Monday, March 23, 2026

TO INTERRUPT OR NOT TO INTERRUPT A THRILLER SCENE

 

31. THE WOMAN KING (2022, Gina Prince-Bythewood, USA/South Africa/Ireland)

DP – Polly Morgan

 

เมื่อวานตอนทำลิสท์ลืมนึกถึงหนังเรื่องนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02yvHPLNeWPJqxopoNu4VoP68LD3UAp5uGknrEabfVynPaTNwVpMmp7yqFhWw9hPfPl

 

+++

 

เฉลยว่าอ่านข่าวนี้แล้วนึกถึงหนังไทยเรื่องอะไร

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

คือเราอ่านข่าวนี้แล้วก็เลยนึกถึงหนังไทยเรื่อง PEE NAK 5 พี่นาค 5 (2026, Phontharis Chotkijsadarsopon, horror, A+20) เพราะว่าตัวละครผู้ร้ายใน “พี่นาค 5” เคยเป็นเด็กที่ถูกพ่อทำทารุณกรรม แล้วพอเขาโตขึ้นมา เขาก็เห็น “พ่อกับลูกชายคู่นึง” มีความสุขด้วยกันมาก ๆ พ่อคนนั้นรักและปฏิบัติกับลูกชายตนเองอย่างดีมาก เขาก็เลยทนเห็นคนอื่น ๆ มีความสุขไม่ได้ เขาก็เลยก่ออาชญากรรมร้ายแรงขึ้นมา

 

คือตอนที่เราดู “พี่นาค 5” ฉากอาชญากรรมนั้นมัน disturbing เราอย่างรุนแรงมาก ๆ แต่เราก็จะตั้งคำถามว่า มันมีคนแบบนั้นจริง ๆ เหรอ แต่พอเราอ่านข่าวญี่ปุ่นข่าวนี้ เราก็พบว่า ความเป็นจริงบนโลกนี้มันโหดร้ายกว่าใน “พี่นาค 5” เสียอีก เศร้ามาก ๆ

+++

 

RIP JAMIE BLANKS (1971-2026)

 

เราชอบหนังเรื่อง URBAN LEGEND (1998) ที่เขากำกับมาก ๆ ส่วน VALENTINE (2001, Jamie Blanks) เราก็ชอบในระดับนึง

 

ชอบ quote คำพูดของเขาอันนี้มาก ๆ

 

On his film-making style, Blanks told an interviewer: “I tried to learn a lot from John Carpenter in terms of keeping things simple, I tried to learn a lot from Sam Raimi about how to keep things fun, and I tried to learn a lot from Kathryn Bigelow about how to make things really stylish.”

 

ภาพจาก URBAN LEGEND

 

อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่

https://www.theguardian.com/film/2026/mar/20/urban-legend-director-jamie-blanks-dies-valentine-jared-leto?utm_term=Autofeed&CMP=fb_us&utm_medium=Social&utm_source=Facebook&fbclid=IwY2xjawQrpqZleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFKZ210OVQxNzI0WWVSelRyc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHoWHXpEq2H9faSnyFWHKLCvBp0gsMvHbwF4BGCzTKRXeNkPsn3NOY4ozlGYn_aem_PJDF4GShu-Oz0v_boISWWg#Echobox=1774025311

++++

 

15. LABYRINTH (2025, Shoji Kawamori, Japan, animation, A+30)

 

ตัวละคร Shiori Maezawa พูดคำว่า Tadaima ในหนังเรื่องนี้

+++

พอเห็นข่าว Kim Ju Ae เด็กหญิงอายุ 13 ปีที่เป็นลูกสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ขับรถถังด้วยตัวเอง เราก็นึกว่าเธอมาเพื่อปะทะกับ “สิงห์สาวบาซูก้า” SCHOOLGIRL COMMANDO IZUMI (1987, Japan, TV series)

 

ญี่ปุ่นควรฝึกนักเรียนหญิงในโรงเรียนไฮสกูลให้ยิงบาซูก้าแม่น ๆ แบบในละครเรื่องนั้น เพื่อรับมือกับผู้นำหญิงของเกาหลีเหนือในอนาคต 55555 (ล้อเล่นค่ะ)

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

PROJECT HAIL MARY (2026, Phil Lord, Christopher Miller, A+30)

+ CONTACT (1997, Robert Zemeckis, 150min, A+30)

+ WAR OF THE WORLDS (2005, Steven Spielberg, A+30)

 

1.ในขณะที่ไทยถนัดเรื่องการผลิตหนังสยองขวัญแนว “เหนือธรรมชาติ” “ผี ๆ สาง ๆ” แต่ไม่ถนัดในการผลิตหนังไซไฟ ฮอลลีวู้ดก็มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดีในการผลิตหนังไซไฟ ซึ่งเราสงสัยว่าความถนัดที่แตกต่างกันนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ “ความเชื่อพื้นฐาน” ของประชากรในทั้งสองประเทศหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

แต่พอเราดู PROJECT HAIL MARY ที่เราชอบสุดขีด เราก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจดี ที่ถึงแม้ฮอลลีวู้ดจะถนัดในการผลิตหนังไซไฟ เน้นความจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่หนังไซไฟบางเรื่องมันก็มีการพาดพิงถึง “สิ่งเหนือธรรมชาติ” หรือมีนัยทางศาสนาอยู่ด้วย คือถึงแม้ “วิทยาศาสตร์” กับ “supernatural beliefs” จะดูเหมือนเป็นสิ่งตรงข้ามกัน แต่หนังฮอลลีวู้ดหลาย ๆ เรื่องก็ผนวกสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน

 

อย่างใน PROJECT HAIL MARY นั้น เราจะเห็นนัยทางศาสนาจากองค์ประกอบต่าง ๆ ในหนัง อย่างเช่น

 

1.1 ชื่อหนัง

1.2 ชื่อพระเอก “Grace”

1.3 ดนตรีประกอบ

1.4 เพลงในช่วง end credit

 

แต่โดยรวม ๆ แล้ว เราว่า PROJECT HAIL MARY มีความเป็น secular มากกว่า religious นะ แต่มันก็น่าสนใจดีที่ตัวนิยายต้นฉบับและผู้สร้างหนังเรื่องนี้จงใจใส่นัยทางศาสนาเข้ามาผ่านทางองค์ประกอบต่าง ๆ ของหนัง

 

2. เราก็เลยนึกถึงหนังไซไฟฮอลลีวู้ด อย่าง CONTACT และ WAR OF THE WORLDS ที่มันก็มีนัยทางศาสนาอย่างเห็นได้ชัด ในส่วนของ CONTACT นั้น ถ้าหากเราจำไม่ผิด คุณประชา สุวีรานนท์ เคยเขียนถึงประเด็นนี้อย่างละเอียดยิบและอย่างดีมากๆๆๆๆๆๆๆ ไปแล้ว

 

ในส่วนของ WAR OF THE WORLDS นั้น ตอนจบของหนังก็แสดงให้เห็นถึงนัยทางศาสนาเป็นอย่างดี

 

3. ก็เลยรู้สึกว่า มันน่าสนใจดี ที่หนังไซไฟของฮอลลีวู้ดบางเรื่อง มันมีนัยทางศาสนาอยู่ด้วย ซึ่งก็จะทำให้นึกถึง NEON GENESIS EVANGELION และสิ่งนี้ก็อาจจะเหมาะนำมาเปรียบเทียบกับ

 

3.1 หนังไซไฟของสหภาพโซเวียตและรัสเซียบางเรื่อง ที่ “มีความเป็น spiritual แต่ไม่ religious” หรือเปล่า อันนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน อย่างเช่น SOLARIS (1972, Andrei Tarkovsky), STALKER (1979, Andrei Tarkovsky), HARD TO BE A GOD (2013, Aleksei German, 177min)

 

3.2 หนังไซไฟของจีน ที่น่าจะเป็น secular + political อย่างรุนแรง และไม่มีความ religious อย่างเช่น THE WANDERING EARTH 2 (2022, Frant Gwo, China, A+30)

+++

 

รายงานผลประกอบการประจำวันที่ 20-21 MARCH 2026

 

FRIDAY 20 MARCH

 

1. DHURANDHAR THE REVENGE (2026, Aditya Dhar, India, 230 min, A+30)

 

ดูที่ SF TERMINAL 21 รอบ 11.40 น.

 

2. BLADES OF THE GUARDIANS (2026, Yuen Woo-ping, China, 126min, A+30)

 

ดูที่ EmQuartier รอบ 17.20 น.

 

SATURDAY 21 MARCH

 

3. LABYRINTH (2025, Shoji Kawamori, Japan, animation, A+30)

 

ดูที่ Major Ratchayothin รอบ 11.30 น.

 

4. MORLAM RHYTHM อ้ายต้าวว เอวหวาน ระเบียบวาทะศิลป์ (2026, Tananat Sukjarern ธนณัฐ สุขเจริญ, A+30)

 

ดูที่ Major Ratchayothin รอบ 14.00 น.

 

5. WOODEN BUDDHA พระไม้ (2026, Preecha Sakorn ปรีชา สาคร, Niyom Wongpongkam นิยม วงศ์พงษ์คำ, A-)

 

ดูที่ Major Ratchayothin รอบ 16.30 น.

 

6. PROJECT HAIL MARY (2026, Phil Lord, Christopher Miller, A+30)

 

ดูโรง IMAX ที่ Major Ratchayothin รอบ 19.00 น.

 

อพาร์ทเมนท์ของเราอยู่ห่างจากพารากอน 1.44 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมเจอร์ รัชโยธิน 9.15 กิโลเมตร แต่ปรากฏว่าช่วงนี้เราอาจจะไปดูหนังที่รัชโยธินบ่อยกว่าพารากอนเสียอีก เพราะว่า

 

1. หนังเข้าฉายที่รัชโยธินเยอะกว่าที่พารากอน

 

2. จัดรอบการดูหนังที่รัชโยธินง่ายกว่า เพราะแต่ละเรื่องมีรอบฉายเยอะ

 

3. เมเจอร์ รัชโยธินเต็มไปด้วยร้านอาหารที่ราคาถูกกว่าพารากอน

 

4. ไม่ต้องกังวลเรื่องแย่งกันลงลิฟท์หลัง 4 ทุ่ม ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่พารากอน

 

+++

 

32. HALE COUNTY THIS MORNING, THIS EVENING (2018, RaMell Ross)

DP – RaMell Ross

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02yk8P3ENmZg62zqx5Ywr6Ls6NgjKYVNyARLjTPREVrWe3VXQoaLY7ryHwckrPgDkzl

+++

 

ฉันรักเขา คนึงพจน์ ถิ่นจันทร์ ใน MORLAM RHYTHM อ้ายต้าวว เอวหวาน ระเบียบวาทะศิลป์ (2026, Tananat Sukjarern ธนณัฐ สุขเจริญ, A+30)

++++

 

วันนี้ไปดูหนังเรื่อง BECOMING HUMAN (2025, Polen Ly, Cambodia, A+30) ที่ Bangkok Kunsthalle แล้วเราก็เห็นว่ามันมีงาน LISA ALTEREGO ASIA POP-UP จัดอยู่ในตึกเดียวกันด้วย ก็เลยแวะเข้าไปดูซะหน่อย ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นแฟนเพลงของวง Lisa Lisa & Cult Jam และไม่ได้เป็นแฟนเพลงของ Lisa แต่อย่างใด 555

++++

 

ช่วง “กระแสสำนึกของแม่หมี” – ฉากแอคชั่นที่ประทับใจ, ปัญหาในการดัดแปลงนิยายเป็น moving images, thriller scenes and what interrupts them

 

BLADES OF THE GUARDIANS (2026, Yuen Woo-ping, China, 126min, A+30)

 + ดาบมังกรหยก NEW HEAVENLY SWORD AND DRAGON SABRE (1986, Hong Kong, TV series, 40 episodes, A+30)

+  DEMON SLAYER: KIMETSU NO YAIBA INFINITY CASTLE (2025, Hikaru Kondo, Haruo Sotozaki, Japan, animation, A+30)

+ GHOST BOARD กล่องผีสุ่มวิญญาณ (2026, Chanathip Wongpoltree, A+30)

 

