร้าง พงหญ้าแถว ๆ พระโขนง (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วใช้ gaze ที่วิเศษมาก ๆ ของเขาไปจับภาพมันมา ก็ได้เป็นหนังเกี่ยวกับ “โลกอนาคต” ที่ให้ความรู้สึกละม้ายคล้ายกับหนังของ Andrei Tarkovsky ได้แล้ว

 

แต่เนื่องจากเรา “ขี้เกียจ” ไปเปิดดีวีดีหนังเก่า ๆ ของ Teeranit เพื่อเลือกภาพจากหนังเก่า ๆ เหล่านั้น เราก็เลยใช้วิธีเลือกภาพจากหนังของ Teeranit ที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด ซึ่งก็คือภาพจากหนังเรื่อง โรงมืด ที่เพิ่งเข้าฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนในเดือนพ.ย. 2025 นี่แหละ เป็นภาพที่ใกล้ตัวดี ไม่ต้องค้นนาน 55555

 

แต่จริง ๆ แล้ว Teeranit เหมือนไม่ได้รับอิทธิพลจาก Béla Tarr นะ เราเข้าใจว่าหนังยุคแรก ๆ ของเขาได้รับอิทธิพลจาก Derek Jarman มากกว่า อย่างไรก็ดี ในบรรดาผู้กำกับภาพยนตร์ไทยนั้น เราว่าเขาเป็นหนึ่งในคนที่สามารถทำหนังที่เทียบเคียงกับ Béla Tarr และ Andrei Tarkovsky ได้มากที่สุดคนนึง โดยเฉพาะหนังอย่าง

 

1. LAST OF THAILAND ความทรงจำของเศษดาว (2009, Teeranit Siangsanoh, 24 min)

 

2. IN THE CITY ในเมืองร้อนกับค่ำคืนที่ว่างเปล่า (2010, Teeranit Siangsanoh, 51min)

 

3. DARK WORLD โลกมืด (2010, Teeranit Siangsanoh, 53min)

 

4. THE LIGHT HOUSE แสงสุริยะ (2011, Teeranit Siangsanoh, 44min)

 

5. THE BURNT-OUT STAR ดาวที่ไหม้ไฟ (2012, Teeranit Siangsanoh, 66min)

 

และเราก็ดีใจสุดขีดที่คุณ Warut เห็นภาพจากหนังเรื่อง “โรงมืด” ของ Teeranit แล้วเดาว่ามันอาจจะมาจากหนังของ Michelangelo Antonioni เราดีใจมาก ๆ เพราะสิ่งนี้มันแสดงให้เห็นในทางอ้อมว่า หนังของ Teeranit มันมีความงดงามและศักภาพที่น่าสนใจสุดขีดจริง ๆ

 

 

เล่นเกมนี้ได้ที่
https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0UWbvSQAapUW7ywmo5GymVgE7cxxWiReQLbV2U2hCZBjaj9oA7DCcNnSH6RPyZp9Rl

+++

 

I worship PETER HUJAR’S DAY ชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้มันเป็น “ความธรรมดา” ซ้อนกัน 2 ชั้น เพราะมันนำเสนอ

 

1. เหตุการณ์ขณะ A สัมภาษณ์ B โดยที่ไม่ได้มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้นในระหว่างการสัมภาษณ์

 

2. แล้วเนื้อหาที่สัมภาษณ์ ก็เป็น “วันธรรมดาวันหนึ่งในชีวิตของ B

 

เราก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันไปไกลกว่า “หนังสัมภาษณ์” เรื่องอื่น ๆ ที่เน้นไปที่ “เรื่อง dramatic ในชีวิตของผู้ให้สัมภาษณ์”

Sunday, January 11, 2026

LAST FILMS SEEN IN 2025 AND FIRST FILMS SEEN IN 2026

 

เราเติบโตมากับเครื่องพิมพ์ดีด Olympia และเคยต้องไปเรียนพิมพ์ดีดที่โรงเรียนสอนพิมพ์ดีดตรงสามย่านในช่วงที่เราเรียนม. 4 ในปี 1987 ปรากฏว่าครูก็แค่ให้หนังสือสอนพิมพ์ดีดเรามานั่งหัดพิมพ์เองกับเครื่องพิมพ์ดีดในร้าน ครูไม่ได้มาสอนอะไรพวกเราโดยตรง เรากับเพื่อน ๆ ก็เลยนั่งพิมพ์ประโยคบ้า ๆ บอ ๆ ประเภท "ช่องเจ็ดหี กะหรี่เพื่อนเรา" "ใครจู๋ใหญ่อย่ามาขวาง เพราะหีอำพรางจะไม่จำพราก" อะไรประเภทนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วพวกเราก็ไม่ได้ไปโรงเรียนสอนพิมพ์ดีดอีก เพราะอย่างนี้เราก็สามารถนั่งฝึกเองกับตำราสอนพิมพ์ดีดที่บ้านก็ได้

++++

 

หนังที่แม่หมีเลือกให้ลูกหมีดูใน “วันเด็ก”

 

Only one film per country

In alphabetical order

 

1. BEFORE THE STORM (2000, Reza Parsa, Sweden)

 

2. BLACK BREAD (2010, Agustí Villaronga, Spain)

 

3. THE CHILD AND THE SOLDIER (2000, Reza Mirkarimi, Iran)

 

4. COME AND SEE (1985, Elem Klimov, Soviet Union, 142min)

 

5. FORGET ME NOT ผลิรักไม่รู้โรย (2010, Naphat Chaithiangthum, Thailand, queer film, 30min)

หนังเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ แต่ภาพมัวมาก

 

6. MONDOMANILA, OR: HOW I FIXED MY HAIR AFTER A RATHER LONG JOURNEY (2010, Khavn, Philippines, A+30)

 

7. MURMUR OF THE HEART (1971, Louis Malle, France)

 

8. MUSASHINO HIGH VOLTAGE TOWERS (1997, Naoki Nagao, Japan)

 

9. SHOESHINE (1946, Vittorio De Sica, Italy)

 

10. SOUS-SOL (1996, Pierre Gang, Canada)

 

ความเห็นของเราที่มีต่อ MONDOMANILA, OR: HOW I FIXED MY HAIR AFTER A RATHER LONG JOURNEY (2010, Khavn, Philippines, A+30)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10219247207674349&set=a.10218747653865816

+++

 

เฉลย รูปนี้มาจาก HARD TO BE A GOD (2013, Aleksei German, Russia, 177min)

 

เป็นเราก็ตอบไม่ได้หรอกว่า รูปนี้มันมาจากใคร เพราะรูปมันไม่บอกอะไรเลย 55555 แต่ถ้าใครเคยดู HARD TO BE A GOD เวอร์ชั่นของ Aleksai German น่าจะจำได้ดีว่า มันเป็นหนังที่ให้ความรู้สึกถึง “ความสกปรกของพื้นโคลน” อย่างรุนแรงมาก

 

เราจงใจเลือกรูปที่ดูใกล้เคียงกับหนังของ Béla Tarr มากที่สุดด้วยแหละ

 

จริง ๆ แล้วรูปที่น่าจะบ่งบอกถึง HARD TO BE A GOD ได้ดีที่สุด คือรูปที่เห็น “เครื่องแต่งกายของตัวละคร” ที่คล้ายเครื่องแต่งกายในยุโรปยุคกลาง แต่ถ้าหากเห็นเครื่องแต่งกายของตัวละครปุ๊บ เพื่อน ๆ ก็จะรู้ได้ในทันทีว่า มันไม่ใช่หนังของ Béla Tarr เพราะ Béla Tarr ไม่เคยทำหนังเกี่ยวกับอัศวิน, ยุโรปเมื่อ 500 ปีก่อน คือถ้าหากเห็นเครื่องแต่งกายของตัวละคร เพื่อน ๆ ก็อาจจะตัดตัวเลือกเหลือได้เป็น Aleksei German กับ Andrei Tarkovsky เพราะ Andrei Tarkovsky เคยกำกับ ANDREI RUBLEV (1966) ที่มีตัวละครแต่งชุดโบราณ ๆ เหมือนกัน

 

เราก็เลยตัดสินใจเลือกรูปนี้จาก HARD TO BE A GOD มาใช้ในเกม เพราะมันดูหลอกให้นึกถึงหนังของ Béla Tarr มากที่สุด

 

Aleksei German เคยกำกับหนังเพียงแค่ 6 เรื่อง แต่เราเคยดูเพียงแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ HARD TO BE A GOD นี่แหละ เราอยากดูหนังอีก 5 เรื่องของเขามาก ๆ ทั้ง THE SEVENTH COMPANION (1968), TWENTY DAYS WITHOUT WAR (1977), MY FRIEND IVAN LAPSHIN (1985), TRIAL ON THE ROAD (1986) และ KHRUSTALYOV, MY CAR! (1998)

 

KHRUSTALYOV, MY CAR! เคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วย

 

เล่นเกมนี้ได้ที่
https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02YYCdvDN9VSQPh6HrxwYLkhvFMrGvtFcD5A8YSK4BucKnmd4aCJ4Sid8UbxEHVvAVl

+++

 

FIREFLIES (2021, Pauline Curnier Jardin, Italy, 7min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับ “กลุ่มกะหรี่เรืองแสง” ริมถนนในกรุงโรม นึกว่าสามารถปะทะกับหนังของ Werner Schroeter ได้สบาย ๆ เลย ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

เราดูหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ของ e-flux หนังกำลังจะหมดอายุในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่

https://www.e-flux.com/film/6736167/fireflies-lucciole

++++

 

A MAN AND TWO OLDER WOMEN (2016)

+ A MAN AND TWO OLDER WOMEN: 10 YEARS LATER (2026)

+++

 

บันทึกรักของบุญกึ่ม MEMORY OF LOVE BOONGOM (2011, Somghad Meyen) นี่ถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time เลย

+++

 

เฉลย ภาพนี้มาจาก LANDSCAPE 101 01 1101 01... (2007, Sompot Chidgasornpongse, 28min, A+30)

 

1. สาเหตุนึงที่เราเลือกภาพนี้มาใช้ในเกมเป็นเพราะว่า พอพูดถึง Béla Tarr เราก็จะนึกถึง desolate landscape ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่พบได้ไม่บ่อยมากนักในภาพยนตร์ไทย เพราะว่าไทยเป็นประเทศในเขตร้อน เพราะฉะนั้นภูมิทัศน์ในหนังไทยหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงหนังของ Apichatpong Weerasethakul ก็เลยมักจะเป็นป่าไม้รกทึบ อุดมสมบูรณ์ มีพืชพรรณต่าง ๆ อยู่ในฉากนั้น

 

