Wednesday, June 17, 2015

AN ARTICLE ON JOHN TORRES TRANSLATED INTO THAI

ทุกความทรงจำสร้างตำนานของตนเอง: ภาพยนตร์ของจอห์น ตอร์เรส

เขียนโดย แมกซ์ เนลสัน
จากนิตยสาร Cinema Scope
แปลโดย จิตร โพธิ์แก้ว

จอห์น ตอร์เรสมีความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าแบบกวีโรแมนติก มีวิธีการถ่ายทอดแบบนักเขียนเรียงความเรื่องส่วนตัว และมีสายตาที่อยากรู้อยากเห็น จดจ้อง และช่างตีความแบบนักมานุษยวิทยา ภาพยนตร์ขนาดยาวทั้ง 4 เรื่องของเขาล้วนถ่ายทำโดยใช้งบประมาณที่น้อยมาก และได้รับทุนสนับสนุนเพียงเล็กน้อย รวมทั้งใช้อุปกรณ์ดิจิตัลราคาถูกในการถ่ายทำ โดย 1 ใน 4 เรื่องนี้ใช้สต็อกฟิล์มหมดอายุในการถ่ายทำด้วย แต่ภาพยนตร์ทั้ง 4 เรื่องนี้ถือเป็นศูนย์กลางความสำเร็จของ “New Philippine Cinema” ซึ่งเป็นกระแสความเคลื่อนไหวที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างใกล้ชิดมาเป็นเวลานานเกือบสิบปี ทั้งนี้  ถ้าหากตอร์เรสยังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับสากลมากเท่ากับลาฟ ดิอาซ และรายา มาร์ติน ซึ่งทั้งสองมักจะร่วมงานกับตอร์เรสเป็นประจำ นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าภาพยนตร์ของตอร์เรสไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครชี้เฉพาะเจาะจงลงไปได้อย่างมั่นใจว่า ภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นภาพยนตร์ประเภทใด มันเป็นทั้งไดอารี่ที่เขียนสารภาพเรื่องราวต่างๆที่กลายสภาพไปเป็นเกร็ดเล็กๆในชีวิตส่วนตัว ก่อนจะไหลเลื่อนไปเป็นการศึกษาชาติพันธุ์วรรณา และแตกแขนงไปเป็นเรื่องเล่าพื้นบ้าน และเชื่อมต่อกับการปลุกเรื่องราวในประวัติศาสตร์ขึ้นมา และไถลไปเป็นคลิปของฟุตเตจที่ถูกค้นพบ ก่อนจะสลับด้วยการนำเสนอภาพเพื่อนๆของตอร์เรสและฉากสั้นๆของคนแปลกหน้า ในการเผชิญหน้ากับหนังของตอร์เรสเป็นครั้งแรกนั้น หนังของเขาอาจจะดูเหมือนใกล้ชิดและเป็นมิตรมาก เพราะเขามักจะเขียนบทบรรยายสำหรับเสียงวอยซ์โอเวอร์ในหนังให้เป็นการพูดกับบุคคลที่สอง แต่ในขณะเดียวกันหนังของเขาก็ดูเก็บงำอย่างเป็นปริศนา มีโครงสร้างที่ยอกย้อนไปมา แต่ก็เต็มไปด้วยรายละเอียดที่อัดแน่น

ตอร์เรสเกิดที่กรุงมะนิลาในปี 1975 หรือ 3 ปีหลังจากประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้นำเผด็จการได้เริ่มต้นใช้กฎอัยการศึกที่กินระยะเวลายาวนานเกือบ 10 ปี ตอร์เรสยังคงเป็นเด็กเมื่อมาร์กอสถูกไล่ให้ออกจากตำแหน่งด้วยกลุ่ม “พลังประชาชน” ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่นำโดยนางคอราซอน อาควิโน หลังจากสามีของเธอกลายเป็นหนึ่งในเหยื่อที่โด่งดังที่สุดในบรรดาเหยื่อจำนวนมากของระบอบการปกครองของมาร์กอส อย่างไรก็ดี ประเทศที่ตอร์เรสเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่นั้นยังคงอยู่ห่างไกลจากเสถียรภาพ มันเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแต่เพียงในนาม และเต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ มันเป็นประเทศที่ถูกสั่นคลอนด้วยกลุ่มต่อต้านทั้งกลุ่มขวาจัดที่ภักดีต่อมาร์กอส และกลุ่มกบฏคอมมิวนิสต์ และเป็นประเทศที่ถูกถ่วงความเจริญด้วยรัฐบาลที่คอร์รัปชั่น ขาดความโปร่งใส และขาดประสิทธิภาพ ยุคทองของภาพยนตร์ฟิลิปปินส์ยุคก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นยุคที่ผลิตหนังอย่าง MANILA IN THE CLAWS OF LIGHT (1975) ของลิโน บร็อคกา, THREE YEARS WITHOUT GOD (1976) ของมาริโอ โอฮาร่า และ MIRACLE (1982) ของอิชเมล เบอร์นาล ได้สิ้นสุดลงไปแล้วในช่วงเวลาเดียวกับการล่มสลายของระบอบเผด็จการของมาร์กอส และก็แทบไม่มีภาพยนตร์ทางเลือกอื่นๆเลยนอกจากภาพยนตร์กระแสหลักที่ผลิตตามสูตรสำเร็จเพื่อคนจำนวนมาก

เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2004 ปัจจัยต่างๆก็พร้อมแล้วสำหรับการก่อกำเนิดของคลื่นลูกใหม่ ช่วงเวลานั้นถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นักสร้างภาพยนตร์ชาวฟิลิปปินส์กลายเป็นฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (การมาถึงของเทคโนโลยีสร้างภาพยนตร์ระบบดิจิตัลที่คนในวงกว้างสามารถเข้าถึงได้ในราคาถูก) และพวกเขาก็มีภาพยนตร์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและแผ้วถางทางไว้ให้พวกเขาแล้ว (ซึ่งก็คือเรื่อง BATANG WEST SIDE ของลาฟ ดิอาซที่ออกฉายในปี 2001) และพวกเขาก็มีโฆษกที่พูดเก่งและทรงพลังสำหรับประชาสัมพันธ์หนังของพวกเขาให้ชาวโลกได้รับรู้ (ซึ่งก็คืออเล็กซิส ติโอเซโก นักวิจารณ์ผู้เปรื่องปราด ผู้เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าสลดในปี 2009 และแม้แต่ปัจจุบันนี้วงการภาพยนตร์โลกก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างเต็มที่จากความสูญเสียในครั้งนั้น) และในปี 2004 นี้เอง ตอร์เรสซึ่งเคยฝึกงานกับคาร์ลิตอส ซิกิออน-เรย์นา ผู้กำกับภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ ก่อนที่เขาจะเลิกฝึกงานและหันมาทำงานนั่งโต๊ะเป็นเวลาระยะหนึ่ง ก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเลิกรากับแฟนสาวที่คบกันมานาน 13 ปี และเขาก็หยิบกล้องขึ้นมา และเริ่มต้นสร้างหนังสั้นเรื่องแรกๆของเขา โดยเขาได้กล่าวกับติโอเซโกในอีกสองปีต่อมาว่า “มีบางคืนที่ผมรู้สึกเหมือนตัวเองจะระเบิดออก และผมก็เลยขับรถออกไป ขับตรงไปที่ท้องถนน และก็ถ่าย ถ่าย และถ่าย”

ภาพยนตร์สั้นที่เขาสร้างในช่วงแรกนี้แสดงให้เห็นตอร์เรสในสภาพที่ไร้วินัยที่สุดและเปิดเผยตัวเองมากที่สุด ทั้งนี้ ในการสร้างหนังสั้นเรื่อง TAWIDGUTOM (2004) นั้น ตอร์เรสเคลื่อนกล้องของเขาอย่างบ้าคลั่งเพื่อจับภาพของสิ่งของต่างๆภายในบ้าน ทั้งโคมไฟ, หิ้งเหนือเตาผิง, ม้านั่ง, ฝาผนัง และตัดต่อฟุตเตจเหล่านี้เข้าด้วยกันในลักษณะที่คล้ายกับสมุดดีด ก่อนจะถ่ายฟุตเตจเหล่านี้อีกทีเมื่อฟุตเตจเหล่านี้ปรากฏอยู่ในจอทีวีและมีคลื่นเสียงดิจิตัลรบกวนอย่างเซ็งแซ่ และนำผลที่ได้นี้มาประกอบเข้ากับเสียงบรรยายวอยซ์โอเวอร์ที่สารภาพเรื่องราวของตัวเองแบบไม่ปะติดปะต่อ และตัดสลับภาพเหล่านี้เข้ากับภาพอันคมชัดของท้องถนนในกรุงมะนิลา (มีอยู่จุดหนึ่งในหนังที่ตอร์เรสนำคลิปสั้นๆของคู่รักสองคนที่กอดกันมาฉายวนลูปอย่างหมกมุ่น และมีอยู่อีกจุดหนึ่งในหนังที่ตอร์เรสนำฟุตเตจภาพของจอทีวีที่ดูพร่าเลือนจนเหมือนภาพแอบสแตรคท์มาฉายทับไปบนช็อตภาพที่แสดงให้เห็นกล้องดิจิตัลขนาดใหญ่เทอะทะตัวหนึ่ง) ส่วน SALAT นั้นเป็นหนังที่สร้างขึ้นในปีเดียวกัน และมีลักษณะคล้ายกับบันทึกประจำวันที่เฉไฉออกนอกเรื่องไปมา หนังเรื่องนี้ยาวขึ้น และไม่อัดแน่นมากเท่าเรื่องก่อน และมีความใกล้เคียงกับหนังโฮมมูฟวี่ทั่วไปทั้งในส่วนของสไตล์และรูปแบบของหนัง แต่ SALAT ก็เหมือนกับ TAWIDGUTOM ในแง่ที่ว่า แก่นของมันเป็นการส่งสารส่วนตัว มันเป็นกระแสความคิดอันเจ็บปวดและอ่อนไหว เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย และเป็นการวิงวอนต่อแฟนเก่าของตอร์เรส ซึ่งปรากฏตัวอยู่ในหนังเรื่องนี้เคียงข้างเขาในฉากศูนย์กลางของเรื่องที่ยาวนานและให้ความรู้สึกใกล้ชิด