อันนี้เป็นแค่การจดบันทึกความทรงจำของตัวเองที่มีต่อบางแง่มุมของหนังเหล่านี้เท่านั้นนะคะ

 

1. หนึ่งในฉากที่เราชอบมาก ๆ ใน BLADES OF THE GUARDIANS คือฉากที่ Dao Ma (Wu Jing) (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ) สู้กับผู้ร้ายคนนึงที่อยู่ทางด้านหลังของตัวเขา แล้ว Dao Ma เลยใช้กระบี่แทงทะลุตนเองบริเวณใต้ไหล่ แล้วกระบี่นั้นก็แทงทะลุผู้ร้ายที่อยู่ด้านหลังของตัวเขา คือกระบี่แทงทะลุทั้งตัว Dao Ma และผู้ร้าย แต่ Dao Ma เหมือนได้รับบาดเจ็บแค่นิดเดียว เพราะกระบี่ไม่ได้แทงทะลุร่างเขาในจุดสำคัญ แต่ผู้ร้ายตายห่าไปเลย เหมือนกับว่ากระบี่เล่มนั้นแทงทะลุหัวใจผู้ร้าย

 

คือเราชอบฉากนี้มาก ๆ เพราะว่ามันเป็นกระบวนท่าต่อสู้ที่รุนแรงมาก มันคือการใช้กระบี่แทงทะลุตัวเองเพื่อไปฆ่าฝ่ายตรงข้าม และกระบวนท่านี้มันทำให้เรานึกถึง ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES OF ALL TIME ในนิยายเรื่อง “ดาบมังกรหยก” ของกิมย้งด้วย

 

2. ในนิยายเรื่อง “ดาบมังกรหยก” ของกิมย้งนั้น ในช่วงกลางเรื่อง  ทูตเมฆลิ่วล่อง ทูตลมศักดิ์สิทธิ์ และ ทูตจันทร์รำไพ จากพรรคจรัสเปอร์เซีย ได้ต่อสู้กับตัวละครอื่น ๆ อย่างรุนแรง สามทูตเปอร์เซียนี้ใช้ป้ายอัคคีศักดิ์สิทธิ์ 6 อันเป็นอาวุธ และพวกเขาสามารถเอาชนะยายเฒ่าบุปผาที่มีวิทยายุทธสูงมาก และสามารถเอาชนะราชสีห์ขนทองที่มีวิทยายุทธสูงมากได้

 

เตียบ่อกี้กลัวว่าราชสีห์ขนทองจะถูกสามทูตเปอร์เซียฆ่าตาย เขาก็เลยตัดสินใจเข้าไปต่อสู้กับสามทูตเปอร์เซีย แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาไม่สามารถเอาชนะได้ องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงก็เลยเอากระบี่อิงฟ้า (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ) เข้าไปต่อสู้ด้วย เพื่อจะได้ช่วยชีวิตเตียบ่อกี้ที่เธอหลงรัก

 

ในขณะที่เตียบ่อกี้กับองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงต่อสู้กับสามทูตเปอร์เซียอยู่นั้น ทูตเปอร์เซียคนหนึ่งที่เป็นสตรีได้โอบตัวองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงจากทางด้านหลัง องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงก็เลยตัดสินใจจะ “พลีชีพเพื่อผู้ชายที่ตนรัก” ด้วยการใช้กระบี่อิงฟ้าแทงทะลุร่างกายตนเอง เพื่อที่กระบี่จะได้แทงทะลุทูตสตรีเปอร์เซียที่อยู่ด้านหลังจนตกตายไปตามกันด้วย แต่พอดีเตียบ่อกี้เห็นว่าองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงกำลังจะใช้กระบวนท่ากระบี่พลีชีพแบบนั้น เขาก็เลยพยายามเข้าขัดขวางไม่ให้เธอแทงกระบี่จนทะลุร่างของตนเอง ผลก็คือองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงได้รับบาดเจ็บจากกระบี่ที่แทงตนเอง แต่เธอก็รอดตายมาได้ เธอพลีชีพไม่สำเร็จ

 

คือฉากนี้ในนิยายมันเป็นหนึ่งในฉากที่เราชอบที่สุดตลอดกาลน่ะ เราชอบ “การพลีชีพเพื่อผู้ชายที่เราอยากได้เป็นผัว” อะไรแบบนี้มาก ๆ มันเป็นการพลีชีพของผู้หญิงที่เรารู้สึกตราตรึงสุดขีดมาก ๆ การใช้กระบี่แทงทะลุร่างตนเองเพื่อจะได้ฆ่าศัตรูให้ได้

 

แต่ตอนที่เราอ่านนิยายเรื่องนี้ เราก็แอบงง ๆ ว่า ก่อนหน้านั้นเราเคยดูละครทีวีเรื่อง “ดาบมังกรหยก” (1986) ทางช่อง 3 มาแล้ว ซึ่งมันก็มีฉากการต่อสู้กับสามทูตเปอร์เซียอย่างรุนแรงมาก แต่มันมี moment กระบี่พลีชีพของผู้หญิงแบบนี้ในละครหรือเปล่านะ ทำไมเราจำไม่ได้ว่ามันมี moment แบบนี้ในฉากนั้นด้วย หรือว่าผู้สร้างละครทีวีตัดฉากนี้ในนิยายออกไป

 

ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไปอีกนานหลายปี และเราได้โอกาสดูฉากนี้ซ้ำอีกครั้งในยูทูบ เราก็พบว่า ฉากนี้ในละครมันเร็วมาก องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยง (หลีเหม่ยเสียน) ในละครพยายามจะใช้กระบวนท่ากระบี่พลีชีพในการต่อสู้กับทูตสตรีเปอร์เซียจริง ๆ แต่ moment นั้นใช้เวลาเพียงแค่ 1-5 วินาทีเท่านั้นตอนเป็นละคร คนดูดูไม่ทันแน่นอน เพราะผู้สร้างละครเรื่องนี้ไม่ได้ “อธิบายสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละคร” เลยแม้แต่นิดเดียวในช่วงที่ตัวละครต่อสู้กัน ผู้สร้างละครเรื่องนี้เลือก choice ที่ให้คนดูได้ดูการต่อสู้แบบวินาทีต่อวินาที โดยไม่มีการ interrupt ฉากการต่อสู้เหล่านี้ด้วยการอธิบายสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละครแต่ละตัว

 

(เราลงลิงค์ไปดูฉากนี้ไว้ใน comment นะ ฉากนี้จะอยู่ในนาทีที่ 10-20 ของคลิปในลิงค์)

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ฉากนี้มันคือปัญหาคลาสสิคมาก ๆ ในการดัดแปลง texts, words, นิยาย มาเป็น moving images คือเหมือนพอเราจะดัดแปลงวรรณกรรมมาเป็นหนัง/ละคร เราก็พบว่าเราไม่สามารถถ่ายทอด ”ความคิด”, “ความรู้สึก”, “ความตั้งใจ” ของตัวละครออกมาผ่านทาง words แบบในนิยายได้ แล้วพอเราไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละครออกมาได้ เราสามารถถ่ายทอดได้เพียง “สิ่งที่ตัวละครกระทำ” คนดูละครทีวีก็เลยได้ดูเพียงแค่ “การต่อสู้อย่างรวดเร็วมากขององค์หญิงเตี๋ยเมี่ยง จนองค์หญิงบาดเจ็บ” แต่คนดูละครทีวีไม่รู้เลยว่า จริง ๆ แล้วองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงตั้งใจจะพลีชีพให้เตียบ่อกี้ (เหลียงเฉาเหว่ย) ด้วยกระบวนท่าแทงทะลุร่างตนเอง

 

คือฉากนี้มันคือ ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES OF ALL TIME ในนิยายเลยน่ะ แต่พอมันเป็นละครทีวี มันเหมือน “หาย” ไปเลย เพราะพอเราได้เห็นอะไรแบบนี้แค่ 1-5 วินาทีบนจอ เราก็ไม่รู้เลยว่าองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงตั้งใจจะพลีชีพ เราก็เลยมองว่าผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้ “ตัดสินใจดัดแปลงบทประพันธ์ด้วยการทำในสิ่งที่โหดมาก ๆ” ด้วยการตัดเนื้อหาส่วนที่เป็นความคิดของตัวละครออกไปจากฉากนี้

 

แต่เราก็ไม่โทษผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้เลยนะ เพราะตอนที่เราดูละครทีวีเรื่องนี้ เราก็รู้สึกว่าฉากนี้มันสนุกสุดขีดมากๆๆๆๆๆ น่ะ เราว่าผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้คงชั่งน้ำหนักมาเป็นอย่างดีแล้วแหละว่า จะเลือกอะไร ระหว่างการนำเสนอฉากแอคชั่นแบบต่อเนื่อง ไม่มี interruption ใด ๆ หรือว่าจะนำเสนอฉากแอคชั่นแบบที่ให้คนดูได้รู้สิ่งที่อยู่ในหัวตัวละครด้วย แต่การทำเช่นนั้นมันอาจจะทำให้ฉากแอคชั่นขาดความต่อเนื่อง และฉากนั้นมันอาจจะลดความสนุกลุ้นระทึกลงไป

 

เห็นว่า ตู้ฉีฟ่ง (Johnnie To) กับ Benny Chan ร่วมกำกับดาบมังกรหยกด้วยนะ แต่เราไม่รู้ว่าฉากนี้ ซึ่งอยู่ใน “ดาบมังกรหยก ตอนที่ 29” ใครเป็นคนกำกับ

 

อย่างไรก็ดี พอเราได้เห็น “ความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรง” ระหว่างดาบมังกรหยกเวอร์ชั่นนิยายกับเวอร์ชั่นละครทีวีแล้ว เราก็เลยตั้งสมมุติฐานขึ้นมาว่า หรือว่า “ผู้สร้างหนัง/ละครทีวี” โดยทั่วไป เขามีความเชื่อหรือมีกฎคร่าว ๆ กันว่า เราไม่ควร interrupt ฉากแอคชั่นหรือฉากลุ้นระทึก ด้วย “การอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในหัวของตัวละคร” ในฉากนั้น ๆ แต่เราก็ไม่รู้ว่าสมมุติฐานของเราถูกต้องหรือเปล่า เพราะเราไม่ใช่แฟนหนังแอคชั่น เราก็เลยไม่มีความรู้เรื่องหนังแอคชั่น

 

3. อย่างไรก็ดี สมมุติฐานดังกล่าวของเรา ก็ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิงจนไม่เหลือชิ้นดีในปีที่แล้ว เมื่อเราได้ดู DEMON SLAYER: KIMETSU NO YAIBA INFINITY CASTLE (2025, Hikaru Kondo, Haruo Sotozaki, Japan, animation, A+30) เพราะหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากแอคชั่นดุเดือดเลือดพล่านอย่างรุนแรง แต่ฉากเหล่านี้ “ล้วนถูกขัดจังหวะ” ด้วยฉาก flashbacks มากมาย ซึ่งคล้าย ๆ กับการอธิบายอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในระหว่างการต่อสู้ คือเราได้เห็นว่าตัวละครต่อสู้ด้วยกระบวนท่าลีลาอย่างไร และเราก็ได้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกและความคิดของตัวละครในระหว่างการต่อสู้ไปด้วย โดยผ่านทางฉาก flashbacks มากมายในฉากต่อสู้อย่างคับขัน

 

เหมือนแฟน ๆ DEMON SLAYER หลายคนเกลียดฉากแฟลชแบ็คเหล่านี้มาก ๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่เรากลับชอบการแฟลชแบ็คเหล่านี้อย่างสุดขีด เพราะว่า

 

3.1 มันแสดงให้เห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องทำฉากแอคชั่นแบบ “ดาบมังกรหยก”, หนังจีน, หนังฮ่องกงเสมอไป คือการทำฉากแอคชั่นแบบไม่อธิบายความคิดตัวละคร มันไม่ใช่ “กฎที่ห้ามละเมิด” มันเป็นเพียง choice หนึ่งในการสร้างฉากแอคชั่นเท่านั้น มันมี choices อื่น ๆ ในการนำเสนอฉากแอคชั่นด้วย และ DEMON SLAYER: KIMETSU NO YAIBA INFINITY CASTLE ได้แสดงให้เห็นอีกทางเลือกหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรม

 

3.2 เราแทบไม่เคยดู DEMON SLAYER มาก่อน เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เบื่อฉาก flashbacks เหล่านี้ เพราะว่าฉาก flashbacks เหล่านี้คือ “การให้ข้อมูลใหม่แก่เรา” แต่สำหรับแฟน ๆ anime เรื่องนี้ คงจะเบื่อ “การเล่าซ้ำในสิ่งที่แฟน ๆ ก็รู้ดีอยู่แล้ว” ในฉาก flashbacks เหล่านี้มาก ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

 

3.3 ดูแล้วนึกว่า เราสามารถผสม “ฉากแอคชั่นบู๊ดุเดือดเลือดพล่าน” กับ “วิธีการสร้างหนังแบบ Alain Resnais” เข้าด้วยกันได้อย่างคาดไม่ถึง นึกว่าหนังทดลองหลาย ๆ เรื่องยังต้องพ่าย 55555

 

4. แต่พอเราได้ดู GHOST BOARD กล่องผีสุ่มวิญญาณ (2026, Chanathip Wongpoltree, A+30) เราก็มองว่า การขัดจังหวะฉากลุ้นระทึกด้วยสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละคร ที่เราเคยมองว่ามัน work ใน DEMON SLAYER มันกลับไม่ work ใน GHOST BOARD 55555

 

คือใน GHOST BOARD มันเหมือนมี moments ที่ตัวละครอยู่ในภาวะคับขัน ลุ้นระทึก จะตายมิตายแหล่ จะเก็บลูกเต๋าได้ไหม จะทอยลูกเต๋าได้ไหม หรืออะไรทำนองนี้น่ะ แต่แทนที่หนังเรื่องนี้จะนำเสนอ “สิ่งที่ตัวละครกระทำในแบบวินาทีต่อวินาที” ให้คนดูได้เห็น หนังเรื่องนี้กลับเลือกที่จะนำเสนอ “moments ซึ้ง ๆ มิตรภาพ ความรัก ความผูกพัน ระหว่างตัวละครแต่ละตัว” แทรกเข้ามาในวินาทีคับขันแบบนั้น

 

คือเหมือน moments เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบนี้ ในโลกแห่งความเป็นจริง มันน่าจะใช้เวลาเพียงแค่ 5 วินาทีในการตัดสินความเป็นความตาย แต่ในหนังเรื่องนี้ คนดูได้เห็นลูกเต๋ากระเด้งในวินาทีที่หนึ่ง แล้วก็ได้เห็นmoments ความสัมพันธ์ซาบซึ้งในใจตัวละครอีก 1 นาที ก่อนที่จะได้เห็นลูกเต๋ากระเด้งในวินาทีที่สอง อะไรทำนองนี้ 555555 (คือเราจำไม่ได้แน่นอนว่า การเรียงซีนในฉากนั้นมันเป็นยังไงนะ อันนี้เป็นเพียงแค่การสมมุติตัวอย่างคร่าว ๆ ตามความรู้สึกของเราเท่านั้นจ้ะ)

 

เราก็เลย “แอบรำคาญ” การขัดจังหวะฉากลุ้นระทึกใน GHOST BOARD ในระดับนึง แล้วเราก็เริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมคนดูหลาย ๆ คนถึงรำคาญฉาก flashbacks ใน DEMON SLAYER 55555

 

เพื่อน ๆ คนไหนเคยดูฉากแอคชั่นในหนังเรื่องอื่น ๆ แล้วมันมี “การขัดจังหวะอย่างรุนแรง” อะไรแบบนี้อีก ก็ยกตัวอย่างมาใน comments ได้นะ

 

ดาบมังกรหยก ตอนที่ 29 (1986)

https://youtu.be/7mp9HiV1lpA?si=a8ariPwwSyggvh-M

 

เรารักอู๋จิงมานานแล้ว แต่เราบอกรักเขาได้ไม่เต็มปาก เพราะเขาชอบรับบทเป็น “ทหารของรัฐบาลจีน” หรือ “เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน” ในหนังเรื่องต่าง ๆ 55555 พอในหนังเรื่องนี้เขารับบทเป็น “จอมยุทธ์ผู้ต่อต้านจักรพรรดิราชวงศ์สุย” เราถึงค่อยรักตัวละครของเขาได้อย่างเต็มที่เสียที

Saturday, March 21, 2026

SOME CINEMATOGRAPHY IN MY FAVORITE FILMS WITH DARK-SKINNED CHARACTERS

 

เราเคยดูแต่ version ภาพยนตร์ที่ดีมาก ๆ "เพื่อนรัก" (1977, Sakka Jarujinda) ตัวหนังเป็นเหมือน microcosm of Thailand-China-USA relationship ในช่วงสงครามเย็น

+++

เนื่องจาก Autumn Durald Arkapaw ได้รับรางวัลออสการ์ Best Cinematography ปีนี้จาก SINNERS (2025, Ryan Coogler) และถือเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขานี้ เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า หนังที่ถ่ายภาพโดยผู้หญิงที่เราชอบมากที่สุด อาจจะเป็น BEAU TRAVAIL (1999, Claire Denis, France) หนังเรื่องนี้ถ่ายโดย Agnès Godard ซึ่งทำงานเป็น cinematographer ให้หนังเรื่องต่าง ๆ มาแล้ว 66 เรื่อง และเธอเคยได้เข้าชิงรางวัลมาแล้วมากมาย อย่างเช่น

 

1. เข้าชิงรางวัล Golden Frog จาก I CAN’T SLEEP (1994, Claire Denis, France, A+30)

 

2. ชนะรางวัลเทศกาลหนัง Torino จาก U.S. GO HOME (1994, Claire Denis, France)

 

3. เข้าชิงรางวัล Golden Frog จาก Nénette and Boni (1996, Claire Denis, France, A+30)

 

4. เข้าชิงรางวัล César จาก THE DREAMLIFE OF ANGELS (1998, Erick Zonca, France, A+30)

 

5. ชนะรางวัล Chlotrudis จาก FRIDAY NIGHT (2002, Claire Denis, France, A+30)

 

6. เข้าชิงรางวัล César จาก STRAYED (2003, André Téchiné, France)

 

7. เข้าชิงรางวัล David di Donatello จาก GOLDEN DOOR (2006, Emanuele Crialese, Italy)

 

8. เข้าชิงรางวัล César จาก HOME (2008, Ursula Meier, Switzerland, A+30)

 

9. เข้าชิงรางวัล Golden Camera 300 จาก LET THE SUNSHINE IN (2017, Claire Denis)

 

10. เข้าชิงรางวัล Golden Camera 300 จาก WHEN THE DAY HAD NO NAME (2017, Teona Strugar Mitevska, North Macedonia)

 

ลิสท์นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพจ “ซีนหนึ่ง เทคหนึ่ง”

https://web.facebook.com/sceneonetakeonecinema/posts/pfbid0EsjvTNfbSvUuxTPgxTowL3xhDhZMGhP3H5USPBRswDC3KTn1wbdfLAaG5BVmWg5Al

+++

 

SOME CINEMATOGRAPHY IN MY FAVORITE FILMS WITH DARK-SKINNED CHARACTERS

 

เนื่องจาก Autumn Durald Arkapaw ได้รับรางวัลออสการ์ Best Cinematography ปีนี้จาก SINNERS (2025, Ryan Coogler) เราก็เลยนึกถึง myth ที่เราเคยได้ยินเมื่อราว 25-30 ปีก่อนว่า ผู้กำกับและผู้กำกับภาพ (DP) บางคนยังไม่รู้วิธีจัดแสงที่เหมาะสมสำหรับนักแสดงผิวสี คือเหมือนกับว่า ผู้กำกับและ DP บางคนในฮอลลีวู้ดยุคนั้น (ยุคก่อนปี 2000) คุ้นเคยแต่กับนักแสดงผิวขาว เขาก็เลยไม่รู้วิธีจัดแสงที่เหมาะสมสำหรับนักแสดงผิวสี แต่ผู้กำกับอย่าง Claire Denis อะไรแบบนี้เชี่ยวชาญเป็นอย่างดีกับการจัดแสงสำหรับนักแสดงผิวสี

 

คือเราไม่รู้ว่า myth อันนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เพราะเราไม่มีความรู้แม้แต่นิดเดียวเรื่องการถ่ายภาพและการจัดแสง อันนี้ต้องให้เพื่อน ๆ ที่มีความรู้เรื่องนี้มา comment ว่ามันจริงไหมว่า การจัดแสงที่ดีสำหรับการถ่ายภาพยนตร์นั้น มันต้องคำนึงถึงความแตกต่างทางโทนสีผิวของนักแสดงแต่ละคนด้วย

 

แต่เราก็คิดว่า myth อันนี้น่าจะจริง เพราะเราเคยดู “ละครโทรทัศน์ฝรั่งเศส” บางเรื่องทางช่อง TV5MONDE ที่มันมีทั้งนักแสดงผิวขาวและผิวดำอยู่ในละคร แล้วบางฉากมันหนักมาก คือพอมันตัดไปรับใบหน้านักแสดงผิวดำ เราพบว่าเราแทบไม่เห็นอะไรในใบหน้านักแสดงเลย ใบหน้านักแสดงกลายเป็นแค่อะไรดำ ๆ คือนักแสดงจะแสดงอารมณ์วิตก, หวาดกลัว, ตระหนกตกใจ อะไรก็ตามแต่ในฉากนั้น เราก็แทบไม่เห็นอะไรในใบหน้านั้นเลย เราก็เลยเดาว่า ฉากแบบนี้น่าจะเกิดจาก “ความไม่แม่นของ DP” หรือของทีมงานละครโทรทัศน์เรื่องนั้นในการจัดแสงสำหรับนักแสดงผิวสี

 

เราก็เลยลองนึกย้อนถึงหนังที่มีนักแสดงผิวคล้ำที่เราเคยดูแล้วชอบมาก ทั้งนักแสดงผิวดำ หรือผิวคล้ำในชาติต่าง ๆ (อย่างเช่น อะบอริจินส์ และศรีลังกา) แล้วลองรวบรวมภาพจากหนังเหล่านี้ดู เพื่อดูว่าเขาถ่ายนักแสดงผิวคล้ำอย่างไรกันบ้าง

 

In alphabetical order

 

1. ANTEBELLUM (2020, Gerard Bush, Christopher Renz)

DP – Pedro Luque

 

2. BAARA (WORK) (1975, Souleymane Cissé, Mali)

DP – Abdoulaye Sidibé, Étienne Carton de Grammont

 

3. BAMAKO (2006, Abderrahmane Sissako, France/Mali)

DP – Jacques Besse

 

4. THE CAMP AT THIAROYE (1988, Ousmane Sembene, Thierno Faty Sow, Senegal/Algeria/Tunisia)

DP – Smaïl Lakhdar-Hamina

 

5. THE COLOR PURPLE (2023, Blitz Bazawule)

DP – Dan Laustsen

 

6. DAHOMEY (2004, Mati Diop, France/Senegal/Benin)

DP – Joséphine Drouin-Viallard

 

7. DAUGHTERS OF THE DUST (1991, Julie Dash)

DP – Arthur Jafa

 

8. DO THE RIGHT THING (1989, Spike Lee)

DP – Ernest Dickerson

 

9. THE HELP (2011, Tate Taylor)

DP – Stephen Goldblatt

 

10. HIDDEN FIGURES (2016, Theodore Melfi)

DP – Mandy Walker

 

11. HYENAS (1992, Djibril Diop Mambéty, Senegal)

DP – Matthias Kälin

 

12. THE FORSAKEN LAND (2005, Vimukthi Jayasundara, Sri Lanka)

DP – Channa Deshapriya

 

13. THE LIMITS OF CONTROL (2009, Jim Jarmusch)

DP – Christopher Doyle

 

14. LITTLE BY LITTLE (1970, Jean Rouch, France/Niger)

DP – Jean Rouch

 

15. LITTLE SENEGAL (2000, Rachid Bouchareb, Algeria/France)

DP – Benoît Chamaillard, Youcef Saraoui

 

16. MOONLIGHT (2016, Barry Jenkins)

DP – James Laxton

 

