Monday, December 21, 2015

SI TI KAY (2015, Noor Effendy Ibrahim, stage play, A+30)

SI TI KAY (2015, Noor Effendy Ibrahim, stage play, A+30)

--เป็นละครเวทีที่ใช้ประโยชน์จากเรือนร่างและมัดกล้ามอันกำยำของนักแสดงชายได้อย่างจั๋งหนับมากๆค่ะ จะเป็นรองก็แค่ละครเวทีเรื่อง GUY (2015, Atthapol Gatenuam)  เท่านั้นในด้านนี้

--เราเดาว่ามันอาจจะเป็นการเสียดสีสังคมสิงคโปร์นะ สังคมหลายเชื้อชาติที่บังคับให้ทุกคนทำตัวขาวบริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา

--แต่เวลาที่ดูละครเวทีเรื่องนี้เราจะนึกถึงหนังบางเรื่องที่นำเสนอภาพ “ครอบครัว และสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวที่ซ่อนความวิปริตไว้ภายใน” อย่างเช่นเรื่อง TEOREMA (1968, Pier Paolo Pasolini), ABNORMAL FAMILY (1984, Masayuki Suo), SITCOM (1998, François Ozon) และ THE HAMSTERS (2015, Gil González) เพราะละครเวทีเรื่องนี้ทำเหมือนกับว่าคนหลายเชื้อชาติเหล่านี้เป็นครอบครัวเดียวกัน และแต่ละคนซ่อนความวิตถารไว้ภายใน

--สิ่งที่ฮามากคือการที่นักแสดงหญิงคนเดียวในเรื่องส่งเสียงครวญครางเหมือนอยากมีเซ็กส์ตลอดเวลา แต่นักแสดงชายหนุ่มอีก 3 คนในเรื่องมัวแต่ลูบไล้กันเอง เล่นกันเองเกือบตลอดเวลา ก่อนจะเอานักแสดงหนุ่มหล่อ (John Cheah) มาช่วยบำบัดตัวละครหญิงแบบชั่วครู่ชั่วยามในช่วงหลังของเรื่อง




STRANGE LOOPS (2015, Pathompon Tesprateep, video installation, approximately 30mins, A+30)

STRANGE LOOPS (2015, Pathompon Tesprateep, video installation, approximately 30mins, A+30)

--รู้สึกดีที่ได้มาดูวิดีโอเฮี้ยนๆแบบนี้ในวัน Winter Solstice พอดี 555

--ตอนดูจะนึกถึง WINDOWS (1998, Apichatpong Weerasethakul) ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดของเจ้ย เพราะมันเป็นหนังที่เล่นกับ “แสง” เหมือนกัน และมันไม่มีการเล่าเรื่อง และแทบไม่มีอะไรเลย นอกจาก “แสง” และ “การกระเพื่อมของแสง”

--แต่มันก็ต่างจาก WINDOWS อยู่เยอะนะ แต่ที่เราเอามาเทียบกันเพราะเราแทบไม่สามารถหาหนังเรื่องอื่นมาเทียบเคียงกับ STRANGE LOOPS ได้น่ะ เราก็เลยคิดว่า WINDOWS นี่เป็นอะไรที่ใกล้เคียงที่สุดแล้วล่ะ ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วหนังสองเรื่องนี้จะต่างกันมากก็ตาม

--สิ่งที่ต่างกันก็คือ STRANGE LOOPS มันเล่นกับสีด้วย, มันมีการตัดภาพ (ในขณะที่ WINDOWS ทำให้เรารู้สึกว่ามันแทบไม่ได้ตัดภาพเลย ถ้าหากเราจำไม่ผิด), เราไม่รู้ว่าเรามองอะไรอยู่ใน STRANGE LOOPS เราไม่รู้ว่าแสงและสีที่เราเห็นใน STRANGE LOOPS มีที่มาจากอะไร (ในขณะที่เรารู้ว่าเรามองหน้าต่างและแสงจากหน้าต่างใน WINDOWS) และมันเหมือนมีภาพสัตว์โผล่ขึ้นมาแว้บๆใน STRANGE LOOPS ด้วย

--ถ้าหากวัดในแง่ความรู้สึกแล้ว WINDOWS จะ “สะกดจิต” เราอย่างรุนแรงนะ คือตอนที่เราดู WINDOWS เราจะรู้สึกตราตรึงมากๆ เหมือนถูกสะกดจิตให้จิตเป็นสมาธิและมีความสุขกับสมาธินั้น และสมองของเราจะหยุดคิด “หาความหมาย” ไปโดยสิ้นเชิง ส่วน STRANGE LOOPS จะไม่สะกดจิตเราให้นิ่งแบบนั้น เพราะภาพมันมีการตัดไปมา และเหมือนหัวสมองของเราจะยัง “คิด” อยู่ ขณะที่ดูวิดีโอชิ้นนี้ (ในขณะที่ WINDOWS ทำให้หัวสมองของเราหยุด “คิด”) 

คือตอนที่ดู STRANGE LOOPS เราจะรู้สึกว่าแสง+สี มันสวยมากๆในแบบของมันน่ะแหละ แต่ในช่วงแรกๆ เราจะพยายามจินตนาการว่า แสง+สีเหล่านี้มันมีที่มาจากไหน มันเกิดขึ้นจากกระบวนการอะไร และพอเราดูไปเรื่อยๆ เราก็หยุดคิดว่ามันเกิดขึ้นจากกระบวนการอะไร เพราะคิดไปเราก็คงเดาไม่ออก แต่เราจะเริ่มจินตนาการถึงอะไรต่างๆแบบ freestyle จาก image ที่เราเห็นแทน สรุปง่ายๆว่า STRANGE LOOPS มันตราตรึงมากๆ และสวยมากๆสำหรับเราเหมือน WINDOWS นั่นแหละ แต่ “จิต” ของเราขณะที่ดู STRANGE LOOPS มันไม่นิ่งเหมือนกับตอนดู WINDOWS

--ความรู้สึกที่เราชอบตอนที่ดู STRANGE LOOPS ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้สร้างผลงานคงไม่ได้ตั้งใจ คือความรู้สึกที่เหมือนกับว่า เรามี “สัมผัสที่หก” มองเห็นความสวยงามของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือแสงเหนือม่วง แสงใต้แดง หรือคลื่นแสง คลื่นเสียงต่างๆที่เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็นน่ะ มันเหมือนกับว่า ถ้าหากเรามองแสงไฟต่างๆตามท้องถนนด้วยตาเปล่า เราไม่สามารถมองเห็นมันในแบบที่เราเห็นใน STRANGE LOOPS ได้ แต่ STRANGE LOOPS เหมือนกับทำให้เรามองเห็นความงามของคลื่นแสงต่างๆที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของมนุษย์ธรรมดา มันทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นสาวพลังจิตในแง่นึง


