Saturday, October 10, 2015

THE CHICKEN (Una Gunjak, A+30)

Films seen for the first time in SHNIT FILM FESTIVAL on Friday, October 9, 2015

1.THE CHICKEN (Una Gunjak, Germany, A+30)

2.THE NEIGHBOURS (Diego Figueroa, Chile, A+30)

3.COMPLETO (Ivan D Gaona, Colombia, A+30)

4.EGGPLANT (Yangzi She, USA, animation, A+25)

5.MOONKUP --  A PERIOD COMEDY (Pierre Mazingarbe, France, A+15)

6.THE PARCEL (Hayden Phipps, South Africa, A+15)

7.NIGHTCHILD (August Aabo, Denmark, A+10)

8.AMONG NEIGHBOURS (Katharina Bischof, Germany, A+10)

9.UNLEADED (Emmanuel Tenenbaum, Canada, A-)


10.COOPED (Mike A Smith, USA, animation, A-)

WE ARE YOUR FRIENDS (2015, Max Joseph, A+30)

WE ARE YOUR FRIENDS (2015, Max Joseph, A+30)

--ดูแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรง เพราะมันโดนเรามากเป็นการส่วนตัว ทั้งที่จริงๆแล้ว มันอาจจะเรียกได้ว่าเป็น “หนังสูตรสำเร็จ” เกี่ยวกับ losers เลยนะ คือถ้าหากดูจากโครงสร้างของพล็อตแล้ว มันดูเป็นหนังสูตรสำเร็จที่เดาทางได้ง่ายมากๆ

--ดูแล้วนึกถึงหนังอีกสองเรื่องที่เราชอบสุดๆ ซึ่งก็คือเรื่อง A HARDSHIP OF A LAMP, TRYING TO BE LIKE THE SUN หรือ “ความลำบากยากเย็นในช่วงชีวิตของนายบิว” (2013, Thanapruet Prayoonphrom) กับ SWANN (1996, Anna Benson Gyles) เพราะ “ความลำบากยากเย็นในช่วงชีวิตของนายบิว” มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายหนุ่มกับกลุ่มเพื่อนๆที่เต็มไปด้วยความใฝ่ฝันเกี่ยวกับความสำเร็จของชีวิตเหมือนๆกัน คือตัวละครพระเอกกับกลุ่มเพื่อนๆในหนังสองเรื่องนี้มันดูเหมือนจะเต็มไปด้วย “พลังงานศักย์” เยอะมาก มันเป็นคนหนุ่มที่เต็มไปด้วยความสามารถและความใฝ่ฝัน แต่ปัญหาก็คือว่า ชีวิตจะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ “ฉายแสงอย่างเต็มที่” หรืออย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ใช้ศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองออกมาหรือเปล่า

ส่วนที่นึกถึง SWANN นั้น เพราะเรารู้สึกว่า ตัวละครพระเอกใน WE ARE YOUR FRIENDS กับตัวละครนางเอกใน SWANN มันมีลักษณะคล้ายๆ “เพชรในตม” เหมือนกัน มันเป็นตัวละครที่มีความสามารถสูงมากๆอยู่ในตัว ซึ่งได้แก่ความสามารถในการทำเพลงแดนซ์ใน WE ARE YOUR FRIENDS กับความสามารถในการประพันธ์กวีใน SWANN แต่ปรากฏว่าตัวละครทั้งสองต้องใช้ชีวิต “จมปลัก” อยู่กับที่ และแทบไม่มีโอกาสได้เปล่งประกายความสามารถที่แท้จริงของตัวเองออกมา


อย่างไรก็ดี ถึงแม้เราจะร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงกับ WE ARE YOUR FRIENDS แต่เราก็ไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากเท่าๆกับ “ความลำบากยากเย็นในช่วงชีวิตของนายบิว” กับ SWANN แน่ๆ เพราะพอดูจนถึงตอนจบแล้ว WE ARE YOUR FRIENS มันก็ไม่หลุดออกจากกรอบหนังฮอลลีวู้ดน่ะ และพอมันไม่หลุดออกจากกรอบหนังฮอลลีวู้ด มันก็เลยไม่สามารถทิ้ง “ความรู้สึกสะท้านสะเทือนใจอย่างรุนแรง” ให้กับเราได้เหมือนอย่าง SWANN และ “ความลำบากยากเย็นในช่วงชีวิตของนายบิว”

Thursday, October 08, 2015

MAY WHO? (2015, Chayanop Boonpragob, A+30)

MAY WHO? (2015, Chayanop Boonpragob, A+30)
เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.ตอนช่วงแรกๆของหนังเราจะไม่ได้ชอบหนังมากนัก คือรู้สึกว่ามันเล่าเพลินๆดี set up โลกของเนื้อเรื่องในหนังได้เก๋ไก๋ดี แต่ตัวละครมันยังดูเป็นตัวละครอยู่น่ะ เรายังไม่ได้รู้สึกผูกพันกับมัน หรือไม่สามารถเชื่อมโยงตัวละครต่างๆในหนังเข้ากับความรู้สึกส่วนตัวได้ คือช่วงแรกๆของหนังเราจะรู้สึกว่า ตัวละครในหนังมันเหมือนกับตัวละครที่เราพบได้ทั่วๆไปในหนังเกี่ยวกับโรงเรียนมัธยมในไทย หรือแม้แต่ในหนังฮอลลีวู้ดบางเรื่องที่ชอบเล่าเรื่องเพื่อนสองคนปิ๊งกันเอง

และสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เรา underestimate ช่วงแรกของหนัง (คือช่วงแรกของหนังทำให้เราเดาล่วงหน้าว่า เราน่าจะชอบหนังเรื่องนี้ไม่เกินระดับ A+15) เพราะช่วงแรกของหนังมันเป็นการจัดแบ่งเด็กนักเรียนมัธยมเป็นกรุ๊ปต่างๆน่ะ ซึ่งมันเป็นกรุ๊ปที่เราไม่ค่อย identify กับชีวิตส่วนตัวของตัวเองในวัยมัธยมเท่าไหร่ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะโรงเรียนแต่ละแห่งมันแตกต่างกัน หรือประสบการณ์ส่วนตัวในวัยมัธยมของแต่ละคนมันแตกต่างกันด้วยมั้ง เราก็เลยรู้สึกเหินห่างมากพอสมควรกับการ “จัดแบ่งกรุ๊ป” ของเด็กนักเรียนในช่วงต้นของหนังเรื่องนี้

ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือว่า เรารู้สึกว่าในวัยมัธยมนั้น เพื่อนๆเราแต่ละคนมันซับซ้อนเกินกว่าจะจัดแบ่งกรุ๊ปกันได้ง่ายๆแบบนั้นน่ะ คือแต่ละคนมันมีความไม่สามารถ categorise กันได้ง่ายๆอยู่ในตัวเอง บางคนที่เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ก็สอบเทียบติดแพทย์จุฬาตั้งแต่ม.5 หรือเพื่อนผู้หญิงบางคนที่เรียนเก่งสุดๆ ยามว่างเธอก็เอาเพลง WHERE’S THE PARTY ของ Madonna มาดัดแปลงใหม่เป็น WHERE’S THE PENIS? แล้วร้องว่า “Where’s the penis? I wanna free my soul. Where’s the penis? I wanna lose my hole.” อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นในหลายๆครั้ง “ความเป็นเด็กเรียน” กับ “ความเป็นกะหรี่” จึงอยู่ในตัวคนคนเดียวกัน และเพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกค่อนข้างเหินห่างกับช่วงแรกของหนังในระดับนึงที่มันทำเหมือนกับว่า เราสามารถ categorise เด็กมัธยมได้ง่ายๆ

