Friday, October 23, 2015

WATERBOYY (2015, Rachyd Kusolkulsiri, A+15)

WATERBOYY (2015, Rachyd Kusolkulsiri, A+15)

--จริงๆแล้วชอบหนังในระดับ A+30 มาตลอดทั้งเรื่องเลยนะ แต่มันมาตกม้าตายตรงประมาณ 15 นาทีสุดท้ายของเรื่อง ที่ทำให้ความชอบของเราหล่นฮวบอย่างรุนแรง เหมือนกับว่าหนังมันจะพยายาม “สร้างอารมณ์ซึ้งๆ” ให้ได้ในช่วงท้ายน่ะ ตัวละครมันก็เลยทำอะไรที่ไม่เข้ากับตรรกะของเราอย่างมากๆ เพื่อจะได้นำพาไปสู่สถานการณ์ซึ้งๆในฉากจบ แต่เราไม่โอเคกับวิธีการแบบนี้อย่างมากๆ

เหมือนหนังไทยที่ฉายโรงใหญ่หลายเรื่องมีปัญหานี้ทั้งนั้นเลยนะ อย่าง THE DOWN นี่เราก็ชอบในระดับประมาณ A+ ถึง A+10 มาตลอดทั้งเรื่องเลยนะ แต่พอหนังมันพยายามใส่ “ประโยคคมๆ” เข้าไปในฉากจบ แล้วไอ้ประโยคคมๆนี่มันเป็นอะไรที่ต่ำมากๆ ความชอบของเราก็เลยหล่นฮวบมาเป็น A+/A

หนังเกย์สองเรื่องอย่าง MY BROMANCE และ LOVELOVEYOU อยากบอกให้รู้ว่ารัก (2015, ณภัทร ใจเที่ยงธรรม) เราก็มีปัญหากับองก์ที่สามของหนังหรือช่วงท้ายของหนังอย่างรุนแรงมากๆเช่นกัน คือถ้าหากตัดองก์ที่สามของหนังสองเรื่องนี้ทิ้งไป ระดับความชอบของเราที่มีต่อหนังสองเรื่องนี้จะพุ่งพรวดขึ้นมาทันที

อย่างไรก็ดี ถ้าหากเทียบกับ MY BROMANCE และ LOVELOVEYOU แล้ว เราชอบ WATERBOYY มากกว่าหนังสองเรื่องนั้นมากๆเลยนะ เราว่า WATERBOYY มันดู flow กว่า smooth กว่า อารมณ์มันดูไหลลื่นเป็นธรรมชาติมากกว่าหนังสองเรื่องนั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่รู้สึกขึ้นมาขณะดู WATERBOYY ก็คือ เรารู้สึกอิจฉาเด็กมัธยมยุคนี้อย่างรุนแรงที่มีหนังอย่าง WATERBOYY มาให้ดู คือเรารู้สึกว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังแบบนี้ขณะที่เรายังเป็นวัยรุ่น เราคงจะมีความสุขอย่างสุดๆมากๆ ฝันหวานมากๆๆๆๆๆๆ คือหนังแบบนี้มันคงทำให้เราขณะเป็นวัยรุ่น “มีความฝันว่าวันพรุ่งนี้เราอาจจะได้เจออะไรแบบในหนัง หรือเจอผู้ชายแบบในหนัง” ก็ได้ อะไรทำนองนี้ แต่ตอนนี้เราอายุ 42 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นขณะที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราก็ไม่สามารถฝันหวานว่าเหตุการณ์ในหนังมันจะสามารถเกิดขึ้นได้กับชีวิตเราอีกต่อไปแล้วน่ะ

ขณะที่เราดู WATERBOYY เราก็นั่งนึกย้อนไปเหมือนกันนะว่า ตอนที่เราเป็นวัยรุ่น หนังเรื่องไหนที่มีอิทธิพลต่อ “จินตนาการชีวิตเกย์ในอนาคต” ของเรา และเราก็พบว่า มันอาจจะเป็นหนังเรื่อง “ฉันผู้ชายนะยะ” (1987, M.L. Bhandevanop Devakul) ที่เราได้ดูในโรงหนังสยาม คือในยุคนั้นหนังเกย์มันยังเป็นสิ่งที่หายากมากๆเลยน่ะ แล้วพอเราได้ดูหนังอย่าง “ฉันผู้ชายนะยะ” และอ่านนิยายอย่าง “ประตูที่ปิดตาย” ของกฤษณา อโศกสิน และ “ใบไม้ที่ปลิดปลิว” ของทมยันตีในตอนที่เราเป็นเด็ก จินตนาการของเราที่มีต่อชีวิตเกย์ของเราในอนาคต มันก็เลยออกมาไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ มันไม่ใช่ว่านิยายและหนังเหล่านี้ไม่ดีนะ แต่นิยายและหนังเหล่านี้มันสะท้อนชีวิตเกย์ที่ไม่ค่อยสมหวังน่ะ และมันไม่ถูก balance ด้วย “หนังเกย์พาฝัน” เลย มันก็เลยเหมือนกับว่า ตอนที่เราเป็นเด็ก เราได้รับรู้แต่ “ภาพเกย์ระทมทุกข์” ผ่านทางภาพยนตร์และนิยายเพียงด้านเดียว และไม่ได้รับรู้ “ภาพเกย์พาฝัน” เพื่อมาถ่วงดุลกัน

คือถ้าหากเราได้ดูหนังอย่าง WATERBOYY ในปี 1987 เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่า มันจะส่งผลกระทบต่อทัศนคติของเราอย่างไรบ้าง บางที ชีวิตเราอาจจะเปลี่ยนไปจากนี้ก็ได้ 555

ตอนที่เราดู WATERBOYY เราจะนึกถึงประโยคนึงในหนังซอมบี้เรื่อง COOTIES (2014, Jonathan Milott + Cary Murnion, A+25) อย่างรุนแรง ซึ่งมันเป็นหนึ่งในประโยคจากภาพยนตร์ที่เราชอบมากที่สุดในปีนี้ (ถ้าจำไม่ผิด) คือมันจะมีตัวละครตัวนึงพูดในทำนองที่ว่า “ผมเป็นครู และผมไม่มีความสุขกับการเป็นครู เพราะเวลาที่ผมสอนเด็กๆ ผมรู้ดีว่า เด็กๆที่ผมสอนยังมีอนาคตรออยู่ข้างหน้า พวกเขาอาจจะกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ในอนาคต แต่ตัวผมเองไม่มีโอกาสแบบนั้นอีกแล้ว ผมอิจฉาเด็กๆที่ผมสอนมาก เพราะพวกเขามีอนาคตรออยู่ มีโอกาสรออยู่ แต่ผมไม่มีโอกาสแบบนั้นอีกแล้ว”

ตอนที่เราดู WATERBOYY เราก็รู้สึกทำนองคล้ายๆกัน เรารู้สึกอิจฉาเด็กเกย์มัธยมยุคนี้มากๆที่ได้ดูหนังอย่าง WATERBOYY ตั้งแต่ตัวเองยังเป็นเด็ก เรารู้สึกอิจฉาเด็กเกย์ยุคนี้มากๆ ที่พวกเขาอาจจะได้เริงรักแบบในหนัง WATERBOYY ตั้งแต่อยู่มัธยมหรือมหาลัยก็ได้ ในขณะที่เราไม่มีโอกาสแบบนั้นอีกแล้ว



Wednesday, October 21, 2015

MANOLAND (2015, Teerawat Mulvilai, stage play, A+30)

MANOLAND (2015, Teerawat Mulvilai, stage play, A+30)