--จริงๆแล้วความรู้สึกเป็นสุขที่ได้จากการดูวิดีโอแบบนี้เป็นอะไรที่ยากจะบรรยายนะ เพราะฉะนั้นไอ้ที่เขียนๆมานี่จริงๆแล้วแทบไม่สามารถบรรยาย “ความรู้สึกจริงๆ” ที่ได้จากการดูมันหรอก จบ

Sunday, December 20, 2015

CECI N’EST PAS POLITIQUE (2015, Jarunan Phantachat, stage play, A+30)

CECI N’EST PAS POLITIQUE (2015, Jarunan Phantachat, stage play, A+30)

1.พอดู “นี่ไม่ใช่การเมือง” จบแล้ว ก็ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า มีละครเวทีอย่างน้อย 5 เรื่องในปีนี้ (รวมเรื่องนี้ด้วย) ที่มีจุดนึงตรงกัน ซึ่งเป็นจุดที่เราชอบ นั่นก็คือละครเวทีทั้ง 5 เรื่องนี้ต่างก็พูดถึง “การไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้อีกต่อไป” แต่ละครเวทีทั้ง 5 เรื่องนี้ต่างก็หยิบยกประเด็นนี้มาพูดถึงในแง่มุมที่ต่างกันไป และด้วยวิธีการนำเสนอที่ต่างกันไป ซึ่งได้แก่

1.1 BETWEEN (Ben Busarakamwong + Nikorn Sae Tang) สิ่งหนึ่งที่ละครเวทีเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจนำเสนอ แต่เป็นสิ่งที่เรานึกถึงขณะดูละครเวทีเรื่องนี้ก็คือว่า เมื่อใดก็ตามที่เราเลือก “จุดยืน” ใดๆ โดยเฉพาะจุดยืนในทางการเมือง มันจะทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลของ “ฝ่ายหนึ่ง” แต่ไม่ได้รับรู้ข้อมูลของฝ่ายตรงกันข้าม หรือถึงแม้เราจะสลับสับเปลี่ยนข้างไปมาตลอดเวลา เราก็จะไม่มีทางได้รับรู้ข้อมูลใน “ทั้งสองห้อง” ของละครเวทีเรื่องนี้พร้อมๆกันอยู่ดี ไม่มีทางที่เราคนใดก็ตามจะรับรู้ข้อมูลของทั้งสองฝ่ายอย่างครบถ้วนได้ นอกจากว่าคุณจะมาดูละครเวทีเรื่องนี้สองรอบ

1.2 SECRET KEEPER (Dujdao Vadhanapakorn) เราไม่มีทางได้รับรู้ “ความลับ” ที่ผู้ชมแต่ละคนบอกดุจดาว เราได้รับรู้แต่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของพวกเขาเท่านั้น เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า คนหลายๆคนมีความลับดำมืด, ความลับอันปวดร้าว, หรือความคิดเห็นบางอย่างที่ไม่กล้าแสดงออกซุกซ่อนอยู่ภายใน

1.3 MANOLAND (Teerawat Mulvilai) เราได้เห็นการเคลื่อนไหวทางร่างกายของนักแสดง เราเห็นเขายกเท้าขวา บิดเอวซ้าย แต่เราไม่มีวันเข้าใจ “เจตนา” ของการเคลื่อนไหวเหล่านั้น และเราไม่ควรทึกทักเอาเอง มโนไปเองว่าคนอื่นๆมี “เจตนา” อย่างไรในการเคลื่อนไหวเหล่านั้น เราจินตนาการได้ว่าเขา
”อาจจะ” มีเจตนาอย่างไรในการเคลื่อนไหวนั้น แต่เราต้องยอมรับว่ามันเป็นจินตนาการของเราเองที่อาจจะไม่ใช่ “ความจริง”

1.4 MURDER (UN) SEEN (Grisana Punpeng) ผู้ชมแต่ละคนที่ดูละครเรื่องนี้ จะไม่มีทางได้รับรู้ข้อมูลในเหตุการณ์ฆาตกรรมอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ นอกจากว่าคุณจะมาดูสองรอบ และเราเดาว่าถึงแม้คุณมาดูสองรอบ คุณก็จะไม่มีทางมั่นใจอยู่ดีว่าใครเป็นฆาตกร เพราะสิ่งสำคัญที่เราได้จากละครเรื่องนี้ก็คือว่า ละครเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงพฤติกรรมของคนหลายๆคนในสังคมที่ “ด่วนตัดสิน” คนอื่นๆ ทั้งๆที่ตัวเองยังไม่มีข้อมูลครบถ้วน

1.5 “นี่ไม่ใช่การเมือง” ในแง่นึงละครเรื่องนี้คล้ายกับ MURDER (UN) SEEN เพราะพูดถึงการฆาตกรรมเหมือนกัน, ไม่มีคำตอบเหมือนกันว่าใครเป็นฆาตกร และผู้ชมแต่ละคนก็ไม่มีทางได้รับรู้ข้อมูลในเหตุการณ์ฆาตกรรมอย่างครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนๆกัน เพียงแต่ว่า “นี่ไม่ใช่การเมือง” มีความ radical กว่า MURDER (UN) SEEN มากๆ

2.ถึงแม้ “นี่ไม่ใช่การเมือง” กับ MURDER (UN) SEEN จะมีความคล้ายคลึงกันในบางแง่มุม โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องที่ว่า “เราไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้อีกต่อไป” แต่มันก็มีความแตกต่างกันที่น่าสนใจ ซึ่งก็คือเรื่องที่ว่า ในขณะที่ MURDER (UN) SEEN ทำให้เรานึกถึง “ผู้คนในสังคมที่ด่วนตัดสินคนอื่นๆ” CECI N’EST PAS POLITIQUE กลับไม่ได้ทำให้เรานึกถึงประเด็นนี้ แต่นึกถึง “ระบบที่พยายามกีดกันความจริงจากเรา”

และมันคือสิ่งที่เราชอบมากๆใน CECI N’EST PAS POLITIQUE น่ะ คือเราเกลียด “ระบบ” ของละครเวทีเรื่องนี้มากน่ะ และเราว่ามันน่าจะเป็นสิ่งที่ผู้สร้างละครจงใจให้เรา “เกลียด” นะ คือคำว่า “เกลียดระบบ” ในที่นี้ มันคือเหตุผลที่ทำให้เรา “ชอบละคร” เรื่องนี้อย่างสุดๆนะ เราไม่ได้หมายความว่า เราเกลียดระบบของละครเรื่องนี้ แล้วเราเลยเกลียดละครเรื่องนี้ไปด้วย