2.แต่พอช่วงต่อๆมาของหนัง ก็กลับกลายเป็นว่าเราชอบหนังมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในแง่นึงหนังมันก็อาจจะแสดงให้เห็นว่า บางครั้งเราก็ categorise คนไม่ได้ง่ายๆหรอก และมันเหมือนกับว่าหนังสร้างตัวละครหลักทั้ง 4 ตัวให้ดูเป็นมนุษย์ในสายตาของเราได้มากในระดับนึงน่ะ เราว่าเราเริ่มชอบตั้งแต่ตอนที่หนังแสดงให้เห็นถึงความหมกมุ่นของพระเอกที่มีต่อการเขียนการ์ตูนแล้วล่ะ คือเราชอบที่หนังมันให้ความสำคัญกับงานอดิเรกนี้ของพระเอกอย่างจริงจังมากๆ มันเหมือนกับหนังยอมรับว่า ตัวละครแต่ละตัวมันมี “ด้านอื่นๆ” ในชีวิตของมันด้วย มันไม่ได้มีหน้าที่ “เรียนรู้เรื่องความรักในวัยมัธยม” ตามกรอบ genre ของหนังเพียงอย่างเดียว

3.อีกสิ่งที่ชอบสุดๆก็คือ หนังไม่ได้หาทางออกง่ายๆด้วยการทำให้ตัวละครพี่เฟม (ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร) กลายเป็นคนเลว คือหนัง genre นี้มักจะหา “ข้ออ้างโง่ๆ” ให้นางเอกหันมาชอบพระเอก ด้วยการทำให้นางเอกพบว่าที่จริงแล้วตัวละครประเภทพี่เฟม เป็นคนเจ้าชู้ ไม่จริงใจ อะไรทำนองนี้ แต่หนังไม่ได้หาทางออกง่ายๆแบบนั้น เพราะพี่เฟมเป็นคนดีจริง และชอบนางเอกจริงๆ เราก็เลยชอบมากที่หนังไม่ได้หาทางออกง่ายๆให้กับนางเอก

4.ชอบมากๆที่พระเอกเหมือนกับพยายามบอกตัวเองในทำนองที่ว่า “แค่ได้เห็นเธอในบางครั้ง เราก็พอใจแล้ว เราไม่ต้องสารภาพรักกับเธอหรือจีบเธออย่างตรงไปตรงมาก็ได้” เพราะนั่นก็เป็นสิ่งที่เรามักจะบอกกับตัวเองเหมือนกัน 555 เพราะเราก็ชอบผู้ชายหลายคนที่เราเจอบ่อยๆในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือพนักงานชายบางร้านที่เราไปอุดหนุนร้านของเขาเป็นประจำ แต่เราก็บอกกับตัวเองว่า เราพึงพอใจที่ได้เห็นเขาบ่อยๆหรือพูดคุยกับเขาเล็กน้อยก็พอแล้วล่ะ เราขี้เกียจเสยหีใส่เขา เพราะแค่นี้ปัญหาชีวิตเราก็มากพอแล้ว

แต่ถ้าเป็นคนที่เรารู้ตัวว่าชอบจริงๆ เราก็ทำแบบพระเอกเหมือนกันนะ นั่นก็คือสารภาพรักไปเลย ซึ่งเกย์คนนั้นก็ไม่ได้ชอบเราตอบ แต่เราก็สบายใจ เพราะเราสารภาพไปแล้ว โล่งอก พอเขาไม่ได้ชอบเรา เราก็หาผู้ชายคนใหม่ต่อไป 555

เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกอินกับหนังเรื่องนี้มากในระดับนึงน่ะ มันเหมือนกับว่าคนเขียนบทหนังเรื่องนี้มีความเข้าอกเข้าใจหัวอกของ “คนที่แอบหลงรักเขาข้างเดียว” แบบเรามากพอสมควร ทั้งในเรื่องของ “การหาข้ออ้างต่างๆนานาให้กับตัวเอง เพื่อจะได้ไม่สารภาพรัก” และ “การสารภาพรักเสร็จแล้ว ก็สบายใจ”

5.อีกสิ่งที่อินกับพระเอกมากๆก็คือ ความรู้สึกของการ “ช่วยคนที่เราชอบให้ได้รักกับคนอื่น” น่ะ เพราะมันคือสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับเรา อย่างเช่น เราชอบเกย์หนุ่มหล่อ  A และเราก็ชอบเกย์หนุ่มหล่อ  B แต่ A กับ B ไม่ได้ชอบเรา และทั้งสองก็กลายเป็นแฟนกัน และเราก็มีหน้าที่คอยให้คำปรึกษาแก่ทั้งคู่เวลาทั้งคู่ทะเลาะกันอะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นฉากที่พระเอกพยายามเขียนการ์ตูนเชียร์ให้นางเอกรักกับพี่เฟม ก็เลยเป็นอะไรที่เรา identify กับตัวเองได้อย่างรุนแรงมาก เพราะเราก็มักจะพยายามช่วยเหลือ/ปลอบใจ/ให้คำปรึกษาแก่ A และ B เพื่อที่ทั้งสองจะได้ประคับประคองความรักกันไปได้นานๆ ทั้งๆที่จริงๆแล้วเราอยากได้ทั้ง A และ B เป็นผัว

6.เราว่าผู้สร้างหนังเรื่องนี้เก่งในการจับ target group ได้หลายกลุ่มนะ คือมันมีนักแสดงอย่าง “ต่อ ธนภพ” ที่หล่อถูกใจเรามากๆ เพื่อดึงดูดให้คนดูอย่างเรายอมจ่ายเงินเข้าไปดูในโรงน่ะ แต่จริงๆแล้วเราจะเกลียดตัวละครแบบแก๊งเมย์หลีดมากๆ คือถ้าแก๊งเมย์หลีดมาอยู่ในหนังของเรา แก๊งนี้อาจจะตายใน 3 วินาที หรือไม่ก็ต้องได้ปะทะกับตัวละคร “สาวร้าย” แบบผู้ร้ายในหนังเรื่อง KRISTY (2014, Oliver Blackburn, A+30) แน่ๆ แต่พอดูปฏิกิริยาจากผู้ชมคนอื่นๆ เราก็พบว่าตัวละครที่เราเกลียด คือตัวละครที่คนอื่นๆชอบมากๆ เราก็เลยทึ่งที่ผู้สร้างหนังเรื่องนี้สามารถจับ target group ได้หลายกลุ่ม คือมันมีตัวละครแบบพี่เฟมเพื่อสร้าง pleasure ให้กับคนดูอย่างเรา และมีตัวละครแบบแก๊งเมย์หลีดเพื่อสร้าง pleasure ให้กับคนดูกลุ่มอื่นๆน่ะ


7.สรุปว่าจริงๆแล้ว “เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ” ไม่ใช่หนังสไตล์แบบที่เราชอบเลยนะ คือถ้าหากเป็นหนังสไตล์แบบที่เราชอบ มันต้องเป็นเรื่อง BU SU (1987, Jun Ichikawa) ที่เล่าเรื่องของเด็กสาวมัธยมที่ “แทบไม่สุงสิงกับใคร” เหมือนกัน อย่างไรก็ดี ถึงแม้เมย์ไหนจะไม่ใช่หนัง “สไตล์” แบบที่เราชอบ แต่พอเราได้ดูจริงๆแล้ว เรากลับพบว่าเราชอบมันกว่าที่คาดไว้เยอะมาก คือพอดูๆไปแล้ว เรารู้สึกว่าตัวละครในหนังมันมีมิติมากกว่าที่คาด หรือมีความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าที่เราคาดไว้ก่อนจะเข้าไปดูน่ะ มันเหมือนกับว่าเราคาดว่าเราจะได้ดูอะไรแบบ 2 มิติ แต่พอดูจริงๆแล้วมันกลับเป็น 3 มิติ อะไรทำนองนี้