1.ชอบหลายๆช่วงของละครเรื่องนี้มากๆ

2.ชอบตั้งแต่ฉากแรกแล้ว ที่เป็นตัวละครแต่ละตัวสลับกันตีความท่าเต้นของตัวละครตัวอื่นๆ ในแง่นึงฉากนี้ทำให้เรานึกถึงปัญหาของเราที่มีต่อการแสดงแบบ dance theatre และ physical theatre ด้วยนะ 555 เพราะเราเป็นคนที่ตีความไม่เก่งน่ะ และพอเรามาดูการแสดงแบบ dance theatre และ physical theatre หลายๆเรื่อง เราจะไม่ค่อยอินกับมันมากนัก หรือไม่ได้ชอบมันแบบสุดๆ เพราะเราตีความมันไม่ออก 555 หรือเราอาจจะตีความในแบบที่ห่างไกลจากความตั้งใจจริงของผู้สร้างงานมากๆ เหมือนกับที่ตัวละครแต่ละตัวในเรื่องนี้ ตีความท่าเต้นในแบบที่ไม่ซ้ำกันเลย หรือตีความท่าเต้นในแบบที่แตกต่างจากกันอย่างรุนแรง

 แต่ถ้าหากเป็นละครเวทีปกติ ที่ตัวละครพูดคุยกัน เราจะพอจับใจความมันได้ แล้วเราจะอินกับมันมากกว่า มันก็เลยเหมือนกับว่า การแสดงแบบ dance theatre และ physical theatre โดยทั่วไป ไม่ใช่อะไรที่เข้าทางเรามากนัก

แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวนะ เพราะการดูนักแสดงเคลื่อนไหวร่างกายไปเฉยๆ หรือเต้นรำไปเฉยๆ โดยที่เราไม่เข้าใจความหมายของมัน ในหลายๆครั้งมันไม่ค่อยกระทบอารมณ์ความรู้สึกเรามากเท่าไหร่น่ะ

ซึ่งสิ่งนี้จะตรงข้ามกับความรู้สึกของเราที่มีต่อหนังทดลอง คือหนังทดลองหลายๆเรื่องมัน “ไม่ได้เล่าเรื่อง” แต่เราจะมีความสุขมากๆกับการดูภาพ “บรรยากาศ”, ภาพแสงอาทิตย์, ภาพอะไรมืดๆ, ภาพเหี้ยๆห่าๆอะไรก็ไม่รู้ มันเหมือนกับว่า “ภาพที่เราไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร” ในหนังทดลองหลายๆเรื่อง มันกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของเราได้อย่างรุนแรงมากๆ แต่ “การเคลื่อนไหวร่างกายของนักแสดงที่เราไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร” ใน dance theatre และ physical theatre หลายๆเรื่อง มันไม่ค่อยกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกเรา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวล้วนๆจ้ะ

และด้วยสาเหตุนี้ เราก็เลยชอบช่วงแรกของ MANOLAND มากๆ เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นเหมือนกับตัวละครในฉากแรกนี่แหละ ที่เวลาไปดูการแสดง dance theatre และ physical theatre แล้ว เรามักจะตีความอะไรไปต่างๆนานา โดยที่เราจะมีความกังวลใจอยู่ตลอดเวลาว่า “สิ่งที่เราคิดอยู่ในหัวตอนนี้ คงจะเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากสารที่ผู้กำกับตั้งใจจะสื่อมากๆเลย”

2.ฉากแรกนี่ จริงๆแล้วเรารู้สึกว่ามันเป็นข้อดีของการมโน หรือการใช้จินตนาการนะ คือเราว่า “การจินตนาการไปเอง” มันมีทั้งข้อดีและข้อเสียน่ะแหละ และฉากแรกนี่ สำหรับเราแล้ว มันสะท้อนข้อดีของการเปิดเสรีทางจินตนาการ คือใครจะจินตนาการอะไรยังไงก็ได้ ตีความอะไรยังไงก็ได้ เราควรจะเปิดเสรีให้กับมัน แต่สิ่งที่สำคัญก็คือว่า “คุณต้องไม่ไปปิดปากคนอื่น” หรือ “อ้างว่าสิ่งที่ตัวเองคิด คือสิ่งที่ผู้กำกับคิด”

คือในฉากแรกนี่ เราว่ามันงดงามมากๆเลยนะ ที่ได้เห็นตัวละครแต่ละตัว ตีความไม่ซ้ำกันเลยน่ะ ซึ่งการตีความไม่ซ้ำกันเลยนี่ มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ มีการเปิดเสรีเท่านั้น ไม่มีใครมีอำนาจในการสั่งปิดปากใคร

มันเหมือนกับว่า แทนที่เราจะได้เห็นเพียงแค่ “นักแสดงเอาแขนขึ้น นักแสดงเอาแขนลง” และตีความสิ่งที่เราได้เห็นนั้นในหัวของเราเพียงแค่คนเดียว เรากลับได้รับรู้ว่า movement A ที่เราเห็นนั้น มันสามารถทำให้ผู้ชม ก คิดถึงประเด็น 1 ทำให้ผู้ชม ข คิดถึงประเด็น 2 ทำให้ผู้ชม ค คิดถึงประเด็น 3  มันก็เลยเหมือนกับว่า movement A สามารถเชื่อมโยงกับประเด็นได้ 10 ประเด็น ผ่านทางจินตนาการของผู้ชมแต่ละคนที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งเราว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่งดงามในความเห็นของเรา “ตราบใดที่ผู้ตีความแต่ละคนยอมรับว่านี่คือจินตนาการของตนเอง และอาจจะใช่หรือไม่ใช่สิ่งที่ผู้กำกับต้องการจะสื่อก็ได้”

3.ส่วนฉากต่อๆมา ก็มีฉากที่เราชอบมากหลายๆฉาก โดยเฉพาะฉากที่ตัวละครหลายๆคน พยายามห้ามการกระทำที่ “ออกนอกลู่นอกทาง” ของตัวละครตัวอื่นๆ ด้วยการพูดคำว่า “จ้ะ” หรืออะไรทำนองนี้ แต่ในที่สุดก็มีตัวละครตัวนึงที่กล้าทำในสิ่งที่ “ออกนอกลู่นอกทาง” โดยไม่แคร์ใคร แล้วในที่สุดตัวละครตัวนั้นก็สามารถควบคุมจังหวะการออกเสียงจ้ะจ๋า ของตัวละครตัวอื่นๆได้ มันเหมือนกับว่าการออกนอกลู่นอกทางของตัวละครตัวนั้น ทำให้ตัวละครตัวนั้นได้กลายเป็นผู้นำสังคมในที่สุด

ซึ่งประเด็นนี้ทำให้เรานึกถึงอะไรหลายๆอย่างในสังคมนะ ตั้งแต่เรื่องของ Galileo ที่เสนอแนวคิดว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่เขากลับถูกคริสตจักรทำร้ายอย่างรุนแรง

และประเด็นนี้ก็ทำให้เรานึกถึงแม้แต่เรื่องของเกย์ด้วย เพราะตอนเด็กๆเราเคยพบเจอสังคมบางสังคมหรือคนบางคนที่เกลียดเกย์มากๆน่ะ มันเหมือนกับว่าพอเราจะแสดงออกในแบบที่เราต้องการ เราก็จะถูกประณามอย่างรุนแรงจากคนบางคนในยุคนั้น แต่พอกาลเวลาผ่านมา 30 กว่าปี สังคมก็เปลี่ยนไปมาก คนที่เป็นเกย์และเลสเบียนก็สามารถเป็นผู้นำประเทศได้อย่างเปิดเผย (อย่างเช่นนายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์) สิ่งต่างๆที่สังคมเคยห้ามปรามเมื่อ 30 ปีก่อน พอมีคนกล้าทำมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่แคร์สังคมที่ “มโนสร้างกฎขึ้นมาเอง” สังคมก็กลับเป็นฝ่ายที่ต้องปรับตัวตามคนที่กล้าแหกกฎเสียเอง