แล้วระบบของละครเวทีเรื่องนี้คืออะไร มันคือระบบที่ตีสองหน้าว่าเปิดโอกาสให้เรา “เลือก” หรือ “มีเสรีภาพในการเลือก” ได้อยู่เสมออย่างไรล่ะ แต่มันเป็นระบบที่ตีสองหน้า เพราะว่า

2.1 เราไม่สามารถตรวจสอบระบบนั้นได้เลย เราไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสของมันได้เลย เราไม่รู้เลยว่ามันนับคะแนนถูกต้องหรือไม่

2.2 เราไม่ได้โหวตด้วยตัวเองว่า เราต้องการให้ใครออกไป คือถึงแม้ระบบมันนับคะแนนถูกต้องจริง เราทุกคนก็ไม่รู้อยู่ดีว่า เราควรจะเลือกคำตอบไหน เพื่อให้ใครอยู่ต่อไป หรือใครควรถูกขับออกไป

2.3 แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่า “กูไม่ได้เลือกระบบนี้” มันเป็นระบบห่าอะไรก็ไม่รู้ ที่พยายามปกปิดความจริงในเหตุการณ์ฆาตกรรม หรือเหตุการณ์ลักพาหมา หรือเหตุการณ์ต่างๆตลอดเวลา แต่กูไม่ได้เลือกระบบนี้ มันเป็นระบบที่กูถูกยัดเยียดมาให้ ทั้งๆที่กูไม่ได้เป็นคน “เลือกระบบ” นี้ คือระบบนี้มันจะชอบธรรมจริง ก็ต่อเมื่อ ผู้ชมทุกคนเลือกโหวตได้ในตอนต้นเรื่องว่า “ต้องการระบบที่นักแสดงทุกคนจะอยู่ครบจนจบเรื่อง” หรือ “ต้องการระบบที่นักแสดงจะค่อยๆทยอยหายตัวไป” แล้วผู้ชมเกิน 50% โหวตว่า “ต้องการระบบที่นักแสดงจะค่อยๆทยอยหายตัวไป” โดยมีการนับอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมโปร่งใสต่อหน้าผู้ชมทุกคน

แต่ในเมื่อผู้ชม “ไม่ได้รับสิทธิในการเลือกระบบที่ตนเองต้องการ” ตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นมันจะมีประโยชน์อะไร กับการต้องอยู่ในระบบที่เราไม่ได้เลือก ระบบอะไรก็ไม่รู้ที่ตั้งกฎเกณฑ์ที่เราไม่ได้เลือก ระบบอะไรก็ไม่รู้ที่พยายามปกปิดความจริงต่างๆตลอดเวลา แต่ทำตีหน้าซื่อว่า “เราเปิดโอกาสให้คุณออกเสียงได้นะ”

เพราะฉะนั้นถึงแม้ MURDER (UN) SEEN กับ CECI N’EST PAS POLITIQUE จะพูดถึง “การไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้อีกต่อไป” เหมือนๆกัน แต่เราก็ได้ข้อคิดที่แตกต่างกันจากละครสองเรื่องนี้ และเป็นข้อคิดที่เราชอบมากๆทั้งคู่

3.เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมอยู่ดีๆปีนี้ถึงมีละครเวทีที่เราชอบสุดๆ 5 เรื่อง ที่พูดถึงประเด็น “การไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้อีกต่อไป” เหมือนๆกัน แต่มันทำให้เรานึกถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองนะ ที่มีละครเวทีแนว absurd เกิดขึ้นในยุคนั้น เพราะสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้มนุษย์เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อโลกไปอย่างสิ้นเชิง และพอมุมมองที่มนุษย์มีต่อโลกเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังตีน มันก็เลยเกิดละครเวทีแนว absurd และภาพยนตร์แนว time-image ขึ้น (ซึ่งแตกต่างจากภาพยนตร์แนว movement-image ที่มาก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง)


แล้ว “อะไร” ล่ะ ที่ทำให้เกิดละครเวทีกลุ่มนี้ขึ้นในกรุงเทพในปีนี้ ละครเวทีที่พยายามตอกย้ำกับเราว่า “เราไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้อีกต่อไป”

THE NIGHTMARE

THE NIGHTMARE (2015, Rodney Ascher, documentary, A+25)

ชอบฉากที่เพื่อนที่นอนข้างๆฝันเห็นแมวดำตาสีแดงมากๆ คือการที่สองคนฝันเห็นเหตุการณ์เดียวกันในเวลาเดียวกันนี่มันไม่ใข่เรื่องที่คนนึงบ้าไปเองหรือจิตหลอนไปเองแน่ๆ พอดูหนังเรื่องนี้แล้วเลยทำให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อประมาณ 24ปีก่อน ที่แม่ของเพื่อนเรา (สมมุติว่าชื่อเอ) ถึงแก่กรรม แล้วอยู่ดีๆเพื่อนที่ชื่อบี ก็ฝันเห็นแม่ของเอมาบอกว่า อยากกินแฟนต้าน้ำแดง พอบีตื่น บีก็รีบโทรไปเล่าให้เอฟัง แล้วเอก็ร้องกรี๊ด เพราะตอนเช้านี้ เอกำลังจะทำบุญให้แม่ แล้วมีแฟนต้าน้ำเขียวกับน้ำแดง เอกะจะเก็บแฟนต้าน้ำแดงเอาไว้กินเอง แล้วใช้น้ำเขียวในการทำบุญ แต่เอไม่ทันได้รู้ว่า วิญญาณของแม่ก็อยากกินน้ำแดงเหมือนกัน (แต่เรามองว่ามันอาจจะไม่ใช่วิญญาณก็ได้นะ มันอาจจะเป็นเรื่องที่คลื่นสมองของบีตอนนอน ไปรับคลื่นความคิดในใจเอได้พอดี อะไรแบบนี้)

STAR WARS EPISODE VII: THE FORCE AWAKENS (2015, J.J. Abrams, A+15)

สนุกดี แต่เราไม่เคยอินกับมันเลยทั้ง 7 ภาค ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับความดีงามของหนัง แต่มันเป็นเรื่องที่ว่า สมมุติถ้าเราเลือกได้ว่าจะเข้าไปผจญภัยในหนังเรื่องไหน จักรวาลของ STAR WARS +STAR TREK จะไม่ใช่จักรวาลที่ตรงกับจินตนาการที่เราต้องการน่ะ แต่จักรวาลใน SAILOR MOON จะตรงกับจักรวาลในจินตนาการของเรามากกว่า เพราะฉะนั้นเราก็จะรู้สึกแค่ว่า มันสนุกดี แต่เราไม่ใช่ผู้ชมกลุ่มเป้าหมายของมัน อยากส่ง Sailor Saturn เข้าไปตบตัวละครในหนัง จบ