เพราะฉะนั้นพอเรานึกถึง Béla Tarr และ desolate landscape เราก็เลยนึกต่อไปอีกว่า มีหนังไทยเรื่องไหนที่นำเสนอภาพ “ป่าที่ถูกไฟเผาผลาญจนเหลือแต่ซาก” บ้างไหม ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแรกที่เรานึกถึง เราก็เลยนำภาพจากหนังเรื่องนี้มาใช้ในเกม

 

2. เราคิดว่าภาพนี้มันมีทั้งความยากและความง่ายในตัวมันเอง ความยากก็คือว่า หนังเรื่อง LANDSCAPE 101 01 1101 01... นี่เคยฉายในไทยในปี 2008 แต่หลังจากนั้นก็แทบจะไม่เคยได้ฉายในไทยอีกเลยมั้ง

 

3. ส่วนความง่ายก็คือว่า เราเพิ่งแปะภาพนี้ลงในเฟซบุ๊กของเราเองในวันที่ 22 ส.ค. 2025 หรือเมื่อ 4 เดือนก่อน เพื่อใช้ประกอบงานเขียนเกี่ยวกับ Sompot Chidgasornpongse เพราะฉะนั้นเราก็เลยถือว่า ภาพนี้น่าจะเพิ่งผ่านสายตาเพื่อน ๆ ของเราเองไปเมื่อ 4 เดือนก่อนนะ และเป็นภาพที่ถูกระบุว่ามาจากหนังของ Sompot อย่างชัดเจน ถ้าใครเผอิญจำตรงนี้ได้ก็จะตอบได้เลย 55555

 

4. หนังเรื่อง LANDSCAPE 101 01 1101 01... (2007, Sompot Chidgasornpongse, 28min, A+30) นี้ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจส่วนตัวของเราด้วยแหละ เพราะว่าเว็บไซต์ของคุณ Sompot เขา quote สิ่งที่เราเขียนเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไปแปะไว้ในเว็บไซต์ของเขาด้วย

 

อันนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ของคุณ Sompot

 

SYNOPSIS

 

A home-video style recording brings the viewers to a field trip to see landscapes with James Benning and his students, and shows how the filmmaker is trying to capture a burnt forest with his digital equipment. Gradually, through digital manipulations from the shooting and the editing, the film becomes a lost voyage into a mysterious digitalized forest.

 

 

DIRECTOR'S STATEMENT

 

James Benning, a filmmaker and teacher, takes his students on a tour to one of his favorite spots in California. Film students bring their camera with them.

 

'Landscape 101 01 1101 01...' is a film about filmmaking. It reveals the filmmaking process through the filmmaker's perception. Instead of showing just the final already-thought-out images, the film uncovers the practice of looking for the right framing, focus, and exposure. The experiments, mistakes, and time spent, are also evident. Brightness and darkness are generated through digital manipulations. The act of filmmaking in progress becomes the narration of the film.

 

Space is clear and time is linear at first. Then through editing, both gradually become ambiguous. We are now lost and trapped in a dark digitalized forest, created by the filmmaker. James Benning is famous for his landscape films. This film is my version in response to his.

 

 

SELECTED SCREENINGS


2008 The 5th Bangkok Experimental Film Festival, Thailand

 

 

SELECTED REVIEWS


"I like some films which have no story, because they allow me to create a story of my own, though the director may not intend it. As for this film, there are some scenes that inspired me to imagine myself as the Mother Earth. I felt as if I was the Mother Earth visiting the burnt forest. The digitally blurred images of the burnt forest in this film make me feel as if I (the Mother Earth) was watching the burnt forest through my tears."

 

-Jit Phokaew

 

เล่นเกมนี้ได้ที่

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0UWbvSQAapUW7ywmo5GymVgE7cxxWiReQLbV2U2hCZBjaj9oA7DCcNnSH6RPyZp9Rl

++++

 

วันนี้ไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้าน C.P.S. COFFEE ที่ Terminal 21 Asoke เพราะว่า Starbucks ในห้างคนเต็มตลอดเวลา เราก็เลยต้องพยายามหาร้านกาแฟอื่น ๆ ที่มีที่นั่งว่าง

 

พบว่าในร้าน C.P.S. COFFEE นี้เปิดเพลง BACK TO LIFE (1989) ของ Soul II Soul น้ำตาจะไหล นึกถึงอดีตแห่งความสุขในปี 1989 มาก ๆ

++++

 

สรุปหนังปิดปี 2025 + หนังเปิดปี 2026

 

1. หนังสองเรื่องสุดท้ายที่เราได้ดูในปี 2025 ต่างก็เป็นหนังที่เราได้ดูในโรงภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง ซึ่งก็คือเรื่อง

 

1.1 YOU AND IDOL PRETTY CURE THE MOVIE: FOR YOU! OUR KIRAKILALA CONCERT! (2025, Koji Ogawa, Japan, animation, A+30) ที่เมเจอร์ รัชโยธิน ในวันที่ 31 ธ.ค. 2025

 

1.2 THREE KINGDOMS: STARLIT HEROES (2025, Meng Yu, Yuan Yuan, China, animation, A+30) ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน ในวันที่ 31 ธ.ค. 2025 ในฐานะหนังเรื่องสุดท้ายของปี

2. หนังเรื่องแรกที่เราได้ดูในปี 2026 เป็นหนังที่เราได้ดูออนไลน์ ซึ่งก็คือ THE FOUR TIMES (2010, Michelangelo Frammartino, Italy, A+30) โดยเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 1 ม.ค. 2026

 

3. หนังสารคดีเรื่องแรกที่เราได้ดูในปี 2026 เป็นหนังที่เราได้ดูออนไลน์ ซึ่งก็คือเรื่อง THE BRINK OF DREAMS (2024, Nada Riyadh, Ayman El Amir, Egypt, documentary, 102min, A+30) โดยเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 1 ม.ค. 2026

 

4. Video Installation งานแรกที่เราได้ดูในปี 2026 ก็คือ MO NUM EN TS (2025, Som Supaparinya, A+30) โดยเราได้ดูงานนี้ในวันที่ 2 ม.ค. 2026

 

5. หนังแอนิเมชั่นเรื่องแรกที่เราได้ดูในปี 2026 เป็นหนังที่เราได้ดูออนไลน์ ซึ่งก็คือเรื่อง INSPIRATION (1949, Karel Zeman, Czechoslovakia, animation, 11min, A+30) โดยเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 9 ม.ค. 2026

 

6. ในที่สุดเราก็ได้เข้าโรงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในปี 2026 ในวันที่ 11 ม.ค. โดยในวันนี้เราได้ดูหนังสองเรื่อง ซึ่งก็คือ

 

6.1 TU MERI MAIN TERA MAIN TERA TU MERI (2025, Sameer Vidwans, India, 145min, A- )

 

ถือเป็นหนังเรื่องแรกที่เราได้ดูในโรงภาพยนตร์ในปี 2026 และปรากฏว่า มีเราเป็น “ผู้ชมคนเดียวในโรง” ที่โรง SF TERMINAL 21 ASOKE รอบ 14.00 น. ในวันอาทิตย์ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด พอเปิดปีก็เจอประเด็น CINEMA IS DEAD เลย คนไม่มาดูหนังในโรงภาพยนตร์กันอีกต่อไปแล้ว แต่เราก็ผิดหวังกับหนังเรื่องนี้มากพอสมควร ก็เลยแอบไม่เศร้าใจกับความโหรงเหรงของผู้ชม 55555

 

ปรากฏว่าหนึ่งในสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในการมาดูหนังเรื่องนี้ ก็คือช่วง INTERMISSION ที่แทนที่จะเป็น “จอมืด” ไม่ฉายอะไรเลยเป็นเวลาราว 10 นาที แบบที่เราเคยเจอที่โรงเมเจอร์ เอกมัย ปรากฏว่าช่วง INTERMISSION ครั้งนี้กลับเต็มไปด้วย “โฆษณาร้านอาหารอินเดียในกรุงเทพ” ราว ๆ 10-15 ร้านได้มั้ง น่ากินสุดขีด เสียดายที่เราไม่ได้หยิบปากกาขึ้นมาจดชื่อร้านเอาไว้ เพราะเราไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน แต่ตอนนี้เราตั้งใจไว้แล้วล่ะว่า ถ้าหากเราเจอช่วง INTERMISSION แบบนี้อีก เราจะต้องหยิบปากกาขึ้นมาจดชื่อร้านอาหารอินเดียเหล่านี้เอาไว้ แล้วจะได้ตามไปกินในภายหลัง

 

6.2 DEAD TO RIGHTS (2025, Shen Ao, China, 137min, A+30)

 

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วเราก็ต้องนึกถึง DON’T CRY, NANKING (1995, Wu Ziniu, Taiwan, 120min, A+30) ซึ่งเคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์จีนในกรุงเทพในปี 1998 ซึ่งเป็นหนังที่ทำร้ายจิตใจเราอย่างรุนแรงมาก เพราะตอนนั้นเราแทบไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นองเลือดที่นานกิงมาก่อน เพราะฉะนั้นพอเราได้ดู DON’T CRY, NANKING ในปี 1998 เราก็เลยช็อคซีนีม่าไปเลย หนักมาก ๆ รุนแรงโหดร้ายมาก ๆ เรายังจำได้ดีเลยว่า พอฉายหนังเรื่องนี้จบ ทางเทศกาลภาพยนตร์ก็จัดงานเสวนาต่อ แล้วก็มีผู้เข้าร่วมเสวนาบางคนพูดเทียบเคียงเหตุการณ์ที่นานกิง กับเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ด้วย เพราะทั้งสองเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับการที่ประชาชนคนธรรมดาถูกรัฐบาลล้างสมอง จนกลายเป็น ”ปีศาจ” ลุกขึ้นมาเข่นฆ่าประชาชนที่ตนเองมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม อย่างโหดร้ายทารุณเหมือน ๆ กัน

 

เหมือนการที่เราได้ดูหนังเรื่อง DON’T CRY, NANKING ในปี 1998 นี่มันเปลี่ยน “มุมมองของเราที่มีต่อโลกมนุษย์” ไปมากพอสมควรเลยนะ

 

ในส่วนของ DEAD TO RIGHTS นั้น สิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่นิดเดียวก็คือว่า พอเราดูหนังเรื่องนี้แล้ว เราก็นึกถึงเหตุการณ์ทั้งที่ Myanmar และที่ Gaza ในยุคปัจจุบันนี้ด้วย

 

คือเหมือน “ประชาคมโลก” เคยเปิดโอกาสให้เกิดความทารุณโหดร้ายในนานกิงมาแล้วในปี 1937 และ “ประชาคมโลก” ก็เปิดโอกาสให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

 

แต่หลังจากเวลาผ่านมานาน 80-90 ปี เราก็ต้องตั้งคำถามว่า สังคมมนุษย์ได้พัฒนาขึ้นไปแล้วบ้างหรือเปล่า เมื่อนึกถึงสิ่งที่เราได้รับรู้เกี่ยวกับความทารุณโหดร้ายใน Myanmar ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หรือสิ่งที่เกิดขึ้นใน Gaza นับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา

 

 

Friday, January 09, 2026

KAREL ZEMAN

 

I’m sorry I don’t have it. But as for now, I usually go to see films in these theatres:

 

1. House Samyan

https://web.facebook.com/housesamyan

 

2. Cinema Oasis

https://web.facebook.com/cinemaoasis.bk

 

3. Thai Film Archive (It’s not in Bangkok, but very near Bangkok.)

https://web.facebook.com/ThaiFilmArchivePage

 

4. Bangkok Kunsthalle is a gallery which shows some films from time to time

https://web.facebook.com/BangkokKunsthalle

 

+++

 

เฉลย รูปนี้มาจาก THE CORRIDOR (1995, Sharunas Bartas, Lithuania)

 

แน่นอนว่าเราเลือกรูปนี้เพราะมันดูเข้าใกล้ความเป็น Béla Tarr มาก ๆ และเราต้องไม่เลือกรูปที่มี Yekaterina Golubeva อยู่ในรูป เพราะถ้าหากมี Golubeva อยู่ในรูป คนจะรู้ได้ในทันทีว่ามันมาจากหนังของ Sharunas Bartas 55555

 

เล่นเกมนี้ได้ที่

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0UgkvjYSKe4VWhbt9R45b5pip33Xo7ZhGHXKKw2TPnowaxiQDwspE42Gsz9DCP4tQl

 

++++

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 5

 

อีกประเด็นที่เราชอบมาก ๆ จากการได้คุยกับเพื่อน ๆ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คือการที่เพื่อนคนนึงบอกว่า เขาใช้ชีวิตอยู่แค่ใน “เขตปทุมวัน” มานานราวเดือนนึงได้แล้ว คือแทบไม่ได้ออกจากเขตปทุมวันเลย ทั้ง ๆ ที่เขตนี้มีพื้นที่เพียงแค่ราว 8.37 ตารางกิโลเมตร เพราะว่าบ้านของเขาอยู่ในแขวงรองเมือง ไปฟิตเนสในแขวงรองเมือง มาช้อปปิ้งแขวงวังใหม่ มาดูหนัง + โรงพยาบาลในแขวงปทุมวัน อะไรทำนองนี้ คือใช้ชีวิตวนเวียนอยู่แค่ใน “เขตปทุมวัน” ที่มีพื้นที่แค่ 8 ตารางกิโลเมตรได้นานเป็นเดือน ๆ โดยไม่มีความจำเป็นต้องออกจากเขตนี้เลย

 

เราก็เลยรู้สึกว่า มันน่าสนใจดี ที่เราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก ๆ ได้ โดยแทบไม่ต้องเดินทางออกไปไหนไกล ๆ เลย ชีวิตเราก็เท่านี้จริง ๆ ค่ะ

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่หนึ่ง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid029nPoF6GyRpFxrsLcowtESmnhEBUcyD5okyugUsK54nr3ymWXbnjooTZNUeVFFEgdl

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02TsMgWx9NFy1FEiqFZN8AD5aUNkTYvGmibWMzDQooGK5D7JwJZ5LfPhtfFtr9MqDJl

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สาม

https://web.facebook.com/photo?fbid=10241935362944051&set=a.10225118353249319

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 4

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10241947826815640&set=a.10225118353249319

++++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

คู่แรก

NIAGARA (1953, Henry Hathaway)

+ NIAGARA, NIAGARA (1997, Bob Gosse)

 

เห็น NIAGARA, NIAGARA ติดอยู่ในลิสท์หนังสุดโปรดประจำปี 2025 ของ Ratchapoom Boonbunchachoke เราก็เลยอยากดูหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Robin Tunney ได้รางวัลดาราหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิซด้วย

 

คู่สอง

LADY BIRD (2017, Greta Gerwig, A+30)

+ LADYBIRD LADYBIRD (1994, Ken Loach, UK)

 

คู่สาม

BANG (1997, Ash Baron-Cohen, USA, A+30)

+ BANG BANG (1971, Andrea Tonacci, Brazil, A+30)

 

อยากให้โรงภาพยนตร์ฉายหนังควบพวกนี้ในเวลาเดียวกัน คนดูจะได้งงเวลาซื้อตั๋ว 55555

+++

 

INSPIRATION (1949, Karel Zeman, Czechoslovakia, animation, 11min, A+30)

 

1. พอดูหนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้แล้วก็เลยไม่ประหลาดใจว่า ทำไมแก้วคริสตัลจาก “ประเทศเช็ก” ถึงมีชื่อเสียงโด่งดัง

 

2. หนังเรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของเราที่ว่า เราถูกโฉลกกับ “สีสัน” ของภาพยนตร์ในทศวรรษ 1940-1960 มาก ๆ ซึ่งเป็นยุคที่ภาพยนตร์เริ่มเปลี่ยนจากขาวดำไปเป็นหนังสี ซึ่งเราเคยพูดถึงประเด็นนี้ไปแล้วหลายครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงถูกโฉลกกับ “หนังสี” ในทศวรรษ 1940-1960 มากกว่าหนังสีในยุคปัจจุบัน

 

คือดูสีสันในหนังเรื่องนี้แล้วมันอิ่มอกอิ่มใจมาก ๆ

 

3. ไม่แน่ใจว่าสีหลักในหนังเรื่องนี้ มันคือ Cadmium Green หรือ Pine Green หรืออะไร แต่เราชอบสีเขียวในหนังเรื่องนี้มาก ๆ สวยเยิ้มมาก ๆ

 

4. I worship Karel Zeman อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของ Karel Zeman ที่เราได้ดู ต่อจาก A CHRISTMAS DREAM (1946) และ INVENTION FOR DESTRUCTION (1958) ที่เราเคยดูที่ Reading Room ในเดือนก.ย. 2016 ในงาน CZECH ANIMATIONS

 

พอเราได้ดูหนังของเขา 3 เรื่อง เราก็ขอยกให้ Karel Zeman เป็นปรมาจารย์ด้าน ANIMATION คนหนึ่งของโลกไปเลย

+++

 

THE RAJA SAAB (2026, Maruthi Desari, India) ซึ่งมีความยาวเพียงแค่ 190 นาที เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพแล้วนะ หนังเรื่องนี้นำแสดงโดย ประภาส Prabhas ที่ทุกคนรู้จักกันดีจาก BAAHUBALI (2015, S.S. Rajamouli, A+30), SAAHO (2019, Sujeeth, India, A+25) และ KALKI 2898 AD (2024, Nag Ashwin, A+30)

+++

ใครจะไปดู THE RAJA SAAB (2026, Maruthi Desari, India, 190min) ต้องระวังให้ดีนะ เพราะเหมือนบางรอบมันเป็นเวอร์ชั่น “พูดภาษาเตลูกู และไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ”

 

ถ้าใครฟังภาษาเตลูกูไม่ออก อย่างเช่นดิฉัน ก็ควรจะเลือกดูรอบที่พูดภาษาฮินดี และมีซับไตเติลภาษาอังกฤษค่ะ

++++

 

เตือนภัย

 

1. UNTAMA GIRU (1989, Go Takamine, Japan, 120min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. รอบ 14.30 น.

 

2. LINDA LINDA LINDA (2005, Nobuhiro Yamashita, Japan, 114min)

ฉายที่พารากอน วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. รอบ 11.00 น. ถ้าดูรอบนี้ ก็จะเดินทางไปดู UNTAMA GIRU ไม่ทัน

และก็มีฉายอีกทีในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. รอบ 16.00 น.

 

3. GHOST IN THE SHELL ภาคหนึ่งและสอง มีฉายในวันศุกร์ที่ 6 และเสาร์ที่ 7 ก.พ.

 

4. การเลือกตั้งสส.และการลงประชามติ มีในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. เวลา 08.00-17.00 น.

 

เพราะฉะนั้นต้องจัดตารางชีวิตฮิสทีเรียกันให้ดีนะคะ ก่อนที่จะกดซื้อตั๋ว GHOST IN THE SHELL และ LINDA LINDA LINDA

 

 

30 FAVORITE FILMS I SAW AT READING ROOM

 

การขุดรูปในอดีตนี่มันทำให้เรามีความสุขจนหยุดไม่ได้จริง ๆ

 

อันนี้คือรูปของตัวเราเองในวันที่ 1 มิ.ย. 2014 ที่ HAL เป็นรูปของเราตอนไปดูหนังสั้นชุด THAI AURORA AT THE HORIZON ที่ประกอบด้วยหนังของผู้กำกับสุดโปรดของเราหลายคน ซึ่งรวมถึง Harin Paesongthai, Boonyarit Wiangnon, Ukrit Sanguanhai, Manasak Khlongchainan, Karnchanit Posawat, etc.

 

รูปมาจากเพจ THAI AURORA AT THE HORIZON

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10241992599654933&set=a.10226669876036419

+++

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ถูกต้องจ้า น้อง Warut เก่งมาก ๆ มันคือ

FALLEN (2005, Fred Kelemen, Latvia)

 

เสียดายที่หารูปจากหนังของเขายากมาก ๆ รู้สึกว่าจริง ๆ แล้วภาพจากหนังของเขามันชวนให้สับสนกับหนังของ Bela Tarr, Sharunas Bartas, Andrei Tarkovsky ได้ง่าย ๆ แต่เราไม่สามารถหารูปมาเป็นหลักฐานได้ 55555

+++

ผมเองก็ยอมรับว่า ถ้าหากผมเป็นผู้เล่นเกมนี้เอง ผมก็คงตอบไม่ได้เช่นกันครับว่า ภาพมันมาจากหนังเรื่องไหน 55555

 

เฉลยว่า มันมาจากหนังเรื่อง THE DAY WHEN THE MOON ENCOUNTER THE EARTH'S ORBIT หรือ “วันที่ดวงจันทร์เข้ามาใกล้โลกมากที่สุด” (2010, Weerapong Wimuktalop) ครับ

 

หนังเรื่องนี้เคยฉายในงานฉลองอะไรสักอย่างของ Filmvirus ที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 26 ก.ย. 2010 ครับ และเคยฉายในงาน Filmvirus Wildtype ที่ Reading Room ในวันที่ 12 ก.พ. 2011 ครับ

 

Edit เพิ่ม: เมื่อกี้ไปเช็คแล้ว พบว่างาน Filmvirus Wildtype ที่ Reading Room ช่วงต้นปี 2011 ฉายหนังเป็นจำนวนเยอะมาก เพื่อเป็นการบันทึกความทรงจำให้ครบถ้วน เราก็เลยเอาลิสท์รายชื่อหนังที่ฉาย ไปแปะไว้ใน comment นะ

 

รายชื่อหนังที่ฉายในงาน Filmvirus Wildtype ที่ Reading Room ในปี 2011

 

