31. THE WOMAN KING (2022, Gina Prince-Bythewood, USA/South
Africa/Ireland)
DP – Polly Morgan
เมื่อวานตอนทำลิสท์ลืมนึกถึงหนังเรื่องนี้
+++
เฉลยว่าอ่านข่าวนี้แล้วนึกถึงหนังไทยเรื่องอะไร
--
--
--
--
--
--
--
--
--
--
คือเราอ่านข่าวนี้แล้วก็เลยนึกถึงหนังไทยเรื่อง PEE
NAK 5 พี่นาค 5 (2026, Phontharis Chotkijsadarsopon,
horror, A+20) เพราะว่าตัวละครผู้ร้ายใน “พี่นาค 5”
เคยเป็นเด็กที่ถูกพ่อทำทารุณกรรม แล้วพอเขาโตขึ้นมา เขาก็เห็น
“พ่อกับลูกชายคู่นึง” มีความสุขด้วยกันมาก ๆ
พ่อคนนั้นรักและปฏิบัติกับลูกชายตนเองอย่างดีมาก เขาก็เลยทนเห็นคนอื่น ๆ
มีความสุขไม่ได้ เขาก็เลยก่ออาชญากรรมร้ายแรงขึ้นมา
คือตอนที่เราดู “พี่นาค 5” ฉากอาชญากรรมนั้นมัน disturbing
เราอย่างรุนแรงมาก ๆ แต่เราก็จะตั้งคำถามว่า มันมีคนแบบนั้นจริง ๆ
เหรอ แต่พอเราอ่านข่าวญี่ปุ่นข่าวนี้ เราก็พบว่า
ความเป็นจริงบนโลกนี้มันโหดร้ายกว่าใน “พี่นาค 5” เสียอีก เศร้ามาก ๆ
+++
RIP JAMIE BLANKS (1971-2026)
เราชอบหนังเรื่อง URBAN LEGEND (1998) ที่เขากำกับมาก ๆ ส่วน VALENTINE (2001, Jamie Blanks) เราก็ชอบในระดับนึง
ชอบ quote คำพูดของเขาอันนี้มาก
ๆ
On his film-making style, Blanks told an interviewer:
“I tried to learn a lot from John Carpenter in terms of keeping things simple,
I tried to learn a lot from Sam Raimi about how to keep things fun, and I tried
to learn a lot from Kathryn Bigelow about how to make things really stylish.”
ภาพจาก URBAN LEGEND
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่
++++
15. LABYRINTH (2025, Shoji Kawamori, Japan, animation, A+30)
ตัวละคร Shiori Maezawa พูดคำว่า
Tadaima ในหนังเรื่องนี้
+++
พอเห็นข่าว Kim Ju Ae เด็กหญิงอายุ
13 ปีที่เป็นลูกสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ขับรถถังด้วยตัวเอง
เราก็นึกว่าเธอมาเพื่อปะทะกับ “สิงห์สาวบาซูก้า” SCHOOLGIRL COMMANDO IZUMI
(1987, Japan, TV series)
ญี่ปุ่นควรฝึกนักเรียนหญิงในโรงเรียนไฮสกูลให้ยิงบาซูก้าแม่น
ๆ แบบในละครเรื่องนั้น เพื่อรับมือกับผู้นำหญิงของเกาหลีเหนือในอนาคต 55555
(ล้อเล่นค่ะ)
++++
TRIPLE BILL FILM WISH LIST
PROJECT HAIL MARY (2026, Phil Lord, Christopher Miller,
A+30)
+ CONTACT (1997, Robert Zemeckis, 150min, A+30)
+ WAR OF THE WORLDS (2005, Steven Spielberg, A+30)
1.ในขณะที่ไทยถนัดเรื่องการผลิตหนังสยองขวัญแนว
“เหนือธรรมชาติ” “ผี ๆ สาง ๆ” แต่ไม่ถนัดในการผลิตหนังไซไฟ
ฮอลลีวู้ดก็มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดีในการผลิตหนังไซไฟ
ซึ่งเราสงสัยว่าความถนัดที่แตกต่างกันนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
“ความเชื่อพื้นฐาน” ของประชากรในทั้งสองประเทศหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
แต่พอเราดู PROJECT HAIL MARY ที่เราชอบสุดขีด เราก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจดี
ที่ถึงแม้ฮอลลีวู้ดจะถนัดในการผลิตหนังไซไฟ เน้นความจริงตามหลักวิทยาศาสตร์
แต่หนังไซไฟบางเรื่องมันก็มีการพาดพิงถึง “สิ่งเหนือธรรมชาติ”
หรือมีนัยทางศาสนาอยู่ด้วย คือถึงแม้ “วิทยาศาสตร์” กับ “supernatural
beliefs” จะดูเหมือนเป็นสิ่งตรงข้ามกัน แต่หนังฮอลลีวู้ดหลาย ๆ
เรื่องก็ผนวกสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน
อย่างใน PROJECT HAIL MARY นั้น เราจะเห็นนัยทางศาสนาจากองค์ประกอบต่าง ๆ ในหนัง อย่างเช่น
1.1 ชื่อหนัง
1.2 ชื่อพระเอก “Grace”
1.3 ดนตรีประกอบ
1.4 เพลงในช่วง end credit
แต่โดยรวม ๆ แล้ว เราว่า PROJECT HAIL
MARY มีความเป็น secular มากกว่า religious
นะ
แต่มันก็น่าสนใจดีที่ตัวนิยายต้นฉบับและผู้สร้างหนังเรื่องนี้จงใจใส่นัยทางศาสนาเข้ามาผ่านทางองค์ประกอบต่าง
ๆ ของหนัง
2. เราก็เลยนึกถึงหนังไซไฟฮอลลีวู้ด อย่าง CONTACT
และ WAR OF THE WORLDS ที่มันก็มีนัยทางศาสนาอย่างเห็นได้ชัด
ในส่วนของ CONTACT นั้น ถ้าหากเราจำไม่ผิด คุณประชา
สุวีรานนท์ เคยเขียนถึงประเด็นนี้อย่างละเอียดยิบและอย่างดีมากๆๆๆๆๆๆๆ ไปแล้ว
ในส่วนของ WAR OF THE WORLDS นั้น ตอนจบของหนังก็แสดงให้เห็นถึงนัยทางศาสนาเป็นอย่างดี
3. ก็เลยรู้สึกว่า มันน่าสนใจดี
ที่หนังไซไฟของฮอลลีวู้ดบางเรื่อง มันมีนัยทางศาสนาอยู่ด้วย ซึ่งก็จะทำให้นึกถึง
NEON GENESIS EVANGELION และสิ่งนี้ก็อาจจะเหมาะนำมาเปรียบเทียบกับ
3.1 หนังไซไฟของสหภาพโซเวียตและรัสเซียบางเรื่อง
ที่ “มีความเป็น spiritual แต่ไม่ religious” หรือเปล่า อันนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน อย่างเช่น SOLARIS
(1972, Andrei Tarkovsky), STALKER (1979, Andrei Tarkovsky), HARD TO BE A GOD
(2013, Aleksei German, 177min)
3.2 หนังไซไฟของจีน ที่น่าจะเป็น secular
+ political อย่างรุนแรง และไม่มีความ religious อย่างเช่น THE WANDERING EARTH 2 (2022, Frant Gwo, China, A+30)
+++
รายงานผลประกอบการประจำวันที่ 20-21 MARCH
2026
FRIDAY 20 MARCH
1. DHURANDHAR THE REVENGE (2026, Aditya Dhar, India, 230
min, A+30)
ดูที่ SF TERMINAL 21 รอบ
11.40 น.
2. BLADES OF THE GUARDIANS (2026, Yuen
Woo-ping, China, 126min, A+30)
ดูที่ EmQuartier รอบ
17.20 น.
SATURDAY 21 MARCH
3. LABYRINTH (2025, Shoji Kawamori, Japan, animation, A+30)
ดูที่ Major Ratchayothin รอบ
11.30 น.