17. OUR LADY OF THE NILE (2019, Atiq Rahimi, France/Belgium/Rwanda)

DP – Thierry Arbogast

 

18. THE PRIMITIVE เงาะป่า (1980, Prince Bhanubandhu Yugala, Pieak Poster, Thailand)

เราไม่รู้ว่าใครคือตากล้องของหนังเรื่องนี้ แต่เราชอบหนังมาก ๆ

 

19. RADIANCE (1998, Rachel Perkins, Australia)

DP Warwick Thornton

 

20. ROSEWOOD (1997, John Singleton)

DP – Johnny E. Jensen

 

21. SAINT OMER (2022, Alice Diop, France)

DP – Claire Mathon

 

22. THE SAPPHIRES (2012, Wayne Blair, Australia)

DP Warwick Thornton

 

23. SET IT OFF (1996, F. Gary Gray)

DP – Marc Reshovsky

 

24. SINNERS (2025, Ryan Coogler)

DP -- Autumn Durald Arkapaw

 

25. 35 SHOTS OF RUM (2008, Claire Denis, France)

DP – Agnès Godard

 

26. TO SLEEP WITH ANGER (1990, Charles Burnett)

DP – Walt Lloyd

 

27. 12 YEARS A SLAVE (2013, Steve McQueen)

DP – Sean Bobbitt

 

28. US (2019, Jordan Peele)

DP -- Mike Gioulakis

 

29. WAITING TO EXHALE (1995, Forest Whitaker)

DP – Toyomichi Kurita

 

30. WHAT’S LOVE GOT TO DO WITH IT (1993, Brian Gibson)

DP – Jamie Anderson

 

ถ้าเพื่อน ๆ ชอบการจัดแสง + การถ่ายภาพในหนังแบบนี้เรื่องไหนมากเป็นพิเศษ ก็ comment มาได้นะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02yvHPLNeWPJqxopoNu4VoP68LD3UAp5uGknrEabfVynPaTNwVpMmp7yqFhWw9hPfPl

 

Friday, March 20, 2026

FAVORITE ACTOR: CARLOS FRANCISCO IN THE SECRET AGENT

 

Favorite Actor: Carlos Francisco as Alexandre Nascimento in THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30)

 

ดูหนังเรื่องนี้ผ่านมานานหลายสัปดาห์แล้ว พบว่าหนึ่งในฉากที่เราเอาออกจากหัวตัวเองไม่ได้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คือฉากที่ Alexandre ถาม Armando (Wagner Moura) ว่า Fátima Nascimento (Alice Carvalho) เคยพูดถึง Alexandre แบบนั้นจริง ๆ เหรอ พูดว่า Alexandre เริ่มทำงานช่วยเหลือครอบครัวตัวเองตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

 

เหมือนการแสดงของ Carlos Francisco มันยอดเยี่ยมมาก ๆ ตลอดทั้งเรื่อง แต่ฉากนั้นนี่มันถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES I SAW IN 2026 ของจริง

+++

 

Film Wish List: ช้างเท้าหลัง Die Beine des Elefanten (1983, Michael Günther, West Germany, 105min) หนังเยอรมันที่มีวิยะดา อุมารินทร์ร่วมแสดงในบท “สมใจ”

 

หวังว่าหนังเรื่องนี้ยังไม่หายสาบสูญไปจากโลกนี้นะ เห็นมี ZDF ร่วมทุนสร้างหนังเรื่องนี้อยู่ ไม่รู้ว่า ZDF ยังมีฟิล์มเก็บไว้หรือเปล่า

 

ภาพจากเฟซบุ๊กของคุณ Passakorn Sukchaiwrangkun

+++

 

DHURANDHAR THE REVENGE เปิดรอบ 11.40 น.ในวันศุกร์นี้ด้วยนะคะ คนยังจองน้อยอยู่ แต่รอบ 16.20 น.คนจองไปแล้ว 40% และรอบ 21.00 น.คนจองไปแล้ว 75% ค่ะ

 

หวังว่าจะมีคนนำหนังยาว 4 ชั่วโมงเข้ามาลงโรงฉายในไทยกันอีกเยอะ ๆ นะคะ

+++

 

เราชอบหนังเรื่อง REMINDERS OF HIM (2026, Vanessa Caswill, A+30) มาก ๆ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราชอบ THE BOY AND THE DOG (2025, Takahisa Zeze, Japan, A+30) นั่นก็คือ เรามักจะอินกับหนังรักโรแมนติกที่ตัวละครนางเอกเป็นโสเภณีหรือสาวขี้คุก หรือผู้หญิงที่มักจะไม่ถือว่าเป็น “ผู้หญิงดี ๆ” ในสายตาของสังคม

 

แต่มีจุดนึงใน REMINDERS OF HIM ที่ทำให้เรานึกถึงอะไรที่ไม่เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เลย นั่นก็คือว่า REMINDERS OF HIM เล่าเรื่องราวความรักโรแมนติกในเมือง Laramie รัฐ Wyoming ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใดหนังเรื่องนี้ที่สร้างจากนิยายของ Colleen Hoover (IT ENDS WITH US) ถึงเจาะจงเลือกใช้เมืองนี้เป็น setting หลักของเนื้อเรื่อง

 

คือพอเราเห็นชื่อเมือง Laramie ในช่วงต้นของหนังเรื่องนี้ปุ๊บ เราก็เลยนึกถึงคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจเรามาก ๆ ในทันที นั่นก็คือคดีสังหารโหด Matthew Shepard นักศึกษามหาลัยวัย 21 ปีในปี 1998 โดยฆาตกรที่ฆ่าเขาเป็นผู้ชายสองคน และพวกเขาฆ่า Matthew Shepard เพราะรังเกียจที่ Matthew Shepard เป็นเกย์

 

คดีนั้นดังมาก ๆ และสะเทือนขวัญเกย์อย่างเราในปี 1998 มาก ๆ

 

คดีนั้นส่งผลให้มีการสร้างหนังเรื่อง THE LARAMIE PROJECT (2002, Moises Kaufman) ในเวลาต่อมา แต่เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ และส่งผลให้มีการออกกฎหมายป้องกัน Hate Crime ในสหรัฐในปี 2009 โดยกฎหมายฉบับนั้นมีชื่อว่า  Matthew Shepard and James Byrd Jr. Hate Crimes Prevention Act

โดยผู้ลงนามในกฎหมายฉบับนี้คือประธานาธิบดีบารัค โอบามา

 

สรุปว่าพอเราเห็นชื่อเมือง Laramie ในหนังเรื่อง REMINDERS OF HIM เราก็นึกถึง “คดีสยองขวัญสำหรับเกย์” คดีนี้ขึ้นมาในทันทีค่ะ ทั้ง ๆ ที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีเนื้อหาอะไรเกี่ยวกับคดีนี้เลย

 

เกร็ดเพิ่มเติม: ในกฎหมาย Hate Crime ฉบับข้างต้นนั้น เราจะเห็นชื่อของ James Byrd Jr. อยู่ในชื่อกฎหมายด้วย เขาเป็นผู้ชายผิวดำที่ถูกพวก White Supremacists ฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมทารุณมาก ๆ ในปี 1998 และคดีนี้เป็นแรงบันดาลใจให้มีการสร้างหนังเรื่อง SOUTH (1999, Chantal Akerman, documentary, A+30) ในเวลาต่อมาค่ะ

++++

 

หนักที่สุด เพิ่งรู้ว่าในปี 1996 ทาง filmvirus เคยฉายหนังเรื่อง 1+1 = 3 (1979, Heidi Genée, West Germany, 85min) และ SWEPT AWAY (1974, Lina Wertmüller, Italy) ด้วย เราอยากดูหนัง 2 เรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุด และก็อยากรู้ด้วยว่า DO WHAT IS RIGHT, COME WHAT MAY (1975) คือหนังเยอรมันเรื่องอะไร เพราะเราหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตไม่เจอเลย

 

 

 

 

Thursday, March 19, 2026

FAVORITE FILMS WITH UNLIKEABLE MALE PROTAGONISTS

 

ชอบไอเดียเสื้อยืดนี้มาก เสียดายไม่มี Emily Dickinson

++++

DHURANDHAR THE REVENGE (2026, Aditya Dhar, India, 235min) รอบ 21.00 น.วันพฤหัสบดีที่ 19 มี.ค. คนซื้อตั๋วไปครึ่งโรงแล้ว ทั้ง ๆ ที่หนังยาว 4 ชั่วโมง กว่าหนังจะจบก็ตีหนึ่ง อิสริยยศมาก ๆ

 

ฉันคงดูหนังรอบดึกแบบนี้ไม่ไหว เพราะนอกจากปัญหาเรื่องสุขภาพแล้ว มันยังมีปัญหาเรื่อง “การระบายคนดูจำนวนมากออกจากโรงภาพยนตร์ตอนห้างปิด” ด้วย ในกรณีที่โรงหนังอยู่ในห้าง เพราะหนังที่จบหลัง 4 ทุ่ม คนดูจะเดินทางออกจากห้างด้วย “บันไดเลื่อน” ไม่ได้ จำเป็นต้องไปออกันอยู่หน้าลิฟท์ แล้วนึกภาพคนดูจำนวนมากแก่งแย่งกันเข้าลิฟท์เพียงแค่ไม่กี่ตัวหลังหนังจบ มันน่าเบื่อมาก

 

เราว่าปัญหานี้เกิดหนักสุดที่ “พารากอน” ในช่วงวันศุกร์ เสาร์ เพราะพารากอน ฮอลล์ชั้น 5 ก็ชอบจัดงานที่เลิกราว ๆ 4 ทุ่ม แล้วคนจำนวนมากก็ลงบันไดเลื่อนไม่ได้หลัง 4 ทุ่ม ต้องมาแก่งแย่งกันใช้ลิฟท์ ทั้งคนที่มาร่วมงานในพารากอน ฮอลล์ชั้น 5 และคนที่ดูหนังชั้น 6

 

HOUSE SAMYAN ก็เกิดปัญหานี้เช่นกัน เพราะอีนังสามย่านมิตรทาวน์มันเปิดลิฟท์แค่ 2 ตัวหลังสี่ทุ่ม แทนที่จะเปิดให้ใช้ลิฟท์ได้ทั้ง 4 ตัว เพราะฉะนั้นถ้าหากหนังเรื่องไหนที่มี “คนดูจำนวนมาก” แล้วหนังเลิกหลัง 4 ทุ่มที่ HOUSE SAMYAN เราก็ต้องทำใจไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะเจอปัญหานี้แน่ ๆ แต่ถ้าหากเป็นหนังทั่ว ๆ ไปที่จำนวนคนดูมีแค่กระจึ๋งเดียว อันนี้จะเลิก 5 ทุ่มเที่ยงคืนก็ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งใช้ลิฟท์กัน

 

ส่วน TERMINAL 21 นี่น่าจะมีลิฟท์ให้ลงได้แค่ 3 ตัวนะ เราก็เลยไม่อยากไปดู DHURANDHAR THE REVENGE รอบดึก ๆ ที่นี่ เพราะหนังเลิกตีหนึ่ง แล้วไม่รู้ว่ากว่าจะได้ลงลิฟท์นี่ต้องรออีกนานกี่นาที พอออกจากห้างได้แล้วก็ต้องมาเรียกแกรบไบค์อีก เพราะรถไฟฟ้าปิดแล้ว กว่าเราจะได้นอนอย่างเร็วสุดก็คงเป็นตีสาม เจอผีออกมาหลอกตอนตีสามพอดี

 

แต่ถ้าหากเป็น “Major Cineplex” ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องนี้แต่อย่างใด หนังเลิก 5 ทุ่มเที่ยงคืนเราก็เดินออกจากอาคารได้อย่างสบาย ๆ

+++

 

พอเต๋อเขียนแล้วก็นึกถึง HAPPY OLD YEAR (2019, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30) ขึ้นมาทันที เพราะนางเอกของ HAPPY OLD YEAR ก็ extremely unlikeable มาก ๆ สำหรับเรา

 

หนังกลุ่ม “พระเอกเหี้ยมาก” ที่เราชอบหนังอย่างสุดขีด

FAVORITE FILMS WITH UNLIKEABLE MALE PROTAGONISTS

 