ตอร์เรสไม่ได้ตั้งใจที่จะฉาย TAWIDGUTOM และ SALAT ให้คนแปลกหน้าได้ชม และนั่นก็รวมไปถึงผู้ชมชาวต่างชาติด้วย เขาหวังที่จะฉายหนังสองเรื่องนี้ให้เพื่อนๆของเขาได้ชมในงานสังสรรค์เล็กๆส่วนตัวที่จัดขึ้นที่โลส โอโตรส ซึ่งเป็นสตูดิโออันคับแคบของเขาในเมืองเกซอน ซิตี้ อย่างไรก็ดี TAWIDGUTOM ได้รับเชิญให้ไปฉายในเทศกาลเล็กๆแห่งหนึ่งในกรุงเบอร์ลิน และตอร์เรสซึ่งเพิ่งเริ่มต้นมีความสัมพันธ์กับแฟนสาวอีกคนหนึ่ง ก็เดินทางไปกรุงเบอร์ลินพร้อมกับหนังด้วย ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางไปต่างประเทศคนเดียว และเขาก็ผูกสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นและรวดเร็วกับมัคคุเทศก์ของเขา ซึ่งเป็นสาวรัสเซียชื่อโอลกา ซึ่งเป็นผู้ที่เขาสนทนา หยอกเย้า และเล่าเรื่องขำขันให้กันฟังเป็นภาษาอังกฤษ ฟุตเตจที่ตอร์เรสถ่ายภาพโอลกาในขณะที่มิตรภาพของทั้งสองพัฒนาไปจนกลายเป็นเรื่องชู้สาวได้กลายเป็นหนึ่งในแกนกลางของภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเขาที่มีชื่อว่า TODO TODO TEROS (2006) ซึ่งเป็นภาพยนตร์พันธุ์ผสมที่มีรูปแบบน่างุนงง โดยหนังเรื่องนี้เป็นทั้งการประกาศต่อสาธารณชนว่าผู้สร้างหนังเรื่องนี้นอกใจคนรัก และเป็นการใคร่ครวญแบบส่วนตัวถึงความภินท์พังทางอารมณ์ที่เกิดจากการกระทำดังกล่าว

ฟุตเตจภาพโอลกาและความจริงที่ฟุตเตจนี้นำเสนอโดยไม่ได้กล่าวออกมา คือประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ แต่ตอร์เรสเฉไฉไปรอบๆสิ่งนี้ด้วยเส้นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทั้งนี้ ก่อนที่เครดิตต้นเรื่องจะปรากฏขึ้นมาในหนังนั้น (เครดิตต้นเรื่องนี้ปรากฏทับอยู่บนภาพโทนเขียวที่ถ่ายจากกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นภาพของวงดนตรีแนวนอยซ์มิวสิควงหนึ่งขณะกำลังเล่นดนตรีด้วยเสียงแปร่งๆ) ผู้สัมภาษณ์คนหนึ่งได้ถามศิลปินอายุน้อยคู่หนึ่งว่า ผู้สร้างภาพยนตรอิสระชาวฟิลิปปินส์เคยถูกมองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายแบบกองโจรหรือไม่ และคำตอบก็คือ ใช่ ในบางครั้ง และในส่วนที่เหลือของหนังเรื่องนี้ ตอร์เรสก็เรียกตัวเขาที่ปรากฏอยู่ในจอภาพยนตร์ว่า “ผู้ก่อการร้าย” ทั้งนี้ ในบริบทนี้นั้น ความหมายแฝงของคำนี้เป็นทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องการเมือง แต่การให้ความสำคัญกับความหมายส่วนตัวมากเกินไปอาจจะเป็นการลดทอนความสำคัญของความจริงที่ว่า TODO TODO TEROS สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนเรื่องชื่อเสียงของฟิลิปปินส์ในฐานะของเขตแดนอันตรายทางเศรษฐกิจและการเมืองในสายตาของชาวตะวันตกบางคน ทั้งนี้ ถ้าหากคำถามเปิดเรื่องของผู้สัมภาษณ์ถือเป็นการท้าทายอย่างหนึ่ง เช่นนั้นแล้วการตอบรับของตอร์เรสต่อการท้าทายนี้ก็คือการนำเสนอภาพของกรุงมะนิลาแบบใหม่ในฐานะของสถานที่ของโลกใต้ดินอันรุ่งเรืองสำหรับเสรีชน และเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์อย่างอิสระ สุดขีด และไร้การบันยะบันยัง และด้วยเหตุนี้ TODO TODO TEROS ในบางระดับจึงเป็นการสร้างแคปซูลเวลาอย่างรู้ตัวเพื่อบันทึกช่วงเวลาที่วงการภาพยนตร์อิสระวงการใหม่กำลังจะมีสุนทรียศาสตร์, การเมือง และวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง ทั้งติโอเซโก, ลาฟ ดิอาซ และร็อกซ์ลี ซึ่งเป็นนักสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นแนวทดลองระดับตำนานได้ปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้  เช่นเดียวกันกับโจเอล โตเลโด ผู้เป็นกวี (ซึ่งร่วมงานกับตอร์เรสในการสร้างเนื้อเรื่อง) และ Khavn ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ (โดย Khavn เป็นผู้เล่นเปียโนเสียงอ่อนช้อยที่เป็นเพลงธีมของหนังเรื่องนี้) โดยตอร์เรสเองนั้นก็เป็นนักดนตรีเหมือนกับ Khavn และทั้งสองก็ยังคงเล่นดนตรีด้วยกันในกรุงมะนิลา ในขณะที่ซาวด์แทรคของ TODO TODO TEROS นั้นมีลักษณะเหมือนโครงข่ายอันซับซ้อนที่ประกอบไปด้วยเสียงบรรยาย, บทสนทนา, เสียงที่ติดมาโดยบังเอิญ และดนตรีทั้งที่เล่นสดและที่บันทึกเสียงไว้ก่อนแล้ว และด้วยเหตุนี้ซาวด์แทรคของหนังเรื่องนี้จึงสลับกันไปมาระหว่างเสียงที่ประสานเข้าด้วยกันเป็นอย่างดีกับความโกลาหลอลหม่าน และมีจังหวะแกว่งขึ้นลงไปมาอย่างซับซ้อน โดยในบางครั้งเสียงเหล่านี้ก็ช่วยขับเน้นอารมณ์ของภาพให้รุนแรงยิ่งขึ้น และในบางครั้งเสียงเหล่านี้ก็กลับบดบังอารมณ์ของภาพไปเสียเอง

ไม่มีที่อยู่ที่เหมาะสมอย่างเป็นธรรมชาติในหนังเรื่องนี้สำหรับฟุตเตจภาพโอลกาที่ตอร์เรสถ่ายไว้ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าฟุตเตจนี้มีความแตกต่างเป็นอย่างมากจากสุนทรียศาสตร์หลักด้านภาพในหนังเรื่องนี้ เพราะฟุตเตจนี้เป็นภาพขาวดำที่ถ่ายด้วยกล้องแบบใช้มือถืออย่างลื่นไหลและสั่นไหวไปมา ซึ่งแตกต่างจากภาพที่เหลือในหนัง แต่สาเหตุหลักก็คือว่า ฟุตเตจนี้ไม่ได้ถ่ายไว้เพื่อตั้งใจฉายต่อสาธารณชนในตอนแรก ซึ่งแตกต่างจากฟุตเตจอื่นๆในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งนี้ แทนที่ตอร์เรสจะนำคลิปภาพของโอลกามาประสานเข้ากับพื้นที่อื่นๆภายในเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ เขากลับนำเสนอคลิปนี้ในฐานะของฟุตเตจที่ถูกค้นพบโดยตัวละครในหนัง และภรรยาของผู้ก่อการร้าย (ซึ่งรับบทโดย Pusong Bughaw) ก็ใช้เวลาในหนังเรื่องนี้ไปกับการชมฟุตเตจดังกล่าวด้วยความรู้สึกสิ้นหวังจากจอทีวีที่แตกซ่า และเอาหน้าของเธอไปแนบกับจอทีวี และในช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้นั้น เธอก็นำฟุตเตจนี้ไปใส่ในเครื่องฉายหนัง และกอดเครื่องฉาย ซึ่งทำให้เงาหน้าของเธอปรากฏชัดบนหน้าจอ มันเป็นบางสิ่งที่ดูเหมือนเสี่ยงมากๆและจริงใจอย่างสุดๆในวิธีการที่ตอร์เรสนำเสนอหลักฐานการคบชู้ของเขาออกมาในพื้นที่ทางจิตที่จินตนาการขึ้นมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผลของการกระทำดังกล่าวสามารถเตรียมการ, จัดซ้อม และจัดแสดงออกมาได้

YEARS WHEN I WAS A CHILD OUTSIDE ซึ่งตอร์เรสสร้างขึ้นโดยได้ทุนมาจากกองทุนฮูเบิร์ต บาลส์และสร้างเสร็จในปี 2008 ถือเป็นหนังยาวแนวอัตชีวประวัติอย่างโจ่งแจ้งเรื่องสุดท้ายของเขา หนังเรื่องนี้เหมือนกับ TODO TODO TEROS ในแง่ที่ว่า มันเป็นการร้อยเรียงฉากสั้นๆเข้าด้วยกัน และฉากสั้นๆแต่ละฉากก็สังเคราะห์ขึ้นมาจากส่วนประกอบที่เป็นเรื่องจริงและเรื่องแต่งผสมกัน และวนเวียนอยู่กับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความทุกข์ทรมานในชีวิตของตอร์เรส โดยในเรื่องนี้คือเหตุการณ์ที่ครอบครัวของเขาล่มสลายหลังจากพ่อของเขาทิ้งครอบครัวของตอร์เรสเพื่อไปอยู่กับผู้หญิงอีกคน ซึ่งเป็นคนที่พ่อของเขาแอบมีลูกด้วยถึง 3 คน หลังจากที่พ่อของเขาเพิ่งตกเป็นเหยื่อของวิกฤติการเงินเอเชียปี 1997 ตอร์เรสยังคงใส่เสียงบรรยายถึงบุคคลที่สองเข้ามาเป็นระยะๆในหนังเรื่องนี้ (ถึงแม้ว่าคำว่า “คุณ” ในหนังเรื่องนี้ได้เปลี่ยนมาเป็นการพูดกับตัวเอง แทนที่จะเป็นการวิงวอนต่อคนรักที่ไม่ปรากฏตัวเหมือนในหนังเรื่องก่อนๆ) อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนประเด็นของหนังจากวิกฤติชีวิตในปัจจุบันมาเป็นความทุกข์ทรมานในวัยเด็กถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะการทำเช่นนี้เปิดโอกาสให้ตอร์เรสสามารถนำประสบการณ์ชีวิตของตัวเองมาประสานเข้ากับเรื่องเล่าที่ดึงมาจากภาพยนตร์เรื่องต่างๆ, ประวัติศาสตร์ และตำนานได้ โดยในฉากที่เป็นฟุตเตจภาพของผู้นำวัยชราของชนเผ่าแห่งหนึ่งในชนบทที่สอนลูกชายวัย 20 กว่าปีที่ใช้ชีวิตแบบทันสมัยให้รู้จักสเต็ปการเต้นรำสำหรับงานฉลองนั้น เราจะได้ยินเสียงของตอร์เรสกล่าวกับตัวเองว่า “นี่ไม่ใช่ความจริง” “นี่เป็นตำนาน เป็นเพียงเรื่องราวที่ดัดแปลงมาจากบางสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว”

