Friday, February 27, 2026

I KNOW YOU SCREAMED LAST SUMMER

 

13. 5 CENTIMETERS PER SECOND (2025, Yoshiyuki Okayama, Japan, 123min, A+30)

 

ตัวละคร Akari Shinohara ในวัยเด็ก (Noa Shiroyama) พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

+++

 

เราตอบได้แค่ 7 จาก 12 เรื่อง

 

1. SMALL TOYS (1933, Yu Sun, China)

เรื่องนี้เราเคยดู ชอบมาก ๆ

 

2. SONG OF THE LITTLE ROAD (PATHER PANCHALI) (1955, Satyajit Ray, India)

เรื่องนี้เราเคยดู ชอบมาก ๆ

 

3. LITTLE BY LITTLE (1970, Jean Rouch, France/Niger)

หนึ่งในหนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2025

 

5. SMALL CHANGE (1976, François Truffaut, France)

เรายังไม่เคยดู

 

6. THE LITTLE GIRL WHO CONQUERED TIME (1983, Nobuhiko Obayashi, Japan)

เรื่องนี้เราเคยดูแล้ว

 

9. เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล LAST LIFE IN THE UNIVERSE (2003, Pen-ek Ratanaruang)

เรื่องนี้เราเคยดูแล้ว

 

12. SMALL HOURS OF THE NIGHT (2024, Daniel Hui, Singapore)

หนึ่งในหนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2025

************

 

ตอนนี้เรามั่นใจ 100 % เต็มว่า ผู้สร้างละครทีวีญี่ปุ่นเรื่อง “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) นั้น เป็น cinephile อย่างแน่นอน 55555 ละครเรื่องนี้นำแสดงโดย Yoko Minamino หรือ Nanno และเราเคยดูตอนมันมาฉายทางช่อง 5 ในปี 1987-1988 หรือเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน

 

ความ cinephilia ของละครทีวีเรื่องนี้

 

1. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 16” ตอนนี้เป็นตอนที่จงใจ tribute ให้ Sergei Eisenstein กับ Sergio Leone ตามคลิปที่เราแปะไปแล้ว

 

2. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 24 กับ 25” สองตอนนี้เป็นตอนที่จงใจ tribute ให้ภาพยนตร์เรื่อง VERTIGO (1958, Alfred Hitchcock)  และมันออกมาหนักมาก ๆ ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

3. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 10” ตอนนี้ tribute ให้กับ CASABLANCA (1942, Michael Curtiz)

 

กราบขอบพระคุณคุณ Suriya Sangkarat มาก ๆ ที่แจ้งข้อมูลเรื่อง CASABLANCA นี้

 

คือการ tribute ในตอนนี้มันหนักมาก เพราะว่า

 

3.1 มีการใช้เพลง AS TIME GOES BY จากหนังเรื่อง CASABLANCA มาประกอบทั้งตอนนี้

 

3.2 มีการใช้ภาพและโปสเตอร์จาก CASABLANCA มาประกอบในละคร

 

3.3 ร้านกาแฟในละครเรื่องนี้ก็ตั้งชื่อว่าร้าน CASABLANCA

 

3.4 ตัวละครก็เล่นเปียโนเหมือนในหนัง

 

3.5 พล็อตเรื่องของตอนนี้ก็มาจาก CASABLANCA เลย เพียงแต่สลับเพศกัน เพราะในตอนนี้ ยูกิโนะพยายามช่วยเหลือ “แฟนเก่า” และ “แฟนใหม่ของแฟนเก่า” ในการหลบหนีจากกลุ่มผู้ร้าย เธอกับสิงห์สาวอีกสองคนออกไปฟาดฟันเหล่าร้ายเพื่อช่วยเหลือ “แฟนเก่า” และ “แฟนใหม่ของแฟนเก่า” และยูกิโนะก็พา “แฟนเก่า” และ “แฟนใหม่ของแฟนเก่า” ขึ้นเครื่องบินของเธอเพื่อหลบหนีออกจากญี่ปุ่นในช่วงท้ายของตอน

 

3.6 บทสนทนาในละครตอนนี้ก็ดัดแปลงมาจาก CASABLANCA  อย่างเช่น

 

3.6.1

Rick: Of all the gin joints, in all the towns, in all the world, she walks into mine.

 

3.6.2

  • Yvonne: Where were you last night?
  • Rick: That's so long ago, I don't remember.
  • Yvonne: Will I see you tonight?
  • Rick: I never make plans that far ahead.

 

3.6.3

  • Ilsa: You're saying this only to make me go.
  • Rick: I'm saying it because it's true. Inside of us, we both know you belong with Victor. You're part of his work, the thing that keeps him going. If that plane leaves the ground and you're not with him, you'll regret it. Maybe not today. Maybe not tomorrow, but soon and for the rest of your life.

 

กราบผู้สร้างละครทีวีญี่ปุ่นเรื่อง SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) มาก ๆ เราเคยกรี๊ดอย่างสุดเสียงให้กับละครทีวีเรื่องนี้ไปแล้วในปี 1987-1988 และพอเราย้อนกลับมาดูละครทีวีเรื่องนี้อีกครั้งในปี 2026 เราก็ร้องกรี๊ดสุดเสียงอีกรอบให้กับความเป็น cinephile ของผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้

+++++

 

พอเราเห็นว่า POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany, A+30) จะมาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราก็เลยนึกถึง “หนึ่งในหนังไทยที่น่าเสียดายที่สุด” เรื่อง “ผีโป๊สะดือพูดและสิวของนุกนิก” หรือ FROM A PIMPLE TO NIRVANA (2013, Amorn Harinnitisuk, 130min, B+ ) ที่นำแสดงโดย โบวี่ อัฐมา ชีวนิชพันธ์

 

ที่เราว่า “น่าเสียดาย” ก็เป็นเพราะว่า เราว่าไอเดียบางอย่างของหนังเรื่องนี้มันเข้าทางเรา แต่การ execution ไอเดียดังกล่าวออกมาเป็นหนัง และองค์ประกอบต่าง ๆ ของหนังมันทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ หนังมันเลยออกมาไม่ค่อยน่าประทับใจ คือเราว่าถ้าหากเอาไอเดียบางอย่างของหนังเรื่องนี้มาพัฒนาต่อยอดใหม่ แล้ว execution มันออกมาให้ดี หนังเรื่องนี้มันจะกลายเป็น “หนังไทยที่สามารถสู้รบปรบมือกับ POSSESSION ได้” เพราะตัวละครนางเอกของ “ผีโป๊สะดือพูดและสิวของนุกนิก” มันถือเป็นตัวละครหญิงบ้าที่รุนแรงที่สุดตัวนึงของหนังไทย

 

อีกอย่างที่สงสัยก็คือว่า “ผีโป๊สะดือพูดและสิวของนุกนิก” นี่ มันถือเป็นหนัง body horror ได้หรือเปล่า 55555

++++

 

IMAGINARY FILM: I KNOW YOU SCREAMED LAST SUMMER

 

พอดู SCREAM 7 (2026, Kevin Williamson, A+30) แล้วก็ต้องบอกว่า เราอาจจะชอบภาคนี้น้อยที่สุดในทั้ง 7 ภาคนะ หรือไม่ก็ชอบในระดับรองต่ำสุด ตอนนี้ยังตัดสินใจไม่ได้ แต่ก็ยังชอบในระดับ A+30 อยู่ดี และก็อยากจะดูภาค 8 ในปีหน้า อยากให้สร้างกันออกมาทุกปี 55555

 

เราว่าเราชอบ SCREAM 7 น้อยกว่า I KNOW WHAT YOU DID LAST SUMMER ภาค 3 (2025, Jennifer Kaytin Robinson, A+30) อีกด้วยนะ แต่เราอยากให้สองจักรวาลนี้มา intersect กันมาก ๆ อยากให้ตัวละครที่รอดชีวิตจาก SCREAM 7 มาผจญภัยร่วมกับ Brandy และ Jennifer Love Hewitt ในภาคใหม่

 

สรุปว่า เราอยากให้ SCREAM 8 กับ I KNOW WHAT YOU DID LAST SUMMER ภาค 4 รวมเข้าด้วยกันเป็นหนังเรื่องเดียวกันไปเลย เป็น I KNOW YOU SCREAMED LAST SUMMER หรืออะไรทำนองนี้

 

ส่วนการรวมสองจักรวาลนี้เข้าด้วยกัน ก็ทำได้ไม่ยาก วิธีนึงที่อาจทำได้ ก็คือการให้ตัวละคร Ghostface กลุ่มใหม่ที่วางแผนจะฆ่ากลุ่มตัวละครใน SCREAM กับตัวละคร The Fisherman กลุ่มใหม่ที่วางแผนจะฆ่า Jennifer Love Hewitt กับ Brandy มานั่งรถไฟขบวนเดียวกัน หรือฆาตกรทั้งสองกลุ่มอาจจะเจอกันใน dark web และฆาตกรทั้งสองกลุ่มก็เลยวางแผนว่าจะสลับกันฆ่าเหยื่อของอีกกลุ่มนึง เพื่อให้ตำรวจ/ตัวละครฝ่ายเหยื่อ สืบหาความเชื่อมโยง/ต้นตอ/แรงจูงใจของกลุ่มฆาตกรได้ยากมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการ tribute ให้ STRANGERS ON A TRAIN (1951, Alfred Hitchcock) 55555

 

ลำดับความชอบหนังชุด SCREAM

 

1. SCREAM (1996, Wes Craven, A+30)

 

2. SCREAM 3 (2000, Wes Craven)

Parker Posey กับ Emily Mortimer คือสองสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราชอบภาคนี้อย่างรุนแรงมาก

 

ฉากอ่านบทจากเครื่องแฟกซ์ในภาคนี้ ก็ถือเป็นฉากคลาสสิคสำหรับเรา

 

3. SCREAM 5 (2022, Matt Bettinelli-Olpin, Tyler Gillett)

 

สองประโยคจากหนังเรื่องนี้นื่ถือว่าเป็นประโยคคลาสสิคสำหรับเราไปเลย

 

3.1 “I'm Sidney fucking Prescott, of course I have a gun.”