ANNA BOLEYN (1920, Ernst Lubitsch, Germany, A+30)

ANNA BOLEYN (1920, Ernst Lubitsch, Germany, A+30)

--อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 4 ของ Lubitsch ที่ได้ดู และทำให้เราแน่ใจว่า Lubitsch เป็นผู้กำกับที่ถูกโฉลกกับเราจริงๆ ส่วนอีก 3 เรื่องที่เราเคยดูคือ I DON’T WANT TO BE A MAN (1918, A+10), THE DOLL (1919) และ THE OYSTER PRINCESS (1919, A+30) ซึ่งหนัง 3 เรื่องนั้นเป็นหนังที่เล่าเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อน แต่ ANNA BOLEYN เป็นหนังที่เล่าเรื่องที่เรารู้ดีอยู่แล้ว เพราะเรารู้ดีอยู่แล้วก่อนจะดูหนังว่าชีวิตของแอนน์ โบลีย์นมันจะลงเอยยังไง ซึ่งหนังที่เล่าเรื่องที่ผู้ชมรู้ดีอยู่แล้วนี้ มันง่ายมากๆที่จะออกมาน่าเบื่อ แต่ปรากฏว่าเรากลับดูหนังเรื่องนี้อย่างเพลิดเพลินมากๆในเกือบทุกๆฉากทุกๆตอน ทั้งๆที่เรารู้ล่วงหน้าว่าเนื้อเรื่องมันจะเป็นยังไงต่อไป เพราะฉะนั้นเราก็เลยแน่ใจว่า Ernst Lubitsch เป็นผู้กำกับที่มีอะไรบางอย่างที่ถูกโฉลกกับเราจริงๆ เพราะความเพลิดเพลินของเราที่ได้จากหนังเรื่องนี้ มันไม่ขึ้นอยู่กับเนื้อเรื่อง แต่มันขึ้นอยู่กับการกำกับ, วิธีถ่ายทอดเรื่องราว, ลักษณะการสร้างตัวละครหญิง และอะไรต่างๆนานาที่แสดงให้เห็นว่า Lubitsch มี wavelength ที่ตรงกับเรามากๆ

--บางทีปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราถูกโฉลกกับ Lubitsch อาจจะเป็นเพราะตัวละครหญิงของเขามีอะไรบางอย่างที่เข้าทางเรามากๆ คือตัวละครหญิงใน I DON’T WANT TO BE A MAN นี่มันจิ๋มกะหล่ำมากๆ ส่วนตัวละคร Anna Boleyn ในเรื่องนี้ก็แข็งแกร่งมากๆ แต่ไม่ใช่แข็งแกร่งทางร่างกายหรือจิตใจเหี้ยมหาญอะไรทำนองนี้นะ แต่มันเหมือนกับว่าเธอมีแก่นแท้อะไรบางอย่างในตัวเธอที่มัน “แข็ง” พอสมควรน่ะ เราก็เลยชอบตัวละครหญิงในหนังเรื่องนี้มากๆ

--ถ้าเข้าใจไม่ผิด เหมือนหลายคนจะมองว่า Lubitsch ถนัดทำหนัง romantic comedy และจริงๆแล้วเขาไม่ได้ถนัดทำหนัง period drama แบบนี้ แต่พอเราได้ดูจริงๆ เรากลับพบว่า ANNA BOLEYN มันดีมากๆเลย หรือจริงๆแล้วอาจจะเป็นเพราะว่าตัวเราไม่ได้ชอบเนื้อหาแบบ romantic comedy ก็ได้มั้ง แต่เราชอบเรื่องราวเกี่ยวกับ “ความอยุติธรรม” และ ANNA BOLEYN นี่มันก็สะท้อนความเลวทรามต่ำช้าของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในอังกฤษยุคนั้นออกมาได้อย่างทรงพลังมากๆ

--ตัว Anna Boleyn ในช่วงท้ายหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึง THE PASSION OF JOAN OF ARC (1928, Carl Dreyer) และเนื้อหาการตบกันของสตรีในราชสำนักในหนังเรื่องนี้ ก็ทำให้นึกถึงละครทีวีเรื่อง “เพลิงพระนาง” ด้วย

--เห็นนักวิจารณ์บอกว่า Ernst Lubitsch เป็นผู้กำกับที่ให้ความสำคัญกับ “ประตู” มากเป็นพิเศษ และพอเราสังเกตดู เราก็พบว่ามัน “จริง” เพราะในหนังเรื่องนี้ ตัวละครมักจะเดินเข้าออกประตูเป็นประจำ และการเข้าออกประตูแต่ละครั้ง มันมักจะมาพร้อมกับการเดินหน้าของพล็อตเรื่องไปเรื่อยๆ

--หนังของ Ernst Lubitsch หลายเรื่อง มีให้ดูใน Youtube ถ้าใครว่างและสนใจ ก็เชิญหาชมกันได้ใน Youtube นะจ๊ะ


--ส่วน ANNA BOLEYN นี้ จะฉายที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันอาทิตย์ที่ 11 ต.ค. เวลา 14.30 น.จ้ะ

THE GOOD LIFE (2013, Jean Denizot, France, A+15)

THE GOOD LIFE (2013, Jean Denizot, France, A+15)

--จริงๆแล้วมันเป็นหนังที่ทำในส่วนของตัวเองได้ดีพอสมควร คือมันเล่าเรื่องอะไรต่างๆของมันไปได้ดีในระดับนึง (เรื่องเกี่ยวกับเด็กหนุ่มที่พ่อเป็นผู้ร้ายที่หลบหนีการตามล่าของตำรวจ เขากับพ่อก็เลยต้องย้ายที่อยู่ตลอดเวลา และทำให้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตวัยเด็กและวัยหนุ่มได้แบบคนปกติ จะคบใครเป็นเพื่อนหรือเป็นแฟนก็ไม่ได้) แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เป็นเพราะว่าตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะนึกเปรียบเทียบมันกับ THE STATE I AM IN (2000, Christian Petzold, Germany, A+30) ตลอดเวลา เพราะเนื้อหามันมีบางส่วนที่คล้ายกัน แต่ THE STATE I AM IN มันเข้าทางเรามากๆ เพราะมันมีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายในยุโรปในทศวรรษ 1970 และมัน ไม่ประนีประนอมกับตัวละครพ่อแม่ ในขณะที่ THE GOOD LIFE นั้น หนังมีท่าทีประนีประนอมกับตัวละครพ่อแม่ค่อนข้างมาก (เมื่อเทียบกับ THE STATE I AM IN) หนังมันก็เลยไม่ได้เข้าทางเราแบบสุดๆเหมือนอย่างหนังของ Petzold

คือถ้าหากเราไม่เคยดู THE STATE I AM IN มาก่อน เราก็อาจจะชอบ THE GOOD LIFE มากกว่านี้ก็ได้

--อย่างไรก็ดี เราชอบตอนจบของ THE GOOD LIFE อย่างสุดๆในระดับ A+30 หนังมันตัดจบในจังหวะที่สุดตีนมากๆ เรายกให้ตอนจบของหนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในตอนจบที่ชอบที่สุดที่ได้ดูในปีนี้เลย เหมือนกับตอนจบของ THE TRIBE (2014, Myroslav Slaboshpytskiy, A+30) และตอนจบของ DIARY OF A LOST GIRL (1929, G. W. Pabst, Germany, A+30) ที่ถูกใจเราอย่างรุนแรงเหมือนกัน


