Wednesday, June 04, 2025

ETCHED IN MEMORY

 

อยู่ดี ๆ เมื่อคืนเราก็ฝันว่าลูกหมีมาร้องเพลง HANASHI KAKETAKATTA (I WANTED TO TALK TO YOU) (1987, Yoko Minamino) ให้เราฟัง ประหลาดมาก งงว่าความฝันนี้มาได้อย่างไร เพราะเราเองก็ไม่ได้ฟังเพลงนี้มานานแล้ว

https://www.youtube.com/watch?v=wZX5TuC28cM

++++++++++

ปกติหนังเรื่องไหนที่เราเคยดูแล้วในรูปแบบวิดีโอเทป เราจะขี้เกียจไปดูอีกในโรงภาพยนตร์ ยกเว้นเรื่อง THE MIRROR (Andrei Tarkovsky) นี่แหละที่เราเคยดูแล้วในรูปแบบวิดีโอเทปจากร้านแว่น จตุจักรเมื่อราว 20-25 ปีก่อน แต่เราก็ยังคงตั้งความหวังมาจนถึงปัจจุบันนี้ว่า จะมีคนนำหนังเรื่องนี้มาเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล

+++++++

เวลาเราใช้ Facebook มันชอบขึ้นโฆษณากางเกงในชายเข้ามาในฟีดเรา เราก็รู้สึกว่า “มันยังพอรู้ใจเรา” แต่เวลาเราเข้าไปอ่านเว็บไซต์ข่าวของบางสำนักข่าว แล้วมันชอบขึ้นโฆษณา “บ้าน ราคาเริ่มต้น 125 ล้านบาท” เราก็สงสัยว่า ระบบยิงโฆษณามันใช้อะไรคิดคะ กูจะเอาเงิน 125 ล้านบาทมาจากไหน มึงลดราคาเหลือ 1.25 ล้านบาทก่อนค่ะ แล้วค่อยยิงโฆษณาเข้ามาให้กูดู 55555

++++

 

ETCHED IN MEMORY เธอในความทรงจำ (2025, วรวรรณ ขิมสมุทร, queer film, 29min, A+25)

 

ชอบที่หนังเรื่องนี้เป็นทั้งหนังเกย์ + หนังแวมไพร์ ที่มีการพูดถึง “พุทธทาสภิกขุ” ด้วย 55555 คือการผสมหนังเกย์กับหนังแวมไพร์เข้าด้วยกันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเราก็เคยดู QUEEN OF THE DAMNED (2002, Michael Rymer, A+30) และ RED WINE IN THE DARK NIGHT (2015, Tanwarin Sukkhapisit, A+25) มาแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราประทับใจที่สุดในหนังเกย์แวมไพร์เรื่องนี้ ก็เลยกลายเป็นการที่ตัวละครในหนังพูดคุยกันเรื่อง “พุทธทาสภิกขุ”

+++++

 

เราไปงานฉายหนังของ ICT SILPAKORN ครั้งแรกในวันที่ 6 เม.ย. 2012 หรือเมื่อ 13 ปีที่แล้ว แต่เราก็ไม่ได้ไปดูงานนี้ทุกปีนะ คิดถึงอดีตมาก ๆ

 

BACTERIA (2024, Bundit Thianrat, 18min, A+30)

 

เห็นใน Facebook มีระบบ subscription ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ยังไม่เคยจ่ายเงิน subscribe ให้เพจไหนเลย แต่มาวันนี้เราก็เลยตัดสินใจจ่ายเงิน subscribe ให้เพจ “ทหารสายกล้าม” เป็นเพจแรก เราก็เลยอยากรู้ว่า เพื่อน ๆ มีการจ่ายเงิน subscribe ให้ใครใน Facebook กันบ้างคะ มีอะไรน่า subscribe กันอีกบ้าง

+++

 

BACTERIA (2024, Bundit Thianrat, 18min, A+30)

 

1. จริง ๆ แล้วสิ่งที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้คือ “process การทำขนมปัง sour dough” (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด) เพราะเหมือนเราไม่เคยเห็นสิ่งนี้ในหนังเรื่องอื่น ๆ มาก่อน เราก็เลยชอบจุดนี้มากที่สุดในหนัง และเราก็เลยแอบเสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้อธิบาย process การทำขนมปัง sour dough อย่างละเอียดกว่านี้ 55555 ส่วนเนื้อหาของหนังที่เป็นเรื่องของ “ความขัดแย้งและการประนีประนอมกันระหว่างคนสองรุ่น” นั้น เราว่ามันก็ดี แต่เราว่ามันดูลอย ๆ ไปหน่อยสำหรับเรา เหมือนหนังมันอมพะนำมากเกินไปหน่อยในจุดนี้ ส่วนเรื่องประเด็นการเมืองในหนังนั้น เราดูแล้วก็ยอมรับว่า เราอาจจะไม่เข้าใจหนังเรื่องนี้ในจุดนี้ เพราะว่าถ้าหากไม่มีการใส่ฉากในช่วง closing credits เข้ามา เราก็คงไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นการเมืองแอบแฝงอยู่ด้วย 55555

 

2. นอกจากส่วนที่เป็น process การทำขนมปังแล้ว เราก็ชอบ “ความประณีต” ในหนังเรื่องนี้นะ เหมือนหนังมันมีความประณีตในการคิดฉากแต่ละฉากและในการเรียงร้อยมันออกมาน่ะ ตัวอย่างของฉากที่ชอบมากก็อย่างเช่นในช่วงนาทีที่ 5 ที่ timer ดังขึ้นมา แล้วตัวละครลุง (ปาโมช แสงศร) เหมือนมีอาการโรคหัวใจ (ไม่รู้ว่าเราเข้าใจถูกหรือเปล่า) เหมือนหนังเรื่องนี้ใช้บางช็อตที่เล่าเหตุการณ์ได้ทั้งในส่วนของโฟร์กราวด์และแบคกราวด์ได้ในฉากเดียวกันน่ะ คือในตอนแรกเราจะเห็นลุงกำลังเตรียมขนมปังในแบคกราวด์ และเห็น space ของพื้นที่บริเวณนั้น ซึ่งดูค่อนข้างแคบ ก่อนที่ภาพจะเปลี่ยนมาโฟกัสที่โฟร์กราวด์เมื่อ timer ดังขึ้น แล้วเราก็เห็นตัวละครหลาน (อวัช รัตนะปิณฑะ) ทำหน้าตาคับข้องใจอยู่ที่โฟร์กราวด์ของฉาก โดยที่มีลุงทำอาการปวดหัวใจอยู่ในแบคกราวด์ของฉาก

 

3. ชอบความคล้องจองกันระหว่างฉากเปิดกับฉากปิดของหนังด้วย เหมือนเป็นการส่งผ่านอะไรบางอย่างจากตัวละครหนึ่งไปสู่ตัวละครหนึ่ง และจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งได้อย่างงดงาม

 

4.อีกสิ่งที่ชอบสุดขีดในหนัง คือการที่หนังเหมือนรีดเค้นพลังทางการแสดงของปาโมชกับอวัชออกมาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่นาทีที่ 11 เป็นต้นไป คือเหมือนหนังเรื่องนี้ใช้ดาราดังมาแสดง (เมื่อเทียบกับหนังสั้นไทยโดยทั่วไป) และก็เป็นการใช้อย่างคุ้มค่ามาก ๆ ไม่เสียของ นักแสดงทั้งสองเล่นได้ดีสุดขีดมาก ๆ

 

5. หลังจากที่เราเขียนถึงจุดที่เราชอบสุดขีดในหนังเรื่องนี้ไปแล้ว ต่อไปนี้เราก็จะเขียนถึงจุดที่เรา “ไม่แน่ใจ” ว่าเราชอบหรือไม่ชอบในหนังเรื่องนี้นะ 555 คือหนังเรื่องนี้จริงๆ แล้วทำตามกฎหลักของเราที่ว่า “ตัวละครแต่ละตัวมีชีวิตมาก่อนที่หนังจะเริ่มต้นขึ้น”

 

ซึ่งตัวละครหลักทั้งสองตัวในหนังเรื่องนี้ ดูแล้วก็เชื่อได้อย่างเต็มที่ว่า “มีชีวิตมาก่อนที่หนังจะเริ่มต้นขึ้น” จริง ๆ แต่เราแอบรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ปิดบังข้อมูลของตัวละครมากเกินไปหน่อยหรือเปล่า เราดูแล้วก็เลยงงๆ และอาจจะทำให้เราขาด “อารมณ์ร่วม” ไปกับตัวละครด้วย

 

แต่เราก็ไม่คิดว่าอันนี้เป็น “ข้อเสีย” ของหนังนะ เพราะเราก็ยังคงชอบหนังเรื่องนี้มากในระดับ A+30 อยู่ดี เพียงแต่เราก็ยอมรับว่า เราดูแล้วก็แอบสงสัยในส่วนของเนื้อหาบางส่วนของหนังน่ะ อย่างเช่น

 

5.1 ลุงกับหลานมีเรื่องขัดแย้งอะไรกันมาก่อนหน้านี้ เรื่องวิธีการทำขนมปัง หรือเรื่องทัศนคติทางการเมือง หรือเรื่องอะไร พวกเขาโกรธอะไรกันมาก่อนหน้านี้

 

คือเหมือนพอหนังไม่ได้บอกชัด ๆ เกี่ยวกับจุดนี้ เราดูแล้วก็เลยงง ๆ น่ะ และก็เลยกลายเป็นว่า เราอินกับ “การต่อสู้ของตัวละครเพื่อทำขนมปังให้เสร็จทันเวลา” มากกว่าที่จะอินกับ “การเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างลุงกับหลาน” เพราะเราดูแล้วก็ไม่รู้หรือไม่แน่ใจว่า ลุงกับหลานมีเรื่องขัดแย้งอะไรกัน

 

5.2 หลานบาดเจ็บเพราะอะไร แล้วหลาน “โด่งดัง” เพราะอะไร

 

คือถ้าหากไม่มีการใส่ฉากทางการเมืองเข้ามาใน closing credits เราก็คงจะจินตนาการไปแล้วว่า หลานเป็น “นักซิ่งมอเตอร์ไซค์ชื่อดัง” อะไรทำนองนี้ เขาเลยบาดเจ็บที่ขาในช่วงต้นเรื่อง 55555

 

5.3 การใส่ฉากทางการเมืองเข้ามาในช่วง closing  credits ก็เป็นอะไรที่ intriguing ดี คือเหมือนมันช่วยเพิ่มความหมายที่น่าสนใจให้กับหนัง แต่ดูแล้วเราก็ยังงง ๆ อยู่ดี เพราะเราก็ไม่รู้ว่า การที่ตัวละครลุง “เลือกทางนั้น” จนทำให้หลานโกรธ มันคืออะไร ลุงเลือกทำอะไร แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับการเมืองหรือเปล่า

 

คือจุดเหล่านี้เป็นจุดที่เรา “ไม่แน่ใจ” ว่าเราชอบหรือไม่ชอบในหนังเรื่องนี้นะ คือเราว่าการที่หนังเลือกที่จะ “ไม่บอกอะไรหลาย ๆ อย่าง” มันก็ไม่ใช่ข้อเสียอะไร เพราะมันก็ช่วยสร้างความค้างคาใจให้เราได้ดี และกระตุ้นความคิดของเราได้เป็นอย่างดี แต่บางทีมันก็ส่งผลให้เราไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละคร และไม่มีอารมณ์ร่วมกับหนังตามไปด้วยน่ะ

 

เหมือนหนังบางเรื่องเลือกใช้วิธีการคล้าย ๆ กันนี้ แล้วเราก็ยังคงชอบมากอยู่ดีนะ อย่างเช่น PERFECT DAYS (2023, Wim Wenders) ที่หนังไม่บอกอดีตของตัวละครพระเอก และ THOSE WHO LOVE ME CAN TAKE THE TRAIN (1998, Patrice Chéreau, France) ที่ตัวละครบางตัวในหนังตบตีกันอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ เพราะพวกเขาเคยมีเรื่องขัดแย้งกันมาก่อนที่หนังจะเริ่มต้นขึ้น และหนังก็ไม่บอกและไม่เล่าด้วยว่า พวกเขาเคยมีเรื่องขัดแย้งอะไรกันมาก่อน 5555 แต่คือหนังทั้งสองเรื่องนี้เป็นหนังที่ยาวกว่า 2 ชั่วโมงน่ะ เพราะฉะนั้นถึงแม้เราจะกังขาและสงสัยกับอดีตของตัวละครบางตัวในหนังสองเรื่องนี้ หนังสองเรื่องนี้มันก็มีเนื้อหาในส่วนอื่น ๆ ที่เปิดให้เรามีอารมณ์ร่วมหรือสนุกกับมันไปด้วยมาก ๆ ได้ เพราะฉะนั้น “อดีตของตัวละครที่หนังไม่ยอมเล่า” ก็เลยเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญไปโดยปริยาย แต่ในส่วนของ BACTERIA นั้น พอหนังมันสั้นมาก และความขัดแย้งระหว่างลุงกับหลาน (ที่หนังไม่ยอมเล่า) มันเหมือนมีความสำคัญต่อหนัง เราก็เลยสงสัยว่า เอ๊ะ จริง ๆ แล้วการเลือกใช้วิธีการแบบนี้มันดีหรือเปล่านะ