 

3.2 Amber Freeman: [Runs outside crying and screaming] Help me! Help me! He stabbed me!

 

4. SCREAM 2 (1997, Wes Craven)

 

ฉากเปิดนี่คลาสสิคมาก ๆ ฉากฆ่ากันกลางวันแสก ๆ กลางมหาวิทยาลัยก็รุนแรงมาก ๆ

 

5. SCREAM 6 (2022, Matt Bettinelli-Olpin, Tyler Gillett)

 

เราชอบฉากรถไฟในภาคนี้

 

6. SCREAM 4 (2011, Wes Craven)

 

7. SCREAM 7 (2026, Kevin Williamson, A+30)

 

เราว่าองก์ท้ายของภาค 7 มีปัญหามากพอสมควร แต่ในอนาคตเราอาจจะชอบภาค 7 มากกว่าภาค 4 ก็ได้ ต้องรอดูต่อไปว่าภาคนี้จะสร้างความประทับใจต่อเราในระยะยาวได้มากน้อยแค่ไหน

AFTERIMAGES: HONG KONG INDEPENDENT SHOWCASE

 FOR ENGLISH please scroll down


เป็นเวลานับหลายทศวรรษที่โลกรับรู้ภาพยนตร์ฮ่องกงผ่านการผูกขาดด้วยความถวิลหาอันรุนแรงที่มีต่อ "ยุคทอง" วาทกรรมนี้ถูกสร้างขึ้นบนลัทธิออเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นหนังแอคชันเริงระบำของจอห์น วู, ความโหยให้ชุ่มแสงนีออนของ หว่องกาไว หรือพลวัตอำนาจที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดีของตู้ฉีฟง แม้โครงสร้างนี้จะสร้างประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของความสำเร็จในเชิงอุตสาหกรรม แต่มันกลับบดบังการขยับตัวของแผ่นเปลือกโลกที่เกิดขึ้นลึกลงไปใต้พื้นผิวโดยไม่ตั้งใจ "ยุคทอง" ที่ว่านี้แท้จริงแล้วคือยุคสมัยสนธยาแห่งอาณานิคม ที่ซึ่งตัวตนของเมืองถูกหลอมขึ้นท่ามกลางเปลวไฟแห่งการค้า

ในช่วงยี่สิบปีก่อนจะถึงปี 2019 พลังชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นพลังที่กระจัดกระจาย อยู่ตามริมขอบของประวัติศาสตร์ และมักจะเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเงิน ทว่ามันกลับกระจ่างชัด เฉียบคมราวกับใบมีด ในขณะที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ของฮ่องกงเริ่มพึ่งพาตลาดจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ มันก็ได้เข้าสู่กระบวนการ "ตัดแต่งกิ่งก้านของตัวเอง" โดยการสลัดทิ้งความอ่อนไหวต่อความเป็นจริงทางสังคมและการเมืองในท้องถิ่นเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ในสุญญากาศนี้เองที่ "ภาพยนตร์อิสระ" ได้กลายเป็น "รอยแยก" อันสำคัญยิ่ง—เป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวที่ภาพสะท้อนที่แท้จริงของเมืองยังคงหลงเหลืออยู่โดยไม่ถูกบิดเบือน

ในช่องว่างเหล่านี้ ความเจ็บปวด การต่อต้าน และความจริงอันดิบเถื่อนที่ไม่มีวันผ่านประตูโรงภาพยนตร์กระแสหลักไปได้ ต่างเติบโตขึ้น ภาพยนตร์อิสระจึงเป็นมากกว่ารูปแบบทางศิลปะ แต่มันคือ "พื้นที่สาธารณะ" แห่งสุดท้ายของเมือง ทำหน้าที่เป็นเสมือนพิธีกรรมที่ผู้สร้างและผู้ชมแลกเปลี่ยนความลับกันในความมืด เป็นพื้นที่ส่วนรวมเพื่อยืนยันว่าพวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความจริง ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากภายนอก

จากบทความ ‘ภูมิทัศน์วิเวก: บันทึกพยาธิสภาพของหนังอิสระฮ่องกงยุคหลัง 2019’ เขียนโดย Philip Nam (โปรดติดตามฉบับเต็มเร็วๆนี้)

Wildtype ชวนคุณชมโปรแกรมพิเศษ ภาพติดตา : ภาพยนตร์อิสระจากฮ่องกง โปรแกรมหนังสั้น สารคดี หนังทดลองจากคนทำหนังอิสระของฮ่องกง ร่วมดูหนัง ห้าโปรแแกรม และสนทนาปิดท้่ายกับผู้กำกับและนักวิจารณ์จากฮ่องกงโดยตรงได้ในวันที่
28 กุมภาพันธ์ - 1มีนาคม 2569 ที่

BUFFALO BRIDGE GALLERY BTSสะพานควาย
Noir Row Artspace อุดรธานี
a.e.y. space สงขลา
PYE space พะเยา
Bliss Project จันทบุรี
ดูหนังในห้องนั้น (จัดฉายที่ร้าน Lofter) นครราชสีมา

และในวันที่ 6-8 มีนาคม ที่

ดาดฟ้า ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย Dude, Movie และ Untitled for film (เวลาฉายจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง)

ราคาตั๋ว 100 บาท โดยค่าตั๋วจะถูกแบ่งให้กับทางพื้นที่ และผู้กำกับภาพยนตร์โดยตรง ไม่มีการหักค่าใช้จ่าย

****ภาพยนตร์ไม่มีซับไตเติ้ลภาษาไทย แต่ QA ถามตอบสองภาษาไทยและอังกฤษ****
****สำหรับนักศึกษาทุกระดับชั้น โปรดติดตามประกาศโครงการ Free Seats for Young Cinephiles อีกครั้ง****

SAT 28 FEB 2026

PROGRAM 1 : 1.00PM 97 MINS + QA with the directors

310 Tung Chau Street (2016, Shing Lee, Jo Cheng) 29 MINS
Big Big Company (-,Shing Lee ) 10 MINS
Family Family Day(2019, Shing Lee )
Letter to the Outsider (2018,Dorothy Cheung ) 7MINS
as a bird that briefly perches (2024, Dorothy Cheung ) 17 MINS
Reverberation (2023, Dorothy Cheung) 6MINS

PROGRAM 2 : 3.00 PM 84 MINS + QA with the directors

Letter to T: in nuclearity, we are connected (2023,Zimu Zhang)22 MINS
The Aqueous Truth ( 2013, Chan Tze Woon)30MINS
A Long Walk (2022, Elysa Wendi, Wai Shing Lee)16 MINS
Summer Insects and Ice (2025,Chui Chi Yin) 16 MINS

PROGRAM 3 : 5.00 PM 117 MINS

Night Is Young (2020, Zune Kwok) 25 MINS
Lost Pearl (2021, Li Ho )22 MINS
In your Shoes (2024,Chan Tze Woon, Florence Lam) 30 MINS
Anatomy of The Call( 2024, Arnold Tam ) 18 MINS
The Dancing Voice of Youth(2024,Erica Kwok )22 MINS

----------------------
SUN 1 MAR 2026

PROGRAM 4 : 1.00PM 98 MINS + + QA with the directors

Surprise Film (20 MINS)
Surprise Film (38 MINS)
See You When I See You (work in progres) (2025, Fai Wan) 30 MINS
From the Void of Time (2024, Rico Wong ) 10 MINS

PROGRAM 5 : 3.00PM 112 MINS
32+4 (2014, Chan Hau Chun)30 MINS
A Conversation about our undulating things (2023, Chan Hau Chun ) 22 MINS
Lost a part of (2023,Chan Hau Chun)30 MINS
Surpeise film 30 MINS

PROGRAM 6 : 5.00 PM
Converastion with Chan Hau Chun

-----------------------------

For decades, the global perception of Hong Kong cinema has been monopolized by a heavy nostalgia for the "Golden Age." This narrative is built upon the cult of the auteur—the rhythmic action of John Woo, the neon-soaked pining of Wong Kar-wai, and the calculated power dynamics of Johnnie To. While this framework constructed a glorious history of industrial success, it inadvertently masked the tectonic shifts occurring beneath the surface. This "Golden Age" was an era of colonial twilight, where the city’s identity was forged in the heat of commercial fire.
In the twenty years leading up to 2019, a different kind of vitality existed. It was loose, marginal, and often financially precarious, yet it possessed a razor-sharp clarity. As Hong Kong’s commercial film industry became increasingly reliant on the Mainland Chinese market, it began a process of "self-pruning," shedding its sensitivity to local socio-political realities to ensure survival. In this vacuum, independent cinema became the indispensable "crevice"—the only place where the city's true reflection remained undistorted.

In these gaps grew the pain, the resistance, and the raw truths that could never pass the gates of mainstream multiplexes. Independent film was more than an art form; it was the city’s last public sphere. It functioned as a ritual where creators and audiences exchanged secrets in the dark, a shared space to confirm that they were still living within a truthful reality despite the mounting pressure outside.

from A Desolate Landscape: The Pathological Record of Hong Kong Independent Cinema Post-2019 Written by Philip Nam (Stay tuned for the full version!)

Wildtype invites you to a special program, "AFTERIMAGES : The Hong Kong Independent Showcase"—a showcase of short films, documentaries, and experimental works by independent filmmakers from Hong Kong.

Join us across five curated programs, culminating in a closing discussion directly with directors and film critics from Hong Kong.

Screening Dates & Venues:
February 28 - March 1, 2026

Bangkok: BUFFALO BRIDGE GALLERY (BTS Saphan Khwai)

Udon Thani: Noir Row Artspace

Songkhla: a.e.y. space

Phayao: PYE space

Chanthaburi: Bliss Project

Nakhon Ratchasima: Doo Nung Nai Hong Nun (Screening at Lofter)

March 6-8, 2026

Chiang Mai: Rooftop of the Department of Media Arts and Design, Chiang Mai University. Hosted by Dude, Movie and Untitled for film (Screening times to be announced).

Ticket Price: 100 THB
(Ticket proceeds will be divided directly between the screening venues and the filmmakers, with no deductions.)