(คือกฎเกณฑ์บางอย่างในสังคม มันก็เป็นกฎที่ไม่ได้เกิดจากการมโนในความเห็นของเรานะ อย่างเช่น “ห้ามทำร้ายร่างกายคน” อะไรแบบนี้ เพราะการทำร้ายร่างกายคนมันก่อความลำบากเดือดร้อนให้คนอื่นจริงๆ แต่กฎบางอย่างในสังคม มันเกิดจากการที่หลายๆคนในสังคมมโนเอาเองน่ะ อย่างเช่น กฎ “ห้ามผู้ชายเย็ดกัน” ในบางประเทศ เพราะการที่ผู้ใหญ่สองคนจะเย็ดกันด้วยความเต็มใจ มันไม่ได้ไปหนักหัวกบาลใครสักหน่อย นอกจากพวกมึงจะมโนเอาเองว่า การทำเช่นนั้นเป็นสิ่งผิด)


4.อีกฉากที่เราว่าคลาสสิคที่สุดในชีวิตการแสดง ก็คือฉากที่ตัวละครหลายๆตัว พูดแต่คำว่า “ดีงาม” หรือคำที่มีความหมายคล้ายๆกันไปเรื่อยๆ แล้วแสดงอาการบ้าคลั่ง ฮิสทีเรียอย่างรุนแรงมากๆ ฉากนี้นี่มันสะท้อนมนุษย์ในบางสังคมได้ดีจริงๆ

Tuesday, October 20, 2015

S-21 (2015, Sineenadh Keitprapai, stage play, A+30)

S-21 (2015, Sineenadh Keitprapai, stage play, A+30)

--ตอนแรกก็ลังเลว่าจะไปดูดีไหม เพราะว่าเราเคยดูหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์เขมรแดงมาแล้วประมาณ 10 เรื่อง เราก็เลยรู้สึกว่าเราดูหนังเกี่ยวกับประเด็นนี้มาเยอะมากแล้ว แล้วละครเวทีเรื่องนี้มันจะพูดอะไรที่มันซ้ำซากกับที่เราเคยดูมาแล้วหรือเปล่า

--แต่พอไปดูจริงๆ ก็ชอบสุดๆ เพราะละครเวทีเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่องที่ซ้ำซากกับหนังอีก 10 เรื่องที่เราเคยดูมา คือหนังที่เราเคยดูมาส่วนใหญ่จะเป็นสารคดีที่ถ่ายทอดชีวิตของคนที่เคยตกเป็นเหยื่อเขมรแดงน่ะ แล้วสารคดีพวกนี้ก็จะเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงนั้น

ส่วนละครเวทีเรื่องนี้ไม่ได้ถ่ายทอดชีวิตเหยื่อเขมรแดงอย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นเรื่องของ “รูปถ่าย” เหยื่อเขมรแดงที่ถูกนำไปแสดงโชว์ที่แกลเลอรี่สักแห่งในนิวยอร์คซิตี้ หรืออะไรทำนองนี้ แล้ววิญญาณชาวเขมรสองดวงในรูปถ่ายนั้นก็ออกมาคุยกันในนิวยอร์ค วิธีการเล่าเรื่องที่เหนือจริงแบบนี้มันน่าสนใจสุดๆ และมันช่วยให้เนื้อเรื่องไม่ซ้ำซากกับหนังสารคดีอีกมากมาย

--ละครเวทีเรื่องนี้ไม่ได้เล่าประวัติของตัวละครสองตัวนี้อย่างสมบูรณ์ด้วย คือถ้าเป็นหนังสารคดีทั่วไป เราจะรู้เลยว่าประวัติของ subject เป็นมาอย่างไร เขาทำอาชีพอะไร ทำไมเขาถึงถูกเขมรแดงทรมาน ครอบครัวเขาเป็นอย่างไร ฯลฯ แต่ละครเวทีเรื่องนี้เหมือนนำเสนอประวัติชีวิตตัวละครเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เราต้องคอยปะติดปะต่อเอาเองจากคำพูดที่หลุดออกมาจากปากตัวละครสองตัวนี้ เราถึงจะพอรู้ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของเขาบ้าง มันเหมือนกับว่าละครเวทีเรื่องนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตตัวละครเพียงแค่ 10% เท่านั้นน่ะ ส่วนอีก 90% เราต้องจินตนาการเอาเอง ซึ่งมันเป็นวิธีการที่น่าสนใจมาก และในแง่นึง มันทำให้ตัวละครในเรื่อง ไม่กลายเป็น “บุคคลที่เฉพาะเจาะจง” เพียงแค่คนใดคนนึง แต่สามารถเป็นตัวแทนของเหยื่อเขมรแดงหลายๆคนได้ง่ายขึ้นด้วย คือถ้าละครเวทีให้ประวัติชีวิตของตัวละครในเรื่องแบบ 100% เต็ม ตัวละครตัวนั้นก็จะกลายเป็น “มนุษย์ที่เฉพาะเจาะจง” คนนึงน่ะ แต่พอละครเวทีเรื่องนี้ให้ประวัติชีวิตตัวละครเพียงแค่ 10% ตัวละครตัวนั้นก็เลยดูเลือนๆ ลอยๆ กลายเป็น “ก้อนของความรู้สึกเจ็บปวด ทรมาน เคียดแค้น” และ “ก้อนความรู้สึก” นี้ มันสามารถเป็นตัวแทนของเหยื่อเขมรแดงได้หลายๆคน แทนที่จะเป็นมนุษย์ที่เฉพาะเจาะจงเพียงคนเดียว

--การแสดงของคุณสินีนาฏในละครเวทีเรื่องนี้นี่คือคำนิยามของคำว่า “ขั้นเทพ” ของจริง คือแค่เห็นสีหน้าและแววตาของคุณสินีนาฏในวินาทีแรกของละครเวทีเรื่องนี้ เราก็รู้สึกว่ามันสะท้อนความทุกข์ทรมานแสนสาหัสของเหยื่อเขมรแดงได้อย่างเต็มที่แล้ว คือใบหน้า, แววตา และมือที่สั่นเทาของตัวละครหญิงในเรื่องนี้ มันเหมือนไม่ใช่การแสดงออกแต่ “ภายนอก” น่ะ มันเหมือนกับว่าคนที่สามารถแสดงสีหน้าและแววตาแบบนี้ออกมาได้ มันต้องมี “ภายใน” ที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสเท่านั้น มันถึงจะแสดงออกมาแบบนี้ได้

--นอกจากการแสดงของคุณสินีนาฏแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบสุดๆในละครเวทีเรื่องนี้ ก็คือการที่ละครเวทีเรื่องนี้ทำให้ความรู้สึกของเราที่มีต่อ “รูปภาพ” ในละคร เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงในช่วงต้นเรื่องกับในช่วงท้ายเรื่อง

คือในช่วงต้นของละครเวทีเรื่องนี้ พอเราเดินเข้ามาในห้องแสดง แล้วนั่งจ้องมองรูปภาพเหยื่อเขมรแดงประมาณ 20-30 รูปบนฝาผนัง ตอนแรกเราจะรู้สึกขบขันเล็กน้อยน่ะ เพราะปกติเราจะเคยเห็นแต่ “ภาพถ่าย” เหยื่อเขมรแดงเท่านั้น ซึ่งภาพถ่ายเหล่านี้จะทำให้เรารู้สึกกลัวมาก แต่พอมันกลายเป็น “ภาพวาด” ในละครเวทีเรื่องนี้ เราก็เลยมองมันในแง่ที่ว่า “หน้าอีนี่ดูตลกดีจัง”อะไรทำนองนี้ในช่วงต้นเรื่อง