วันที่ 5 ก.พ. 2011 ฉาย (ถ้าจำไม่ผิดนะ)

 

คำพิพากษาของซาตาน(Chay,Gayvah-rar ‘n’ the Machupicchu)20 mins

สถานต่างอากาศ 24 mins

บางคนที่ตกค้างอยู่ในความทรงจำ (History In the Air ) 62 mins

พิพิธภัณฑ์แห่งแสง (Employees Leaving the Lumiere Factory) 30mins

 

วันที่ 12 ก.พ. 2011 ฉาย

 

CORE PROGRAM : RAW CINEMA 116mins
วันสบายสบายของน้องกร (กร กนกคีขรินทร์ ) 3 mins no sub needed
เตรียมใจ (กร กนกคีขรินทร์) 4 mins no sub needed
คนธรรพ์ (วิชชุพงษ์ สุขวิชัย /2010/ไทย) eng subs 20 mins
อย่างน้อย (ไตรทศ เติมอาบศรี) 14 mins
ผ....สุดที่รัก (uncensored version) (ชวการ อ่ำสมคิด) no subs 8 mins
ไสหัวไปตายซะ (ณัฐพันธุ์ บุญเลิศ) 20 mins eng sub
รวมร่าง ( มนัสศักดิ์ คล่องชัยอนันต์) 3 mins ENG no subs
แผลเป็น (อรรถวุฒิ บุญยวง) 12 mins no sub needed
กาลครั้งหนึ่งคิดถึงวันวาน (สิทธิพงษ์ ปัดชากาว) 10 mins no sub
กินข้าว (สิทธิพงศ์ ปัดชากาว) 13 mins no subs
วันที่ดวงจันทร์เข้ามาใกล้โลกมากที่สุด(วีระพงษ์ วิมุกตะลพ ) 9 mins no sub needed

CORE PROGRAM : NEW AUTEURS THE UNDERGROUND OFFICE PROGRAM 2

อำพราง (ธนิ ฐิติประวัติ)26
กระต่ายในดวงจันทร์ (วชร กัณหา)3 mins
ในเมืองร้อนกับค่ำคืนที่ว่างเปล่า (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)50 mins
Hunter the Bag (วชร กัณหา+ ธนิ ฐิติประวัติ) 17 mins
ประถมบทแห่งการเริ่มต้นใหม่(ของฉัน) (วชร กัณหา)16 mins no subs
เพียงหลับไหลในเงามืด (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)16 mins

 

วันที่ 19 มี.ค. 2011 ฉาย

 

มหาลัยสร้างสรรค์ (ศุภณัฐ ชัยกล้าหาญ)30 mins no subs
SUPERSTITION (สิบแสง แสงวชิระภิบาล + ปรวงศ์ บุญช่วย /2009/ไทย) 6 mins eng languag
UNTITLED (สืบแสง แสงวชิระภิบาล + ปรวงศ์ บุญช่วย /2009/ไทย) 10 mins
SOCIAL FRAGMENTS STUDIES (สืบแสง แสงวชิระภิบาล + ปรวงศ์ บุญช่วย /2009/ไทย) 7 mins
L'ESCAPE (สืบแสง แสงวชิระภิบาล + ปรวงศ์ บุญช่วย /2009/ไทย) 3 mins
Dream (ศุภสิทธิ์ เสร็จประเสริฐ) 9 mins no sub
เวลา (ศุภสิทธิ์ เสร็จประเสริฐ ) 6 mins no subs
บทกวีใบไม้แดง (พงษ์พันธ์ ยืนชีวิต) 7 mins
แสงจันทร์ (พงษ์พันธ์ ยืนชีวิต/2009/ไทย) 14 mins no sub
มีหมาป่าที่ชั้นหนังสือ (ทศพล บุญสินสุข) 14 mins
เรื่องเล่าใต้ขอบฟ้า (ฑีมะเดช วัชรธานินท์)10 mins eng sub
เพียงหลับไหลในเงามืด (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)16 mins no sub

126
ห้องทรมาน (Torture Room ) (ปฏิภาณ บุณฑริก) 23 mins
อัญญประกาศ (ธนกฤต กฤษณะยรรยง) 21 mins
ฉากที่ไม่ปรากฏ (สรยศ ประภาพันธ์) 8 mins eng sub
รักหลับ (เกรียงไกร วัฒนานิยม + อมรชัย ศิริรัตน์) 30mins
soulmate (สมคิด ใจศรี)
คำพิพากษาของความรัก(วชร กัณหา) 24 mins

 

วันที่ 26 มี.ค. 2011 มีฉายหนังเรื่อง

 

บันทึกการเดินทาง (Diary of the Journey ) ปัญจะ สายทอง 15 mins
ยาพิษ 3 ปิดเทอมใหญ่ รีวิวหนัง (เอกราช มอญวัฒ)20
เพื่อนรักเพื่อนร้าย (พิเชษ เสมอเชื้อ)25 นาที no subs
EARLY RETIRED (ฐากูร เข็มปัญญา) 30 mins no sub

โปรแกรม 1.4 สุดถวิลหา

Me and My Video Diary (ธนิ ฐิติประวัติ) 30 mins
BLUE BLANK(วชร กัณหา) 48 mins
สุดถวิลหา(วชร กัณหา)17 mins
RESIST 58 mins
Film Virus (วชร กัณหา + ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)12 mins

 

วันที่ 10 เม.ย. 2011 มีฉายหนังเรื่อง

HAPPEN ! (ทวีวิทย์ กิจธนสุนทร) 4 mins
BANGKOK TANKS (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์)
แบบทดสอบวิชาการเมืองไทยร่วมสมัย (จุฬญานนท์ ศิริผล ) 8 mins
คุณแม่อยากไปคาร์ฟูร์(นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์)
ครบรอบ 110 ปี ชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ (สรยศ ประภาพันธ์) 30 mins eng sub.
จดหมายของนายตาบอดสี (สรยศ ประภาพันธ์ ) 9 mins eng sub
กาลานุสติ (สิทธิพร ราชา)30 mins no sub
BANGKOK UFO (วินัย กิจเจริญ) 10 mins no sub
แกะแดง (สำนักงานใต้ดิน) 40 mins no sub
สมหวัง 2553 (นรชาย กัจฉปานนท์)
ประวัติศาสตร์ย่อของความทรงจำ (จุฬญานนท์ ศิริผล) 14 mins

+++

 

Lai Yuqing ผู้กำกับภาพยนตร์เลสเบียนเรื่อง WHISPERINGS OF THE MOON (2025) เสียชีวิตในวัย 23 ปี เนื่องจากตกจากอพาร์ตเมนท์ในกรุงพนมเปญ กัมพูชา

++++

 

รูปที่เราเคยถ่ายที่ Reading Room + รูปรายชื่อหนังบางส่วนที่เราเคยดูที่ Reading Room

 

#Readingroom15years

+++

แต่ขอเปิดเผยความจริงว่า เป็นคนอื่น ๆ ในทีมงาน Filmvirus ที่เลือก “ไสหัวไปตายซะ” มาฉายในงาน Wildtype ปี 2011 นะ เราไม่รู้ว่าเป็นใคร ไม่ Wiwat ก็ Chayanin 55555 เพราะว่ามี curators/programmers หลายคนในงาน Filmvirus Wildtype

 

เพราะว่า “ไสหัวไปตายซะ” เคยฉายในงานมาราธอนปี 2009 แต่เราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในงานนั้น เพราะมันชนกับงาน Lav Diaz Retrospective ในปี 2009

 

เราเองก็เพิ่งได้ดู “ไสหัวไปตายซะ” ครั้งแรก ในงาน Wildtype ปี 2011 ในวันที่ 12 ก.พ. 2011 จ้ะ

++++

30 FAVORITE FILMS I SAW AT READING ROOM

 

เนื่องจากมีการรำลึก #Readingroom15years เราก็เลยทำรายชื่อภาพยนตร์ 30 เรื่องที่เราชอบสุดขีด ที่เราเคยดูที่ Reading Room ก็แล้วกัน

 

เรียงตามลำดับการได้ดูของเราที่ Reading Room

 

1. THE KINGDOM (1973, Katsu Kanai, Japan)

ดูในวันที่ 19 ธ.ค. 2009 สมัยที่ Reading Room ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุง (ถ้าจำไม่ผิด)

 

2. EMPLOYEES LEAVING THE LUMIERE FACTORY (2010, Chaloemkiat Saeyong, 31min)

ดูในวันที่ 5 ก.พ. 2011

หนังเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ

 

3. I COVERED MY EYES (2008, Paul Turano, documentary, 29min)

ดูในวันที่ 26 ก.พ. 2011

 

4. PORNDOGS: THE ADVENTURES OF SADIE (2009, Greg Blatman, USA)

ดูในวันที่ 26 ก.พ. 2011

 

5. ME AND MY VIDEO DIARY (2010, Tani Thitiprawat, documentary, 30min)

ดูในวันที่ 26 มี.ค. 2011

 

6. OUT 1: NOLI ME TANGERE (1971, Jacques Rivette, 12 hours 40 minutes, A+30)

ดูในวันที่ 25-26 มิ.ย. 2011

 

7. THE AUTOBIOGRAPHY OF NICOLAE CEAUSESCU (2010, Andrei Ujica, Romania, documentary, 180min)

ดูในวันที่ 24 ก.ย. 2011 มีอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ  มาเสวนาหลังหนังจบด้วย

 

8. THE WILD FIELD (1976, Nguyen Hong Sen, Vietnam)

ดูในวันที่ 26 พ.ค. 2012

 

9. HUNGARY MAN BOO อย่ากินเนื้อสัตว์มาก (2012, Viriyaporn Boonprasert)

ดูในวันที่ 22 ธ.ค. 2012

 

10. MA DANG BO SAI หมาแดงบ่ไซ (1999, Phaisit Phanphruksachat, second viewing)

ดูในวันที่ 22 ธ.ค. 2012

 

11. GRINDHOUSE FOR UTOPIA (2013, Tani Thitiprawat)

ดูในวันที่ 3 มี.ค. 2013 และติดอันดับหนึ่งในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดประจำปี 2013 ไปเลย

 

12. THE AGE OF ANXIETY (2013, Taiki Sakpisit)

ดูในวันที่ 3 มี.ค. 2013 และติดอันดับ 10 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดประจำปี 2013

 

13. CENTURY OF BERTHING (2011, Lav Diaz, Philippines)

ดูในวันที่ 30 มี.ค. 2013

 

14. FLORENTINA HUBALDO, CTE (2012, Lav Diaz, Philippines)

ดูในวันที่ 31 มี.ค. 2013

 

15. THE PEN OF TEACHER WANPEN ปากกาของครูวันเพ็ญ (2003, Tossapol Boonsinsukh, 46min)

ดูในวันที่ 6 ต.ค. 2013

 