A HANDFUL OF RICE (1940, Paul Fejos + Gunnar Skoglund, Sweden, A+30)

A HANDFUL OF RICE (1940, Paul Fejos + Gunnar Skoglund, Sweden, A+30)

ข้าวกำมือเดียว

--ดูแล้วนึกถึง SON OF THE NORTHEAST หรือลูกอีสาน (1983, Vichit Kounavudhi, A+30) มากๆ ซึ่งอาจจะแสดงให้เห็นว่าทีมงานสวีเดนสามารถสร้างหนังเรื่องนี้ได้ตรงตามความเป็นจริงมากพอสมควร หนังเรื่องนี้ถึงได้ออกมาไม่แตกต่างไปจากหนังที่สร้างโดยคนไทยเองในอีก 40 ปีต่อมา

--หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน A HANDFUL OF RICE คือฉากที่สามีภรรยาช่วยกันสร้างบ้านของตนเอง คือเรานึกไม่ถึงว่าคนสองคนจะสามารถสร้างบ้านได้เองน่ะ โดยที่ไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านหรือคนในหมู่บ้านเลย แต่ก็เป็นบ้านหลังคามุงจากนะ ไม่ใช่บ้านดินแบบที่นิยมทำกันในยุคปัจจุบัน

เราว่าฉากสร้างบ้านด้วยตัวเองนี่เป็นฉากที่เราแทบไม่เคยเห็นในหนังไทยเรื่องอื่นๆมาก่อนเลย นึกไม่ออกว่ามีหนังไทยเรื่องไหนที่มีฉากแบบนี้บ้างหรือเปล่า แม้แต่ใน ลูกอีสานเราก็จำไม่ได้ว่ามีฉากสร้างบ้านด้วยตัวเองบ้างหรือเปล่า แต่มีฉากสร้างบ้านดินในหนังสารคดีเรื่อง THE GREENHOUSE EFFECT I (2013, คมไผ่ แข็งแรง, A+30) ซึ่งเป็นอะไรที่รุนแรงมาก เพราะต่อมาบ้านดินในหนังเรื่องนั้นก็ถล่มลงมาอย่างน่าเวทนามากๆ โชคดีที่บ้านหลังคามุงจากใน ข้าวกำมือเดียวดูท่าว่าจะแข็งแรงกว่าบ้านดิน

--เข้าใจว่าหนังเรื่องนี้และหนังอีกหลายๆเรื่องในทศวรรษ 1920-1940 อาจจะเป็นการตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศที่ตั้งอยู่ห่างไกล เพราะยุคนั้นยังไม่มีโทรทัศน์น่ะ เพราะฉะนั้นภาพยนตร์ก็เลยต้องทำหน้าที่แทนโทรทัศน์ในยุคนั้น โดยหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังของ Gabriel Veyre ในปี 1895-1900 และหนังอย่าง NANOOK OF THE NORTH (1922, Robert J. Flaherty), TABU (1931, F. W. Murnau, Germany), MELODY OF THE WORLD (1929, Walter Ruttman, Germany), THE SONG OF CEYLON (1934, Basil Wright) และ THE 400 MILLION (1939, Joris Ivens) ที่เน้นการถ่ายทำในสถานที่ห่างไกลเหมือนกัน

MELODY OF THE WORLD จะฉายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค.นะ

--รู้สึกว่า A HANDFUL OF RICE เหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่าง TABU กับ NANOOK OF THE NORTH คืออยู่กึ่งกลางระหว่างสารคดีกับเรื่องแต่ง เพราะ A HANDFUL OF RICE เน้นไปที่การทำมาหากินของตัวละคร แทนที่จะเล่าเรื่องชิงรักหักสวาทแบบ TABU แต่ A HANDFUL OF RICE ก็ไม่ได้เล่าเรื่องการทำมาหากินในแบบสารคดีซะทีเดียว


นอกจากการสร้างบ้านแล้ว ในหนังเรื่องนี้เรายังได้เห็นการใช้ช้างลากซุง, การปลูกข้าว, ความยากลำบากในการหาเงินมาซื้อควาย, การใช้คนไถนาแทนควาย, การดักจับเสือ, การเลี้ยงลิงเป็นสัตว์เลี่ยง, การค้าขายในตลาด และการสร้างฝายในยุคนั้นด้วย

Tuesday, October 06, 2015

RIP CHANTAL AKERMAN

RIP CHANTAL AKERMAN

หนึ่งในสิ่งที่ประทับใจมากๆเกี่ยวกับ Chantal Akerman คือเธอทำหนังสั้นเรื่องแรกตอนอายุ 18 ปีเท่านั้น เพราะเธอได้รับแรงบันดาลใจจากการที่เธอได้ดูหนังของ Jean-Luc Godard และหนังสั้นเรื่องแรกของชองตาลก็คือเรื่อง BLOW UP MY TOWN (1968, A+30) ซึ่งเป็นหนังที่สุดตีนมากๆ และพอBLOW UP MY TOWN ได้ออกฉาย ในวันต่อมา Andre Delvaux ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งภาพยนตร์เบลเยียม” ก็ออกมาพูดชื่นชมหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมากๆ และการที่ Delvaux ออกมาชื่นชมยกย่องผู้กำกับหน้าใหม่อายุเพียง 18 ปีคนนี้ ก็เลยมีส่วนทำให้ชองตาลได้แจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์อย่างเต็มตัว

เพื่อนเราเคยเล่าว่า เขาเคยจัดฉาย JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES (1975, Chantal Akerman, 200min, A+30) ในงานสิทธิสตรีอะไรสักอย่างที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งในงานฉายนี้มี feminists มาดูหนังเรื่องนี้กันอย่างคับคั่งเต็มโรง แต่พอหนังฉายจบ ปรากฏว่าเหลือคนดูอยู่ 4 คน

Chantal Akerman เสียชีวิตขณะอายุ 65 ปี, Werner Schroeter เสียชีวิตขณะอายุ 65 ปี ส่วน Harun Farocki เสียชีวิตขณะอายุ 70 ปี ผู้กำกับที่เราชอบสุดๆทั้ง 3 คนนี้เสียชีวิตในช่วงอายุใกล้ๆกันเลย


หนังของ  Chantal Akerman ที่เราเคยดู เรียงตามลำดับการฉายในเมืองนอก

1.BLOW UP MY TOWN (1968) ดูที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2.JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES (1975)

3.JE, TU, IL, ELLE (1976)

4.NEWS FROM HOME (1977) ดูที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

5.THE EIGHTIES (1983) ดูที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

6.I’M HUNGRY, I’M COLD (1984) ดูที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

7.GOLDEN EIGHTIES (1986) ดูที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

8.NIGHT AND DAY (1991)

9.FROM THE EAST (1993)

10.CHANTAL AKERMAN PAR CHANTAL AKERMAN (1997) ดูที่หอศิลป์จามจุรี

11.TOMORROW WE MOVE (2004)

ในบรรดาหนัง 11 เรื่องนี้ เราชอบในระดับ A+30 เกือบหมดทุกเรื่องเลย ยกเว้น THE EIGHTIES กับ GOLDEN EIGHTIES ที่ไม่ได้ชอบถึงระดับ A+30 ในการดูรอบแรกเมื่อราว 15 ปีก่อน แต่ถ้าเราได้ดูอีกรอบ เราอาจจะชอบมากขึ้นก็ได้

อันนี้เป็นภาพจากหนังเรื่อง SOUTH (1999, Chantal Akerman, 70min) ซึ่งเป็นหนังที่เราอยากดูมากๆ แต่ยังไม่ได้ดู