 

แต่เราก็แอบเดาว่า หนังเรื่องนี้อาจจะต้องการเน้นการส่ง message เรื่องการปรับตัวเข้าหากันระหว่างคนสองรุ่นก็ได้นะ เพราะฉะนั้นรายละเอียดเรื่องความขัดแย้งก็เลยอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญคือการปรับตัวหรือเรียนรู้ซึ่งกันและกัน คือถ้าหากหนังเล่ารายละเอียดตรงจุดนี้มากเกินไป มันก็เสี่ยงได้เหมือนกันที่คนดูแต่ละคนจะ take side ว่าจะเข้าข้างลุงหรือหลาน แล้ว message ตรงนี้ก็อาจจะถูกลดทอนความสำคัญลง แต่พอหนังเลือกที่จะสร้างความคลุมเครือตรงจุดนี้ message ตรงนี้ก็อาจจะชัดขึ้น

 

สรุปได้ว่า เราเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การที่หนังเรื่องนี้ไม่ยอมเล่าอะไรหลาย ๆ อย่าง เป็นวิธีการที่ดีแล้วหรือไม่ คือตอนนี้เราก็ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ น่ะแหละ และดูแล้วมันก็ “ค้างคาใจ” ดีกับสิ่งที่หนังไม่ยอมเล่า แต่เราก็ยอมรับว่า เราก็อาจจะไม่ได้ “รู้สึกมีอารมณ์ร่วม” ไปกับตัวละครด้วยเช่นกัน เพราะเราไม่รู้ว่า พวกเขาโกรธอะไรกัน

++++

LOTTE IN WEIMAR (1975, Egon Günther, East Germany, 119min) เปิดฉายให้ดูฟรีออนไลน์ หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกจากเยอรมันตะวันออกที่ได้เข้าชิงรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ โดยตัวหนังดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของ Thomas Mann (DEATH IN VENICE)

+++++++

 

สรุปหนังที่ได้ดูในวันที่ 1 – 2 JUNE 2025

 

SUNDAY 1 JUNE

 

1. THE 4 RASCALS (2025, Tran Thanh, Vietnam, 132min, A+30)

 

ดูที่ MAJOR RATCHAYOTHIN รอบ 11.30 น.

 

ดีใจที่มีคนนำหนังเวียดนามมาลงโรงฉายในไทยเป็นระยะ ๆ Tran Quoc Anh พระเอกหนังเรื่องนี้หล่อมาก ฉันตกหลุมรักเขาอย่างรุนแรง ชอบประเด็นนึงในหนังเรื่องนี้ด้วย นั่นก็คือหนังเรื่องนี้เหมือนจะเกลียด “สาวสวยไร้สมอง ที่ใช้ประโยชน์จากความสวยของตัวเองไปวัน ๆ” เพราะฉะนั้นตัวละครนางเอกของหนังเรื่องนี้ ที่ “ทำตัวสวยไปวัน ๆ” ก็เลยต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสม

 

2. THE RITUAL (2025, David Midell, horror, 98min, A+30)

 

ดูที่ MAJOR RATCHAYOTHIN รอบ 14.20 น.

 

เกลียดความกล้องสั่นตลอดเวลาในหนังเรื่องนี้ แต่ชอบ “ความจริงจัง” บางอย่างในหนังเรื่องนี้ ดูแล้วนึกถึง THE EXORCIST: BELIEVER (2023, David Gordon Green, A+30) ในแง่ที่ว่า พิธีกรรมไล่ผีในหนังทั้งสองเรื่องนี้ เหมือนไม่ได้ “ดำรงอยู่เพื่อสร้างความสนุกตื่นเต้นระทึกขวัญ” ให้แก่ผู้ชม แต่เหมือนมันดำรงอยู่ด้วยเหตุผลอื่น ๆ

 

3. PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE (2025, Chartchai Ketnust, A+30)

 

ดูที่ MAJOR RATCHAYOTHIN รอบ 16.50 น.

 

กลายเป็นหนังที่เราชอบมากที่สุดของคุณ Chartchai ไปเลย ชอบมากกว่า FROM BANGKOK TO MANDALAY (2016), THE MOTHER (2019) และ MAN SUANG (2023) ชอบการทำหนังย้อนยุคแบบค่อนข้าง minimal แบบนี้ (ถ้าหากเทียบกับหนังของท่านมุ้ยหรือหนัง epic ของต่างประเทศ), ชอบที่หนังเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน, ชอบความเป็นหนังทดลองที่พร่าเลือนเส้นแบ่งระหว่างละครเวที, ชีวิตนอกโรงละคร, อดีต และปัจจุบันเข้าด้วยกัน, ชอบความแสดงตัวตลอดเวลาว่า สิ่งที่เห็นเป็นเพียงการแสดง เป็นเพียงจินตนาการจากคนยุคต่าง ๆ ที่มองย้อนเข้าไปในอดีต และเป็นเรื่องที่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงในอดีต และชอบทัศนคติของหนัง

 

ในแง่นึงดูแล้วแอบนึกถึง MEGALOPOLIS (2024, Francis Ford Coppola) ในแง่ที่ว่า เวลาเราดูหนังสองเรื่องนี้ เราจะรู้ตัวตลอดเวลาว่าเรากำลังดูหนังอยู่ เหมือนหนังมันไม่ได้พยายาม “ทำให้สมจริง” แต่พยายาม “ทำให้มันไม่สมจริง” และเราชอบอะไรแบบนี้อย่างสุดขีด

 

4. KRAKEN (2025, Nikolay Lebedev, Russia, 134min, A+30)

 

ดูที่ MAJOR RATCHAYOTHIN รอบ 20.00 น.

 

ในที่สุดก็เจอหนัง mainstream ของรัสเซียที่เราชอบในระดับทัดเทียมกับหนัง mainstream ของฮอลลีวู้ด, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, อินเดีย, จีน 55555 คือเหมือนหนังอาร์ตของรัสเซียนี่มันยอดเยี่ยมกระเทียมดองอยู่แล้ว แต่หนัง mainstream ของรัสเซียนี่เท่าที่เราดูมา เหมือนยังสู้ของฮอลลีวู้ดกับเกาหลีใต้ไม่ได้ จนกระทั่งมาเจอเรื่องนี้ที่มันเข้าทางเรามาก ๆ

 

ชอบ “ความไม่เร่งร้อน” ของหนังเรื่องนี้ด้วย ดูแล้วนึกถึง THE ABYSS (1989, James Cameron), THE HUNT FOR RED OCTOBER (1990, John McTiernan), CRIMSON TIDE (1995, Tony Scott) อะไรพวกนี้ด้วย รู้สึกว่าหนังมันดูสนุกโดยที่ไม่ต้องกระตุ้นคนดูให้รู้สึกหีแทบแตกตลอดเวลา ซึ่งจะแตกต่างจากหนังยุคนี้อย่าง MISSION: IMPOSSIBLE – THE FINAL RECKONING (2025, Christopher McQuarrie, 169min, A+30) และ MEG 2: THE TRENCH (2023, Ben Wheatley) ที่พยายามกระตุ้นคนดูตลอดเวลา

 

 

หนังที่ได้ดูในวันที่ 2 JUNE

 

1. NINTAMA RANTARO: INVINCIBLE MASTER OF THE DOKUTAKE NINJA (2025, Masaya Fujimori, Japan, animation, A+25)


ดูที่ PARAGON รอบ 14.00

 

2. ABOUT FAMILY (2024, Yang Woo-seok, South Korea, A+30)

 

ดูที่ PARAGON รอบ 16.30

 

ชอบการโยงไปถึงสงครามเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ในทศวรรษ 1950

 

สรุปว่า ในบรรดา 6 เรื่องนี้ เราเรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

1. PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE (2025, Chartchai Ketnust, A+30)

 

2. KRAKEN (2025, Nikolay Lebedev, Russia, 134min, A+30)

 

3. ABOUT FAMILY (2024, Yang Woo-seok, South Korea, A+30)

 

4. THE 4 RASCALS (2025, Tran Thanh, Vietnam, 132min, A+30)

 

5. THE RITUAL (2025, David Midell, horror, 98min, A+30)

 

6. NINTAMA RANTARO: INVINCIBLE MASTER OF THE DOKUTAKE NINJA (2025, Masaya Fujimori, Japan, animation, A+25)

 

พอดู PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE (2025, Chartchai Ketnust, A+30) ที่เราชอบสุดขีดแล้วเราก็เลยจินตนาการเล่น ๆ ว่า ถ้าหากเราต้องฉายหนังเรื่องนี้ควบกับหนังเรื่องอื่น ๆ เราก็คงจะเลือกหนังต่อไปนี้มาฉายควบด้วย

 

1.THE ASHES AND GHOSTS OF TAYUG 1931 (2017, Christopher Gozum, Philippines, A+25)

 

เพราะหนังฟิลิปปินส์เรื่องนี้กับ PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE ต่างก็เล่าเรื่องของ “วิธีการที่ศิลปินยุคปัจจุบันพยายามจะถ่ายทอดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์” เหมือนกัน แทนที่จะเล่าถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา

 

2. EDWARD II (1991, Derek Jarman, UK)

 

เพราะมันเป็นหนังย้อนยุคประวัติศาสตร์ที่ minimal มาก ๆ, เน้นความไม่สมจริง และมีฉากร้องเพลงเหมือนกัน

 

3. THE FALSE SERVANT (2000, Benoît Jacquot, France)

 

เพราะมันเป็นหนังที่เลือนเส้นแบ่งระหว่างละครเวทีกับนอกละครเวทีเหมือนกัน

 

4. LANCELOT OF THE LAKE (1974, Robert Bresson, France)

 

เพราะมันเป็นหนังย้อนยุคที่ดู minimal เหมือนกัน

 

5. LUDWIG – REQUIEM FOR A VIRGIN KING (1972, Hans-Jürgen Syberberg, West Germany)

 

เพราะมันเป็นหนังย้อนยุคอิงประวัติศาสตร์ที่เน้นความไม่สมจริง และเน้นความกึ่งละครเวทีเหมือนกัน

 

6. MOHENJO DARO (2016, Ashutosh Gowariker, India)

 

นี่คือหนังที่เป็นขั้วตรงข้ามกับ PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE เพราะมันเป็นหนังที่เลือกวิธีทางการเล่าเรื่องที่ตรงกันข้ามกับ PHRA RUANG เพราะหนังอินเดียเรื่องนี้เลือกที่จะ “เล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา” ตามขนบหนังพีเรียดอิงประวัติศาสตร์โดยทั่วไป โดยไม่ได้พูดถึง “วิธีการที่คนในยุคปัจจุบันพยายามจะ deal กับประวัติศาสตร์ หรือพยายามจะ represent ประวัติศาสตร์” และหนังอินเดียเรื่องนี้ก็มีความ maximalist ตามขนบหนังบอลลีวู้ด เน้นความเริ่ด ฉูดฉาดบาดตา สนุกสนาน เร้าอารมณ์ ในขณะที่ PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE ดู minimal กว่ามาก ๆ

 

อย่างไรก็ดี เราคิดว่าถึงแม้ form และวิธีการของ “หนังอิงประวัติศาสตร์” สองเรื่องนี้จะแตกต่างจากกันอย่างสิ้นเชิง หนังสองเรื่องนี้ก็ฉายควบกันได้ เพราะว่า MOHENJO DARO พูดถึง “ต้นตระกูลของคนในอินเดีย” เมื่อ 4000 กว่าปีก่อน ในขณะที่ PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE พูดถึงต้นราชวงศ์ในอาณาจักรสุโขทัย และหนังทั้งสองเรื่องนี้พูดถึง “ปัญหาเรื่องเขื่อน” ในอดีตเหมือน ๆ กัน

 

เราก็เลยคิดว่า ถ้าหาก PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE เลือกใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบธรรมดา แทนที่จะทำออกมาคล้ายหนังทดลองแบบที่เป็นอยู่นี้ หนังเรื่องนั้นก็อาจจะออกมาแบบ MOHENJO DARO นี่แหละ

 

7. MOSES AND AARON (1975, Danièle Huillet, Jean-Marie Straub, West Germany)

 

เพราะมันเป็นหนังเพลงย้อนยุคอิงประวัติศาสตร์เหมือนกัน และจงใจให้คนดูรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้กำลังดูเหตุการณ์ในอดีต แต่กำลังดู “ความพยายามของคนยุคปัจจุบันในการสร้างฉาก fiction ของเหตุการณ์ในอดีต”

 

8. SECRET LOVE IN PEACH BLOSSOM LAND (1992, Stan Lai, Taiwan)

 

เพราะมันเป็นหนังที่เลือนเส้นแบ่งระหว่างละครเวทีกับนอกละครเวทีเหมือนกัน

 

9. SHAKESPEARE MUST DIE (2012, Ing K., 172 min)

 

เพราะมันเป็นหนังที่พร่าเลือนเส้นแบ่งระหว่างละครเวทีกับนอกละครเวทีเหมือนกัน

 