Thursday, February 26, 2026

FROM SERGEI EISENSTEIN TO SERGIO LEONE TO YOKO MINAMINO (NANNO)

 

ตอนนี้ Facebook ของคนอื่น ๆ เอ๋อ ๆ เหมือนของเราหรือเปล่า คือมันจะขึ้นยอด like ไม่ตรงตามความเป็นจริง โพสท์เก่า ๆ ของเราที่เคยมีคนกดไลค์เยอะ ๆ ยอดไลค์ก็หายไป อะไรทำนองนี้

+++++++

 

FROM SERGEI EISENSTEIN TO SERGIO LEONE TO YOKO MINAMINO (NANNO)

 

เห็นเพื่อนเขียนว่า อยากให้ฉากตบกันบนบันไดในแรงเงา เวอร์ชั่นใหม่ มีการ tribute ให้ฉาก Odessa Steps ในหนังเรื่อง BATTLESHIP POTEMKIN (1925, Sergei Eisenstein, Soviet Union, A+30) เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ละครทีวีญี่ปุ่นเรื่อง “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) ที่นำแสดงโดย Yoko Minamino หรือ Nanno เคยมีฉากนึงที่ tribute ให้กับฉาก  Odessa Steps ในหนังเรื่อง BATTLESHIP POTEMKIN ด้วย โดยฉากนั้นอยู่ในตอนที่ 16 ของละครโทรทัศน์เรื่องนี้

 

สิ่งที่พิเศษอีกอย่างนึงใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 16” ก็คือว่า นอกจากตอนนี้จะมีการ tribute ให้ Sergei Eisenstein ปรมาจารย์ภาพยนตร์ชาวโซเวียตแล้ว ตอนนี้ยังมีการ tribute ให้ Sergio Leone ด้วย เพราะว่าผู้ร้ายคนสำคัญในตอนที่ 16 ชอบเป่าหีบเพลงปาก ซึ่งเราเดาว่า มันต้องเป็นการ tribute ให้ตัวละคร Harmonica (Charles Bronson) ในภาพยนตร์เรื่อง ONCE UPON A TIME IN THE WEST (1968, Sergio Leone) แน่ ๆ เลย แต่เรายังไม่เคยดู ONCE UPON A TIME IN THE WEST นะ

 

เราก็เลยเอาคลิปบางส่วนจากสิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 16 มาตัดรวมกับ BATTLESHIP POTEMKIN และ ONCE UPON A TIME IN THE WEST เพื่อให้เห็นชัด ๆ ว่า ที่แท้แล้ว Yoko Minamino ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Sergei Eisenstein และ Sergio Leone นี่เอง

 

ใครจะดูคลิปนี้ก็ต้องรีบดูนะ เพราะเราไม่รู้ว่าทาง Facebook จะบอกให้เราลบคลิปนี้เมื่อไหร่ เพราะมันอาจจะมีบางส่วนที่ผิดลิขสิทธิ์ 555555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/931586132629108

 

+++

 

เราได้ดูละครโทรทัศน์เรื่อง “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) ทางโทรทัศน์ช่อง 5 ในช่วงราวปี 1986-1987 ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่ได้เป็น cinephile แต่อย่างใด แต่เราก็ยกให้ละครทีวีเรื่องนี้เป็น one of my most favorite TV series of all time เพราะเราชอบมันอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

และพอเราเริ่มกลายเป็น cinephile ตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา เราก็ย้อนคิดไปถึงละครทีวีเรื่องนี้ที่เคยดูมา และก็พบว่าละครทีวีเรื่องนี้มันหนักมาก ๆ เพราะว่า

 

1. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 16” ตอนนี้เป็นตอนที่จงใจ tribute ให้ Sergei Eisenstein กับ Sergio Leone ตามคลิปที่เราแปะไปแล้ว

 

คือเราชอบสุดขีดที่มันไม่ได้จงใจ tribute ให้แค่ Eisenstein หรือแค่ Leone แต่มันสามารถ tribute ให้ผู้กำกับระดับปรมาจารย์สองคนพร้อมกันได้เลย

 

2. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 24 กับ 25” สองตอนนี้เป็นตอนที่จงใจ tribute ให้ภาพยนตร์เรื่อง VERTIGO (1958, Alfred Hitchcock)  และมันออกมาหนักมาก ๆ ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

คือในสองตอนนี้ มันจะมีผู้ร้ายอยู่สองกลุ่ม กลุ่มนึงวางแผนที่จะฆ่านางเอกโดยเลียนแบบหนังเรื่อง VERTIGO ซึ่งถ้าหากพล็อตมันมีแค่นี้ มันคงจะจืด เพราะฉะนั้นในสองตอนนี้ นางเอกกับเพื่อน ๆ เลยต้องรับมือกับผู้ร้ายอีกกลุ่มนึงไปด้วยพร้อม ๆ กัน โดยอีกกลุ่มเป็นสามสาวที่ใช้ “ริบบิ้นยิมนาสติกลีลาใหม่” เป็นอาวุธ และริบบิ้นของพวกเธอมีอิทธิฤทธิ์สูงมาก ๆ และสามารถสกัดลูกดิ่งและลูกแก้วซึ่งเป็นอาวุธของนางเอกกับเพื่อนสนิทได้ด้วย

 

คือแค่ละครทีวีเรื่องนี้ tribute ให้ VERTIGO เราก็กราบตีนมากแล้ว แต่ผู้สร้างละครคงกลัวพล็อตจะจืดเกินไป เลยต้องใส่ผู้ร้ายอิทธิฤทธิ์รุนแรงอีกกลุ่มเข้ามาในเวลาเดียวกันด้วย มันเลยกลายเป็นอะไรที่ “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป”

 

นึกว่า Christian Petzold (ผู้ชอบรีเมค VERTIGO) ยังต้องไหว้ของจริง

 

เดี๋ยววันหลังว่าง ๆ เราค่อยแปะคลิปจากสองตอนนี้ควบกับ VERTIGO

 

3. ใน “สิงห์สาวนักสืบปีสอง ตอนที่ 26” ตอนนี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจาก “องคุลีมาล” !!!!!!! + ความเชื่อเรื่อง doppelganger + ปัญหาชนชั้น หนักมาก ๆ เพราะตอนนี้เล่าเรื่องของ Lady Rei สาวรวยคนนึงที่ไล่ทำร้าย “สาวนักต่อสู้” คนอื่น ๆ และพอเธอชนะใคร เธอก็จะเอา “ผ้าพันคอ” ของคนนั้นมาเก็บสะสมไว้ เธอตั้งเป้าจะเก็บสะสมให้ได้ 1000 อัน เหมือนองคุลีมาล!!!!!

 

แต่ปรากฏว่าเธอดันมีหน้าตาเหมือน “สิงห์สาวลูกแก้ว” ในที่สุดสองคนนี้ก็เลยมาต่อสู้กัน แต่สิงห์สาวลูกแก้วมีฐานะยากจน สิงห์สาวลูกแก้วใช้ “ลูกแก้ว” เป็นอาวุธ ส่วน Lady Rei ใช้เพชรพลอยเป็นอาวุธ  การต่อสู้กันอย่างดุเดือดของทั้งสองก็เลยทำให้นึกถึงความเชื่อเรื่อง doppelganger และสิงห์สาวลูกแก้วก็ประกาศกร้าวในการต่อสู้ว่า DON’T FUCK WITH THE WORKING CLASS ด้วย มันก็เลยทำให้นึกถึงปัญหาชนชั้น

 

นึกไม่ถึงเหมือนกันว่า ละครทีวีญี่ปุ่นที่เราเคยดูทางช่อง 5 เมื่อ 40 ปีก่อน จะคลาสสิคขนาดนี้ คือเราชอบละครเรื่องนี้มากๆ  ตั้งแต่ตอนก่อนที่เราจะเป็น cinephile และพอเรามาดูผ่าน ๆ อีกรอบหลังจากเป็น cinephile เราก็ทึ่งกับ references มากมายที่เราไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน กราบตีนนนนนนนของจริง

  

Wednesday, February 25, 2026

WAGNER MOURA IN A GAY FILM

 

เห็นคุณ Vichart Somkaew โพสท์ถึงหนังเรื่อง FUTURO BEACH (2014, Karim Aïnouz, Brazil, A+25) เราก็เลยถือโอกาสนี้โพสท์รูปของ Wagner Moura ในหนังเกย์เรื่องนี้ด้วย เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงภาพยนตร์ Esplanade Ratchada ในเทศกาลหนังเกย์ในกรุงเทพในวันที่ 12 มิ.ย. 2015 รู้สึกดีใจมาก ๆ ที่ Wagner Moura กลายเป็น superstar ไปแล้วในปัจจุบัน

 

พอเปิดสมุดโน้ตดูแล้วก็แอบขำ เพราะว่าในช่วงที่มีการจัดเทศกาลหนังเกย์ในกรุงเทพในเดือนมิ.ย. 2015 นั้น ก็มีการจัดเทศกาลหนังเงียบในกรุงเทพในช่วงเวลาเดียวกัน คือในวันที่ 12 มิ.ย. 2015 นั้น เราได้ดูหนังเรื่อง ONCE UPON A TIME (1922, Carl Theodore Dreyer, Denmark, A+20) ในเทศกาล Silent Film Festival ที่โรงภาพยนตร์ลิโด เสร็จแล้วเราก็รีบแหกหีวิ่งมาเอสพลานาด รัชดา เพื่อดูหนังเรื่อง FUTURO BEACH ในวันเดียวกัน เป็นการวิ่งรอกสองเทศกาล สองโรงภาพยนตร์ในวันเดียวกัน

 

แล้วเทศกาลหนังเกย์กับเทศกาลหนังเงียบก็ชอบจัดชนกันโดยไม่ได้ตั้งใจ คือในปี 2015 สองเทศกาลนี้ก็จัดชนกันในเดือนมิ.ย. แล้วในปี 2025 สองเทศกาลนี้ก็จัดชนกันในเดือนก.ย.อีก คือขนาดเปลี่ยนจากเดือนมิ.ย.มาเป็นเดือนก.ย.แล้ว สองเทศกาลนี้ก็ยังจัดชนกันเหมือนเดิม บ้าบอที่สุด

 