IRRATIONAL MAN (2015, Woody Allen, A+30)


 ถ้าหนังเรื่องนี้กำกับโดย Claude Chabrol ตัวละครที่แสดงโดย Parker Posey นี่มีเปอร์เซ็นต์ที่จะมีชีวิตรอดสูงมาก แต่ตัวละครที่แสดงโดย Emma Stone นี่มีเปอร์เซ็นต์สูงมากที่จะถูกฆ่าตายด้วย Stephane Audran หรือไม่ก็ Isabelle Huppert

Favorite quote from Apichatpong Weerasethakul

Favorite quote from Apichatpong Weerasethakul: “I think that religions are dangerous to humankind; that is my personal view; that is the problem when you present God in a movie. It is just repeating the imagination or repeating what has been done before to serve such imagery and icons, so we should stop doing that. We should move on. At least for me, I want to move on to a society where deities are gone, and a movie can evoke visually through different people’s imaginations rather than repeating the same thing for the next generation.


Thursday, December 17, 2015

FAVORITE SPLIT SCREENS

Favorite Split Screen

เห็นมีเพื่อนคนนึงถามถึง split screen ที่ชอบ เราก็เลยทำรายชื่อนี้ขึ้นมา

(เรียงตามตัวอักษร)

1.THE FOURTH KIND (2009, Olatunde Osunsanmi)
2.THE GRIFTERS (1990, Stephen Frears)
3.PASSION (2012, Brian de Palma)
4.PROSPERO’S BOOKS (1991, Peter Greenaway)
5.SISTERS (1973, Brian de Palma)
6.SPLENDER SOLIS (2015, Daniel Fawcett)

พอพูดถึง split screen ทีไร เราจะต้องนึกถึงเพื่อนๆสมัยมัธยม เพราะตอนสมัยม.ปลายเรากับเพื่อนๆมัธยมเคยจินตนาการเล่นๆว่าอยากให้มีละครทีวีเรื่อง GODDESS ที่เต็มไปด้วยตัวละครผู้หญิงแรงๆมาตบตีกันมากมาย แล้วเพื่อนเราคนนึงแต่งเรื่องว่า หนึ่งในตัวละครสำคัญของ GODDESS คือสามสาว Gorgons โดยฉากเปิดของตัวละครหญิง 3 ตัวนี้จะเป็น split screens แบ่งหน้าจอเป็น 3 ช่อง เล่าเรื่องจุดกำเนิดของทั้งสามตัวพร้อมกัน โดยตัวนึงเกิดที่ประเทศ Gabon เป็นเด็กสาวที่เกิดมาพร้อมกับที่หมู่บ้านของเธอประสบกับโชคร้าย หมู่บ้านนั้นเลยหาว่าเธอเป็นตัวซวย ตัวอัปมงคล เธอเลยเดินทางออกจากหมู่บ้านมา และไปที่ไหนเธอก็ถูกชาวบ้านขับไล่ในฐานะตัวอัปมงคล ส่วนเด็กสาวคนที่สองเกิดที่ประเทศ Mali เป็นเด็กที่แม่พยายามทำแท้งทุกวิถีทางขณะตั้งครรภ์ เพราะไม่อยากให้ลูกเกิดมา แต่ไม่ว่าจะทำแท้งอย่างไร อีนี่ก็เกิดมาจนได้ เพราะเธอหนังเหนียวมากๆ ส่วนเด็กสาวคนที่สามมาจาก Sudan อีนี่อิทธิฤทธิ์สูงสุด ราวกับเป็นนางเมดูซ่า ว่ากันว่าเวลาเธอไปที่ใด เธอสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตในรัศมี 1 กิโลเมตรตายได้ตามใจปรารถนา ไม่มีใครรู้ว่าเธอชื่อจริงว่าอะไร แต่มีเรื่องเล่ากันว่า มีอยู่ครั้งนึง ตอนเธอเดินผ่านหมู่บ้านนึง มีเด็กหนุ่มใจกล้าคนนึงชี้นิ้วไปที่เธอ แล้วตะโกนว่า “She” แล้วเขาก็ล้มลงขาดใจตายในทันที คนเลยเรียกเธอว่า She แต่ไม่มีใครรู้ชื่อจริงเธอ แล้วในที่สุดเด็กสาวทั้งสามคนก็เดินมาเจอกันที่ทางสามแพร่งในทวีปแอฟริกา แล้วหน้าจอที่แบ่งเป็น split screens 3 ช่องก็รวมเป็นหน้าจอเดียวกัน แล้วเด็กสาว 3 คนนี้ก็ร่วมมือเป็นแก๊งเดียวกัน โดยตั้งชื่อแก๊งว่า GORGONS เพื่อตบตีกับตัวละครอื่นๆใน GODDESS


(อันนี้เป็นไอเดียที่เพื่อนเราคิดไว้ตั้งแต่ปี 1990 แต่เราชอบสุดๆ ก็เลยจำได้จนถึงบัดนี้)

Tuesday, December 15, 2015

INDIAN FILMS I SAW DURING 1 JAN 2015-15 DEC 2015

INDIAN FILMS I SAW DURING 1 JAN 2015-15 DEC 2015

ก่อนที่หนังเรื่อง BAJIRAO MASTANI (2015, Sanjay Leela Bhansali) กับ DILWALE (2015, Rohit Shetty) จะลงโรงฉายในกรุงเทพเพื่อปะทะกับ STAR WARS ในสุดสัปดาห์นี้ เราก็ขอทบทวนตัวเองก่อนว่า ปีนี้เป็นปีที่เรากรี๊ดแตกให้กับหนังอินเดียอย่างรุนแรงที่สุดในชีวิต

รายชื่อหนังอินเดียที่ได้ดูตั้งแต่ต้นปีจนถึง 15 ธ.ค.