นี่ไม่ใช่การบอกว่า YEARS ขาดคุณสมบัติของความเป็นหนังที่สร้างขึ้นจากสัญชาตญาณและปฏิกิริยา ซี่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้ TODO TODO TEROS ดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก โดยในฉากเปิดของหนังเรื่อง YEARS ซึ่งเป็นฉากที่ไม่มีคำพูดที่นำเสนอภาพ Khavn กับรายา มาร์ตินขณะใช้เวลาอยู่ด้วยกันในที่พักแห่งหนึ่งในกรุงมะนิลานั้น กล้องของตอร์เรสได้โผไปมาจากจุดเล็กๆจุดหนึ่งไปยังจุดเล็กๆอีกจุดหนึ่งอย่างตั้งอกตั้งใจ และจ่อไปที่ริมใบหน้าหรือความลาดชันของวงแขน และแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆของเฉดแสงหรือพื้นผิวของแสงไฟในห้องๆนั้น นอกจากนี้ YEARS ก็ไม่ได้ลดทอนลักษณะของการเฉไฉออกนอกเรื่องแบบที่ปรากฏในหนังเรื่องก่อนหน้านี้ด้วย โดยใน YEARS นั้นมีการจำลองฉากวัยเด็กของตอร์เรส และฉากนี้ก็มีบทบาทหน้าที่คล้ายๆกับฉากของ Bughaw ใน TEROS และฉากนี้ก็มักจะถูกตัดสลับกับภาพท้องถนนในกรุงมะนิลา และประสานเข้ากับเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า (ซึ่งรวมถึงฉากการเดินเตร่อย่างยาวนานระหว่างครูสอนออกกำลังกายที่พูดมากกับเพื่อนชายคนหนึ่งของเธอ), เรื่องเล่าเชิงเปรียบเทียบ, ฉากสั้นๆของสิ่งต่างๆ และการพูดกับผู้ชมโดยตรง

ในขณะที่ประเด็นและเรื่องราวต่างๆใน YEARS พอกพูนขึ้นเรื่อยๆขณะที่เนื้อเรื่องดำเนินไป YEARS ก็ไถลออกจากพื้นที่ของเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในชีวิตส่วนตัวไปเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ของชาติ โดยเรื่องที่แตกแขนงออกไปบางเรื่องผลักดันหนังเรื่องนี้ให้มุ่งไปยังทิศทางดังกล่าวมากกว่าเรื่องอื่นๆ อย่างเช่นตอนหนึ่งในช่วงต้นเรื่องที่ใช้ฉากหลังเป็นสำนักงานใหญ่ของธุรกิจวิดีโอเพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นกิจการของพ่อของตอร์เรส (ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสืออย่างเช่น “การอ่านเป็นเรื่องง่าย” และ “วิธีทำให้สูงขึ้น 5 นิ้ว”)  ก่อนที่ตลาดดังกล่าวจะล่มสลายลง, ฉากที่ตอร์เรสครุ่นคิดถึงโชคชะตาของสาวใช้ที่เคยอยู่กับเขาในวัยเด็ก ขณะที่ตอร์เรสมองรูปถ่ายเบลอๆรูปเดียวที่แสดงให้เห็นถึงใบหน้าของสาวใช้คนนี้ และฉากการสัมภาษณ์โฮเซ่ มาเรีย ซีซอน ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งฟิลิปปินส์เป็นเวลายาวนาน ขณะที่เขาพำนักอยู่ในบ้านในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นที่ที่เขาลี้ภัยการเมืองมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว ทั้งนี้ อาจจะกล่าวได้ว่าประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้คือการที่ตอร์เรสค่อยๆประสานการที่เขาถูกพ่อทิ้งในวัยเด็กเข้ากับเรื่องราวของประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ในวงกว้างที่ฉากเหล่านี้อาจจะกระตุ้นให้นึกถึง ซึ่งได้แก่เรื่องราวของความขัดแย้งระหว่างเมืองกับชนบทของฟิลิปปินส์, ผลกระทบในวงกว้างที่เกิดจากเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองทั้งในช่วงก่อนหน้านี้และที่ดำเนินต่อไปในปัจจุบัน และความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดที่เกิดขึ้นในความทรงจำทางวัฒนธรรม

หากจะมองย้อนกลับไป YEARS WHEN I WAS A CHILD OUTSIDE ก็ดูเหมือนจะเป็นจุดหักเหในอาชีพการทำงานของตอร์เรส เพราะหนังเรื่องต่อไปของเขา ซึ่งได้แก่เรื่อง REFRAINS HAPPEN LIKE REVOLUTIONS IN A SONG (2010) ถือเป็นหนังที่ปลุกประวัติศาสตร์และตำนานของฟิลิปปินส์ได้อย่างลุ่มลึกและต่อเนื่องที่สุดของเขา และถือเป็นหนังยาวเรื่องแรกของเขาที่ใช้ฉากทั้งหมดนอกเขตเมืองใหญ่ ตอร์เรสถ่ายหนังเรื่องนี้บนเกาะปานาย ซึ่งเป็นเกาะขนาดกลางที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของศูนย์กลางของฟิลิปปินส์ และที่เกาะกิมาราส ซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กมากที่ตั้งอยู่ใต้เกาะปานาย และผู้ที่ร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ก็มีทั้งนักแสดงและสมาชิกชนเผ่า Sulodnon ซึ่งเป็นชนเผ่าท้องถิ่นที่พูดภาษาที่ตอร์เรสพูดไม่ได้ ทั้งนี้ แทนที่ตอร์เรสจะจ้างล่ามให้มาแปลภาษานี้ เขากลับใส่ซับไตเติลบทสนทนาของคนในชนเผ่านี้ด้วยประโยคที่เขาคิดขึ้นมาเอง และเปลี่ยนชื่อต่างๆในภาษาของชนเผ่านี้ด้วย โดยชื่อของชนเผ่านี้ถูกเปลี่ยนเป็น Sulanon และตำแหน่งของหญิงสาวของชนเผ่านี้ที่ถูกแยกตัวไว้ให้อยู่แต่ในบ้านตั้งแต่เด็กเพื่อทำหน้าที่จดจำตำนานของชนเผ่า ก็ถูกเปลี่ยนชื่อตำแหน่งจาก binukot มาเป็น binakod

ซาราห์ (Che Villanueva) เป็น binakod แต่เธอก็เป็นนางเอกในเรื่องราวที่เธอถูกสั่งให้เรียนรู้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวสวยคนหนึ่งที่แปลงกายเป็นผู้ชายเพื่อจะได้ช่วยเหลือคนรักของเธอที่ถูกคุมขังไว้ นอกจากนี้ ซาราห์ยังเป็นคนทวงหนี้ในเกาะกิมาราส และอาจจะเป็นตัวแทนของลูกสาวของนายพลนักปฏิวัติคนหนึ่งในสงครามระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งกองกำลังของนายพลคนนี้ล่มสลายลงหลังจากลูกสาวตัวจริงของเขาเสียชีวิตเพราะการวางยาพิษในอาหารในระหว่าง “การประชุมผู้อาวุโส”  มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ชมหนังเรื่องนี้ในรอบแรกจะสามารถตามเก็บข้อมูลทั้งหมดนี้ได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกนำเสนอผ่านทางการขึ้นคำบรรยายระหว่างฉาก, บทสนทนา และบทเพลงที่ปรากฏขึ้นมาเป็นครั้งคราวเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวคั่นระหว่างตอนต่างๆในหนัง และแม้แต่ผู้ที่ได้ชมหนังเรื่องนี้เป็นรอบที่สองก็จะพบว่าหลายอย่างยังคงเปิดให้ตีความได้อยู่ ยกตัวอย่างเช่น หนังเรื่องนี้ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ชายหนุ่มที่ซาราห์ตามหาในองก์สุดท้ายของหนังหลังจาก “ได้พบเขาในความฝัน” เป็นคนที่มีตัวตนจริงหรือเป็นคนในจินตนาการ และที่จริงแล้วมันก็ไม่แน่ว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นเพียงแฟนตาซีของหญิงสาวคนหนึ่งที่ถูกแยกตัวออกมาและใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเรื่องเล่าและตำนานก็เป็นได้ REFRAINS มีโครงสร้างที่เข้าใจยาก และมีการเบลอส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์กับเรื่องแต่งเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน มีการไหลเลื่อนของอัตลักษณ์บุคคลอยู่ตลอดเวลา มีตรรกะแบบความฝัน ซึ่งเน้นการเชื่อมโยงกันแบบต่อต้านเหตุและผล และลักษณะต่างๆเหล่านี้ก็ทำให้หนังเรื่องนี้มีความใกล้เคียงกับบทกวีแบบโมเดิร์นนิสท์มากกว่าจะเป็นหนังเล่าเรื่อง อย่างไรก็ดี ฉากหลายๆฉากในหนังเรื่องนี้เป็นฉากที่ติดดินอย่างน่าประหลาดใจ มันเป็นฉากหลวมๆที่เต็มไปด้วยบทสนทนาอย่างยืดยาว และฉากสั้นๆของช่วงเวลาว่าง

เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ได้เห็นความสามารถในการตอบสนองด้านภาพของตอร์เรสพัฒนาจากการเป็นคนที่ถูกกระตุ้นได้ง่าย และถ่ายเกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถถ่ายได้ในหนังเรื่องแรกๆของเขา มาเป็นสไตล์ภาพที่สำรวมและพิศวงมากขึ้นใน REFRAINS ตอร์เรสยังคงจัดองค์ประกอบภาพแบบไม่สมดุล และมีการโคลสอัพในมุมเอียง  แต่ในภาพรวมนั้นหนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกของการของเฝ้าสังเกตอย่างอดทนอยู่ห่างๆ หนังเรื่องนี้ใช้บัญชรสีหลักเป็นสีเขียว, ม่วง และน้ำตาลที่ซีดๆ และตอร์เรสก็มักจะทำให้ภาพดูนุ่มนวลขึ้น เขาทำให้เส้นต่างๆดูเบลอ และทำให้แสงธรรมชาติที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือในเฟรมเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น ฉากบางฉากในหนังเรื่องนี้ติดค้างอยู่ในความทรงจำอย่างแจ่มชัด อย่างเช่นฉากที่ซาราห์เดินเข้าไปในบ้านของนายพล ซึ่งปัจจุบันนี้กลายเป็น “นักปฏิวัติผู้อาดูร” ซึ่งเป็นฉากที่ถูกฉายทับลงไปบนช็อตใบหน้าด้านข้างอันเรืองรองของเธอ, ฉากที่กลุ่มนักปฏิวัติเดินไปตามท้องถนนในเมืองเล็กๆเพื่อพยายามขายมีดอีโต้ที่ส่องประกายแวววาว, การแสดงสลับฉากบนเรือโดยสารลำหนึ่ง ที่ซึ่งผู้บรรยายเล่าเรื่องราวชีวิตของผู้โดยสารแต่ละคนอย่างผ่านๆ และฉากนี้ก็ตามมาด้วยช็อตของซาราห์ผู้ก้าวออกจากอัตลักษณ์อันหลากหลายของตัวเองเป็นการชั่วคราว เธอนั่งอยู่บนชายหาดน้ำตื้นในขณะที่คลื่นซัดเข้ามาที่ตัวเธอ และเธอก็จินตนาการว่าเธอต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ หรือภาพยนตร์ของเธอเอง ดำเนินไปในทิศทางไหนต่อไป