พอเห็น Nawapol เขียนถึงหนังกลุ่ม unlikeable characters เราก็เลยทำลิสท์นี้ดีกว่า เอาเฉพาะตัวละครนำชาย และเอาเฉพาะหนังที่ผุดขึ้นมาในหัวในทันทีในตอนนี้

 

เหมือนหนังหลายเรื่องในลิสท์นี้ไม่ได้มอง “ตัวละครพระเอกเหี้ย ๆ” ด้วย “สายตาแบบตัดสิน” นะ และหนังก็เปิดโอกาสให้เราได้สำรวจและใกล้ชิดกับ “ผู้ชายเหี้ย ๆ” ได้ในแบบที่เราไม่สามารถทำได้ และก็ไม่คิดอยากจะทำ ในชีวิตจริง

 

In alphabetical order of the film’s title

 

1. Paul (Lou Castel) in THE BIRTH OF LOVE (1993, Philippe Garrel, France)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด Paul สมัยหนุ่ม ๆ นั้นเป็นหนุ่มหัวขบถเอียงซ้าย นักปฏิวัติต่อสู้เพื่อปฏิรูปสังคม แต่พอเขาอายุ 50 กว่าปี เขาก็ทิ้งลูกชาย, ทิ้งเมียที่ตั้งครรภ์ และหันไปมั่วกับสาว ๆ อายุน้อย

 

2. Popaul (Jean Yanne) in THE BUTCHER (1970, Claude Chabrol, France)

 

หนังรักโรแมนติกเกี่ยวกับฆาตกรโรคจิตที่ชอบฆ่าเด็ก ๆ เราว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็น “ขั้นสุด” ของหนังกลุ่ม UNLIKEABLE MALE PROTAGONIST

 

3. William Douglas Street (Wendell B. Harris Jr.) in CHAMELEON STREET (1989, Wendell B. Harris Jr.)

 

หนังสร้างจากเรื่องจริงของ William Douglas Street ที่หนังเล่าว่า เขาหางานทำไม่ได้ เขาก็เลยปลอมตัวเป็น “ศัลยแพทย์” ในโรงพยาบาล และทำการผ่าตัดคนไข้ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยเรียนแพทย์ เขาสร้างความชิบหายให้ชีวิตคนหลายคนมาก

 

4. Mike (Michael Angelo Covino) in THE CLIMB (2019, Michael Angelo Covino)

 

5. Chad (Aaron Eckhart) in IN THE COMPANY OF MEN (1997, Neil LaBute)

 

6. Robert Harmon (John Cassavetes) in LOVE STREAMS (1984, John Cassavetes)

เรารู้สึกว่าสิ่งที่พระเอกทำกับลูกชายมันเหี้ยมาก ๆ

 

7. Marty Mauser (Timothée Chalamet) in MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie)

 

8. James Blaine Mooney (Josh O’Connor) in THE MASTERMIND (2025, Kelly Reichardt)

 

9. Hans Epp (Hans Herschmüller) in THE MERCHANT OF FOUR SEASONS (1972, Rainer Werner Fassbinder, West Germany)

ระดับ “ความไม่น่ารัก” ของตัวละครพระเอกคนนี้อาจจะไม่มากเท่าคนอื่น ๆ ในลิสท์ แต่เราก็อยากใส่เขาเข้ามาในลิสท์ด้วย เพราะว่า Fassbinder เก่งสุดขีดในการสร้างตัวละครพระเอกที่ “ไม่น่ารัก” แต่ทำให้เรารู้สึกเข้าใจความเป็นมนุษย์ในตัวเขาได้อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

10. Johnny (David Thewlis) in NAKED (1993, Mike Leigh, UK)

 

ไม่แปลกใจที่ NAKED ได้รางวัล Best Director + Best Actor จาก Cannes เราว่าตัวละคร Johnny นี้เหมือนเป็น “พ่อทางจิตวิญญาณ” ของตัวละครพระเอกหนังเรื่อง URCHIN ด้วย

 

11. Man-su (Lee Byung-hun) in NO OTHER CHOICE (2025, Park Chan-wook, South Korea)

 

12. Tom Ripley (Matt Damon) in THE TALENTED MR. RIPLEY (1999, Anthony Minghella)

 

13. Travis Bickle (Robert De Niro) in TAXI DRIVER (1976, Martin Scorsese)

 

14. Mike (Frank Dillane) in URCHIN (2025, Harris Dickinson, UK)

 

15. Jean (Jean Yanne) in WE WON’T GROW OLD TOGETHER (1972, Maurice Pialat, France)

 

แต่จริง ๆ แล้ว เราว่า “หนังฮอลลีวู้ดเกี่ยวกับทหารอเมริกันในสงครามตะวันออกกลาง” หลาย ๆ เรื่อง ก็อาจจะถือได้ว่า เป็นหนังที่ “พระเอกเหี้ยมาก” ได้เช่นกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า ผู้สร้างหนังในลิสท์ของเราข้างต้น รู้ตัวดีว่า พระเอกในหนังของเขามีนิสัยเหี้ยมาก แต่ผู้สร้างหนังเชิดชู “ทหารอเมริกัน” หลาย ๆ เรื่อง ไม่ได้รู้ตัวว่า พระเอกในหนังของตนเหี้ยขนาดไหน ยกตัวอย่างเช่น AMERICAN SNIPER (2014, Clint Eastwood)

 

เพราะฉะนั้นโดยส่วนตัวแล้ว เราก็เลยชอบดูหนังที่มี “พระเอกเหี้ยมาก” เพราะหนังเหล่านี้มันเปิดโอกาสให้เราได้เข้าใกล้และศึกษาผู้ชายที่เราไม่อยากเข้าใกล้ในชีวิตจริง และเราก็ไม่มีปัญหากับหนังกลุ่มนี้แต่อย่างใด คือเราอาจจะไม่อินกับพระเอก แต่เราก็ enjoy กับหนังได้อย่างรุนแรงอยู่ดี ถ้าหากผู้สร้างหนังเก่งจริง

 

เรามีปัญหาแต่กับหนังที่เรามองว่า “พระเอกเหี้ยมาก” แต่ผู้สร้างหนังมองว่า พระเอกในหนังของตน “รักครอบครัว รักชาติ ทำความดี กอบกู้โลก อุทิศตนเพื่อคนอื่น ๆ เสียสละเพื่อส่วนรวม” อะไรแบบนั้นมากกว่า

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid04iSbyJqWHiryK6kGppPj91YTP3tpTJEADbUZ4qAFaffgsCGLG97421smoLod1aoQl

 

++++

 

QUADRUPLE BILL FILM WISH LIST

 

PILLION (2025, Harry Lighton, UK/Ireland)

+ O FANTASMA (2000, João Pedro Rodrigues, Portugal)

+ PUP สุนัขและเจ้านาย (2024, Sarawut Intaraprom, Thailand)

+ TOM OF FINLAND (2017, Dome Karukoski, Finland)

 

Spoilers alert for PILLION

--

--

--

--

--

1. ชอบ PILLION อย่างรุนแรงสุดขีด รวมถึงชอบตอนจบด้วย คือตอนจบพระเอกกับคู่ขาคนใหม่ “เดินเคียงคู่ไปด้วยกัน” มันก็เลยทำให้เรานึกถึงระนาบความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะถึงแม้ว่าพระเอกจะยังคงชอบรับบท submissive ทางเพศเหมือนเดิม แต่เขาก็ไม่ใช่ “ช้างเท้าหลัง” ในทางความสัมพันธ์อีก

 

คือชื่อหนัง PILLION และการนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ มันทำให้เรารู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง Colin (Harry Melling) กับ Ray (Alexander Skarsgård) มันเป็นความสัมพันธ์แบบช้างเท้าหน้ากับช้างเท้าหลังน่ะ Ray เป็นคนขี่มอไซค์ ส่วน Colin นั่งซ้อนข้างหลัง Colin ไม่สามารถควบคุมทิศทางและความเร็วของมอเตอร์ไซค์ได้ และสิ่งนี้มันก็สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ Ray ด้วย เพราะ Ray เป็นคนกำหนดทุกอย่าง และ Colin ก็จำเป็นต้องทำตาม เพื่อแลกกับความสุขทางเพศที่เขาจะได้รับจาก Ray เป็นครั้งคราว

 

และสิ่งนี้มันก็ทำให้เรานึกถึง “ความสัมพันธ์รัก” ระหว่างชายหญิงหลาย ๆ คู่ ในแบบที่หนังเองก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะในความสัมพันธ์รักระหว่างชายหญิง, ชายชาย, หญิงหญิง อะไรก็ตามแต่นั้น มันมีทั้งคู่ที่ “เสมอภาค” กัน และคู่รักที่ “ฝ่ายหนึ่งเป็นช้างเท้าหน้า หรือเป็นคนคุมเกม หรือเป็นคนออกกฎ ส่วนอีกฝ่ายเป็นช้างเท้าหลัง” อย่างเช่น

 

1.1 ฝ่ายที่มีฐานะการเงินสูงกว่า จะเป็นช้างเท้าหน้า อย่างเช่น ฝ่ายที่เมียเป็นไฮโซ และได้ผัวหล่อ แต่ไม่รวยเท่าเมีย คู่รักแบบนี้บางทีเมียก็จะเป็น “คนคุมเกม” เพราะเงินและทรัพย์สมบัติอยู่กับเธอ

 

1.2 ฝ่ายที่ “หน้าตาดีกว่า” จะเป็นคนคุมเกม ในกรณีที่ทั้งคู่มีฐานะการเงินเท่ากัน ซึ่งก็รวมถึงในหนังเรื่อง PILLION

 

1.3 ในสังคมที่ระบบ patriachy ยังคงเข้มข้น ฝ่ายชายก็จะเป็นช้างเท้าหน้า

 

2. ด้วยเหตุนี้ เราก็เลยชอบฉากที่ Colin ได้เป็นฝ่าย “ขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยตนเอง” ในช่วงหลังของเรื่อง เหมือนเขาเริ่มเขยิบสถานะตนเองขึ้นมา และเขาได้ลิ้มรสความสุขจากการได้เป็นผู้ควบคุมมอเตอร์ไซค์ด้วยตนเอง

 

และเราก็ชอบตอนจบด้วย ที่มันแสดงให้เห็นว่า Colin ได้ “เดินเคียงคู่” ไปกับคู่ขาคนใหม่ มันคือความเสมอภาคกัน เขาไม่ต้องเป็นช้างเท้าหลังอีก

 

3. อันนี้อาจจะเป็นความเห็นแบบ stereotype ทางสีผิว คือพอเราได้เห็นคู่ขาคนใหม่ของ Colin ในตอนจบ หัวเราก็คิดลามกโดยไม่ได้ตั้งใจขึ้นมาในทันทีว่า Colin เขามีรสนิยม “ชอบของใหญ่” หรือเปล่านะ 55555

 

4. ชอบ “ความพาฝัน” อย่างสุดขีดของ PILLION ด้วย เราว่ามัน “พาฝัน” ทั้งในส่วนของ

 

4.1 การได้ผัวหล่อ+ใหญ่

 

4.2 การมีครอบครัวที่เปิดรับเกย์

 

4.3 การจบแบบ happy ending ในระดับนึง

 

5. เราว่า “ความพาฝันอย่างสุดขีด” ของ PILLION มันช่วยให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ เป็นอย่างดี และเราว่ามันเหมาะฉายควบกับ PUP และ O FANTASMA มาก ๆ เพราะว่า PUP มันเป็น REALISM ส่วน O FANTASMA มันเป็น SURREALISM เพราะฉะนั้นถึงแม้หนังเกย์ทั้ง 3 เรื่องนี้จะมีอะไรบางอย่างคล้ายกัน แต่โทนของหนัง 3 เรื่องนี้ก็แตกต่างจากกันอย่างรุนแรงมาก

+++

 

เราเกิดมาในช่วงที่แองโกลายังคงเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส และเราเติบโตเป็นวัยรุ่นในช่วงที่แองโกลาเผชิญกับสงครามกลางเมืองอย่างรุนแรง (นึกถึงตัวละครผู้หญิงคนนั้นใน THE SECRET AGENT) และเราก็มีชีวิตอยู่มาจนถึงวันที่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยต้องพึ่งพาน้ำมันจากประเทศแองโกลาเป็นอย่างมากในปัจจุบัน นึกว่าชีวิตพลิกผัน ชะตากรรมพลิกผวน