1.PK (2014, Rajkumar Hirani, A+30)
2.BADLAPUR (2015, Sriram Raghavan, A+30)
3.COURT (2014, Chaitanya Tamhane, A+30)
4.GUILTY (TALVAR) (2015, Meghna Gulzar, A+30)
5.DETECTIVE BYOMKESH BAKSHY (2015, Dibakar Banerjee, A+30)
6.ANJAAM (1994, Rahul Rawail, A+30)
7.POST MORTEM OF LOVE 2 (2015, Luv Ranjan, A+30)
8.TAMASHA (2015, Imtiaz Ali, A+30)
9.PIKU (2015, Shoojit Sircar, A+30)
10.BAJRANGJI BHAIJAAN (2015, Kabir Khan, A+30)
11.BAHUBALI: THE BEGINNING (2015, S. S. Rajamouli, A+30)
12.JAZBAA (2015, Sanjay Gupta, A+30)
13.BOMBAY VELVET (2015, Anurag Kashyap, A+30)
14.DIL DHADAKNE DO (LET THE HEART BEAT) (2015, Zoya Akhtar, A+25)
15.SHAANDAAR (2015, Vikas Bahl, A+25)
16.BABY (2015, Neeraj Pandey, A+25)
17.ABCD2 (2015, Remo D’Souza, A+25)
18.TANU WEDS MANU RETURNS (2015, Aanand L. Rai, A+20)
19.NH10 (2015, Navdeep Singh, A+20)
20.PREM RATAN DHAN PAYO (RECEIVED A TREASURE CALLED LOVE) (2015, Sooraj R. Barjatya, A+20)
21.MR. X (2015, Vikram Bhatt, B- )

22.ROY (2015, Vikramjit, Singh, C)

UNDER THE LANTERN SCREENING

UNDER THE LANTERN (1928, Gerhard Lamprecht, 131min) จะฉายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันอาทิตย์ที่ 20 ธ.ค.นี้นะครับ เวลา 12.30 น. ใครที่ชอบหนังชีวิตผู้หญิงแบบ “คนเริงเมือง”, “อีสา”, “สนิมสร้อย”, THE BRASS RING (1973, Prince Anusornmongkolkarn), THE JOYLESS STREET (1925, G. W. Pabst), PANDORA’S BOX (1929, G. W. Pabst),  DIARY OF A LOST GIRL (1929, G. W. Pabst) และ THE MARRIAGE OF MARIA BRAUN ( 1979, Rainer Werner Fassbinder) ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้นะครับ

UNDER THE LANTERN มีเนื้อหาเกี่ยวกับเอลเซอ (Lissy Arna) หญิงสาวฐานะดีที่ทะเลาะกับพ่อผู้เคร่งครัดจนเกินไป เธอระเห็จออกจากบ้านและไปอาศัยอยู่กับแฟนหนุ่มชื่อฮันส์ (Mathias Weiman) และเพื่อนของเขาที่ชื่อแม็กซ์ (Paul Heidemann) ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วงการคาบาเรต์เพื่อแสวงหาความสำเร็จ แต่ชีวิตของเอลเซอต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ และกลายเป็นโสเภณีในเวลาต่อมา


Monday, December 14, 2015

THE ELEVEN DEVILS (1927, Zoltan Korda, Germany, A+15)

THE KING OF CENTER FORWARD (1927, Fritz Freisler, Germany, A+)

 เพิ่งดูมิวสิควิดีโอที่นำแสดงโดยสารัช อยู่เย็นเมื่อวานนี้ แล้วก็มาดูหนังเยอรมันเกี่ยวกับนักฟุตบอลสองเรื่องในวันนี้ แล้วก็พบว่า ทั้งสามเรื่องมีจุดร่วมเดียวกัน นั่นก็คือพระเอกที่เป็นนักฟุตบอลจะต้องยากจน หรือมีปํญหาทางการเงินอย่างรุนแรง หรือฐานะการเงินของเขาเป็นอุปสรรคต่อชีวิต อย่างในหนังเรื่องนี้ พระเอกมีปัญหาทางการเงินอย่างมาก แต่ความสามารถด้านฟุตบอลก็ส่งผลให้เขาได้เมียเป็นเศรษฐี ดูแล้วก็ทำให้สงสัยว่า นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 100 ปีที่ผ่านมาเลยใช่ไหม นอกจากกรณีของ david beckham แล้ว มีนักฟุตบอลคนไหนอีกบ้างที่ได้เมียรวยเหมือนในหนังปี 1927 เรื่องนี้ ความเงี่ยนมันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ

THE ELEVEN DEVILS (1927, Zoltan Korda, Germany, A+15)


 ชอบการตัดต่อกับการถ่ายภาพในหนังเรื่องนี้มากๆ ขนาดเราไม่ชอบดูฟุตบอล พอเจอการตัดต่อกับการถ่ายภาพในฉากไคลแมกซ์ของเรื่องนี้ เรายังรู้สึกตื่นเต้นไปด้วยเลย แต่รู้สึกก้ำกึ่งกับการที่ตัวละครฝ่ายผู้ร้ายสองตัวเปลี่ยนมาเห็นใจพระเอกหลังจากเห็นความดีในตัวพระเอก คือเรารู้สึกว่าช่วงครึ่งแรกของหนังมันน่าเบื่อมาก เพราะตัวละครทุกตัวมันทำตัวไปตามบทบาทพระเอก นางเอก นางอิจฉา ตัวตลก ผู้ร้ายไปเรื่อยๆ แต่พอตัวละครฝ่ายผู้ร้ายบางตัวเริ่มเห็นใจพระเอก เราก็รู้สึกว่ามันซึ้งมากๆ แต่เสียดายที่หนังยังนำเสนอการกลับใจของผู้ร้ายได้ไม่น่า convincing เท่าไหร่ 

TAMASHA (2015, Imtiaz Ali, India, A+30)

TAMASHA (2015, Imtiaz Ali, India, A+30)

1.แค่ช่วง 5 นาทีแรก ที่ตัวละครเล่าเรื่องว่า “ทศกัณฐ์ลักพานางสีดาไปกรุงทรอย แล้วก็เลยเกิดสงครามกรุงทรอยเพื่อชิงตัวนางสีดากลับมา” เราก็รู้แล้วว่าหนังเรื่องนี้มีสิทธิได้ A+30 จากเราสูงมาก เพราะเราชอบการไหลมาบรรจบกันของเรื่องเล่าต่างๆแบบนี้มากๆ

จริงๆแล้วช่วง 5 นาทีแรกของเรื่องนี้ ทำให้นึกถึง ARABIAN NIGHTS (2015, Miguel Gomes) และพวกหนังของ Alain Robbe-Grillet, Raoul Ruiz เลยนะ เพราะมันเป็นเรื่องเล่าซ้อนกันไปซ้อนกันมา คือมันเปิดฉากด้วยละครเวทีที่มีตัวละครหุ่นยนต์กับตัวตลกมาเล่าเรื่องให้คนดูฟัง แล้วเรื่องที่หุ่นยนต์เล่า ก็เหมือนจะกลายเป็น “ภาพยนตร์” (ตอนนี้คือยังซ้อนกันแค่สองชั้น คือเป็นภาพยนตร์ TAMASHA ที่เล่าเรื่องละครเวทีที่เล่าเรื่องภาพยนตร์) แต่ภาพยนตร์ที่หุ่นยนต์เล่า เป็นเรื่องของเด็กชายคนนึงที่ชอบไปฟังตาแก่ข้างถนนเล่านิทาน แล้วตาแก่คนนั้นก็เอาตำนานโมเสส, มหาภารตะ, โรมิโอจูเลียต, อะลาดินมาผสมกันไปหมด แล้วก็ตัดมาเป็นเรื่องเล่าหลักที่เกาะ Corsica ซึ่งตอนนี้เราก็จะเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เรื่องราวที่เกาะ Corsica มันเป็นเรื่องที่ “ตาแก่เล่าให้เด็กฟัง” หรือไม่ โดยที่ตาแก่คนนั้นอยู่ในมิติของ “เรื่องที่หุ่นยนต์เล่าให้คนดูฟัง” อีกชั้นหนึ่ง