10. 3RD WORLD HERO (2000, Mike De Leon, Philippines, A+30)

 

เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้ตั้งคำถามต่อ “ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวีรบุรุษของชาติ” เหมือนกัน

 

ส่วนอันนี้เป็นความเห็นเพิ่มเติมของเราเกี่ยวกับ PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE ที่เราเคยแปะไปแล้วก่อนหน้านี้:

 

กลายเป็นหนังที่เราชอบมากที่สุดของคุณ Chartchai ไปเลย ชอบมากกว่า FROM BANGKOK TO MANDALAY (2016), THE MOTHER (2019) และ MAN SUANG (2023) ชอบการทำหนังย้อนยุคแบบค่อนข้าง minimal แบบนี้ (ถ้าหากเทียบกับหนังของท่านมุ้ยหรือหนัง epic ของต่างประเทศ), ชอบที่หนังเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน, ชอบความเป็นหนังทดลองที่พร่าเลือนเส้นแบ่งระหว่างละครเวที, ชีวิตนอกโรงละคร, อดีต และปัจจุบันเข้าด้วยกัน, ชอบความแสดงตัวตลอดเวลาว่า สิ่งที่เห็นเป็นเพียงการแสดง เป็นเพียงจินตนาการจากคนยุคต่าง ๆ ที่มองย้อนเข้าไปในอดีต และเป็นเรื่องที่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงในอดีต และชอบทัศนคติของหนัง

 

ในแง่นึงดูแล้วแอบนึกถึง MEGALOPOLIS (2024, Francis Ford Coppola) ในแง่ที่ว่า เวลาเราดูหนังสองเรื่องนี้ เราจะรู้ตัวตลอดเวลาว่าเรากำลังดูหนังอยู่ เหมือนหนังมันไม่ได้พยายาม “ทำให้สมจริง” แต่พยายาม “ทำให้มันไม่สมจริง” และเราชอบอะไรแบบนี้อย่างสุดขีด

 

Sunday, June 01, 2025

ICT 2025 DAY 3 AND 4


ในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค. 2025 เราได้ดูหนังของ ICT SILPAKORN ไป 13 เรื่อง ซึ่งจริง ๆ หนังที่ฉายมี 14 เรื่อง แต่มีเรื่องนึงที่เราเผลอหลับไประหว่างดู ก็เลยได้ดูแค่ 13 เรื่อง 55555

 

ในบรรดา 13 เรื่องที่ได้ดู มีอยู่ 7 เรื่องที่เราชอบสุดขีด (หรือชอบในระดับ A+30) ซึ่งเรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

1.SUNGTOM สังข์ทอม...ลูกแม่ (2025, แพรวา ซำปฏิ, A+30)

 

กราบมาก ดูแล้วนึกถึงหนังแบบ ARABIAN NIGHTS (1974, Pier Paolo Pasolini, Italy)

 

2.SPIRITS OF THE SACRED (2025, พรลภัส สัณฑมาศ, A+30)

 

เป็นหนังเรื่องที่สองของ ICT ในปีนี้ที่พูดถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ต.ค. 2519 หลังจากที่ ANAM (2025, ธนกร ปัญจปภาวิน) ก็พูดถึงเหตุการณ์เดียวกัน และหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็ทำออกมาได้น่าประทับใจอย่างสุดขีดทั้งสองเรื่อง

 

3.THE RAW PANORAMA ผืนผ้าแห่งความฝัน (2025, พีรดา จุลวรรณโณ, A+30)

 

ประทับใจมาก ๆ ในการสร้างหนังจากบทกวีของ Sylvia Plath

 

4.THE DOOR (2025, พิชญาพัชร์ มั่นสวัสดิ์, A+30)

 

หลอนแบบไม่มีคำอธิบาย

 

5.LINGERING MEMORIES ระหว่างทาง กลับบ้าน (2025, นฤพล ศรีเมือง, A+30)

 

ดีงามมาก ๆ ในความเป็นหนังสยองขวัญ แต่พอทุกอย่างในหนังดูเหมือนมีคำอธิบายที่น่าพึงพอใจ เราก็เลยแอบชอบ THE DOOR มากกว่าหน่อยนึง 55555

 

6.สายลมไม่ผันแปร (2025, พรพิมล ปทุม, A+30)

 

นี่มันหนังที่ตั้งใจทำส่ง CCCL FILM FESTIVAL หรือเปล่า 55555

 

7. CUMMING SOON (2025, สุกฤษฎิ์ ลอยเลิศฤทธิ์, A+30)

 

เหมือนเราเคยได้ยินว่ามีเพื่อน ๆ ใน facebook บางคนโดน blackmail แบบนี้ เราก็เลยชอบที่มีการหยิบยก “ภัยในชีวิตจริง” ที่ใกล้ตัวแบบนี้ขึ้นมาสร้างเป็นหนัง

 

ในที่สุดร่างกายของเราก็เริ่มล้า ในวันเสาร์ที่ 31 พ.ค. 2025 เราก็เลยได้ดูหนังของ ICT SILPAKORN ไปแค่ 12 เรื่อง จากที่ฉายไป 14 เรื่อง โดยเราไม่ได้ดู 2 เรื่องสุดท้าย เพราะร่างกายของเราเริ่มไม่ไหวแล้ว 55555

 

ในบรรดา 12 เรื่องที่ได้ดู มีหนังที่เราชอบสุด ๆ (หรือชอบในระดับ A+30) อยู่ 8 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

 

1. FROG’S INTERLUDE (2025, ธีมาพร คุ้มกระโทก, A+30)

 

2. HAPPY NEW YEAR  แฮปเปียนิวยี่ (2025, ธนวรรณ สุขสมวุฒิ, A+30)

 

3. THE BLUE SUNSHINE LOVE รัก...ฉันเหงาในเมืองใหญ่ (2025, ภาคิณ ดำศรี, queer film, A+30)

 

4.MISSING DOG บ็อก บ็อก โบ้ (2025, กัญญารัตน์ เจียมวิจิตร, A+30)

 

5.WELFARE อันตรธาน (2025, ณัฐวรรณ จุ้ยกล่อม, A+30)

 

6.FOREMOST ช้าลงกว่านี้ (2025, ภูบดี สรสิริ, queer film, A+30)

 

7.OH! MY SUNSHINE (2025, ธนภรณ์ อภัยดุสิต, A+30)

 

8.HERESY (2025, ภรัณยู แสนภูมี, A+30)

 

 

Saturday, May 31, 2025

ICT 2025 DAY 2

 

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2025 เราได้ดูหนังสั้นของ ICT SILPAKORN ไป 13 เรื่อง มีหนังที่เราชอบสุด ๆ (หรือชอบในระดับ A+30) อยู่ 6 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบในตอนนี้ได้ดังนี้

 

1. M-ARMORY มัมโมริ (2025, สตรีรัตน์ ดวงเนตร, A+30)

 

2. IN THE MEMORY OF FIREWORK ต่อให้ดาราดับแสง (2025, อนัญญาตาวีร์ ไหมใจดี, A+30)

 

3. A MAN กระจั๊ด สู้ ฟู๋ (2025, ชยพัทธ์ บุญเจริญ, A+30)

 

4. THE PUNK-ASS ANGEL (2025, จิตติภูมิ ประกอบชัย, A+30)

 

5. MY ALLY (2025, ธมน วีรพิรุฬโรจน์, A+30)

 

6. THE DISGUST มุมมองขยาด (2025, สรพล สิงหเสนี, A+30)

++++++

 

นึกว่าประสบการณ์ FINAL DESTINATION

 

คือวันนี้เราเดินอยู่ในห้องอพาร์ทเมนท์ของเรา แล้วเท้าของเราก็ไปเหยียบอะไรก็ไม่รู้ แข็ง ๆ คม ๆ เกิดเป็นแผลเลือดสาด เลือดไหลนองเต็มพื้นห้อง เราก็เลยหยิบวัตถุคม ๆ ที่บาดนิ้วเท้าเราออกมาดู ก็พบว่ามันเป็นวัตถุใส ๆ เหมือนเป็นพลาสติกคม ๆ ชิ้นเล็กนิดเดียว แต่ทำให้เลือดไหลออกจากเท้าเยอะมาก ๆ

 

เราก็งงมาก ๆ ว่านี่มันคือวัตถุอะไร เราตอบไม่ได้ว่ามันมาจากไหน แล้วมันมาอยู่ที่พื้นห้องเราได้อย่างไร พิศวงมาก ๆ

 

คือนี่เราอยู่ในจุดที่ปลอดภัยที่สุดแล้วนะ คืออยู่ในห้องอพาร์ทเมนท์ของเรา แล้วเราก็ไม่ได้เดินซุ่มซ่ามอะไรเลยด้วย คือวัตถุใส ๆ ชิ้นเล็ก ๆ อย่างนี้ ถ้ามันวางอยู่บนพื้นห้องเรา เราก็คงไม่สามารถสังเกตเห็นมันได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน

 

ก็เลยนึกถึง FINAL DESTINATION มาก ๆ คือเราอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว และเราก็ไม่ได้ทำตัวประมาท ทำตัวเลินเล่ออะไรเลยด้วย เราแค่เดินในห้องของเราตามปกติ แต่เราไม่สามารถหนีพ้นความซวย ความตาย หรือมัจจุราชได้จริง ๆ มันมาในแบบที่เราคาดไม่ถึงได้เสมอ

 

Thursday, May 29, 2025

16 YEARS AGO

 “16 ปีแห่งความหลัง”

 

วันนี้วันที่ 29 พ.ค. 2025 เราก็เลยขอจดบันทึกไว้เล็กน้อยว่า วันนี้คือวันครบรอบ 16 ปีที่คุณพชร์ อานนท์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชุด “หอแต๋วแตก” กับคุณ Ratchapoom Boonbunchachoke ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง A USEFUL GHOST ผีใช้ได้ค่ะ (2025) เคยโคจรมาเจอกัน เพราะผู้กำกับภาพยนตร์ queer ทั้งสองท่านนี้เคยโคจรมาเจอกันในงาน “กางจอ 16” ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬา ในวันที่ 29 พ.ค. 2009 หรือเมื่อ 16 ปีที่แล้ว

 

คือถ้าหากเราจำไม่ผิด ในวันที่ 29 พ.ค. 2009 ได้มีการจัดงาน “กางจอ 16” ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬา แล้วในวันนั้นทางผู้จัดงานได้เชิญคุณ “พชร์ อานนท์” มาร่วมเป็นวิทยากรในงานด้วย

 

ซึ่งเมื่อการฉายหนังจบลง คุณพชร์ อานนท์ก็ได้แสดงความเห็นต่อหนังเรื่องต่าง ๆ ที่ได้ดูในงาน “กางจอ 16” ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง BODILY FLUID IS REVOLUTIONARY ของเหลวที่หลั่งจากกาย  (2009, Ratchapoom Boonbunchachoke) และคุณพชร์ก็บอกว่าชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ จนอยากเห็นหน้าผู้กำกับหนังเรื่องนี้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ขอให้ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ลุกขึ้นยืนแสดงตัวด้วย คุณ Ratchapoom ก็เลยลุกขึ้นยืนแสดงตัว แล้วคุณพชร์ก็แสดงความเห็นต่าง ๆ ต่อหนังเรื่องนี้ต่อไป แต่เราจำรายละเอียดไมได้แล้วนะว่าคุณพชร์แสดงความเห็นว่าอย่างไรบ้าง จำได้แต่ว่าเขาชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

ไม่รู้ว่ามีใครอยู่ในเหตุการณ์นั้นบ้างคะ มีใครจำรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง หรือถ้าหากเราจำอะไรผิดไป ก็ทักท้วงมาได้นะคะ

 

ส่วนรายชื่อภาพยนตร์ที่เราได้ดูในงาน “กางจอ 16” ในวันที่ 29 พ.ค. 2009 นั้น เราเคยแปะไว้ในเว็บบอร์ด bioscope และใน blog ของเรา เราก็เลยนำมาแปะไว้ในที่นี้ด้วยเลยแล้วกัน

 

(เกรดตอนนั้นคะแนนเต็มคือ A+ นะ ไม่ใช่ A+30 เหมือนในปัจจุบัน)

 

 

FILMS SEEN ON FRIDAY, MAY 29, 2009

Thai short films shown in Kang Jor 16

1.BODILY FLUID IS REVOLUTIONARY (2009, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+++++++++++++++)
ของเหลวที่หลั่งจากกาย (2009, รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค, A+++++++++++++++)

2.PARAPARUMPULIANPULIAN (2009, Pawara Chatchawalpreecha, A+++++)
ปราปรัมปุเลี่ยนปุเลี่ยน (2009, ปวรา ชัชวาลย์ปรีชา, A++++)

3.WHAT IS MY ART? (2009, Tosapol Tiptinagorn, animation, A+)
WHAT IS MY ART? (2009, ทศพล ทิพย์ทินกร, animation, A+)

4.A PRINCESS WITH LONGAN EYES (JAO YING TA LUMYAI) (2009, Chanokporn Chootikamoltham, animation, A+)
เจ้าหญิงตาลำไย (2009, ชนกพร ชูติกมลธรรม, animation, A+)