4. MORLAM RHYTHM อ้ายต้าวว
เอวหวาน ระเบียบวาทะศิลป์ (2026, Tananat Sukjarern ธนณัฐ
สุขเจริญ, A+30)
ดูที่ Major Ratchayothin รอบ
14.00 น.
5. WOODEN BUDDHA พระไม้ (2026, Preecha
Sakorn ปรีชา สาคร, Niyom Wongpongkam นิยม
วงศ์พงษ์คำ, A-)
ดูที่ Major Ratchayothin รอบ
16.30 น.
6. PROJECT HAIL MARY (2026, Phil Lord,
Christopher Miller, A+30)
ดูโรง IMAX ที่ Major
Ratchayothin รอบ 19.00 น.
อพาร์ทเมนท์ของเราอยู่ห่างจากพารากอน 1.44
กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมเจอร์ รัชโยธิน 9.15 กิโลเมตร แต่ปรากฏว่าช่วงนี้เราอาจจะไปดูหนังที่รัชโยธินบ่อยกว่าพารากอนเสียอีก
เพราะว่า
1. หนังเข้าฉายที่รัชโยธินเยอะกว่าที่พารากอน
2. จัดรอบการดูหนังที่รัชโยธินง่ายกว่า
เพราะแต่ละเรื่องมีรอบฉายเยอะ
3. เมเจอร์
รัชโยธินเต็มไปด้วยร้านอาหารที่ราคาถูกกว่าพารากอน
4. ไม่ต้องกังวลเรื่องแย่งกันลงลิฟท์หลัง 4 ทุ่ม
ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่พารากอน
+++
32. HALE COUNTY THIS MORNING, THIS EVENING (2018, RaMell
Ross)
DP – RaMell Ross
+++
ฉันรักเขา คนึงพจน์ ถิ่นจันทร์ ใน MORLAM
RHYTHM อ้ายต้าวว เอวหวาน ระเบียบวาทะศิลป์ (2026, Tananat
Sukjarern ธนณัฐ สุขเจริญ, A+30)
++++
วันนี้ไปดูหนังเรื่อง BECOMING HUMAN
(2025, Polen Ly, Cambodia, A+30) ที่ Bangkok Kunsthalle แล้วเราก็เห็นว่ามันมีงาน LISA ALTEREGO ASIA POP-UP จัดอยู่ในตึกเดียวกันด้วย ก็เลยแวะเข้าไปดูซะหน่อย ถึงแม้ว่าจริง ๆ
แล้วเราเป็นแฟนเพลงของวง Lisa Lisa & Cult Jam และไม่ได้เป็นแฟนเพลงของ
Lisa แต่อย่างใด 555
++++
ช่วง “กระแสสำนึกของแม่หมี” – ฉากแอคชั่นที่ประทับใจ,
ปัญหาในการดัดแปลงนิยายเป็น moving images, thriller scenes and what
interrupts them
BLADES OF THE GUARDIANS (2026, Yuen Woo-ping, China, 126min,
A+30)
+ ดาบมังกรหยก
NEW HEAVENLY SWORD AND DRAGON SABRE (1986, Hong Kong, TV series, 40
episodes, A+30)
+ DEMON SLAYER:
KIMETSU NO YAIBA INFINITY CASTLE (2025, Hikaru Kondo, Haruo Sotozaki, Japan,
animation, A+30)
+ GHOST BOARD กล่องผีสุ่มวิญญาณ (2026, Chanathip
Wongpoltree, A+30)
อันนี้เป็นแค่การจดบันทึกความทรงจำของตัวเองที่มีต่อบางแง่มุมของหนังเหล่านี้เท่านั้นนะคะ
1. หนึ่งในฉากที่เราชอบมาก ๆ ใน BLADES
OF THE GUARDIANS คือฉากที่ Dao Ma (Wu Jing) (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ)
สู้กับผู้ร้ายคนนึงที่อยู่ทางด้านหลังของตัวเขา แล้ว Dao Ma เลยใช้กระบี่แทงทะลุตนเองบริเวณใต้ไหล่
แล้วกระบี่นั้นก็แทงทะลุผู้ร้ายที่อยู่ด้านหลังของตัวเขา คือกระบี่แทงทะลุทั้งตัว Dao