หนังยังเพิ่มความงงเข้ามาอีกเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก และทำให้นึกถึง Raoul Ruiz อะไรแบบนี้มากๆ เพราะในขณะที่เรื่องราวของหญิงสาวชื่อ “โมนา” กับชายหนุ่มชื่อ “ดอน” ที่พบกันบนเกาะ Corsica ดำเนินไปเรื่อยๆนั้น เราก็จะเริ่มงงว่า ใครเป็นคนเล่าเรื่องนี้กันแน่ เพราะอยู่ดีๆก็เหมือนกับว่าเรื่องราวของโมนากับดอนที่เราดูอยู่ ถูกเล่าด้วย “คณะละครเร่ข้างถนน” หรือไม่ก็ถูกเล่าโดย “คนขับรถตุ๊กตุ๊ก” หรือไม่ก็ถูกเล่าโดยตัวดอนเอง และไอ้ทั้งหมดนี้ จริงๆแล้วมันยังเป็นเรื่องเล่าของหุ่นยนต์บนละครเวทีอยู่หรือเปล่า อะไรคือวงเล็บซ้อนวงเล็บซ้อนวงเล็บในหนังเรื่องนี้ วงเล็บไหนอยู่นอกสุด วงเล็บไหนอยู่ในสุด ซึ่งกว่าเราจะรู้ว่าวงเล็บไหนอยู่นอกสุด เราก็ต้องดูจนจบเรื่อง ถึงจะเห็นวงเล็บปิดที่อยู่นอกสุดจริงๆ

2.นอกจากโครงสร้างของหนังจะทำให้นึกถึง Raoul Ruiz, Alain Robbe-Grillet, Miguel Gomes แล้ว ตัวเนื้อเรื่องหลักของหนัง เรายังชอบมากๆด้วย เพราะมันเล่าเรื่องของ “โมนา” กับ “ดอน” ชายหนุ่มหญิงสาวชาวอินเดียที่บังเอิญพบรักกันบนเกาะ Corsica โดยเนื้อหาช่วงนี้ทำเหมือนขนบหนังบอลลีวู้ดประมาณ 100 เรื่องที่เราเคยดูมา

แต่หลังจากนั้น หนังมันตั้งคำถามที่เราสนใจมากๆว่า ความรักของคนที่เจอกันแบบนั้น มันจะทนอยู่อย่างยั่งยืนได้หรือไม่ เมื่อเจอกับ “ชีวิตประจำวัน” คือคุณอาจจะมีความสุขเมื่อได้อยู่กับคนคนนั้นขณะท่องเที่ยวดูวิวสวยๆไปเรื่อยๆ แต่คุณจะยังมีความสุขอยู่หรือไม่ เมื่อคุณต้องเจอคนคนนั้น ทำตัวเป็น “มนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ” แปรงฟันทุกวัน กินข้าวเช้าที่โต๊ะนั้นทุกวัน ออกจากบ้านเวลานี้ทุกวัน กลับบ้านเวลานี้ทุกวัน คุณจะทนใช้ชีวิตประจำวันกับคนคนนั้นได้ตลอดไปหรือไม่ นี่คือความสุขที่คุณต้องการจริงๆเหรอ ชีวิตในฝันของคุณมีแค่นี้จริงๆเหรอ คุณชอบชีวิตซ้ำซากแบบนี้จริงๆเหรอ

3.หนังเรื่องนี้มีบางฉากที่เหมือนกับ THE LOBSTER (2015, Yorgos Lanthimos, A+30) มากๆด้วย และจริงๆแล้วมันเหมือนเป็นญาติห่างๆของ THE LOBSTER ในแง่นึง คือในขณะที่ THE LOBSTER ทำให้เราตั้งคำถามกับ “ความเชื่อเรื่องชีวิตคู่และความรักที่สังคมยัดเยียดมาให้เราเชื่อ” หนังเรื่อง TAMASHA ก็เหมือนจะตั้งคำถามหรือยั่วล้อขนบหนังรักบอลลีวู้ดในระดับนึง อย่างไรก็ดี มันตรงข้ามกับ THE LOBSTER ในแง่ที่ว่า THE LOBSTER มันเหมือนจะ “ทำลาย” หรือปฏิเสธความเชื่อเรื่องชีวิตคู่/ชีวิตโสดที่สังคมยัดเยียดให้ แต่ TAMASHA กลับไม่ทำลายหรือปฏิเสธขนบหนังรัก มันเพียงแค่ขยิบตาให้ผู้ชม หรือบอกผู้ชมว่า “ฉันรู้ตัวนะ ว่าฉันทำตัวตามขนบอยู่ แต่ดูสิ เรื่องเล่าในตำนานต่างๆ ตั้งแต่รามายาณะ มาจนถึง Romeo & Juliet มันก็มีฉากอะไรแบบนี้เหมือนกันทั้งนั้นแหละ” เพราะฉะนั้น TAMASHA จึงทำเพียงแค่เปิดเปลือยให้เห็นโครงสร้างของ “เรื่องรัก” ในตำนานชาติต่างๆและหนังบอลลีวู้ด แต่ไม่ได้ทำลายหรือปฏิเสธโครงสร้างของเรื่องรักเหล่านั้น


4.อย่างไรก็ดี อีกจุดที่ทำให้นึกถึง Raoul Ruiz ก็คือว่า หนังเรื่องนี้มีทั้งจุดดีและจุดด้อยเหมือนหนังของ Ruiz คือหนังของ Ruiz หลายๆเรื่อง เราจะชอบโครงสร้างที่ซับซ้อนของมัน ชอบการร้อยเรียงโครงสร้างที่ซับซ้อนเหล่านี้ให้ออกมาได้อารมณ์ที่สอดคล้องงดงาม และชอบไอเดียประหลาดๆของมัน แต่หนังของ Ruiz มันจะไม่ “สะเทือนอารมณ์” เราอย่างรุนแรง ซึ่งหนังเรื่อง TAMASHA นี้ก็เหมือนกัน คือเราจะชอบ “โครงสร้าง” ของมันมากๆ ชอบ “ไอเดีย” ของมันมากๆ แต่มันก็จะไม่ “สะเทือนอารมณ์” เราอย่างรุนแรงเหมือนกัน