แต่พอเทศกาลหนังเงียบจัดที่ศาลายา และเทศกาลหนังเกย์จัดที่ ICON SIAM ในปี 2025 เราก็เลยวิ่งรอกไม่ไหวอีกต่อไป เราก็เลยต้องจำใจทิ้งไปหนึ่งเทศกาลเลยในช่วงต้นเดือนก.ย. 2025 เหมือนเราต้องเลือกระหว่าง “ความรักหนัง” กับ “ความรักผู้ชาย” และเราก็เลยเลือก “ความรักผู้ชาย” ด้วยการปักหลักดูเทศกาลหนังเกย์ที่ ICON SIAM ในช่วงต้นเดือนนั้น

 

อย่างไรก็ดี กราบขอบพระคุณผู้จัดเทศกาลหนังทั้งสองเทศกาลมาก ๆ นะคะ รักทั้งสองเทศกาลภาพยนตร์นี้มาก ๆ ค่ะ

Tuesday, February 24, 2026

Favorite Actor: Lars Väringer from SENTIMENTAL VALUE

 

ได้สติกเกอร์เวทมนตร์จาก Japanese Film Festival ปีนี้มาด้วย เห็นเขาลือกันว่า มันขลังมาก ๆ สติกเกอร์แต่ละรูปจะใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกันไป (ล้อเล่นค่ะ 555)

++++

Favorite Actor: Lars Väringer from SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway, A+30)

 

เหมือนเขาปรากฏตัวแค่เพียงสองฉากใน SENTIMENTAL VALUE แต่ตัวละครของเขามันสะเทือนใจเรามาก ๆ เขารับบทเป็น Peter ตากล้องคู่บุญของ Lasse Hallström

 

เราชอบการแสดงทางแววตาของเขาในฉากนั้นมาก ๆ แววตาของเขาที่มอง Gustav Borg (Stellan Skarsgård) ในฉากนั้นมันสะเทือนใจเรามาก ๆ มันมีทั้งความผิดหวังต่อชีวิตตัวเอง, ผิดหวังต่อเพื่อน และเข้าอกเข้าใจเพื่อนในเวลาเดียวกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวละครมันไม่พูดอะไรออกมาตรง ๆ แต่แววตาของเขามันทำให้เราจินตนาการอารมณ์ของตัวละครออกมาต่าง ๆ นานาตามใจตนเอง 55555

 

ซึ่งจริง ๆ แล้วเราว่า Stellan Skarsgård ก็แสดงออกทางแววตาได้ดีสุดขีดตลอดทั้งเรื่องเช่นเดียวกัน แต่คนทั้งโลกชื่นชม Stellan Skarsgård ในหนังเรื่องนี้ไปแล้ว เราก็เลยไม่จำเป็นต้องจดบันทึกความทรงจำถึงสิ่งนี้แต่อย่างใด สิ่งที่เราต้องจดบันทึกไว้ก็คือความทรงจำที่มีต่อแววตาของตัวละคร Peter ที่แสดงโดย Lars Väringer ในฉากนั้น

 

เขาเคยแสดงเรื่อง MIDSOMMAR (2019, Ari Aster, A+30) ด้วย

+++

 

ฉันรักเขา Siddhant Chaturvedi from DO DEEWANE SEHER MEIN (TWO LOVERS IN THE CITY) (2026, Ravi Udyawar, India, 138min, A+30)

 

เราว่าเขาเป็นคนที่มี “ดวงตายิ้มได้” และเราชอบบทของเขาในหนังเรื่องนี้ที่ดูไม่ค่อย macho เมื่อเทียบกับบทพระเอกหนังอินเดียโดยทั่ว ๆ ไป เพราะในหนังเรื่องนี้เขารับบทเป็นชายหนุ่มที่ค่อนข้างขี้อายและขาดความมั่นใจในตัวเอง

++++

 

ชอบ standee อันนี้และก็ชอบหนังด้วย DO DEEWANE SEHER MEIN (TWO LOVERS IN THE CITY) (2026, Ravi Udyawar, India, 138min, A+30)

 

Monday, February 23, 2026

SENTIMENTAL VALUE VS. CONTEMPT

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway/Germany/Denmark/France/Sweden/UK/Turkey, A+30)

+ CONTEMPT (1963, Jean-Luc Godard, France/Italy)

 

พอเราดู SENTIMENTAL VALUE เราก็เลยสงสัยว่า การที่ Joachim Trier เลือก Elle Fanning มาแสดงในหนังเรื่องนี้ มันช่วยให้เขาหาทุนสร้างหนังได้ง่ายขึ้นไหม 555555 เพราะว่าหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างจาก 7 ประเทศรวมกัน ซึ่งแตกต่างจาก THE WORST PERSON IN THE WORLD (2021, Joachim Trier, Norway/France/Sweden/Denmark, A+30) ที่ใช้ทุนสร้างเพียง 4 ประเทศ และเราเดาว่าการเลือก Elle Fanning มาแสดงในหนังเรื่องนี้ น่าจะช่วยให้ Joachim Trier หาทุนสร้างหนังได้ง่ายขึ้น

 

คือเรารู้สึกว่า สถานะของ Elle Fanning ในหนังเรื่องนี้ มันคล้าย ๆ กับสถานะของ Brigitte Bardot ใน CONTEMPT น่ะ คือ

 

1. ทั้งสองเป็นดาราสาวสวยชื่อดัง และ “ความสวย” + “ชื่อเสียงที่โด่งดัง” ของทั้งสอง น่าจะช่วยให้ผู้กำกับหาทุนมาสร้างหนังได้ง่ายขึ้น

 

อันนี้เป็นข้อมูลจาก Wikipedia เกี่ยวกับ CONTEMPT

 

Finally, Bardot was chosen because of the producer's insistence that the profits might be increased by displaying her famously sensual body. 

 

2. และทั้ง SENTIMENTAL VALUE กับ CONTEMPT ก็ล้อเรื่องนี้ในตัวมันเอง เพราะ Elle Fanning ก็รับบทเป็น Rachel Kemp “ดาราสาวสวยชื่อดัง” ที่อาจจะช่วยกระตุ้นให้ Netflix มาให้ทุนสร้างหนังแก่ Gustav Borg (Stellan Skarsgård) คือบทบาทของ Elle Fanning ทั้งในและนอกหนังเรื่องนี้ มันล้อตัวมันเอง

 

ส่วนบทของ Brigitte Bardot ใน CONTEMPT ก็แสดงให้เห็นเลยว่า โกดาร์ด รู้สึก contempt กับตัวผู้อำนวยการสร้างหนังของตัวเองอย่างไรบ้าง

 

3. และทั้ง SENTIMENTAL VALUE กับ CONTEMPT ก็เป็นหนังที่วิพากษ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในยุคของมันเองด้วย โดย SENTIMENTAL VALUE เหมือนจะแอบวิพากษ์ธุรกิจสตรีมมิงอยู่บ้าง และพูดถึงตลาดภาพยนตร์ที่อาจจะเปิดรับ "หนังที่ใช้ภาษาอังกฤษ" มากกว่าหนังที่ใช้ภาษาอื่น ๆ  ส่วน CONTEMPT นั้น ตัวละคร Jeremy Prokosch (Jack Parlance) เหมือนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ด่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในยุคนั้นโดยเฉพาะ 55555

 

เราก็เลยชอบการ cast Elle Fanning กับ Brigitte Bardot มาใช้ในหนังสองเรื่องนี้มาก ๆ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้มีเพียงประเด็นที่ว่า นักแสดงทั้งสองแสดงบทบาทของตนเองในหนังได้ดีเพียงใด แต่สิ่งที่สำคัญมาก ๆ อีกอย่างก็คือว่า ความสาว, ความสวย และชื่อเสียงที่โด่งดังของทั้งสองในชีวิตจริง มันถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการหาทุนสร้างหนังได้ดีเพียงใด และสิ่งนี้ก็ถูกนำมาประจาน/วิพากษ์วิจารณ์ ในตัวหนังอีกทอดหนึ่งได้อีกด้วย 55555

 

+++

 

11. HOW DARE YOU? (2025, Mipo Oh, Japan, A+30)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด มีฉากที่ตัวละคร Yuishi (Tetta Shimada) พูดคำว่า TADAIMA กับคุณแม่ (Yu Aoi)

 

12. THE FAMILY GAME (1983, Yoshimitsu Morita, Japan, A+30)

 

มีฉากที่ตัวละคร Shinichi (Junichi Tsujita) พูดคำว่า TADAIMA กับคุณแม่ (Saori Yuki)

 

ฉันรักเขา Ryota Bando from RENOIR (2025, Chie Hayakawa, Japan, A+30) และ #HandballStrive (2020, Daigo Matsui, Japan, A+25)

Sunday, February 22, 2026

LENA ENDRE

วันนี้เราเพิ่งได้ดู SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway, A+30) แล้วก็เลยดีใจสุดขีดที่พบว่า Lena Endre ยังมีชีวิตอยู่ 555555 ดีใจมาก ๆ ที่ได้เห็น Lena Endre ในหนังเรื่องนี้ หลังจากที่เราไม่ได้เห็นเธอมานานมากแล้ว แต่ก็แอบเสียดายที่หนังเรื่องนี้แทบไม่ได้เปิดโอกาสให้เธอได้โชว์ฝีมือทางการแสดงแต่อย่างใด แต่แค่ได้เห็นเธอในหนังเรื่องนี้ เราก็รู้สึก nostalgic คิดถึงหนัง Nordic หลาย ๆ เรื่องที่เคยเข้ามาฉายตามเทศกาลในกรุงเทพในช่วง 25-30 ปีก่อนมาก ๆ

 

คือเราเพิ่งมาหลงใหลการดูหนัง กลายเป็น cinephile ในปี 1995 และพอเราเริ่มตามดูหนังเทศกาลในกรุงเทพในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เราก็เจอ Lena Endre ในหนัง Nordic หลาย ๆ เรื่องน่ะ และเราก็ชอบการแสดงของเธอมาก ๆ ในหนังยุคนั้น จนตอนนั้นเราแอบเรียก “Lena Endre กับ Pernilla August” ว่าเป็น “สินจัย หงษ์ไทย และ นาถยา แดงบุหงา แห่งวงการหนัง Nordic” 55555 อย่างไรก็ดี พอเข้าช่วงปลายทศวรรษ 2000 เราก็แทบไม่ได้เห็น Lena Endre กับ Pernilla August ในหนัง Nordic ที่เข้ามาฉายในไทยอีก ซึ่งก็อาจจะเหมือนกับสินจัย หงษ์ไทย ที่อาจจะเน้นเล่น “ละครโทรทัศน์” มากกว่าแสดงภาพยนตร์ เมื่ออายุมากขึ้น