เราชอบที่ Trevor Johnston เขียนถึงหนังเรื่อง SOUTH ใน TIME OUT FILM GUIDE มากๆ เขาเขียนว่า

“บริบทสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง  ในช่วง 15 นาทีแรกของหนังสารคดีเรื่องนี้ เราได้เห็นภาพชีวิตประจำวันของผู้คนในเมืองแห่งหนึ่งทางภาคใต้ของสหรัฐ ใครบางคนตัดหญ้าในสนามหน้าโบสถ์ ผู้คนแต่ละคนต่างก็ทำธุระของตนเอง และไม่มีการบรรยายเลยในช่วง 15 นาทีแรก จนกระทั่งคนดำบางคนเริ่มรำลึกถึงรายละเอียดในเหตุการณ์ฆาตกรรม James Byrd ในปี 1998 เมื่อกลุ่มชายผิวขาวที่มีแนวคิดเหยียดผิวอย่างรุนแรงจับชายผิวดำคนหนึ่งไปผูกไว้ท้ายรถบรรทุก แล้วลากไปตามถนนจนเขาเสียชีวิต และมีการพบเศษชิ้นส่วนศพของชายผิวดำคนนี้ตกเรี่ยราดอยู่ตลอดระยะทาง 3 ไมล์ที่ร่างของเขาถูกลากไป และทันใดนั้นเอง ภาพชีวิตประจำวันของผู้คนในเมืองแจสเปอร์ รัฐเท็กซัสที่ดูดาษดื่นธรรมดาก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิมในทันที เพราะภาพสามัญดาษดื่นเหล่านี้กลับฉายรัศมีของความสยองขวัญและความขัดแย้งด้านสีผิวอย่างรุนแรงเอาไว้ โดยหนังเรื่องนี้ได้นำฟุตเตจงานรำลึกถึง James Byrd ที่โบสถ์ในท้องถิ่นมาใส่เข้าไปในหนังด้วย และทำให้อารมณ์ของหนังทวีความรุนแรงขึ้นอีกขั้น และในช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้ เราก็ได้เห็นฉากที่ Akerman ถ่ายติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน โดยเป็นการถ่ายท้องถนนทุกตารางนิ้วที่ร่างของชายผิวดำคนนี้เคยถูกลากไป และช็อตท้องถนนที่สุดแสนจะธรรมดาสามัญนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ธรรมดาสามัญอีกต่อไป เพราะทุกวินาทีของการเดินทางนี้คือเสียงกรีดร้องของความเจ็บปวด”

หนังเรื่อง SOUTH นี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม CINEMA OF DISASTER เหมือนหนังเรื่อง SHOAH (1985, Claude Lanzmann, 566min) และ HIROSHIMA MON AMOUR (1959, Alain Resnais) ด้วย โดย SHOAH มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วน HIROSHIMA MON AMOUR มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่า โดยหนัง 3 เรื่องนี้มีจุดเหมือนกันก็คือมันเป็นหนังที่พยายามพูดถึงเหตุการณ์รุนแรง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือมันเป็นหนังที่ยอมรับว่า “มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหาภาษาใดๆก็ตามที่จะสามารถนำเสนอเหตุการณ์รุนแรงนั้น” (THE IMPOSSIBILITY OF FINDING A LANGUAGE TO REPRESENT SUCH EVENTS)

Sunday, October 04, 2015

THE TRIBE (2014, Myroslav Slaboshpytskiy, Ukraine, A+30)

THE TRIBE (2014, Myroslav Slaboshpytskiy, Ukraine, A+30)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.ชอบตั้งแต่ฉากแรกของหนังแล้ว ที่เหมือนเป็นการจับสังเกตคนอยู่ห่างๆ โดยหนังไม่บอกด้วยซ้ำว่าเราควรสังเกตใครหรืออะไรในช่วง 5 วินาทีแรกของหนัง

2.ชอบการถ่ายลองเทคของหนังตั้งแต่ในช่วงแรกๆมาก รู้สึกว่าผู้กำกับยุโรปตะวันออกหลายๆคนจะเก่งด้านนี้เป็นพิเศษ ทั้ง Miklós Jancsó จากฮังการี, Béla Tarr จากฮังการี และ Alexander Sokurov จากรัสเซีย แต่ถึงแม้ผู้กำกับกลุ่มนี้จะถ่ายลองเทคเหมือนกัน แต่ลักษณะการถ่ายลองเทคของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป

3.บางทีสาเหตุส่วนหนึ่งที่เราชอบหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นเพราะเราชอบหนังที่เปิดพื้นที่จินตนาการให้กับผู้ชมน่ะ คือหนัง narrative หลายๆเรื่องมันจะ “บอก” ผู้ชมหมดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น (หรือหนังกลุ่ม tell) แต่มันจะมีหนัง narrative บางเรื่องและหนังทดลองหลายเรื่องที่ไม่บอกผู้ชมว่าเกิดอะไรขึ้นโดยตรง แต่จะ “แสดง” ให้ผู้ชมเห็นเหตุการณ์บางอย่าง แล้วให้ผู้ชมปะติดปะต่อเนื้อเรื่องเอาเอง (หนังกลุ่ม show) ซึ่งหนังกลุ่ม show นี้ผู้ชมอาจจะต้องตั้งอกตั้งใจดูมากกว่าหนังกลุ่ม tell ไม่งั้นจะตามเรื่องไม่ได้ (หนังของ Hou Hsiao-hsien หลายๆเรื่องก็อาจจะเข้าข่ายนี้)

สำหรับเราแล้ว เราว่าหนังหลายๆเรื่องที่กระตุ้นจินตนาการเราไปด้วยในขณะรับชม แทนที่จะปล่อยให้เรา passive รับข้อมูลจากหนังไปเรื่อยๆเพียงอย่างเดียว มันเป็นหนังที่เราชอบมากน่ะ ซึ่งหนังหลายๆเรื่องก็ใช้วิธีแตกต่างกันไปในการกระตุ้นจินตนาการเรานะ อย่างเช่น

3.1 หนังที่มี ellipsis เยอะๆ หรือหนังที่ชอบเล่าข้ามเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง แล้วให้ผู้ชมหาทางเชื่อมต่อให้ได้เองว่า ระหว่างแต่ละช็อตที่เราได้เห็นในหนังนั้น มันมีเหตุการณ์สำคัญอะไรตกหล่นหายไปบ้าง ซึ่งเราจะพบอะไรแบบนี้ได้ในหนังของ Robert Bresson และหนังอย่าง LORNA’S SILENCE (2008, Jean-Pierre Dardenne + Luc Dardenne)

3.2 หนังที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น offscreen อย่างเช่น FORGET ME (1994, Noémie Lvovsky) ที่นางเอกเห็นอุบัติเหตุบางอย่าง แต่เราได้เห็นแต่สีหน้าของนางเอก แต่ไม่เห็นตัวอุบัติเหตุนั้น และ A CASTLE IN ITALY (2013, Valeria Bruni Tedeschi) ที่มีฉากที่นางเอกส่งเสียงโหยหวนแบบแปลกๆ แต่เราได้เห็นแต่สีหน้าแม่ของนางเอก แต่ไม่เห็นหน้านางเอกขณะส่งเสียงโหยหวน

3.3 ในขณะที่หนังกลุ่ม ellipsis และหนังกลุ่ม offscreen กระตุ้นจินตนาการเราด้วยการทำให้เรา “ไม่เห็น” เหตุการณ์สำคัญ เราก็เลยดีใจที่ได้พบหนังอย่าง THE TRIBE ที่ใช้วิธีการแตกต่างออกไป คือใน THE TRIBE เราได้เห็นเหตุการณ์สำคัญ แต่เราไม่เข้าใจว่าตัวละครคุยอะไรกัน หนังเรื่องนี้ก็เลยกระตุ้นจินตนาการเราเกือบตลอดเวลา แต่เป็นการกระตุ้นจินตนาการเราในแบบที่แตกต่างไปจากหนังสองกลุ่มข้างต้น