 

 

Wednesday, March 18, 2026

MARTY SUPREME VS. QUEEN VETEHI

 

อ่านที่ Nawapol เขียนแล้วนึกถึงตอนเราอยู่มัธยมในช่วงทศวรรษ 1980  ในยุคนั้น “หนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์” หลาย ๆ เรื่องเป็นหนังที่หาดูยากสุดขีดจริง ๆและถ้าหากเราจำไม่ผิด “งานประกาศผลรางวัลออสการ์” ก็ไม่ได้รับการถ่ายทอดสดในไทยด้วย เพราะยุคนั้นยังไม่มีเคเบิลทีวี ยุคนั้นยังมีสถานีโทรทัศน์แค่ 5 ช่อง แล้ว “งานประกาศผลรางวัลออสการ์” ก็มักจะได้มาแพร่ภาพทางโทรทัศน์ในไทยหลังจากประกาศผลไปนานแล้ว 1 เดือน หรืออะไรทำนองนี้หรือเปล่านะ หรือว่าเราจำผิด มีใครจำอะไรพวกนี้ในทศวรรษ 1980 ได้บ้างไหม  คือเหมือนกับว่าตอนที่เราดูงานประกาศผลออสการ์ทางโทรทัศน์ในไทย เราก็ดูเพื่อที่จะได้ดูดารา แต่ไม่ได้ดูเพื่อลุ้นผล เพราะว่าผลมันประกาศมานานแล้ว 1 เดือนก่อนที่งานออสการ์จะได้มาออกอากาศในไทย

 

คือเหมือนในทศวรรษ 1980 โทรทัศน์ในไทยต้องเปิดสถานีตอน 16.00 น. และปิดสถานีตอน 24.00 น.ในวันจันทร์ถึงศุกร์ด้วยแหละ เพราะฉะนั้นงานออสการ์ที่มักจะจัดในช่วงเวลาที่ตรงกับ “เช้าวันอังคาร” ของไทยในยุคนั้น ก็เลยหมดสิทธิ์ “ถ่ายทอดสด” ในไทยไปด้วย เพราะว่าสถานีโทรทัศน์ในไทยจะเริ่มแพร่ภาพได้ก็ต่อเมื่อถึงเวลา 16.00 น.แล้วในส่วนของวันจันทร์ถึงศุกร์

 

ครั้งแรกในชีวิตที่เราได้ดูงานถ่ายทอดสดรางวัลออสการ์แบบตรงกับเวลาที่เมืองนอกจริง ๆ คือตอนที่มีสถานีเคเบิลทีวี IBC ตอนนั้นเราจำได้ว่าเรากับเพื่อน ๆ แห่ไปดูกันที่บ้านเพื่อนที่มีเคเบิลทีวีในช่วงปลายเดือนมี.ค. 1992 ปีนั้นเป็นปีที่ THE SILENCE OF THE LAMBS ได้ออสการ์หนังยอดเยี่ยม และหนังที่เข้าชิงอีก 4 เรื่องก็ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในไทยหมดทุกเรื่อง ซึ่งก็คือ BEAUTY AND THE BEAST (1991, Gary Trousdale, Kirk Wise), BUGSY (1991, Barry Levinson), THE PRINCE OF TIDES (1991, Barbra Streisand)  ที่เข้าฉายในไทยแบบโดนเซ็นเซอร์อย่างไร้เหตุผลมาก ๆ และ JFK (1991, Oliver Stone) ที่เข้าฉายในไทยในช่วงที่เกิด “พฤษภาทมิฬ”

 

อย่างไรก็ดี ตอนนี้เวลาผ่านมานาน 34 ปีแล้ว เราก็ยังไม่ได้ดูหนังที่เข้าชิงออสการ์หนังต่างประเทศในปีนั้นครบทุกเรื่องอยู่ดี เพราะว่าเรายังไม่ได้ดู CHILDREN OF NATURE (1991, Fridrik Thor Fridriksson, Iceland) กับ THE ELEMENTARY SCHOOL (1991, Jan Sverak, Czechoslovakia)

 

แต่ดีใจที่หนังที่เข้าชิงปีนั้นเรื่อง RAISE THE RED LANTERN ผู้หญิงคนที่ 4 ชิงโคมแดง (1991, Zhang Yimou, China) ได้ลงโรงฉายในไทยด้วย เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงเซ็นจูรี่ ส่วน THE OX (1991, Sven Nykvist, Sweden) ก็ได้มาฉายทางโทรทัศน์ทางช่อง 5

 

เหตุการณ์ที่ไร้สาระแต่เรายังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้ก็คือว่า เรากับเพื่อน ๆ ได้ไปดูหนังเรื่อง THE PRINCE OF TIDES ที่โรง “ไมโครแม็ค” ชั้นล่างโรงหนังแมคเคนนา แล้วเพื่อนเราก็กรี๊ดกร๊าด บอกว่า คนดูคนนึงในโรงหล่อมาก หน้าตาคล้าย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

 

ปรากฏว่าเวลาผ่านมานาน 34 ปีแล้ว เราก็ยังคงจำเหตุการณ์นี้ได้ดี เหมือนเหตุการณ์นี้มันแสดงให้เห็นว่า เรากับเพื่อน ๆ เคยกรี๊ดกร๊าด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กันอย่างรุนแรงขนาดไหนในปี 1992 ก่อนที่ความเห็นของเราที่มีต่อเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา

 

ที่ Nawapol เขียน
https://web.facebook.com/photo?fbid=1441357794027913&set=a.208129860684052

++++

กรี๊ดด เพิ่งรู้ว่ามันมีหนังกลุ่ม TAIWAN BLACK MOVIES ด้วย ซึ่งเป็นหนัง exploitation ที่ผลิตกันเยอะในไต้หวันในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 เราไม่เคยดูหนังกลุ่มนี้มาก่อนเลย อยากดูมาก ๆ ค่ะ หวังว่าจะมีคนนำหนังกลุ่มนี้มาฉายในไทยนะคะ

 

ตัวอย่างหนังในกลุ่มนี้

 

1. WOMAN REVENGER (1981, Tsai Yang-ming, Taiwan)

 

2. THE LADY AVENGER (1981, Yang Chia-yun, Taiwan) เรื่องนี้กำกับโดยผุ้หญิง

 

3. THE WOMAN OF WRATH (1984, Tseng Chuang-hsiang, Taiwan) หนังด่า patriarchy

 

Edit เพิ่ม: ขำที่ไต้หวันก่อนหน้านั้นเน้นหนังแนว HEALTHY REALISM ในทศวรรษ 1960-1970 แล้วมันก็สวิงมาเป็น TAIWAN BLACK MOVIES เลยในช่วงปลายทศวรรษ 1970 55555 เราเดาว่าคนดูยุคนั้นอาจจะเริ่มเบื่อการ propaganda ของรัฐบาลไต้หวันในหนังกลุ่ม HEALTHY REALISM ที่เน้นค่านิยมแบบขงจื๊อ

+++

เดาว่าน่าจะมีความใกล้เคียงกันในระดับหนึ่งครับ เพราะหนังทั้ง 3 กลุ่มนี้น่าจะเน้น sex + violence อย่างรุนแรงทั้ง 3 กลุ่ม แต่หนัง TAIWAN BLACK MOVIES นั้นจะมีความ SOCIAL REALIST อยู่ด้วย โดยเน้นสร้างหนังที่ดัดแปลงจาก “ข่าวฉาว” ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ถ้าหากผมเข้าใจไม่ผิดนะครับ

 

เข้าใจว่าในบรรดาหนัง pink film ของญี่ปุ่นนั้น มันจะมี subgenre ที่เรียกว่า pinky violence อยู่ด้วย ผมก็เลยเดาว่า pinky violence น่าจะใกล้เคียงกับ Taiwan Black Movies เพราะว่าหนังสองกลุ่มนี้อาจจะเน้น “หญิงสาวแก้แค้น” เหมือนกัน

 

จริง ๆ แล้วผมก็ไม่เคยดูหนัง 3 กลุ่มนี้เลย ทั้ง pink film, Hong Kong grade 3 films และ Taiwan Black Movies อาจจะต้องให้คนอื่น ๆ มาตอบ หรือไม่ก็มีการจัดงานฉายหนัง 3 กลุ่มนี้เทียบกันไปเลย น่าจะดีที่สุด 55555

+++

 

เมื่อราว 2 ปีก่อน คุณ Vorakorn Weerakul เคยตั้งชื่อเล่นให้สถานีรถไฟฟ้าแห่งนึงว่า สถานี “ไข่มุกแห่งเอเชีย”

 

เราเห็นแล้วก็เลยชอบมาก ๆ เราก็เลยตั้งชื่อเล่นให้กับสถานีรถไฟฟ้าอีกสองแห่งว่า

 

1. สถานี “ดาราคู่ขวัญจารุณี สุขสวัสดิ์”

 

2. สถานี “นักดนตรี”

 

เพื่อน ๆ คงตอบได้ว่า สถานีรถไฟฟ้าทั้งสามสถานีคือสถานีอะไร 55555

 

แล้วเพื่อน ๆ เคยตั้งชื่อเล่นให้กับสถานีรถไฟฟ้าแห่งอื่น ๆ บ้างไหมคะ

+++

 

อยากไปดูหนังในเทศกาลหนังเหล่านี้มาก ๆ หรืออยากให้หนังที่เคยฉายใน 10 เทศกาลนี้ได้มาฉายในไทยมาก ๆ ถึงแม้มันไม่ติด A-LIST อะไรแต่อย่างใดก็ตาม

 

1. Rotterdam International Film Festival

 

2. Yamagata International Documentary Film Festival

 

3. Sundance Film Festival

 

4. Viennale

 

5. Fantasporto ในโปรตุเกส

 

6. International Short Film Festival Oberhausen

แอบสงสัยว่าหนังสั้นใน Oberhausen นี่เข้าทางเรามากกว่าหนังสั้นในเทศกาล Clermant Ferrand หรือเปล่า

 

7. FIDMarseille

 

8. Il Cinema Ritrovato ในเมือง Bologna ของอิตาลี

 

9. Far East Film Festival ในเมือง Udine ของอิตาลี

 

10. Images Festival ในเมืองโตรอนโต ของแคนาดา อันนี้เน้นหนังทดลอง

https://www.screendaily.com/news/17-film-festivals-receive-official-a-list-classification-as-part-of-major-fiapf-revamp/5214719.article

+++

 

พอดู MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie, A+30) แล้วก็เลยนึกถึง “ตำนานพระนางเวเทหิ” โดยไม่ได้ตั้งใจมาก ๆ

 

เพราะใน MARTY SUPREME นั้น มันมีตัวละคร Bela Kletzki ซึ่งเป็นชาวยิวที่เคยถูกจับเข้าค่ายกักกันในช่วง Holocaust สงครามโลกครั้งที่สอง การที่เขาเป็นนักปิงปองชื่อดังส่งผลให้นาซีที่คุมค่ายอนุญาตให้เขาไปทำงานนอกค่ายได้ แล้วเขาก็ไปเจอรังผึ้งในป่านอกค่าย เขาก็เลยเอาน้ำผึ้งจากรังมาทาตามเนื้อตัวของเขา แล้วลักลอบนำเอาน้ำผึ้งดังกล่าวไปให้ชาวยิวคนอื่น ๆ ในค่ายกักกันได้กินโดยผ่านทางการเลียเนื้อตัวของเขา

 

เรื่องราวตรงส่วนนี้ใน MARTY SUPREME ก็เลยทำให้นึกถึงตำนานพระนางเวเทหิมาก ๆ โดยพระนางเวเทหินั้นเป็นมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร แต่พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสารได้นำพระเจ้าพิมพิสารไปขังคุก

 

อันนี้เป็นเนื้อเรื่องในตำนาน

 

“พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงส่งพระบิดา ไปคุมขังไว้ในห้องขัง รมด้วยควันไฟ อีกทั้งให้อดพระกระยาหาร 
ในเบื้องต้นพระเจ้าอชาตศัตรูอนุญาตให้พระมารดาเข้าเยี่ยมพระบิดาได้