5.STAINED (2009, Manusrawee Wongpradoo, A+)
STAINED (2009, มนัสรวี วงศ์ประดู่, A+)

6.MAHJONG (2009, Napa Sasaluck, A+)
มาห์จอง (2009, นภา ศศลักษณ์, A+)

7.GRANDMA CHA WANTS TO BE SURREAL (2009, Saowapak Suriyawongpaisarn, A+)
ยายชาอยากเซอร์เรียล (2009, เสาวภาคย์ สุริยะวงศ์ไพศาล, A+)

8.SOAP OPERA (NANG NAM NAO) (2009, Garutploy Thamgaew, A+)
หนังน้ำเน่า (2009, กะรัตพลอย ถ้ำแก้ว, A+)

9.ULTRAMAN (2009, Napaswon Sirisukon, A+)
ยอดมนุษย์ (2009, นภัสวรรณ ศิริสุคนธ์, A+)

10.SUCK ME RAW (DUDE CHAN DIB DIB) (2009, Patanun Chinjaroenchai, A+)
ดูดฉันดิบดิบ (2009, พัทธนันท์ ชิ้นเจริญชัย, A+)

11.MY PRESENT (2009, Thitipun Techakitrungrueng, A+)
ของขวัญ (2009, ฐิติพันธ์ เตชะกิจรุ่งเรือง, A+)

12.TAPIAN RIM KLONG (2009, Natapol Boonpragob, A+)
ตะเพียนริมคลอง (2009, ณฐพล บุญประกอบ, A+)

13.THROUGHGETHER (2009, Sasigarn Pootawon, documentary, A)
THROUGHGETHER (2009, ศศิกาญจน์ พุทธวรรณ, documentary, A)

14.THE WORLD OF DARKNESS (LOKE HANG KWAM MUED) (2009, Supatcha Tipsena + Tosapol Tiptinagorn, A)
โลกแห่งความมืด (2009, สุภัชา ทิพเสนา, ทศพล ทิพย์ทินกร, A)

15.LIFE OF THE PIE LOVER: JOURNEY TO THE TOP OF THE MOUNTAIN (2009, Chawagarn Cheewaroongnapakul, animation, A)
LIFE OF THE PIE LOVER: JOURNEY TO THE TOP OF THE MOUNTAIN (2009, ชวกานต์ ชีวรุ่งนภากุล, animation, A)

16.SUCK 3/2 SEED (2009, Siwawoot Sewatanont, A-)
SUCK 3/2 SEED (2009, ศิววุฒิ เสวตานนท์, A-)

17.I LOVE YOU DAVID! (2009, Wirunun Chitdecha, B+ )
หัวใจไซด์โป้ง (2009, วิรุนันท์ ชิตเดชะ, B+ )

18.CREEP BY RADIOHEAD (2009, Thanaporn Hirunlertprasert, B )
CREEP BY RADIOHEAD (2009, ธนพร หิรัญเลิศประเสริฐ, B )

Tuesday, May 27, 2025

AN OLD UNKNOWN WOMAN I HAVE MET A HUNDRED TIMES IN MY LIFE

 

พออ่านที่คุณ Faris เขียนเกี่ยวกับเรื่อง “ห้างคนแก่” มันก็เลยไปสะกิดความทรงจำบางอย่างของเราที่เราลืมไปแล้ว ซึ่งพอมานึกย้อนดูอีกที มันก็ประหลาดเหมือนกัน

 

คือเรากับกลุ่มเพื่อน ๆ มัธยมที่สนิทกัน มักจะนัดพบปะเพื่อคุยกันที่ food court ของห้างมาบุญครองตั้งแต่ปี 1988 เป็นต้นมา เพราะใน food court มันเป็นสถานที่ที่พวกเราสามารถนั่งคุยกันได้นานติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยไม่มีใครมาไล่ นั่งคุยกันได้ตั้งแต่ 16.00-21.00 น.น่ะ หรือคุยกันได้นาน 5 ชั่วโมงเลย โดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้ออาหารแพง ๆ ด้วย แค่ซื้ออาหารข้าวแกงหรืออาหารอะไรถูก ๆ มากิน แล้วถ้าหากใครรู้สึกหิวน้ำหิวขนมหลังจากคุยกันไปนานหลายชั่วโมง คนนั้นก็สามารถก็เดินไปซื้อน้ำซื้อขนมแล้วกลับมานั่งเมาธ์มอยกันต่อได้

 

แต่พอพวกเราเรียนจบชั้นมัธยม แล้วกระจายตัวกันไปเรียนกันคนละมหาลัย พวกเราก็เลยเปลี่ยนสถานที่นัดพบปะกันไปเรื่อย ๆ คือบางสัปดาห์ก็นัดเมาธ์มอยกันที่ food court ห้างมาบุญครอง, บางสัปดาห์ก็นัดเมาธ์มอยกันที่ food court ของเดอะมอลล์งามวงศ์วาน และบางสัปดาห์ก็นัดเมาธ์มอยกันที่ food court ของเซ็นทรัลลาดพร้าว คือในช่วงทศวรรษ 1990 มันมี food court อยู่ที่ชั้น 3 ของห้างเซ็นทรัลลาดพร้าวน่ะ แต่ปัจจุบันนี้พื้นที่ตรงนั้นมันกลายเป็นร้านอาหารต่าง ๆ ไปแล้ว

 

สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือว่า หลาย ๆ ครั้งพวกเรามักจะเจอ “หญิงชราใส่หมวกไหมพรม” คนเดียวกันตาม food court ต่าง ๆ น่ะ เป็นหญิงชราคนไทยตัวเล็ก ๆ ที่ใส่หมวกไหมพรม เธอมากินอาหารคนเดียวนะ ไม่ได้มีกลุ่มเพื่อนฝูงมาด้วย

 

คือตอนแรกพวกเรามักจะเจอเธอที่ food court ของห้างมาบุญครอง ซึ่งพวกเราก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะพวกเรามักจะสิงสถิตกันอยู่ที่ food court ของห้างมาบุญครอง และพวกเราก็คิดว่า หญิงชราคนนี้ก็คงจะทำแบบเดียวกับพวกเรา พวกเราคิดว่าหญิงชราคนนี้คงมีบ้านอยู่แถวนี้หรืออะไรทำนองนี้ หญิงชราคนนี้ก็เลยมาสิงสถิตอยู่ food court ของห้างมาบุญครองเหมือนกับพวกเรา

 

แต่พอพวกเราย้ายไปนัดเจอกันที่ food court ของเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน พวกเราก็เจอหญิงชราคนเดิมน่ะ ใส่หมวกไหมพรมเหมือนเดิม เดินย่องแย่งย่องแย่งเหมือนเดิม พวกเราก็เลยงงมาก ว่าทำไมถึงยังเจอหญิงชราคนนี้อีก ทำไมหญิงชราคนนี้ถึงออกตระเวนทัวร์ตาม food court ในห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ในกรุงเทพเหมือนพวกเรา

 

แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดมากหรืออะไรนะ เพียงแต่สงสัยว่าทำไมมัน “บังเอิญ” จังเลย ขนาดพวกเราย้ายจากมาบุญครองมาเดอะมอลล์ งามวงศ์วานแล้ว ก็ยังเจอหญิงชราคนเดิมอีก

 

พวกเรายังคงเจอหญิงชราคนนี้เป็นประจำใน food court ของห้างมาบุญครองในช่วงปลายทศวรรษ 1990 แต่พอเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 2000 พวกเราก็ไม่ได้นัดเจอกันอีก มีแต่เราที่ไปกินข้าวตามลำพังใน food court ของห้างมาบุญครองเป็นครั้งคราว เพราะเราพักอยู่แถวราชเทวี แต่เราก็ไม่ได้เห็นหญิงชราตัวเล็กใส่หมวกไหมพรมคนนี้อีก

 

เราก็เลยลืมเรื่องของหญิงชราคนนี้ไปเลย เพราะเหมือนเราไม่ได้เห็นเธอมานาน 25 ปีแล้ว และดูจากอายุของเธอ เราว่าเธอน่าจะอายุราว 70-80 ปีแล้วในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เราก็เลยคิดว่าสังขารของเธอคงไม่เอื้ออำนวยให้เธอมาสิงสถิตในห้างตามลำพังได้อีก

 

พอเราได้อ่านสิ่งที่คุณ Faris เขียน มันก็เลยไปสะกิดความทรงจำของเราที่มีต่อ “หญิงชราที่เราไม่รู้จัก” คนนี้ขึ้นมา เหมือนเราเคยเจอเธอมาแล้วประมาณ 100 ครั้งในชีวืตนี้ เห็นเธอเดินกะย่องกะแย่งอยู่คนเดียวใน food court ห้างมาบุญครองและเดอะมอลล์ งามวงศ์วานในทศวรรษ 1990 (และอาจจะเคยเห็นเธอใน food court ของห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าวและห้างนิวเวิลด์ด้วย แต่เราไม่แน่ใจว่าเราจำถูกหรือเปล่า) แต่เราก็ไม่เคยรู้เลยจนบัดนี้ว่าเธอคือใคร และทำไมพวกเราถึง “บังเอิญ” เจอเธอบ่อย ๆ ตาม food court ของห้างต่าง ๆ ในกรุงเทพ

 

ไม่รู้มีเพื่อนคนไหนในนี้เคยเห็นหญิงชราคนนี้เหมือนกับเราหรือเปล่า หญิงชราใส่หมวกไหมพรมที่มักมากินอาหารตามลำพังใน food court ของมาบุญครองในทศวรรษ 1990

Monday, May 26, 2025

BHOOL CHUK MAAF (FORGIVE MY MISTAKES) (2025, Karan Sharma, India, A+30)

 

BHOOL CHUK MAAF (FORGIVE MY MISTAKES) (2025, Karan Sharma, India, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. เราเพิ่งได้ดูหนังอินเดียเรื่องนี้ที่เมเจอร์ เอกมัย เป็นหนังที่เราคิดว่าก็มี flaws ร้ายแรงอยู่ และก็คงไม่ใช่ “หนังดี” อะไรมากมาย ตอนแรกเราก็นึกว่าหนังเรื่องนี้คงเป็นเพียงแค่ “หนัง romantic comedy โง่ ๆ” แต่ดูจบแล้วปรากฏว่าหนังเอาหัวใจเราไปเลย ดูแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรง

 

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า เรามักจะไม่อินกับ “หนังโรแมนติก ความรักหนุ่มสาว” โดยเฉพาะหนัง romantic comedy โดยทั่วไปนี่เรามักจะไม่อินเลย และที่แน่ ๆ ก็คือเรามักจะไม่อินกับ “หนังที่พูดถึงความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัว หนังที่ตัวละครให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว” อะไรทำนองนี้ คือโดยปกติแล้ว love and family ในภาพยนตร์ไม่ใช่อะไรที่จะทำให้เราร้องห่มร้องไห้กับมันได้

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่องนี้ แล้วตัวละครในหนังเผชิญกับ dilemma อย่างรุนแรง และเขาก็ตัดสินใจที่จะไม่ให้ความสำคัญกับ love and family เป็นลำดับแรก ๆ เราก็เลยตบเข่าฉาดเลย ร้องห่มร้องไห้กับมันไปเลย กรีดร้องสุดเสียง นี่แหละตัวละครแบบที่เราหลงรัก

 

สรุปง่าย ๆ ก็คือว่า “หลักศีลธรรม” ในหนังเรื่องนี้สอดคล้องกับเราอย่างรุนแรงค่ะ และตัวละครในหนังก็ “จัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ” ในแบบเดียวกับที่เราต้องการ เราก็เลยน้ำหูน้ำตาไหล ปลื้มปีติมาก ๆ เหมือนกับว่าเราเฝ้ารอหนังที่มี “ความเชื่อแบบเดียวกับเรา” แบบนี้มานานแล้ว และพอหนังมันตอบโจทย์ของเราตรงนี้ได้อย่างจั๋งหนับ เราก็เลยพร้อมที่จะให้อภัย flaws ร้ายแรงต่างๆ ของหนังได้

 

คือโดยปกติแล้ว เรามักไม่ชอบหนัง “สั่งสอนศีลธรรม” นะ แต่พอเจอหนัง “สั่งสอนศีลธรรม” ที่ยึดหลักศีลธรรมแบบเดียวกับเรา เราก็ให้อภัยมันในทันที 555555

 

2. ดูแล้วนึกถึงทั้ง L’ARGENT (1983, Robert Bresson, France), TWO DAYS, ONE NIGHT (2014, Jean-Pierre Dardenne, Luc Dardenne, Belgium) และ BEST REGARDS TO ALL (2023, Yuta Shimotsu, Japan) ด้วยนะ รู้สึกว่าหนัง 4 เรื่องนี้ฉายควบกันได้

 

คือสถานการณ์ในหนังอินเดียเรื่องนี้มีบางจุดที่ทำให้นึกถึงสถานการณ์ของตัวละครใน TWO DAYS, ONE NIGHT

 

และจุดที่เราชอบที่สุดใน BHOOL CHUK MAAF ก็คือจุดที่เราชอบที่สุดใน L’ARGENT นั่นก็คือหนังสองเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า “คนบางคนอาจจะคิดว่าตัวเองแค่ทำผิด ทำชั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ มันไม่เป็นอะไรหรอก แต่เขาหารู้ไม่ว่า สิ่งที่ดูเหมือนเป็นความชั่วเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสายตาของเขา มันอาจจะสร้างความชิบหายอย่างรุนแรงจนเหลือคณานับได้”

 

และเราว่า BHOOL CHUK MAAF ก็สะท้อนอะไรบางอย่างที่คล้าย ๆ กับ BEST REGARDS TO ALL ด้วย นั่นก็คือหนังทั้งสองเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ความสุขในชีวิตประจำวันของคนเรา บางทีมันแลกมาด้วยความชิบหายของชีวิตคนอื่น แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร เมื่อเจอสถานการณ์แบบนั้น”

Sunday, May 25, 2025

I A PIXEL, WE THE PEOPLE EPISODE 13: I AM VACCINATED

 

RIP Sebastião Salgado (1944-2025)

 

 เราเคยดูนิทรรศการภาพถ่ายของเขาที่ BACC และเคยดูภาพยนตร์เรื่อง THE SALT OF THE EARTH (2014, Wim Wenders, Juliano Ribeiro Salgado, documentary, A+30) ที่มีตัวเขาเป็น subject

 

RENAISSANCE FANTASY (2025, Suparirk Kanitwaranun, video installation, 8min)

 

ดูในนิทรรศการ SHADOW OF TRIANGLE ที่ชั้น 4 BACC นิทรรศการนี้จะจัดแสดงจนถึงวันที่ 1 มิ.ย.