ถ้าหาก REFRAINS เป็นการนำเอาความกลัดกลุ้มเรื่องความรักของบุรุษที่หนึ่งใน TODO TODO TEROS มาดัดแปลงเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ของชาติและตำนานพื้นบ้าน ถ้าเช่นนั้น LUKAS THE STRANGE (2013) ซึ่งเป็นหนังยาวเรื่องที่ 4 ของตอร์เรสก็ทำแบบเดียวกันนี้กับองค์ประกอบพื้นฐานของ YEARS WHEN I WAS A CHILD OUTSIDE โดยใน LUKAS THE STRANGE นั้น ชายวัยกลางคนคนหนึ่งจากเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่เหนือสุดของฟิลิปปินส์ ได้บอกกับลูคัส ซึ่งเป็นบุตรชายวัย 13 ปีของเขาว่า ลูคัสเป็น tikbalang ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานที่เป็นครึ่งคนครึ่งม้า และชายวัยกลางคนคนนี้ก็ทิ้งครอบครัวของเขาไปในคืนหนึ่งภายใต้อิทธิพลของรักใหม่ และหลังจากที่เขาย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ติดกัน กองถ่ายภาพยนตร์กองหนึ่งที่ใส่เสื้อสีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเผด็จการมาร์กอส ก็เลือกให้เขามาแสดงเป็นอดีตทหารของมาร์กอส และกองถ่ายก็ใช้แม่น้ำที่ไหลผ่านภูมิภาคนี้เป็นฉากของ “แม่น้ำแห่งการหลงลืม” ซึ่งเมื่อใครก็ตามว่ายข้ามแม่น้ำแห่งนี้ไป คนผู้นั้นก็จะสามารถแลกเปลี่ยนความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดของตนเองกับรอยแผลเป็นได้ (บทบรรยายระหว่างฉากบอกเราว่า “ไม่มีใครนอกจากทหารเก่าเท่านั้นที่ว่ายข้ามแม่น้ำแห่งนี้” และหนึ่งในฉากที่รวดร้าวใจที่สุดของหนังก็คือฉากที่พ่อของลูคัสมองไปตามหน้าผากของผู้หญิงหลายๆคนเพื่อดูว่ามีใครที่มีแผลเป็นที่เหมือนกับเขาบ้าง เพื่อจะได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้หญิงคนนั้นเคยว่ายข้ามแม่น้ำแห่งนี้พร้อมกับเขาเมื่อหลายปีก่อน)

LUKAS THE STRANGE เป็นหนังยาวเรื่องแรกของตอร์เรสที่ถ่ายโดยใช้ฟิล์มเซลลูลอยด์ (โดยใช้เศษฟิล์ม 35มม.ที่หมดอายุแล้ว) และมันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังของตอร์เรสที่มีความหมกมุ่นมากที่สุดกับร่องรอยทางกายภาพที่กาลเวลาทิ้งไว้บนร่างกาย, สถานที่ และประเทศ ตอร์เรสมักจะทำให้หนังของเขามีความเชื่อมโยงในบางแง่มุมกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของฟิลิปปินส์ โดยใน TODO TODO TEROS นั้นมีฉากที่เป็นฟุตเตจบันทึกภาพงานฉายภาพยนตร์สั้นแนวทดลองเรื่อง WHITE FUNERAL (1998, Sari Lluch Dalena) ส่วนชื่อหนัง REFRAINS นั้นก็เป็นการดัดแปลงมาจากชื่อหนังเรื่อง REVOLUTIONS HAPPEN LIKE REFRAINS IN A SONG ของนิค ดีโอแคมโป ซึ่งเป็นภาพยนตร์ 3 ภาคที่ถ่ายโดยใช้ฟิล์ม 8มม. และถ่ายทำในช่วงที่เกิดการปฏิวัติในปี 1987 เพื่อโค่นล้มการปกครองของมาร์กอส และตอร์เรสก็ยังคงทำแบบเดียวกันนี้ในหนังเรื่องนี้ โดยดนตรีประกอบที่ให้อารมณ์ดราม่าสูงและเสียงซาวด์แทรคที่ไม่ตรงกับภาพได้ถูกใส่เข้ามาใน LUKAS THE STRANGE เพื่อทำให้ผู้ชมนึกถึงหนังฟิลิปปินส์ทุนต่ำที่ตอร์เรสเคยดูในทศวรรษ 1980 อย่างเช่น MY HUSBAND, YOUR LOVER (1974, Ishmael Bernal) ซึ่งเป็นหนังที่ตอร์เรสยกฉากบางฉากใส่เข้ามา LUKAS ด้วย อย่างไรก็ดี LUKAS THE STRANGE เป็นหนังเรื่องแรกของตอร์เรสที่ให้ความสนใจอย่างตรงไปตรงมากับความสัมพันธ์ 3 ทิศทางระหว่างกล้อง, ภาพที่ผลิตโดยกล้อง และโลกที่เคลื่อนผ่านไปในขณะที่กล้องบันทึกไว้ และหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกับ YEARS WHEN I WAS A CHILD OUTSIDE ในแง่ที่ว่า มันมีการสื่อสารกันโดยตรงระหว่างโลกดังกล่าวกับโลกในอดีตของตอร์เรส ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ตอร์เรสถ่ายหนังเรื่อง LUKAS ในบ้านเกิดของแม่ของเขา และเลือกให้หลานของเขามาเป็นลูคัส และเลือกให้ลุงของเขามาเล่นเป็นพ่อของลูคัส และหนังเรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยภาพใบหน้าของญาติห่างๆของเขา ซึ่งเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา ผู้บรรยายของหนังเรื่องนี้ได้ถามหญิงสาวคนหนึ่งที่มีอายุแก่กว่าลูคัสเล็กน้อย และเป็นผู้ที่คอยดูแลเขาตลอดทั้งเรื่องว่า “คุณลืมสถานที่ที่เราเติบโตมาได้อย่างไร ลืมภาพวิวจากหน้าต่างห้องของผมได้อย่างไร ลืมป่าที่ยังคงดำรงอยู่ได้อย่างไร” ในขณะที่กล้องของตอร์เรสจับจ้องไปที่บ้านของลูคัสที่ตากแดดตากลมมาเป็นเวลานาน ทั้งนี้ ใบหน้าของผู้คน, เรือนร่างของผู้คน และองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมต่างๆที่อยู่ใน LUKAS ล้วนถือเป็นหลักฐานของช่วงเวลาที่ตอร์เรสเคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ตอนที่เขายังเป็นเด็ก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความอยู่ยั้งยืนยงของตัวหลักฐานนั้นเอง ทั้งการปรากฏเป็นวัตถุของมัน โอกาสในการอยู่รอดของมัน และการที่มันเรียกร้องให้เราสงวนรักษามันไว้ในความทรงจำ

ผมมองว่าสิ่งนี้คือวิธีการของตอร์เรสในการปฏิเสธที่จะเลือกระหว่างการนำเสนอประวัติศาสตร์ของประเทศของเขากับการดำดิ่งลงไปในเรื่องราวของตัวเอง และวิธีการนี้ทำให้เขาสามารถแก้ไขพลังงานอันไม่เสถียรในหนังสองเรื่องแรกของเขาได้ การที่ TODO TODO TEROS กับ LUKAS THE STRANGE มีความแตกต่างเป็นอย่างมากทั้งในส่วนของโทน, สไตล์, โครงสร้าง, ฉาก และวิธีการนำเสนอนั้น มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอายุของตอร์เรส และมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้ชมของเขา หนังเรื่องแรกๆของตอร์เรสเป็นหนังที่สร้างขึ้นสำหรับตัวเขาเอง และสำหรับเพื่อนคนใดก็ตามของเขาที่สนใจอยากดู และในบางครั้งหนังกลุ่มนี้ก็จะมักทำตัวเข้าใกล้ผู้ชมมากเกินไปสำหรับผู้ชมที่เป็นคนวงนอก และเปิดเผยความลับของตัวเองอย่างเต็มใจมากเกินไปและทำตัวสนิทสนมกับผู้ชมที่ไม่ได้รู้สึกสนิทสนมด้วย แต่เมื่อหนังของเขาค่อยๆเปลี่ยนจุดสนใจไปยังภูติผีและสัญลักษณ์ต่างๆในประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ หนังของเขาก็เริ่มที่จะพูดด้วยระดับภาษาที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นในสายตาของผู้ชมต่างชาติ และด้วยการที่หนังของเขาเปิดรับโลกที่อยู่ภายนอกหัวของผู้กำกับด้วยวิธีการแบบนี้เอง หนังของเขาจึงได้เรียนรู้ที่จะพูดถึงโลกที่อยู่ภายในหัวของผู้กำกับได้อย่างแจ่มกระจ่างมากยิ่งขึ้นไปด้วย


PICCADILLY (1929, E.A. Dupont, UK, A+30)

PICCADILLY (1929, E.A. Dupont, UK, A+30)

--ถ้าได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนม.ปลายกับเพื่อนๆมัธยม ดูเสร็จแล้วเพื่อนๆทุกคนในกลุ่มคงนั่งรถเมล์ตรงไปห้างตั้งฮั่วเส็ง บางลำภูในทันที เพื่อซื้ออุปกรณ์มาตัดชุดเลียนแบบนางเอกและนางอิจฉาในเรื่อง คือเห็นชุดของตัวละครแล้วรู้สึกว่าต้องตั้งฮั่วเส็ง บางลำภูและพาหุรัดเท่านั้น ถึงจะตอบสนองความอยากแต่งชุดของพวกเราที่ได้รับการกระตุ้นจากหนังเรื่องนี้ได้

--ดูแล้วอยากทำหน้าทำตาและโพสท่าเลียนแบบนางเอกและนางอิจฉาในเรื่องมากๆ คือนางเอก (Anna May Wong) หนังเรื่องนี้ทำหน้าทำตารุนแรงตลอดเวลา คือแค่เห็นเธอทำหน้ากระหยิ่มในช่วงต้นของหนังเรื่องนี้ เราก็ฟินแล้ว ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะความเป็นหนังเงียบด้วยหรือเปล่า นางเอกเลยต้องทำหน้าทำตารุนแรงขนาดนั้น คือถ้าหากมันเป็นหนังเสียง ตัวละครอาจจะไม่ต้องแสดงออกทางสีหน้ารุนแรงขนาดนี้