แต่พระมารดาแอบลักลอบถวายพระกระยาหาร ด้วยวิธีการน่าสังเวชสลดใจทั้งสิ้น เช่น ทำอาหารให้ละเอียดที่สุดแล้วทาที่พระวรกายของพระนาง
เมื่อเข้าไปเยี่ยม ก็ถวายพระกระยาหารโดยให้พระเจ้าพิมพิสารเลียอาหารจากพระวรกาย เป็นต้น


ด้วยวิธีการต่างๆ เหล่านี้ พระเจ้าพิมพิสาร ก็ยังคงทรงพระชนม์ชีพได้
ในเวลาถัดมา พระเจ้าอชาตศัตรูก็สั่งพระมารดาไม่ให้เยี่ยมพระบิดาอีกต่อไป”

 

อ่านรายละเอียดได้ที่

https://www.trueplookpanya.com/dhamma/content/90803/-dhart-

++++

Monday, March 16, 2026

FAVORITE PERFORMANCES BY OLD OR SENIOR ACTRESSES IN HORROR FILMS

 

FAVORITE PERFORMANCES BY OLD OR SENIOR ACTRESSES IN HORROR FILMS

 

เนื่องจาก Amy Madigan ชนะรางวัลออสการ์ปีนี้ เราก็เลยทำลิสท์นี้ดีกว่า

 

In alphabetical order

 

1. Amara Assawanon in EVIL คน ผี ปีศาจ (2004, Chookiat Sakveerakul)

อมรามีอายุราว 68 ปีตอนหนังออกฉาย

 

2. Amy Madigan in WEAPONS (2025, Zach Cregger)

Amy มีอายุราว 75 ปีตอนหนังออกฉาย

 

3. Anne Ramsey in DEADLY FRIEND ศพกระดิก (1986, Wes Craven)

Anne มีอายุราว 57 ปีตอนหนังออกฉาย

 

4. Barbara Hershey in INSIDIOUS (2010, James Wan)

Barbara มีอายุราว 62 ปีตอนหนังออกฉาย

 

5. Christine Hakim in IMPETIGORE (2019, Joko Anwar, Indonesia)

Christine มีอายุราว 63 ปีตอนหนังออกฉาย

 

6. Demi Moore in THE SUBSTANCE (2024, Coralie Fargeat)

Demi มีอายุราว 61 ปีตอนหนังออกฉาย

 

7. Diana Rigg in LAST NIGHT IN SOHO (2021, Edgar Wright, UK)

Diana เสียชีวิตขณะอายุ 82 ปี หรือเสียชีวิตก่อนหนังออกฉาย

 

8. Ellen Burstyn in THE WICKER MAN (2006, Neil LaBute)

Ellen มีอายุ 74 ปีตอนหนังออกฉาย

 

9. Eugenie Bondurant in THE CONJURING: THE DEVIL MADE ME DO IT (2021, Michael Chaves)

Eugenie มีอายุ 60 ปีตอนหนังออกฉาย

 

10. Faye Dunaway in THE BYE BYE MAN (2017, Stacy Title)

Faye มีอายุราว 76 ปีตอนหนังออกฉาย

 

11. Fionnula Flanagan in THE OTHERS (2001, Alejandro Amenábar)

Fionnula มีอายุราว 60 ปีตอนหนังออกฉาย

 

12. Gabrielle Rose in FINAL DESTINATION: BLOODLINES (2025, Zach Lipovsky, Adam B. Stein)

Gabrielle มีอายุราว 71 ปีตอนหนังออกฉาย

 

13. Gena Rowlands in THE SKELETON KEY (2005, Iain Softley)

Gena มีอายุราว 75 ปีตอนหนังออกฉาย

 

14. Geraldine Chaplin in THE ORPHANAGE (2007, J.A. Bayona, Spain)

Geraldine มีอายุราว 63 ปีตอนหนังออกฉาย

 

15. Glenn Close in THE GIRL WITH ALL THE GIFTS (2016, Colm McCarthy, UK)

Glenn มีอายุ 69 ปีตอนหนังออกฉาย

 

16. Imelda Staunton in AMULET (2020, Romola Garai, UK)

Imelda มีอายุราว 64 ปีตอนหนังออกฉาย

 

17. Jamie Lee Curtis in HALLOWEEN (2018, David Gordon Green)

Jamie มีอายุราว 60 ปีตอนหนังออกฉาย

 

18. Lanette Ware in WHISTLE (2025, Corin Hardy, Canada/Ireland)

Lanette มีอายุราว 57 ปีตอนหนังออกฉาย

 

19. Lindsay Duncan in A BANQUET (2021, Ruth Paxton, UK)

Lindsay มีอายุราว 71 ปีตอนหนังออกฉาย

 

20. Lin Shaye in INSIDIOUS (2010, James Wan)

Lin มีอายุราว 67 ปีตอนหนังออกฉาย

 

21. Noknoi Uraiporn in TA KHON (2025, Puwadon Naosopa)

นกน้อยมีอายุราว 68 ปีตอนหนังออกฉาย

 

22. Penpak Sirikul in HOME FOR RENT บ้านเช่า บูชายัญ (2023, Sophon Sakdaphisit)

Penpak มีอายุราว 62 ปีตอนหนังออกฉาย

 

23. Robyn Nevin in RELIC (2020, Natalie Erika James, Australia)

Robyn มีอายุราว 78 ปีตอนหนังออกฉาย

 

24. Seeda Puapimon in THE CURSED LAND แดนสาป (2024, Panu Aree, Kong Rithdee)

สีดามีอายุราว 69 ปีตอนหนังออกฉาย

 

25. Silvina Sabater in WHEN EVIL LURKS (2023, Demián Rugna, Argentina)

Silvina มีอายุราว 62 ปีตอนหนังออกฉาย

 

26. Toshie Negishi in HOUSE OF SAYURI (2024, Koji Shiraishi, Japan)

Toshie มีอายุราว 70 ปีตอนหนังออกฉาย

 

27. Vasana Chalakorn in THE 8TH DAY แปดวัน แปลกคน (2008, Chadchai Yodseranee)

วาสนามีอายุราว 61 ปีตอนหนังออกฉาย

 

28. Viyada Umarin in OUR HOUSE ข้างบ้าน (2025, Kongkiat Khomsiri)

วิยะดามีอายุราว 70 ปีตอนหนังออกฉาย

 

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การที่หนัง horror ชอบ cast นักแสดงหญิงสูงวัยแบบนี้ มีต้นกำเนิดมาจาก WHAT EVER HAPPENED TO BABY JANE? (1962, Robert Aldrich) ที่นำแสดงโดย Bette Davis กับ Joan Crawford หรือเปล่า แต่ทั้งสองมีอายุราว 50 กว่าปีเท่านั้นตอนที่เล่นหนังเรื่องนี้ เราก็เลยไม่แน่ใจว่าควรถือว่าทั้งสองเป็น old actresses ด้วยหรือเปล่า

 

อยากให้มีการสร้างหนังที่นำเอาตัวละครแต่ละตัวในลิสท์นี้มาปะทะกันเองมาก ๆ อยากให้ตัวละคร grandmother จาก HOUSE OF SAYURI มาตบกับ Amy Madigan จาก WEAPONS ในหนังเรื่องใหม่

 

ใครชอบการแสดงของดาราหญิงรุ่นใหญ่ท่านไหนในหนังสยองขวัญ ก็มา comment เพิ่มเติมกันได้นะคะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02LMsFMakX113yoL2rSHgydZ7RYDhjGAtbfxYgpKY4PJn72VcrH7Xe5rgZFEHbJai5l

 

+++

 

เห็นจากโพสท์ของคุณ Virapat Bamrungcharoenchai เราเลยเพิ่งรู้ว่า Norway เคยมีหนังเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศ 7 ครั้งด้วยกัน ซึ่งได้แก่

 

1. NINE LIVES (1957, Arne Skouen)

เรายังไม่เคยดูเรื่องนี้

 

2. PATHFINDER (1987, Nils Gaup)

เราเคยดูเรื่องนี้ตอนมันมาฉายทางรายการ Big Cinema ของช่อง 7 เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน

 

3. THE OTHER SIDE OF SUNDAY (1996, Berit Nesheim)

เราเคยดูเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง

 

4. ELLING (2001, Petter Næss)

เรายังไม่เคยดูเรื่องนี้

 

5. KON-TIKI (2012, Joachim Rønning, Espen Sandberg)

เราเคยดูเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ในห้าง EmQuartier

 

6. THE WORST PERSON IN THE WORLD (2021, Joachim Trier)

เราเคยดูเรื่องนี้ที่พารากอน

 

7. SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้สองรอบในโรงภาพยนตร์

 

สรุปว่าในบรรดาหนังนอร์เวย์ 7 เรื่องนี้ เราได้ดูไปเพียงแค่ 5 เรื่อง ซึ่งเราก็ชอบในระดับ A+30 ทั้ง 5 เรื่อง

 

ในบรรดาหนัง 5 เรื่องที่เราได้ดูนี้ เราชอบ SENTIMENTAL VALUE มากสุด และชอบ PATHFINDER น้อยสุด แต่ PATHFINDER เราได้ดูแบบพากย์ไทยทางจอโทรทัศน์นะ

 

อย่างไรก็ดี ถ้าหากเทียบกับ “หนังนอร์เวย์” นอกลิสท์ 7 เรื่องนี้แล้ว เราก็ชอบ SENTIMENTAL VALUE น้อยกว่า หนังไตรภาคของ Dag Johan Haugerud และหนังเรื่อง THE GREATEST THING (2001, Thomas Robsahm) ซึ่งถือเป็น MY MOST FAVORITE NORWEGIAN FILM OF ALL TIME

+++

 

ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมประจำปี 2025 ของคุณ Noel Vera เราได้ดูไปเพียงแค่ 12 จาก 20 เรื่อง ดีใจมาก ๆ ที่ SUPERMAN ของ James Gunn กับ CHAINSAW MAN THE MOVIE: REZE ARC ของ Tatsuya Yoshihara ติดอยู่ใน 20 อันดับหนังยอดเยี่ยมประจำปีด้วย

 

ดูลิสท์ของคุณ Noel Vera ได้ที่
https://criticafterdark.blogspot.com/2026/01/best-films-of-2025.html

 

FAST FOOD RESTAURANTS AND THE BEAUTIFUL MOMENTS OF MY LIFE

 

วันนี้นัดเจอเพื่อน ๆ ที่รู้จักกันสมัยเว็บบอร์ดรุ่งเรืองเมื่อ 20 ปีก่อน ขำมากที่เพื่อนคนนึงตั้งใจจะพูดถึง flash mob แต่เขาพูดผิดเป็น flashdance คือบ่งบอกอายุมาก ๆ พวกเราเติบโตมากับ Irene Cara และ Jennifer Beals ค่ะ

+++

วันนี้ไปกินร้าน HEY GUSTO ที่ central world ชั้น 6 ถ้าจำไม่ผิด ที่ตั้งร้านนี้ เมื่อก่อนเคยเป็นที่ตั้งของร้านหนังสือ KINOKUNIYA หรือไม่ก็ใกล้ ๆ ร้านนั้น

 

จำได้ว่าชั้น 6 ส่วน Isetan มันมีร้าน bakery ที่เราเคยมาซื้ออาหารกินเป็นประจำตอนช่วงเทศกาลภาพยนตร์ในช่วงทศวรรษ 2000 ด้วย ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด มันคือร้าน SUN MOULIN

 

และจำได้ว่า ตอนมาดูเทศกาลภาพยนตร์ที่ World Trade Center / Central World พวกเราต้องมาเข้าห้องน้ำที่ Isetan เพราะห้องน้ำที่ Isetan ดีกว่าห้องน้ำในส่วนของห้าง Central World

 

คือพอวันนี้เราได้มานั่งในร้าน HEY GUSTO กับเพื่อนเก่า ก็เลยได้แต่นึกถึงอดีต นึกถึงสมัยที่ร้าน KINOKUNIYA อยู่ตรงนี้, นึกถึงสมัยที่ดูเทศกาลภาพยนตร์ แล้วกระหืดกระหอบ ไม่มีเวลากินอาหาร มีเวลากินได้แต่เบเกอรี่ร้าน SUN MOULIN, นึกถึงห้องน้ำห้าง Isetan และก็นึกถึง Supermarket ห้างอิเซตัน ซึ่งทุกสิ่งที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในสถานที่ที่เดิมแล้ว