 

I A PIXEL, WE THE PEOPLE EPISODE 13: I AM VACCINATED (2025, Chulayarnnon Siriphol, video installation, 60min, A+30)

 

เราได้ดูเพียงแค่ episode 1, 2, 3, 4, 6, 7  แล้วก็ข้ามมาดู episode 13 เลย เพราะว่าช่วงที่ผ่านมาเราป่วยโควิด กักตัว 12 วัน ก็เลยทำให้พลาดดูไป 6 episodes

 

ชอบ episode 13 มาก ๆ ตอนนี้เป็นการสำรวจสองสิ่งในสวนลุมพินี โดยสิ่งแรกก็คือ “การชุมนุมทางการเมืองในสวนลุมพินี” และสิ่งที่สองก็คือ “ตัวเหี้ยในสวนลุมพินี” โดยเน้นไปที่การใช้ปลาล่อจับตัวเหี้ยในสวนลุมพินี เพื่อย้ายตัวเหี้ยจำนวนมากมายหลายตัวออกจากสวนลุมพินี แล้วนำไปให้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ที่เขาสน จังหวัดราชบุรี

 

ชอบพลังทางการตัดต่อใน episode นี้อย่างรุนแรงที่สุด อยากให้มีอาจารย์สอนภาพยนตร์นำ episode นี้ไปใช้สอนในชั้นเรียน เพื่อสอนเรื่อง “พลังทางการตัดต่อ”

++++++

 

หลังจากที่เราป่วยหนักเพราะโควิดจนต้องกักตัวไปนาน 12 วันในวันที่ 7-18 พ.ค. วันนี้เราก็กลับมาดูหนังในโรงภาพยนตร์ได้ 5 เรื่องแล้ว ค่อยรู้สึกว่าชีวิตเริ่มกลับเข้าสู่สภาพปกติอีกครั้ง

 

ในวันเสาร์ที่ 24 พ.ค. เราได้ดู

 

1. IRMA VEP (1996, Olivier Assayas, France, 99min, A+30)

 

ดูที่ HOUSE รอบ 11.00 น.

 

2. CARMEN (2021, Valeria Buhagier, Malta, 87min, A+25)

 

ดูที่ HOUSE รอบ 13.00 น.

 

3. WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE? (2023, Sonja Heiss, Germany, 116min, A+30)

 

ดูที่ HOUSE รอบ 15.00 น.

 

4. JIPPIE NO MORE! (2023, Margien Rogaar, Netherlands, 95min, A+20)

 

ดูที่ HOUSE รอบ 17.20 น.

 

5. TEERAK (LÓVE 2) (2024, Jakub Kroner, Slovakia, 101min, B+ )

 

ดูที่ HOUSE รอบ 19.15 น.

 

ดูแล้วนึกถึงกลุ่มหนังที่นำแสดงโดย Steven Seagal 55555

 

จริง ๆ แล้วในวันพุธที่ 21 พ.ค. เราก็เพิ่งดูหนังในโรงภาพยนตร์ไป 4 เรื่อง 555

 

วันนั้นเราดูหนังเรื่อง

 

1. OSHI NO KO: THE FINAL ACT (2024, Smith, Japan, 129min, A+25)

 

ดูที่ Paragon รอบ 11.30

 

2. THE TUTOR พี่วรรณมาสอน (2025, Bhandit Thongdee, A+15)

 

ดูที่ Paragon รอบ 14.00

 

3. SHADOW FORCE (2025, Joe Carnahan, A+25)

 

ดูที่ HOUSE รอบ 16.50

 

4. THE JOLLY FORGERS (2023, Yolande Moreau, France/Belgium, 103min, A+30)

 

ดูที่ HOUSE รอบ 19.00

 ++++++++++

Jafar Panahi ได้รับทั้งรางวัลปาล์มทองจากเทศกาลหนังเมืองคานส์, หมีทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน และสิงโตทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ เราก็เลยสงสัยว่า มีผู้กำกับภาพยนตร์คนไหนอีกบ้างที่เคยกวาดทั้ง 3 รางวัลนี้มาแล้ว

 

Panahi เคยได้สิงโตทองคำจาก THE CIRCLE (2000, A+30)

เคยได้หมีทองคำจาก TAXI (2015)

และได้ปาล์มทองคำจาก IT WAS JUST AN ACCIDENT (2025)

 

Edit เพิ่ม: มีเพื่อนมาตอบแล้วว่า

 

1. Michelangelo Antonioni

เคยได้หมีทองคำจาก LA NOTTE (1961)

ปาล์มทองคำจาก BLOW-UP (1967)

สิงโตทองคำจาก RED DESERT (1964)

 

2. Robert Altman

เคยได้หมีทองคำจาก BUFFALO BILL AND THE INDIANS, OR SITTING BULL’S HISTORY LESSON (1976, 123min)

ปาล์มทองคำจาก M*A*S*H (1970)

สิงโตทองคำจาก SHORT CUTS (1993)

 

3. Henri-Georges Clouzot

เคยได้หมีทองคำและรางวัลชนะเลิศของคานส์จาก THE WAGES OF FEAR (1953)

เคยได้สิงโตทองคำจาก MANON (1949)

Friday, May 23, 2025

FILM WISH LIST: FILMS DIRECTED BY RODRIGO SOROGOYEN

 

Film Wish List: ตอนนี้อยากดูหนังที่กำกับโดย Rodrigo Sorogoyen เพราะเขาคือประธานของคณะกรรมการที่มอบรางวัลชนะเลิศของสาย Critics’ Week  หรือรางวัล AMI Paris Grand Prize ให้ A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke)

 

หนังเรื่อง THE BEASTS (2022, Rodrigo Sorogoyen, Spain) เพิ่งเข้ามาฉายในกรุงเทพในปี 2023 นะ แต่เราไม่ได้ไปดู เพราะหนังเรื่องนี้เข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์สเปนในกรุงเทพในช่วงที่เราเพิ่งผ่าตัดหมอนรองกระดูกเคลื่อน

 

มีใครได้ดู THE BEASTS บ้างแล้วคะ

 

Rodrigo Sorogoyen เคยกำกับหนังเรื่อง

 

1. 8 DATES (2008)

Through eight different dates, all the moments that make up a couple's relationship are covered: the first date, the nerves, the second date, the introduction to family and friends, the changes, the routine, the breakup, and the reunion.

 

2. STOCKHOLM (2013)

A hot-blooded Spaniard engages in a long and interesting conversation with a young woman in an attempt to woo her.

 

3. MAY GOD SAVE US (2016)

Inspectors Velarde and Alfaro must find what appears to be a serial killer. This hunt against the clock will make them realize something they'd never thought about: neither one of them is that different from the killer.

 

4. MADRE (2017)

หนังสั้นเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์

While at home in her apartment with her own mother in Spain, a woman gets a phone call from her six-year-old son, who's on holiday in France with his father. Every parent's nightmare ensues.

 

5. THE CANDIDATE (2018)

A Spanish politician whose high-class lifestyle is based on nefarious and illegal business threatens to break his entire party after a newspaper exposes him to the public eye.

 

6. MOTHER (2019)

Ten years have passed since Elena's son, then six years old, has disappeared. Today Elena lives and works at a seaside restaurant until she meets a teenager who reminds her of her missing son.

 

7. THE BEASTS (2022)

An expatriate French couple operate an organic farm in the Spanish countryside but clash with villagers.

 

ใน wikipedia บอกว่า

 

His interest in filmmaking stemmed from the experience of watching Léon: The Professional, which fascinated him.

Tuesday, May 20, 2025

LONG COVID?

 

หนึ่งในหนังคานส์ที่อยากดูอย่างสุดขีดในตอนนี้ คือ SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinsky, Germany, 149min) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตผู้หญิงสี่คนในแต่ละทศวรรษในบ้านไร่ในเยอรมนี ดูจากโปสเตอร์แล้วสังหรณ์ว่า หนังต้องเข้าทางเราอย่างสุดขีดแน่ ๆ แน่นอนว่าต้องมีการแย่งกันจองกับเพื่อน ๆ ว่าใครจะรับบทเป็นใครในหนังเรื่องนี้

 

ก่อนหน้านี้ Mascha Schilinsky เคยกำกับหนังเรื่อง DARK BLUE GIRL ที่น่าดูอย่างสุดขีดสำหรับเรา เพราะ DARK BLUE GIRL เล่าเรื่องของเด็กหญิงอายุ 7 ขวบที่พยายามอย่างหนักเพื่อทำให้พ่อกับแม่ของเธอเกลียดชังกันเองอย่างรุนแรง

 

ก็ขอเชียร์ให้ SOUND OF FALLING ได้ปาล์มทองนะคะ หรืออย่างน้อยก็ขอให้หนังเรื่องนี้กับ DARK BLUE GIRL ได้เข้ามาฉายในไทยก็พอแล้ว 55555

 

Jordan Mintzer of The Hollywood Reporter commended the film's unique method of storytelling and wrote, "Sound of Falling is arthouse filmmaking with a capital A that will best appeal to patient audiences. They will be rewarded by a work that reminds us how the cinema can still reinvent itself, as long as there are directors like [Mascha] Schilinski audacious enough to try.

++++

 

ช่วง “ชีวิตเราก็เท่านี้”

 

1. วันนี้ไปหาจักษุแพทย์ เพื่อตรวจว่าเราเป็นจอประสาทตาฉีกขาด หรือจอประสาทตาหลุดลอกหรือไม่ ปรากฏว่า จอประสาทตาของเราไม่ได้ฉีกขาด และก็ไม่ได้หลุดลอก แต่หมอตรวจพบ “พังผืดบนศูนย์กลางจอประสาทตา” ทั้งตาซ้ายและตาขวาของเรากรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

หมอบอกว่าตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไร เพราะพังผืดบนศูนย์กลางจอประสาทตาของเรามีขนาดเล็ก ตอนนี้ก็แค่มาตรวจพังผืดในลูกตาทุก ๆ 4 เดือน แต่ถ้าในอนาคต พังผืดบนศูนย์กลางจอประสาทตาของเรามีขนาดใหญ่ขึ้น เราก็ต้องผ่าตัดตา ซึ่งการผ่าตัดอันนี้จะเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด

 

ส่วนสาเหตุของการเกิด “พังผืดบนศูนย์กลางจอประสาทตา” นั้น เป็นเพราะว่า “อายุของเราย่างเข้าสู่วัยชรา” ค่ะ มันเกิดจาก “ความแก่” ค่ะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

2. การที่เราติดโควิดรอบที่ 4 ในช่วงที่ผ่านมา เรากักตัวไป 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค.จนถึงวันที่ 18 พ.ค. ตอนแรกเรากะจะกักตัวแค่ 10 วัน เพราะเราตรวจ ATK แล้วก็พบว่าเราเหลือขีดเดียวแล้วหลังจากกักตัวครบ 10 วัน แต่ปรากฏว่าในวันที่ 17-18 พ.ค.นั้น เราพบว่าเรายังมีเสมหะอยู่ เราก็เลยกักตัวเพิ่มอีก 2 วัน เพราะเราไม่อยากออกมาดูหนังขณะที่ยังมีเสมหะ

 

เมื่อวานนี้ (วันจันทร์ที่ 19 พ.ค.) เราก็เลยได้ออกมาดูหนังโรงเป็นครั้งแรกในรอบ 13 วัน เราดูหนังโรงไป 3 เรื่อง ตอนแรกเรากะจะดู 4 เรื่อง แต่ปรากฏว่าพอดูครบ 3 เรื่องแล้วเรามีอาการท้องเสีย เราก็เลยรีบกลับบ้านก่อน ไม่ได้ดูเรื่องที่ 4

 

ส่วนหนังโรงที่เราดูไป 3 เรื่องในวันที่ 19 พ.ค.ก็คือ

 

2.1 DORAEMON THE MOVIE: NOBITA’S EARTH SYMPHONY (2024, Kazuaki Imai, Japan, animation, A+30)

 

ดูที่พารากอนรอบ 11.30 น.