ส่วนนางอิจฉา (Gilda Gray) เราก็ชอบมาก เราว่ามาดเธอเหมือน Marlene Dietrich + Gloria Swanson ใน SUNSET BOULEVARD (1950, Billy Wilder) คือเธอดูสง่าและวางมาดเป็นเจ้าแม่ได้ดี

--แต่ตัวละครหญิงที่เรา identify ด้วยได้มากที่สุดคือ “สาวบ่ยั่น” คือเราไม่รู้ว่าตัวละครตัวนี้ชื่ออะไร เราก็เลยเรียกเธอว่า “สาวบ่ยั่น” เธอเป็นผู้หญิงผิวขาวที่เข้าไปเต้นรำกับผู้ชายผิวดำ แล้วถูกคนในโรงเต้นรำรุมด่าทอ ประณามอย่างรุนแรงที่เธอเต้นรำกับผู้ชายผิวดำ แต่เธอก็บ่ยั่น เธอไม่มีความยี่หระ ครั่นคร้ามใดๆต่ออีพวกใจสัตว์ในโรงเต้นรำใดๆทั้งสิ้น

รู้สึกว่าเธอเป็นตัวละครที่มาก่อนกาลมากๆ คือสิ่งที่เธอทำคงกลายเป็นเรื่องปกติในทศวรรษ 1980 แต่เธอทำสิ่งนี้ในทศวรรษ 1920 เธอคือผู้กล้าที่มาก่อนกาลประมาณ 60 ปี

--การที่ตัวละครนางเอกที่เป็นสาวเอเชียในหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกอยากโพสท่าเลียนแบบและแต่งกายเลียนแบบนั้น ทำให้เรานึกถึงกรณีหนังเรื่อง THE WORLD OF SUZIE WONG (1960,  Richard Quine) ที่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มผิวขาว (William Holden) กับสาวเอเชีย (Nancy Kwan) เหมือนกัน คือจริงๆแล้วตอนที่เราดู THE WORLD OF SUZIE WONG เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับหนังมากนัก แต่เหมือนเราเคยได้ยินมาว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังโปรดของกะเทยอเมริกันเป็นอย่างมาก คือกะเทยอเมริกันจะชอบดูหนังเรื่องนี้ แล้วทำท่าทำทางเลียนแบบ Nancy Kwan ในเรื่อง โดยเฉพาะในฉากเต้นรำ

มันก็เลยน่าสนใจดีว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ตัวละครสาวเอเชียในหนังสองเรื่องนี้สามารถปลุกเร้าความเป็นกะเทยในตัวคนดูได้มากเป็นพิเศษ 555 บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะว่า ตัวละครสาวเอเชียมีจริตจะก้านความเป็นหญิงบางอย่างที่กะเทยอยากเลียนแบบ หรืออาจจะเป็นเพราะว่า ตัวละครสาวเอเชียมี “ความเป็นคนนอก” อะไรบางอย่างที่กะเทยสามารถ identify ด้วยได้ คือความรักระหว่างชายกับชาย และความรักระหว่างชายผิวขาวกับผู้หญิงผิวสีในยุคอดีต มันมีความเป็น taboo อะไรบางอย่างคล้ายๆกัน เราก็เลยอาจจะ identify กับผู้หญิงผิวสีได้โดยอัตโนมัติในระดับนึง (เหมือนที่เรา identify กับตัวละครวูปี้ โกลด์เบิร์กในหนังเรื่อง CORRINA CORRINA อย่างรุนแรง)

Monday, June 15, 2015

Favorite quote from EISENSTEIN IN GUANAJUATO (2015, Peter Greenaway):

Favorite quote from EISENSTEIN IN GUANAJUATO (2015, Peter Greenaway):

“ถ้าฮอลลีวู้ดอยากจ้างคนไปทำหนังที่ทำให้ผู้ชมร้องห่มร้องไห้ เขาก็ควรจะจ้าง Pudovkin ไม่ใช่มาจ้างผม” Sergei Eisenstein กล่าว

ภาพนี้มาจากหนังเรื่อง THE END OF ST PETERSBURG (1927, Vsevolod Pudovkin) ซึ่งมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับหนังเรื่อง OCTOBER (1927, Sergei Eisenstein)



Film Wish List: TATTOO (2013, Hilton Lacerda, Brazil)

Film Wish List: TATTOO (2013, Hilton Lacerda, Brazil)

หนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับบราซิลในยุคของเผด็จการทหารที่ปกครองประเทศนานถึง 21 ปี (1964-1985) โดยรัฐบาลเผด็จการจะส่งทหารมาเฝ้าชมการแสดงละครเวทีของคณะละครเล็กๆทุกครั้ง เพื่อดูว่ามีการทำละครด่ารัฐบาลเผด็จการหรือเปล่า ซึ่งทางคณะละครก็ทำละครเวทีด่ารัฐบาลเผด็จการจริงๆ แต่ทำในแบบที่ทางรัฐบาลไม่สามารถเอาผิดได้ โดยเนื้อหาของหนังเกี่ยวข้องกับทหารหนุ่มวัย 18 ปีคนนึงที่ได้รับคำสั่งให้มาคอยสอดส่องละครเวทีพวกนี้จนเกิดตกหลุมรักนักแสดงละครเวทีแนวอนาธิปไตยคนนึงขึ้นมา

FILM FESTIVALS IN JUNE: PAST AND PRESENT

ช่วงเดือนมิ.ย.ของหลายๆปีเป็นช่วงที่มีความสุขสุดๆ อย่างเช่นในเดือนมิ.ย. 2009 มีการจัดเทศกาลหนังตลกที่มีหนังดีๆอย่าง PLAYING THE VICTIM (2006, Kirill Serebrennikov) มาฉาย, เดือนมิ.ย. ปี 2012 ก็มีเทศกาลหนังพุทธศาสนา ที่มีหนังดีๆอย่าง COME COME COME UPWARD (1989, Im Kwon-taek) มาฉาย, เดือนมิ.ย. ปี 2014 ก็มีเทศกาลหนังผู้ลี้ภัยที่มีหนังดีๆอย่าง LIFE IN A FOREIGN LAND: BURMESE IN JAPAN (2012, Toshikuni Doi) มาฉาย และเดือนมิ.ย.ปีนี้ก็มีเทศกาลหนังเกย์ที่มีหนังดีๆอย่าง NUDE AREA (2014, Urszula Antoniak) มาฉาย เราชอบเทศกาลหนังเกย์ปีนี้อย่างสุดๆ เขาเลือกหนังมาได้ตรงใจเรามากๆ ทั้งหนังที่มีคุณค่าทางศิลปะ และหนังที่ตอบสนองแฟนตาซีทางเพศของเรา เราชอบคนจัดงานบางคนด้วย ฮิฮิฮิ เราก็ได้แต่หวังว่าปีหน้าจะมีการจัดเทศกาลหนังเกย์อีก อยากให้จัดทุกๆปี อย่าได้หายสาบสูญไปแบบเทศกาลหนังตลกและเทศกาลหนังผู้ลี้ภัยนะจ๊ะ

SHERLOCK HOLMES (1916, Arthur Berthelet, USA, A-/B+)

SHERLOCK HOLMES (1916, Arthur Berthelet, USA, A-/B+)

--รู้สึกว่าหนังน่าเบื่อ แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะ คือมันอาจจะไม่ได้มีคุณค่าทางความบันเทิงสำหรับเรา แต่มันช่วยเติมเต็มความอยากรู้อยากเห็นของเราน่ะว่า “หนังธรรมดา” เมื่อ 100 ปีก่อนมันเป็นยังไงบ้าง เพราะพอพูดถึงหนัง 90-100 ปีก่อน หนังที่เราได้ดูก็มักจะเป็น “หนังชั้นเยี่ยม” ที่ทุกคนแซ่ซ้องสรรเสริญ หรือหนังของผู้กำกับที่มีฝีมือในระดับนึง จนเรานึกไม่ออกว่า “หนังคุณภาพธรรมดา” ของ “ผู้กำกับที่มีฝีมือปานกลาง” ในยุคนั้นมันเป็นยังไงบ้าง หนังเรื่องนี้ก็เลยช่วยตอบสนองเราในด้านนี้

ในแง่นี้ก็เลยนึกถึงเทศกาลหนังกระแสหลักของรัสเซียที่เคยจัดฉายที่เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อ 2-3 ปีก่อน คือในเทศกาลนั้น มันมีแต่หนังที่เราชอบในระดับ A- เป็นส่วนใหญ่ แต่เราก็รู้สึกโอเคกับตัวเทศกาลมากๆ เพราะพอพูดถึงหนังรัสเซีย เราก็มักจะได้ดูแต่หนังอาร์ตๆจากรัสเซียเป็นส่วนใหญ่ จนเรานึกไม่ออกว่าหนังตลาดแตกของรัสเซียมันเป็นยังไง เทศกาลนั้นก็เลยช่วยเติมเต็มเราในด้านนี้

--เราไม่มีอารมณ์ร่วมกับ SHERLOCK HOLMES เวอร์ชั่นนี้เลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการถ่ายทำ, การตัดต่อ หรือบท ซึ่งมันแตกต่างจากหนังที่ใกล้เคียงกันอย่าง THE SPIDERS (1919, Fritz Lang) ที่เป็นเรื่องของพระเอกที่ต้องต่อสู้กับองค์กรลับของผู้ร้ายเหมือนๆกัน คือเราว่าแค่ Fritz Lang ถ่ายหน้าคนเฉยๆ โดยไม่ต้องมีเนื้อเรื่องอะไร ภาพที่ออกมาก็ทรงพลังสุดๆแล้วสำหรับเรา แต่ภาพใน SHERLOCK HOLMES เวอร์ชั่นนี้แทบไม่มีผลกระทบทางอารมณ์อะไรกับเราเลย

คือบางทีเนื้อเรื่องเพียงอย่างเดียวมันไม่พอ มันต้องอาศัยฝีมือการถ่ายภาพด้วยจริงๆน่ะแหละ กรณีความแตกต่างระหว่าง SHERLOCK HOLMES กับ THE SPIDERS นี้ ทำให้เรานึกถึงความแตกต่างระหว่าง ZATOICHI VS. YOJIMBO (1970, Kihachi Okamoto) กับ ZATOICHI MEETS THE ONE-ARMED SWORDSMAN (1971, Kimiyoshi Yasuda) คือเราว่า ZATOICHI สองเวอร์ชั่นนี้ “เนื้อเรื่อง” สนุกพอๆกัน แต่เราว่า ZATOICHI MEETS THE ONE-ARMED SWORDSMAN ทำได้แค่เล่าเรื่อง ในขณะที่ ZATOICHI VS. YOJIMBO ทำได้ทั้งเล่าเรื่องและส่งผลกระทบทางอารมณ์กับเราอย่างรุนแรงมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนังทำได้แบบนั้นคือการถ่ายภาพที่ทรงพลัง คือแค่ Kihachi Okamoto ถ่ายภาพทรายถูกลมพัดปลิวในบางฉาก ภาพที่ออกมาก็ส่งผลกระทบทางอารมณ์กับเราอย่างรุนแรงมากๆได้แล้ว