แต่พอช่วงท้ายเรื่อง ความรู้สึกของเราที่มีต่อภาพวาดเหล่านี้ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มันเหมือนกับว่าภาพวาดแต่ละภาพกลายเป็นภาพของมนุษย์จริงๆในสายตาของเรา มันเหมือนกับว่าดวงตาของภาพวาดแต่ละภาพกลายเป็นดวงตาของมนุษย์จริงๆขึ้นมา มันเหมือนกับว่าเราสามารถจินตนาการขึ้นมาได้ง่ายๆเลยว่า ภาพวาดแต่ละภาพนั้น มันบรรจุเอาความเจ็บปวดทุกข์ทรมานของชีวิตเอาไว้มากขนาดไหน


คือพอเราได้เห็นความทุกข์ทรมานของภาพสองภาพ ผ่านทางดวงวิญญาณสองดวงในภาพสองภาพนั้นแล้ว เราก็สามารถจินตนาการได้ง่ายๆเลยว่า ภาพวาดอื่นๆมันบรรจุเอาความทุกข์ทรมานอะไรเอาไว้บ้าง และมันทำให้เรารู้สึกรุนแรงมากๆเมื่อได้เห็นภาพวาดเหล่านั้น และจินตนาการเอาเองถึงชีวิตของคนแต่ละคนในภาพวาดเหล่านั้นในช่วงท้ายเรื่อง

CRIMSON PEAK (2015, Guillermo del Toro, A+30)

CRIMSON PEAK (2015, Guillermo del Toro, A+30)

ตอนที่ดูจะนึกถึงหนังหลายๆเรื่อง ตั้งแต่ THE PRINCE AND ME (2004, Martha Coolidge), COSMOPOLIS (2012, David Cronenberg), ข้างหลังภาพ และขมิ้นกับปูน เพราะหนังหรือนิยายกลุ่มนี้มันมีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง “ศักดินากับ เศรษฐีใหม่หรือ ชนชั้นกลางเหมือนๆกัน โดยใน THE PRINCE AND ME, COSMOPOLIS และข้างหลังภาพนั้น ความสัมพันธ์จะดำเนินไปในทางบวก อย่างเช่นใน COSMOPOLIS พระเอกที่เป็นเศรษฐีใหม่ได้แต่งงานกับผู้หญิงที่เป็นเหมือนชนชั้นศักดินาจากยุโรป และพอพระเอกมีท่าทีจะล้มละลาย ตัวภรรยาก็บอกว่าเธอสามารถให้เงินช่วยเหลือพระเอกได้ แต่ต้องหย่ากัน อะไรทำนองนี้ แต่สิ่งที่เราชอบมากๆใน CRIMSON PEAK ก็คือว่า ความสัมพันธ์ระหว่างศักดินากับเศรษฐีใหม่ในหนังเรื่องนี้ ดูเหมือนจะเป็นไปในทางปฏิปักษ์ต่อกันอย่างรุนแรงมากๆ และหนังนำเสนอการล่มสลายของชนชั้นศักดินาได้ในแบบที่สะใจเราอย่างสุดๆ ถึงแม้หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจเช่นนั้นก็ตาม

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.ตอนแรกที่ดูจะนึกถึงนิยายของจินตวีร์ วิวัธน์ และหนังแนว gothic horror อย่าง THE WOMAN IN BLACK 2: ANGEL OF DEATH (2014, Tom Harper, A+30) เพราะมันใช้ setting คล้ายๆกัน 

2.แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หนังส่งสัญญาณในช่วงต้นเรื่องว่า

2.1 นางเอกเขียนนิยายที่มีผี แต่เธอย้ำว่า ผีไม่สำคัญในนิยายของเธอ ผีเป็นแค่ metaphor ถึงอดีตเท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้มันสะท้อนตัวหนังเรื่องนี้ด้วย เพราะผีในหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีบทบาทเป็นตัวร้ายหลักของเรื่องเหมือนอย่างหนัง gothic horror เรื่องอื่นๆ

2.2 นางเอกแสดงท่าทีเหมือนเกลียดชังชนชั้นศักดินาในช่วงต้นเรื่อง โดยเธอแสดงความเห็นว่าพวกศักดินาเก่าในยุโรปเป็นพวกเอารัดเอาเปรียบคนจน ซึ่งบทสนทนาแบบนี้มันฟังแล้วสะดุดหูมากๆ เพราะมันไม่ค่อยเจอในหนัง/นิยาย gothic horror เรื่องอื่นๆ และอะไรที่มัน โดดขึ้นมาจากสิ่งที่พบเห็นได้ตามปกติใน genre ของมันนี่แหละ ที่มันมักจะสะท้อนสิ่งที่น่าสนใจมากๆในตัวหนังเรื่องนั้น 

และหนังก็แสดงให้เห็นว่า พอนางเอกทรยศต่ออุดมการณ์ เกลียดชนชั้นศักดินาเก่าของตนเองในช่วงต้นเรื่อง นางเอกก็ได้รับบทลงโทษอย่างไรบ้างในเวลาต่อมา

2.3 นางเอกแสดงท่าทีไม่ค่อยชอบนิยายของ Jane Austen ในช่วงต้นเรื่องด้วย ซึ่งก็น่าสนใจดี เพราะเนื้อเรื่องแบบ CRIMSON PEAK มันเหมือนเป็นการพลิกตลบเนื้อเรื่องทำนอง PRIDE AND PREJUDICE ที่นางเอกได้พบรักกับหนุ่มผู้ดีเก่า และ สามารถประนีประนอมกับผู้ดีเก่าได้ในที่สุดซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยดังกล่าวทำให้เราไม่ได้ชอบนิยายของJane Austen มากนัก

3.ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของคนสายเลือดเดียวกันในหนังเรื่องนี้ ก็ทำให้นึกถึงพวกราชวงศ์ยุคเก่าที่มีการแต่งงานกันระหว่างพี่น้องหรือภายในเครือญาติเดียวกันเองด้วย 

4.เราไม่เห็นคนงานเหมืองในหนังเรื่องนี้ แต่สีแดงที่ซึมขึ้นมาจากพื้นดินใต้บ้านของศักดินาเก่า ก็ทำให้เรานึกถึงอะไรพวกนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ

5.สิ่งที่สะใจมากๆในตอนจบของหนังเรื่องนี้ ก็คือการใช้ พลั่วเป็นอาวุธสังหารในท้ายที่สุด เพราะพลั่วมันทำให้นึกถึงชนชั้นแรงงาน นึกถึงมือที่หยาบกร้านของชนชั้นแรงงานที่ต้องใช้พลั่วขุดดิน (ซึ่งแตกต่างจากมืออันอ่อนนุ่มของโธมัส ชาร์ปในช่วงต้นเรื่อง) 

จริงๆแล้ว CRIMSON PEAK อาจจะไม่ได้ตั้งใจพูดเรื่องชนชั้นศักดินา-เศรษฐีใหม่ก็ได้นะ แต่มันทำให้เรานึกถึงโดยที่หนังไม่ได้ตั้งใจน่ะ 

6.ตอนเด็กๆเราประหลาดใจมากๆว่าทำไมหลายๆคนถึงชอบละครทีวีเรื่อง บ้านทรายทองทั้งๆที่เราดูแล้วไม่ชอบเลย แต่พอเราโตขึ้น แล้วเราได้ดูหนังอย่าง LA CEREMONIE (1995, Claude Chabrol) และ CRIMSON PEAK มันก็เลยทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเราไม่ชอบละครทีวีเรื่อง บ้านทรายทองเพราะมันดูแล้วไม่สะใจน่ะ ถ้า บ้านทรายทองมันจะสะใจเรา มันก็ต้องจบแบบ LA CEREMONIE หรือ CRIMSON PEAK นี่แหละ