 

นอกจากเราจะแอบเรียก “Lena Endre กับ Pernilla August” ว่าเป็น “สินจัย หงษ์ไทย และ นาถยา แดงบุหงา แห่งวงการหนัง Nordic” แล้ว ตอนนั้นเราก็เคยแอบคิดในใจอีกด้วยว่า Lena Endre + Pernilla August เหมือนมาสานต่อการแสดงของ “กลุ่มดาราขาประจำของ Ingmar Bergman” น่ะ คือเหมือนสองคนนี้เป็นทายาททางการแสดงของ Liv Ullmann + Ingrid Thulin + Bibi Andersson อะไรพวกนี้ คือเหมือนกับว่า Liv Ullmann เคย “คายตะขาบ” มอบตำแหน่งเจ้าแม่หนัง Nordic ให้แก่ Lena Endre ตอนที่ Lena Endre แสดงหนังเรื่อง FAITHLESS (2000, Liv Ullmann, Sweden) เพราะฉะนั้นการที่ Lena Endre มาเล่นหนังเรื่อง SENTIMENTAL VALUE ก็เลยเหมือนกับว่า เธอได้ “คายตะขาบ” ให้แก่ Renate Reinsve เป็นรุ่นต่อไป 55555

 

แต่เรายังไม่เคยดู FAITHLESS นะ เราเคยดู Lena Endre ในหนังเรื่อง EXPECTATIONS (1997, Daniel Bergman, Sweden), UNMARRIED COUPLES: A COMEDY THAT WILL BREAK YOU UP (1997, Peter Dalle, Sweden), THE EYE (1998, Richard Hobert, Sweden), GOSSIP (2000, Colin Nutley, Sweden), AFTERMATH (2004, Paprika Steen, Denmark), HEAVEN’S HEART (2008, Simon Staho, Sweden), THE GIRL WITH THE DRAGON TATTOO (2009, Niels Arden Oplev, Sweden), THE GIRL WHO PLAYED WITH FIRE (2009, Daniel Alfredson, Sweden), THE GIRL WHO KICKED THE HORNET’S NEST (2009, Daniel Alfredson, Sweden) และ KINGSMAN: THE GOLDEN CIRCLE (2017, Matthew Vaughn)

 

รูปของ Lena Endre จาก HEAVEN’S HEART

++++

10. SHE TAUGHT ME SERENDIPITY (2024, Akiko Oku, Japan, 127min, A+30)

 

ในหนังเรื่องนี้ มีฉากที่ตัวละคร Toru Konishi (Riku Hagiwara) พูดคำว่า TADAIMA กับ Sacchan (Aoi Ito)

 

 


Saturday, February 21, 2026

THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30)

 

ONE SECRET AGENT AFTER ANOTHER

 

เราชอบ THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, 161min, A+30) และ ONE BATTLE AFTER ANOTHER (2025, Paul Thomas Anderson, 161min, A+30) อย่างสุดขีดมาก ๆ ทั้งสองเรื่อง และก็แอบขำที่หนังทั้งสองเรื่องมีความยาว 161 นาทีเท่ากัน และพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองเหมือน ๆ กัน เราก็เลยทำลิสท์ตัวละครในหนังสองเรื่องนี้ที่ทำให้นึกถึงกันและกันขึ้นมาด้วยดีกว่า 55555

 

เราดู ONE BATTLE AFTER ANOTHER เมื่อหลายเดือนก่อนจนเราลืมรายละเอียดในหนังเรื่องนี้ไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากเราจำข้อมูลอะไรผิดไป ก็ comment มาบอกกันได้นะคะ

 

1. Armando Solimões (Wagner Moura) vs. Bob (Leonardo DiCaprio)

พระเอก

 

2. Flávia (Laura Lufési) vs. Willa (Chase Infiniti)

สาวสามกีบ ความหวังของโลกนี้ฝากไว้กับพวกเธอ

 

3. Henrique Ghirotti (Luciano Chirolli) vs. Col. Steven J. Lockjaw (Sean Penn)

ตัวผู้ร้ายที่เคยเผชิญกับ “เมียพระเอก”

 

4. Sebastiana (Tânia Maria) vs. Sensei Sergio St. Carlos (Benicio Del Toro)

ผู้คอยปกป้องผู้ลี้ภัย ช่วยเหลือคนทุกข์คนยาก

 

5. Fátima Nascimento (Alice Carvalho) vs. Perfidia (Teyana Taylor)

เมียพระเอก

 

6. Elza (Maria Fernanda Cândido) vs. Deandra (Regina Hall)

ผู้หญิงที่คอยช่วยเหลือตัวละครเอกในการหลบหนี

 

7. Luanda (Rafaela Pavin) vs. Mae West (Alana Haim)

หญิงสาวที่อยู่ในองค์กรเดียวกับพระเอก และถูกผู้ร้ายกำจัดไป

 

8. João Pedro (Marcello Valle) vs. Howard “Billy Goat” Sommerville (Paul Grimstad)

ผู้ชายที่ช่วยพระเอกในการหลบหนี/ตั้งต้นชีวิตใหม่ ตัวละคร João Pedro คือคนที่รับ “โทรเลข” จากพระเอก THE SECRET AGENT ส่วน Billy Goat คือคนที่ให้อัตลักษณ์ใหม่กับพระเอก ONE BATTLE AFTER ANOTHER

 

9. Lenira Nascimento (Aline Marta Maia) vs. Gramma Minnie (Starletta DuPois)

แม่ยายของพระเอก ทั้งสองคนเหมือนไม่ค่อยชอบพระเอก แต่ด้วยเหตุผลที่ตรงข้ามกัน Lenira ไม่ชอบพระเอกเพราะกลัวว่า “ภัยการเมือง” ที่ตามตัวพระเอกมาจะทำให้ชีวิตของเธอขาดความสงบสุข ส่วน Gramma Minnie ไม่ค่อยชอบพระเอก เพราะเธอมองว่าพระเอกดูขี้ขลาดเมื่อเทียบกับตัวลูกสาวของเธอ (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ)

 

ตัวละคร Gramma Minnie นี้ ตั้งชื่อตาม Minnie Riperton ซึ่งเป็น “แม่ยาย” ตัวจริงของ Paul Thomas Anderson โดยทุกคนคงรู้จัก Minnie Riperton กันเป็นอย่างดีจากเพลง LOVIN’ YOU (1974) ที่สถานีวิทยุในไทยเปิดบ่อยมาก ๆ และถือเป็น “หนึ่งในเพลงคลาสสิคอมตะนิรันดร์กาล” ในความเห็นของเรา

 

10. Vilmar (Kaiony Venâncio) vs. Avanti (Eric Schweig)

มือสังหารที่ดูมีความบ้าน ๆ ตัวละคร Vilmar นี่ถ้าเป็นหนังไทยต้องรับบทโดย “คุณคาเงะ”

 

11. Augusto Borba (Roney Villela) vs. Tim Smith (John Hoogenakker)

มือสังหารที่มีความเป็น elite ดูหล่อเท่

 

 

12. Euclides Cavalcanti (Robério Diógenes) vs. Virgil Throckmorton (Tony Goldwyn)

หัวหน้ากลุ่มคนเหี้ย

 

13. Daniela (Isadora Ruppert) vs. Bobo (Colton Gantt)

เพื่อนของสาวสามกีบ ตัวละคร Bobo คือคนที่เป็น non-binary

 

เราชอบ THE SECRET AGENT มากกว่า ONE BATTLE AFTER ANOTHER นะ ซึ่งสิ่งนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ว่าหนังเรื่องไหนดีกว่ากันแต่อย่างใด 55555 เพราะเรามองว่า ONE BATTLE AFTER ANOTHER ก็เป็นหนังที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้วในแนวทางของมันเอง เพียงแต่ว่าสไตล์/แนวทางของ THE SECRET AGENT เป็นสิ่งที่เข้าทางเรามากกว่า

 

อยากให้หนังสองเรื่องนี้มี spin off ของตัวเองมาก ๆ โดย

 

1. ONE BATTLE AFTER ANOTHER ภาคสอง เล่าเรื่องราวของ Perfidia ในเม็กซิโก เราอยากรู้มาก ๆ ว่า Perfidia จะไปประกอบวีรกรรมใดบ้างในเม็กซิโก เพราะอย่างที่รู้ ๆ กันว่า Mexico เป็นประเทศที่เดือดมาก ๆ

 

2. THE SECRET AGENT ภาคสอง เล่าเรื่องราวของ Sebastiana ตอนอยู่อิตาลี ซึ่งเป็นช่วงที่เธอเคยเป็น Communist ก่อนจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Anarchist เพราะ Sebastiana เล่าว่า ตอนที่เธออยู่อิตาลี เธอได้ “ทำสิ่ง 3 สิ่ง” ที่เธอจะไม่เล่าให้คนอื่น ๆ ในอพาร์ทเมนท์ฟัง และจนจบหนังเรื่อง THE SECRET AGENT Sebastiana ก็ไม่ยอมเล่าอยู่ดีว่า “สิ่ง 3 สิ่งที่ไม่อาจเปิดเผยได้” ที่เธอเคยทำตอนอยู่อิตาลี ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากมี THE SECRET AGENT ภาคสอง เราก็อยากให้เล่าเรื่องราวของ “สิ่ง 3 สิ่งอันไม่อาจเปิดเผยได้” ที่ Sebastiana เคยทำตอนอยู่อิตาลี

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02rBCJ9JWWsDuH88JyKCg7oFxbkQ16XPRyTRsh9EDnStUhCdxJhpSRhZBLLKW1tntKl

 

THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆๆๆๆๆ แต่เราไม่ขอเขียนถึงประเด็นหลัก ประเด็นสำคัญใด ๆ ในหนังเรื่องนี้นะ ทั้งเรื่องการเมือง, การสื่อสารยุคเก่า, สื่อยุคเก่า, ความสำคัญของภาพยนตร์, ความสำคัญของ archives, etc. เพราะว่าเพื่อน ๆ ของเราเขียนถึงประเด็นเหล่านี้กันไปหมดแล้ว และเราได้แชร์สิ่งที่เพื่อน ๆ เขียนมาไว้บนวอลล์ของเราแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็จะขอทำเพียงแค่จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้แล้วกัน โดยจะไม่แตะแก่นหลักหรือประเด็นหลัก ๆ ของหนังแต่อย่างใด 55555

 

2. อย่างแรกที่ชอบเป็นการส่วนตัวเลยก็คือการที่หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงประเทศไทยในหลาย ๆ แง่มุม โดยแง่มุมแรกก็คือ “สภาพภูมิอากาศ” ซึ่งจะเห็นได้จาก  “เหงื่อ” ของตัวละครต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ เพราะว่าเหตุการณ์มันเกิดในบราซิล ในช่วงที่อุณหภูมิน่าจะใกล้เคียงกับประเทศไทย และเราก็จะเห็นเหงื่อของตัวละครเยอะมาก โดยเฉพาะ “รอยเหงื่อที่เปื้อนเสื้อ” ขณะที่ตัวละครใช้โทรศัพท์สาธารณะ หรือฉากที่ Augusto กับ Bobbi เหงื่อแตกขณะไปหา Vilmar ในโรงงานน้ำตาล

 

คือภาพยนตร์มันเป็น “สื่อ” ที่กระทบเราทางภาพและเสียงโดยตรง แต่ไม่ได้กระทบเราทางกลิ่น, รส และสัมผัสโดยตรง เราก็เลยชอบที่หนังบางเรื่องมันทำให้เรารู้สึกถึง “สัมผัสทางกาย” ได้ในทางอ้อมด้วย โดยผ่านทาง “อุณหภูมิ” ที่ตัวละครเผชิญในหนัง แต่ว่าหนังที่เราดูส่วนใหญ่มันเป็นหนังฮอลลีวู้ด, หนังยุโรป และหนังญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นเราก็เลยมักจะสัมผัส “ความหนาวเย็น” ผ่านทางหนังเหล่านี้เป็นหลัก โดยเฉพาะหนังอย่าง ZERO KELVIN (1995, Hans Petter Moland, Norway) แต่พออันนี้มันเป็นหนังบราซิล และมันละเอียดลออกับการใส่เหงื่อให้กับตัวละครในแต่ละฉาก เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้มันทำให้นึกถึงอุณหภูมิที่คล้ายคลึงกับประเทศไทยมาก ๆ คือแค่กูเดินออกไปหน้าบ้าน เหงื่อกูก็แตกแล้ว

 

3. การเข่นฆ่าประชาชนในยุคสงครามเย็น เผด็จการทหาร ก็เป็นสิ่งที่ทำให้นึกถึงประเทศไทยมาก ๆ โดยไทยในยุคนั้นก็เป็นยุคที่มีการ propaganda ให้คนหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ และมีการลอบสังหารอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน อย่างเช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บุญสนอง บุณโยทยาน อดีตหัวหน้าแผนกวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกลอบสังหารเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 

 

4. เรารู้สึกผูกพันกับ “ยุคสมัย” ของหนังเรื่องนี้อย่างเป็นการส่วนตัวมาก ๆ ด้วย เพราะว่า เราเกิดในปี 1973 ส่วน Kleber Mendonça Filho เกิดปี 1968 เพราะฉะนั้นพอเขาสร้างหนังที่ถ่ายทอด “บรรยากาศในวัยเด็ก” ของเขา มันก็เลยซ้อนทับกับ “ความทรงจำในวัยเด็ก” ของเรามาก ๆ โดย

 

4.1 อย่างแรกที่เราร้องวี้ดเลยก็คือดนตรีประกอบ เมื่อหนังใช้เพลง IF YOU LEAVE ME NOW (1976) ของวง Chicago ในช่วงต้นเรื่อง เพราะนี่คือเพลงที่กรอกหูเราบ่อย ๆ ในวัยเด็กของจริง และเราก็ชอบมากที่หนังใช้เพลง LOVE TO LOVE YOU BABY (1975) ของ Donna Summer ด้วย

 

4.2 ชอบที่ตัวละครติดต่อกันโดยใช้โทรศัพท์สาธารณะกับโทรเลขมาก ๆ เพราะว่า

 

4.2.1 บ้านของเราเพิ่งมีโทรศัพท์ใช้ในปี 1988 เพราะฉะนั้นก่อนหน้าปี 1988 เราก็เลยต้องพึ่งพาการสื่อสารโดยใช้โทรศัพท์สาธารณะเป็นหลัก

 

4.2.2 บ้านของตากับยายเราที่จังหวัดอุบลราชธานีก็ไม่มีโทรศัพท์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาที่แม่ของเราพาเราไปเยี่ยมตากับยายในทศวรรษ 1970-1980 แม่ของเราก็จะส่ง “โทรเลข” ไปหาตากับยาย เพื่อบอกตากับยายว่า แม่จะเดินทางจากกรุงเทพไปเยี่ยมนะ

 

5. หนังที่ถูกอ้างอิงถึงในหนังเรื่องนี้ ก็ล้วนเป็นหนังที่ผูกพันกับความทรงจำของเราในวัยเด็ก ซึ่งก็คือ

 

5.1 JAWS (1975, Steven Spielberg)

มันคือหนังที่เราอยากดูตอนเด็ก ๆ เหมือนกัน แต่เราก็ไม่ได้ดู เรามาได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่เราโตแล้ว เราจำได้แต่ว่า ตอนเด็กๆ มีข่าวลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับการพบศพคนถูกกินอยู่ในท้องปลาฉลามที่ถูกจับได้แถวศรีราชา ซึ่งข่าวฉลามกินคนที่ศรีราชานี่มันเป็นข่าวที่ฝังใจเราตอนเด็กมาก ๆ เหมือนกับตัวละครในหนังเรื่องนี้

 

5.2 THE OMEN (1976, Richard Donner)

นี่ก็เป็นหนังที่ดังสุดขีดตอนที่เรายังเป็นเด็ก

 

5.3 การ์ตูน POPEYE THE SAILOR 

นี่ก็เป็นการ์ตูนที่เราได้ดูบ่อย ๆ ทางโทรทัศน์ในช่วงทศวรรษ 1970 แต่เราเข้าใจว่าการ์ตูนที่เราได้ดูอาจจะเป็นการ์ตูนที่สร้างขึ้นในปี 1960-1963 ส่วนการ์ตูนที่ Fernando ได้ดูในหนังเรื่องนี้คือ POPEYE THE SAILOR MEETS ALI BABA’S FORTY THIEVES (1937, Dave Fleischer, Willard Bowsky, 17min) ซึ่งมีให้ดูในยูทูบ

 

6. เราชอบที่ THE SECRET AGENT refer ถึงหนังเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องด้วย โดยเฉพาะ

 

6.1 DONA FLOR AND HER TWO HUSBANDS (1976, Bruno Barreto, Brazil, A+30)

มีภาพจากหนังเรื่องนี้ติดอยู่ในโรงหนัง

 

6.2 MIDNIGHT COWBOY  (1969, John Schlesinger)

มีโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ติดอยู่ในโรงหนัง

 

6.3 ISAURA: SLAVE GIRL (1976-1977, Brazil)

เราเพิ่งมารู้จาก IMDB ว่า คลิปจากละครทีวีเรื่องนี้ถูกนำเสนอในช่วงต้นของหนังเรื่อง THE SECRET AGENT เราก็เลยจะเสริมว่า ละครทีวีเรื่องนี้เคยมาฉายในไทยด้วยนะ ในชื่อเรื่องว่า “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” โดยฉายทางช่อง 5 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 แต่ฉายไม่จบเรื่องนะ คือเหมือนพอฉายไปได้ระยะนึง แล้วมันสิ้นปีพอดี แล้วพอขึ้นปีใหม่ เจ้าของสิทธิละครทีวีเรื่องนี้คงประมูลซื้อเวลาออกอากาศจากทางช่อง 5 ไม่ได้ ละครทีวีเรื่องนี้ก็เลยไม่ได้แพร่ภาพต่อในไทย

 

โชคดีที่เราไม่ได้ตามดูละครเรื่องนี้ เราก็เลยไม่ได้ค้างคาใจว่ามันจบยังไง แต่เราจำได้ว่ามันฉายในเวลาใกล้ ๆ กับ “สิงห์สาวนักสืบ” (SUKEBAN DEKA) เราก็เลยเหมือนได้เห็นละครเรื่องนี้ผ่าน ๆ ตาตอนที่เราเปิดทีวีเพื่อรอดูสิงห์สาวนักสืบ

 

แต่แม่ของเราชอบดู “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” มาก ๆ เราก็เลยเสียดายเหมือนกันที่แม่ของเราไม่ได้ดูละครเรื่องนี้ต่อจนจบ

 

เราว่าการนำภาพจาก “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” มาใช้ใน THE SECRET AGENT ก็เพื่อเป็นการพาดพิงถึงตัวละครแม่ของ Amando Solimões (Wagner Moura)

 

6.4 ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตัวละคร Elza พูดว่า “Ghirotti ควรติดคุก Carandiru” เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง CARANDIRU (2003, Hector Babenco, Brazil, 145min) ที่เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพ โดยคุกแห่งนี้เคยเกิดเหตุสังหารหมู่นักโทษ 111 คนในปี 1992

 

7. ชอบดนตรีประกอบอย่างสุดขีด โดยเฉพาะในฉาก climax ระหว่าง Bobbi กับ Vilmar ที่เหมือนมีการใช้ “เครื่องเป่า” ในการเร้าอารมณ์

 

Composers ของหนังเรื่องนี้คือ Mateus Alves กับ Tomaz Alves Souza

 

8. ชอบที่หนังมันเหมือนจะพูดถึงความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ในบราซิล เหมือนเป็นความขัดแย้งระหว่างทางเหนือกับทางใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน และหนังก็พูดถึงเมืองหลาย ๆ เมืองในบราซิลด้วย อย่างเช่น