--ส่วนที่ชอบที่สุดในหนัง SHERLOCK HOLMES ก็คงจะเป็นบทบาทของ “สาวใช้ของผู้ร้าย” กับ “เด็กหนุ่มที่เป็นคนใช้ของเชอร์ล็อค โฮล์มส์” เราชอบที่ตัวละครสาวใช้กับคนใช้หนุ่มกลายเป็นตัวแปรสำคัญในบางฉาก แทนที่จะมีบทบาทเป็นเพียงแค่คนใช้โง่ๆเท่านั้น


--แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้ คือหนังเข้าข้างตัวละครผิดตัวน่ะ คือหนังไปเข้าข้างเชอร์ล็อค โฮล์มส์ ซึ่งต้องการจะช่วยฝ่ายเจ้าชายในการปกปิดจดหมาย ในขณะที่เรากลับต้องการให้จดหมายนั้นได้รับการเปิดโปง เราก็เลยรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับตัวละครทั้งฝ่ายเชอร์ล็อค โฮล์มส์ และฝ่ายแก๊งลาราบีส์ ในขณะที่นางเอกหนังเรื่องนี้ ก็ดูอ่อนแอจนเราไม่สามารถ identify อะไรด้วยได้ เราก็เลยดูหนังโดยไม่มีอารมณ์ร่วมกับตัวละครตัวใดเลย และไม่ want ตัวละครตัวใดเลย กลายเป็นว่าตัวละครที่เรา identify ด้วยได้มากที่สุดคือ “สาวใช้ของผู้ร้าย” และตัวละครที่เรา want มากที่สุดคือ “เด็กหนุ่มที่เป็นคนใช้ของ Sherlock Holmes”

Thursday, June 11, 2015

FAVORITE EASY LISTENING ARTISTS

FAVORITE EASY LISTENING ARTISTS

มีเพื่อนถามว่าเราชอบฟังเพลงของใครบ้างที่ฟังแล้วสบายใจ เราก็เลยทำลิสท์นี้ขึ้นมาจ้ะ

1.Cowboy Junkies

2.Jane Siberry

3.Julee Cruise

4.Julia Fordham

5.Miki Imai

6.Prefab Sprout

7.The Rankin Family

8.Sade

9.16 Tambourines

10.Stereolab



Tuesday, June 09, 2015

Favorite quote from Alexander Kluge

Favorite quote from Alexander Kluge

This is what Alexander Kluge wrote in 1983:

“In the near futre films will be produced for five main markets with accompanying submarkets (cinema, television, video, satellite, local). A film that tries to fit into all of these markets cannot be interesting for any one of them. A film that is specifically designed for one of the five markets will almost always be interesting for the other markets.”

--ถ้าเป็นในยุคปัจจุบัน เราเดาว่า five markets น่าจะเป็น cinema, television, video, gallery กับ web-based market อย่างเช่น youtube, vimeo

--ที่นึกถึง quote นี้ขึ้นมา เพราะเมื่อวานคุยกับเพื่อน แล้วเพื่อนบอกว่าเขาไปดูงานของนิสิต communication design มา แล้วพบว่านิสิตกลุ่มนี้ทำงานที่มีคุณค่าทาง fine art สูงมาก คือเด็ก fine art มาเห็นแล้วอาจจะตายไปเลย ทั้งๆที่นิสิตกลุ่มนี้เรียน communication design ไม่ได้เรียน fine art เราก็เลยนึกถึงงานหนังสั้นปีที่แล้ว ที่เริ่มมีหนังของนิสิตสาขาคอมพิวเตอร์อาร์ต ม.รังสิตมาฉาย แล้วเราพบว่านิสิตคอมพิวเตอร์อาร์ตพวกนี้ทำหนังดีมากๆๆๆๆๆ ดีกว่าเด็กหลายคนที่เรียนนิเทศโดยตรงเสียอีก พอคุยถึงประเด็นนี้ขึ้นมา ก็เลยนึกถึง quote ของ Alexander Kluge ที่บอกว่า “ภาพยนตร์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อตลาดหนึ่งตลาดใดโดยเฉพาะ มักจะกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆในอีกตลาดหนึ่ง” คือจริงๆเราไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ Kluge เขียนหรอก แต่มันทำให้เรานึกถึงคนที่ทำงาน communication design แต่งานกลับมีความน่าสนใจมากในแง่ความเป็น fine art หรือคนที่ทำงาน computer art แต่งานที่ออกมากลับกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากในฐานะภาพยนตร์

รูปจาก NEWS FROM IDEOLOGICAL ANTIQUITY (2008, Alexander Kluge, 570min)



Sunday, June 07, 2015

NUDE AREA (2014, Urszula Antoniak, A+30)

ไม่รู้มีใครเป็นแบบเราบ้างหรือเปล่า บางทีเราขึ้นรถไฟฟ้า สมมุติว่าขึ้นที่สถานีพญาไท พอเราขึ้นไป เราก็แอบปิ๊งชายหนุ่มหล่อคนนึงบนรถ เราส่งสายตาให้เขา แล้วก็เริ่มสงสัยว่า ถ้าหากเขาส่งสายตาตอบกลับมา แล้วเราจะทำยังไงต่อ เราจะเข้าไปคุยกับเขายังไง ถ้าหากเขาลงรถไฟฟ้าไปก่อนหน้าเรา เราจะลงตามเขาไปมั้ย เขาเป็นใคร มาจากไหน ฐานะยังไง เราจะทำความรู้จักกันได้ยังไง แล้วถ้าหากเราได้รู้จักกัน ตกลงไปเย็ดกัน แล้วเขาจะ prefer การเป็นรุก หรือ prefer การเป็นรับ หรือเขาจะสนุกกับการเป็นทั้งสองอย่าง หรือว่าเขาเป็นไบเซ็กชวล แล้วเขาจะชอบมีเซ็กส์กับเราแบบดิบเถื่อน หรือว่าแบบนุ่มนวล แล้วลีลาเขาจะเป็นยังไง แล้วถ้าหากเราคบกันต่อไปเรื่อยๆ จนเป็นแฟนกัน แล้วครอบครัวเขาจะว่ายังไง เขาต้องหลบๆซ่อนๆครอบครัวเขาหรือเปล่า เราต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้จักกันเวลาเขาอยู่กับครอบครัวหรือเปล่า เขาจะกล้ากระหนุงกระหนิงกับเราต่อหน้าสาธารณชนหรือเปล่า แล้วเวลาเราทะเลาะกัน เขาจะเกรี้ยวกราดหรือเปล่า เขาจะควบคุมอารมณ์โกรธได้ดีแค่ไหน หรือว่าเขาจะนิ่งเงียบไม่พูด หรือว่าเขาจะเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น เอ๊ะ จินตนาการนี่เริ่มไม่สนุก งั้นเราเปลี่ยนจินตนาการใหม่ดีกว่า เอาเป็นว่าเขาไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น แต่อาจจะเป็นคนขี้น้อยใจเล็กน้อย แล้วเราก็ต้องงอนเขาเป็นครั้งคราว อ้าว นี่ถึงสถานีบางหว้าแล้ว สุดสายแล้วนี่นา แล้วเขาลงจากรถไฟฟ้าไปตั้งแต่สถานีสีลมใช่มั้ยเนี่ย เฮ้อ นี่เราต้องกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้วสินะ แต่การได้ปิ๊งกับชายหนุ่มหล่อคนนึงบนรถ แล้วได้สนุกกับจินตนาการของตัวเองเมื่อครู่ที่ผ่านมา มันช่างมีความสุขจริงๆ

และนี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้ NUDE AREA (2014, Urszula Antoniak, A+30) เป็นหนังที่มีโอกาสสูงที่จะติดอันดับ top ten ของเราประจำปีนี้ เพราะมันตอบสนองตัวเราอย่างสุดๆ มันคือหนังที่ตอบสนองความเงี่ยนของเราที่มีต่อคนบนรถไฟฟ้า, มันคือหนังของความสนุกสนานของจินตนาการทางเพศและจินตนาการของชีวิตรัก และมันเป็นหนังที่มีความเป็น Alain Robbe-Grillet สูงมากๆ และเราก็ดีใจอย่างสุดๆที่ถึงแม้ Alain Robbe-Grillet จะตายไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่ทำหนังแบบเดียวกับเขาอยู่



BEATRIZ’S WAR (2013, Bety Reis + Luigi Acquisto, East Timor, A+30)



 BEATRIZ’S WAR (2013, Bety Reis + Luigi Acquisto, East Timor, A+30)

--ชอบมากกว่า THE RETURN OF MARTIN GUERRE (1982, Daniel Vigne) และ SOMMERSBY (1993, Jon Amiel) ที่ใช้โครงเรื่องเดียวกัน เพราะในเวอร์ชั่นติมอร์ตะวันออกนี้ “ความรัก” ถูกลดทอนความสำคัญลง แต่หนังไปให้น้ำหนักกับเรื่องสงครามระหว่างติมอร์ตะวันออกกับอินโดนีเซียแทน และหนังมี passion มากๆกับการถ่ายทอดภาพสงครามนี้และความทุกข์ยากลำเค็ญของชาวติมอร์ตะวันออก หนังมันก็เลยทรงพลังมาก และส่งผลให้เวอร์ชันติมอร์ตะวันออกชนะเวอร์ชั่นฝรั่งเศสและเวอร์ชั่นอเมริกันไปได้อย่างง่ายดาย

--สิ่งที่สำคัญในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนางเอก กับ “ผู้ชายที่กลับมาจากสงคราม ซึ่งอาจจะเป็นผัวของเธอ หรือผู้ชายคนอื่นปลอมตัวมา” แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างนางเอก กับพี่สะใภ้ ซึ่งทั้งสองต่างก็รับมือกับสงครามด้วยวิธีการต่างๆกันไป และต่างก็กล่าวโทษอีกฝ่ายหนึ่งว่าใช้วิธีการที่ผิดพลาดในการรับมือกับสงคราม ฉากที่นางเอกทะเลาะกับพี่สะใภ้นั้นทรงพลังมากๆในแง่ของบทสนทนา คือแต่ละประโยคที่ผู้หญิงสองคนนี้โต้ตอบกันนั้นมันเจ๋งเป้งมากๆ คือมันไม่ใช่การด่าทอของผู้หญิงสองคนประเภท หญิง A ด่าว่า “อีจี๋ดอกมะลิ” แล้วหญิง B ด่ากลับว่า “อีปิ๊ดอกทอง” หรืออะไรทำนองนี้ แต่มันเป็นการปะทะกันของแนวคิดที่แตกต่างกันในการรับมือกับสงคราม