HAMLET (1921, Sven Gade + Heinz Schall, Germany, A+20)

HAMLET (1921, Sven Gade + Heinz Schall, Germany, A+20)

1.ในแง่การกำกับ รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้อยู่ในระดับปานกลาง ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นสง่าเหมือนหนังของผู้กำกับชื่อดังในยุคนั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจสุดๆในหนังเรื่องนี้ก็คือการนำบทประพันธ์ HAMLET ของเชคสเปียร์มาดัดแปลงใหม่ให้แตกต่างไปจากเดิมอย่างรุนแรง โดยในเวอร์ชั่นนี้ ตัวละครแฮมเล็ต (Asta Nielsen) เป็นผู้หญิงที่ปลอมตัวเป็นผู้ชาย เพื่อที่เธอจะได้มีสิทธิสืบทอดราชบัลลังก์ และหนังเรื่องนี้ยังเน้นไปที่ความรักระหว่างแฮมเล็ตกับโฮราชิโอด้วย และส่งผลให้หนังเรื่องนี้เป็น HAMLET เวอร์ชั่นเดียวที่เราเคยดูที่นำเสนอความรักระหว่างแฮมเล็ตกับโฮราชิโออย่างซาบซึ้งกินใจ ในขณะที่ HAMLET เวอร์ชั่นอื่นๆที่เราเคยดู ไม่เคยมีการดัดแปลงออกมาในทำนองนี้เลย และตัวละครโฮราชิโอในเวอร์ชั่นอื่นๆก็เป็นตัวประกอบที่มีความสำคัญน้อยมาก ในขณะที่โฮราชิโอในเวอร์ชั่นนี้กลายเป็น พระเอกของเรื่อง ส่วนแฮมเล็ตกลายเป็น นางเอกของเรื่อง

2.ตัวละครแฮมเล็ตในหนังเรื่องนี้ ร้ายกาจมากในแง่ความรัก เพราะเธอหลงรักโฮราชิโอ แต่โฮราชิโอเข้าใจว่าแฮมเล็ตเป็นผู้ชาย โฮราชิโอก็เลยไปหลงรักโอฟีเลียแทน แฮมเล็ตก็เลยพยายามขัดขวางความรักของทั้งสองด้วยการจีบโอฟีเลีย เพื่อที่โอฟีเลียจะได้ไม่ไปสนใจโฮราชิโอ

3.พอแฮมเล็ตในเรื่องนี้เป็นผู้หญิง ความขัดแย้งระหว่างแฮมเล็ตกับราชินีเกอร์ทรูดก็เลยรุนแรงมาก เพราะมันเป็นการตบตีกันระหว่างแม่กับลูกสาว

4.น่าสนใจดีที่ HAMLET แต่ละเวอร์ชั่นที่เราเคยดูต่างก็มีความโดดเด่นเป็นตัวของตัวเองมากๆ อย่างเช่น

4.1 HAMLET (1996, Kenneth Branagh) อันนี้เป็นเวอร์ชั่นที่น่าจะดัดแปลงจากบทประพันธ์เดิมน้อยสุด และมีความยาวถึง 242 นาที จำได้ว่า Kate Winslet เล่นเป็นโอฟีเลียได้ดีในเวอร์ชั่นนี้

4.2 HAMLET (2000, Michael Almereyda) อันนี้เป็นเวอร์ชั่นที่ดัดแปลงเนื้อเรื่องให้เกิดขึ้นในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยมีฉากเด่นคือฉาก TO BE OR NOT TO BE ที่เกิดขึ้นใน ร้านวิดีโอเราจำได้ว่าเราชอบ Diane Venora จากบทเกอร์ทรูดในเวอร์ชั่นนี้

4.3 HAIDER (2014, Vishal Bhardwaj, 160min) อันนี้เป็นเวอร์ชั่นที่น่าประทับใจมากๆ เพราะเนื้อหาของเรื่องถูกดัดแปลงให้มาเกี่ยวข้องกับสงครามแบ่งแยกดินแดนระหว่างอินเดียกับแคชเมียร์ Shahid Kapoor เล่นได้น่าประทับใจมากในบทพระเอก และตัวละครแม่พระเอกก็ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นตัวละครที่รุนแรงที่สุดในหนังเรื่องนี้ รวมทั้งรุนแรงที่สุดเมื่อเทียบกับตัวละครเกอร์ทรูดใน HAMLET เวอร์ชั่นอื่นๆ

4.4 WHEN I SLEPT OVER THE NIGHT OF THE REVOLUTION (2007, Ninart Boonpothong) อันนี้เป็นละครเวทีที่สะท้อนเหตุการณ์รัฐประหารในไทยในปี 2006 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งในโลกยุคปัจจุบันที่นอนหลับแล้วฝันถึงแฮมเล็ต ละครเรื่องนี้มีจุดเด่นที่การนำเพลงของวง The Beetles มาใช้ได้อย่างกระตุ้นความคิดมากๆ, มีการโยงเรื่องเข้ากับประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้อย่างน่าคิดมากๆ และมีฉากเด่นเป็นฉากที่ตัวละครหลายตัวแต่งชุดสลับเพศกั

4.5 H-A-M-L-E-T (2009, Damkerng Titapiyasak) อันนี้เป็นเวอร์ชั่นที่นพพันธ์ บุญใหญ่แสดงคนเดียวตลอดทั้งเรื่อง

ในบรรดา HAMLET 6 เวอร์ชั่นที่เราดูมานี้ เราชอบเวอร์ชั่น WHEN I SLEPT OVER THE NIGHT OF THE REVOLUTION มากที่สุดนะ เพราะประเด็นการเมืองของมันน่าสนใจสุดสำหรับเรา และการเล่นกับการซ้อนเหลื่อมกันระหว่างความฝันกับความจริงในเวอร์ชั่นนี้ก็ทำออกมาได้ดีมากๆด้วย

แต่ HAMLET เวอร์ชั่นปี 1921 ก็มีข้อดีในตัวของมันเองแหละ โดยเฉพาะเรื่องการดัดแปลงใหHAMLET เป็นผู้หญิง เราเดาว่าการสร้างหนังแบบนี้ออกมาในปี 1921 อาจจะสะท้อนความเปลี่ยนแปลงด้าน สิทธิสตรีในยุคนั้นด้วยก็ได้ และความโฮโมอีโรติกในเวอร์ชั่นนี้ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีงามและ unique มากๆด้วย

Sunday, October 18, 2015

THE WILDCAT (1921, Ernst Lubitsch, Germany, A+25)

THE WILDCAT (1921, Ernst Lubitsch, Germany, A+25)

--จริงๆแล้วมีหลายส่วนที่ทำให้นึกถึงหนังตลกของไทยกลุ่ม “ทหารเกณฑ์” หรือ “ทหารเรือ” บ๊องๆที่ผลิตกันออกมาเยอะตั้งแต่ทศวรรษ 1980 นะ เพราะหนังเรื่องนี้นำเสนอชีวิตในค่ายทหารแบบตลกโปกฮา ไร้สาระ เสียสติแบบนั้นเลยน่ะ ตัวนายพลหัวหน้าค่ายก็บ้องตื้นมากๆ และพระเอกก็เป็นทหารหนุ่มหล่อหน้าใหม่ที่เข้ามาในค่ายทหารแห่งนั้น แล้วตัวลูกสาวนายพลก็ตกหลุมรักพระเอก และอยากได้พระเอกเป็นผัวอย่างรุนแรงมาก