4.ถ้าเข้าใจไม่ผิด ผู้กำกับ THE TRIBE ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเงียบ ซึ่งตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้เราก็นึกถึงหนังเงียบในทศวรรษ 1910-1920 จริงๆ เพราะตอนที่เราดูหนังเงียบ เราก็จะต้องจินตนาการในหลายๆครั้งว่าตัวละครมันคุยอะไรกัน โดยเฉพาะในหนังอย่าง THE SUFFRAGATE (1913, Urban Gad) ที่เรามักจะเห็นตัวละครทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่หนังจะขึ้น intertitle มาน้อยมาก เหมือนในบางช่วงเราเห็นตัวละครทะเลาะกัน 5 นาที แต่หนังขึ้น intertitle มาแค่ 3 ประโยค อะไรทำนองนี้ แต่ปรากฏว่าเราก็ดูหนังอย่าง THE SUFFRAGATE เข้าใจได้ เพราะเราเข้าใจว่าตัวละครทะเลาะกันในประเด็นอะไร เราก็เลยไม่จำเป็นต้องได้ยินทุกๆประโยคที่ตัวละครพูด

แต่ THE TRIBE มันก็ไปสุดทางกว่าหนังเงียบนะ เพราะหนังเงียบมันยังมี intertitles มาช่วยแนะแนวทางเป็นระยะๆ ว่าตัวละครมันคุยอะไรกันบ้าง

5.แต่ THE TRIBE ก็ไปสุดทางในระดับที่ยัง “สร้างความพึงพอใจอย่างเต็มที่” แก่ผู้ชมอย่างเรานะ เพราะถึงแม้ THE TRIBE จะไม่เฉลยเลยว่าตัวละครคุยอะไรกัน เราก็ปะติดปะต่อเนื้อเรื่องได้ทั้งหมด อย่างสบายๆอยู่ดี

คือ THE TRIBE มันไม่ได้ไปสุดขั้วในแง่ “ไม่สื่อสารกับผู้ชม” เลยแบบหนังทดลองบางเรื่องน่ะ อย่างเช่น

5.1 PERU TIME (2009, Chaloemkiat Saeyong) ที่เราจะเห็นตัวละครสื่อสารกันด้วยภาษาเขียนเป็นเวลาเกือบ 20 นาที แต่ไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขาสื่อสารกันว่าอะไรบ้าง เพราะมันไม่ใช่ภาษาเขียนของมนุษย์

5.2 หนังหลายๆเรื่องของ Teeranit Siangsanoh ที่เราได้เห็นตัวละครคุยกันอย่างยืดยาว แต่เราไม่เข้าใจว่าพวกเขาคุยอะไรกัน เพราะหนังบันทึกเสียงมาไม่ดี 555 แต่โชคยังดีที่หนังของ Teeranit มีจุดเด่นที่บรรยากาศด้วย หนังก็เลย fulfill เราในด้านบรรยากาศได้

5.3 หนังอย่าง CORNEILLE-BRECHT (2009, Jean-Marie Straub + Cornelia Geiser) ที่ตัวละครพูดภาษาฝรั่งเศสกับเยอรมันตลอดทั้งเรื่อง แต่มาฉายในไทยโดยไม่มี subtitles ภาษาอังกฤษ เราก็เลยต้องใส่ใจกับ “อากัปกิริยา” ของนักแสดงในเรื่อง และ “ลักษณะการพูด” ของนักแสดงตลอดทั้งเรื่อง โดยไม่รู้เลยว่าเขาพูดอะไรกัน

คือเวลาเราดูหนังของ Teeranit ที่บันทึกเสียงมาไม่ดี หรือหนังอย่าง CORNEILLE-BRECHT หรือหนังยุโรปที่ไม่มี subtitles ภาษาอังกฤษแล้วเรามีความจำเป็นต้องดูมันในสภาพไม่มี subtitles อย่างนั้นในบางครั้ง เราจะรู้สึกหงุดหงิดน่ะ เพราะเรารู้ว่ามันมีข้อมูลสำคัญบางอย่างหลุดรอดจากการรับรู้ของเราไป แต่มันไม่เหมือนอย่าง THE TRIBE เพราะเรารู้ว่าผู้กำกับเขาตั้งใจมาแบบนั้นอยู่แล้ว มันไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค เราก็เลยดูแล้วไม่หงุดหงิด แต่ดูด้วยความรื่นรมย์เป็นอย่างมาก

6.ชอบ “น้ำเสียง” ในการสื่อสารของตัวละคร โดยผ่านทางความรุนแรงของลีลาท่าทาง โดยเฉพาะในฉากที่นางเอกกับเพื่อนสาวเหมือนจะทะเลาะกัน เราว่าลีลาของสองสาวในฉากนี้เหมือนใช้แทน “น้ำเสียง” ของคนปกติได้

7.ตอนที่ดูจะนึกถึงหนัง feel-bad เรื่องอื่นๆเหมือนกัน อย่างเช่น IMPORT/EXPORT (2007, Ulrich Seidl) ที่นำเสนอสภาพชีวิตเส็งเคร็งในยุโรปตะวันออก, SOUND AND FURY (1988, Jean-Claude Brisseau) ที่เล่าเรื่องแก๊งอันธพาลในโรงเรียนมัธยม, HI TERESKA (2001, Robert Glinski) ที่เล่าเรื่องกลุ่มเด็กเสเพลในโปแลนด์ และ 4 MONTHS, 3 WEEKS AND TWO DAYS (2007, Cristian Mungiu) ที่เล่าเรื่องสองสาวกับการทำแท้งในโรมาเนีย

8.ฉากพระเอกกับนางเอกจูบกันในหนังเรื่องนี้เป็นฉากที่น่าสนใจดี เพราะตอนแรกนางเอกไม่ยอมให้พระเอกจูบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอปฏิบัติต่อเขาในฐานะลูกค้าเท่านั้น แต่พอเอากันเสร็จแล้ว เธอก็ยอมให้เขาจูบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระเอกเลื่อนสถานะขึ้นมาจากการเป็นแค่ลูกค้าแล้ว

ถ้าเข้าใจไม่ผิด มีหนังและละครเวทีหลายๆเรื่องที่มีตัวละครโสเภณีที่เคร่งครัดกับธรรมเนียมไม่ยอมให้จูบน่ะ อย่างเช่น PRETTY WOMAN (1990, Garry Marshall), ONLY ON MONDAYS (1964, Kô Nakahira) และ MAISON CENT SENSES (2015, Kevin Laddapong, stage play) พอเราได้เห็นฉากจูบกันในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยนึกถึงหนังกลุ่มนี้ขึ้นมาด้วย

9.ถึงมันจะเป็นหนัง feel bad แต่เราว่าจริงๆแล้วเราสามารถเอาหนังเรื่องนี้ไปใช้สอนประกอบบทเรียนเรื่อง “กงกำกงเกวียน”  ตามหลักศาสนาพุทธได้เลยนะ 555 เพราะตัวละครมันเจออะไรที่กงกำกงเกวียนมากๆ เด็กๆที่ทุบคนขายของในโบกี้รถไฟ ตอนหลังก็ถูกกลุ่มอันธพาลรุ่นพี่มาเอาเรื่องฐานยักยอกเงิน, ครูที่เป็นแมงดา ก็ถูกทุบหัวด้วยค้อนที่ตัวเองมีส่วนช่วยสร้าง, พระเอกที่ขโมยเงินเพื่อนางเอก ก็ไม่สามารถซื้อใจเธอไว้ได้อย่างเต็มที่ และกลุ่มอันธพาลที่ทำร้ายคนเพื่อปล้นเงิน ก็ได้รับบทเรียนในเวลาต่อมา