คือปกติแล้วเราจะเห็นการปะทะกันของขั้วความคิดแบบนี้ในฉากที่ “ปัญญาชน” หรือ “ผู้ก่อการร้าย” ทะเลาะกันในหนังอย่าง THE UGLY ONE (2013, Eric Baudelaire, A+30) น่ะ แต่พอการปะทะกันของขั้วความคิดนี้มันมาอยู่ในฉากที่ “นางเอกทะเลาะกับพี่สะใภ้” มันก็เลยเกิดความน่าสนใจดี คือตัวละครมันเอื้อให้เกิดฉากแบบเมโลดราม่า แต่ตัวละครมันกลับทะเลาะกันในประเด็นที่จริงจังและ thought provoking มากๆแทน อย่างเช่นประเด็นที่ว่า เราควรแก้แค้นหรือไม่ เราควรแก้แค้นในระดับไหน มันจะเป็นการทำลายสันติภาพหรือไม่ เราต้องยอมถูกข่มขืนเพื่อแลกกับสันติภาพหรือไม่ เราผิดหรือไม่ที่ไม่ฆ่าผู้ร้าย แล้วปล่อยให้มันรอดชีวิต แล้วมันก็เลยกลับมาฆ่าครอบครัวเราในภายหลัง, etc. การที่นางเอกกับพี่สะใภ้ด่าทอกันด้วยประเด็น dilemma ที่มันน่าสนใจสุดๆแบบนี้มันก็เลยทำให้ฉากนี้น่าสนใจมากๆ

--ในแง่ production แล้ว หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงหนังสั้นกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเขาที่มีคุณ Supamok Silarak เข้าไปช่วยเหลือน่ะ คือมันเป็นหนังทุนต่ำ แต่ถ่ายทำอย่างประณีตสุดๆ ช็อตแต่ละช็อตได้รับการออกแบบมาอย่างดีมาก บทสนทนาแต่ละประโยคได้รับการออกแบบมาอย่างดีมาก และเนื้อเรื่องก็รันทด สะเทือนใจ และทรงพลังมากๆ เพราะมันเล่าโดยคนที่เผชิญกับความทุกข์ยากลำเค็ญมาจริงๆ แต่เล่ามันออกมาโดยไม่มีความฟูมฟายเลย

คือถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะดูเหมือนหนังทุนต่ำ แต่เราว่ามันถ่ายภาพออกมาได้สวยแบบทุนต่ำดีมากๆนะ ฉากหลายๆฉากมันดูโล่งๆ เหมือนไม่ค่อยมีสิ่งของอะไรมาประกอบฉากมากนัก แต่มันเหมือนได้รับการออกแบบเฟรมภาพมาอย่างดี ฉากที่ทหารค่อยๆถูกยิงตายทีละคนกลางชายหาดนี่ทรงพลังมากๆ และอีกฉากที่ทรงพลังมากๆคือฉากที่ตัวละครสองคนคุยกันท่ามกลางความมืด คือเราเห็นแต่หน้าตัวละครสองคนลอยอยู่ท่ามกลางความมืด กับแสงตะเกียง แต่ไม่เห็นอุปกรณ์ประกอบฉากอะไรเลยในฉากนั้น คือฉากนี้แทบไม่ต้องใช้ทุนสร้างอะไรเลย แต่กลับถ่ายออกมาได้สวยและทรงพลังสุดๆ

แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะแตกต่างจากหนังชาวเขาของไทยก็คือ เราเดาว่านางเอกหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นนักแสดงมืออาชีพน่ะ คือเธอแสดงได้อย่างเข้มข้น ทรงพลัง รุนแรงมากๆ ดูแล้วจะนึกถึงคุณจารุนันท์ พันธชาติตลอดเวลา คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เป็นหนังไทย ก็คงต้องใช้นักแสดงที่มีฝีมือจริงๆระดับคุณจารุนันท์เท่านั้นแหละ ถึงจะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและ passion ที่รุนแรงพลุ่งพล่านๆมากๆออกมาแบบนี้ได้

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
--อีกอย่างที่ทรงพลังมากๆก็คือประโยคที่ตัวละครพูด ที่ออกมาในทำนองที่ว่า “ถึงฉันจะรักเธอมากแค่ไหน ความยุติธรรมก็สำคัญกว่า”  ซึ่งเราเห็นด้วยมากๆ คือถึงแม้เราจะรักใครมากแค่ไหน แต่ถ้าหากเขาทำผิด หรือเป็นฆาตกรที่เคยฆ่าคนบริสุทธิ์ เราก็จะไม่ใช้ความรักของเขาเป็นข้ออ้างในการช่วยให้เขาพ้นผิด หรือไม่ต้องรับโทษ เพราะความยุติธรรมสำคัญกว่าความรักในกรณีนี้

SUMMER (2014, Colette Bothof, Netherlands, A+20)

SUMMER (2014, Colette Bothof, Netherlands, A+20)

--ชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนจะประกาศตัวตั้งแต่ต้นเรื่องเลยว่า กูจะเล่นกับ genre หนังที่เชยไปแล้ว นั่นก็คือ genre หนัง coming of age ประเภท “หลังจากฤดูร้อนปีนั้น ชีวิตฉันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “ ซึ่งดูเหมือนจะเป็น genre หนังที่ออกมาเยอะในทศวรรษ 1980-1990 (มันเริ่มมาจากหนังอย่าง STAND BY ME (1986, Rob Reiner) หรือเปล่า) แต่พอหนังเรื่อง THE OPPOSITE OF SEX (1998, Don Roos) ล้อเลียน genre หนังประเภทนี้ได้อย่างแสบสันต์ หนังประเภทนี้ก็ดูเหมือนจะได้รับการผลิตน้อยลง หรือจริงๆแล้วก็อาจจะมีออกมาบ้าง อย่างเช่นหนังเลสเบียนเรื่อง MY SUMMER OF LOVE (2004, Pawel Pawlikowski) แต่ก็ไม่ได้บ่อยเหมือนแต่ก่อน

--ถึงแม้มันจะเป็น genre หนังที่เคยผลิตออกมาเยอะ แต่เราว่า SUMMER ก็ทำออกมาได้ดีมากๆนะ และไม่ทำให้เรารู้สึกเบื่อมัน เราว่ามันนำเสนอตัวละครต่างๆในเรื่องได้อย่างเป็นมนุษย์ดีน่ะ เรารู้สึกว่ามันเหมือนเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงในชีวิตของใครบางคน มากกว่าจะเป็นตัวละครที่แต่งขึ้นมาแบบ stereotyped characters ไปซะทุกตัว

--ชอบที่ประเด็นเลสเบียนเหมือนจะไม่ได้มีความสำคัญมากนักด้วย คือถ้าเทียบกับหนังเลสเบียนตกหลุมรักที่มีลักษณะใกล้เคียงกันอย่าง MY SUMMER OF LOVE และ WHEN NIGHT IS FALLING (1995, Patricia Rozema, Canada) แล้ว เรารู้สึกว่าประเด็นเลสเบียนในหนัง 3 เรื่องนี้มันค่อยๆถูกลดทอนความสำคัญลงเรื่อยๆ คือใน WHEN NIGHT IS FALLING (1995) นั้น เรารู้สึกว่าประเด็นเลสเบียนมีความสำคัญราว 100 % เต็มของหนัง แต่ใน MY SUMMER OF LOVE (2004) ที่ออกฉายในอีก 9 ปีต่อมา มันมีประเด็นชนชั้นเข้ามาด้วย ประเด็นเลสเบียนก็เลยอาจจะมีความสำคัญเพียงแค่ 60% ของหนัง ส่วนใน SUMMER (2014) ที่ออกฉายในอีก 10 ปีต่อมา ประเด็นเลสเบียน ดูเหมือนจะมีความสำคัญเพียงแค่ 30-40 % ของหนัง ในขณะที่หนังเรื่องนี้หันไปให้ความสำคัญกับประเด็นอื่นๆ หรือตัวละครประกอบมากมายในเรื่อง แทนที่จะให้ความสำคัญกับคู่รักเลสเบียนเท่านั้น

หากเปรียบเทียบหนังเลสเบียน 3 เรื่องใน 3 ทศวรรษนี้แล้ว เราก็รู้สึกว่ามันอาจจะเป็นพัฒนาการที่ดี คือ “เลสเบียน” ค่อยๆกลายเป็นเรื่องธรรมดาขึ้นเรื่อยๆ


--ดู SUMMER แล้วนึกถึงสังคมชนบทของฝรั่งแบบในหนังอย่าง THE OTHER SIDE OF SUNDAY (1997, Berit Nesheim, Norway) ด้วย มันเป็นสังคมชนบทที่ดูภายนอกเหมือนสงบ ร่มเย็น เป็นสุข อยู่ภายใต้การดูแลของบาทหลวงเป็นอย่างดี แต่จริงๆแล้วมันมีความใจแคบ, การกดขี่ และความทุกข์ทรมานอยู่ในนั้น