--แต่สิ่งสำคัญที่อาจจะทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังตลกของไทยกลุ่ม “ทหารเกณฑ์” ก็คือว่า หนังเรื่องนี้มันไม่มีความรู้สึก “ชาตินิยม” เลยแม้แต่นิดเดียว และไม่มีการเชิดชูทหารเลยแม้แต่นิดเดียวน่ะ คือมันใช้ setting เป็นค่ายทหาร และเอาทหารในค่ายมาทำตลกหุยฮาไปเรื่อยๆก็จริง แต่มันไม่มีความรู้สึกเชิดชูทหารเลย ไม่มีความรักชาติเลย เราก็เลยรู้สึกว่า นี่มันเป็นหนังตลกเกี่ยวกับทหารที่ “ปลอดจากสารพิษเจือปน” จริงๆ มันไม่มีสารเคมีตกค้างเหลืออยู่ในหนังจริงๆ เราก็เลยฮากับมันไปได้ตลอดทั้งเรื่อง

--ขอยกให้หนังเรื่องนี้ติดอันดับ one of my most favorite “set decorations” of all time เพราะหนังมันจัดฉากต่างๆในเรื่องได้แบบ Expressionist อย่างรุนแรงสุดทางมากๆ โดยนักวิจารณ์บอกว่า บางทีการที่มัน Expressionist แบบสุดทางแบบนี้ เป็นเพราะมันต้องการล้อเลียนหนัง Expressionists  ด้วยกันเอง

--การออกแบบกรอบภาพในหนังเรื่องนี้ก็ไปสุดทางมากๆด้วย คือมีกรอบภาพประมาณ 10 แบบได้มั้งในหนังเรื่องนี้ ซึ่งแตกต่างจากหนังธรรมดาในยุคปัจจุบันที่ใช้กรอบภาพเพียงแบบเดียว นั่นก็คือกรอบภาพแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าตลอดทั้งเรื่อง

--อีกปัจจัยนึงที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้มากๆก็คือว่า ถึงมันจะเป็นหนังตลก และนำเสนอทุกอย่างแบบ “เว่อร์เกินความเป็นจริง” อย่างเช่นมีตัวละครโจรหนุ่มคนนึงร้องไห้จนน้ำตาไหลออกมาเป็น “คลอง” แต่มันก็นำเสนอ “ความรัก” และ “ความเจ็บปวดจากความรัก” ได้จี๊ดใจจริงๆด้วยนะ คือมันเป็นหนังตลกน่ะ แต่พอมันจะนำเสนอความเจ็บปวดจากความรัก มันกลับทำได้ซึ้งกว่าหนังรักโรแมนติกหลายๆเรื่องซะอีก คือต้องกราบตีน Ernst Lubitsch จริงๆที่ทำได้แบบนี้

คือตลอดทั้งเรื่องเรารู้สึกเหมือนกับว่าเราดูหนังดีๆสักเรื่องนึงของ Jim Carrey อะไรทำนองนี้ แต่พอถึงตอนจบนี่มันเจ็บปวดแบบคลาสสิค ร้าวรานใจเกือบเทียบได้กับหนังอย่าง ALL THAT HEAVEN ALLOWS (1955, Douglas Sirk) เลย

แต่จริงๆแล้วมันอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับหนังตลกยุคนั้นก็ได้นะ เพราะหนังตลกของ Charlie Chaplin หรือ Buster Keaton บางเรื่องในยุคนั้น มันอาจจะไม่ได้ “หัวเราะร่า” อย่างเดียว บางเรื่องมันอาจจะแฝงความเจ็บปวดจริงๆของมนุษย์เอาไว้จนทำให้เรา “น้ำตาริน” ตามไปด้วย

FILMSICK'S FAVORITE GUESTHOUSE/HOTELS IN BANGKOK

From Wiwat Filmsick Lertwiwatwongsa

My Favourite Guesthouse /Hotel in BKK
1. ONE DAY HOSTEL 
nice and clean,curtains for every bed, nice staff very cool bathroom, Casa Lapin is in the same building and it was very KINFOLK 
2. GLUR BANGKOK 
very nice staff, coffeeshop on first floor , 24 hrs open ,curtains for every bed next to Bangrak with lots of foods al day all night , very close to BTS
3.KRUNGKASEM SRIKRUNG HOTEL
next to Hua Lumpong , very delicious food on first floor, building quite old but clean , cheap but no Wi-Fi in room
4.3HOWW SUKHUMVIT 
capsule box clean with curtains on the feet , room was clean and very close to BTS and MRT
5.FORTHVILLE GUESTHOUSE 
next to Prasumen Fort , very close to Khaosan Rd. and Banglumpoo , room was nice
http://www.fortvilleguesthouse.com


Wednesday, October 14, 2015

SUMURUN (1920, Ernst Lubitsch, Germany, A+30)

SUMURUN (1920, Ernst Lubitsch, Germany, A+30)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 5 ของ Lubitsch ที่เราได้ดู และเราก็พบว่าเราถูกโฉลกกับหนังของเขาจริงๆ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าตัวละครหญิงในหนังของเขามันเข้าทางเรามากๆ เราว่าตัวละครหญิงในหนังของเขาเหมือนจะเป็นญาติๆกับตัวละครหญิงในหนังของ Paul Verhoeven เลยน่ะ ทั้งๆที่สองคนนี้ทำหนังคนละ genre กัน เพราะตัวละครหญิงในหนังของผู้กำกับทั้งสองคนนี้ต่างก็ “เข้มแข็งมาก” และ “เงี่ยนมาก” กว่าตัวละครหญิงในหนังทั่วๆไป ซึ่งความเงี่ยนนี่เป็นปัจจัยสำคัญเลย เพราะนางเอกในหนังทั่วไปมักจะ “ต้องการความรัก” แต่ไม่ค่อยแสดงออกถึงความต้องการทางเพศ แต่ตัวละครหญิงในหนังของ Lubitsch และ Paul Verhoeven นี่จะกล้าแสดงความต้องการทางเพศออกมา

ใน SUMURUN นี่จะมีตัวละครหญิงที่เราชอบสุดๆถึง 3 ตัว ซึ่งได้แก่ Sumurun (Jenny Hasselqvist), Yannaia (Pola Negri) และ Haidee (Aud Egede-Nissen) โดย Sumurun นี่เป็นตัวละครที่เข้มแข็งสุดๆ มีฉากนึงที่เธอถูกชี้คทรราช (Paul Wegener) สั่งให้กราบเท้าขอขมา แล้วเขาจะไว้ชีวิตให้ แต่ Sumurun เธอไม่ยอมขอขมาทรราช เธอยอมถูกประหารชีวิตดีกว่าที่จะยอมก้มหัวให้ทรราชชั่วๆแบบนี้

ส่วน Yannaia เป็นตัวละครหญิงที่เงี่ยนมาก และมีลักษณะที่ทำให้นึกถึงตัวละครหญิงในหนังของ Verhoeven หรือตัวละครหญิงแบบ “อีพริ้ง คนเริงเมือง” และนางเอกใน “ทองประกายแสด” Yannaia เป็นตัวละครหญิงที่พยายามเสยหีใส่หนุ่มหล่ออย่างรุนแรง ซึ่งตัวละครหญิงที่ “เงี่ยนมาก” แบบนี้ เวลาอยู่ในหนังไทยหรือละครไทย มันมักจะได้รับบทเป็นเพียงแค่ “นางอิจฉา” น่ะ แต่ในหนังเรื่อง SUMURUN นี้ ตัวละคร Yannaia ถือเป็นนางเอกหรือหนึ่งในนางเอกของเรื่องเลยทีเดียว และหนังก็ดูเหมือนจะรักเธอและปฏิบัติต่อเธอในฐานะมนุษย์คนนึง แทนที่จะปฏิบัติต่อเธอเหมือนเป็นเพียงนางแพศยาที่สมควรถูกลงโทษ