10.แต่สิ่งที่รับประกันว่า THE TRIBE จะติดอันดับประจำปีของเราอย่างแน่นอนก็คือฉากจบของหนัง ซึ่งเรารู้สึกเหมือนกับเพื่อนใน facebook คนนึงมากๆว่า มันให้ความรู้สึก release อย่างรุนแรงมาก

คือเราไม่ได้คิดว่าพระเอกทำในสิ่งที่ถูกต้องนะในฉากจบ คือถ้ามองอย่าง literally เราก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นการกระทำที่ถูกต้อง และเราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า คือพระเอกน่าจะตายไปตั้งแต่ฉากก่อนหน้านั้นแล้ว เพราะฉะนั้นฉากจบอาจจะเป็นแค่จินตนาการของวิญญาณพระเอก หรือเป็นแค่ alternative ending สำหรับฉากก่อนหน้าฉากจบก็ได้

แต่ถ้าหากตัดประเด็นเรื่องการถูก/ผิด ควร/ไม่ควรออกไปแล้ว เราก็พบว่าฉากจบมัน fulfill เราอย่างรุนแรงในแง่อารมณ์น่ะ ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม

สิ่งหนึ่งที่เราอธิบายไม่ได้ก็คือว่า ตอนที่เราดู THE TRIBE ไปถึงช่วงกลางเรื่อง อยู่ดีๆเราก็นึกถึงประสบการณ์เลวร้ายบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับเราเมื่อราวๆ 30 ปีก่อนขึ้นมา แล้วเราก็รู้สึกว่าเราเต็มไปด้วยความรู้สึกโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังอย่างรุนแรงมากๆ และเราก็ไม่แน่ใจด้วยว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญ หรือมันเป็นเพราะว่า THE TRIBE มันส่งผลบางอย่างต่อจิตใต้สำนึกของเรา มันก็เลยกวนเอาประสบการณ์ในอดีตเมื่อ 30 ปีก่อนขึ้นมาได้

แต่พอเราดูถึงฉากจบ THE TRIBE เราก็รู้สึกเหมือนกับว่าความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังอย่างรุนแรงสุดๆกับเหตุการณ์บางอย่างเมื่อ 30 ปีก่อน ที่เราเริ่มรู้สึกตั้งแต่ช่วงกลางเรื่อง มันได้รับการระบายออกไปอย่างงดงาม เอิบอิ่ม ecstatic มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ผ่านทางการกระทำของตัวละครในเรื่อง

คือถ้าหาก THE TRIBE ไม่ได้จบแบบนั้นนะ หนังเรื่องนี้ก็คงจะติดอันดับ TOP 40 ประจำปีของเรา แต่พอ THE TRIBE จบแบบนี้ หนังเรื่องนี้ก็คงจะติดอันดับ TOP 20 ของเราอย่างแน่นอน เพราะมันช่วยให้เราได้จัดการกับอารมณ์บางอย่างที่หมักหมมคั่งค้างในใจเรามานาน 30 ปี

ซึ่งจริงๆแล้ว หนึ่งในหนังที่เราชอบที่สุดในชีวิต อย่าง LA CEREMONIE (1995, Claude Chabrol) ก็ส่งผลกระทบกับเราในแบบที่คล้ายๆกัน


สรุปว่าชอบ THE TRIBE อย่างสุดๆ เพราะ concept ของมันน่าสนใจมากๆ, หนังเล่าเรื่องได้เก่งมากๆ, ถ่ายลองเทคได้สุดฤทธิ์มากๆ, เนื้อเรื่องก็ทรงพลังมาก และมันส่งผลกระทบบางอย่างต่ออารมณ์ของเราอย่างรุนแรงมากเป็นการส่วนตัว โดยเฉพาะในฉากจบของหนัง ที่ช่วยพาเราไปสู่จุดสุดยอดทางอารมณ์ในลักษณะคล้ายๆกับ LA CEREMONIE

THE TROUBLE WITH ESPLANADE

เตือนภัยเอสพลานาดและผู้ใช้บัตร M CASH ค่ะ เรื่องก็มีอยู่ว่า วันเสาร์เราไปดูหนังที่เอสพลานาด 5 เรื่องค่ะ พอเราดู COOTIES กับ THE TRIBE เสร็จ เราก็ไปซื้อตั๋วดูเมย์ไหน น่าจะประมาณราวๆ 16.30 น. โดยใช้บัตร M CASH พอรูดบัตรซื้อตั๋วเสร็จแล้วมันก็ขึ้นมาว่าเรามีเงินเหลืออยู่ในบัตร 330 บาท เราก็เลยไปเติมเงินในบัตร 1000 นึง โดยพนักงานที่เอาบัตรไปเติมเงินให้เราเป็นพนักงานหญิงที่เราน่าจะเคยเห็นหน้ามาแล้วหลายครั้ง (ถ้าเราจำไม่ผิดคนน่ะนะ) พอเธอเติมเงินให้เราเสร็จ เธอก็คืนบัตรมาให้เราพร้อมกับคูปองชิงโชคอะไรสักอย่าง แต่ไม่ได้ให้ใบเสร็จมาด้วย ซึ่งเราก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะมีหลายครั้งเหมือนกันที่เราเคยเติมเงินตามโรงเมเจอร์สาขาต่างๆแล้วพนักงานไม่ได้ให้ใบเสร็จมาด้วย แล้วเราก็ขึ้นไปดูเมย์ไหน พอดูเสร็จ เราก็มาซื้อตั๋วดู THE GREEN INFERNO ต่อเป็นเรื่องที่ 4 ตั๋วราคา 200 บาท แต่พอรูดบัตรเสร็จแล้ว มันขึ้นมาว่าบัตรเรามีตังค์เหลือ 1,030 บาท เราก็งงว่าตังค์มันหายไปไหน 100 บาท เพราะบัตรเรามันน่าจะมีตังค์เหลือ 1130 บาทสิ มันถึงจะถูก เราก็เลยไปโวยกับพนักงานตรงเคาน์เตอร์เติมเงิน ซึ่งเป็นพนักงานชาย เขาก็เลยให้เรายืนรอไปก่อน เราก็รอประมาณ 5 นาที ก็มีพนักงานชายอีกคนที่คงมีตำแหน่งสูงกว่าคนแรกมารับฟังเรื่องจากเรา เราก็เล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็เลยเอาบัตรเราไปรูดเช็คดูในคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วเขาก็บอกเราว่า บัตรเราถูกเติมเงินไปแค่ 900 บาทเท่านั้น เราก็ยืนยันว่าเราเติมเงิน 1000 บาทจริงๆ เขาก็เลยเติมเงินในบัตรให้เราอีก 100 บาท ก็เป็นอันจบเรื่องกัน อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้เราอยากเตือนทุกๆคนที่ใช้บัตร M CASH ว่า อย่าได้ประมาทเป็นอันขาดค่ะ เราไม่รู้ว่าพนักงานหญิงคนนั้นกดเติมเงินให้เราผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือว่าเธอตั้งใจจะโกงเงินเรา แต่เรื่องแบบนี้สอนให้เรารู้ว่า เราต้องพร้อมตบคนในทุกๆวินาทีค่ะ จบ

Saturday, October 03, 2015

THE THREEPENNY OPERA (1931, G.W. Pabst, A+30)

THE THREEPENNY OPERA (1931, G.W. Pabst, A+30)