16. DARLING, WE CAN’T LOVE EACH OTHER ที่รัก เรารักกันไม่ได้– เรียม ดาราน้อย (2014, Nok Paksnavin, music video)

ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2014 ในงาน “จดหมายเพลง นักเลงภาพ” หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 33 ของเราประจำปี 2014

 

17. LOVE COMMUNITY SCOUT รักลูกเสือชาวบ้าน – น้ำอ้อย พรวิเชียร (2014, Viriyaporn Boonprasert, music video)

ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2014 ในงาน “จดหมายเพลง นักเลงภาพ”  หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเป็นการวิเคราะห์ “การผูกเงื่อน” ของเชือกที่ใช้ในการแขวนคอคนตายที่สนามหลวงในเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2019 และแน่นอนว่าเนื้อหาหลักของหนังคือการพูดถึงบทบาทของ “ลูกเสือชาวบ้าน” ในเหตุการณ์นั้น

 

ถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน 12 ปีแล้ว เราก็ยังคงจำได้ดีว่า Chaloemkiat Saeyong มานั่งดูหนังในงานนี้ด้วย และตอนนั้นเรากับเพื่อน ๆ หลายคนแอบตั้งข้อสงสัยว่า Chaloemkiat Saeyong อาจจะเป็น Viriyaporn Boonprasert เพราะฉะนั้นตอนที่หนังเรื่องนี้ฉายอยู่บนจอ เราก็เลยแอบดูสีหน้าของ Chaloemkiat เป็นระยะ ๆ เพื่อดูว่าเขาแสดงพิรุธอะไรหรือไม่ ซึ่งเขาก็ไม่ได้แสดงพิรุธอะไรออกมา และจนถึงบัดนี้เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า Viriyaporn Boonprasert เป็นใคร

 

18. THE CANDLE JUDGMENT OF NINJA นินจาเสี่ยงเทียน (2014, Santiphap Inkongngam, music video)

ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2014 ในงาน “จดหมายเพลง นักเลงภาพ”  

 

19. VIOLIN FASE (1986, Eric Pauwels, Belgium, 12min)

ดูในวันที่ 28 พ.ค. 2014

 

20. PAINFUL เจ็บปวด (2013, Akara Pacchakkhaphati)

ดูในวันที่ 8 มิ.ย. 2014 ในงาน Filmvirus Wildtype หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 20 ของเราประจำปี 2014

 

21. AWARENESS ภาษาที่เธอไม่เข้าใจ (2014, Wachara Kanha)

ดูในวันที่ 8 มิ.ย. 2014 ในงาน Filmvirus Wildtype หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 1 ของเราประจำปี 2014

 

22. HOW TO LIVE IN THE GERMAN FEDERAL REPUBLIC (1990, Harun Farocki, Germany, 83min)

ดูในวันที่ 17 ส.ค. 2014

 

23. TENDER ARE THE FEET (1972, Maung Wunna, Myanmar)

ดูในวันที่ 24 ม.ค. 2015

 

24. YADANABON (TREASURE TROVE) (1953, U Tin Maung, Myanmar)

ดูในวันที่ 25 ม.ค. 2015

 

25. 4 WORDS 1 FOOT (2014, Joe Decker, Thet Zaw Win, Myanmar)

ดูในวันที่ 25 ม.ค. 2015

 

26. THE HEN (2013, Manel Raga, Spain, 15min)

ดูในวันที่ 21 ก.พ. 2015 ในเทศกาล Signes de Nuit Film Festival in Bangkok

 

27. FOR THE LOST (2014, Pierre-Yves Vandeweerd, Belgium, documentary, 77min)

ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2015 ในเทศกาล Signes de Nuit Film Festival in Bangkok

 

28. THE SHADOW’S SHARE (2014, Olivier Smolders, Belgium, 28min)

ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2015 ในเทศกาล Signes de Nuit Film Festival in Bangkok

 

29. TODO TODO TEROS (2006, John Torres, Philippines, 110min)

ดูในวันที่ 27 มิ.ย. 2015 ในงาน JOHN TORRES RETROSPECTIVE

 

30. REFRAINS HAPPEN LIKE REVOLUTIONS IN A SONG (2010, John Torres, Philippines, 120min)

ดูในวันที่ 28 มิ.ย. 2015 ในงาน JOHN TORRES RETROSPECTIVE

 

 

เราเคยเขียนถึง ME AND MY VIDEO DIARY ไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1993609683255&set=a.1982032193825

 

EMPLOYEERS LEAVING THE LUMIERE FACTORY (Chaloemkiat Saeyong)
https://www.youtube.com/watch?v=_fnbf4fES0Y

 

ภาษาที่เธอไม่เข้าใจ

https://www.youtube.com/watch?v=6IL2EMsc1qg&t=679s

++++

 

Ratchapoom Boonbunchachoke’s List in Filmmaker Magazine

 

เราได้ดูไปเพียงแค่ 9 จาก 20 เรื่องนี้ อยากให้อีก 11 เรื่องที่เหลือได้เข้าโรงฉายในไทยมาก ๆ

+++

 

ถ้าใครอยากอ่านบทความเกี่ยวกับ Béla Tarr ในนิตยสารไทย สามารถหาอ่านได้จากนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 71 ประจำเดือนต.ค. 2007 นะคะ เพราะเห็นในหน้าปกมันบอกว่า นิตยสารเล่มนี้มีบทความ “เบล่า ทาร์ vs นิน่า เมนเกส พ่อมดแม่มดแห่งโลกหนัง”

 

ซึ่งดิฉันก็มีนิตยสารเล่มนี้เก็บไว้ค่ะ แต่ตอนนี้ขี้เกียจหา เพราะมันคงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะคุ้ยหาจนเจอ 55555

 

เราเข้าใจว่าสาเหตุหนึ่งที่นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 71 ลงบทความเกี่ยวกับ Bela Tarr และ Nina Menkes เป็นเพราะว่าในช่วงนั้นหนังของสองคนนี้ได้เข้ามาฉายในเทศกาล World Film Festival of Bangkok ที่เอสพลานาด รัชดาค่ะ โดยดิฉันได้ดูหนังเรื่อง THE MAN FROM LONDON ของ Béla Tarr ในวันที่ 3 พ.ย. 2007 และได้ดูหนังเรื่อง PHANTOM LOVE ของ Nina Menkes ที่เอสพลานาด รัชดา สองรอบ (เพราะชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด) ในวันที่ 30 ต.ค. 2007 และในวันที่ 1 พ.ย. 2007 ค่ะ

 

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 71 นะคะ

 

++++++++

ช่วงกระแสสำนึกของแม่หมีก่อนเข้านอน

 

พออ่านบทความของคุณ Pimchanok Puksuk ใน The 101 World แล้วก็นึกถึง “ความสุข” (ใช้คำนี้ได้หรือเปล่านะ) ตอนดู THE TURIN HORSE (2011, Béla Tarr, Hungary, 155min) สองรอบ ที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดามาก ๆ มันเหมือนเป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณมาก ๆ และการที่เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดอาจจะเป็นเพราะว่า หนังเรื่องนี้เหมือนมองชีวิตมนุษย์, มองโลก และมองจักรวาลด้วยสายตาคล้าย ๆ กับเรา

 

นึกถึงที่ Wiwat Lertwiwatwongsa ชอบพูดบ่อย ๆ เมื่อ 10 กว่าปีก่อนว่า หนังยุคแรกของ Tarr หรือยุคของ FAMILY NEST (1979) เรื่อยมาจนถึง ALMANAC OF FALL (1984) ใช้ gaze ที่แตกต่างจากหนังยุคหลังของทาร์ หรือยุค DAMNATION (1988), SATANTANGO (1994) และ WERCKMEISTER HARMONIES (2000) เพราะว่าหนังยุค 1988-2000 นี้เป็นหนังที่ “gaze at the world with evil eyes”

 

เพราะฉะนั้นฟิล์มซิคกับเราก็เลยผิดหวังเล็กน้อยกับ THE MAN FROM LONDON (2007) เพราะว่า gaze มันเปลี่ยนไป “ดวงตาอันชั่วร้าย” มันหายไป คือในส่วนของตัวเรานั้น เราชอบ visual ของ THE MAN FROM LONDON อย่างรุนแรงมาก แต่ก็รู้สึกว่า gaze มันเปลี่ยนไปจริง ๆ เราก็เลยผิดหวังเล็กน้อยกับหนังเรื่องนี้ ถึงแม้หนังเรื่องนี้ได้ Tilda Swinton มาช่วย

 

เพราะฉะนั้นเรากับฟิล์มซิคก็เลยดีใจสุดขีดมาก ๆ ที่ gaze แบบที่เราต้องการ กลับคืนมาใน THE TURIN HORSE และมันกลับคืนมาอย่างเต็มที่ ทรงพลัง ถึงใจพระเดชพระคุณจริง ๆ

 

ตอนนั้นเรารู้สึกเลยว่า เรานอนตายตาหลับแล้วหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้สองรอบ ในวันที่ 22 ม.ค. 2012 และในวันที่ 23 ม.ค. 2012 ที่โรงหนังเอสพลานาด รัชดา มันถือเป็นจุดสุดยอดจุดหนึ่งในชีวิตการดูหนังของเราเลยทีเดียว

 

จริง ๆ แล้วเราไม่ชอบดูหนังหลาย ๆ รอบ แต่การที่เราดู SATANTANGO, WERCKMEISTER HARMONIES และ THE TURIN HORSE เรื่องละสองรอบนี่ สาเหตุคงเป็นตามที่คุณ Abbas Fahdel ได้เขียนเอาไว้ เพราะคุณ Abbas Fahdel เขียนว่า หนังของ Béla Tarr นั้นเป็นหนังที่สร้างตามความเชื่อที่ว่า “cinema is not a narrative to consume, but a space to live in.