ส่วน Haidee นั้น ถ้าเป็นในหนังไทยหรือละครไทย เธอจะเป็นเพียงตัวละครประเภท “เพื่อนนางเอก” ที่มีหน้าที่เพียงแค่ให้กำลังใจนางเอก คอยช่วยเหลือนางเอก หรือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นางเอกได้ระบายความในใจออกมาให้ผู้ชมได้รับรู้ (คือนางเอกจะคุยกับเพื่อนนางเอก เพื่อที่ผู้ชมจะได้รู้ว่านางเอกคิดอะไร) แต่ตัวละครประเภท “เพื่อนนางเอก” นี้ ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับอนุญาตให้สวยกว่านางเอก หรือมีคุณสมบัติโดดเด่นเกินหน้าเกินตานางเอกน่ะ

แต่หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราชอบ SUMURUN อย่างสุดๆ ก็คือการที่ตัวละคร “เพื่อนนางเอก” ในหนังเรื่องนี้ มันหลุดออกจากกรอบของมันน่ะ เพราะตัวละคร Haidee นี้ มีบุคลิกภาพที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตามากๆ คือเธอมีบทบาทคอยช่วยเหลือ Sumurun (ซึ่งเป็นหนึ่งในนางเอก) ก็จริง แต่หนังขับเน้น “ความฉลาด” ของตัวละครตัวนี้อย่างรุนแรง จนเธอดูเหมือนอิ๊คคิวซัง + MacGyver + อึ้งย้ง ไปเลย เธอเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และสามารถใช้หัวสมองของเธอในการช่วยให้นางเอกรอดจากสถานการณ์คับขันได้หลายครั้ง และในฉากของ “การประกาศความเป็นไท” นั้น เธอก็เป็นตัวละครที่โผล่ออกมาอย่างสง่างามเป็นคนแรก แทนที่จะเป็นตัว Sumurun คือการที่หนังสร้างความสง่างามให้กับตัวละคร “เพื่อนนางเอก” แบบนี้ มันเป็นสิ่งที่เราชอบมากๆน่ะ

2.นอกจากการสร้างตัวละคร “เพื่อนนางเอก” ที่หลุดออกจากกรอบของความเป็นเพื่อนนางเอกแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราชอบ SUMURUN อย่างสุดๆ ก็คือการสร้างตัวละคร “ตัวตลก” ที่หลุดออกจากกรอบของความเป็นตัวตลกด้วย คือใน SUMURUN นี่ มันจะมีตัวละครลุงป้าคู่หนึ่ง ที่ทำให้นึกถึง “ล้อต๊อก” กับ “ชูศรี” ในหนังไทยยุคเก่าน่ะ คือมันเป็นตัวละครลุงป้าที่เหมือนมีบทบาทแค่มาช่วยเรียกเสียงหัวเราะให้กับหนังเป็นระยะๆเท่านั้น

ในความเป็นจริงแล้ว เราก็ดูหนังไทยยุคเก่าไม่เยอะนะ แต่เท่าที่เราจำได้ ตัวละครประเภท ล้อต๊อก+ชูศรี หรือตัวตลกประเภท “ดอกดิน กัญญามาลย์ + อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา” ในหนังของดอกดิน หรือตัวละครที่แสดงโดยค่อม ชวนชื่นในหนังไทยยุคปัจจุบัน มันจะอยู่ในกรอบของความเป็นตัวตลกน่ะ มันมักจะไม่ค่อยทำอะไรเกินหน้าเกินตาพระเอกนางเอก หรืออยู่ดีๆก็กลายเป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้พล็อตเรื่องพลิกผันไปอย่างรุนแรง คือตัวตลกในหนังไทยประเภทนี้ มันมักจะเป็นตัวละครที่สามารถตัดออกไปจากหนังได้เลย โดยที่เนื้อเรื่องแทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม อาจจะมียกเว้นก็อย่างเช่นบทของชูศรีใน “เมืองขอทาน ขี้กลากคอนกรีต” (1978, เพิ่มพล เชยอรุณ) ที่ไม่ได้ถูกจำกัดกรอบให้มีบทบาทเป็นเพียงแค่ตัวตลก แต่เธอมีบทบาทเป็น “เจ้าแม่” ในเรื่อง

ซึ่งจริงๆแล้วเราจะไม่ชอบการจำกัดกรอบให้กับ “เพื่อนนางเอก”, “นางอิจฉา”, “ตัวตลก” ในหนังไทยแบบนี้เท่าไหร่ มันไม่เข้ากับรสนิยมของเรา หรือมันไม่เข้ากับวิธีการที่เราใช้มองมนุษย์ เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบตัวละครลุงป้าใน SUMURUN อย่างมากๆ เพราะตอนแรกเรานึกว่าลุงป้าคู่นี้มันจะมีบทบาทเรียกเสียงฮาเหมือนอย่างล้อต๊อก+ชูศรีเท่านั้น แต่ไปๆมาๆ ปรากฏว่า หนัง treat ความรักและความเงี่ยนของตัวละครลุงป้าคู่นี้อย่างจริงจังสุดๆ และพอถึงตอนจบของหนัง ก็ปรากฏว่า ตัวละครลุงหลังค่อมที่ถ้าหากอยู่ในหนังไทย ก็จะกลายเป็นตัวละครที่ถูกจัดให้อยู่ในชั้นล่างสุดหรือเกือบล่างสุด (ลำดับชั้นอาจจะเป็น พระเอก-นางเอก-ผู้ร้าย-นางอิจฉาหรือดาวยั่ว-พระรอง-นางรอง-ตัวตลก-คนใช้พระเอกและนางเอก) นี่แหละ ที่กลายเป็นคนที่ลุกขึ้นมาฆ่าทรราชได้ 

คือในหนังไทย ตัวละครที่ลุกขึ้นมาฆ่าทรราช หรือผู้ร้ายหัวโจกของเรื่อง มักจะเป็นพระเอกหรือนางเอกน่ะ ในขณะที่ตัวตลกของเรื่อง มักจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำอะไรแบบนี้ แต่ใน SUMURUN นี่ บทบาทการฆ่าทรราช กลับเป็นของตัวละครที่มีลักษณะคล้ายตัวตลกแบบล้อต๊อก เราก็เลยชอบจุดนี้อย่างสุดๆ มันเหมือนกับว่าในแง่นึง หนังเรื่องนี้มัน treat ตัวละครของมันอย่างค่อนข้างเสมอภาค หรือมันมองมนุษย์แบบที่เรามองน่ะ มันไม่ได้มองว่า “เพื่อนนางเอก” และ “ตัวตลก” ห้ามทำอะไรเกินหน้าเกินตาพระเอกนางเอกเป็นอันขาด แต่มันยอมรับว่าตัวละครแต่ละตัวต่างก็เป็นมนุษย์ที่มี potential ที่จะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น คนที่อยู่ชั้นล่างสุด ก็สามารถลุกขึ้นมาฆ่าและโค่นล้มคนที่อยู่ชั้นสูงสุดอย่างชี้คในเรื่องได้ นอกจากนี้ “หญิงสาวที่เงี่ยนหนุ่มหล่ออย่างรุนแรง” ในหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ได้ถูก treat เป็นเพียงแค่นางอิจฉาหรือดาวยั่วด้วย แต่ถูก treat เป็นหนึ่งในนางเอกของเรื่อง ซึ่งก็ถือเป็นการทะลายกรอบตัวละครนางเอก-นางอิจฉาด้วยเช่นกัน