เราเคยดู PANDORA’S BOX (1928, G.W. Pabst) เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว แต่ตอนนั้นไม่ได้ชอบมาก เราก็เลยไม่ได้สนใจ Pabst กับ Louise Brooks มากนัก แต่พอมาได้ดู DIARY OF A LOST GIRL (1929, G.W. Pabst, A+30) เมื่อเร็วๆนี้ เราก็หวีดสุดเสียง เพราะเราชอบมันสุดๆ และ Louise Brooks ใน DIARY OF A LOST GIRL ก็สง่างามมากๆ และตอนนี้พอเรามาได้ดู THE THREEPENNY OPERA เราก็มั่นใจแล้วว่า Pabst เป็นผู้กำกับที่น่าสนใจจริงๆ

เราชอบตัวละครหญิงใน THE THREEPENNY OPERA มากๆ ทั้ง

1.นางเอก (Carola Neher) ที่ประกาศตั้งแต่ต้นเรื่องเลยว่า เธอเคยมีผู้ชายดีๆมาจีบมากมายหลายคน แต่เธอไม่ต้องการผู้ชายดีๆ เธอต้องการผู้ชายชั่วๆมาเป็นผัวเท่านั้น

2.กะหรี่สาวเจนนี่ (Lotte Lenya) ที่ร้องเพลงเกี่ยวกับสาวรับใช้ในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ฆ่าผู้ชายตายหมดทั้งเมือง มันเป็นเพลงที่หนักมากๆ ไม่ประหลาดใจที่เพลง PIRATE JENNY กลายเป็นเพลงฮิตในเวลาต่อมา เพราะเนื้อเพลงมันไปสุดทางของมันจริงๆ

Lotte Lenya เองก็เล่นดีสุดๆด้วย เธอเป็นนักแสดงละครเวทีมาก่อน และเป็นหนึ่งในนักแสดงละครเวทีเพียงไม่กี่คนที่มาร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ โดยในสารคดี BRECHT VS. PABST (2007) ยังเล่าอีกด้วยว่า พอเธอมาเข้าร่วมกองถ่ายภาพยนตร์ เธอก็มีพลังบางอย่างที่ช่วยกระตุ้น “นักแสดงภาพยนตร์” ให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงานอย่างรุนแรงมาก มันเหมือนกับว่านักแสดงละครเวทีมันมีความจริงจังในการทำงานและมันมีพลังทางการแสดงอย่างรุนแรงในแบบที่ดาราภาพยนตร์ไม่มี ดังนั้นพอมีนักแสดงละครเวทีมาเข้าร่วมในกองถ่าย มันก็เลยช่วย spark พลังทางการแสดงให้กับดาราภาพยนตร์คนอื่นๆไปด้วย

เราว่า Lotte Lenya ในหนังเรื่องนี้ มี aura บางอย่างที่ทำให้นึกถึงกลุ่มนักแสดงขาประจำของ Rainer Werner Fassbinder ด้วย บอกไม่ถูกเหมือนกันว่า aura นั้นคืออะไร แต่มันเหมือนกับท่าที “หยันชีวิต” อะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะพบได้ในกลุ่มนักแสดงขาประจำของ Fassbinder

พอนาซีเรืองอำนาจในเยอรมนี  Lotte Lenya ก็อพยพไปอยู่สหรัฐอเมริกาแทน และในเวลาต่อมาเธอก็ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง THE ROMAN SPRING OF MRS. STONE (1961, Jose Quintero) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโสเภณีชาย และสร้างจากบทละครเวทีของ Tennessee Williams

3.ตัวละครหญิงสาวนิรนามคนนึง ที่พอเดินสวนกับพระเอกในถนน ก็รู้สึกเงี่ยนพระเอกอย่างรุนแรงมาก เธอเลยชวนพระเอกไปนอนกับเธอที่บ้านเธอในทันที เธอเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีความสุขที่สุดในหนังเรื่องนี้

4.พระราชินีของอังกฤษ ที่หน้าตาเห็นแล้วรู้ทันทีว่าต้องโดนตบด้วยตีนของจริง

ไม่รู้ว่าตัวละครหญิงแรงๆเหล่านี้มันเกิดจากบทละครดั้งเดิมของ Bertolt Brecht หรือมันเกิดจากไอเดียของ G.W. Pabst หรือมันเป็นสิ่งที่มักเจอได้อยู่แล้วในหนังเยอรมันยุคนั้น 555 เพราะหนังอย่าง THE SUFFRAGATE (1913, Urban Gad) ก็มีตัวละครนางเอกเป็นนักวางระเบิด และหนังอย่าง NIBELUNGEN (1924, Fritz Lang) ก็มีนางเอกเป็นฆาตกรที่โหดเหี้ยมมากๆ

Thursday, October 01, 2015

NEWSREEL AND NAZI PROPAGANDA

เกร็ดเกี่ยวกับหนังเยอรมันยุคเก่า

Joseph Goebbels รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อของนาซี นิยมใช้ “ข่าว” ในการโฆษณาชวนเชื่อ โดยในยุคนั้นยังไม่มีโทรทัศน์ ดังนั้นประชาชนจึงมักจะได้ดูข่าวในโรงภาพยนตร์แทน โดยในยุคนั้นจะมีการฉาย newsreel หรือข่าวควบไปกับการฉายภาพยนตร์ด้วย และ Goebbels ก็มองว่าตัว “ข่าว” นี่แหละ คืออาวุธสำคัญที่ใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะประชาชนมักจะเชื่อไปโดยปริยายว่า “ข่าว” ที่ตัวเองได้ดูคือความจริง และ Goebbels ก็ใช้ “ข่าว” เหล่านี้ในการสร้าง heroes ต่างๆขึ้นมาในสายตาของประชาชนในช่วงสงคราม นอกจากนี้ Goebbels ยังควบคุมข่าวเหล่านี้ด้วยการไม่ยอมรายงานความพ่ายแพ้ในการสู้รบของนาซี โดยประชาชนจะได้รับรู้แต่ข่าวชัยชนะในการสู้รบเท่านั้น และถ้าหากช่วงนั้นนาซีรบแพ้ที่สมรภูมิใด ข่าวที่ประชาชนได้ดูก็จะเฉไฉไปพูดเรื่องชัยชนะในที่อื่นๆแทน และประชาชนก็จะหลงนึกไปว่ามีการ “ถอยทัพเพื่อผลทางกลยุทธ์” เป็นครั้งคราวเท่านั้น อย่างไรก็ดี ประชาชนบางคนที่ฉลาดหรือมีโอกาส ก็จะสามารถรับรู้ข่าวที่เป็นความจริงได้ผ่านทางคลื่นวิทยุของฝ่ายสัมพันธมิตร

นอกจากการใช้ “ข่าว” ที่ไม่เป็นความจริงเสียทีเดียวในการโฆษณาชวนเชื่อแล้ว ยังมีการสร้างภาพยนตร์ที่มีการใส่ฟุตเตจข่าวเข้าไปในหนังเพื่อเสริมให้หนังมีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพในการโฆษณาชวนเชื่อด้วย อย่างเช่นหนังเรื่อง CHIN UP, JOHN (1941, Viktor de Kowa) ในรูปนี้ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับยุวชนนาซีในอาร์เจนตินาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

Joseph Goebbels ฆ่าตัวตายพร้อมภรรยา และฆ่าลูกๆอีก 6 คนของเขาเองด้วยเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945

ข้อมูลจากหน้า 108 ของหนังสือ THE TRIUMPH OF PROPAGANDA: FILM AND NATIONAL SOCIALISM, 1933-1945 ของ Hilmar Hoffmann