Ma และผู้ร้าย แต่ Dao Ma เหมือนได้รับบาดเจ็บแค่นิดเดียว
เพราะกระบี่ไม่ได้แทงทะลุร่างเขาในจุดสำคัญ แต่ผู้ร้ายตายห่าไปเลย เหมือนกับว่ากระบี่เล่มนั้นแทงทะลุหัวใจผู้ร้าย
คือเราชอบฉากนี้มาก ๆ เพราะว่ามันเป็นกระบวนท่าต่อสู้ที่รุนแรงมาก
มันคือการใช้กระบี่แทงทะลุตัวเองเพื่อไปฆ่าฝ่ายตรงข้าม และกระบวนท่านี้มันทำให้เรานึกถึง
ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES OF ALL TIME ในนิยายเรื่อง “ดาบมังกรหยก”
ของกิมย้งด้วย
2. ในนิยายเรื่อง “ดาบมังกรหยก” ของกิมย้งนั้น
ในช่วงกลางเรื่อง ทูตเมฆลิ่วล่อง
ทูตลมศักดิ์สิทธิ์ และ ทูตจันทร์รำไพ จากพรรคจรัสเปอร์เซีย
ได้ต่อสู้กับตัวละครอื่น ๆ อย่างรุนแรง สามทูตเปอร์เซียนี้ใช้ป้ายอัคคีศักดิ์สิทธิ์
6 อันเป็นอาวุธ และพวกเขาสามารถเอาชนะยายเฒ่าบุปผาที่มีวิทยายุทธสูงมาก
และสามารถเอาชนะราชสีห์ขนทองที่มีวิทยายุทธสูงมากได้
เตียบ่อกี้กลัวว่าราชสีห์ขนทองจะถูกสามทูตเปอร์เซียฆ่าตาย
เขาก็เลยตัดสินใจเข้าไปต่อสู้กับสามทูตเปอร์เซีย
แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาไม่สามารถเอาชนะได้ องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงก็เลยเอากระบี่อิงฟ้า
(ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ) เข้าไปต่อสู้ด้วย เพื่อจะได้ช่วยชีวิตเตียบ่อกี้ที่เธอหลงรัก
ในขณะที่เตียบ่อกี้กับองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงต่อสู้กับสามทูตเปอร์เซียอยู่นั้น
ทูตเปอร์เซียคนหนึ่งที่เป็นสตรีได้โอบตัวองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงจากทางด้านหลัง
องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงก็เลยตัดสินใจจะ “พลีชีพเพื่อผู้ชายที่ตนรัก” ด้วยการใช้กระบี่อิงฟ้าแทงทะลุร่างกายตนเอง
เพื่อที่กระบี่จะได้แทงทะลุทูตสตรีเปอร์เซียที่อยู่ด้านหลังจนตกตายไปตามกันด้วย แต่พอดีเตียบ่อกี้เห็นว่าองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงกำลังจะใช้กระบวนท่ากระบี่พลีชีพแบบนั้น
เขาก็เลยพยายามเข้าขัดขวางไม่ให้เธอแทงกระบี่จนทะลุร่างของตนเอง ผลก็คือองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงได้รับบาดเจ็บจากกระบี่ที่แทงตนเอง
แต่เธอก็รอดตายมาได้ เธอพลีชีพไม่สำเร็จ
คือฉากนี้ในนิยายมันเป็นหนึ่งในฉากที่เราชอบที่สุดตลอดกาลน่ะ
เราชอบ “การพลีชีพเพื่อผู้ชายที่เราอยากได้เป็นผัว” อะไรแบบนี้มาก ๆ
มันเป็นการพลีชีพของผู้หญิงที่เรารู้สึกตราตรึงสุดขีดมาก ๆ การใช้กระบี่แทงทะลุร่างตนเองเพื่อจะได้ฆ่าศัตรูให้ได้
แต่ตอนที่เราอ่านนิยายเรื่องนี้ เราก็แอบงง ๆ
ว่า ก่อนหน้านั้นเราเคยดูละครทีวีเรื่อง “ดาบมังกรหยก” (1986) ทางช่อง 3 มาแล้ว ซึ่งมันก็มีฉากการต่อสู้กับสามทูตเปอร์เซียอย่างรุนแรงมาก