 

เพราะฉะนั้นถึงแม้เรารู้เนื้อเรื่องทั้งหมดใน SATANTANGO, WERCKMEISTER HARMONIES และ THE TURIN HORSE จากการดูรอบแรกหมดแล้ว เราก็ยังอยากดูหนังเหล่านี้ซ้ำใหม่เป็นรอบที่สองอยู่ดี ไม่ใช่เพื่อ “ซ้ำเนื้อเรื่อง” ที่เรารู้ดีอยู่แล้ว แต่เพื่อได้เข้าไป ใช้ชีวิตอยู่ในโลก” ที่หนังสามเรื่องนี้สร้างขึ้น มันเหมือนกับว่าหนัง 3 เรื่องนี้เปิดพื้นที่ทางจิตบางอย่างให้เราเข้าไปอยู่ได้ หนังมันไม่ได้แค่เล่าเนื้อเรื่องให้เราฟัง แต่เปิดพื้นที่ทางจิตให้เราเข้าไปอยู่ข้างในนั้น

 

และก็น่าแปลก ที่เวลาเราดูหนัง feel good หลาย ๆ เรื่อง เรากลับไม่รู้สึกดีหรือมีความสุข เพราะเรารู้สึกว่าหนัง feel good หลาย ๆ เรื่องมันไม่เข้าใจเรา ไม่เข้าใจชีวิตของเรา ไม่เข้าใจหัวใจเรา เรารู้สึกว่าหนัง feel good หลาย ๆ เรื่อง “ถีบเราออกจากหนัง” (แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องนะ เดี๋ยวย่อหน้าท้าย ๆ เราจะยกตัวอย่างให้ดูว่า เราชอบหนัง feel good ของใครบ้าง)

 

กลับกลายเป็นว่าหนัง feel bad แบบหนังบางเรื่องของ Bela Tarr นี่แหละ ที่ทำให้เรามีความสุขอย่างสุดยอดเมื่อได้ดูมัน เพราะถึงแม้ว่าชีวิตในหนังเหล่านี้มันจะโหดร้ายมาก ๆ เรากลับจูนกับมันติด เพราะหนังเหล่านี้มันเหมือนยอมรับความโศกเศร้าในใจเรา ความเจ็บปวดในใจเรา ความภินท์พังในใจเรา พอ gaze ของหนังกลุ่มนี้มันสอดคล้องกับมุมมองของเราที่มีต่อชีวิต, โลก และจักรวาล เราก็เลยเหมือนมีความสุขที่ได้ live in หนังเหล่านี้ผ่านทางการดูมัน เพราะมัน “เข้าใจ” จิตวิญญาณของเรา ถึงแม้เราไม่อยากให้เหตุการณ์ในหนังเหล่านี้เกิดขึ้นกับชีวิตจริงของเราก็ตาม

 

โดยส่วนตัวแล้ว เราขอยกให้ THE TURIN HORSE เทียบชั้นได้กับ L’ARGENT (1983, Robert Bresson) เลยนะ ในฐานะ “ผลงานทิ้งทวน หรือใกล้จะทิ้งทวน” ที่มันทรงพลังอย่างรุนแรงสุดขีด เหมือนทั้ง Béla Tarr และ Robert Bresson เป็นปรมาจารย์เพลงยุทธ์ที่ทิ้งเพลงยุทธ์อันล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเขาเอาไว้ก่อนอำลายุทธภพ และทั้ง THE TURIN HORSE กับ L’ARGENT นี่ก็ถือเป็นเพลงยุทธ์ “ด้านมืด” มาก ๆ (จริง ๆ แล้ว Béla Tarr ยังกำกับหนังสั้นและหนังสารคดีต่อจาก THE TURIN HORSE นะ แต่ THE TURIN HORSE คงถือเป็นหนังฟิคชั่นขนาดยาวเรื่องสุดท้ายของเขา)

 

ส่วน “เพลงยุทธ์ทิ้งทวน” ด้านสว่าง ที่เราชื่นชอบก็มีนะ ซึ่งก็ได้แก่ หนังเรื่อง THE ROMANCE OF ASTREA AND CELADON (2007, Éric Rohmer, France) ที่เป็นผลงานการกำกับเรื่องสุดท้ายของ Rohmer ที่สดใส สว่าง ต๊ะติ้งโหน่งมาก ๆ แต่เราก็รู้สึกว่ามันงดงามสุดขีดมาก ๆ ในขณะที่ FACES PLACES (2017) ซึ่งถือเป็น “ผลงานทิ้งทวน” ของ Agnes Varda นั้น เราก็ชอบมาก ๆ เช่นกัน

 

สรุปว่าชอบทั้งสองแบบค่ะ ทั้งปรมาจารย์ด้านสว่าง แบบ Rohmer และ Varda และปรมาจารย์ด้านมืดแบบ Bresson และ Tarr

 

 

 

Thursday, January 08, 2026

SOME OF MY EXPERIENCES INVOLVING READING ROOM

Abbas Fahdel เขียนถึง Bela Tarr ได้อย่างงดงามสุดขีดมาก ๆ กราบบบบบบบบบบบบบบบบบ

 

Béla Tarr's originality depends on this deep conviction: cinema is not a narrative to consume, but a space to live in.

 

Time is not an obstacle to go around, but the very substance of experience.

His films show a world empty of promises, where history seems to have stopped but where life, stubbornly, still persists. Disaster isn't coming, it's already here — broadcast, silent, daily.

Refusing explanatory psychology, reassuring narrative arcs and cathartic resolutions, Béla Tarr has made cinema an art of responsibility. He didn't tell the viewer what to think, but asked him to face the images, endure the duration, accept the discomfort. This requirement is as much political as it is aesthetic.

+++

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ตอนนี้เราก็เลยมีเวลาจับลูกหมีอาบน้ำซักที ลูกหมีอาบน้ำครั้งสุดท้ายในเดือนมิ.ย. หรือเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ซึ่งจริง ๆ เราก็กะว่าจะให้ลูกหมีอาบน้ำทุก 3-4 เดือน แต่พอเราเจอช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ในเดือนส.ค.-ธ.ค. 2025 ตารางชีวิตเราเลยพลิกผันไปหมด

++++

FAVORITE HUNGARIAN FILMS

 

เนื่องจากการเสียชีวิตของ Béla Tarr เราก็เลยทำลิสท์หนังฮังการีที่เราชื่นชอบดีกว่า

 

Only one film per one director

 

In roughly preferential order

 

1. SATANTANGO (1994, Béla Tarr, 7hrs 19mins)

 

2. ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary)

 

3. AURORA BOREALIS: NORTHERN LIGHT (2017, Márta Mészáros, Hungary, A+30)

 

4. FATHER (1966, István Szabó)

 

5. HUKKLE (2002, György Pálfi)

 

6. PUSKÁS HUNGARY (2009, Tamás Almási, Hungary, documentary)

7. PLEASANT DAYS (2002, Kornél Mundruczó)

 

8. THE PORCELAIN DOLL (2005, Péter Gárdos)

 

9. WIND (1996, Marcell Iványi, Hungary)

10. ORPHAN (2025, László Nemes, Hungary, 132min, A+30)

 

11. TAMAS AND JULI (1997, Ildikó Enyedi)

12. CHILDREN OF GLORY (2006, Krisztina Goda)

13. WHITE PALMS (2006, Szabolcs Hajdu, Hungary)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid034KU2cfhFE5YK3dt4GYHnuT1nZ2t3qxEGBYpuzTq8PNKRUBoKqLqhVE9YjJnHDvvGl

++++

A VERY EASY GAME FOR CINEPHILES

 

เนื่องจากการเสียชีวิตของ Bela Tarr เราก็เลยทำเกมนี้ขึ้นมาเล่น ๆ ดีกว่า เป็นเกมที่ง่ายสุดขีดสำหรับเพื่อน ๆ cinephiles เรียกว่าเกม

 

SPACE AND SPIRITUAL SPACE IN FILMS

 

ภาพ 30 ภาพนี้มาจากภาพยนตร์ 30 เรื่องของผู้กำกับ 30 คน ซึ่งล้วนเป็นภาพยนตร์ที่เราเคยดูมาแล้วและชอบสุดขีดทั้ง 30 เรื่อง  ใครดูแล้วตอบได้ว่า ภาพไหนมาจากผู้กำกับภาพยนตร์คนใดบ้าง ง่ายสุดขีด 55555

 

ผู้กำกับภาพยนตร์ 30 คน

 

1. Adilkhan Yerzhanov

2. Alain Tanner

3. Aleksei German

4. Andrei Tarkovsky

5. Artour Aristakisian

6. Bae Yong-kyun

7. Béla Tarr

8. Chantal Akerman

9. Derek Jarman

10. Franco Piavoli

11. Fred Kelemen

12. Hu Bo

13. James Benning

14. Kiyoshi Kurosawa

15. Lav Diaz

16. Lisandro Alonso

17. Marguerite Duras

18. Maura Delpero

19. Michelangelo Antonioni

20. Michelangelo Frammartino

21. Nipan Oranniwesna

22. Nuri Bilge Ceylan

23. Pedro Costa

24. Semih Kaplanoglu

25. Sharon Lockhart

26. Sharunas Bartas

27. Sompot Chidgasornpongse

28. Teeranit Siangsanoh

29. Uruphong Raksasad

30. Weerapong Wimuktalop

 

เดี๋ยววันไหนว่าง ๆ เราค่อยมาเฉลย 55555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0Uruw2gi4TaBAugqBQczLBfwFYe5wa5r4yTtq5o4wV6HMPYB1i9VsehwxaQfWua4Yl

 

++++

 

SOME OF MY EXPERIENCES INVOLVING READING ROOM

ตอนแรกกะว่าจะเขียนถึง Reading Room แต่ไป ๆ  มา ๆ กลับเป็นการเขียนถึงชีวิตตัวเอง 55555

 

1. Reading Room ถือเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราเลยทีเดียว และถือเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ทศวรรษ 2010” ในชีวิต cinephile ของเรา

 

คือถ้าหากพูดถึงชีวิต cinephile ของเรานั้น พ่อของเราก็คงเป็นสถาบันเกอเธ่ แม่ของเราก็คงเป็น Alliance Française in Bangkok และครูของเราก็คงเป็น DK Filmhouse Filmvirus ทั้งสามสถาบันนี้ทำให้เรากลายเป็น cinephile ในทศวรรษ 1990

 

ส่วนในทศวรรษ 2000 นั้น ชีวิต cinephile ของเราก็ผูกพันกับ “เว็บบอร์ด Bioscope”, “ร้านแว่นวิดีโอ”, “เทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ในกรุงเทพ” และ “เทศกาลหนังสั้นมาราธอน”

 

และพอมาถึงทศวรรษ 2010 Reading Room ก็ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญที่สุดในชีวิต cinephile ของเราในทศวรรษนั้น เพราะสถานที่แห่งนี้เป็น

 

1.1 สถานที่ที่เราได้พบปะพูดคุยกับ cinephiles จำนวนมาก และเป็นสถานที่ที่เรามักได้เฮฮาหมู่เฮากับเพื่อน ๆ cinephiles ของเรา เพราะฉะนั้นมันก็เลยคล้าย ๆ กับเป็น safe haven เป็นสถานที่ที่อบอวลไปด้วยความสุข และมิตรสหายผู้รู้ใจ

 

1.2 สถานที่ที่เราได้รับความรู้ต่าง ๆ มากมายจากงานเสวนาต่าง ๆ ที่จัดที่ Reading Room

 

1.3 สถานที่ที่เราได้ดูหนังดี ๆ ต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน

 

2. ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราไป Reading Room ครั้งแรกตอนที่มันตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุง รึเปล่านะ เราน่าจะไป Reading Room ครั้งแรกในวันที่ 5 ธ.ค. 2009 เพื่อดูหนังเรื่อง CLASS RELATIONS (1983, Jean-Marie Straub + Daniele Huillet, West Germany, A+30)