+++++++++

 

FAST FOOD RESTAURANTS AND THE BEAUTIFUL MOMENTS OF MY LIFE

 

พอนั่งคุยกับเพื่อน ๆ แล้วก็เลยพบว่า ความทรงจำถึงความสุขที่เรามีในอดีต มันผูกพันกับ “ที่ตั้งของร้าน fast food” เพราะว่าในอดีตนั้นเรากับเพื่อน ๆ มักนัดเจอกันที่ร้าน fast food เพราะร้าน fast food พวกนี้มันนั่งแช่กันได้นานหลายชั่วโมง ไม่มีพนักงานมากดดัน

 

แต่ปรากฏว่าร้าน fast food หลาย ๆ แห่งมัน “ไม่คงทน” หลาย ๆ ร้านมันปิดหรือมันย้ายไปแล้ว เวลาเราเดินผ่านสถานที่หลาย ๆ แห่งในปัจจุบัน เราก็มักจะพบว่า “ร้าน fast food แห่งความทรงจำของเรา” “ร้าน fast food แห่งความสุขในอดีตของเรา” มันหายไปหมดแล้ว อย่างเช่น

 

1. ร้าน McDonald’s ที่ห้างโซโก้ แหล่งรวม cinephiles ในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ คุยกันได้ถึงเที่ยงคืน

 

2. ร้าน McDonald’s ที่ชั้นล่างห้างสยามเซ็นเตอร์

 

3. ร้าน Dunkin’ Donuts โรงหนังสยาม

 

4. ร้าน A&W ชั้นใต้ดิน Silom Complex แหล่งสิงสถิตของเราเวลามาดูหนังที่ Alliance Française ในช่วงทศวรรษ 1990

 

5. ร้าน Burger King ปากซอยสีลมซอย 2

 

เวลาเราได้ดูหนังกับเพื่อน ๆ cinephiles ที่ Alliance ในช่วงทศวรรษ 1990-2000 พอดูเสร็จแล้ว บางทีเรากับเพื่อน ๆ ก็มานั่งร้าน Burger King สาขานี้ต่อ คุยกันตั้งแต่ 21.00-03.00 น. คือยุคนั้นพวกเรายังไม่มี facebook และยังไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มือถือ เพราะฉะนั้นโอกาสที่แต่ละคนจะได้ “ระบายความรู้สึกที่มีต่อภาพยนตร์” ให้เพื่อน ๆ ที่รู้ใจกัน มันจึงมีไม่มากนัก เพราะฉะนั้นเวลาพวกเราได้เจอกันแต่ละทีที่ Alliance ก็เลยถือโอกาสนี้เมาท์มอยกันต่อนานราว 5-6 ชั่วโมง หลังจากหนังจบ

 

6. ร้าน Burger King ตรงลานจอดรถใกล้อาคารมณียา

 

จำได้ว่าเรากับเพื่อน ๆ เคยเจอกันที่ร้าน fast food ตรงนี้ แต่ไม่แน่ใจ 100% เต็มว่ามันคือ Burger King หรือเปล่า

 

7. ร้าน Hoburger หัวมุมถนนตรงเพลินจิต

 

8. ร้าน McDonald’s ชั้นล่างตึกซีพี

 

ร้านนี้ยังเปิดให้บริการอยู่หรือเปล่านะ เพราะเราไม่ได้ไปร้านนี้นานมากแล้ว แต่ถ้าเป็นในทศวรรษ 1990 เรากับเพื่อน ๆ ไปนั่งร้านนี้เป็นประจำช่วง 22.00-23.30 น. ก่อนไปเที่ยว DJ STATION ในสีลมซอยสอง

 

มีบางครั้งเรากับเพื่อน ๆ cinephiles ก็มานั่งคุยกันที่ร้านนี้ด้วย เราจำได้ว่า มีครั้งนึง ตอนราว ๆ 5 ทุ่ม พวกเราคุยกันอยู่ดี ๆ แล้วเพื่อน cinephile คนนึงก็ร้อง “เฮ้ย!!!” อย่างตกใจ แล้วชี้ให้ดูกลุ่มคนที่เหมือนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่อยู่นอกร้าน เพราะเขาเชื่อว่าหนึ่งในนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นคือ “จางป๋อจือ” !!!!!

 

สรุปว่า เวลาผ่านมานาน 25 ปีแล้วหลังจากเหตุการณ์นั้น แต่เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนคนนั้นคือ จางป๋อจือ จริง ๆ หรือเปล่า

 

9. ร้าน McDonald’s ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

 

ร้านนี้ยังเปิดให้บริการอยู่หรือเปล่านะ เราจำได้ว่า ตอนที่พี่สนธยา ทรัพย์เย็น เอาฟิล์มหนัง 16 มม.ของ Edgar Reitz และ Werner Herzog ไปฉายที่สวนสุนันทา พอฉายเสร็จ เรากับพี่สนและเพื่อน ๆ ของพี่สน ก็มานั่งคุยกันต่อที่แมคโดนัลด์สาขานี้

 

อันนี้นับเฉพาะ ร้าน fast food นะ ไม่นับร้านอาหารที่อยู่ยงคงกระพัน อย่างเช่น “ร้านโคมแดง” หรือ “หงเติงหลง” ใกล้ถนนสุรวงศ์

 

คือพอเรามีอายุมานานถึง 53 ปีแล้ว นอกจากเราจะอาลัยอาวรณ์ “โรงภาพยนตร์แมคเคนนา”, “โรงภาพยนตร์รามา”, โรงภาพยนตร์เอเธนส์”, etc. อะไรต่าง ๆ พวกนี้แล้ว เราก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ร้านอาหาร fast food หลาย ๆ แห่งด้วย เพราะมันเป็น “สถานที่แห่งความสุขในอดีต” จริง ๆ คือธุรกิจ fast food เหล่านี้หลาย ๆ แห่งมันก็ยังอยู่ดีน่ะแหละ (ยกเว้น Hoburger กับ A&W) แต่พอสถานที่ตั้งมันย้ายไปจากเดิม มันก็เลยทำให้เกิดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาด้วย

 

ส่วนภาพนี้คือภาพพื้นที่ที่น่าจะเคยเป็นที่ตั้งของร้าน Burger King ในอดีต ตรงลานจอดรถใกล้ๆ ตึกมณียา

++++++++

 

ฉันรักเขา Tyriq Withers from REMINDERS OF HIM (2026, Vanessa Caswill, A+30)

 

เห็นเขาแล้วเรานึกถึง Laurence Fishburne โดยไม่ได้ตั้งใจ

++++

 

สรุปผลประกอบการประจำวันที่ 13-14 MARCH 2026

 

FRIDAY 13 MARCH 2026

 

1. สิงห์เหนือ เสือใต้ THAI FIGHTERS (2026, Chaiwat Sitalasai, Towatchai Ladloy, A+15)

 

ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน รอบ 11.30 น.

 

2. NUMBER ONE (2026, Kim Tae-yong, South Korea, A+30)

 

ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน รอบ 14.00 น.

 

3. THE MORTUARY ASSISTANT (2026, Jeremiah Kipp, horror, B+ )

 

ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน รอบ 16.40 น.

 

ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราก็งง ๆ ว่าทำไมเนื้อเรื่องในหนังมันวนไปวนมา ไม่เดินหน้าไปไหน หลาย ๆ ฉากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ กันใน variations ที่แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย แต่พอหนังจบแล้วเราถึงเพิ่งรู้ว่า หนังมันสร้างขึ้นจาก “วิดีโอเกม” เราก็เลยเพิ่งเข้าใจว่า ทำไมเนื้อเรื่องมันดูวน ๆ แบบนี้

 

4. PEE NAK 5 (2026, Phontharis Chotkijsadarsopon, horror, A+20)

 

ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน รอบ 19.30 น.

 

เราไม่ชอบอะไรหลาย ๆ อย่างใน “พี่นาค 5” แต่รวม ๆ แล้วกลายเป็นว่า เราชอบ “พี่นาค 5” มากกว่า “ธี่หยด 3” DEATH WHISPERER 3 (2025, Thanadet Pradit, Narit Yuvaboon, A+15) เสียอีก ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า

 

4.1 ธี่หยด 1 กับ 2 มันตั้งมาตรฐานไว้สูงมาก เพราะฉะนั้นธี่หยด 3 ถึงแม้จะออกมาพอใช้ได้เมื่อเทียบกับมาตรฐานหนังผีไทย แต่มันก็ต่ำกว่ามาตรฐานที่ธี่หยด ภาค 1 กับ 2 มันตั้งไว้

 

ส่วน “พี่นาค” นั้น เหมือนภาค 1-4 มันไม่ได้ตั้งมาตรฐานไว้สูง เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นเรื่องง่ายที่ภาค 5 จะออกมาแล้ว “ไม่ต่ำกว่าความคาดหวัง”

 

4.2 เรารู้สึกว่า “พี่นาค 5” มันลดสัดส่วน “ความตลก” ลง และเน้น “ความ horror” มากขึ้น มันก็เลยเข้าทางเรามากกว่าภาคก่อน ๆ

 

4.3 พอดู “พี่นาค” มาแล้ว 5 ภาค มันก็เลยเหมือนเริ่มเกิดความผูกพันและความคุ้นชินกับตัวละครในหนัง ถึงแม้ตัวละครในหนังมันจะยังคงห่างไกลมาก ๆ จากความเป็นมนุษย์จริง ๆ ก็ตาม

 

SATURDAY 14 MARCH 2026

 

5. REMINDERS OF HIM (2026, Vanessa Caswill, A+30)

 

ดูที่ Emquartier รอบ 11.30

 

6. IRON LUNG (2026, Mark Fischbach, horror, A-)

 

ดูที่ Emquartier รอบ 14.00 น.

 

เราคงไม่ถูกโฉลกกับ “หนังที่สร้างจากวิดีโอเกม” จริง ๆ น่ะแหละ กลายเป็นว่าหนังกลุ่มนี้นี่แทบจะไม่มีเรื่องไหนที่เราชอบสุดขีดเลย หนังที่เราชอบที่สุดในกลุ่มนี้น่าจะเป็น PRINCE OF PERSIA: THE SANDS OF TIME (2010, Mike Newell) และหนังชุด RESIDENT EVIL ที่นำแสดงโดย Milla Jovovich

 

7. KAMEN RIDER GAVV: GUILTY PARFAIT (2025, Takayuki Shibasaki, Japan, A+30)

 

ดูที่ Paragon รอบ 16.40

 

กูเกิดมาเพื่อมีความสุขกับการดูหนังปัญญาอ่อนแบบนี้นี่แหละ

 

8. MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie, A+30)

 

ดูที่ Paragon รอบ 19.00

 

ดูแล้วนึกถึงหนังยุค Martin Scorsese อะไรแบบนั้นมาก ๆ

 

ดูแล้วตกหลุมรักตัวละคร Koto Endo (Koto Kawaguchi) ดิฉันลุ้นเอาใจช่วยคุณ Koto Endo อย่างรุนแรงมาก ๆ ค่ะ

+++

 

อยากดู RAGING BULL (1980, Martin Scorsese) อีกรอบ ในแบบที่มีซับไตเติลมาก ๆ เพราะเราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนมันฉายที่ Cyberia Cafe เมื่อราว 26 ปีก่อน และตอนนั้นมันฉายแบบไม่มีซับไตเติล

 

Cyberia Cafe คือร้านอินเทอร์เน็ต คาเฟ่ + ร้านอาหาร ที่ชอบจัดฉายหนังนอกกระแสในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ร้านตั้งอยู่ใกล้ ๆ ห้างเอ็มโพเรียม แต่ร้านนี้น่าจะปิดกิจการไปนานแล้ว และคงไม่เกี่ยวข้องกับร้านที่มีชื่อคล้าย ๆ กันในปัจจุบัน ไม่รู้ว่ามีเพื่อนคนไหนเคยไปดูหนังที่นี่บ้าง