 

2.2 HOLY NIGHT: DEMON HUNTERS คนต่อยผี (2025, Lim Dae-hee, South Korea, A+25)

 

ดูที่พารากอนรอบ 14.00 น.

 

2.3 HOME SWEET HOME: REBIRTH (2025, Steffen Hacker, Alexander Kiesl, A-)

 

ดูที่ Terminal 21 รอบ 16.50 น.

 

3. ตอนช่วงที่เราเริ่มเป็นโควิดรอบ 4 ในช่วง 2-3 วันแรกนั้น อาการมันหนักและรุนแรงมาก ๆ จนเราคิดที่จะฆ่าตัวตาย เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะทนอยู่กับสังขารอันผุพังนี้ต่อไปทำไม ในหัวของเรามีแต่ประโยคที่ว่า “ฆ่าตัวตายไปเลยดีกว่า เพราะอยู่ต่อไปก็หาผัวไม่ได้” ในหัวของเรามีแต่ประโยคนี้วนเวียนไปมา

 

แต่เราก็พบว่า เรามีอาการ “สมาธิสั้น” ด้วย คือเหมือนความคิดมันไหลปรู๊ดปร๊าดจากเรื่องนึงไปยังอีกเรื่องนึงอย่างรวดเร็วมาก ๆ คือแทนที่ในหัวของเราจะคิดถึงเรื่องใดเรื่องนึง แล้วจดจ่ออยู่กับเรื่องเดียวกันแล้วคิดลึกลงไปเรื่อย ๆ เหมือนในเวลาปกติ เรากลับพบว่า หัวของเรามันคิดเรื่องนึงได้แค่ราว 1-3 นาที แล้วก็กระโดดไปอีกเรื่องนึง แล้วก็กระโดดไปอีกเรื่องนึง แล้วก็กระโดดไปอีกเรื่องนึง

 

เราก็เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า หรือว่านี่เป็นอาการลองโควิดนะ เพียงแต่มันเป็นอาการที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่เรายังระบมจากพิษไข้โควิดในวันแรก ๆ มันไม่ได้เพิ่งมาเกิดขึ้นในช่วงที่เราหายดีจากโควิดแล้ว

 

เราก็เลยปลอบใจตัวเองว่า บางทีนี่อาจเป็นอาการลองโควิดก็ได้ หรือไม่ก็เป็นผลข้างเคียงจากโรคโควิด โรคโควิดมันอาจจะส่งผลกระทบต่อสมดุลร่างกายของเรา ส่งผลกระทบต่อสารเคมีในระบบประสาทของเรา เราก็เลยมีอาการสมาธิสั้นตั้งแต่ในช่วงวันแรก ๆ ที่ติดโควิด และในอินเทอร์เน็ตมันก็เขียนว่า อาการลองโควิดมันรวมถึง “ภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า เครียด” ด้วย เพราะฉะนั้นการที่ในหัวสมองของเรามีแต่ประโยคที่ว่า “ฆ่าตัวตายไปเลยดีกว่า เพราะอยู่ต่อไปก็หาผัวไม่ได้” นี่มันต้องเกิดจากโรคโควิดแน่ ๆ เลย

 

เราก็เลยไม่วิตกกังวลกับประโยคนี้ที่ไหลวนเวียนอยู่ในหัวของเรา เพราะเราเดาว่ามันคงเป็นผลกระทบจากโควิด (หรือจริง ๆ แล้วกูเป็นบ้าคะ 55555)

 

ส่วนอาการสมาธิสั้นตอนนี้เราก็ดีขึ้นมาเล็กน้อยนะ ตอนนี้เราก็เลยต้องฝึกตัวเองให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา เราจะได้ดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างดีขึ้น

 

 

Monday, May 19, 2025

JOAO PEDRO RODRIGUES VS. ALAIN GUIRAUDIE

 

เนื่องจากคุณ Ratchapoom Boonbunchachoke ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร FILMMAKER ว่า “I’m particularly inspired by filmmakers whose works are often described as dreamy – like Manoel de Oliveira, Jacques Rivette, João César Monteiro, Otar Iosseliani, Raúl Ruiz, Eugène Green and Chantal Akerman; and younger queer directors like Alain Guiraudie and João Pedro Rodrigues.”

 

เราก็เลยฉวยโอกาสนี้แชร์คลิป “กะหรี่ดำ กะหล่ำดอง” จากปี 2017 อีกครั้ง เพราะในคลิปนี้คุณ Ratchapoom, คุณ Nontouch และคุณ Nattawut ได้ debate กันเกี่ยวกับ Alain Guiraudie and João Pedro Rodrigues 555555

 

ในคลิปนี้มีการพูดถึงหนังเรื่อง

 

1. THE ORNITHOLOGIST (2016, João Pedro Rodrigues)

 

2. STAYING VERTICAL (2016, Alain Guiraudie)

 

3. THE KING OF ESCAPE (2009, Alain Guiraudie)

 

4. STRANGER BY THE LAKE (2013, Alain Guiraudie)

 

5. SITCOM (1998, François Ozon)

 

6. ZERO DARK THIRTY (2012, Kathryn Bigelow)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0wqytooLLuRo2DZ41uiyYgGbxXnLZQFhCx5XDQrcTZhvyHRVZqHv3U6oCbNEdbr6xl

 

IMAMS GO TO SCHOOL

 

ขอแอบเกาะกระแสความสำเร็จของ Ratchapoom Boonbunchachoke ด้วยการทำลิสท์ว่า นอกจากเราจะเคยดูหนังสั้นที่คุณ Ratchapoom กำกับไปแล้ว 12 เรื่อง เราก็เคยดูภาพยนตร์ที่คุณ Ratchapoom มีส่วนร่วมเขียนบทไปแล้ว 3 เรื่องอีกด้วยนะคะ 55555

 

ภาพยนตร์ 3 เรื่องที่คุณ Ratchapoom มีส่วนร่วมเขียนบท

 

1. LOVE SYNDROME รักโง่ ๆ (2013, Pantham Thongsang)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10202432222230222&set=a.10201975069921700

 

2. BAD BOYZ BAND (2023, Chantana Tiprachart)

เด็กกว่าแล้วไง ก็หัวใจมัน “I ROCK YOU”

https://web.facebook.com/photo?fbid=10231227845262801&set=a.10230383642238253

 

3. ZI MUI (2023, Baz Poonpiriya)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่

https://web.facebook.com/watch/?v=1020925742330773

 

จริง ๆ แล้วคุณ Ratchapoom มีส่วนร่วมเขียนบทละครโทรทัศน์ด้วยอีกหลายเรื่อง แต่เราไม่ได้ดู 55555 ลองดูรายชื่อละครโทรทัศน์ที่คุณ Ratchapoom มีส่วนร่วมเขียนบทได้ที่

https://www.imdb.com/name/nm6478277/?ref_=fn_all_nme_1

 

ส่วนรายชื่อหนังสั้น 12 เรื่องของคุณ Ratchapoom ที่เราเคยดูนั้น เราเคยเขียนไว้ที่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10237540665119352&set=a.10236654765052404

 

เราเคยพูดถึงหนังของคุณ Ratchapoom ในคลิป “ดูหนังกับมาเหม่ยจำบัง 5”
https://www.youtube.com/watch?v=eBc5xNkYbSM

 

ใครมีข้อมูลหรือความเห็นอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ผลงานการเขียนบท” ของคุณ Ratchapoom ก็ comment มาได้นะคะ

 

ว้าย ตีสาม 3D: เรือนหอคนตาย (2012) เหรอคะ 55555

++++++++

 

Milad Alami เคยกำกับหนังเรื่อง NOTHING CAN TOUCH ME (2011) ซึ่งหนังเรื่องนั้นติดอันดับ 3 ในลิสท์หนังสุดโปรดที่เราได้ดูในปี 2012 ดีใจมาก ๆ ที่เราได้เห็นชื่อของผู้กำกับคนนี้อีก

++++++++

 

IMAMS GO TO SCHOOL (2010, Kaouther Ben Hania, France, documentary, 75min, A+30)

 

1. ตอนนี้ Kaouther Ben Hania ถือเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนโปรดของเราคนนึงไปแล้ว เพราะตอนนี้เราได้ดูหนังของเธอไป 3 เรื่อง และชอบทั้ง 3 เรื่องนี้อย่างสุด ๆ เลย ทั้ง IMAMS GO TO SCHOOL ที่เปิดฉายให้ดูออนไลน์กันฟรี ๆ ในช่วงนี้, THE BLADE OF TUNIS (2013, Tunisia) และ BEAUTY AND THE DOGS (2017, Tunisia)

 

ก่อนหน้านี้ตูนิเซียก็เคยมีผู้กำกับหญิงที่น่าสนใจอีกคนนึง ซึ่งก็คือ Moufida Tlatli ที่กำกับ THE SILENCES OF THE PALACE (1994) ที่เคยเข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์ในห้างบิ๊กซี ราชดำริ โดย Moufida คนนี้เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของตูนิเซียในช่วงหลังการปฏิวัติในตูนิเซียด้วย แต่น่าเสียดายที่ Moufida Tlatli เสียชีวิตไปแล้วในปี 2021 เพราะโรคโควิด-19

 

2. IMAMS GO TO SCHOOL เป็นสารคดีที่ตามถ่ายทำเหล่าอิหม่ามต่าง ๆ ในฝรั่งเศสในช่วงปลายทศวรรษ 2000 โดยในตอนนั้นฝรั่งเศสออกกฎหมายที่บังคับให้อนุศาสนาจารย์ (chaplain) และอิหม่ามเหล่านี้ต้องมาเรียนวิชา SECULARISM (ฆราวาสนิยม) ด้วย เพื่อที่อิหม่ามเหล่านี้จะได้เข้าใจกฎหมายและค่านิยมของฝรั่งเศส แต่ปรากฏว่าไม่มีมหาวิทยาลัยไหนในฝรั่งเศสรับสอนอิหม่ามเหล่านี้ มีแค่ “สถาบันคาทอลิกแห่งกรุงปารีส” เท่านั้นที่รับสอนอิหม่ามเหล่านี้ อิหม่ามเหล่านี้ก็เลยต้องมานั่งเรียนวิชา SECULARISM ในสถาบันคาทอลิก

 

3. หนังเต็มไปด้วยอะไรต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส และค่านิยมต่าง ๆ ของฝรั่งเศส

 

Moments ที่เราชอบมากในหนังก็มีเช่น

 

3.1 ฉากที่นักเรียน (อิหม่าม) ขอให้ครูหยุดพักการสอนเป็นเวลา 10 นาที เพื่อที่อิหม่ามจะได้ไปละหมาด ซึ่งครูก็ตอบตกลง โดยบอกว่า “secularism เป็นเรื่องของการ compromise”

 

3.2 ฉากที่อิหม่ามถกเถียงกันว่า กรุงเมกกะอยู่ทางทิศไหน เพื่อจะได้ละหมาดได้ถูกต้อง

 

3.3 ฉากที่อิหม่ามบางคนบอกว่า คอร์สเรียนพวกนี้เหมาะสำหรับ foreign imams ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องกฎหมายและวัฒนธรรมฝรั่งเศส ส่วนตัวเขานั้นเติบโตมาในฝรั่งเศส ก็เลยรู้เรื่องกฎหมายและวัฒนธรรมฝรั่งเศสดีอยู่แล้ว

 

3.4 ฉากการอธิบายเรื่อง secularism ที่เริ่มต้นตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และการออกกฎหมายแยกรัฐออกจากศาสนาในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

 

3.5 ฉากที่ครูตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของ Morocco

 

3.6 ฉากสอนประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสให้อิหม่ามฟัง โดยเฉพาะเรื่องที่กลุ่มปฏิวัติฝรั่งเศสสังหารบาทหลวงคาทอลิกตายไป 173 คนในปี 1792 โดยใช้คราดแทงบาทหลวงตายไปทีละคน ทีละคน โดยครูได้นำกลุ่มอิหม่ามไปชมสถานที่สังหารบาทหลวงคาทอลิก 173 คนนี้ด้วย

 

เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย หนักมาก ๆ เพราะถ้าหากพูดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส เราก็เคยได้ยินแต่เรื่องของพระนางมารีอังตัวเนตต์ และ Danton แต่ยังไม่เคยได้ยินเรื่องการสังหารบาทหลวง 173 คนมาก่อน

 

3.7 ฉากที่ครูเล่าเรื่องของ Saint Teresa de Avila ในสเปนในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นคนที่แรงมาก เพราะเธอหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 7 ขวบเพื่อจะได้ไปต่อสู้กับคนมุสลิม เพราะเธอเชื่อว่าถ้าหากเธอถูกฆ่าตายขณะต่อสู้กับคนมุสลิม เธอจะได้เป็นมรณสักขี แต่ปรากฏว่าลุงของเธอเจอเธอ ก็เลยพาเธอกลับบ้าน เธอก็เลยไม่ได้ตายสมใจอยาก