 

และเราก็ไป Reading Room ครั้งที่สองในวันที่ 19 ธ.ค. 2009 เพื่อดูหนัง 5 เรื่องของ Katsu Kanai ซึ่งประกอบด้วย THE DESERT ARCHIPELAGO (1969), GOOD-BYE (1971), THE KINGDOM (1973), DREAM RUNNING (1987) และ GRASSHOPPER’S ONE-GAME MATCH (1988)


หลังจากนั้นเราก็น่าจะได้ไป Reading Room อีกทีในวันที่ 13 ก.พ. 2010 เพื่อดูหนังเรื่อง


Sherlock Jr. (Buster Keaton/1924/US) 45 mins

Life (Artavazd Peleshyan/1993/Armenia) 7 mins

End (Artavazd Peleshyan/1994/Armenia) 10 mins

Bread and Alley (Abbas Kiarostami/1970/Iran) 10 mins

April (Otar Ioseliani/1962/Georgia)  45 mins

Darkness/ Light / Darkness (Jan Svankmajer / 1990/ Chezh) 8 mins

Inextinguishable Fire (Harun Farocki /1969/German) 21 mins

Spring (Yevgeny Yufit /1987 /USSR) 10 mins

Fortitude (Yevgeny Yufit/1988/USSR) 3 mins

Superbia (Ulrike Ottinger/1986/German)16 min

Rocky VI (Aki Kaurismaki /1986/Finland) 9 min

Psy Show (Marina de Van/1999/FR) 22 min

The Skywalk is Gone (Tsai Ming Liang/2002/Taiwan) 25 min

 

3. เมื่อ Reading Room ย้ายมาตั้งอยู่ที่สีลมซอย 19 เราน่าจะไปที่นี่ครั้งแรกในเดือนก.พ. 2011 มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด เพราะตอนนั้นมีการจัดฉายหนังของ Filmvirus Wildtype ที่นี่ ซึ่งในตอนนั้นเรายังคงมีส่วนช่วยคัดเลือกหนังอยู่ โดยเราเคยมีส่วนช่วยคัดเลือกหนังใน Filmvirus Wildtype เฉพาะในช่วงปี 2009-2012 ก่อนที่เราจะถอนตัวออกไป

 

ในตอนแรกนั้นการฉายหนังที่ Reading Room สีลมจัดขึ้นที่ห้องบนชั้นดาดฟ้า ก่อนที่จะมีการย้ายสถานที่ฉายลงมายังชั้นห้องสมุดในงานต่อ ๆ มา

 

หนังที่วางแผนว่าจะฉายในงาน Wildtype 2011 รวมถึง

 

เฟื่อง (วชร กัณหา+ ธนิ ฐิติประวัติ + ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)

เชลยแห่งความรัก (วชร กัณหา + ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)30 mins no subs

ความทรงจำของเศษดาว (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)24 mins

พายายหมอนไปชมสวน(วชร กัณหา)24 mins

วันวิปริตไร้เงาดวงจันทร์( ธนิ ฐิติประวัติ)26mins no subs

อำพราง (ธนิ ฐิติประวัติ)26

กระต่ายในดวงจันทร์ (วชร กัณหา)3 mins

ในเมืองร้อนกับค่ำคืนที่ว่างเปล่า (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)50 mins

Hunter the Bag (วชร กัณหา+ ธนิ ฐิติประวัติ) 17 mins

ประถมบทแห่งการเริ่มต้นใหม่(ของฉัน) (วชร กัณหา)16 mins no subs

เพียงหลับไหลในเงามืด (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)16 mins no subs

RESIST (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)58

คำพิพากษาของความรัก(วชร กัณหา) 24 mins

Me and My Video Diary (ธนิ ฐิติประวัติ) 30 mins

BLUE BLANK(วชร กัณหา) 48 mins

สุดถวิลหา(วชร กัณหา)17 mins

Film Virus (วชร กัณหา + ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)12 mins

คำพิพากษาของซาตาน(Chay,Gayvah-rar ‘n’ the Machupicchu)20 mins

สถานต่างอากาศ 24 mins

บางคนที่ตกค้างอยู่ในความทรงจำ (History In the Air ) 62 mins

พิพิธภัณฑ์แห่งแสง (Employees Leaving the Lumiere Factory) 30mins

วันสบายสบายของน้องกร (กร กนกคีขรินทร์ ) 3 mins no sub needed
เตรียมใจ (กร กนกคีขรินทร์) 4 mins no sub needed
คนธรรพ์ (วิชชุพงษ์ สุขวิชัย /2010/ไทย) eng subs 20 mins
อย่างน้อย (ไตรทศ เติมอาบศรี) 14 mins
ผ....สุดที่รัก (uncensored version) (ชวการ อ่ำสมคิด) no subs 8 mins
ไสหัวไปตายซะ (ณัฐพันธุ์ บุญเลิศ) 20 mins eng sub
รวมร่าง ( มนัสศักดิ์ คล่องชัยอนันต์) 3 mins ENG no subs
แผลเป็น (อรรถวุฒิ บุญยวง) 12 mins no sub needed
กาลครั้งหนึ่งคิดถึงวันวาน (สิทธิพงษ์ ปัดชากาว) 10 mins no sub
กินข้าว (สิทธิพงศ์ ปัดชากาว) 13 mins no subs
วันที่ดวงจันทร์เข้ามาใกล้โลกมากที่สุด(วีระพงษ์ วิมุกตะลพ ) 9 mins no sub

 

แต่เราจำไม่ได้ว่า หนังในรายชื่อข้างต้นได้รับการฉายครบหมดทุกเรื่องหรือเปล่านะ เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด มีการยกเลิกรอบฉายบางรอบ เพราะไม่มีคนมาดูเลย

 

ความล้มเหลวในการดึงดูดคนดูในการฉายบางรอบในครั้งนั้น ทำให้เราได้รับบทเรียนว่า “ไม่มีคนสนใจจะดูหนังที่เราชื่นชอบ หรือหนังที่เราเลือกมาฉาย” แต่ผู้ชมส่วนใหญ่จะมาดู “หนังที่เพื่อนของตนเองเป็นคนกำกับ” เพราะฉะนั้นในการจัดงานฉาย Wildtype ในช่วง 1-2 ปีต่อมา เราเลยไม่ได้เลือก “หนังหลายเรื่องของผู้กำกับคนเดียว” แบบในช่วงต้นปี 2011 อีก แต่เราพยายามเลือก “หนังของผู้กำกับจากหลากหลายมหาลัย”  มาฉายรวมกัน เพื่อดึงดูด “นักศึกษาจากหลาย ๆ มหาลัย” ที่มักจะมาดูหนังที่เพื่อนของตนเองเป็นคนกำกับ ให้มาดูหนังในงานเดียวกัน 55555

 

แต่เราไม่ได้มีส่วนร่วมคัดเลือกหนังในงาน Wildtype ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นไปนะ เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่าเราเปิดเผยความในใจในย่อหน้าข้างต้นได้ เพราะมันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับผู้จัดงาน Wildtype ชุดปัจจุบัน 55555

 

4. พอ Reading Room ย้ายมาอยู่ที่สีลม ซอย 19 เราก็เลยมี “ระบบการจัดการ” สำหรับการมาดูหนังที่นี่ ดังนี้

 

4.1 กินอาหารเช้าที่ Silom Complex หรือ Starbucks หน้าสีลมซอย 19 หรือร้านอาหารใน Jewelry Trade Center ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ Reading Room

 

4.2 กินอาหารว่างในระหว่างรอบฉาย ที่ Starbucks หน้าสีลมซอย 19 หรือที่ร้าน Subway หรือที่ร้าน Milk Plus หน้าสีลมซอย 19 (แต่เหมือนร้าน Subway กับ Milk Plus จะอยู่ได้ไม่นาน ถ้าจำไม่ผิด)

 

4.3 ห้องน้ำใน Reading Room มีแค่ไม่กี่ห้อง แล้วเราก็มักจะฉี่ไม่ค่อยออก ถ้าหากมี “คนรู้จัก” อยู่ใกล้ ๆ หรือรอใช้ห้องน้ำต่อจากเรา เพราะฉะนั้นเราก็เลยมักจะไปเข้าห้องน้ำที่ “บ้านสีลม” แถว ๆ นั้นแทน

 

4.4 การไป Reading Room ส่งผลให้เราต้องไปนั่งที่ Starbucks หน้าปากซอยสีลม 19 เป็นประจำ และมันก็เลยทำให้เราอยากได้ผัวเป็นคนดำ เพราะ Starbucks สาขานี้ชอบมีหนุ่ม ๆ ผิวดำมานั่งจับกลุ่มคุยกัน และเป็นหนุ่มๆ ผิวดำที่ดูมีฐานะดี 55555 เราก็เลยชอบจินตนาการเล่น ๆ ว่า พวกเขาเป็นพ่อค้าเพชรจากแอฟริกา (เพราะมันอยู่ใกล้ Jewelry Trade Center) และเราอยากได้พวกเขาเป็นผัว

 

5. หลังจากการจัดงาน Wildtype ต้นปี 2011 เราก็ได้มาดูหนังที่ฉายที่ Reading Room ในวันที่ 26 ก.พ. 2011 ตอนนั้นมีการจัดงาน Sydney Underground Film Festival และมีหนังหลายเรื่องที่เราชอบสุดขีดที่ได้ดูในงานนี้ อย่างเช่น Split (Kitty Green), I Covered My Eyes (Paul Turano), A Field Guide for the Modern Uncircumcised Male (E. Aaron Ross), The Marina Experiment (Marina Lutz) และ PORNDOGS: THE ADVENTURES OF SADIE (2009, Greg Blatman, USA)

 

6. หลังจากนั้นเราก็ได้มาดูหนังเรื่อง OUT 1: NOLI ME TANGERE (1971, Jacques Rivette, 12 hours 40 minutes, A+30) ที่ฉายที่ Reading Room ในวันที่ 25-26 มิ.ย. 2011 จำได้ว่าเราพยายามโปรโมทงานฉายหนังในครั้งนี้อย่างสุดความสามารถ (แต่เราไม่ได้เป็นคนจัดงานนี้นะ เราเป็นแค่คนดู) ซึ่งก็ส่งผลให้มีคนมาดูหนังเรื่องนี้รวมกันน่าจะแค่ราว ๆ 5-6 คน แต่มีคนดูหนังเรื่องนี้จนจบจริง ๆ แค่สองคน คือเรากับชญานิน 55555

 

เราก็เลยได้ข้อสรุปว่า เราไม่ควรพยายามโปรโมทอะไรใดๆ อีกต่อไป เพราะเราก็โปรโมท Jacques Rivette ผ่านทางเว็บบอร์ดต่าง ๆ ในไทยมานานเกือบ 10 ปีได้แล้วมั้ง และก็พยายามโปรโมทงานนี้ด้วย แต่ก็แทบไม่มีคนสนใจมาดูอยู่ดี