แต่มันมี moment กระบี่พลีชีพของผู้หญิงแบบนี้ในละครหรือเปล่านะ
ทำไมเราจำไม่ได้ว่ามันมี moment แบบนี้ในฉากนั้นด้วย
หรือว่าผู้สร้างละครทีวีตัดฉากนี้ในนิยายออกไป
ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไปอีกนานหลายปี และเราได้โอกาสดูฉากนี้ซ้ำอีกครั้งในยูทูบ
เราก็พบว่า ฉากนี้ในละครมันเร็วมาก องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยง (หลีเหม่ยเสียน) ในละครพยายามจะใช้กระบวนท่ากระบี่พลีชีพในการต่อสู้กับทูตสตรีเปอร์เซียจริง
ๆ แต่ moment นั้นใช้เวลาเพียงแค่ 1-5 วินาทีเท่านั้นตอนเป็นละคร
คนดูดูไม่ทันแน่นอน เพราะผู้สร้างละครเรื่องนี้ไม่ได้ “อธิบายสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละคร”
เลยแม้แต่นิดเดียวในช่วงที่ตัวละครต่อสู้กัน ผู้สร้างละครเรื่องนี้เลือก choice
ที่ให้คนดูได้ดูการต่อสู้แบบวินาทีต่อวินาที โดยไม่มีการ interrupt
ฉากการต่อสู้เหล่านี้ด้วยการอธิบายสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละครแต่ละตัว
(เราลงลิงค์ไปดูฉากนี้ไว้ใน comment นะ ฉากนี้จะอยู่ในนาทีที่ 10-20 ของคลิปในลิงค์)
เราก็เลยรู้สึกว่า ฉากนี้มันคือปัญหาคลาสสิคมาก
ๆ ในการดัดแปลง texts, words, นิยาย มาเป็น moving
images คือเหมือนพอเราจะดัดแปลงวรรณกรรมมาเป็นหนัง/ละคร เราก็พบว่าเราไม่สามารถถ่ายทอด
”ความคิด”, “ความรู้สึก”, “ความตั้งใจ” ของตัวละครออกมาผ่านทาง words แบบในนิยายได้ แล้วพอเราไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละครออกมาได้
เราสามารถถ่ายทอดได้เพียง “สิ่งที่ตัวละครกระทำ” คนดูละครทีวีก็เลยได้ดูเพียงแค่ “การต่อสู้อย่างรวดเร็วมากขององค์หญิงเตี๋ยเมี่ยง
จนองค์หญิงบาดเจ็บ” แต่คนดูละครทีวีไม่รู้เลยว่า จริง ๆ แล้วองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงตั้งใจจะพลีชีพให้เตียบ่อกี้
(เหลียงเฉาเหว่ย) ด้วยกระบวนท่าแทงทะลุร่างตนเอง
คือฉากนี้มันคือ ONE OF MY MOST FAVORITE
SCENES OF ALL TIME ในนิยายเลยน่ะ แต่พอมันเป็นละครทีวี มันเหมือน “หาย”
ไปเลย เพราะพอเราได้เห็นอะไรแบบนี้แค่ 1-5 วินาทีบนจอ เราก็ไม่รู้เลยว่าองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงตั้งใจจะพลีชีพ
เราก็เลยมองว่าผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้ “ตัดสินใจดัดแปลงบทประพันธ์ด้วยการทำในสิ่งที่โหดมาก
ๆ” ด้วยการตัดเนื้อหาส่วนที่เป็นความคิดของตัวละครออกไปจากฉากนี้
แต่เราก็ไม่โทษผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้เลยนะ
เพราะตอนที่เราดูละครทีวีเรื่องนี้ เราก็รู้สึกว่าฉากนี้มันสนุกสุดขีดมากๆๆๆๆๆ น่ะ
เราว่าผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้คงชั่งน้ำหนักมาเป็นอย่างดีแล้วแหละว่า