Saturday, December 12, 2015

GERMAN FILMS ABOUT FOOTBALL

เนื่องจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กำลังจะฉายหนังเรื่อง KING OF THE CENTER FORWARDS (1927, Fritz Freisler, Germany, 95min) และ THE ELEVEN DEVILS (1927, Zoltan Korda, Germany, 98min)  ซึ่งเป็นหนังเยอรมันสองเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอลในวันอาทิตย์ที่ 13 ธ.ค.นี้ พอเราคิดไปคิดมาแล้ว เราก็พบว่าเยอรมนีคงเป็นชาติที่รักกีฬาฟุตบอลมากๆ เพราะขนาดตัวเราเองไม่ชอบดูฟุตบอลและหนังเกี่ยวกับฟุตบอล เรายังเคยดูหนังเยอรมนีที่เกี่ยวกับฟุตบอลหลายเรื่องเลย และก็มีบางเรื่องที่เราชอบสุดๆในระดับ A+30 ด้วย

หนังเยอรมันเกี่ยวกับฟุตบอลที่เราเคยดู ก็มีเรื่อง

1.SOCCER AS NEVER BEFORE (1971, Hellmuth Costard, documentary, 105 min, A+30)
หนังสารคดีเรื่องนี้มีลักษณะเหมือนหนังทดลอง นั่นก็คือมันแปลกมากๆ มันจับแต่ภาพ George Best ขณะเล่นฟุตบอลในเกมๆหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็เลยฟินมากๆ เพราะ George Best หล่อมากๆ การได้จับจ้องมองนักกีฬาหล่อๆอย่างใกล้ชิดสนิทแนบเป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงแบบนี้ เป็นอะไรที่น้ำเดินมากๆค่ะ

2.THE CHAMPIONS (2003, Christoph Huebner, documentary, A+30)
ถ้าจำไม่ผิด หนังสารคดีเรื่องนี้ติดตามถ่ายทำชีวิตของเด็กกลุ่มหนึ่งที่เป็นตัวสำรองในทีมฟุตบอลทีมหนึ่งเป็นเวลาราว 4 ปี สิ่งที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆก็คือความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆเหล่านี้ เพราะในตอนต้นเรื่องนั้น เด็กๆเหล่านี้มีดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง พวกเขาหวังว่าจะได้เป็นนักฟุตบอลตัวจริง ได้เป็นนักฟุตบอลชื่อดัง แต่พอเวลาๆค่อยๆผ่านไป ประกายแห่งความหวังในดวงตาของพวกเขาก็ค่อยๆหรี่ลงทีละน้อยๆ และพอถึงช่วงท้ายของหนังสารคดีเรื่องนี้ เด็กๆบางคนในกลุ่มนี้ก็ไม่มีแสงแห่งความหวังเหลือในดวงตาพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาต้องยอมรับความจริงที่ว่า พวกเขาเป็นได้แค่ตัวสำรองเท่านั้น และชีวิตมนุษย์มันไม่ได้งดงามแต่อย่างใด

3.FEELINGS (2005, Lale Nalpantoglu, A+)

4.GOALIE (2005, Robin Sander, A+)

5.ONE DAY IN EUROPE (2005, Hannes Stöhr)

6.IN FORWARD GEAR: WOMEN’S SOCCER IN GERMANY (2005, Peter Behle, A)

7.WHAT FOOTBALL FOR ME IS (2005, Manuel Bickenbach, A)

8.THE MIRACLE OF BERN (2003, Sönke Wortmann)

9.TACTICS WITH UDO (2005, Jens Schillmoeller, A-)

10.SOCCER RULES! (2000, Tomy Wigand)

11.KICKER (2005, Marc Hermann, B+ )

12.KICKBACK (2005, Leo Khasin, B )



Thursday, December 10, 2015

IN THE HEART OF THE SEA (2015, Ron Howard, A+15)

IN THE HEART OF THE SEA (2015, Ron Howard, A+15)

--สมน้ำหน้าอีพวกมนุษย์ ทำโอหังนัก สะใจกูจริงๆ

--เคยดูหนังที่เกี่ยวข้องกับ Herman Melville อีก 3 เรื่อง ซึ่งได้แก่ BEAU TRAVAIL (1999, Claire Denis), POLA X (1999, Leos Carax) และ CAPTAIN AHAB (2007, Philippe Ramos) ซึ่งเป็นหนังฝรั่งเศสทั้ง 3 เรื่อง ถึงแม้ว่า Herman Melville จะเป็นคนอเมริกัน และแน่นอนว่าเราชอบ IN THE HEART OF THE SEA น้อยกว่าหนัง 3 เรื่องนี้ เพราะ IN THE HEART OF THE SEA มันเป็นหนังที่ดูสนุก spectacle งดงาม ก็จริง แต่พอดูจบแล้วมันไม่เหลือความรู้สึกรุนแรงอะไรบางอย่างทิ้งค้างไว้ให้เราแบบหนังอีก 3 เรื่องนั้น

--แต่ถ้าเทียบกับหนังฮอลลีวู้ดด้วยกันเองแล้ว เราว่า IN THE HEART OF THE SEA โอเคมากๆ เราว่ามันก็งดงามในความเป็นฮอลลีวู้ดของมันดี อารมณ์อะไรก็ทำได้ถึง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่อารมณ์แบบที่ติดค้างหลังจากดูหนังจบแบบหนังฝรั่งเศส คือถ้าเปรียบเทียบหนังเป็นอาหาร มันก็เหมือนกับว่า IN THE HEART OF THE SEA เป็นหนังที่ “อร่อยที่ลิ้น” น่ะ คือพอกินเข้าไปปุ๊บ พอมันแตะลิ้นปุ๊บ เราก็อร่อยปั๊บ แต่พอเรากลืนลงคอเข้าไปแล้ว เราก็ไม่ได้รับความรู้สึกอะไรอีกเลย คือมันอร่อยที่ลิ้นชั่วขณะหนึ่ง

ในขณะที่หนังอย่าง BEAU TRAVAIL มันเหมือนหนังที่อร่อยทั้งช่วงที่มันเคลื่อนผ่านลิ้น, คอ, กระเพาะ, ทวารหนัก และการบริโภคมันเข้าไปทำให้มันฝังสารเคมีบางอย่างเข้าไว้ในร่างกาย, เม็ดเลือด หรือเซลล์ดีเอ็นเอของเราตลอดไป