 

3.8 ฉากที่ครูเล่าเรื่องของบาทหลวงกลุ่ม Trappists ของคาทอลิกที่ถูกสังหารหมู่ในสงครามกลางเมืองแอลจีเรียในปี 1996 โดยเฉพาะเรื่องของบาทหลวงคนนึงที่เขียนให้อภัยคนที่จะสังหารเขาไว้ก่อนตาย

 

เราเข้าใจว่าเหตุการณ์สังหารหมู่บาทหลวงคาทอลิกในแอลจีเรียนี้ เคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง OF GODS AND MEN (2010, Xavier Beauvois) ด้วย แต่เรายังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้นะ

 

3.9 ฉากการสอนภาษาฝรั่งเศสให้อิหม่ามบางคน เพราะอิหม่ามบางคนถนัดแต่ภาษาอาราบิก แต่ยังพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ค่อยได้

 

3.10 ฉากที่อิหม่ามแต่ละคนต้องมาสอบปากเปล่าในวิชา secularism

 

4. พอคิด ๆ ดูแล้ว เราว่าฝรั่งเศสนี่เป็นชาติที่ทำหนังเกี่ยวกับ “การเรียนการสอน” มากที่สุดชาติหนึ่งเลยนะ

 

คือถ้าหากพูดถึงหนังเกี่ยวกับ “โรงเรียน” ของฮอลลีวู้ดและของญี่ปุ่น เรามักจะนึกถึง “หนังโรแมนติก” เป็นลำดับแรกน่ะ เหมือนหนังฮอลลีวู้ดกับญี่ปุ่น ถ้าใช้ setting เป็นโรงเรียนปุ๊บ คนก็จะนึกถึง “ฮอร์โมนวัยรุ่นอันพลุ่งพล่าน” และ “ความเงี่ยนของวัยรุ่น” เพราะฉะนั้นฮอลลีวู้ดกับญี่ปุ่น ก็เลยเน้นทำ “หนังโรแมนติกในโรงเรียน” เป็นหลัก

 

แต่พอพูดถึง “ชั้นเรียน” ในฝรั่งเศส เราก็มักจะนึกถึงการอภิปรายถกเถียงกันเป็นหลัก อย่างเช่นใน

 

4.1 THE CLASS (2008, Laurent Cantet)

 

4.2 SKIRT DAY (2008, Jean-Paul Lilienfeld)

 

4.3 SCHOOL OF BABEL (2013, Julie Bertuccelli, documentary)

 

4.4 ONCE IN A LIFETIME (2014, Marie-Castille Mention-Schaar)

 

4.5 THE COMPETITION (2016, Claire Simon, documentary)

 

4.6 A PARIS EDUCATION (2018, Jean-Paul Civeyrac)

 

4.7 DIVERTIMENTO (2022, Marie-Castille Mention-Schaar)

 

และก็รวมถึงหนังเรื่อง IMAMS GO TO SCHOOL เรื่องนี้ด้วย

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่

https://www.festivalscope.com/film/imams-go-to-school/

+++++++++

 

วันนี้หยิบเพลง IF I HAVE TO STAND ALONE (1990) ของ Lonnie Gordon มาฟังอีกครั้ง แล้วก็ร้องห่มร้องไห้ รู้สึกว่านี่มันคือเพลง I WILL SURVIVE สำหรับคนรุ่นเดียวกับเรา

 

แต่ตลกดีที่ตอนฟังเพลงนี้เราจะนึกถึง Donna Summer มาก ๆ ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่คิดอะไร แต่พอเราอ่านความเห็นต่าง ๆ ในยูทูบแล้วก็พบว่า ลางสังหรณ์ของเราเป็นจริง เพราะหลายคนในยูทูบบอกว่า ตอนแรก Stock, Aitken & Waterman แต่งเพลงนี้ให้ Donna Summer ร้อง แต่ Donna Summer ไม่เอา Stock, Aitken & Waterman ก็เลยเอาเพลงนี้มาให้ Lonnie Gordon ร้องแทน มิน่าล่ะ ตอนฟังเพลงนี้เราถึงนึกถึง Donna Summer โดยไม่รู้ตัว
https://www.youtube.com/watch?v=fYk3xVA-5gY

**********

เครื่องดูดฝุ่นในหนัง 3 เรื่อง

 

1.THE VACUUM CLEANER (1906, Segundo de Chomón, France, silent film, 4min, A+30)

 

2. THE DEVIOUS PATH (1928, Georg Wilhelm Pabst, Germany, A+30)

 

3. A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke)

 

เห็นนิตยสาร Cahiers du Cinema เขียนเปรียบเทียบหนังเรื่อง A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) กับหนังของ Segundo de Chomón เราก็เลยลองหาหนังของ Segundo de Chomón ในยูทูบมาดูในทันที พอดูแล้วก็ไม่ประหลาดใจ เพราะหนังของ Segundo de Chomón ที่สร้างขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีก่อน มันล้ำยุคล้ำสมัยมาก และมันมีความแฟนตาซีเถิดเทิงมาก ๆ

 

ชอบ THE VACUUM CLEANER (1906) อย่างรุนแรง ตลกมาก เฮี้ยนมาก ๆ ไม่รู้คิดขึ้นมาได้อย่างไร คิดว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังที่เก่าที่สุดที่เราได้ดูเกี่ยวกับ “เครื่องดูดฝุ่น” นะ เพราะมันเป็นหนังที่สร้างขึ้นในปี 1906 หรือเมื่อ 119 ปีก่อน และมันสะท้อนจินตนาการเกี่ยวกับเครื่องดูดฝุ่นที่ไปสุดขั้วมาก ๆ  เพราะมันเล่าเรื่องของกลุ่มอาชญากรที่ขโมยเครื่องดูดฝุ่นวิเศษเพื่อเอาไปใช้ดูดมนุษย์ต่าง ๆ เข้ามาเก็บไว้ในเครื่องดูดฝุ่น บ้าบอมาก

 

ก่อนหน้านี้หนังที่ครองตำแหน่ง “หนังที่นำเสนอเครื่องดูดฝุ่นที่เก่าที่สุด” สำหรับเรา น่าจะเป็นหนังเรื่อง THE DEVIOUS PATH (1928, Georg Wilhelm Pabst, Germany, A+30) นะ เพราะมันมีเครื่องดูดฝุ่นในหนังที่สร้างขึ้นเมื่อราว 100 ปีก่อนเรื่องนี้

 

ลองค้นดูใน wikipedia ก็พบว่าเครื่องดูดฝุ่นไฟฟ้าเครื่องแรก ๆ น่าจะผลิตขึ้นในปี 1898

 

เราได้ดูหนังเรื่อง THE ELECTRIC HOTEL (1908, Segundo de Chomón, Spain/France, silent film, 10min, A+30) ในยูทูบด้วย คิดว่าหนังเรื่องนี้ก็สามารถฉายปะทะกับ A USEFUL GHOST ได้เช่นกัน เพราะ THE ELECTRIC HOTEL มันมีความ “ไซไฟผีสิง” อยู่ในหนัง ซึ่งจุดนี้ก็คงคล้ายกับ A USEFUL GHOST

 

THE VACUUM CLEANER (1906)

https://www.youtube.com/watch?v=qCBVBKZgoGU

 

THE ELECTRIC HOTEL (1908)

https://www.youtube.com/watch?v=cCzru63JBSE

 

 

 

 

Sunday, May 18, 2025

YVONNE RAINER

 

เพิ่งรู้ว่ามีผู้กำกับหญิงชาวจีนคนนี้อยู่บนโลกด้วย Kao Pao-Shu เริ่มกำกับหนังเรื่องแรกคือเรื่อง LADY WITH A SWORD (1971, Hong Kong) และกำกับหนังรวมกันทั้งหมด 11 เรื่อง เรื่องสุดท้ายคือ SEED OF EVIL (1981, Taiwan) ส่วนหนังเรื่อง "ราชินีฝิ่น" นี้ เป็นหนังไทย/ฮ่องกง

++++

หลังจากดูหนังอิตาลีไปแล้ว 8 เรื่องในเทศกาลภาพยนตร์อิตาลีในช่วงต้นเดือนพ.ค. เราก็ต้องแดกพิซซ่าเพื่อเป็นการรำลึกถึงเทศกาล

++++

 

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง CHUTIMA (2007) ให้สัมภาษณ์นิตยสาร FILMMAKER

Boonbunchachoke: I’m influenced by global cinema in general, but Western cinema has had a significant impact on me. I’m particularly inspired by filmmakers whose works are often described as dreamy – like Manoel de Oliveira, Jacques Rivette, João César Monteiro, Otar Iosseliani, Raúl Ruiz, Eugène Green and Chantal Akerman; and younger queer directors like Alain Guiraudie and João Pedro Rodrigues.

I’m particularly fond of how radical and intentionally uncinematic Oliveira’s and Monteiro’s films can be. I recall reading that Monteiro would occasionally sabotage his frame composition just to make his shots not too perfectly cinematic. I like that way of thinking. 

 

https://filmmakermagazine.com/130640-ratchapoom-boonbunchachoke-a-useful-ghost/?fbclid=IwY2xjawKVZOtleHRuA2FlbQIxMQBicmlkETFpTWMwSmVhTkZwYUxtbTlsAR6h8IJTm6JCFFW2GHhip7wdwYsHe5R6TrRjrgSisWNiVcN1X36RVHsx-FVgtw_aem_6cHXPukgsfB1TokRkTGsYA

 

ดีใจสุดขีดที่สื่อต่างชาติชื่นชอบการแสดงของคุณอาภาศิริ นิติพน ใน A USEFUL GHOST มาก ๆ

 

คุณอาภาศิริเคยแสดงเป็นนางเอกใน “คู่กรรม” ของทมยันตี แล้วก็เคยแสดงเป็นแม่ผู้หมกมุ่นกับเปียโนใน HAPPY OLD YEAR (2019, Nawapol Thamrongrattanarit) , แม่ที่อยู่กับตุ๊กตาหมีที่กลายร่างเป็นหนุ่มหล่อได้ ใน “คุณหมีปาฏิหาริย์” ที่สร้างจากนิยายของปราปต์ แล้วตอนนี้เธอก็มาตบตีกับเครื่องดูดฝุ่นผีสิงใน A USEFUL GHOST ด้วย

++++++++++++

 

1. HAND MOVIE (1966, Yvonne Rainer, 6min, A+30)

2. VOLLEYBALL (FOOT FILM) (1967, Yvonne Rainer, 10min, A+30)

3. RHODE ISLAND RED (1968, Yvonne Rainer, 10min, A+30)

4. TRIO FILM (1968, Yvonne Rainer, 13min, A+30)

5. LINE (1969, Yvonne Rainer, 10min, A+30)

 

1. ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังของ Yvonne Rainer เสียที หลังจากที่อยากดูหนังของเธอมานานราว 25 ปีแล้ว แต่ไม่สามารถหาหนังของเธอมาดูได้ เหมือนเธอเป็น “ผู้กำกับหญิงในตำนาน” ที่เราเคยได้ยินชื่อมาเป็นเวลานานมาก นานพอ ๆ กับ Barbara Hammer, Carolee Schneemann, Julie Dash, Lizzie Borden, Sharon Lockhart, Laura Mulvey, Valie Export, Su Friedrich, Sara Driver, etc. ซึ่งในช่วงเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา ระบบสตรีมมิ่งทางอินเทอร์เน็ต (และการจัดฉายหนังบางเรื่องในกรุงเทพ) ก็ช่วยให้เราได้ดูได้เข้าถึงหนังของผู้กำกับหญิงในตำนานเหล่านี้ได้หลายคน ยังขาดก็แต่ Yvonne Rainer นี่แหละ ที่เรายังไม่เคยได้ดูเสียที จนกระทั่ง e-flux นำหนังสั้น 5 เรื่องของเธอมาเปิดฉายให้ดูฟรี ๆ ในเดือนพ.ค. 2025

 

อย่างไรก็ดี หนังที่เราได้ดูในครั้งนี้ก็เป็นเพียงแค่หนังสั้น 5 เรื่องของเธอนะ เรายังคงไม่ได้ดูหนังยาวที่ Yvonne Rainer กำกับแต่อย่างใด ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนจัดงาน retrospective ของ Yvonne Rainer ในกรุงเทพ และนำหนังยาวที่เธอกำกับราว 7 เรื่องมาจัดฉายให้พวกเราได้ดูกัน ทั้ง LIVES OF PERFORMERS (1972, 90min), FILM ABOUT A WOMAN WHO... (1974, 90min), KRISTINA TALKING PICTURES (1976, 90min), JOURNEYS FROM BERLIN/1971 (1980, 125min), THE MAN WHO ENVIED WOMEN (1985, 125min), PRIVILEGE (1990, 103min) และ MURDER and murder (1996, 113min)

 