จะเลือกอะไร ระหว่างการนำเสนอฉากแอคชั่นแบบต่อเนื่อง ไม่มี interruption ใด ๆ
หรือว่าจะนำเสนอฉากแอคชั่นแบบที่ให้คนดูได้รู้สิ่งที่อยู่ในหัวตัวละครด้วย
แต่การทำเช่นนั้นมันอาจจะทำให้ฉากแอคชั่นขาดความต่อเนื่อง และฉากนั้นมันอาจจะลดความสนุกลุ้นระทึกลงไป
เห็นว่า ตู้ฉีฟ่ง (Johnnie To) กับ Benny Chan ร่วมกำกับดาบมังกรหยกด้วยนะ
แต่เราไม่รู้ว่าฉากนี้ ซึ่งอยู่ใน “ดาบมังกรหยก ตอนที่ 29” ใครเป็นคนกำกับ
อย่างไรก็ดี พอเราได้เห็น “ความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรง”
ระหว่างดาบมังกรหยกเวอร์ชั่นนิยายกับเวอร์ชั่นละครทีวีแล้ว เราก็เลยตั้งสมมุติฐานขึ้นมาว่า
หรือว่า “ผู้สร้างหนัง/ละครทีวี” โดยทั่วไป เขามีความเชื่อหรือมีกฎคร่าว ๆ กันว่า
เราไม่ควร interrupt ฉากแอคชั่นหรือฉากลุ้นระทึก ด้วย “การอธิบายสิ่งต่าง
ๆ ที่อยู่ในหัวของตัวละคร” ในฉากนั้น ๆ
แต่เราก็ไม่รู้ว่าสมมุติฐานของเราถูกต้องหรือเปล่า เพราะเราไม่ใช่แฟนหนังแอคชั่น
เราก็เลยไม่มีความรู้เรื่องหนังแอคชั่น
3. อย่างไรก็ดี สมมุติฐานดังกล่าวของเรา
ก็ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิงจนไม่เหลือชิ้นดีในปีที่แล้ว เมื่อเราได้ดู DEMON
SLAYER: KIMETSU NO YAIBA INFINITY CASTLE (2025, Hikaru Kondo, Haruo Sotozaki,
Japan, animation, A+30) เพราะหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากแอคชั่นดุเดือดเลือดพล่านอย่างรุนแรง
แต่ฉากเหล่านี้ “ล้วนถูกขัดจังหวะ” ด้วยฉาก flashbacks มากมาย
ซึ่งคล้าย ๆ กับการอธิบายอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในระหว่างการต่อสู้
คือเราได้เห็นว่าตัวละครต่อสู้ด้วยกระบวนท่าลีลาอย่างไร และเราก็ได้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกและความคิดของตัวละครในระหว่างการต่อสู้ไปด้วย
โดยผ่านทางฉาก flashbacks มากมายในฉากต่อสู้อย่างคับขัน
เหมือนแฟน ๆ DEMON SLAYER หลายคนเกลียดฉากแฟลชแบ็คเหล่านี้มาก
ๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่เรากลับชอบการแฟลชแบ็คเหล่านี้อย่างสุดขีด
เพราะว่า
3.1 มันแสดงให้เห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องทำฉากแอคชั่นแบบ
“ดาบมังกรหยก”, หนังจีน, หนังฮ่องกงเสมอไป คือการทำฉากแอคชั่นแบบไม่อธิบายความคิดตัวละคร
มันไม่ใช่ “กฎที่ห้ามละเมิด” มันเป็นเพียง choice หนึ่งในการสร้างฉากแอคชั่นเท่านั้น
มันมี choices อื่น ๆ ในการนำเสนอฉากแอคชั่นด้วย และ DEMON
SLAYER: KIMETSU NO YAIBA INFINITY CASTLE ได้แสดงให้เห็นอีกทางเลือกหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรม
3.2 เราแทบไม่เคยดู DEMON SLAYER มาก่อน เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เบื่อฉาก flashbacks เหล่านี้