 

เหมือนเราเคยเจ็บปวดอย่างมาก ๆ กับเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยเกอเธ่แล้ว จำได้ว่าช่วงต้นทศวรรษ 2000 เราพยายามโปรโมทหนังเยอรมันต่าง ๆ ที่จัดฉายที่สถาบันเกอเธ่ คือเราไม่ได้เป็นคนจัดฉายหนัง แต่เรามีความสุขกับการดูหนังเยอรมันที่เกอเธ่อย่างมาก ๆ เราก็เลยพยายามโปรโมทข่าวสารการจัดฉายหนังที่เกอเธ่ทางเว็บบอร์ดต่าง ๆ ในไทย โปรโมทอย่างสุดความสามารถ จนในที่สุดก็เหลือเราเป็นคนดูเพียงคนเดียวในบางรอบฉายที่สถาบันเกอเธ่ 5555 และในที่สุดเกอเธ่ก็งดการจัดฉายหนังทุกเย็นวันพุธหรืออะไรแบบนั้นไป ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นการจัดฉายหนังกลางแปลงในทุก ๆ ต้นปีในปีต่อ ๆ มา

 

เหมือนพอเจอเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้ง เราก็เลยปลง และไม่สนใจที่จะต้องการชักชวนให้ใครมาดูหนังเรื่องอะไรอีกต่อไปในชีวิตนี้ เราจะทำเพียงแค่ดูหนังที่เราชื่นชอบ และจดบันทึกความทรงจำถึงหนังที่เรารัก เพียงแค่นั้นก็พอ

 

7. เราเคยดู “ละครเวที” ที่ Reading Room ด้วย วันนั้นเป็นวันที่ 12 พ.ค. 2013 โดยในช่วงบ่ายของวันนั้นมีการจัดฉายหนังอิตาลี 4 เรื่องที่ Reading Room ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง THE YEAR OF THE CANNIBALS (1970, Liliana Caviani, Italy) และในตอนเย็นก็มีการจัดแสดงละครเวทีสั้น 5 เรื่อง ซึ่งได้แก่เรื่อง เพลงนี้พ่อเคยร้อง (วิชย อาทมาท), OFF-ICE LADIES (จตุรชัย ศรีจันทร์วันเพ็ญ), ข้าวเย็น (Parnrut Kritchanchai), NC+++++ (Jarunun Phantachat) และ 0.00 (ศุภฤกษ์ เสถียร)

 

8. หนึ่งในประสบการณ์สำคัญอีกอันของเราที่ Reading Room คือการมีส่วนช่วยในการจัดงาน JOHN TORRES RETROSPECTIVE ในวันที่ 27-28 มิ.ย. 2015 โดยเราช่วยแปลบทความบางอันที่ใช้ในการโปรโมทงานนี้

 

งานนี้เป็นการจัดฉายอย่างเป็นทางการ เป็นงานที่ได้รับทุนจาก Japan Foundation ที่ช่วยออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งน่าจะรวมถึงค่าตั๋วเครื่องบินของ John Torres ในการเดินทางมาร่วมงานนี้ด้วย

 

และหลังจากงานนี้จบ เราก็เลยประกาศอย่างเป็นทางการ บอกกับเพื่อนๆ  ไปเลยว่า “นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เราจะขอเป็นแค่คนดูหนังเท่านั้น เราจะไม่ขอมีส่วนร่วมในการจัดงานฉายหนังใด ๆ อีก” 555555

 

คือมันไม่ได้มีปัญหาใด ๆ สำหรับเราในงานฉายหนังครั้งนี้นะ ยกเว้นแต่เรื่อง “เวลา” และ “สภาพจิต” ของเราเอง คือพอเราต้องแบ่งเวลามาทำงานแปลบทความนี้ ในขณะที่เราเองก็มีงานประจำทำอยู่แล้วในช่วงนั้น เราก็เลยเกิดปัญหา หาเวลาไม่ได้ จนในที่สุด เราก็ต้องลางานประจำ (ไม่ใช่ลาออกนะ แค่เอาสิทธิวันลาประจำปีมาใช้ในเดือนมิ.ย.) เพื่อจะได้มีเวลามาแปลบทความให้ทัน และเราก็ได้ข้อสรุปว่า ถ้าหากเราทำแบบนี้ต่อไปอีกในอนาคต เราก็จะ “ไม่มีวันลา” เหลืออยู่อีก เราต้องทำงานประจำ และแทนที่เราจะเอา “วันลา” ในแต่ละปี มาใช้ในการพักผ่อน เรากลับต้องเอาวันลามาใช้ในการทำงานหลังขดหลังแข็งอะไรแบบนี้แทน ซี่งมันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทนได้อีกต่อไปแล้ว

 

หลังจากนั้น เราก็เลยขอเลือกที่จะเป็น “คนดู” เพียงอย่างเดียว ไม่ขอมีส่วนร่วมใด ๆ ในการจัดงานฉายหนังใด ๆ อีกต่อไป (ยกเว้นแต่ในบางกรณีที่พิเศษจริง ๆ อย่างเช่นตอนจัดงานที่ DAM ‘N CINECLUB และงาน ความปรารถนาของคุณจิตร ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา) และกาลเวลาก็พิสูจน์ว่า เราคิดถูกต้อง เพราะขนาดเราทำหน้าที่เป็นแค่ “คนดู” เพียงอย่างเดียว เราก็แทบบริหารจัดการเวลาไม่ได้แล้ว ในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ “ดูหนังในภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ในเดือนส.ค.-ธ.ค. 2025

 

แต่ในฐานะ “คนดู” เราก็มีความสุขสุดขีดกับงาน JOHN TORRES RETROSPECTIVE นะ หนังที่ฉายในงานนั้นก็รวมถึง

 

8.1 TAWIDGUTOM (2004, 3min, A+)

8.2 SALAT (2004, 12min, A+25, second viewing)

8.3 HAI, THEY RECYCLED HEARTBREAKS IN TOKYO SO NOTHING’S WASTED (2009, A+15)

8.4 VERY SPECIFIC THINGS AT NIGHT (2009, A+10)

8.5 WE DON’T CARE FOR DEMOCRACY, THIS IS WHAT WE WANT: LOVE AND HOPE AND ITS MANY FACES (2010, A+30, second viewing)

8.6 SILENT FILM (2011, A+25)

8.7 MUSE (2011, A+)

8.8 MAPANG-AKIT (2011, 38min, A+30)

8.9 TODO TODO TEROS (2006, A+30)

8.10 YEARS WHEN I WAS A CHILD OUTSIDE (2008, second viewing, A+30)

8.11 REFRAINS HAPPEN LIKE REVOLUTIONS IN A SONG (2010, A+30)

8.12 LUKAS THE STRANGE (2013, A+30)

 

9. บทบาทของ Reading Room ในฐานะ SAFE SPACE ของเรา ปรากฏชัดในวันที่ 28 พ.ค. 2014

 

คือในตอนนั้นมันเกิดรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค. 2014 แล้วเราก็เครียดมาก เพราะเพื่อนของเราบางคนถูกตำรวจ/ทหารจับไป และเราก็เหมือนถูกรายล้อมด้วย “ผู้คนที่มีความเห็นทางการเมืองตรงข้ามกับเรา”

 

แต่พอเราได้มาดูหนังที่ Reading Room ในวันที่ 28 พ.ค. เราก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาหน่อยนึง เพราะบางคนที่มาดูหนังในงาน ถามไถ่เราด้วยความห่วงใย เพราะเขาทราบข่าวที่เพื่อนของเราถูกตำรวจ/ทหารจับไป มันเหมือน Reading Room เป็นสถานที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้ถูกรายล้อมไปด้วยศัตรู 55555

 

ในวันนั้น Reading Room ฉายหนังเรื่อง

 

9.1 L’OBJET (1974, Jacques-Louis Nyst)

 

9.2 A WEEKEND WITH MONSIEUR MAGRITTE, PART 1: SATURDAY (1997, Jef Cornelis)

 

9.3 VIOLIN FASE (1986, Eric Pauwels, A+30)

 

9.4 THE CORRIDOR (2010, Sarah Vanagt)

 

10. อีกครั้งนึงที่ Reading Room ทำหน้าที่เป็น SAFE SPACE สำหรับเรา คือในวันที่ 24 ก.ย. 2016

 

เพราะในช่วงต้นปี 2016 เราประสบเหตุร้ายแรง และเรามีความจำเป็นต้องไกล่เกลี่ยเจรจากับคู่กรณี ซึ่งหนึ่งในวันเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งสำคัญก็คือวันที่ 24 ก.ย. 2016

 

หลังจากเราเจรจาไกล่เกลี่ยเสร็จ เราก็ได้กลับมาเจอเพื่อน ๆ ในงานฉายหนัง CZECH ANIMATIONS ที่ Reading Room การได้มาเจอเพื่อน ๆ ที่สนิท เพื่อนที่รู้ใจ เพื่อนที่เข้าใจเราในช่วงเวลาแบบนั้น มันมีความสำคัญต่อจิตใจเรามาก ๆ ซึ่งถ้าหากในวันนั้นไม่ได้มีการจัดงานนี้ที่ Reading Room เราก็คงไม่ได้มีโอกาสเจอเพื่อน ๆ แบบนั้น

 

ในวันนั้นมีการฉายหนังเช็คหลายเรื่องที่เราชอบสุดขีด อย่างเช่น

 

10.1 THE LION AND THE SONG (1959, Břestislav Pojar, A+30)

 

10.2 REPETE (1995, Michaela Pavlátová, A+30)

 

10.3 ‘E’ (1981, Břestislav Pojar, A+30)

 

10.4 A DROP TOO MUCH (1954, Břestislav Pojar, A+30)

 

10.5 A CHRISTMAS DREAM (1946, Borivoj Zeman + Karel Zeman, A+30)

 

10.6 SNOWMAN (1966, Hermina Tyrlova, A+30)

 

10.7 FANTAISIE ÉROTIQUE (1936, Karel Dodal, Irena Dodalová, A+25)

 

11. จริง ๆ คือมีหนังที่เราชอบสุดขีดอีกไม่ต่ำกว่า 100 เรื่องที่เราเคยดูที่ Reading Room ซึ่งรวมถึงหนังใน Signes de Nuit Film Festival, เทศกาลหนังพม่า, งาน Rhizome อะไรต่าง ๆ นานา และเราคงลิสท์หนังเหล่านี้ได้ไม่หมด เพราะฉะนั้นเราก็ขอจบการจดบันทึกความทรงจำไว้เพียงแค่นี้แล้วกันนะคะ

 

ขอบพระคุณ READING ROOM สำหรับประสบการณ์ที่งดงามที่สุดหลาย ๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่ตลอดทศวรรษ 2010 ค่ะ

 

#Readingroom15years