กราบตีน Ernst Lubitsch จริงๆค่ะ


หนังเรื่องนี้มีให้ดูใน Youtube นะคะ

Tuesday, October 13, 2015

Denis Villeneuve’s films in my preferential order

Denis Villeneuve’s films in my preferential order
1.INCENDIES (2010)
2.ENEMY (2013)
3.PRISONERS (2013)
4.SICARIO (2015)
5.COSMOS: THE TECHNETIUM (1996)
6.32ND DAY OF AUGUST ON EARTH (1998)
ส่วน POLYTECHNIQUE (2009) เรายังไม่ได้ดู แต่หนังเรื่องนี้จะฉายที่ธรรมศาสตร์ รังสิตในวันพุธที่ 14 ต.ค.นะจ๊ะ

Monday, October 12, 2015

LISTEN (Hamy Ramezan + Rungano Nyoni, Denmark, A+30)

Films seen for the first time in the SHNIT FILM FESTIVAL on 10-11 October, 2015

1.LISTEN (Hamy Ramezan + Rungano Nyoni, Denmark, A+30)
2.THE GUEST (Alexander Kviria, USA/Georgia, A+30)
3.EXCURSION (Adrian Sitaru, Romania, A+30)
4.INSPECTION (Gala Sukhanova, Russia, A+30)
5.PREPARATION (Tyron Janse van Vuuren, South Africa, A+30)
6.HOLE (Martin Edralin, Canada, A+30)
7.EVERYTHING WILL BE OKAY (Patrick Vollrath, Germany, A+30)
8.BEAUTY (Rino Stefano Tagliafierro, Italy, animation, A+30)
9.SALT (Ugla Hauksdóttir, Iceland, A+30)
10.YOU ARE WHOLE (Laura Spini, UK, A+30)
11.ZERO M2 (Matthieu Landour, France, A+30)
12.FUNERAL (Alejandro Bonilla, animation, A+30)
13.THE SENSE OF TOUCH (Jean-Charles Mbotti Malolo, Switzerland, animation, A+30)
14.YÙL AND THE SNAKE (Gabriel Harel, France, animation, A+25)
15.LOAD (Niv Shpigel + Robert Moreno, Israel, animation, A+25)
16.EL ARCA (Esteban Araya, A+15)
17.GIRL (Alauda Ruiz de Azua, Spain, A+15)
18.CONTRAPELO (Gareth Dunnet-Alcocer, Mexico, A+15)
19.EVEN COWBOYS GET TO CRY (Mees Peijnenburg, Netherlands, A+10)
20.HER (Kim Go-Eun, South Korea, animation, A+10)
21.ALL THOSE SUNFLOWERS (Bram Schouw, Netherlands, A+10)
22.THE RING THING (Friderike Jahn, USA, A+10)
23.COFFEE TO GO (Patricia Font, Spain, A+10)
24.ALBERTINE (Alexis Van Stratum, France, A+10)
25.POLAROID (2015, Lars Klevberg, Norway, A+5)
26.MY HONEYMOON (Eileen Hofer, Switzerland, A+)
27.ARNHEM GIRLS (Raven Pico Hilvering, Netherlands, A+)
28.LOVE IS BLIND (Dan Hodgson, UK, A+/A)
29.OFFICE KINGDOM (Salvatore Centoducati, Italy, animation, A-)

30.THE BLACK FOREST (Paul Urkijo, Spain, A-)

FILMS BANNED BY NAZI

FILMS BANNED BY NAZI

(ข้อมูลจาก imdb.com)

1.ALL QUIET ON THE WESTERN FRONT (1930, Lewis Milestone)

Nazi rabble rousers stormed screenings of the film in Germany, often releasing rats or stink bombs into the theaters, as the wounds of defeat in the First World War still ran deep. This led to the film ultimately being banned by the Nazi party. It wouldn't receive proper screenings in Germany until 1956, though it did play to packed houses in 1930 in neighboring Switzerland, France and the Netherlands with special trains and buses being laid on to transport Germans to screenings.

2.KUHLE WAMPE OR TO WHOM DOES THE WORLD BELONG? (1932, Slatan Dudow)

3.MÄDCHEN IN UNIFORM (1931, Leontine Sagan + Carl Froelich) หนังเลสเบียน
The Nazi regime tried to burn all the copies of this movie. They couldn't.

4.THE TESTAMENT OF DR. MABUSE (1933, Fritz Lang)
Banned by Nazi Propaganda Minister Joseph Goebbels in 1933 for its subversive nature and the possibility that it might "incite people to anti-social behavior and terrorism against the State".

5.THE THREEPENNY OPERA (1931, Georg Wilhelm Pabst)
The film was banned by the Nazi Party in 1933 and prints of the film were destroyed. The film was restored and reconstructed in the 1960s.

อย่างไรก็ดี กาลเวลาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นในเวลาต่อมาว่า หนังที่ถูกแบนเหล่านี้ จริงๆแล้วเป็นหนังที่ดีและมีคุณค่ามากเพียงใด และผู้ที่แบนหนังเหล่านี้ จริงๆแล้วเป็นคนที่มีจิตใจประเสริฐสูงส่ง ผดุงคุณธรรมความดี หรือจริงๆแล้วเป็นพวกที่เห็นดีเห็นงามกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว 6 ล้านคน

THE THREEPENNY OPERA จะฉายที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันอาทิตย์ที่ 27 ธ.ค. เวลา 14.30 น.นะ


(รูปจาก THE THREEPENNY OPERA)

Sunday, October 11, 2015

OCTAGON FRAME IN ANNA BOLEYN (1920, Ernst Lubitsch)


ถ้าเข้าใจไม่ผิด หนังส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน “กรอบภาพ” จะไม่ค่อยเปลี่ยนมากนักในขณะที่หนังฉายไป เท่าที่เรานึกออกก็มีแค่เรื่อง NOW SHOWING (2008, Raya Martin), MOMMY (2014, Xavier Dolan) กับ THE ASSASSIN (2015, Hou Hsiao-hsien) ที่กรอบภาพในหนังจะยืดหดในบางช่วง แต่กรอบภาพก็ยังคงเป็น “สี่เหลี่ยม” อยู่ เพียงแต่ว่าเป็นสี่เหลี่ยมที่มีสัดส่วนแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงของหนัง

พอได้มาดูหนังยุคเก่า ก็เลยพบว่า ยุคนั้นผู้กำกับบางคนมันคงทดลองเรื่อง “กรอบภาพ” กันอย่างสนุกสนาน เพราะในหนังของ Ernst Lubitsch อย่างเช่นเรื่อง ANNA BOLEYN (1920, A+) นั้น กรอบภาพเปลี่ยนบ่อยมาก เดี๋ยวเป็นสี่เหลี่ยมที่เกือบจะจัตุรัส, เดี๋ยวเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวยาว, เดี๋ยวเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง, เดี๋ยวเป็นวงกลม, เดี๋ยวเป็นรูปหัวใจ ส่วนในรูปนี้เป็น “กรอบภาพแปดเหลี่ยม” ในช็อตนึงใน ANNA BOLEYN

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหนังยุคปัจจุบันถึงไม่เล่นสนุกกับกรอบภาพแบบหนังยุคเมื่อ 100 ปีก่อนอีก



SPANISH FILM WEEK 2015

หนังที่ฉายใน SPANISH FILM WEEK 2015

1.MARSHLAND (2014, Alberto Rodríguez, 105min) ได้รางวัล Goya ถึงสิบสาขา

2.LOREAK (2014, Jon Garaño + Jose Mari Goenaga, 99min) ผู้กำกับคู่นี้เคยกำกับ FOR 80 DAYS (2010) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคู่รักเลสเบียนวัยชรา

3.EL NIÑO (2014, Daniel Monzón, 136min)

4.MAGICAL GIRL (2014, Carlos Vermut, 127min) ได้รางวัล Golden Seashell จากเทศกาลซานเซบาสเตียน

 5.10,000 KM (2014, Carlos Marques-Marcet, 99min) ได้รางวัล Special Jury Prize จากเทศกาล SXSW