2. พอได้ดูหนังของ Yvonne Rainer แล้วเราก็ช็อคกับ “ความไม่ประนีประนอมกับคนดู” ของเธอมาก ๆ คิดว่าความโหดตรงจุดนี้ของเธอน่าจะพอ ๆ กับหนังของ Andy Warhol, Sharon Lockhart และ James Benning 55555 และแน่นอนว่าโหดกว่าหนังของ Chantal Akerman และ Marguerite Duras เพราะถึงแม้ว่าหนังของ Duras จะ “นิ่งช้า” แต่จริง ๆ แล้วมันก็มี “เนื้อเรื่อง” ส่วนหนังของ Akerman บางเรื่องอาจจะไม่มี “เนื้อเรื่อง” แต่มันก็มี “บรรยากาศที่ทรงพลัง” ส่วนหนังของ Yvonne Rainer ที่เราได้ดูนั้นไม่มีทั้งเนื้อเรื่อง และไม่มี “บรรยากาศที่น่าหลงใหล” ที่เราสามารถจูนติดได้โดยง่าย

 

3. ก็เลยประทับใจกับความ anti-spectacle ของ Yvonne Rainer มาก ๆ เหมือนเธอเป็นผู้กำกับหญิงอีกคนที่ไปสุดขั้วมาก ๆ ในแนวทางของตัวเอง

 

4.ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าชอบหนังเรื่องไหนมากที่สุดใน 5 เรื่องนี้

 

HAND MOVIE เป็นหนังที่เราดูแล้วพยายามขยับนิ้วตามไปด้วย

 

VOLLEYBALL (FOOT FILM) ก็ชอบมาก เหมือนหนังเรื่องนี้เป็นการเล่นกับลูกวอลเลย์บอลซ้ำไปซ้ำมาราว 28 ครั้งได้มั้ง ให้ลูกวอลเลย์บอลไปกระแทกฝาผนัง แล้วมันก็จะกระดอนกลับมา ซึ่งมันก็กระดอนกลับมาในแบบที่แตกต่างกันไปทั้ง 28 ครั้ง แล้วก็มีคนเดินไปใช้เท้าหยุดการเคลื่อนไหวของลูกวอลเลย์บอลที่พื้น

 

เหมือนเป็นหนังที่ไม่มีอะไร แต่ดูแล้วเราก็จดจ่อกับมันไปได้เรื่อย ๆ

 

RHODE ISLAND RED เป็นหนังที่มีเพียงแค่ 2 ช็อต ถ่ายเล้าไก่ขนาดใหญ่ไปเรื่อย ๆ โดยในช็อตแรกมีคนอยู่ด้วย

 

อันนี้ก็เป็นหนังที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเลยเหมือนกัน แต่ไก่ในหนังมันไม่หยุดนิ่งเลย ไก่หลายร้อยตัวมีการทำอาการอะไรต่าง ๆ ไปได้เรื่อย ๆ เราก็เลยดูไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่เบื่อ 55555

 

TRIO FILM อันนี้ก็ดูเหมือนจะน่าเบื่อแต่ก็ไม่น่าเบื่อ เหมือนหนังมันสะท้อนความน่าเบื่อของชีวิตสมรสหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ ตอนดูหนังเรื่องนี้เราจะนึกถึง VIVARIUM (2019, Lorcan Finnegan) ด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่

 

LINE ช่วงแรกของหนังดูแล้วจะนึกถึง James Benning มาก ๆ เพราะหนังเหมือนจ้องมองรอยแตกร้าวที่ฝาผนัง ขณะที่มีวัตถุทรงกลมค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ ตามรอยแตกนั้น มันเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีการเคลื่อนไหวน้อยมาก ๆ จุดนี้ก็เลยทำให้นึกถึง James Benning

 

แต่ช่วงครี่งหลังของหนังมีนักแสดงเข้ามาในฉากด้วย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิด “เนื้อเรื่องเร้าใจ” ขึ้นมาแต่อย่างใด 55555

 

5. พอดูหนังสั้นทั้ง 5 เรื่องนี้แล้วก็เลยไม่แปลกใจว่า ทำไม Yvonne Rainer ถึงโด่งดังมาก ๆ เพราะหนังของเธอเหมือนไปสุดขั้วกว่าหนังของ Marguerite Duras และ Chantal Akerman เสียอีก นึกว่า EXTREME MINIMALISM และเราว่าหนังของเธอมันดูยากกว่าหนัง extreme minimalism ของ Chaloemkiat Saeyong และ Tanatchai Bandasak อีกนะ เพราะหนังของ Chaloemkiat และ Tanatchai มันมี “พลังของธรรมชาติ” หรือ “พลังทางบรรยากาศ” มาห่มคลุมไว้น่ะ ส่วนหนังของ Yvonne Rainer มันไม่ได้มีพลังทางบรรยากาศ มันก็เลยยิ่งดูเย็นชาและแห้งกว่าหนัง minimal เรื่องอื่น ๆ

Saturday, May 17, 2025

LIST OF CHINESE PROVINCES IN FILMS

 

เราเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้คือหนัง QUEER THAI เรื่องแรกนะคะ THE TRANSVESTITE IS THE CAUSE (1955, staffs of Bank of Monthon) หรือ “กะเทยเป็นเหตุ” ที่กำกับโดยพนักงานธนาคารมณฑล

https://www.youtube.com/watch?v=uoAqJ0PF-mU

 ++++++++++

วันนี้เราเพิ่งได้ดู KAILI BLUES (2015, Bi Gan, China, A+30) ทางเว็บไซต์ lecinemaclub พอดูจบก็กราบจอไปเลย มหัศจรรย์มาก ๆ หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้มีความ dreamlike, Lynchian มากเท่า LONG DAY’S JOURNEY INTO NIGHT (2018, Bi Gan, China, A+30) แต่เราก็ชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้เน้นถ่ายทอดบรรยากาศของชนบทในจีนออกมาได้อย่างทรงพลังมาก ๆ และเราว่าชนบทของจีนในหนังเรื่องนี้มันมีสภาพคล้ายชนบทของไทย มันดูชื้นแฉะและห่างไกลความเจริญพอ ๆ กับชนบทของไทย และมันดูแตกต่างจากชนบทในภาคเหนือของจีนที่ดูแห้งแล้งและหนาวเย็นกว่า

 

ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด KAILI BLUES เน้นถ่ายทอดบรรยากาศของมณฑล Guizhou ของจีน เราก็เลยต้องไปดูแผนที่ประเทศจีน และก็พบว่ามณฑล Guizhou มันอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทยจริง ๆ ด้วย มันอยู่ติดกับ Yunnan ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ถ่ายทำหนังเรื่อง CROSSING THE MOUNTAIN (2010, Yang Rui, China) และเราว่าทั้งหนังเรื่อง CROSSING THE MOUNTAIN และหนังเรื่อง KAILI BLUES มันมีความ magical, otherworldly อะไรบางอย่างเหมือนกัน มันเหมือนเป็นสองมณฑลที่อยู่ใกล้กับไทย และยังคงมี “พลังของสิ่งเหนือธรรมชาติ” ครอบคลุมพื้นที่แถบนี้อยู่ (มากกว่ามณฑลอื่น ๆ ของจีน?)

 

พอเราดู KAILI BLUES จบ และไปเสิร์ชหาแผนที่มณฑลกุ้ยโจว เราก็เลยค้นพบว่า ตัวเองขาดความรู้ด้านภูมิศาสตร์ในจีนมาก ๆ เราตอบไม่ได้ว่ามณฑลไหนอยู่ตรงไหนในจีน เราก็เลยทำลิสท์ข้างล่างขึ้นมา เผื่อช่วยให้ตัวเองจดจำได้ดีขึ้นว่า หนังเรื่องต่าง ๆ ที่เราเคยดูดังต่อไปนี้ มีเนื้อหาเกิดขึ้นในมณฑลไหนของจีนกันบ้าง

 

1. ABOVE THE DUST (2024, Wang Xiaoshuai)

Gansu

 

2. AFTERSHOCK (2010, Feng Xiaogang)

Tangshan city in Hebei province

 

3. BACK TO 1942 (2012, Feng Xiaogang)

Henan

 

4. BEFORE THE FLOOD (Yan mo) (Li Yifan and Yan Yu, 2005)

Chongqing

 

5. BIRD PEOPLE IN CHINA (1998, Takashi Miike)

Yunnan

 

6. COAL MONEY (2009, Wang Bing, documentary)

มณฑลซานซี Shanxi province and Tianjin

 

7. CHANG AN (2023, Xie Junwei, Zou Jing, China, animation, A+30)

Xi’an city in Shaanxi province มณฑลส่านซี

 

8. THE CROSSING (2018, Xue Bai)

Shenzhen

 

9.CROSSING THE MOUNTAIN (2010, Yang Rui, China)

Yunnan

 

10. DELICIOUS ROMANCE (2023, Leste Chen, Hsu Chao-jen)

Chengdu city in Sichuan province

 

11. DON’T CRY, NANKING (1995, Wu Ziniu, Taiwan)

Jiangsu

 

12. THE FAREWELL (2019, Lulu Wang)

Changchun city in Jilin province

 

13. THE HORSE THIEF (1986, Tian Zhuangzhuang)

Tibet

 

14. I AM WHAT I AM (2023, Sun Haipeng, animation)

Guangzhou city in Guangdong province

 

15. KAILI BLUES (2015, Bi Gan)

Guizhou

 

16. LIGHTING UP THE STARS (2022, Liu Jiangjiang)

Wuhan

 

17. LONG DAY’S JOURNEY INTO NIGHT (2018, Bi Gan)

Guizhou

 

18. LOST AND LOVE (2015, Peng Sanyuan)

เริ่มต้นที่ Anhui แล้วไปที่ Jiangxi

 

19. NEVER SAY NEVER (2023, Wang Baoqiang)

Longshan in Sichuan province

 

20. NOT ONE LESS (1999, Zhang Yimou)

Hebei

 

21. ONE AND ONLY (2023, Da Peng)

Hangzhou city in Zhejiang province

 

22. ON THE RIM OF THE SKY (2014, Xu Hongjie, documentary)

Sichuan

 

23. OPENING CLOSING FORGETTING (2018, James T. Hong, Taiwan/China/Japan, documentary, A+30)

Zhejiang

 

24. ORDINARY HERO (2023, Tony Chan)

Xinjiang

 

25. PLATFORM (2000, Jia Zhangke)

Fenyang in Shanxi province

 

26. THE SEARCH (2009, Pema Tseden)

Tibet

 

27. SHANGHAI DREAMS (2005, Wang Xiaoshuai)

Guizhou

 

28. SNOW LEOPARD (2023, Pema Tseden)

Qinghai

 

29. THE STORY OF QIU JU (1992, Zhang Yimou)

Shaanxi province

 

30. THIRD SISTER LIU (1960, Li Su, musical)

เกี่ยวกับชาวจ้วงใน Guangxi region

 

31. THREE SISTERS (2012, Wang Bing, documentary)

Yunnan

 

32. UNKNOWN PLEASURES (2002, Jia Zhangke)

Datong city in Shanxi province

 

33. WOLF TOTEM (2015, Jean-Jacques Annaud)

Inner Mongolia

 

34. XIU XIU: THE SENT-DOWN GIRL (1998, Joan Chen)

Sichuan

 

35. YOUTH (HOMECOMING) (2024, Wang Bing, documentary)

Hebei (Zhili), Yunnan, Anhui

 

36. หนังชุด VILLAGERS’ DOCUMENTARY PROJECT (2006, Wu Wenguang) ที่เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพในปี 2008 หนังชุดนี้ประกอบด้วยหนังสั้นเกี่ยวกับมณฑลต่าง ๆ ในจีน ซึ่งประกอบด้วย


In my roughly preferential order

36.1 I FILM MY VILLAGE (2006, Shao Yuzhen, Beijing, A++++++++++)

36.2 DID YOU GO BACK TO VOTE? (2006, Yi Chujian, Zhejiang)

36.3 THE QUARRY (2006, Jia Zhitan, Hu’nan Province)

36.4 THE SPIRIT MOUNTAIN (2006, Tshe Ring Sqrolma, Yunnan Province)

36.5 LAND DISTRIBUTION (2006, Wang Wei, Shandong Province)

36.6 RETURNING HOME FOR THE ELECTION (2006, Ni Nianghui, Hubei Province)

36.7 A WELFARE COUNCIL (2006, Nong Ke, Guangxi Province)

36.8 A FUTILE ELECTION (2006, Zhang Huancai, Shaanxi Province)

36.9 VILLAGE HEAD WU AIGUO (2006, Zhou Cengjia, Hu’nan Province)

36.10 OUR VILLAGE COMMITTEE (2006, Fu Jiachong, He’nan Province)

 

ลิสท์หนังข้างบนครอบคลุมเฉพาะหนังที่เราเคยดูแล้วนะคะ ถ้าหากเพื่อนคนไหนอยากแนะนำหนังเรื่องไหนที่นำเสนอ “พื้นที่ที่เฉพาะเจาะจงที่น่าสนใจในจีน” (แน่นอนว่าไม่รวมถึงพื้นที่ที่พบได้ทั่วไปในหนังจีน อย่างเช่น กรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้) ก็ comment มากันได้เลยนะคะ

 

ลิสท์ข้างบนเป็นการแยกตาม “สถานที่ในจีน” ส่วนลิสท์ที่แยกตาม “ลำดับเวลา” ในจีน ดูได้ที่นี่ค่ะ

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10227244116752078&set=a.10223045281543822