 

8.1 ฉากหลักเกิดที่เมือง Recife ในรัฐ Pernambuco ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล

 

8.2 ตัวละครพระเอกใช้โทรเลขและโทรศัพท์ติดต่อกับตัวละคร João Pedro ในกรุงบราซิเลีย

 

8.3 เราไม่แน่ใจว่าตัวละครสองมือสังหาร Bobbi กับ Agusto เดินทางมาจาก Rio de Janeiro หรือเปล่า เรารู้แค่ว่าทั้งสองเดินทางไปทิ้งศพผู้หญิงคนนึงที่เขื่อน Sérgio Motta ใกล้นครเซาเปาโล

 

8.4 Bobbi กับ Agusto เดินทางไปเจอกับ Henrique Ghirotti ที่นครเซาเปาโล ที่อยู่ทางใต้ของบราซิล

 

9. เราว่าหนังมันถ่ายทอดยุคสมัยนั้น ๆ ออกมาได้ดีมาก ๆ เลยทีเดียว โดยผ่านทาง “เสื้อผ้าหน้าผม” ของ “ตัวประกอบ” ทุกตัว ทั้งตัวประกอบที่มีบทพูดและไม่มีบทพูด ทั้งตัวประกอบที่แค่อยู่ในฉาก หรือตัวประกอบที่แค่เดินผ่านฉากเฉย ๆ คือพอหนังมันให้ความสำคัญกับรายละเอียดของ “ทรงผม”, “เครื่องแต่งกาย”, “บุคลิกลักษณะ” ของตัวประกอบทุกตัวแบบนี้ เราก็เลยกราบตีนหนังเรื่องนี้มาก ๆ มัน bring back to life the bygone era อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

10. สรุปว่า สิ่งที่เราชอบที่สุดใน THE SECRET AGENT ก็คือการที่หนังมันใส่ใจกับ “ตัวประกอบ” ของหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ น่ะ หนังมันทำให้เรารู้สึกใส่ใจและประทับใจกับตัวละครประกอบเยอะมาก ๆ ทั้งตัวประกอบที่ปรากฏตัวและไม่ปรากฏตัวในหนัง และทั้งตัวประกอบที่มีบทพูดและไม่มีบทพูดในหนัง คือไม่รู้ว่าผู้สร้างหนังและผู้กำกับหนังเรื่องนี้ทำได้อย่างไร ถึงสามารถทำให้เรารู้สึกประทับใจกับตัวประกอบในหนังเรื่องนี้ได้เยอะมาก ๆๆๆๆๆ ขนาดนี้

 

อย่างที่นักวิจารณ์บางท่านได้เขียนไว้แล้วว่า THE SECRET AGENT มันเป็นหนังที่ใส่ใจกับคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมจริง ๆ

 

และด้วยเหตุนี้ THE SECRET AGENT มันก็เลยเข้ากับหนึ่งใน concept ของ “ภาพยนตร์ที่เข้าทางเราอย่างสุดขีด” ด้วย ซึ่งก็คือ concept ที่ว่า “ตัวละครทุกตัวในหนัง มีชีวิตมาก่อนหน้าที่หนังจะเริ่มต้นขึ้น และยังมีชีวิตอยู่ต่อไปหลังจากที่หนังจบลงแล้ว (ถ้าหากตัวละครนั้นไม่ตายในระหว่างที่เนื้อเรื่องดำเนินไปนะ)” และ “ตัวละครประกอบทุกตัว ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพื่อรับใช้ตัวละครเอก และตัวละครประกอบทุกตัว ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพื่อทำ function บางอย่างให้กับหนังเรื่องนั้น ๆ พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเป็นรองพระเอก นางเอก เพราะตัวละครประกอบทุกตัวก็ล้วนเป็นพระเอก นางเอกในมุมมองของตนเอง และตัวละครประกอบทุกตัว ก็ล้วนมีชีวิตจิตใจ รักโลภโกรธหลง มีปัญหาชีวิตเป็นของตนเอง พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อหมุนรอบตัวละครพระเอกนางเอก”

 

คือเรารู้สึกว่า THE SECRET AGENT มัน treat ตัวประกอบทุกตัวจนทำให้เรารู้สึกแบบข้างต้นได้น่ะ หนังเรื่องนี้มันก็เลยเข้าทางเราอย่างสุดขีดที่สุด

 

11. ตัวละครที่เราประทับใจใน THE SECRET AGENT

 

11.1 เราจองเป็น “ผู้หญิงที่ถูกผีเข้าสิงระหว่างดูหนังเรื่อง THE OMEN”

 

11.2 อีกตัวละครที่เราอยากจองรับบทมาก ๆ ก็คือ “กะหรี่สาวในห้องเก็บเอกสาร” ที่เอากับยามรักษาความปลอดภัย เราชอบมาก ๆ ที่เธอถูกจับได้ แต่เธอก็เดินเชิดหน้า หยิ่งผยองออกจากห้องเก็บเอกสาร ไม่มีความยี่หระอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

 

11.3 ชอบ “ผู้หญิง” ที่เดินผ่านสวนสาธารณะตอนกลางคืนด้วย คือตัวละครตัวนี้ไม่มีบทพูดอะไรเลยนะ คือเธอแค่เดินผ่านสวนสาธารณะขณะที่คนมากมายกำลังมีเซ็กส์กัน เหมือนเธอแค่เดินจากด้านขวาของจอ ไปยังด้านซ้ายของจอ ด้วยรองเท้าส้นหนา ๆ คือแค่เธอเดินผ่านหน้าจอแค่นั้น หนังก็สามารถทำให้เรากับเพื่อนประทับใจตัวละครตัวนี้อย่างรุนแรงสุดขีดได้

 

11.4 แมวสองหน้า ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

11.5 Geisa ซึ่งเป็นหลานสาวของ Sebastiana โดย Geisa เป็นตัวละครที่ไม่ปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้เลย เพราะว่าเธอได้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่เยอรมนี และสิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่แฟนหนุ่มของเธอ เขาก็เลยฆ่าเธอตาย ก่อนที่เนื้อหาหลักของหนังเรื่องนี้จะเริ่มต้นขึ้น

 

เราชอบมาก ๆ ที่ THE SECRET AGENT ใส่เรื่องเล่าเกี่ยวกับ Geisa เข้ามาในหนัง เพราะมันทำให้หนังเรื่องนี้แอบใส่ประเด็นเรื่องสิทธิสตรีในยุคนั้นเข้าไปด้วยได้อย่างเนียน ๆ และอย่างน่าสะเทือนใจมากๆ  คือหนังเรื่องนี้เนื้อหาหลักมันอาจจะพูดถึงเผด็จการบราซิลในยุคสงครามเย็น แต่มันก็สอดแทรกประเด็นสิทธิสตรีและอาจจะรวมถึงสิทธิเกย์เข้าไปด้วย

 

11.6 Clóvis คือเราว่าตัวละครตัวนี้อาจจะสะท้อนประเด็นปัญหาเรื่องสิทธิเกย์ในบราซิลในยุคนั้น เพราะว่า Clóvis  “ไม่ได้เป็นผู้ชายในแบบที่ครอบครัวของเขาต้องการ” Clóvis ก็เลยต้องหนีออกจากบ้าน และกลายเป็นคนไร้การศึกษา

 

11.7 Sebastiana ถือเป็น one of my most favorite characters I saw this year เลย เราชอบมากที่เธอเคยเป็น Communist ก่อนจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Anarchist และเธอเคยเห็น “สิ่งที่ไม่อาจบอกเล่าได้” ระหว่างที่อยู่ที่อิตาลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนี้ Sebastiana ก็เล่าว่า ตอนที่เธออยู่อิตาลี เธอได้ “ทำสิ่ง 3 สิ่ง” ที่เธอจะไม่เล่าให้คนอื่น ๆ ในอพาร์ทเมนท์ฟังด้วย และจนจบหนังเรื่อง THE SECRET AGENT Sebastiana ก็ไม่ยอมเล่าอยู่ดีว่า “สิ่ง 3 สิ่งที่ไม่อาจเปิดเผยได้” ที่เธอเคยทำตอนอยู่อิตาลี ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากมี THE SECRET AGENT ภาคสอง เราก็อยากให้เล่าเรื่องราวของ “สิ่ง 3 สิ่งอันไม่อาจเปิดเผยได้” ที่ Sebastiana เคยทำตอนอยู่อิตาลี

 

ถ้าหากเป็นในไทย ตัวละคร Sebastiana ต้องรับบทโดยคุณธิดา ถาวรเศรษฐ

 

11.8 Tereza Victória สาวผู้ลี้ภัยจาก Angola เราว่าตัวละครตัวนี้ทำให้เรานึกถึงคุณ May Adadol มาก ๆ

 

เราชอบการสร้างตัวละคร Tereza Victória มาก ๆ ทั้งในส่วนของ

 

11.8.1 การที่เธอ “ปวดหัว” เพราะเสียงการเฉลิมฉลองในช่วงงานคาร์นิวัล

 

11.8.2 การที่เธอเคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ทั้งกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ในแองโกลา และฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในแองโกลา

 

11.8.3 การที่เธอไม่ยอมนั่งเครื่องบินที่มีธงชาติโปรตุเกส

 

11.9 Débora เด็กหญิงมีเหา

 

11.10 Cláudia แม่ของ Débora เราชอบที่เธอรีบเสยหีใส่พระเอกในทันที

 

11.11 ศพที่ปั๊มน้ำมัน ตัวละครที่ไม่ปรากฏหน้าให้ผู้ชมได้เห็น

 

11.12 หญิงสาวที่ไม่ยอมจอดรถที่ปั๊มน้ำมัน

 

11.13 พนักงานอ้วนประจำปั๊มน้ำมัน

 

11.14 แม่ของพระเอก ที่ไม่ปรากฏตัวให้เห็นตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง แต่เหมือนเธอมีอิทธิพลบางอย่างครอบคลุมหนังเรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่อง เธอเป็นทาสหญิงอายุ 14 ปีที่ได้กับลูกชายเจ้านายที่มีอายุ 17 ปี

 