--ชอบมากๆที่ Ron Howard เลือกวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองในการนำเสนออะไรเกี่ยวกับ Herman Melville และ MOBY DICK คือเขาคงรู้ตัวดีว่าเขาไม่เหมาะพูดอะไรปรัชญาหรอก เขาก็เลยนำเสนอมันในแบบ action spectacle ไปเลย แต่ก็สามารถรักษาอารมณ์ของตัวละครต่างๆได้ดีด้วย

--ชอบ look ของหนังมากๆ มันเหมือนภาพในชุดหนังสือนิทานสำหรับเด็กที่สำนักพิมพ์ซีเอ็ดยูเคชั่นเคยพิมพ์ออกมาในทศวรรษ 1980


--ดูหนังเรื่องนี้ตอนหิว เพราะไปวิ่งบนลู่วิ่งในฟิตเนสมา 10 กิโลเมตร เสร็จแล้วก็กินแซนด์วิชไปชิ้นเดียวตอน 18.00 น. แล้วก็ไม่ได้กินอะไรอีกเลยตอนมาดูหนังเรื่องนี้รอบ 21.30 น. ตอนที่ดูก็เลยอินมากๆกับฉากที่ตัวละครต่างๆรู้สึกหิวโหยอย่างรุนแรง 555

KRAMPUS WOLF TOTEM STORM CHILDREN

KRAMPUS (2015, Michael Dougherty, B+ )
ชอบช่วง 15 นาทีแรกของหนังที่ให้อารมณ์เหมือน Democrats + republicans ร่วมใจต้านภัยก่อการร้าย แต่หบังจากนั้นหนังก็น่าเบื่อตามสูตรหนังคริสต์มาส แต่มีการใช้ปืนเยอะมากๆ

WOLF TOTEM (2015, Jean-Jacques Annaud, China, A+/A)
มีปัญหากับทัศนคติของพระเอกอย่างรุนแรง ตอนดูจะรู้สึกเกลียดพระเอกอย่างรุนแรงตลอดเวลา และนั่นก็เลยทำให้เราไม่ชอบหนังเรื่องนี้มากเท่ากับ THE BEAR (1988, Jean-Jacques Annaud) ถึงแม้มันจะถ่ายสัตว์และธรรมชาติได้อย่างงดงามมากๆเหมือนกันก็ตาม

STORM CHILDREN BOOK ONE (2014, Lav Diaz, Philippines, documentary, A+30)
รู้สึกว่า gaze ของหนังมันน่าสนใจดี คือฉากในหนังนึกว่าถ่ายที่คลองแสนแสบกับท่าเรือคลองเตย คือเหมือนสิ่งที่อยู่ในหนังมันเป็นสิ่งที่เราเจอได้ง่ายๆในเมืองไทย แต่ gaze ของหนังทำให้สิ่งธรรมดาเหล่านั้นมันกลายเป็นสื่งที่น่าสนใจขึ้นมาได้ อยากฉายหนังเรื่องนี้ควบกับ "พายายหมอนไปชมสวน" (2010, Wachara Kanha) และ ชิงช้า (SWING) (2011, Weerapong Wimuktalop)

THE DUNE (2013, Yossi Aviram, France/Israel, A+30)

THE DUNE (2013, Yossi Aviram, France/Israel, A+30)

Niels Arestrup เล่นเป็นตำรวจเกย์วัยชราได้เยี่ยมมากๆ สุดยอดมากๆ หนังก็งดงามมากๆ

ชอบช่วงต้นเรื่องที่ Niels Arestrup ทำหน้าที่สืบหาคนหาย เขาตามหานักเขียนคนหนึ่ง (Mathieu Amalric) ที่ภรรยาแจ้งความว่าหายสาบสูญไป 3 สัปดาห์แล้ว เขาตามไปจนเจอนักเขียนคนนั้นหลบซ่อนตัวในโรงแรมต่างจังหวัด เขาขอให้นักเขียนคนนั้นเดินทางกลับไปปารีสพร้อมกับเขาเพื่อกลับไปพบหน้าภรรยา แต่นักเขียนคนนั้นกลับเลือกที่จะฆ่าตัวตายในทันที แทนที่จะกลับไปพบหน้าภรรยาอีก

การได้พบเห็นการฆ่าตัวตายในแบบสดๆเช่นนี้ทำให้ Reuven (Niels Arestrup) ตัดสินใจเกษียณจากการเป็นตำรวจก่อนกำหนด เราว่าช่วงต้นเรื่องนี่ทำให้เรานึกถึง VERTIGO (1958, Alfred Hitchcock) และ COLOR OF NIGHT (1994, Richard Rush) ที่เปิดเรื่องด้วยการให้ตัวละครพระเอกที่เป็นตำรวจรู้สึกล้มเหลวกับการช่วยชีวิตคนเหมือนๆกัน อย่างไรก็ดี สิ่งที่เจ๋งมากใน THE DUNE ก็คือว่า จนถึงหนังจบแล้ว หนังก็ไม่เคยอธิบายแต่อย่างใดว่าเพราะเหตุใดนักเขียนคนนั้นถึงฆ่าตัวตาย แทนที่จะกลับไปพบหน้าภรรยา มันเหมือนกับว่าหนังมันยอมรับตั้งแต่ต้นเรื่องว่า “คนหลายคนมีปมอะไรบางอย่างในใจที่ยากจะอธิบายได้ และเราไม่จำเป็นต้องรู้หรือเข้าใจมันไปซะทุกเรื่องหรอก เพราะมนุษย์มันยากจะอธิบายได้แบบนี้นี่แหละ” และเราก็ชอบหนังที่มีแนวคิดแบบนี้มากๆ

อย่างไรก็ดี จริงๆแล้วปมของตัวละครนักเขียนนี่ ถึงแม้หนังมันจะไม่อธิบายการกระทำของตัวละคร แต่มันก็ถูกใช้เปรียบเทียบกับเรื่องราวชีวิตของตัวละคร Reuven เองในเวลาต่อมานะ

หนังนำเสนอภาพของคู่รักเกย์วัยชราได้ดีมากๆด้วย เราว่าหนังมันเจ๋งตั้งแต่การเลือกที่จะเล่าเรื่องราวชีวิตของตำรวจเกย์วัยชรา และ cast Neils Arestrup มารับบทเกย์วัยชรานี่แหละ

เราว่า “บรรยากาศ” หรือจังหวะอารมณ์บางอย่างของหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึง A WEEK’S VACATION (1980, Bertrand Tavernier, A+30) ด้วย

ตอนจบของหนังก็คาดไม่ถึงมากๆ ไม่นึกว่าหนังจะตัดจบในจังหวะนั้น


ก่อนไปดูหนังเรื่องนี้ เราไม่เคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่พอไปดูแล้วก็พบว่ามันมีสิทธิสูงมากที่จะติดอันดับหนังสุดโปรดประจำปีของเรา