Saturday, June 06, 2015

ANUCHA BOONYAWATTANA'S FILMOGRAPHY


Anucha Boonyawattana’s filmography
เนื่องจาก THE BLUE HOUR กำลังจะลงโรงฉายในเร็วๆนี้ เราก็เลยนำข้อมูลนี้มาแปะอีกครั้งนะคะ เราชอบหนังของอนุชามากๆ แต่เรายังไม่ได้ดู THE WHITE DIARY กับเบญกาย หวังว่าคงจะมีใครจัดฉายหนังสองเรื่องนี้ให้เราได้ดูกันนะคะ
The information below is from Graiwoot Chulphongsathorn:
Anucha Boonyawattana อนุชา บุญยวรรธนะ
1.Scarlet Desire (2001, 17 นาที)
เป็นหนังเรื่องแรกของอนุชา โดยเป็นหนังแนวทริลเลอร์-สยดสยอง ว่าด้วย ตัวละคร 3 ตัวที่อยู่ห้องตรงกันข้ามกัน ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง เกย์หนึ่ง อนุชารับบทเกย์เอง เธอเป็นฆาตกรโรคจิตที่มีเซ็กซ์กับผู้ชายไปทั่ว (อนุชาเลือกผู้ชายหล่อๆ ทั้งคณะนิเทศให้มาร่วมเลิฟซีนกับเธอ) ก่อนจะจบด้วยฉากการฆ่าในห้องน้ำ เป็นงานที่มืดหม่นรุนแรงมากของอนุชา และได้รับคำชมจาก ธนิต จิตนุกูล ไปเมื่อเขาได้รับชมเรื่องนี้ในเทศกาลหนังสั้นมูฟวี่เมเนีย ซึ่งธนิตถึงขั้นให้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมกับอนุชาไปครอง หนังน่าจะมีสองเวอร์ชั่น โดยความแตกต่างก็คือ จะมีเวอร์ชั่นหนึ่งที่อนุชามีฉากเปลือยกายด้านหลังในขณะร่วมรัก
2.THE WHITE DIARY (2002, 30 min)
เป็นหนังที่สุดขั้วที่สุด ถ้าจำไม่ผิด พูดถึงครอบครัวบัดซบ ที่พ่อ แม่ ลูก มีเรื่องราวอัปมงคลกันมากมาย (ไม่แน่ใจว่า คนที่เล่นเป็นแม่หรือพี่สาว คือ โอปอล มาณิสรา รึเปล่า) แต่เวลาที่พระเอกฝัน หรือหลงอยู่ในไดอารี่ เขาจะไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ขาวสว่างสดใส และใช้มุมกล้องเลียนแบบปีเตอร์ กรีนอะเวย์ แต่เวลากลับมาอยู่ที่บ้าน ก็จะมีแต่ตัวละครบ้าๆ บอๆ ถ้าจำไม่ผิด ตัวละครแม่จะผัดยุง หรือแมลงสาป เป็นอาหาร (ข้อมูลรอการคอนเฟิร์ม)
3.Down the River / ตามสายน้ำ (2004, 50 นาที)
ถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม เป็นหนังเกย์ พุทธศาสนา ที่ชนะรางวัลขุนวิจิตรมาตรา และรางวัล Young Thai Artist รวมทั้งรางวัลการถ่ายภาพยอดเยี่ยมของเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 8 โดยเป็นเรื่องของเกย์คนหนึ่งที่พยายามหลุดพ้นจากผู้ชายที่เขาหลงรักตั้งแต่วัยมัธยม โดยระหว่างการเดินทางขึ้นน้ำตกชั้นที่ 7 เขาก็ค่อยๆ สลัดกิเลสและการเหนี่ยวรั้งในความรักไปได้
4.Boy’s Love (2006, 13 นาที)
เข้าใจว่าหนังสองเรื่องนี้ มีอยู่ในแมกกาซีนที่อนุชาเคยลงทุนทำ แต่ออกมาได้แค่เล่มเดียว หน้าปกเป็นอนันดา เอฟเวอริงแฮม
เป็นสารคดีตามสัมภาษณ์หนุ่มหล่อต่างๆ ตามสยามสแควร์และสนามบาส เกี่ยวกับความรักที่เขาอาจจะมีให้ผู้ชายด้วยกัน
5.The Sun Lover (2006, 7 นาที)
เข้าใจว่าหนังสองเรื่องนี้ มีอยู่ในแมกกาซีนที่อนุชาเคยลงทุนทำ แต่ออกมาได้แค่เล่มเดียว หน้าปกเป็นอนันดา เอฟเวอริงแฮม
หนังเรื่องนี้ถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. เป็นหนังทดลองเน้นแฟชั่น เริ่มต้นด้วยแสงเทียนที่ถูกถ่ายอย่างงดงาม จบลงด้วยการถ่ายภาพชายรูปงามที่อวดทรวดทรงของเขาในบริเวณชายหาดริมทะเล
6.เบญกาย (2008, )
เป็นวิดีโอที่ทำขึ้นเพื่อเข้าร่วมในงาน 'ไม่มีอะไรจะพูด ' 53 ศิลปินแสดงวิดีโอเงียบสังคม/การเมือง และมีการบรรเลงดนตรีสดโดยศิลปินอินดี้
เป็นส่วนหนึ่งของ เทศกาลศิลปะนานาพันธุ์:ศิลปกับสังคม ครบรอบ 35 ปี 14 ตุลาคม 2516(ซึ่งเทศกาลศิปะนานาพันธุ์นี้ เริ่มต้นตั้งแต่ 18 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2551)
เบญกาย เป็นการตีความจาก รามเกียรติ์ตอนนางเบญกาย โดยเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคน คนหนึ่งเป็นชายรูปงาม อีกคนเป็นชายที่แต่งชุดรำไทย เธอค่อยๆ ถอดมันออกมาแล้วจากนั้นชายทั้งสองก็มีเซ็กซ์กันในห้องน้ำ ภาพเหล่านี้ถูกตัดสลับด้วยภาพฝาผนังกำแพงวัดและมีบทกวีแทรกเป็นระยะ อันเป็นนัยให้ตีความต่อ อนุชาร่วมเล่นในหนังเรื่องนี้ในแบบที่คนคาดเดาไม่ได้ นั่นก็๋คือในฉากเซ็กซ์ในห้องน้ำที่มีไอฝ้าเกาะกระจก ปรากฎว่าในห้องน้ำนั้นไม่ได้มีสองคน แต่มีสามคน อนุชาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่วมแจมด้วย อันส่อประเด็นการเมืองเรื่องการผสมพันธ์และเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้าง
7.EROTIC FRAGMENT NO. 1,2,3 (2011, 5.30min)
ภาพยนตร์สั้น 3 เรื่อง เป็นห้วงความคิดและมุมมองทางเพศ ต่อคนชั้น 3 ที่มีความคลุมเครือ เหลื่อมล้ำ ทับซ้อนในความรู้สึกและชีวิตของคนเมือง (ข้อมูลจากสูจิบัตรเทศกาลหนังสั้น)
8.THE BLUE HOUR อนธการ (2015)
---ไม่แน่ใจว่าอนุชาเคยกำกับละครทีวีด้วยหรือเปล่า
ภาพจาก EROTIC FRAGMENT NO. 1,2,3


ME AND YOU (2012, Bernardo Bertolucci, Italy, A+30)

ME AND YOU (2012, Bernardo Bertolucci, Italy, A+30)

ลองนับดูแล้วเพิ่งเคยดูหนังของ Bertolucci ไปเพียงแค่ 9 เรื่อง ซึ่งได้แก่ THE GRIM REAPER (1962), THE SPIDER’S STRATAGEM (1970), LAST TANGO IN PARIS (1972), TRAGEDY OF A RIDICULOUS MAN (1981), THE LAST EMPEROR (1987), THE SHELTERING SKY (1990), LITTLE BUDDHA (1993), THE DREAMERS (2003) กับเรื่องนี้ ตอนนี้ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุดระหว่าง ME AND YOU กับ THE SHELTERING SKY แต่มีสิทธิชอบ THE SHELTERING SKY มากที่สุด เพราะเราชอบหนังเกี่ยวกับผู้หญิงผจญภัย ส่วน ME AND YOU อาจจะชอบมากเป็นอันดับสอง รู้สึกเหมือน Bertolucci เข้าสู่ภาวะสูงสุดคืนสู่สามัญ หันมาทำหนังที่ใช้ตัวละครหลักเพียงแค่สองคน คุยกันในห้องๆเดียวเกือบตลอดทั้งเรื่อง (จุดนี้อาจจะทำให้นึกถึง VENUS IN FUR ของ Roman Polanski หรือ BELLE TOUJOURS ของ Manoel de Oliveira ซึ่งทั้งสามเรื่องเหมาะจะนำมาดัดแปลงเป็นละครเวทีมากๆ) แต่เราดูแล้วชอบมันมากกว่าหนังฟอร์มใหญ่หลายๆเรื่องของเขา

รู้สึกว่าการบรรยายถึงความสุขที่เราได้รับจากหนังเรื่องนี้ มันยากพอๆกับการบรรยายถึงความสุขที่เราได้รับจากหนังของ Jacques Doillon หรือหนังของผู้กำกับกลุ่ม Post New Wave ของฝรั่งเศส (พวก Claude Sautet, Maurice Pialat, Philippe Garrel, etc.) คือผู้กำกับกลุ่มนี้ชอบทำหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนของมนุษย์น่ะ และเราก็จะชอบหนังกลุ่มนี้อย่างสุดๆ แต่เราบรรยายไม่ถูกว่าหนังแต่ละเรื่องในกลุ่มนี้มันดียังไง

บางทีสาเหตุที่เราชอบ ME AND YOU มากๆ อาจจะเป็นเพียงเพราะว่า หนังเรื่องนี้มันสะท้อนสิ่งที่เราต้องการและโหยหามาตลอดชีวิต 40 กว่าปีที่ผ่านมา นั่นก็คือการถูกโอบกอดจากใครสักคน โดยเฉพาะถ้าหากคนๆนั้นเข้าใจเราหรือมีบาดแผลทางใจเหมือนกับเรา



Monday, June 01, 2015

FILMS SEEN FOR THE FIRST TIME IN FILMVIRUS WILDTYPE PROGRAM ON 30-31 MAY, 2015


FILMS SEEN FOR THE FIRST TIME IN FILMVIRUS WILDTYPE PROGRAM ON 30-31 MAY, 2015

1.Q&A QUEEN & ANXIETY (Poonyama Uchanarassamee, 16min, documentary, A+30)
Q&A QUEEN & ANXIETY (ปุญญมา อุชณรัศมี)

2.MOMENT OF LIFE (Phaisit Phanphruksachat, 20min, A+30)
นาทีชีวิต (ไพสิษฐ์ พันธุ์พฤกษชาติ)

3.OUR FOOTPRINT (Hta Kwa, 25min, A+30)
รอยเท้าของเรา

4.ABORTION CYCLE: 1+1=1 (Chompunutt Mayta, 6min, A+30)

5.ANATTA (2014, Manasak Klongchainan, 4min, A+30)

6.BROTHERS (2014, Apinya Cherdnaimuang, 27min, A+25)
BROTHERS (อภิญญา เชิดในเมือง)

7.NUCH, MIN AND THEIR FREE TIME (Anan Yeerum, 7min, A+25)
นุช มิน และวันว่างของพวกเขา (อานันท์ ยี่รัมย์)

8.DREAM DREAM DREAM (Korn Kanogkekarin, 6min, A+25)
ฝันฝันฝัน

9.LAST SUMMER (Dapho Moradokphana, 20min, A+20)

10.SATAN NO.27 (2014, Jirapat Thaweechuen, 18min, A+20)
ซาตานหมายเลข 27 (จิรภัทร ทวีชื่น)

11.SOUVENIR FROM SWITZERLAND (2015, Sorayos Prapapan, documentary, 12min, A+20)
ของฝากจากสวิตเซอร์แลนด์

12.PLEASE TALK TO ME (2015, Chantana Tiprachart, A+20)
พูดสิ อีดอก

13.THE OPENING CLIP FOR FILMVIRUS WILDTYPE (2015, Viriyaporn Boonprasert, A+15)

14.ONE DAY ONE SONG (Nitiwat Cholvanichsiri, 9min, A+10)
ภวังค์คติ (นิติวัฒน์ ชลวณิชสิริ)

15.SOMJANE (Yukontorn Kaewprang, 10min, A+10)

16.CLASSROOM (Niwet Srisoontronthi, 6min, A+10)
CLASSROOM (นิเวศ ศรีสุนทรไท)

17.HAPPY WHEN IT RAINS (Natchanon Vana, 3min, A+5)

18.ONE DAY SOON (Goyee Kuno, 10min, A+)
สันติภาพแค่ภาพ (กอยี คูโน)

19.WHAT WHAT WHAT (Nattawoot Nimitchaikosol, 18min, A+)
อะไรเอ่ยไม่เข้าพวก (ณัฐวุฒิ นิมิตชัยโกศล)

20.THE MISSION (2007, Sompong Soda, 19min, B+ )