11.15 อีกตัวละครที่ไม่ปรากฏตัวให้เห็นชัด ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ก็คือ “หนุ่มผิวดำ นักศึกษา Agronomy” ที่ถูกพวกของ Euclides Cavalcanti ฆ่าตาย (ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะเริ่มต้นขึ้น) และเขาคือเจ้าของขาที่ถูกพบอยู่ในท้องฉลาม

 

เราได้เห็นเพียงแค่ภาพของตัวละครตัวนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น และหนังก็ไม่บอกแต่อย่างใดว่า เพราะเหตุใด Euclides ถึงฆ่าเขา เรารู้แค่ว่า จริง ๆ แล้วเขาเป็น “คนดี”

 

11.16 Hans (Udo Kier) หนังเรื่องนี้ใช้ Udo Kier ได้อย่างดีงามจริง ๆ ตัวละครตัวนี้หนักมาก ๆ เพราะเขาเป็นยิวที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเขาก็ย้ายมาอยู่บราซิล แต่พอเขาย้ายมาอยู่บราซิล เขาก็เหมือนจะโกหกคนอื่น ๆ ว่าเขาเป็นอดีตทหารเยอรมันหรืออดีตนาซี เพราะดูเหมือนว่าพวกผู้มีอำนาจในบราซิลจะชื่นชอบนาซีมากกว่ายิว

 

11.17 เพื่อนของ Hans ที่เป็นคนผิวดำที่พูดภาษาเยอรมันได้

 

11.18 Arlindo ตำรวจผิวดำที่เป็นลูกสมุนของ Euclides แต่เขากลับดูเหมือนพูดจาดูถูกคนดำด้วยกันเอง

 

11.19 สาวใส่แว่นที่ยืนรอใช้โทรศัพท์สาธารณะ คือเธอไม่มีบทพูดอะไรเลย แต่เราชอบเธอมาก ๆ

 

11.20 สาวผิวดำที่รินน้ำดื่มจากตู้กดน้ำ ตัวละครตัวนี้ก็ไม่มีบทพูดอะไรเลย แต่เราชอบเธอมาก ๆ

 

11.21 คนที่ป่าวประกาศว่า “Don’t do tomorrow what you can do the day after tomorrow. Hail Procrastination.” บ้าบอมาก ๆ 55555

 

11.22 ชายชราถอดเสื้อกับชายชราเสื้อเขียวที่พูดคุยกันในถนนในช่วงที่ Vilmar หนีการตามล่าของ Bobbi

 

คือเราว่าชายชราสองคนนี้เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึง “ความละเอียดลออ” ในการสร้างหนังเรื่องนี้ คือทั้งสองเป็นแค่ตัวละครประกอบฉาก ไม่มีบทพูด ไม่มีความสำคัญอะไรเลย แต่หนังกลับทำให้ตัวละครประกอบกระจิดกระจ้อยร่อยแบบนี้ ดูเป็นมนุษย์ที่ “มีชีวิตมาก่อนหนังเริ่มเรื่อง” มาก ๆ

 

11.23 Elisângela หนึ่งในตัวละครที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือเราชอบ “ทรงผม” ของเธออย่างรุนแรงมาก ๆ มันบ่งบอกถึงยุคสมัยมาก ๆ และเราก็ชอบมาก ๆ ที่เธอพิมพ์ดีดโดยไม่มีกระดาษ, ชอบที่เธอพยายามจะจีบพระเอก และก็ชอบที่เธอใช้ไหวพริบช่วยเหลือพระเอกตอนที่ Vilmar มาตามล่าพระเอกด้วย

 

11.24 คุณนายที่ทำให้เด็ก 3 ขวบต้องตาย

 

11.25 สาวใช้ที่สูญเสียลูก

 

11.26 ทนายของสาวใช้

 

11.27 อาจารย์ด้านสมุทรศาสตร์ที่ล้วงขาจากท้องปลาฉลาม

 

11.28 Luanda อาจารย์มหาลัยที่กล้าปะทะกับ Ghirotti

 

11.29 Susan Schaffer อาจารย์มหาลัยชาวสหรัฐที่ไปทำงานที่ลีดส์ในอังกฤษ แล้วก็ย้ายมาบราซิล

 

11.30 Sanjay Jasieen อาจารย์หน้าแขก แต่เป็นชาวแคนาดา และมาทำงานที่บราซิล

 

11.31 Fátima Nascimento (Alice Carvalho) เมียพระเอกในหนังเรื่องนี้ก็ “เผ็ด สวย ดุ” มาก ๆ

 

11.32 Alexandre Nascimento พ่อตาของพระเอก ที่ทำให้เราแทบร้องไห้ ตอนที่เขาถามพระเอกว่า Fátima เคยพูดว่าเขาเป็นคนถ่อมตัว ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่อายุ 9 ขวบจริง ๆ เหรอ

 

11.33 Flávia อนาคตของโลกนี้ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่อย่างเธอ

 

11.34 Daniela (Isadora Ruppert) เพื่อนของ Flávia

 

11.35 Elza (Maria Fernanda Cândido) ผู้หญิงที่ช่วยเหลือพระเอก ผู้บันทึก archive เราชอบตัวละครตัวนี้มาก ๆ

 

11.36 Elza บอกว่า มี “ลูกสาวมหาเศรษฐีที่คอยช่วยเหลือ dissidents” ซึ่งตัวละครลูกสาวมหาเศรษฐีนี้ก็ไม่ปรากฏตัวเลยในเรื่อง

 

11.37 João Pedro (Marcello Valle)

João Pedro คือคนที่รับ “โทรเลข” จากพระเอก THE SECRET AGENT

 

11.38 ผู้หญิงที่ถูกนำศพไปทิ้งที่เขื่อน เพราะสาเหตุเกี่ยวกับมรดก และความอิจฉาริษยา เราก็ไม่ได้เห็นหน้าของตัวละครตัวนี้เช่นกัน

 

11.39 ชายชราขากะเผลกที่เหมือนดูศพเมียอยู่ในห้องดับจิต

 

11.40 นักโทษที่ถูกขังอยู่ในรถของ Euclides เราก็ไม่ได้เห็นหน้าพวกเขาตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

 

แล้วคุณจองเป็นใครในหนังเรื่องนี้คะ 55555

 

เราเขียนเปรียบเทียบตัวละครใน THE SECRET AGENT กับ ONE BATTLE AFTER ANOTHER ไว้ในอีกโพสท์นึงนะ ลิงค์อยู่ใน comment

++++

 

สืบเนื่องจากโพสท์ที่แล้ว อันนี้คือทรงผมของ Elisângela (Geane Albuquerque) ใน THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil) ไม่รู้ว่าทรงผมนี้เขามีชื่อเรียกว่าทรงผมอะไร แต่เห็นแล้วมัน nostalgic มาก ๆ อยากทำผมทรงนี้แล้วออกไปดูหนังที่ House Samyan มาก ๆ อยากรู้ว่าถ้าหากเราเป็นผู้หญิง แล้วเข้าร้านทำผม บอกว่าจะทำผมทรงนี้ ช่างทำผมเขาจะคิดตังค์กี่บาท

+++

 

อีกสิ่งหนึ่งที่แอบคาใจใน THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil) ก็คือว่า มันมีฉากนึงที่ตัวละคร Daniela (Isadora Ruppert) ดูหนังทางจอคอมพิวเตอร์ แล้วภาพมันไม่แน่ชัดว่ามันเป็นหนังแนวสารคดีสัตว์โลก หรือมันเป็นหนังแนว cannibals ในยุคทศวรรษ 1970 ที่ชอบนำเสนอฉากสัตว์ป่ากินกันเองอย่างโหด ๆ ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง “คนกินเห้” หรือ PRIMITIF (1978, Sisworo Gautama Putra, Indonesia) ที่เคยเข้ามาฉายในไทยตอนที่เรายังเป็นเด็ก

 

คือเราลองเช็คใน imdb แล้ว มันก็ไม่ได้บอกว่า Daniela ดูหนังเรื่องอะไรในจอคอมพิวเตอร์ขณะที่เธอทำงานอยู่กับ Flávia

 

แต่พอเราได้เห็นภาพสัตว์ป่ากินกันเองอย่างโหด ๆ มันก็เลยทำให้เรานึกถึง “หนังตัวอย่าง” ของ “คนกินเห้” ที่เราเคยเห็นในโรงหนังตอนเด็ก ๆ น่ะ คือเราไม่เคยดูหนังเรื่อง “คนกินเห้” นะ แต่ตอนนั้นเราเข้าโรงหนังไปดูหนังเรื่องอื่น ๆ แล้วเห็นหนังตัวอย่างของ “คนกินเห้” ที่มันมีฉากสัตว์ป่ากินกันเองอย่างโหด ๆ มากมาย แล้วมันก็เลยฝังใจเราในวัยเด็กมาก ๆ และเราก็เลยไม่กล้าดูหนังแนวนี้มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

ถ้าหากใครรู้ว่า Daniela ดูหนังเรื่องอะไรใน THE SECRET AGENT ก็ comment มาได้นะคะ

++++

 

9. THE BOY AND THE DOG (2025, Takahisa Zeze, Japan, 128min, A+30)

 

ในหนังเรื่องนี้มีฉากที่ตัวละคร Miwa Sugai (Nanase Nishino) พูดคำว่า TADAIMA กับหมาของเธอ และก็มีฉากที่ Haruya (Shuntaro Yanagi) พูดคำว่า TADAIMA กับ Miwa

 

เราว่า THE BOY AND THE DOG คือ “ขั้วตรงข้าม” ของ AU HASARD BALTHAZAR (1966, Robert Bresson, A+30) เหมือนหนังเรื่องนี้ทำทุกอย่างที่หนังของ Robert Bresson ต่อต้าน 555555 แต่เราก็ชอบทั้งสองเรื่องนะ

 

จุดที่ชอบที่สุดก็คือการที่นางเอกเป็นกะหรี่ฆาตกร และพระเอกหล่อมากนี่แหละ หนังเรื่องนี้ก็เลยติดอันดับ my favorite romantic film ไปโดยปริยาย เสียดายที่ส่วนอื่น ๆ ของหนังดูล้น ๆ ไปหน่อย