เพราะว่าฉาก flashbacks เหล่านี้คือ “การให้ข้อมูลใหม่แก่เรา”
แต่สำหรับแฟน ๆ anime เรื่องนี้ คงจะเบื่อ “การเล่าซ้ำในสิ่งที่แฟน
ๆ ก็รู้ดีอยู่แล้ว” ในฉาก flashbacks เหล่านี้มาก ๆ
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
3.3 ดูแล้วนึกว่า เราสามารถผสม “ฉากแอคชั่นบู๊ดุเดือดเลือดพล่าน”
กับ “วิธีการสร้างหนังแบบ Alain Resnais”
เข้าด้วยกันได้อย่างคาดไม่ถึง นึกว่าหนังทดลองหลาย ๆ เรื่องยังต้องพ่าย 55555
4. แต่พอเราได้ดู GHOST BOARD กล่องผีสุ่มวิญญาณ (2026, Chanathip Wongpoltree, A+30) เราก็มองว่า การขัดจังหวะฉากลุ้นระทึกด้วยสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละคร ที่เราเคยมองว่ามัน
work ใน DEMON SLAYER มันกลับไม่ work
ใน GHOST BOARD 55555
คือใน GHOST BOARD มันเหมือนมี
moments ที่ตัวละครอยู่ในภาวะคับขัน ลุ้นระทึก
จะตายมิตายแหล่ จะเก็บลูกเต๋าได้ไหม จะทอยลูกเต๋าได้ไหม หรืออะไรทำนองนี้น่ะ แต่แทนที่หนังเรื่องนี้จะนำเสนอ
“สิ่งที่ตัวละครกระทำในแบบวินาทีต่อวินาที” ให้คนดูได้เห็น หนังเรื่องนี้กลับเลือกที่จะนำเสนอ
“moments ซึ้ง ๆ มิตรภาพ ความรัก ความผูกพัน
ระหว่างตัวละครแต่ละตัว” แทรกเข้ามาในวินาทีคับขันแบบนั้น
คือเหมือน moments เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบนี้
ในโลกแห่งความเป็นจริง มันน่าจะใช้เวลาเพียงแค่ 5 วินาทีในการตัดสินความเป็นความตาย
แต่ในหนังเรื่องนี้ คนดูได้เห็นลูกเต๋ากระเด้งในวินาทีที่หนึ่ง แล้วก็ได้เห็นmoments
ความสัมพันธ์ซาบซึ้งในใจตัวละครอีก 1 นาที ก่อนที่จะได้เห็นลูกเต๋ากระเด้งในวินาทีที่สอง
อะไรทำนองนี้ 555555 (คือเราจำไม่ได้แน่นอนว่า การเรียงซีนในฉากนั้นมันเป็นยังไงนะ
อันนี้เป็นเพียงแค่การสมมุติตัวอย่างคร่าว ๆ ตามความรู้สึกของเราเท่านั้นจ้ะ)
เราก็เลย “แอบรำคาญ” การขัดจังหวะฉากลุ้นระทึกใน
GHOST BOARD ในระดับนึง แล้วเราก็เริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่า
ทำไมคนดูหลาย ๆ คนถึงรำคาญฉาก flashbacks ใน DEMON
SLAYER 55555
เพื่อน ๆ คนไหนเคยดูฉากแอคชั่นในหนังเรื่องอื่น
ๆ แล้วมันมี “การขัดจังหวะอย่างรุนแรง” อะไรแบบนี้อีก ก็ยกตัวอย่างมาใน comments
ได้นะ
ดาบมังกรหยก ตอนที่ 29 (1986)
https://youtu.be/7mp9HiV1lpA?si=a8ariPwwSyggvh-M
เรารักอู๋จิงมานานแล้ว แต่เราบอกรักเขาได้ไม่เต็มปาก
เพราะเขาชอบรับบทเป็น “ทหารของรัฐบาลจีน” หรือ “เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน”
ในหนังเรื่องต่าง ๆ 55555 พอในหนังเรื่องนี้เขารับบทเป็น “จอมยุทธ์ผู้ต่อต้านจักรพรรดิราชวงศ์สุย”
เราถึงค่อยรักตัวละครของเขาได้อย่างเต็มที่เสียที